0 รักสิ่งนี้
บันทึกข้อมูล

สัมภาษณ์พิเศษ แฟนพันธุ์แท้นางงามจักรวาล เชรี่-ไอศวรรฎา

แชมป์คนใหม่ล่าสุดจากรายการแฟนพันธุ์แท้ซูเปอร์แฟน บอกเล่าเรื่องราวของแรงบันดาลใจ นางงามคนโปรด และแวดวงนางงามที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

ปรากฏการณ์ช่วงเดือนที่ผ่านมาที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ การคว้าแชมป์ในรายการ แฟนพันธุ์แท้ ซูเปอร์แฟน ของเชรี่-ไอศวรรฎา ศิริลักษณ์ แฟนพันธุ์แท้นางงามจักรวาล ที่พกทั้งความเก่ง ความสวย และความมั่นใจคว้ารางวัลแชมป์กลับบ้านไปครอง เราสายตรงหาแชมป์คนเก่งเพื่อสอบถามทุกเรื่องเกี่ยวกับนางงามที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน

 

เริ่มต้นชอบหรือมีความสนใจในเรื่องของนางงามจักรวาลได้อย่างไร?

ตอนเด็กๆ ไม่รู้จักคำว่า “นางงามจักรวาล” เลย แต่มีโอกาสได้เห็นโฆษณาสบู่แอสทรัล ซึ่งเดี๋ยวนี้มันไม่มีแล้ว ตอนนั้นอาปุ๊ก-อาภัสรา หงสกุลซึ่งพ้นตำแหน่งมานานแล้วเป็นพรีเซนเตอร์ ในโฆษณาบอกว่า “นางงามจักรวาลกับผิวที่สวยงาม” เลยไปถามที่บ้านว่าคำนี้แปลว่าอะไร ที่บ้านบอกว่าเป็นตำแหน่งที่สำคัญมาก เพราะเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุด เป็นตัวแทนของแต่ละประเทศมาแข่งกัน เวลาผ่านไปสักห้าปี พี่ปุ๋ย-ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก ได้ตำแหน่งในวันที่ 24 พฤษภาคม 2531 ข่าวประโคมใหญ่มาก ที่บ้านบอกว่าคนไทยเป็นนางงามจักรวาลสองคนแล้วนะ พอวันรุ่งขึ้นไปโรงเรียนเล่นจับฉลากกับเพื่อนๆ ใครได้เป็นนางงามคนไทยจะชนะได้เงิน (หัวเราะ) ชอบมาตลอดตั้งแต่วันนั้น ช่วงนั้นหนังสือนางงามขายดีมาก เราก็หาซื้อมาอ่านรายละเอียดต่างๆ ในเล่มมีโฆษณาเล็กๆ ใครอยากดูการประกวดรุ่นเก่าๆ อย่าง ชุติมา นัยนา ก็ให้ส่งธนาณัติมา ก็เริ่มตั้งแต่วันนั้นเลย ทั้งศึกษาข้อมูลตามหนังสือ หนังสือพิมพ์ก็เอามาตัดเก็บ หาซื้อวิดีโอเก่าๆ ดู

 

นางงามคนที่ชอบที่สุดตลอดกาลคือใคร และทำไมต้องเป็นคนนี้?

พี่ปุ๋ย นางงามจักรวาลปี 1988 นี่แหละค่ะ พี่ปุ๋ยเป็นแรงบันดาลใจทุกอย่างในชีวิต เป็นผู้หญิงที่พูดภาษาเก่ง ใช้ภาษาเพอร์เฟ็กต์ บุคลิกดี สำหรับเชรี่แล้วพี่ปุ๋ยอาจไม่ได้เป็นคนที่สวยที่สุด แต่ทุกอย่างที่เป็นพี่ปุ๋ยคือเลิศเลอเพอร์เฟ็กต์ เชรี่ตั้งเป้าหมายไว้เลยว่า โรลโมเดลของฉันคือคนนี้ ตอนนั้นอายุแค่ 8-9 ขวบ ก็หัดพูดหัดใช้ศัพท์แบบพี่ปุ๋ย ... make a difference to children, problem on ... เราก็ซึมซับคำศัพท์ไปเรื่อย ตอนนั้นถึงขั้นเลียนแบบบุคลิกพี่ปุ๋ย ต้องเดินแบบนี้ ต้องปัดผมแบบนี้ จนกลายเป็นบุคลิกตัวเองไปเลย (หัวเราะ) นอกจากนี้ความชอบได้กลายเป็นแพทเทิร์นในการใช้ชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน เพราะตอนนั้นได้ยินนางงามเวเนซูเอล่า นางงามโคลอมเบีย พูดภาษาสเปนสวยจัง เลยกลายเป็นคนชอบภาษาอังกฤษ ภาษาสเปนก็เพราะนางงามนี่แหละ

ปุ๋ย-ภรทิพย์ นาคหิรัญกนก

 

 

นางงามต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง?

นางงามต้องสวยแน่นอนอยู่แล้ว ในส่วนภายนอกก็ต้องสวยตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่สิ่งที่สำคัญคือความสวยข้างใน ทั้งทัศนคติ การพูดการจา คนเราสวยแต่ภาพนิ่งไม่ได้ บางคนถ่ายภาพมาสวยมาก ตัวจริงบุคลิกไม่ดี พูดไม่เก่ง ตอบคำถามไม่ได้ คุยกับสื่อไม่คล่อง แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ไม่ดี ความสวยก็ลดลงไป เชรี่เชื่อว่าคนเรายิ่งพูดยิ่งสวยนะ ถ้าให้คะแนนคงเป็นความสวยในแง่ทัศนคติ การพูดจา ท่าทางสัก 60% ส่วนความสวยภายนอกก็สัก 40%

 

ในฐานะที่คุณเชรี่ติดตามวงการการประกวดมานาน ในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง?

การประกวดนางงามมีความสำคัญลดน้อยลง เพราะสมัยก่อนเราไม่มีเวทีไต่ไปสู่ดวงดาวเหมือนสมัยนี้ ผู้หญิงที่อยากมีหน้ามีตาในสังคมจึงเลือกเวทีประกวดนางงามเป็นบันได การประกวดจึงเป็นวาระสำคัญระดับชาติ สมัยที่นางสาวไทยยังอยู่กับช่อง 7 และเป็นผู้ส่งประกวดนางงามจักรวาล คนที่ผ่านเวทีนี้ได้ดิบได้ดีในวงการต่างๆ ผู้หญิงจึงจริงจังมาก แต่สมัยนี้เป็นดารานักร้องง่ายขึ้น มีเวทีการประกวดต่างๆ ผู้หญิงจึงไม่ยึดติดกับเวทีนางงามอีกต่อไป และการประกวดถูกลดความสำคัญลงในช่วงปี 1996-1997 การประกวดกลับมาบูมอีกครั้งช่วงปี 2005 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ จากนั้นปี 2006 ชาม-ไอยวริญท์ โอสถานนท์ ก็เข้ารอบ 20 คนสุดท้าย ตามมาด้วย กวาง-ฟ้ารุ่ง ยุติธรรม เข้ารอบ 15 คนสุดท้ายในปี 2007 กระแสเลยกลับมาอีกครั้ง แต่ยังไม่ถึงกับเป็นวาระแห่งชาติเหมือนสมัยก่อน

ชาม-ไอยวริญท์ โอสถานนท์

กวาง-ฟ้ารุ่ง ยุติธรรม

 

ปัจจุบันมีเวทีการประกวดเยอะมากกว่าเดิมมาก เชรี่คิดว่ามีเวทีเยอะจริงๆ แล้วดีไหม?

จริงๆ แล้วแต่ละเวทีก็มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ จัดเพื่อส่งตัวแทนไปเวทีนางงามจักรวาล มิสไทยแลนด์เวิลด์ ก็ส่งไปคว้าตำแหน่งมิสเวิลด์ ส่วนนางสาวไทย จัดเพื่อเป็นทูตวัฒนธรรมความงามและเป็นตัวแทนของผู้หญิงไทย ถ้าถามว่าปัจจุบันเวทีเยอะเกินไปไหม ก็เยอะเหมือนกัน แต่คิดว่าสุดท้ายแล้วก็เป็นสิทธิ์ของผู้จัด ขอให้วางจุดประสงค์ในการประกวดชัดเจน ไม่ใช้นางงามเป็นสินค้า แต่ให้ถือเป็นการสร้างคนคนหนึ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมจะดีกว่า ถ้าจัดออกมาเพื่อช่วยคนอื่นได้ก็จะช่วยให้คนมองภาพนางงามดีขึ้น ไม่มองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ดังนั้นมองตามวัตถุประสงค์แล้ว ถ้าทำเพื่อคนอื่น ทำออกมาเยอะแค่ไหนก็ดี เพราะอย่างไรการประกวดก็เป็นสิ่งสวยงาม ดูแล้วเจริญหูเจริญตา (หัวเราะ)

 

เวทีนางงามยังสะท้อนความงามในยุคสมัยนั้นๆ อยู่ไหม?

เทรนด์นางงามมีอิทธิพลชี้นำเหมือนกัน แต่เชรี่เชื่อในความเป็นตัวของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องหุ่น 35-23-35 แต่อยู่ที่การวางตัวและบุคลิก ปัจจุบันเวทีนางงามพยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ว่านางงามไม่จำเป็นต้องเอวเล็ก ไม่จำเป็นต้องขาว มีเนื้อหนังได้ ผิวแทนได้ เพราะทุกคนมีความงามในตัวเองหมด เวทีการประกวดต้องการความงามที่มีหลายมิติมากขึ้น ยอมรับความงามในทุกรูปแบบ เพราะสุดท้ายตัดสินกันที่สมอง จะสวยอย่างเดียวไม่ได้

 

 

หลายเวทีเริ่มงดการประกวดใส่ชุดว่ายน้ำแล้ว เชรี่มองประเด็นนี้อย่างไรบ้าง?  

เชรี่คิดว่าการประกวดนางงามกับชุดว่ายน้ำยังเป็นของคู่กันนะ เวทีไหนไม่มีก็ไม่ผิด ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์อย่างนางนพมาศ เน้นความเป็นไทย ก็ต้องมีการห่มสไบ แต่เชรี่คิดว่าเราต้องมองนางงามรอบด้าน ต้องสวยทั้งรูปร่างและสมอง ขาดไปอันใดอันหนึ่งก็ไม่สมบูรณ์ คนมาประกวดต้องยอมรับว่ามีการตัดสินความงามจากภายนอกด้วย ดังนั้นชุดว่ายน้ำจึงยังมีความสำคัญอยู่

 

คิดอย่างไรเวลาคนบอกว่าสิ่งที่เราชอบไร้สาระ?

เชรี่ไม่เคยมองว่าใครบ้าเด็ดขาด เพราะแต่ละคนมีความชอบเป็นของตัวเอง ตราบใดที่อยู่ในขอบเขตและไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ทุกคนมองเห็นประโยชน์ในสิ่งที่ตัวเองชอบ อย่างนางงาม เชรี่ไม่ได้ว่าเป็นเรื่องของคนแต่วตัวสวยๆ เดินบิดไปมา เชรี่ชอบมองความงามภายใน ชอบดูรอบสัมภาษณ์ ชอบฟังเวลาเขาพูดภาษาต่างประเทศ การตอบโต้เป็นอย่างไร การใช้ศัพท์ดีไหม การที่นางงามมาจากทั่วโลกทำให้เรารู้จักประเทศต่างๆ ถ้าไม่ได้เป็นแฟนนางงาม เชรี่คงไม่รู้ว่า ตรินิแดดและโตเบโก (Trinidad & Tobago) หมู่เกาะเติร์กและเคคอส (Turks and Caicos Islands) หรือประเทศโกตดิวัวร์ (Côte d’Ivoire) อยู่ตรงไหน ประเทศไหนเป็นเจ้าภาพก็จะมีการทำพรีเซนเทชั่นแนะนำประเทศนั้นๆ ได้เรียนรู้ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ไปไหนตัว การดูประกวดนางงามเลยไม่ได้ไร้สาระสำหรับเชรี่ เราไม่ควรดูถูกความบ้าของคนอื่น เพราะคนทีึ่ชอบก็มองเห็นสิ่งมีประโยชน์ที่ซ่อนอยู่
     บางครั้งมีคนมาแย้งว่าเราอยู่ในยุคที่รณรงค์เรื่องความเท่าเทียม แต่การประกวดเป็นการหาสิ่งที่ดีสิ่งที่ด้อย เชรี่มองว่าสังคมสมัยนี้ไม่สามารถหนีการแข่งขันได้ ขับรถก็ต้องแข่งกันไป สอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ต้องแข่งกันเข้า ดังนั้นชีวิตก็คือการแข่งขัน ขึ้นอยู่กับว่าแข่งเรื่องอะไรกันเสียมากกว่า

 

ข้อคิดเห็น

0 comments