ข่าว / ภาพยนต์

7 ประโยคกินใจจาก 7 ภาพยนตร์ LGBT ที่เรายังรัก

Call Me by Your Name

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาพยนตร์ LGBT ได้รับการยอมรับ และมีฉายในตลาดเพิ่มมากขึ้นไปอย่างมาก แน่นอนว่านอกจากเนื้อเรื่องที่กินใจ นักแสดงนำที่แสดงเข้าถึงบทบาท หรือฉากสำคัญที่สร้างเสียงหัวเราะหรือเรียกน้ำตาจากผู้ชมแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่คาดไม่ได้ก็คือประโยคเด็ด ไม่ว่าจะเป็นการบอกรัก การยอมรับตัวตน หรือการจากลา ซึ่งยังตราตรึงอยู่ในใจ (และในหู) ของผู้ชมแม้หนังจะรูดม่านจบลงไปแล้ว งานนี้เราจึงได้รวบรวม 5 ประโยคเด็ดจากหนัง LGBT 5 เรื่องที่ฟังแล้วทำให้คุณอยากกลับไปดูอีกรอบ ส่วนใครยังไม่ได้ดูก็ต้องรีบไปหาดูกันด่วน [มีสปอยล์นะจ๊ะ]

 

"I wish I knew how to quit you." — Jack

Brokeback Mountain

จากภาพยนตร์ Brokeback Mountain (2005)

ผู้กำกับชาวไต้หวัน อั้ง ลี่ พาเราไปรู้จักความรักของสองเพื่อนสนิท Ennis และ Jack ที่เกิดขึ้นบนเขา Brokeback และพัฒนาต่อเนื่องอยู่บนความเป็นไปไม่ได้ยาวนานถึงกว่า 20 ปี ในยุคที่ความรักของเพศเดียวกันยังเป็นเรื่องผิดและต่างฝ่ายต่างแต่งงานมีครอบครัว โดยประโยคที่ Jack พูดกับ Ennis ก่อนจะเดินออกมาจากความสัมพันธ์ที่ไม่มีทางลงเอยยังคงตราตรึงอยู่ในใจหลายๆ คน

 

"เราคงคบกับมิวเป็นแฟนไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่ได้รักมิวนะ" — โต้ง

Love of Siam

จากภาพยนตร์ รักแห่งสยาม (2007)

11 ปีที่แล้ว รักแห่งสยาม เปิดประตูให้เขาเข้าไปยิ้ม หัวเราะ และร้องไห้ กับความรักที่เหมือนจะเป็นไปได้แต่เป็นไปไม่ได้ของสองหนุ่มโต้งและมิว การเล่าเรื่องด้วยภาพ ประโยคกินใจ และฝีมือการแสดงเฉียบๆ ส่งให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นหนัง coming of age ในตำนานเรื่องหนึ่งของไทย และเราเชื่อว่าประโยคนี้ที่โต้งพูดกับมิวตอนท้ายเรื่องเคยทำให้หลายคนยิ้มทั้งน้ำตามาแล้ว  

 

"My angel. Flung out of space." — Carol

Carol

จากภาพยนตร์ Carol (2015)

ความรักของสาวสังคมชั้นสูง Carol Aird และพนักงานห้าง Therese Belivet ซึ่งเป็นความรักที่ต้องปกปิดท่ามกลางสังคมในยุค 50 ทำให้ทั้งสองต้องเผชิญหน้ากับทั้งสังคมที่ยังไม่เปิดกว้าง และสามีของ Carol ที่จะฟ้องหย่า โดยประโยคนี้ที่ Carol พูดขึ้นในก็เพราะสำหรับเธอแล้ว Therese คือคนพิเศษ เหมือนนางฟ้าที่ตกลงมาจากสวรรค์มาเลยก็ว่าได้

 

"I love you, because you are the only person who made sense of me. And made me, possible." — Einar

The Danish Girl

จากภาพยนตร์เรื่อง The Danish Girl (2015)

ภาพยนตร์สร้างมาจากเรื่องจริงของ Einar Wegener จิตรกรชาวเดนมาร์ก ผู้ได้รับการผ่าตัดแปลงเพศเป็นคนแรกของโลก ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาได้แต่งงานกับ Gerda Wegener และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตามแบบสามีภรรยาทั่วไป แต่เมื่อ Einar ได้ลองใส่ชุดผู้หญิงเพื่อเป็นแบบภาพวาดให้ภรรยา เขาก็ได้ค้นพบความรู้สึกบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในตัวเขาเอง ถึงแม้ว่า Gerda จะเสียใจที่จะต้องเสียคนที่เธอรักในฐานะสามีไป แต่เธอก็สนับสนุนและรักในสิ่งที่เขาเป็น จนทำให้ Einar พูดประโยคนี้ขึ้นมาเพื่อบอกรักและขอบคุณเธอที่อยู่กับเขามาเสมอ แน่นอนว่าการแสดงอันทรงพลังทำให้ทั้งสองได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ในปี ค.ศ 2016 และสาว Alicia Vikander สามารถคว้าตุ๊กตาทองกลับบ้านไปได้

 

"No. You're not a faggot. You can be gay, but you don't have to let nobody call you a faggot." — Juan

Moonlight

จากภาพยนตร์เรื่อง Moonlight (2016)

ภาพยนตร์รางวัลออสการ์ปี ค.ศ 2017 ที่เล่าเรื่องของ Chiron เด็กชายแอฟริกัน-อเมริกันในไมอามี ในสามช่วงอายุที่เขาต้องเติบโตโดยปราศจากพ่อ แม่ติดยา และใช้ชีวิตท่ามกลางการถูกกั่นแกล้งเพราะว่าเป็นเกย์ มีเพียง Juan ชายผิวสีใจดีและภรรยาที่คอยประคับประคองเขาตลอดมา ประโยคที่ Chiron วัยเด็กเอ่ยถาม Juan ถึงความหมายของ "faggot" และคำตอบที่กินใจและมากความหมายของ Juan จึงเป็นหนึ่งในประโยคที่กินใจมากที่สุดในหนัง เลยไม่แปลกที่บทนี้ส่งให้นักแสดง Mahershala Ali ที่รับบท Juan สามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายในปีเดียวกันไปได้

 

"Call me by your name and I'll call you by mine." — Oliver

Call Me by Your Name

จากภาพยนตร์ Call Me by Your Name (2017)

Oliver เป็นนึกศึกษาหนุ่มชาวอเมริกันที่มาพักที่บ้านของ Elio ทางตอนเหนือของอิตาลีเพื่อช่วยพ่อของเขาทำงานด้านวิชาการ ฤดูร้อนปีนั้นจึงเป็นปีที่ Elio ได้ค้นพบความหมายของสิ่งที่เรียกว่าความรักเป็นครั้งแรก และถึงแม้ท้ายที่สุดแล้วความรักของพวกเขาจะไม่สมหวัง แต่ประโยคเด็ดที่ไม่ว่าใครๆ ที่เคยชมภาพยนตร์เรื่องนี้จะจำได้ก็คือวิธีการเรียกขานชื่อของเราสอง ที่เราเชื่อว่ายังจะอยู่ในใจของแฟนหนังไปอีกนาน

 

"You are still you, Simon." — Emily

Love Simon

จากภาพยนตร์ Love, Simon (2018)

Simon Spier นักเรียนวัย 17 ปี เป็นเกย์แบบหลบๆ ซ่อนๆ เขาเริ่มส่งอีเมลติดต่อกับ "บลู" เพื่อนร่วมชั้นปริศนาที่เผยตัวว่าเป็นเกย์เช่นกัน จนกระทั่งวันหนึ่งเขาถูกแบล็กเมล์ด้วยเพื่อนที่รู้ความลับซึ่งพร้อมจะเปิดเผยความจริงว่าเขาเป็นเกย์ให้คนทั้งโรงเรียนฟัง ถึงอย่างนั้นคุณแม่ของเขาก็ยังรัก ให้การสนับสนุน เพราะไม่ว่าอย่างไรลูกก็คือลูก และอัตลักษณ์ทางเพศของลูกไม่ได้เปลี่ยนแปลงความรักของแม่ไปแม้แต่น้อย 

Advertising
Advertising

ข้อคิดเห็น

0 comments