๙ ศาสตรา

Movies, อนิเมชั่น
3 จาก 5 ดาว
๙ ศาสตรา

Time Out พูดว่า

3 จาก 5 ดาว

ภาพยนตร์อนิเมชันที่เป็นมหกรรมการรวมตัวกันของ "แฟนตาซีของชายหนุ่ม": เกม มวย มังงะ การ์ตูน และผู้หญิง

เคยดูหนังแล้วรู้สึกว่า อีกนิดจะเพอร์เฟคไหม? ไม่ใช่ไม่ชอบนะ แต่มีอะไรสักอย่างขาดไปอีกนิดเดียว ซึ่งเป็นอีกนิดเดียวที่จะทำให้เราบอกทุกคนได้ว่าหนังมันดีมากโดยไม่ต้องมีคำว่า ...แต่

๙ ศาสตรา ก็เป็นอย่างนั้นแหละ

แวดวงภาพยนตร์ไทยเปิดศักราช พ.ศ. 2561 อย่างคึกโครมด้วยภาพยนตร์อนิเมชันทุนสร้างสูงที่สุดในประเทศไทยกว่า 200 ล้านบาท เรื่อง ๙ ศาสตรา ที่เล่าการเดินทางผจญภัยของเด็กหนุ่มนามว่า อ๊อด (ที่ชื่อดันบังเอิญไปพ้องกับชื่อเล่นของหนึ่งในผู้อำนวยการสร้างด้วยซะนี่) ที่เติบโตท่ามกลางการฝึกมวยไทยอย่างหนักหน่วง เพื่อนำอาวุธ “๙ ศาสตรา” กลับไปกอบกู้บ้านเมืองจากเหล่ายักษ์สุดโหด โดยมีเพื่อนร่วมทางคือ เจ้าชายลิง ยักษ์ใจดี และสาวจีนหุ่นสะบึมส์ — ไม่ต้องบอกตอนจบก็น่าจะรู้ว่าแฮปปี้เอนดิ้งตามสไตล์ธรรมะชนะอธรรม

เราโอเคกับการที่ ๙ ศาสตรา คือมหกรรมการรวมตัวของ “แฟนตาซีของผู้ชาย” นะ — พระเอกกับภารกิจผจญภัย สัตว์และยักษ์เพื่อนร่วมทาง นางเอกนุ่งสั้นเตะต่อยเก่ง การเล่าเรื่องแบบเกมต่อสู้และหนังฮอลลีวูด ฉากแอกชั่นเยอะๆ และเพลงร็อค — เพราะท้ายที่สุดจิตวิญญาณของผู้สร้าง/ผู้กำกับก็วนเวียนอยู่ในหนังนั่นแหละ แต่เราไม่ค่อยโอเคที่การจับเอาทั้งหมดมารวมกันมันแค่ “เกือบจะ” ลงตัว หลายครั้งเราเกิดความรู้สึกว่า เอ๊ะ ทำไมตรงนี้แปลกๆ ทำไมตรงนี้เหมือนหนังเรื่องนั้น ทำไมคนนี้ทำอย่างนั้น ฯลฯ

เอาจริงๆ ๙ ศาสตรา ก็เหมือนกับอนิเมชันไทยเรื่องอื่นๆ ที่เคยผ่านมา คนไทยไม่แพ้ใครเรื่องกราฟฟิค เรื่องภาพ เทคนิคฉากต่อสู้สุดมหัศจรรย์ โลดโผนโจนทะยาน ยิ่งท่ามวยไทยที่เป็นแก่นของเรื่องเห็นกันชัดทุกดีเทล เพียงถ้าความสมบูรณ์ของ “บท” จะดีกว่านี้ เราก็จะชอบได้มากขึ้นไปอีก

คนไทยเราโตมากับการอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นและดูการ์ตูนดิสนีย์ เราตื่นเต้นกับภาพเคลื่อนไหว ฉากต่อสู้เร้าใจ ฉากพระเอกเหาะเหินเดินอากาศ ฉากนางเอกนุ่งน้อยห่มน้อย แต่เราลืมไปว่าก่อนจะถึงเรื่องภาพคือเรื่องบท — บทต้องดีก่อน เพราะบทที่ดีคือหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ดี เป็นภาพยนตร์ที่คนดูประทับใจ เวลาเราไปดู Moana หรือ Frozen หรือ Coco ทำไมเราอินไปด้วยทั้งๆ ที่เราไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมที่ถูกกล่าวถึงในเรื่องนั้นด้วยซ้ำ ก็เพราะบทดียังไงล่ะ บททำให้ตัวละครมีมิติ ทุกสิ่งที่ตัวละครพูดและทำจะมีที่มาที่ไปมีเหตุมีผล ซึ่ง ๙ ศาสตรา ยังทำไม่ได้ตรงจุดนี้ (ถ้าได้อ่านสัมภาษณ์ผู้กำกับ/ผู้สร้างบ้าง ก็อาจจะสังเกตได้ว่าให้สัมภาษณ์วนเวียนอยู่กับเรื่อง ภาพ เพลง ความตั้งใจ วนอยู่เท่านี้ พูดถึงบทน้อยมาก)

ช่วงต้นเรื่อง ๙ ศาสตรา ขยันสร้างความงงให้กับผู้ชมกับข้อมูลพื้นฐานตัวละครขนาดมหึมาที่ยัดเยียดในแทบทุกบทพูด บังคับให้เรารู้จักตัวละครผ่านบทสนทนายืดยาว การกระทำบางอย่างก็ไม่มีเหตุผลหรือที่มาที่ไป เช่นการเสียใจแบบต้องตะโกนบอกฟ้าดังๆ แบบอนิเมะญี่ปุ่นที่ขัดกับบุคลิกของตัวละครอย่างเห็นได้ชัด หรือมุกตลกที่ไม่ตลก เสียงพากย์ที่ไม่ค่อยเข้ากับตัวละคร หรือตัวละครผู้หญิงนุ่งน้อยหุ่มน้อยโชว์สัดส่วนแบบราวหลุดออกมาจากเกมคอมพิวเตอร์แตกต่างจากตัวละครอื่นๆ

กลางเรื่องที่เป็นช่วงการเดินทางก็เข้าที่เข้าทาง การตัดภาพสไตล์หนังแอ็กชันผจญภัยทำให้เราเอาใจช่วยตัวละครให้ฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ ถึงแม่ว่าเราจะรู้สึกว่า “การเดินทาง” แบบนี้มัน cliche แบบเห็นมาเป็นพันครั้งแล้วไปสักหน่อย (นึกถึงการเดินทางใน Lord of the Rings) ส่วนครึ่งเรื่องหลังที่เป็นเรื่องการต่อสู้อันนี้สนุกและน่าติดตาม ภาพและเพลงประกอบทำงานสอดคล้องกันอย่างลงตัว คนที่ชอบฉากแอกชั่นสนั่นโลกสไตล์เกมต่อสู้ต้องชอบ อย่างที่บอก การที่ตัวละครหลักประกอบไปด้วย พระเอก สัตว์ ยักษ์ นางเอกนุ่งสั้นเตะต่อยเก่ง นี่โคตรจะเป็น stereotype ของเกมสายแอ็กชันผจญภัยแบบไม่ต้องถามต่อว่าผู้กำกับและ/หรือผู้อำนวยการสร้างชอบอะไรแบบนี้หรือเปล่า และเราเชื่อว่าเขารู้ว่าคนแบบเขาชอบอะไร

สรุป ถามว่า ๙ ศาสตรา สนุกไหม — สนุก เป็นอนิเมชันไทยที่ดีไหม — ดี แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ดูหนังในระดับนึง ดูอนิเมชันในระดับนึงคุณจะรู้สึกว่า… อีกนิดอ่ะ อีกนิดเดียว เพราะถึง ๙ ศาสตรา จะภาพสวย เทคนิคอลังการ แต่องค์ประกอบหลายอย่างที่ทำให้หนังเรื่องหนึ่งเป็นหนังที่สมบูรณ์มันยังไม่ลงตัว แต่ถ้าคุณไม่ใช่สายที่ซีเรียสเรื่องความลงตัวของบทขนาดนั้น ไปดูเถอะ คุณจะชอบ คุณจะรู้สึกถึงความตั้งใจจริงของคนกลุ่มหนึ่งที่อยากทำให้ ๙ ศาสตรา เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ

เราไม่ได้ติเพราะเราไม่ชอบ ๙ ศาสตรา เราชอบแต่เราเชื่อว่าเขาทำได้ดีกว่านี้ เราอยากเป็นอีกเสียงสะท้อนเล็กๆ ที่อยากให้อนิเมชันไทยดีขึ่นเรื่อยๆ หลายคนบอกว่าแค่นี้ก็ดีแล้วสำหรับอนิเมชันไทย... หยุดพูดอยากนั้นเถอะครับเพราะคุณกำลัง pre-estimate ความสามารถคนชาติเดียวกันอยู่ว่า “ทำได้แค่นี้แหละ” เราอยากให้ท้ายที่สุดแล้วคนอยากให้คนไปดูหนังเรื่องนี้ในฐานะที่เป็นอนิเมชันที่ดีเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่ในฐานะอนิเมชันไทย อยากให้คนสนับสนุนผู้สร้างหนังที่สร้างหนังดีๆ เพราะท้ายที่สุดเมื่อทุกคนอยากสนับสนุน ผู้สร้างก็จะมีแรงผลักดันมีกำลังใจในการทำหนังให้ดียิ่งขึ้นๆ คำว่า “ทำไมอนิเมชันไทยไม่ไปถึงไหน” ก็จะได้หมดไปเสียที

โดย Top Koaysomboon

โพสต์

รายละเอียด

รายละเอียดวันเข้าฉาย

วันเข้าฉาย
วันพฤหัสบดี 11 มกราคม 2018
ระยะเวลา
102 นาที

นักแสดงและทีมงาน

ผู้ใช้พูดว่า

LiveReviews|0
1 person listening