
Bars
ปิดท้ายค่ำคืนด้วยเครื่องดื่มและบาร์ชั้นนำที่คุณไม่ควรพลาดในกรุงเทพฯ

Bars
ความร้อนระอุที่ระดับถนนในกรุงเทพฯ บางครั้งก็โหดร้ายเอาเรื่อง แต่เพียงแค่ยกตัวเองขึ้นไปเหนือมัน เส้นขอบฟ้าของเมืองนี้ก็เปลี่ยนเป็นภาพที่งดงามอย่างแท้จริง...

Bars
7 ร้านอาหารและบาร์ไทยเทสรอบกรุง ที่มีอาหารและดนตรีดีๆ เป็นส่วนประกอบ
คำว่า ‘ไทยเทส’ (Thai Taste) ในพจนานุกรมของนักท่องราตรีและสายกินยุคนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การนั่งในร้านอาหารประดับลายกนกหรือเปิดเพลงบรรเลงขิมแผ่วๆ...

Clubs
8 ไนต์คลับ ตัวตึงในกรุงเทพฯ พิกัดเด็ดที่สายแดนซ์ ไปเพื่อ (เต้น) จริงๆ
การมานั่งทำลิสต์ ‘ที่สุด’ ของกรุงเทพฯ บอกเลยว่าต้องใจกล้าพอตัว เพราะในเมืองที่นักท่องเที่ยวต่างชาติทะลักกว่า 30.3 ล้านคนในปี 2025 อ้างอิงจาก...

Bars
8 พิกัดแหล่งแฮงเอาต์ของชาวเควียร์ที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ
ใครที่เคยออกไปท่องราตรีในกรุงเทพฯ จะรู้ดีว่าย่านบันเทิงของชาวเควียร์ในเมืองนี้ไม่เคยหยุดนิ่งเลยจริงๆ
การไปบาร์ฮอปปิ้งหรือเที่ยวคลับอาจจะเป็นกิจกรรมอันดับต้นๆ...

Bars
15 แจ๊สเวนิว ที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ
ในเมืองที่จังหวะชีวิตไม่เคยหยุดนิ่ง ‘แจ๊ส’ สำหรับกรุงเทพฯ ไม่ใช่เพียงแค่แนวดนตรี แต่มันคือลมหายใจของคอมมูนิตี้ คือรากเหง้าของวัฒนธรรม...
การโฆษณา

Bars
7 เลคเชอร์บาร์ในกรุงเทพฯ ที่เสิร์ฟบทสนทนาจริงจังพอๆ กับเครื่องดื่ม
บาร์ในกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ต่างก็มีลูกเล่นเป็นของตัวเอง เพราะโลกของไนต์ไลฟ์เติบโตได้ด้วยความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นลิสเซินนิ่งบาร์ที่ฟังเพลงอย่างจริงจัง บาร์ธีมเฉพาะทาง สปอร์ตบาร์ หรือบาร์สายศิลปะ แต่ถ้าเป็น ‘เลคเชอร์บาร์ (Lecture Bar)’ ล่ะ ผู้คนกำลังโหยหาความรู้พอๆ กับจินโทนิกในแก้วจริงหรือ
คำตอบคือ ใช่
หากจะสาวรอยเท้าของกระแส ‘ดื่มอย่างมีบทสนทนา’ ในกรุงเทพฯ จุดเริ่มต้นคงต้องย้อนไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เมื่อ บาร์ฐกถา ค่อยๆ ทำให้คำว่าเลคเชอร์บาร์กลายเป็นที่รู้จัก แต่แท้จริงแล้วสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน หากเป็นผลจากวัฒนธรรมการเสวนาสาธารณะที่เติบโตอย่างเงียบๆ ก่อนจะค่อยๆ ไหลออกจากห้องสัมมนาและคาเฟ่ยามบ่าย มาสู่บาร์ยามค่ำคืนที่ผู้คนยกแก้วชนกันแทนการยกมือถาม
ทุกวันนี้ มหาวิทยาลัยไม่ใช่สถานที่เดียวที่เปิดประตูสู่ความรู้อีกต่อไป เมื่อพอดแคสต์ เวทีเสวนา และชุมชนแห่งการแลกเปลี่ยนความคิดเฟื่องฟู ความรู้เองก็เดินทางออกจากกำแพงห้องเรียน มาปะปนอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ จนบทสนทนาระหว่างจิบเครื่องดื่มอาจพลันวกเข้าสู่ปรัชญา ประวัติศาสตร์ หรือเรื่องเล็กๆ ที่เปลี่ยนวิธีมองโลกได้โดยไม่รู้ตัว
บทความนี้อ้างอิงจากลิสต์ของ Koktail Kuisine คัดสรร 7 เลคเชอร์บาร์ ในกรุงเทพฯ ที่ควรค่าแก่การแวะไปนั่ง ทั้งเพื่อดื่ม เพื่อฟัง และเพื่อปล่อยให้บทสนทนาพาใจออกเดินทาง
เพราะนิยามของ ‘เลคเชอร์บาร์’ นั้นกว้างพอที่จะไม่ต้องนิยามให้ตายตัว อยู่ที่การได้ค้นพบว่าความรู้เองก็สามารถเสิร์ฟคู่กับค็อกเทลได้อย่างงดงาม พร้อมกับความคิดใหม่ๆ ที่ติดตัวกลับบ้านหลังแก้วสุดท้ายหมดลง

Bars
ดื่มด่ำไปกับ 14 บาร์แผ่นเสียงไวนิลรอบกรุง จิบเครื่องดื่มเคล้าไปด้วยเสียงดนตรี
ครั้งหนึ่งแผ่นเสียงเคยเป็นรูปแบบหลักของการฟังเพลง ก่อนที่เทคโนโลยีจะพาเราไปสู่ยุคสตรีมมิงที่เพลงนับล้านสามารถกดเล่นได้เพียงปลายนิ้ว แต่แม้โลกจะเปลี่ยนไป เสน่ห์ของเสียงจากแผ่นไวนิลก็ไม่เคยเลือนหาย และยังคงดึงดูดทั้งนักสะสมและคนรักดนตรีให้กลับมาหลงใหลอยู่เสมอ
กระแสบาร์แผ่นเสียงไวนิลเติบโตขึ้นในหลายเมืองทั่วโลก รวมถึงกรุงเทพฯ ที่เริ่มมีร้านเปิดให้เห็นมากขึ้น แต่ละร้านไม่ได้มีดีแค่เครื่องดื่ม หากยังใส่ใจทุกองค์ประกอบของการฟังเพลง ตั้งแต่เครื่องเล่นแผ่นเสียง ระบบเสียง ไปจนถึงบรรยากาศภายในร้าน ที่ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้คนได้ใช้เวลาร่วมกับเสียงดนตรีอย่างเต็มที่
ไม่ว่าคุณจะเป็นนักสะสมแผ่นเสียง คอเพลงตัวยง หรือแค่อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศจากบาร์ทั่วไป การนั่งจิบเครื่องดื่มพร้อมปล่อยให้เสียงเพลงจากแผ่นไวนิลค่อยๆ หมุนไปตลอดค่ำคืน ก็กลายเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ดีๆ ของวันได้แล้ว
เราได้รวบรวม 14 บาร์แผ่นเสียงไวนิลรอบกรุงเทพฯ ที่โดดเด่นทั้งด้านบรรยากาศ ดนตรี และเครื่องดื่มมาไว้ให้แล้ว เลือกร้านที่ถูกใจแล้วออกไปสังสรรค์กันได้เลย
หรือถ้าบาร์แผ่นเสียงอาจจะยังไม่ใช่แนว ลองดูลิสต์ 7 ร้านอาหารและบาร์ไทยเทสรอบกรุง ที่รวมทั้งอาหารอร่อย เครื่องดื่ม และดนตรีไว้ในที่เดียว รับรองว่าถูกใจสายแฮงเอาต์ไม่แพ้กัน

Bars
7 บาร์ไวน์ในกรุงเทพฯ ที่คนรักเนเชอรัลไวน์ควรไปลอง
เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมการดื่มในกรุงเทพฯ หลายคนอาจนึกถึงค็อกเทลบาร์หรือร้านคราฟต์เบียร์เป็นอันดับแรก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อีกหนึ่งกระแสที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องคือ เนเชอรัลไวน์ (Natural Wine) ซึ่งไม่ใช่เรื่องเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป
ปัจจุบัน บาร์ไวน์หลายแห่งทั่วกรุงเทพฯ ต่างนำเสนอไวน์แบบ Low Intervention, ไวน์ส้ม และไวน์จากผู้ผลิตรายย่อยทั่วโลก ให้ผู้คนได้เปิดประสบการณ์ใหม่ในการดื่มไวน์
แล้ว ‘เนเชอรัลไวน์’ คืออะไร? แม้จะไม่มีนิยามที่เป็นทางการเพียงหนึ่งเดียว แต่โดยทั่วไปแล้วหมายถึงไวน์ที่ผลิตโดยแทรกแซงกระบวนการผลิตให้น้อยที่สุด ทั้งในไร่องุ่นและในห้องบ่ม ผู้ผลิตมักเลือกใช้แนวทางเกษตรอินทรีย์หรือไบโอไดนามิก ใช้ยีสต์ธรรมชาติในการหมัก และลดการใช้สารเติมแต่งให้น้อยที่สุด ผลลัพธ์คือไวน์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของพื้นที่ปลูกองุ่นได้อย่างชัดเจน และมีรสชาติที่แตกต่างในแบบของตัวเอง
เสน่ห์สำคัญของเนเชอรัลไวน์คือ ความรู้สึกของการค้นพบ เพราะไวน์แต่ละขวดมีสไตล์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ดื่มง่าย สดชื่น ไปจนถึงรสชาติที่ซับซ้อนและคาดไม่ถึง ขณะที่ไวน์ส้มก็กลายเป็นหนึ่งในสไตล์ที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจโลกของไวน์แบบ Low Intervention มากขึ้น
หลายร้านในกรุงเทพฯ จึงเพิ่มเนเชอรัลไวน์เข้าไปในลิสต์ควบคู่กับไวน์คลาสสิกและไวน์ร่วมสมัย ทำให้เกิดวัฒนธรรมการดื่มที่เปิดกว้าง ชวนให้ผู้คนได้ลองสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ และกลายเป็นหนึ่งในเทรนด์อาหารและเครื่องดื่มที่น่าจับตามองของเมือง
ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนไวน์ส้มอยู่แล้ว หรือแค่อยากรู้ว่าทำไมใครๆ ถึงพูดถึงเนเชอรัลไวน์กันมาก นี่คือ 7 บาร์ไวน์ในกรุงเทพฯ ที่ควรค่าแก่การไปสำรวจ

Nightlife
Bar.Yard โฉมใหม่ การกลับมาของรูฟท็อปสายปาร์ตี้ ที่ให้มากกว่าแค่การกินดื่ม
ใครกำลังมองหาที่แฮงเอาต์ใหม่ที่ให้มากกว่าแค่การกินดื่ม Bar.Yard บนดาดฟ้า Kimpton Maa-Lai Bangkok กลับมาอีกครั้งกับการรีแวมป์ครั้งใหญ่ที่ตั้งใจนิยามไนต์ไลฟ์ของกรุงเทพฯ ใหม่ให้ร้อนแรงกว่าเดิม
ดีไซน์ร้านถูกยกระดับสู่การปรับโฉมใหม่ให้เป็นบาร์ที่ร้อนแรงที่สุดในกรุงเทพฯ อย่างเต็มตัว ผสมกลิ่นอายไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ Pan-Latin เข้าด้วยกันอย่างมีสไตล์ ตั้งแต่แสง สี อินทีเรียร์ ไปจนถึงรายละเอียดที่สายโซเชียลต้องหยิบมือถือขึ้นมาทันที
Photograph: Kimpton Maa-Lai Bangkok
ฝั่งดนตรีเลือกเดินด้วยจังหวะ Afro House ที่ทั้งอินเตอร์ และชวนขยับตัว พร้อมดีเจเซ็ตจากทั้งทีมดีเจประจำและแขกรับเชิญ รวมถึงเอนเตอร์เทนเมนต์ที่ทำให้แต่ละคืนไม่ซ้ำกัน อาหารนำโดยเชฟจากเปรู กับเมนู Pan-Latin x Thai รสจัด คาแรกเตอร์ชัด กินสนุก เข้าคู่ค็อกเทลสร้างสรรค์ที่มีตั้งแต่สายปาร์ตี้ไปจนถึงตัวเลือกเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์
Bar.Yard คือคำตอบของคำถามว่าคืนนี้จะกิน ดื่ม และปาร์ตี้ที่ไหนดีแบบไม่ต้องคิดนาน
ที่ Bar.Yard, Kimpton Maa-Lai Bangkok เปิดบริการวันพฤหัสบดี - เสาร์ เวลา 17.00 - 02.00 น. และวันอาทิตย์ - พุธ เวลา 17.00 - เที่ยงคืน

Bars
Lost in Thaislation
ข้าวมันไก่ ผัดไทย หมูสับเกี้ยมบ๊วย ข้าวเหนียวมะม่วง ทั้งหมดนี้คือชื่อเมนูค็อกเทลของร้าน Lost in Thaislation บาร์ใหม่ย่านทองหล่อโดย ‘ฝาเบียร์ - สุชาดา โสภาจารี’ บาร์เทนเดอร์หญิงที่คลุกคลีอยู่ในวงการบาร์มานาน 10 ปี แต่นี่คือครั้งแรกที่เราจะได้รู้จักเธอในฐานะเจ้าของร้าน
Lost in Thaislation เกิดจากการที่ฝาเบียร์รู้สึกว่า “ไม่อยากทำบาร์ให้ใครแล้ว” เท่านั้นเลย และพอมาทำบาร์ของตัวเอง ทุกๆ องค์ประกอบในร้านเลยมาจากเธอคนเดียวทั้งหมด ตั้งแต่ชื่อร้านที่เธอเล่าให้ฟังว่า ได้ไอเดียมาจากการพูดคุยกับบาร์เทนเดอร์ต่างชาติที่มา guest shift รวมถึงลูกค้าต่างชาติที่ต้องสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ แต่เธอรู้สึกว่ามันไม่สามารถสื่อสารอารมณ์ออกมาได้เต็มที่ บางครั้งพูดแบบ broken english ไปแล้วรู้สึกอินมากกว่า
ไอเดียนั้นต่อยอดมาสู่เครื่องดื่มในคอนเซ็ปต์ Translate Solid to Liquid เล่นกับการแปล (แปร) ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของภาษา แต่เป็นการแปรของแข็งให้อยู่ในรูปของเหลวซึ่งก็คือค็อกเทล โดยสิ่งที่ฝาเบียร์นำมาแปรในช่วงแรกของการเปิดร้านก็คือ ‘อาหาร’
มี 2 เหตุผลที่ฝาเบียร์เลือกนำเมนูอาหารมาทำค็อกเทล อย่างแรกคือจากประสบการณ์ที่ต้องคอยรับบทไกด์พากินอยู่บ่อยๆ และชอบมีลูกค้าต่างชาติถามว่ามากรุงเทพฯ กินอะไรดี? หลังจากบาร์ปิด ครั้งนี้เธอเลยเลือกที่จะตอบด้วยค็อกเทลแทน อีกอย่างคือเธออยากสนับสนุนธุรกิจ F&B ในแบบที่เธอทำได้ และอยากทำให้คนเห็นว่าถึงบาร์จะเป็นธุรกิจกลางคืนที่ถูกมองว่าเทาๆ แต่ก็สามารถช่วยร้านกลางวันได้เหมือนกัน
ก่อนหน้านี้ฝาเบียร์เคยไปอินเทิร์นที่ญี่ปุ่น เธอเลยนำแนวคิดการออกแบบบาร์มาใช้ที่นี่และเรียกมันว่า Thoughful Bar คือบาร์ที่คิดเผื่อลูกค้า (แต่ไม่ใช่ลูกค้าเป็นพระเจ้า) คิดเผื่อในที่นี้คือคิดในมุมของลูกค้าว่ามานั่งบาร์แล้วต้องการอะไร แล้วออกแบบบาร์ตามโจทย์นั้น ที่เห็นได้ชัดเลยก็คือพื้นตรงที่นั่งหน้าบาร์จะถูกยกให้สูงกว่าพื้นด้านหลังบาร์หนึ่งสเต็ป เวลาลูกค้านั่งจะได้อยู่ในระดับเดียวกับบาร์เทนเดอร์ที่ยืนอยู่หลังบาร์ เวลาพูดคุยกันสายตาจะได้อยู่ในระดับเดียวกัน ไม่ต้องมีใครมองสูงหรือมองต่ำ ทำให้รู้สึกถึงความเท่าเทียม
ผนังฝั่งตรงข้ามบาร์จริงๆ เป็นที่สำหรับสแตนดิงเวลาที่นั่งเต็ม แต่แทนที่จะทำเป็นบาร์ยื่นออกมาสำหรับวางแก้ว ฝาเบียร์เลือกทำผนังให้เป็นช่องเข้าไป กว้างพอสำหรับวางแก้ว 2-3 ใบ ลูกค้า (ที่เมาแล้ว) จะได้ไม่ต้องเดินชน
กลับมาที่ค็อกเทลที่ชื่อ – และรสชาติเหมือนอาหาร ฝาเบียร์ย้ำแล้วย้ำอีกว่าไม่ใช่การนำอาหารมาปั่นให้ลูกค้าดื่ม เพราะแบบนั้นดื่มไม่ได้แน่นอน แต่เป็นการหยิบจับองค์ประกอบในแต่ละเมนูมาผ่านกระบวนการจนได้รสชาติและกลิ่นที่ต้องการแล้วนำมาประกอบกันเป็นค็อกเทลอาหารที่ดื่มแล้วเห็นภาพของจานนั้นๆ ลอยมาแบบชัดเจน แต่ก็ยังดื่มง่ายไม่อี๋เลยสักแก้ว
ค็อกเทลแต่ละแก้วได้แรงบันดาลใจมาจากเมนูขึ้นชื่อของร้านอาหารเจ้าดังในย่านทองหล่อ ได้แก่ ‘ข้าวมันไก่’ จากร้านบุญตงเกียรติ แก้วนี้นำวอดก้าไปซูวีกับหนังไก่ เสร็จแล้วนำไปแฟตวอช เติมสาเกอินฟิวส์ข้าวเหนียวให้ได้กลิ่นข้าว ตามด้วยโซดามิโสะขิง เยลที่ทำจากผักชีทั้งต้นกลั่นกับจินและการ์นิชด้วยถั่วงอกดองน้ำมันงาและแตงกวา กลิ่นไก่ต้มหอมๆ (ยืนยันว่าไม่คาว) กลิ่นข้าวและกลิ่นเครื่องปรุงในน้ำจิ้มมากันครบ เป็นดริงก์ที่ลงตัวมาก มีการเสิร์ฟหนังไก่ทอดให้คนที่สั่งข้าวมันไก่ทอดด้วย
‘ข้าวเหนียวมะม่วง’ จากร้านแม่วารี เครื่องดื่มเบสรัมและอามะสาเกที่ตัวดริงก์เป็นตัวแทนของข้าวเหนียวมูน โปะด้วยโฟมเอสพูมามะม่วงนุ่มๆ โรยผงคินาโกะที่ทำจากน้ำมันมะพร้าวกับกะทิ เป็นแก้วที่มีความหวาน มัน หอมเหมือนกินข้าวเหนียวมะม่วงจริงๆ นั่นแหละ แต่ต้องค่อยๆ จิบเพราะแรงเอาเรื่องอยู่
‘ผัดไทชาวเล’ จากร้านหอยทอดชาวเล ใช้บรั่นดีเป็นเบส ใส่ไซรัปมะขาม น้ำตาลมะพร้าวให้ได้รสชาติของซอสผัดไท ใช้ปลาคัตสึโอะที่มีกลิ่นคล้ายเปลือกกุ้งแทนกุ้งจริงๆ เพราะคนแพ้กุ้งเยอะ และใช้อามะสาเกแทนความเป็นแป้งของเส้นจันทน์ โรยผงโทการาชิเพิ่มความเผ็ดและเสิร์ฟพร้อมมะนาวซีกและต้นกุยช่ายเหมือนเวลาผัดไทจริงๆ และ ‘หมูสับเกี้ยมบ๊วย’ เมนูขึ้นชื่อจากร้านข้าวต้มแสงชัย แก้วนี้นำคอนญักไปแฟตวอชกับเบคอนเอากลิ่นหอมๆ ของหมู เตรียมรสเปรี้ยวๆ หวานๆ ด้วยน้ำส้มยูสุและอูเมะชู เสิร์ฟคู่กับบ๊วยดอง เรียบง่ายแต่องคืประกอบรสชาติและกลิ่นของเมนูต้นฉบับอยู่ครบ ทุกแก้วขายราคาเดียว 455 บาท
ค็อกเทลอาหารว่าน่าสนใจแล้ว แต่ฝาเบียร์แย้มๆ มาว่าซีรีส์ต่อไปจะเป็นค็อกเทลที่มาจาก Transportation หรือ การขนส่งในกรุงเทพฯ ทำเอาเราเดาไม่ถูกเลยว่ารสชาติของรถเมล์รถไฟฟ้าจะเป็นยังไงกันนะ
Lost in Thaislation อยู่ติดกับ BTS ทองหล่อ ทางออก 3 เปิด 19.00-02.00 (ปิดวันอังคาร)

Restaurants
Kinki
ร้านอาหารญี่ปุ่นต้นตำรับและบาร์บรรยากาศดีในโรงแรม Ascott Thonglor Bangkok ซอยสุขุมวิท 59 เสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นสไตล์คลาสสิกคัปโปะและไคเซกิที่คัดสรรวัตถุดิบมาอย่างดี และยังมีเครื่องดื่มเย็นๆ ทั้งค็อกเทลและสาเกหายากนำเข้าจากญี่ปุ่น

Bars
Untitled
หลังจากแจ้งเกิดในซอยนานา เยาวราช ด้วย 4 บาร์ดังอย่าง Teens of Thailand, Asia Today, Tax และ Independence และปักหลักเป็นเจ้าถิ่นอยู่นานถึง 7 ปี ตอนนี้ Yolo Group ขอมาประกาศศักดาบนทำเลใหม่ในย่านท่องเที่ยวยามค่ำคืนยอดนิยมของคนกรุงเทพฯ อย่างทองหล่อกับบาร์ใหม่ที่มีชื่อว่า Untitled
ร้านตั้งอยู่ในซอยทองหล่อ 10 ตรงข้ามกับ Donki Mall เกือบทะลุไปถึงเอกมัย (สุขุมวิท 63) เป็นที่มาของการตกแต่งหน้าร้านแบบตะโกนเพื่อให้คนที่ผ่านไปมารู้ว่า “ฉันอยู่นี่” แต่ในความตะโกนนั้นก็บอกไม่ได้บอกชัดซะทีเดียวว่าฉันคือบาร์นะ เพราะถ้าเอาตามที่ป้ายไฟขนาดใหญ่นับสิบป้ายที่หน้าร้านบอก เป็นใครก็คงเข้าใจว่าที่นี่คือ “โรงรับจำนำ” จนกว่าจะได้เข้ามาข้างในนั่นแหละถึงจะรู้
นั่นคือความคอนทราสต์แรกซึ่ง ‘กันต์ ลีฬหะสุวรรณ’ ผู้ออกแบบและตกแต่งร้านตั้งใจเล่นกับเรื่อง "ความเหลื่อมล้ำ" เพราะโรงรับจำนำคือที่พึ่งของคนทำงานหาเช้ากินค่ำส่วนคนรวยๆ คงไม่มีเหตุผลให้เดินเข้าไปในนั้น แต่หลังป้ายโรงรับจำนำแห่งนี้กลับเป็นบาร์ที่ตกแต่งอย่างหรูหราแบบที่คนรวยๆ ชอบเข้าไปนั่งเสพสุข จุดเด่นที่เราแทบละสายตาไม่ได้เลยก็คือ infinity roof–ท่อเหล็กเคลือบสีทองแดงถูกดัดเป็นเส้นโค้งเชื่อมกันทั้งร้าน คล้ายๆ ซุ้ม ถือเป็นงานศิลปะชิ้นใหญ่ที่ทำให้ภายในร้านสวยตาแตกไปเลย
ความคอนทราสต์ยังถูกต่อยอดมาสู่เครื่องดื่มที่ออกแบบโดย 'ณิกษ์ อนุมานราชธน' และ 'อรรถพร เดอ-ซิลวา' ในคอนเซ็ปต์ Exotic Ingredient & Unheard of Combination หรือการจับคู่วัตุดิบที่หลากหลายและดูเหมือนจะไม่เข้ากันให้ออกมาดื่มสนุกลงตัว เราลองชิมมา 3 แก้ว (จาก 6 แก้ว) ดังนี้
Cacti (420 บาท) ค็อกเทลกึ่งรีเฟรชชิ่งที่มีสัดส่วนของแอลกอฮอล์และจูซเท่าๆ กัน เป็นแก้วที่ให้ความสดชื่น ดื่มง่าย แอลกอฮอล์ชัด ส่วนผสมหลักคือเตกีลากับ Prickly Pear – ลูกของต้นกระบองเพชร และเมล่อน ตกแต่งด้วยกระบองเพชรที่ผ่านกระบวนการดองแบบคอมเพรส
My Ghee My Choice (400 บาท) แก้วนี้เบสด้วยจิน ผสมกับมาเดราหรือฟอร์ติไฟด์ไวน์จากโปรตุเกสที่มีรสชาติคล้ายลูกเกด มีความสดชื่น มีรสเปรี้ยวจากโยเกิร์ตและท็อปด้วยโฟมที่ทำจากเคิร์ดของโยเกิร์ตตีรวมกับกีหรือเนยใส แทนการใช้ไข่ขาว–ที่ใครๆ ก็ใช้กัน
ISSA PLANT (420 บาท) ซิกเนเจอร์ค็อกเทลสไตล์ Spirit-forward แก้วเดียวในร้าน ณ ตอนนี้ เบสด้วยไรย์วิสกี้ ผสมกับเชอร์รี่และหญ้าแฝกหอม ตกแต่งด้วยราสป์เบอร์รี่ ชื่อของแก้วนี้มาจากคำว่า It’s a plant ซึ่งมาจากส่วนผสมที่น่าสนใจอย่าง Vetiver หรือ หญ้าแฝกหอม เครื่องหอมจากอินเดียที่นิยมในอุตสาหกรรมน้ำหอมช่วงปีสองปีที่ผ่านมา แต่ทางร้านนำมาใช้ในการทำค็อกเทล แก้วนี้จะเข้มในจิบแรกแต่ถ้าอยากให้ดื่มง่ายขึ้นต้องทิ้งไว้สักพัก แล้วจะมีความฟรุ้ตตี้ชัดขึ้นแต่ไม่เยอะมาก
ด้านดนตรีทางร้านได้ ‘เอกพจน์ ชูเชิดเกียรติสกุล’ หรือ DJ Ekception มาดูแลให้ในฐานะ Music Director โดยดนตรีของที่ร้านจะเป็นแนว Hiphop & Open Format กับไลน์อัปดีเจแถวหน้าของเมืองไทย และแต่ละเดือนก็จะมีอีเวนต์แนวเพลงอื่นๆ ผลัดเปลี่ยนมาสร้างสีสัน เช่น House, Techno หรือ Drum & Bass สามารถอัปเดตไลน์อัปของดีเจในแต่ละเดือนได้ในทุกช่องทางโซเชียลมีเดียของ Untitled

Bars
Racing 76
บาร์น้องใหม่จากเครือ Greyhound ที่อยากนำเสนอแบรนด์ในมุมใหม่ๆ นอกเหนือจากแฟชั่นและอาหาร และอยากเข้าถึงกลุ่มลูกค้าผู้ชายมากขึ้น สุดท้ายเลยมาลงตัวที่การเปิดบาร์สไตล์ Racing Club บรรยากาศสบายๆ ที่ยังคงมีเรื่องของแฟชั่นซึ่งเป็นจุดเด่นของแบรนด์แทรกอยู่ในการตกแต่งร้านด้วย ส่วนค็อกเทลที่นี่จะเน้นดื่มง่าย เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน โดยนำศัพท์ในวงการแข่งรถมาตั้งชื่อเป็นค็อกเทล และมีอาหารเสิร์ฟด้วยซึ่งเป็นเมนูใหม่ทั้งหมด ไม่เหมือนที่ Greyhound Cafe แน่นอน เพราะต้องการแยกชัดเจนระหว่างร้านอาหารและบาร์

Bars
#FindTheLockerRoom
แม้จะเป็นที่รู้จักจากรางวัลการันตีคุณภาพมากมายทั้งที่มอบให้ร้านและบาร์เทนเดอร์แต่ก็ยังยืนหนึ่งเรื่องการเป็น ‘บาร์ลับ’ อยู่ดี สำหรับ #FindTheLockerRoom บาร์ลับหลังห้องล็อกเกอร์อายุ 5 ปีที่ตอนนี้ย้ายจาก Arena 10 ซอยทองหล่อ 10 มาอยู่ในตึกแถวระหว่างซอยทองหล่อ 12-14
ไม่ได้ย้ายโลเคชั่นใหม่อย่างเดียว ตอนนี้ทางร้านปล่อยเมนูใหม่ออกมาด้วย ก่อนหน้านี้เมนูเครื่องดื่มที่ร้านจะใช้คอนเซ็ปต์ Past - Present - Future ตีความค็อกเทลในรูปแบบของช่วงเวลาโดย Past คือคลาสสิกค็อกเทล Present คือการนำคลาสสิกค็อกเทลมาทวิสต์และ Future คือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ส่วนเมนูใหม่มาในคอนเซ็ปต์ Time Capsule ยังคงเล่นกับเรื่องของช่วงเวลาเหมือนเดิม แต่รอบนี้ทุกอย่างจะอยู่ในส่วนของ ‘อดีต’
Time Capsules Menu Vol.1 พาเรากลับสู่ยุค 60’s - 80’s ผ่านค็อกเทล 9 แก้วที่ได้แรงบันดาลใจจากแฟชั่น ของเล่น และดนตรีในแต่ละยุค เราเริ่มออกเดินทางจากยุค 60’s ด้วย Strawberry Fields (490 บาท) ที่หยิบเอาเพลงชื่อเดียวกันของวง The Beatles มาชงเป็นค็อกเทล ซึ่งเพลงนี้เป็นเพลงที่แต่งจากชีวิตวัยเด็กของ จอห์น เลนนอน และเป็นเพลงสุดท้ายที่เขาแต่ง
Strawberry Fields จึงเป็นค็อกเทลติดหวาน มีความครีมมี่ ดื่มง่าย ส่วนผสมหลักๆ คือจินกับโฮมเมดมิกซ์เบอร์รี่ที่ทำจากมะเขือเทศ ราสป์เบอร์รี่ แครนเบอร์รี่และเครื่องเทศอีกหลายอย่าง รวมๆ แล้วทำให้แก้วนี้มีรสชาติคล้ายสตรอว์เบอร์รี่ทั้งที่ไม่มีสตรอว์เบอร์รี่เป็นส่วนผสม
สุ่ยุค 70’s เราสั่ง Who wears short shorts? (460 บาท) ค็อกเทล 3 สี 3 เลเยอร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากกางเกงขาสั้นหลากสี แฟชั่นของสาวๆ ในยุคนั้น โดยสีส้มคือตัวแทนของสาวสดใส น่ารัก มีส่วนผสมของจิน น้ำสับปะรด เครื่องเทศ แครอทและเลมอน สีเขียวเปรียบเป็นผู้หญิงหวานๆ มีมิโดริอินฟิวส์ใบเตยผสมกับมินต์ ส่วนสีแดงคือสาวแซ่บ ทำจากคัมพารีผสมแตงโม น้ำมะเขือเทศและซอสทาบาสโก้ แก้วนี้แนะนำให้จิบก่อนแล้วใช้นิ้วคนให้แต่ละเลเยอร์เข้ากันแล้วค่อยจิบอีกรอบ
แก้วต่อมาคือ Magic F8 (460 บาท) ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Magic 8 Ball หรือลูกบอลทำนาย ของเล่นยอดนิยมจากยุค 80’s แก้วนี้เลยมีอะไรสนุกๆ ให้เล่น โดยในแก้วจะมีกระดาษที่ทำจากวาฟเฟิลในนั้นจะมีคำตอบอยู่ ให้เราคิดคำถามในหัวก่อนแล้วค่อยดูว่าคำตอบคืออะไร ส่วนผสมหลักๆ ของแก้วนี้คือเอจด์รัม เฉาก๊วย มิลก์พันช์ที่ทำจากนม ไซรัปข้าวหอมมะลิและมะพร้าว ออนท็อปด้วยวุ้นใบเตยอัญชัญ
เหนือสิ่งอื่นใด ขอบอกว่าสิ่งที่ดีงามไม่แพ้ค็อกเทลเลยก็คือติ่มซำ ใครไปแบบหิวๆ แนะนำให้สั่งมารองท้องเลย เราสั่งขนมจีบกุ้งกับไก่แช่เหล้าไปอร่อยใช้ได้เลย
#FindTheLockerRoom เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

Bars
Falcon Secret Bar
ตอนที่ร้าน Marie Guimar (มารี กีร์มาร์) ร้านอาหารไทยบนชั้น 28 ของโรงแรม Wyndham Bangkok Queen Convention Centre เปิดใหม่ๆ เราก็ได้ยินว่าเขาจะมีบาร์อีกหนึ่งแห่งตามมาอยู่ชั้นบนซึ่งเป็นบาร์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก พระยาวิไชเยนทร์ หรือ คอนสแตนติน ฟอลคอน สามีของมารี กีร์มาร์
.
เรากำลังพูดถึง Falcon Secret Bar สกายบาร์ที่ตกแต่งด้วยสไตล์ตะวันตกแต่ก็มีกลิ่นไทยๆ แซมอยู่ในรายละเอียดเพื่อสะท้อนตัวตนของฟอลคอนที่แม้จะเป็นคนต่างชาติแต่ก็ปรับตัวให้เข้ากับความเป็นไทยได้จนได้เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย
.
แต่ที่กินขาดเห็นจะเป็นวิวเมืองบนชั้น 34 ที่ตั้งของร้านที่ไม่ว่าจะมาตอนยังมีแสงแดดอ่อนๆ หรือมาตอนฟ้ามืดแล้วก็สวย หรือจะไปตอนฝนตกอย่างเราก็ยังสวย
.
ทำไมต้องเป็น Secret Bar? ทางร้านบอกว่าจริงๆ ประวัติศาสตร์ก็ไม่เคยพูดถึงการดื่มสังสรรค์ของฟอลคอนไว้หรอก แต่ด้วยความที่ฟอลคอนเป็นคนที่มีเพื่อนทั้งคนไทยและต่างชาติ ทั้งยังมีบุคลิกเป็นคนเจ้าเสน่ห์ เป็นผู้ชายขี้เล่น มีความสุนทรีย์ ก็เป็นไปได้ว่าฟอลคอนจะมีห้องลับไว้ต้อนรับแขก
.
ค็อกเทลซิกเนเจอร์ที่ร้านจะมีทั้งหมด 9 แก้ว แบ่งเป็น 3 ช่วงเวลาสำคัญของชีวิตฟอลคอนและแต่ละช่วงเวลาก็จะเล่าเรื่องราวผ่านค็อกเทล 3 แก้ว ได้แก่ 1675-1680 ซึ่งเป็นช่วงปีแรกๆ ที่ฟอลคอนเดินทางมาที่กรุงศรีอยุธยา เราเลือกชิม The Royal (890 บาท) ค็อกเทลที่แสดงถึงคุณความดีที่ฟอลคอนสร้างให้กับสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นยุคที่เศรษฐกิจระหว่างประเทศกำลังรุ่งเรืองโดยเฉพาะฝรั่งเศสกับอิหร่าน แก้วนี้จึงมีส่วนผสมทั้งจากฝรั่งเศสกับอิหร่าน ไม่ว่าจะเป็นคอนญัค แซฟฟรอน และ green chartreuse
.
ต่อมาคือช่วงปี 1680-1682 เป็นช่วงปีที่ฟอลคอนได้พบรักกับมารี กีร์มาร์ ค็อกเทลก็จะมีความเชื่อมโยงกับช่วงเวลาดีๆ ทั้งสองคน เราสั่งแก้วที่เป็นตัวแทนของมารี กีร์มาร์ อย่าง Maria Guyomar De Pinha (420 บาท) (ชื่อเต็มของมารี กีร์มาร์) ซึ่งเป็นลูกครึ่งตะวันตกตะวันออกและมีเชื้อสายญี่ปุ่นด้วย แก้วนี้นอกจากจินแล้วก็เลยมีมิโดริส่วนผสมที่มีความเป็นญี่ปุ่นเพิ่มเข้ามาด้วย
.
สุดท้ายคือช่วง 1682-1688 เป็นช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตฟอลคอน ค็อกเทลแต่ละแก้วก็จะเป็นตัวบ่งบอกตัวตนในประวัติศาสตร์ของฟอลคอน เช่น Life Path (390) ได้แรงบันดาลใจจากเส้นทางชีวิตฟอลคอนที่เคยเป็นพ่อค้านั่งเรือไปตามประเทศต่างๆ แก้วนี้เลยมีส่วนผสมที่หลากหลายและซับซ้อน เช่น รัมขาว มะขาม อัลมอนด์
.
หลายคนอาจคุ้นเคยการจิบค็อกเทลเคล้ากับดนตรีแจ๊ส แต่ที่ Falcon Secret Bar จะขับกล่อมทุกคนด้วยดนตรีโซลสดๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในโซลบาร์เพียงไม่กี่แห่งในกรุงเทพฯ
.
Falcon Secret Bar ตั้งอยู่บนชั้น 34 โรงแรม Wyndham Bangkok Queen Convention Centre เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 18:00 น. เป็นต้นไป
รีวิวบาร์ล่าสุดในกรุงเทพฯ
Bars
Tuff Bar
พื้นที่ที่การเฉลิมฉลองและการเรียนรู้ เดินเคียงข้างกัน
Tuff Bar คือบ้านของชุมชนแซฟฟิก เลสเบียน คนข้ามเพศ และพันธมิตรผู้เชื่อในความหลากหลาย...
Bars
En Bar
บาร์สำหรับคนนอนดึก ที่เสิร์ฟทั้งไวไฟและความรู้
En Bar เปล่งแสงสีอำพันอ่อนๆ ต้อนรับทั้งคนทำงานยามค่ำคืนและผู้ที่กำลังมองหาพื้นที่เงียบๆ สำหรับใช้ความคิด...
Bars
Pracha Bar
เมื่อการชนแก้ว กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง
ซ่อนตัวอยู่เหนือร้านอาหารใกล้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประชาบาร์ เป็นพื้นที่ที่สร้างขึ้นจากความเชื่อว่า...
Bars
Haven Cocktail Bar
บาร์ที่เยียวยาหัวใจ ก่อนเติมเหล้าลงในแก้ว
Haven Cocktail Bar เชื่อว่าค็อกเทลไม่ใช่คำตอบของทุกปัญหา แต่สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาที่ช่วยเยียวยาได้...
Bars
Neighbor Thonglor
เมื่อความมึนเมาแบบพอดี เปิดทางให้บทสนทนาลึกกว่าเดิม
แสงสีแดงเข้มที่อาบทั่ว Almost Sober Club ไม่ได้ชวนให้หลงลืมสติ หากกลับชวนให้ผู้คนใช้เวลาทบทวนตัวเอง...
Bars
7 เลคเชอร์บาร์ในกรุงเทพฯ ที่เสิร์ฟบทสนทนาจริงจังพอๆ กับเครื่องดื่ม
สำรวจ 7 เลคเชอร์บาร์น่าสนใจในกรุงเทพฯ ที่ค็อกเทลไม่ได้เสิร์ฟแค่รสชาติ แต่ยังเสิร์ฟบทสนทนา เวิร์กช็อป และการบรรยาย
การโฆษณา










