
หน้าหลัก Time Out Bangkok
เอดิชันภาษาไทยของมีเดียแพลตฟอร์มระดับโลกที่อัปเดตไลฟ์สไตล์คนเมืองมาตั้งแต่ปี 1968

Things to do
เขาว่ากันว่าเดือนกุมภาพันธ์คือเดือนแห่งการสารภาพรัก และก็คงไม่เกินจริงนัก เมื่อทั้งเมืองพร้อมใจกันแต่งแต้มบรรยากาศโรแมนติก ตั้งแต่อีเวนต์ คอนเสิร์ต...

Things to do
กิจกรรมน่าทำในกรุงเทพฯ สุดสัปดาห์นี้ (5 - 8 กุมภาพันธ์)
เข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์แบบเต็มตัว พร้อมกับกิจกรรมที่หลากหลายและลึกซึ้งกว่าเดิม ตั้งแต่การสำรวจจิตใจคนทำงานไปจนถึงการปลุกฟื้นคืนชีพย่านเก่าให้กลับมามีชีวิต...

Things to do
9 ไฮไลต์ห้ามพลาดโค้งสุดท้ายของงาน Bangkok Design Week 2026
ถ้าพูดถึงเทศกาลงานดีไซน์ที่ทำให้คนกรุงเทพฯ ตื่นเต้นที่สุด ชื่อของ Bangkok Design Week มักจะลอยขึ้นมาเป็นชื่อแรกเสมอ ปีนี้เทศกาลกลับมาพร้อมธีม DESIGN S/O/S...

Things to do
10 เวนิวคอนเสิร์ตที่สวยที่สุดในโลก ที่แฟนเพลงทั่วโลกต้องมาสัมผัสบรรยากาศให้ได้สักครั้งในชีวิต
ถ้าคุณคิดว่าตัวเองเป็น ‘ตัวจริง’ เรื่องคอนเสิร์ต... ลองเช็กลิสต์นี้ดูหน่อยเป็นไง? หากคุณเคยเสพประสบการณ์ดูโชว์ในคลับเล็กๆ หรือเทศกาลดนตรีดังๆ...

Things to do
เที่ยวตรุษจีนแบบ 24 ชั่วโมงในกรุงเทพฯ: ไหว้ศาลเจ้า เดินตลาดน้อย-สำเพ็ง และปิดวันด้วยบาร์จีน
เช้าวันตรุษจีนในกรุงเทพฯ เริ่มต้นด้วยกลิ่นธูปและเสียงประทัด ผู้คนแต่งตัวด้วยสีแดง เดินเข้าสู่ศาลเจ้าด้วยความหวังเล็กๆ...
การโฆษณา
อีเวนต์และกิจกรรมน่าสนใจในกรุงเทพฯ
อัปเดตข่าวล่าสุดจาก Time Out กรุงเทพฯ

Shopping
5 แบรนด์ชุดเจ้าสาวดีไซเนอร์ไทย สำหรับเจ้าสาวที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรในวันสำคัญ
มีเพียงไม่กี่วันในชีวิตที่เราได้เลือกเล่าเรื่องราวของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาที่สุดวันแต่งงานคือหนึ่งในนั้น มันคือวันที่ความทรงจำ ความตั้งใจ และตัวตน ถูกถักทอเข้าด้วยกัน ก่อนจะไปหยุดอยู่บนชุดเจ้าสาว ชุดที่ไม่ใช่เพียงเสื้อผ้า แต่เป็นภาษาหนึ่งในการสื่อสารว่าเราเป็นใคร และกำลังจะก้าวไปสู่บทใหม่ของชีวิตอย่างไร
ในช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ ชุดเจ้าสาวไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาว มันอาจเป็นชุดใดก็ได้ที่ผู้หญิงคนหนึ่งเลือกสวมใส่ และสามารถกลับมาใช้ซ้ำได้ในชีวิตจริงจนกระทั่งปี 1840 เมื่อสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียทรงเลือกสวมชุดลูกไม้สีขาวในพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าชายอัลเบิร์ต ภาพนั้นได้สร้างแรงกระเพื่อมทางวัฒนธรรม สีขาวจึงค่อยๆ ถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ สถานะ และความมั่งคั่ง สะท้อนถึงสถานะทางสังคม หลังสงครามโลก ครั้งที่2 เมื่อความมั่งคั่งขยายตัว ชุดแต่งงานสีขาวจึงไม่ใช่ภาพของชนชั้นสูงอีกต่อไป หากกลายเป็นธรรมเนียมกระแสหลัก และฝังรากอยู่ในจินตนาการของงานแต่งงานมาจนถึงปัจจุบัน
Photograph: Mesh Museum
แต่ในโลกของเจ้าสาวยุคใหม่ การเลือกชุดไม่ได้หมายถึงการเดินตามขนบเพียงอย่างเดียวบางคนเลือกสีอื่น บางคนเลือกซิลูเอตที่ต่างออกไป และบางคนเลือกดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร ไม่ใช่เพื่อแหกกฎ หากเพื่อยืนยันว่าเธอรู้จักตัวเองดีพอ และมั่นใจในความหมายของวันที่กำลังจะมาถึง และสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ คือเจ้าสาวไทยไม่จำเป็นต้องเดินทางไกล เพื่อค้นหาชุดในฝัน เพราะวันนี้ ดีไซเนอร์ไทยและห้องเสื้อในกรุงเทพฯ มีทั้งฝีมือ แนวคิด และความเข้าใจในตัวผู้หญิงอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ความเรียบหรูแบบโมเดิร์น ไปจนถึงงานหัตถศิลป์ที่สืบทอดคุณค่าทางวัฒนธรรม
นี่คือ 5 แบรนด์ชุดเจ้าสาวจากดีไซเนอร์ไทย ที่พิสูจน์ว่า ‘ความงามในวันสำคัญ’ สามารถเป็นได้ทั้งความงดงาม และความเป็นตัวเองในเวลาเดียวกัน

Things to do
ดิ่งลึกไปกับคลื่นเสียงหลากหลายเฉด ที่จะมาเขย่าทุกโสตประสาท บนเวที Go on Ground Festival
เตรียมตัวดำดิ่งสู่ค่ำคืนแห่งร็อก อินดี้ ซูเกซ และ อัลเทอร์เนทีฟ ที่จะปลุกอะดรีนาลีนให้เดือดพล่าน ตั้งแต่โน้ตแรก ไปจนถึงเสียงสุดท้าย
Photograph: Go on Ground upcoming sounds
หากคุณกำลังตามหางานดนตรีที่ไม่ได้มีไว้แค่ฟัง แต่ต้องสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในทุกอณูของร่างกาย Go on Ground Festival คือพื้นที่ที่คลื่นเสียงจะพุ่งชนทุกโสตประสาทอย่างไม่ไว้หน้า เพราะงานนี้รวมพลังดนตรีจากศิลปินระดับพระกาฬที่หาดูได้ยาก
ผสานกับแสง สี เสียงแบบจัดเต็ม ที่ไม่ว่าคุณจะยืนอยู่มุมไหนของฮอลล์ ก็ไม่มีทางหลบพ้นแรงกระแทกของเสียงเพลง
Photograph: Go on Ground upcoming sounds
เรียกได้ว่านานๆ ทีเราจะได้เห็นลิสต์ศิลปินที่เข้มข้น ขนาดนี้ในงานเดียว ยกตัวอย่างตั้งแต่ FLURE วงร็อกแถวหน้าที่ความเก๋าไม่เคยลดลง, The Darkest Romance ที่พร้อมจะสาดความเดือดให้สุดหลอด ไปจนถึงวงดนตรีสายบรรยากาศอย่าง Desktop Error และ Inspirative การที่วงระดับแม่เหล็กเหล่านี้มารวมตัวกันบนเวทีเดียวกันคือการการันตีว่า คุณจะได้สัมผัสกับมาตรฐานโชว์ระดับคุณภาพที่คัดมาแล้วเพื่อคอดนตรีตัวจริง
Photograph: Go on Ground upcoming sounds
และความพิเศษที่ทำให้งานนี้ต่างจากเฟสติวัลอื่น คือการเป็นเวทีตัดสินของ GO ON GROUND POWERED BY ASIA NEW BEAT ที่รวมเอา 8 วงดนตรีจาก 4 ประเทศมาประชันกัน นี่คือโอกาสที่คุณจะได้เห็นศักยภาพของศิลปินหน้าใหม่จากหลากพื้นที่ ก่อนที่พวกเขาจะกลายเป็นศิลปินดาวรุ่งพุ่งแรงในอนาคต
Photograph: Go on Ground upcoming sounds
ไลน์อัปศิลปิน
FLURE
Desktop error
Solitude Is Bliss
The Darkest Romance
Inspirative
Yellow fang
Murrph.
underscoreLESS
Malaysia x2
South Korea x2
Vietnam x2
รายละเอียดตารางงาน
งานนี้เน้นพลังงานของบัตรยืนแบบไม่มีแบ่งโซน เพราะเราเชื่อว่าเสรีภาพในการรับแรงสั่นสะเทือนควรเป็นของทุกคนเท่าๆ กัน
วันที่ 21 มีนาคม 2569
ที่ JJ Hall ชั้น 6, JJ Mall
เริ่มลงทะเบียน 13.30 น. | ประตูเปิด 14.00 น. | โชว์เริ่มตั้งแต่ 15.00 - 23.30 น.
ขั้นตอนการจองบัตร
คุ้มสุดสำหรับคนที่ตัดสินใจเร็ว บัตรแบ่งออกเป็น 3 ช่วงราคา
Phase 1: Early Bird (1 - 14 ก.พ. 69) — ราคาเพียง 490 บาท
Phase 2: Regular (15 ก.พ. - 20 มี.ค. 69) — ราคา 790 บาท
Phase 3: At Door (ซื้อวันงาน) — ราคา 990 บาท
จองบัตรได้แล้วที่: I HAVE TICKET
ติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดได้ที่ Facebook: Go on Ground

Things to do
Silent Theatre Festival กลับมาอีกครั้ง กับ 4 การแสดงชั้นยอด
เคยไหม ดูการแสดงที่ยอดเยี่ยมจนรู้สึกว่าไม่ได้ยินคำพูดสักคำ แต่กลับเข้าใจทุกอย่าง? นั่นแหละคือเสน่ห์ของ Silent Theatre Festival ไม่ต้องมีซับ ไม่ต้องมีอุปสรรคทางภาษา มีแค่การเล่าเรื่องผ่านการเคลื่อนไหว จังหวะ และคอเมดี้กายภาพที่ทำให้หัวเราะจนน้ำตาเล็ด
Photograph: Silent Theatre Festival
เทศกาลจะจัดขึ้นโดย House of Mask and Mime theatre group ผู้รวบรวมศิลปินจากญี่ปุ่น เช็ก และไทย มาโชว์พลังการเล่าเรื่องแบบไร้คำพูดให้เห็นชัดว่า บางครั้งเรื่องที่ดีที่สุด ไม่ต้องพูดสักคำก็สื่อสารได้ครบ และปีนี้มาพร้อม 4 การแสดง ที่แต่ละเรื่องมีรสชาติของตัวเอง
Photograph: Silent Theatre Festival
Zeroko’s Teatime
ผลงานละครไม่พูดร่วมสมัยของศิลปินญี่ปุ่น ‘Zeroko’ ที่หยิบพิธีชงชามาเป็นแกนเรื่อง ทุกท่วงท่าเล็กน้อยมีน้ำหนัก ทุกการเคลื่อนไหวค่อยๆ เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้หายใจช้าลง การแสดงเปลี่ยนไปในแต่ละครั้งตามพลังของห้องและผู้ชม ราวกับชาที่รสไม่เคยซ้ำ แต่อบอุ่นเหมือนเดิม
Photograph: Silent Theatre Festival
Silly Little Things
โดย ‘Trygve Wakenshaw’ ละครไม่พูดระดับแนวหน้าของยุโรป ที่มองเห็นความตลกในรายละเอียดเล็กๆ ของชีวิต ช่วงเวลาที่นำไปสู่มิตรภาพ ความเก้อเขิน หรือเสียงหัวเราะที่เผลอหลุดออกมา ผลงานของเขาติดอันดับการแสดงตลกยอดเยี่ยมที่ ‘Edinburgh Fringe’ และขายหมดแทบทุกที่ที่ไปเยือน
Photograph: Silent Theatre Festival
THE SHOW4 นักแสดงจาก to R mansion ประเทศญี่ปุ่น ที่ผสมละครไม่พูดแบบเวทมนตร์ การเต้น และคอเมดี้เข้าด้วยกันอย่างสนุกสนาน Pierrot จมูกแหลม ชายไร้ศีรษะ และ Madames ช่างคุย สร้างความวุ่นวายที่ชวนหัวเราะ เป็นการแสดงที่ดูได้ทั้งครอบครัว
Photograph: Silent Theatre Festival
GEEK GAG GO 2: Lon Mon Du Sierการกลับมาของสามนักแสดงไทยที่เคยสร้างความประทับใจในปี 2567 พร้อมโชว์ใหม่ เปลี่ยนความโกลาหลรอบตัวให้กลายเป็นคอเมดี้เงียบ ผ่านเพลง งานเสียง และการแสดงที่ทั้งขำและอบอุ่นหัวใจ
ที่ Bangkok Art and Culture Centre หอศิลป์กรุงเทพฯ (BACC) Studio Room ชั้น 4 ราคาบัตร 490 บาท (จองบัตร) วันที่ 21–22 มีนาคม

Things to do
บ้านแห่งเสียงรบกวน ‘Noise House Lat Phrao’ คอมมูนิตี้ดนตรีนอกกระแส ประกาศปิดตัวถาวร มีนาคมนี้
ถ้าพูดถึงพื้นที่เล็กๆ ที่มีเสียงดังมากกว่าขนาดของมัน หลายคนคงนึกถึง บ้านแห่งเสียงรบกวน ‘Noise House Lat Phrao’ ในซอยลาดพร้าว 101 เป็นอันดับต้นๆ เพราะที่นี่ไม่ใช่แค่ไลฟ์เฮ้าส์ แต่คือบ้านของคนรักดนตรีนอกกระแส และเป็นพื้นที่ที่ทำให้หลายวงได้มีเวทีจริงๆ ในวันที่ยังไม่มีใครรู้จักชื่อพวกเขา
Photograph: Noise House Lat Phrao
Noise House เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนตัวเล็กในวงการได้มีที่ยืน ตั้งแต่นักดนตรีหน้าใหม่ ไปจนถึงคนที่อยากลองเป็นผู้จัดอีเวนต์ ได้ลงมือสร้างคอนเสิร์ตในแบบที่ตัวเองเชื่อ ตั้งแต่การคิดธีม จัดแสง ทำโปสเตอร์ ไปจนถึงการประดับประดาพื้นที่ให้กลายเป็นเวทีในฝัน
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ที่นี่กลายเป็นพื้นที่ความทรงจำร่วมของหลายคนอย่างไม่รู้ตัว บางคนเคยมาเจอวงโปรดครั้งแรกที่นี่ บางคนเคยยืนเบียดๆ ดูโชว์ในห้องเล็กๆ ที่อัดแน่นไปด้วยพลังของคนดู และบางคนอาจเคยร้องเพลงสุดเสียงกับเพื่อนในคืนที่อยากระบายทุกอย่างออกไปกับดนตรี
Photograph: Noise House Lat Phrao
สิ่งที่ทำให้ Noise House แตกต่างจากหลายที่ คือแนวคิดที่อยากเชื่อมโยง ‘ศิลปินที่มีชื่อเสียง’ กับ ‘ศิลปินหน้าใหม่’ ให้มาอยู่บนเวทีเดียวกัน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน และสร้างคอมมูนิตี้ที่คนรักดนตรีได้เติบโตไปด้วยกันจริงๆ ไม่ใช่แค่การมาดูคอนเสิร์ตแล้วแยกย้ายกลับบ้าน
Photograph: Noise House Lat Phrao
แต่ล่าสุด Noise House ได้ออกมาประกาศข่าวที่ทำให้หลายคนใจหายว่า การเดินทางของบ้านแห่งนี้กำลังจะสิ้นสุดลง โดยจะปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 มีนาคม 2569 หลังเปิดพื้นที่และขับเคลื่อนคอมมูนิตี้มาเป็นเวลากว่า 2 ปี
Photograph: Noise House Lat Phrao
แม้วันหนึ่งบ้านแห่งเสียงรบกวนจะไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกต่อไป แต่สิ่งที่ยังอยู่คือ มิตรภาพและความทรงจำของผู้คนที่เคยเดินเข้ามาในบ้านหลังนี้ ทั้งคนดู นักดนตรี ผู้จัด และทุกคนที่เคยช่วยกันทำให้พื้นที่เล็กๆ แห่งนี้มีความหมายมากกว่าการเป็นสถานที่จัดโชว์
Photograph: Noise House Lat Phrao
จนกว่าจะถึงวันปิดตัว Noise House ยังเปิดให้บริการตามปกติ พร้อมโปรโมชันส่งท้ายสำหรับการเช่าสถานที่จัดงาน โดยมีรายละเอียดดังนี้ราคา 4,888 บาท / 6 ชั่วโมง (จากราคาปกติ 6,000 บาท)บวกเพิ่มชั่วโมงละ 1,000 บาท ระยะเวลาโปรโมชัน 5–20 กุมภาพันธ์นี้ และสามารถจองใช้สถานที่ได้จนถึงวันทำการสุดท้าย 31 มีนาคม 2569
ใครที่ยังไม่เคยไป หรือใครที่เคยไปแล้วแต่ยังอยากกลับไปยืนฟังเพลงในบ้านหลังนี้อีกครั้ง นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายจริงๆ แล้ว
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Facebook: Noise House Lat Phrao IG: noisehouse.latphrao.bkk

Things to do
สะบัดสไบ ใส่กางเกงยีนส์ แล้วไปสนุกกับแคมเปญ #BangkokCityChallenge
The Bangkok City Challenge ที่กำลังไวรัลอยู่ในขณะนี้ มีจุดเริ่มต้นจากนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ‘กระแต อาร์สยาม’ ที่ถ่ายทอดพลังของกรุงเทพฯ ด้วยเอเนอจี้ลูกทุ่ง แต่มีกลิ่นอายอินเตอร์ด้วยเนื้อเพลงภาษาอังกฤษทั้งเพลง! ความแปลกใหม่ของวงการเพลงไทยที่ไม่รู้สึกฝืนหรือหลุดบริบท หากแต่ถูกจัดวางอย่างสร้างสรรค์ในฐานะงานศิลป์ร่วมสมัย
หลังจากการปล่อยเพลงได้ไม่นาน ก็เกิดเป็นกระแสเมื่อมีผู้ใช้งานนำแผ่นเสียงของเธอไปใช้กับการนุ่งสะไบใส่กางเกงยีนส์ ที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมไทยฉบับโมเดิร์น ไปตามหมุดหมายต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ ไม่เพียงดึงดูดสายตานักท่องเที่ยว แต่ยังสะท้อนพลังเมืองที่ถูกส่งต่อไปทั่วโซเชียล จนกวาดยอดวิวทะลุล้าน และจุดกระแสสร้างชาเลนจ์พร้อมเงินรางวัลกว่า 200,000 บาทให้ผู้คนที่ออกมาร่วมรีครีเอตลุคใหม่ไปด้วยกัน
สไบ - ผ้าไหมแถวยาวราวหนึ่งฟุต พาดเฉียงผ่านไหล่ข้างหนึ่ง ปลายทิ้งพลิ้วไปด้านหลัง เป็นชุดที่อยู่คู่สังคมไทยมาหลายทศวรรษ มีรากจากการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมสิ่งทอ ระหว่างอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดิมเป็นเครื่องแต่งการของสตรีชั้นสูงและราชสำนัก ก่อนที่ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 บทบาทของสไบก็ค่อยๆ ถูกจำกัดให้อยู่ในบริบทเชิงพิธีการ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงนาฏศิลป์ งานทางการ หรือโอกาสพิเศษ มากกว่าการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน
View this post on Instagram
A post shared by Nicole Nam (@nicolenamxo)
แต่ทำไมต้องสไบกับยีนส์? เพราะการผสมนี้กำลังทำอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ และสิ่งจำเป็น สิ่งที่เกิดขึ้นคือภาษาทางภาพที่โอบรับสองสิ่งไว้พร้อมกัน ทั้งความขบถแต่ยังเคารพโดยไม่ลบล้างกัน นี่ไม่ใช่คอสเพลย์ และแน่นอนว่ามันไม่ใช่การล้อเลียน แต่คืออัตลักษณ์ไทยร่วมสมัย ที่กำลังหาจุดยืนร่วมแบบเรียลไทม์บนโซเชียลมีเดีย เป็นช่วงเวลาที่จารีตได้มาบรรจบกับกับชีวิตประจำวัน และกลับมาอยู่ในซีนอีกครั้งไม่ได้เพียงแค่ถูกจัดใส่กรอบไว้หน้าตู้กระจก
View this post on Instagram
A post shared by Gina Virahya (@ginaa.24)
เทรนด์นี้เลือกเดินทางสายกลาง เลี่ยงทั้งการอนุรักษ์แบบเดิมๆ และการหยิบฉวยวัฒนธรรมมาใช้แบบผิวเผิน แต่มันคือการ ‘ตีความใหม่’ และการปรับจูนบทบาทของมันในชีวิตประจำวัน ดึงมันออกจากมุมจริงจัง เข้าสู่กรุงเทพฯ ในเวอร์ชันปัจจุบัน และการที่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นผ่านชาเลนจ์ซึ่งผูกกับเพลงที่พูดถึงพลังของกรุงเทพฯ ก็ยิ่งตอกย้ำให้ชัด นี่อาจเป็น Soft Power ก็จริง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือผู้คนที่กำลังสนุกกับการแต่งตัวของตัวเองเท่านั้น
กระแตเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ที่ Vintage Vespa Thailand ย่านทรงวาด เปิดพื้นที่ให้ทุกคนที่รักวัฒนธรรมไทยมาร่วมใส่สไบ สร้างคอนเทนต์ และเฉลิมฉลองเทรนด์นี้ไปพร้อมกัน เป้าหมายคือการบันทึกช่วงเวลาของกระแส ‘คลั่งไคล้ชุดไทย’ และผลักดัน soft power ของไทยผ่านกรุงเทพฯ เมืองหลวงของพลังสร้างสรรค์ โดยมีไฮไลต์เป็นการแสดงรำถวายแบบพิธีการจากนาฏศิลป์ไทยจำนวน 100 คน
กำหนดการ
15.45 น. พิธีพราหมณ์อวยพร
16.00 น. การแสดงนาฏศิลป์ไทย (รำถวายแบบพิธีการ โดยนักแสดง 100 คน)
16.20 น. กิจกรรม Bangkok City: ‘Thais in sabai’ รวมพลังคนใส่สไบ
17.30 น. สัมภาษณ์ศิลปินและคนดัง
แจกพิกัดแหล่งหาสไบในกรุงเทพฯ!
Sense Of Thai หากต้องการเช่าชุดพร้อมสไบครบเซ็ต เพียงแค่ขึ้นไปชั้น 2 โครงการท่ามหาราช (วอล์กอินได้ หรือจองผ่าน KKday) มีให้เลือกมากกว่า 1,000 แบบ พร้อมบริการสไตลิ่งครบ
Siam Crown ย่านเยาวราช รับวอล์กอิน ไม่ต้องจองล่วงหน้า
Charis Thai Studio ใกล้ MRT สนามไชย สำหรับแพ็กเกจพรีเมียม พร้อมทำผมและแต่งหน้า
โซนผ้าไหม โอ สยามพลาซ่า สำหรับสาย DIY ที่อยากเลือกผ้าไหมมาทำเอง แหล่งรวมร้านอิสระหลายสิบร้าน ขายผ้าไหมไทยแท้ รวมถึงสไบสำเร็จรูป ในราคาสมเหตุสมผล (ประมาณ 500 - 800 บาทต่อเมตร)
Jim Thompson มีสาขาทั่วกรุงเทพฯ (สยามพารากอน, เซ็นทรัลเวิลด์, ดิเอ็มโพเรียม) เหมาะกับผ้าไหมและสไบระดับพรีเมียม
ตลาดพาหุรัด ย่านลิตเติลอินเดีย สวรรค์ของนักล่าราคา อยากเทียบราคาให้คุ้มต้องมา
ตลาดนัดจตุจักร ก็มีร้านขายผ้าไหมกระจายอยู่หลายโซน
ไม่ว่ากระแสนี้จะพัฒนาไปเป็นการเปลี่ยนแปลงระยะยาวของการนำเครื่องแต่งกายไทยมาปรับใช้ในแฟชั่นร่วมสมัย หรือจะเป็นเพียงโมเมนต์แห่งยุคสมัยที่ผูกติดกับเพลงฮิตเพลงหนึ่ง ก็ยังเร็วเกินไปจะฟันธง แต่ที่แน่ๆ คือ ตอนนี้ ‘สไบ’ กำลังเฉิดฉายเต็มที่ แม้จะจับคู่กับเดนิมก็ตาม

Movies
เตรียมเข้าไทย! หนังดราม่าที่มากกว่ากีฬา ดีกรีเข้าชิงออสการ์ 9 สาขา
หลายคนคงได้เห็นการเปิดตัวไปแล้วของ Marty Supreme ที่สหรัฐอเมริกา หนังสปอร์ตดราม่าจากค่าย A24 ว่าด้วยเรื่องความทะเยอทะยานของ Marty Reisman ตำนานนักปิงปองอัจฉริยะในนิวยอร์กยุค 1950s ผู้เป็นทั้งนักแข่งขันฝีมือฉกาจและนักพนันนอกระบบที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1940 ตัวหนังได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม ด้วยความสมจริง วุ่นวาย และตึงเครียดชนิดที่จิกเบาะกันตลอดเรื่อง ก่อนจะทิ้งคำถามปลายเปิดไว้จนหลายคนอยากหยิบมือถือขึ้นมาเสิร์ชกูเกิลต่อทันทีว่าสิ่งที่เห็นบนจอนั้น ‘จริง’แค่ไหน
Marty Supreme ไม่ได้เป็นเพียงหนังชีวประวัตินักกีฬาทั่วไป หากแต่เป็นหนังที่ขุดลึกไปถึงสิ่งซึ่งมักถูกซ่อนอยู่หลังความสนุกของกีฬา นั่นคือ ‘การพนัน’ หนังเล่าเรื่องกีฬาไปพร้อมกับการเอาตัวรอดในชีวิตประจำวัน เผยให้เห็นอีกด้านของการแข่งขันที่ไม่เคยอยู่แค่ในสนาม ตลอดทั้งเรื่อง เราได้สัมผัสวัฒนธรรม งานอาร์ต และการแต่งกายที่พาผู้ชมย้อนกลับไปยังยุค 40s - 50s อย่างมีชีวิตชีวา ทำให้มวลของหนังดูจับต้องได้ มีกลิ่นและรสชาติชัดเจนในแบบที่ A24 ถนัด และก็ไม่ทำให้ผิดหวังอีกครั้ง เมื่อ Marty Supreme กลายเป็นภาพยนตร์ทำรายได้สูงสุดของค่ายไปเป็นที่เรียบร้อย แม้จะเป็นหนังที่เลือกฉายในบางโรงภาพยนตร์ก็ตาม
Photograph: A24
Marty Supreme เป็นผลงานการกำกับของ ‘Josh Safdie’ จากบทภาพยนตร์ที่เขาเขียนร่วมกับ ‘Ronald Bronstein’ และได้นักแสดงมากความสามารถอย่าง ‘Timothée Chalamet’ มารับบทนำ เจ้าของรางวัลมากมายตลอดเส้นทางอาชีพ ซึ่งครั้งนี้ต้องสวมบทบาทเป็นนักกีฬามืออาชีพอย่างเต็มตัว จนถึงขั้นใช้เวลาฝึกเล่นปิงปองยาวนานถึง 6 ปี เพื่อขัดเกลาทักษะให้สมจริงที่สุด และทำให้ผู้ชมเชื่อสนิทใจว่าผู้ชายบนจอคนนี้คือ Marty Reisman ตัวจริง! นอกจากนี้ ทีมนักแสดงยังอัดแน่นไปด้วยชื่อที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น Gwyneth Paltrow, Odessa A’zion, Kevin O’Leary รวมถึง Tyler, The Creator ศิลปินมาดกวนมากความสามารถ ที่เข้ามาเติมสีสันให้กับโลกอันวุ่นวายของหนังเรื่องนี้ได้อย่างลงตัว
Photograph: A24
ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 9 สาขา ได้แก่ สาขาคัดเลือกนักแสดงยอดเยี่ยม, สาขากำกับภาพยอดเยี่ยม, สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม, สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม, สาขาออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยม, สาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม และสาขาตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งล้วนเป็นเครื่องการันตีถึงคุณภาพและความพิถีพิถันในทุกรายละเอียดของหนัง ตั้งแต่การแสดง งานภาพ ไปจนถึงจังหวะการเล่าเรื่องที่เก็บครบทุกซีน และดึงผู้ชมให้เข้าไปอยู่ในทุกฉากได้อย่างอยู่หมัด ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่อยากให้คุณพลาด Marty Supreme ภาพยนตร์ที่มีแววจะกลายเป็นตำนานในอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัย เตรียมเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไทย วันที่ 12 มีนาคม 2569

Art
กรุงเทพฯ กับทศวรรษนิวยอร์กในสายตา Jesper Haynes
นิวยอร์กคือเมืองที่ถูกบันทึกภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกตรอกซอยถูกเล่าเป็นตำนาน ทุกค่ำคืนถูกบดบังด้วยทัศนคติ แต่สิ่งที่ Jesper Haynes มอบให้กลับเงียบขึ้น และชวนกระอักกระอ่วนมากกว่า นั่นคือบันทึกของการ ‘อยู่ตรงนั้นจริงๆ’ โดยไม่คิดล่วงหน้าว่ามันจะกลายเป็นอะไรในภายหลังNew York Darkroom นิทรรศการล่าสุดของเขาในกรุงเทพฯ พาเราย้อนกลับไปยังดาวน์ทาวน์ในนิวยอร์กช่วงปลายยุค 80s และ 90s แบบไร้ฟิลเตอร์ หรือไร้การยกย่องฮีโร่ เผชิญหน้าอย่างใกล้ชิด ถนนแคบจนรู้สึกได้ และไม่มีใครแสดงเพื่อกล้อง
Photograph: Jesper Haynes
เมื่อได้พูดคุยกับ Haynes สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ งานชุดนี้ไม่ใช่เรื่องของมรดกหรือชื่อเสียง แต่มันคือเรื่องของความใส่ใจ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณปรากฏตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ออกเดินทางไปทุกคืน กดชัตเตอร์เพียงแค่หนึ่งเฟรมแทนที่จะเป็นสิบ และเชื่อในสิ่งที่เหลืออยู่จะอธิบายตัวมันเองในภายหลังภาพถ่ายของเขาที่มีทั้ง Andy Warhol, Willem Dafoe และ John Lurie ปรากฏอยู่ร่วมกับเพื่อน คนรัก และคนแปลกหน้า ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนวัตถุทางวัฒนธรรม แต่คล้ายหลักฐานส่วนตัวมากกว่า หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งนั้นเคยเกิดขึ้นจริง และเขาเคยอยู่ตรงนั้นจริงๆ
นี่ไม่ใช่ความโหยหาอดีต แต่มันคือความทรงจำที่มีศอก มีเหลี่ยม และไม่หลบหน้าใคร
ก่อนที่นิวยอร์กจะกลายเป็นเรื่องเล่า
เมื่อถาม Haynes ว่านิวยอร์กในช่วงเวลาที่เขาถ่ายภาพนั้น รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ท่ามกลางประวัติศาสตร์ไหม เขาตอบแทบจะทันทีว่า ‘มันคือปัจจุบันล้วนๆ’ ไม่มีความรู้สึกว่ากำลังเห็นตำนานในอนาคต ไม่มีการรับรู้ว่าตัวเองอยู่ในจุดอ้างอิงของยุคสมัย มีแค่ ‘ตอนนี้’
สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะภาพใน New York Darkroom ไม่ได้ประกาศตัวว่าเป็นจดหมายเหตุ เขาหมกมุ่นกับช่วงเวลาตรงหน้ามากเกินกว่าจะคิดถึงจุดนั้น Haynes ย้ายมานิวยอร์กตั้งแต่วัยรุ่น หลัง Andy Warhol ชวนเขามาเยี่ยม การเชื้อเชิญครั้งนั้นเปลี่ยนเส้นทางชีวิตเขาอย่างเงียบๆ เขาไม่ได้โหยหาความสำเร็จหรือความมั่นคง ‘ผมไม่ได้สนใจ American Dream’ เขาบอก
“ผมหลงใหลไอเดียที่ว่าศิลปินจากทุกแขนงมารวมกันอยู่ในเมืองเดียว”
สิ่งที่เขาเจอคือนิวยอร์กที่กำลังจะพัง และราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ เมืองล้มละลาย เถื่อน แต่ใจกว้างเพราะความขัดสน ‘ค่าเช่าถูกมาก ผมจ่ายประมาณเดือนละ 150 ดอลลาร์’ เขาพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนยังแปลกใจกับความทรงจำของตัวเอง
Photograph: Jesper Haynes
ทุกคนรอบตัวกำลังสร้างอะไรบางอย่าง นักเขียน ผู้กำกับ นักร้อง นักเต้น ดีเจ ไร้ซึ่งโลกอินเทอร์เน็ต แค่เอาชีวิตรอดไปด้วยกัน ความเร่งด่วนร่วมกันนั้นซึมอยู่ในทุกภาพ นิวยอร์กไม่ได้ถูกทำให้ดูหรู อันตราย หรือโรแมนติก มันแค่ ‘มีอยู่’ และคอยติดตามสำหรับใครก็ตามที่เต็มใจจะใช้ชีวิตตอนดึกดื่น
Photograph: Jesper Haynes
หนึ่งม้วน หนึ่งคืน หนึ่งการตัดสินใจ
Haynes ถ่ายภาพแทบตลอดเวลา อย่างน้อยวันละหนึ่งม้วน ไม่ใช่เพราะหมกมุ่นกับปริมาณของงาน แต่เพราะนั่นคือจังหวะชีวิตของเขา ออกไปข้างนอก 7 คืนต่อสัปดาห์เป็นเวลาหลายปี ไนต์คลับ อพาร์ตเมนต์ ดินเนอร์ที่ลากยาวถึงเช้า และสิ่งที่ยึดทุกอย่างไว้ด้วยกันคือห้องมืด
“สิ่งที่สวยงามของการเข้าห้องมืดหลังออกจากไนต์คลับทั้งคืน คือผมได้อยู่คนเดียว”
เขาบอกว่ามันคือสมาธิรูปแบบหนึ่ง ความโดดเดี่ยวตรงนั้นคือสิ่งที่สำคัญ การล้างฟิล์มสามารถถ่วงเสียงรบกวนต่างๆ ได้ เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ไม่ต้องอธิบายอะไรกับใคร นี่คือเหตุผลที่ New York Darkroom เลือกแสดง contact sheet เพราะ Haynes อยากให้เห็นกระบวนการ ไม่ใช่เพื่อทำลายมนต์ขลัง แต่เพื่อทำให้มันเป็นมนุษย์มีมวลของความลังเล การลองซ้ำ ความไม่แน่ใจ ‘ผมอยากให้มันเสมือจริง อยากให้คนดื่มด่ำและรู้สึกไปกับมัน’
Photograph: Jesper Haynes
สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายภาพมีเพียงเฟรมเดียว ไม่มีสำรอง ‘สมัยนั้นเราถ่ายกันแบบนี้’ เขาอธิบาย คุณต้องตั้งใจ เพราะคุณมีเพียงแค่ 36 รูปที่ไม่สามารถเสียได้แม้แต่ม้วนเดียว เมื่อพูดถึงการกลับมาของฟิล์ม Haynes ไม่สนใจภาษาของเทรนด์ ฟิล์มบังคับให้คุณตัดสินใจ มันทำให้มือช้าลงและสายตาคมขึ้น ‘เวลาผมถ่ายฟิล์ม ผมมีสติมากกว่า’ เขาบอก ฟิล์มบังคับให้คุณตัดสินใจเดี๋ยวนั้น วางสายตาให้ชัด และกดเมื่อมั่นใจ ดิจิทัลยังมีโอกาสให้แก้ไขภายหลัง แต่ฟิล์มต้องการความตั้งใจในขณะนั้น
Photograph: Jesper Haynes
ความใกล้ชิด จริยธรรม และการรู้จักพอ
ความใกล้ชิดในภาพของ Haynes ไม่ได้เกิดจากการแอบถ่าย แต่จากความไว้ใจ ‘มันคือความซื่อสัตย์ระหว่างคนกับคน’ เขาบอก ‘ผมไม่ชอบแอบถ่าย’ เขาไม่ถ่ายภาพที่เอาเปรียบ และไม่สนใจช่วงเวลาที่ความเปราะบางถูกใช้เป็นวัตถุดิบ ในยุค 80s - 90s กล้องถ่ายภาพยังมีความไร้เดียงสาอยู่มาก ‘ผู้คนมีความสุขกับการถูกถ่ายภาพ’ แต่วันนี้ความระแวงมาก่อน ทุกคนกำลังแสดงบทบาทให้กับผู้ชมในอนาคตที่มองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้กระทบแค่การถ่ายภาพ แต่กระทบถึงความรับผิดชอบของคนถือกล้องด้วย
Photograph: Jesper Haynes
แม้ในยุคที่กล้องยังไม่สร้างความระแวง Haynes ก็คิดถึงเรื่องจริยธรรมอยู่แล้วบางคืนเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แอลกอฮอล์ทำให้เส้นแบ่งเลือนราง แต่การตัดสินใจที่แท้จริงเกิดขึ้นในวันถัดมา ‘ผมต้องถามตัวเองว่ามันโอเคไหมที่จะเผยแพร่ภาพเหล่านั้น’ เขาพูด ‘ผมไม่ชอบการถ่ายภาพที่เอาเปรียบผู้คน
เมื่อเวลาผ่านไป สัญชาตญาณนี้ยิ่งคมชัดขึ้น วันนี้เขาแทบไม่แสดงภาพเปลือย ไม่ใช่เพราะระมัดระวังมากขึ้น แต่เพราะรู้สึกถึงความรับผิดชอบ ‘ตอนนั้นพวกเขาอายุแค่ยี่สิบ พวกเขาไม่ได้คิดเลยว่าภาพของตัวเองจะถูกนำมาเผยแพร่ในอนาคต’บางครั้งเขายังติดต่อคนที่ไม่ได้คุยกันมาหลายสิบปี เพื่อขออนุญาตก่อนใช้ภาพ ในโลกที่ถูกหล่อหลอมด้วย AI และการทำซ้ำอย่างไม่รู้จบ ความใส่ใจแบบนี้ดูเงียบงัน แต่กลับทรงพลังอย่างประหลาด ยิ่งฟังเขาพูด ยิ่งรู้สึกว่ามันหาได้ยากเหลือเกิน ที่จะได้ยินช่างภาพพูดถึง ‘การยับยั้งชั่งใจ’ โดยไม่แฝงการโอ้อวดนี่ไม่ใช่คำพูดเชิงศีลธรรมแต่มันคือวิธีที่เขาทำงาน แค่นั้นเอง
Photograph: Jesper Haynes
3 ภาพ 3 บริบท
แม้จะมีบุคคลที่คุ้นชื่อปรากฏอยู่ แต่งานของ Haynes ไม่ได้พูดถึงชื่อเสียง หากแต่พูดถึงบริบท ภาพ Andy Warhol ในสตอกโฮล์มถูกถ่ายตอน Haynes ยังเรียนมัธยม เขาหนีเรียน ปั่นจักรยานไปยังบ้านส่วนตัวที่ Warhol มาถ่ายรายการ 1 ชั่วโมงที่ทั้งสองนั่งรอจัดไฟ Warhol เป็นฝ่ายถามคำถามมากกว่า ภาพนั้นถ่ายเพียงเฟรมเดียวด้วยกล้อง Minox กล้องแบบเดียวกับที่ Warhol ใช้ หนึ่งเฟรม ไม่มีภาพก่อนหน้า ไม่มีภาพถัดไป ‘ผมคิดว่า โอเค ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องถ่ายสองภาพ’
Photograph: Jesper Haynes
ภาพที่สองคือ John Lurie และ Francesco Clemente ที่ Club MK’s ในปี 2532 ค่ำคืนนั้นเป็นดินเนอร์ปาร์ตี้ธรรมดา Haynes รู้จัก Lurie อยู่ก่อนแล้วผ่านกลุ่มเพื่อน เขาถ่ายภาพทั้งคู่ไม่ต่างจากที่ถ่ายทุกคนในคืนนั้น ‘มันไม่ใช่โมเมนต์แบบ อ๋อ นั่น John Lurie’ เขาว่าไว้ Keith Haring ปรากฏในอีกเฟรมหนึ่ง ถัดไปคือใครสักคนที่ไม่มีใครรู้จัก ชื่อเสียงค่อยๆ หายไปเมื่อทุกคนอยู่ใกล้กันในระยะเดียวกัน ความผ่อนคลายทั้งหมดเกิดขึ้นจากความไว้ใจ
Photograph: Jesper Haynes
ภาพที่สามจับ Willem Dafoe ระหว่างสายโทรศัพท์ในนิวยอร์ก ปี 1989 Haynes รู้จักเขาผ่านเพื่อนคนหนึ่งในคณะละครเดียวกัน ไม่มีการกำกับ ไม่มีการขัดจังหวะ‘เขารู้ว่าผมเดินถ่ายรูปอยู่แถวนั้น’ Haynes ว่าไว้ หนึ่งเฟรม เท่านั้นก็พอ
Photograph: Jesper Haynes
กรุงเทพฯ ระยะทาง และสิ่งที่ยังมีชีวิต
การจัด New York Darkroom ที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ Haynes มาเมืองไทยตั้งแต่ปี 2530 ‘ผมรักกรุงเทพฯ’ เขาพูด และไม่ใช่เพราะเมืองนี้เรียบร้อยหรือสวยงาม แต่เพราะความหยาบ ความไม่สมบูรณ์ และพลังของมัน อาคารเก่าข้างตึกใหม่ ถนนใหญ่ที่แตกแขนงเป็นซอยแคบ ‘คุณจะรู้สึกว่าตัวเองอยู่กลางเมืองจริงๆ’ เขาว่า สำหรับช่างภาพ ความขรุขระแบบนี้สำคัญ เพราะมันทำให้เมืองยังมีมิติให้มอง เขายังพูดอย่างจริงจังว่าอยากทำหนังสือเกี่ยวกับกรุงเทพฯ ในอนาคต และยิ่งชัดเจนว่านี่ไม่ใช่ความสนใจชั่วคราว
Photograph: Jesper Haynes
ระยะทางทำให้เขามองนิวยอร์กเปลี่ยนไป หลังจากใช้ชีวิตกับเมืองนั้นมากว่า 40 ปี มันไม่สร้างความตื่นเต้นให้เขาเหมือนเดิม ภาพของนิวยอร์กถูกผลิตซ้ำจนล้น ทั้งในอินสตาแกรม โฆษณา และสื่อทุกชนิด ‘มันมีจุดที่คุณรู้สึกเหมือนจะอาเจียน’ เขาพูดติดตลก แต่แฝงความเหนื่อยล้า
สิ่งที่ยังทำให้เขาสนใจ คือผลงานที่เป็นเรื่องส่วนตัว ‘ยิ่งเป็นส่วนตัวมากเท่าไร ยิ่งน่าสนใจ’แนวคิดนี้คือหัวใจของ New York Darkroom นิทรรศการนี้ไม่ได้พยายามเก็บทุกภาพของนิวยอร์กไว้ แต่มุ่งทำความเข้าใจบางช่วงเวลาให้ชัดเจน
Photograph: Jesper Haynes
สิ่งสำคัญที่สุดที่นิวยอร์กสอนเขา ไม่ใช่ชีวิตกลางคืนหรือไนต์คลับ แม้เขาจะอยู่ในนั้นแทบทุกคืน แต่คือเรื่องของ ‘ชุมชน’ และ ‘บ้าน’ อพาร์ตเมนต์ในย่าน East Village ที่มีผู้คนแวะเวียนไม่ขาดสาย ดินเนอร์ปาร์ตี้หลายคืนต่อสัปดาห์ กระดิ่งหน้าประตูที่ดังต่อเนื่องยาวนานเกือบ 20 ปี
ชีวิตแบบนั้นกลายมาเป็นหนังสือ St Marks 1986 - 2006 ซึ่ง Haynes มองว่าเป็นผลงานที่ซื่อสัตย์ที่สุดของเขา‘นั่นคือสิ่งที่อยู่ข้างใน’ เขาอธิบาย ส่วน New York Darkroom คือสิ่งที่เกิดขึ้นข้างนอก สำหรับ Haynes การถ่ายภาพคือการเก็บรักษาความทรงจำ และเป็นวิธีทำความเข้าใจตัวเอง
“ถ้าผมไม่ถ่ายภาพเหล่านั้น ผมคงลืมมันไปหมดแล้ว”
ราวกับว่าชีวิต ผู้คน และช่วงเวลานั้นอาจหายไปจริงๆ หากไม่มีภาพเหลืออยู่ New York Darkroom ไม่ได้บอกว่าอดีตดีกว่าปัจจุบัน และไม่ได้ทำให้ช่วงเวลานั้นดูบริสุทธิ์หรือโรแมนติกเกินจริง มันเพียงแสดงให้เห็นว่าการมองอย่างตั้งใจ ในยุคที่ผู้คนยังไม่หมกมุ่นกับการมองตัวเองตลอดเวลา มีหน้าตาเป็นอย่างไร
Photograph: Jesper Haynes
หากคุณอยากเห็นเมืองหนึ่งในฐานะชีวิตที่มีประสบการณ์ร่วมกัน ไม่ใช่ตำนานหรือภาพจำ นิทรรศการนี้คือพื้นที่ที่ควรใช้เวลาด้วยกันไปกับคุณ ที่ Chaloem La Art House วันที่ 24 มกราคม – 14 กุมภาพันธ์ เวลา 12.00 - 18.00 น. เข้าชมฟรี ไม่มีค่าจ่าย

Things to do
เปิดให้จองแล้ว! แพลตฟอร์ม Public Space สำหรับจัดงานสร้างสรรค์ในกรุงเทพฯ
เพียงแค่เอ่ยคำว่า ‘สถานที่ราชการ’ ทีมโปรดักชันหรือออแกไนซ์เซอร์จำนวนไม่น้อยก็คงถอนหายใจยาวกับกระบวนการขอใช้พื้นที่เพื่อจัดกิจกรรมหรือทำงาน บางทีต้องใช้เวลานับสัปดาห์ หรือหนักหน่อยก็ลากยาวเป็นเดือน ตารางงานที่วางไว้จำเป็นต้องเลื่อนออกไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และแม้จะได้รับการอนุมัติให้ใช้พื้นที่แล้ว ก็ยังอาจสะดุดซ้ำจากปัญหาการประสานงานที่ยังไม่ถึงเจ้าหน้าที่หน้างาน ทำให้เกิดความวุ่นวายตามมาไม่รู้จบ
Photograph: กิจกรรมดนตรีในสวนกรุงเทพมหานคร
หลังจากความพยายามของกรุงเทพมหานครในการผลักดันให้พื้นที่ในเมืองกลับมาเป็น ‘พื้นที่ของประชาชน’ อย่างแท้จริง สิ่งแรกที่ กทม. ลงมือทำ คือการรวบรวมข้อมูลพื้นที่สาธารณะ และปรับกระบวนการขอใช้งานให้สะดวกขึ้น เริ่มต้นจากการถ่ายทำภาพยนตร์ที่สามารถติดต่อผ่าน One Stop Service ก่อนจะขยายการใช้งานไปสู่งานเทศกาล และกิจกรรมรูปแบบอื่นๆ ทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราจะเห็นกิจกรรมกระจายตัวรอบเมืองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมีชีวิตชีวาของเมือง และสีสันจากผู้คนที่กลับมาใช้พื้นที่ร่วมกัน
Photograph: Thai Film Director Association
ล่าสุด กทม. เปิดใช้งานแพลตฟอร์มจองพื้นที่สาธารณะอย่างเป็นทางการ โดยเว็บไซต์นี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางที่ช่วยลดขั้นตอนยุ่งยาก ตั้งแต่การยื่นขอ ไปจนถึงการส่งเรื่องประสานกับหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่นั้นๆ ล่วงหน้า ก่อนวันจัดงานจะมาถึงจริง ช่วยให้ทีมผู้จัดทำงานได้คล่องตัวขึ้น และเมืองก็พร้อมเปิดพื้นที่ให้ไอเดียใหม่ๆ ได้เกิดขึ้นง่ายกว่าเดิม ซึ่งมีขั้นตอนในการจองพื้นที่ มีดังนี้
สำหรับถ่ายทำภาพยนตร์ (BFMCC)
ยื่นคำขอ พร้อมแนบเอกสาร (เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสาร 1-3 วันทำการ)
รอพิจารณา และชำระค่าบริการ (ถ้ามี) (ใช้เวลาพิจารณาประมาณ 7-14 วันทำการ)
เข้าใช้พื้นที่ถ่ายทำตามวัน - เวลาที่จองได้เลย และชำระค่าปรับ (ถ้ามี)
สำหรับแสดงดนตรีในสวน
ส่งผลงานออดิชัน เพื่อรับสิทธิ์แสดงดนตรีในสวน
จองพื้นที่ วันที่ และ เวลา ตามรอบที่เปิด (ล่วงหน้า 1 เดือน)
จัดแสดงดนตรี ณ พื้นที่ ตามช่วงเวลาที่จองไว้
สำหรับศิลปินเปิดหมวก (Bangkok Street Performer)
ส่งผลงานออดิชัน เพื่อรับสิทธิ์แสดงเปิดหมวก
จองพื้นที่ วันที่ และ เวลา (ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน)
จัดแสดงดนตรี ณ พื้นที่ ตามที่จองไว้ (แสดงประมาณ 1 ชม. 45 นาที และคืนพื้นที่ภายใน 15 นาที)
สำหรับจัดกิจกรรมสร้างสรรค์
ยื่นคำขอ พร้อมแนบเอกสาร (เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสาร 1-3 วันทำการ)
รอพิจารณา และชำระค่าบริการ (ถ้ามี) (ใช้เวลาพิจารณาประมาณ 7 วันทำการ)
ได้รับอนุญาต ก็ไปจัดกิจกรรมตามวัน - เวลาที่จองได้เลย (หากมีค่าปรับ จ่ายภายหลังได้)
Photograph: BMA
แม้ความสะดวกที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้การจัดการเป็นเรื่องง่ายกว่าเดิม แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงต้องคำนึงถึงอย่างจริงจังคือ ‘การใช้เสียง’ โดยเฉพาะในงานคอนเสิร์ตหรืออีเวนต์ดนตรี เพราะพลังของเสียงไม่ได้หยุดอยู่แค่ในพื้นที่จัดงาน แต่ยังส่งผลต่อชุมชนรอบข้างโดยตรง ดังนั้นทุกการจัดกิจกรรมและการเลือกใช้พื้นที่สาธารณะ จึงจำเป็นต้องเดินควบคู่ไปกับกฎระเบียบและข้อกฎหมายด้านการควบคุมระดับเสียงอย่างชัดเจน เพื่อให้เมืองยังคงมีชีวิตชีวาได้ โดยไม่รบกวนคุณภาพชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ร่วมกัน
สามารถจองได้ที่เว็บไซต์ https://publicspace.bangkok.go.th/

Things to do
THAIFEX - HOREC Asia งานที่ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์รอคอยกลับมาอีกครั้งเป็นปีที่สามในเดือนมีนาคมนี้
เมื่อพูดถึงการทำธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ หรือบาร์ หลายคนอาจนึกถึงความยุ่งยากของการเริ่มต้นทำธุรกิจ การหาซัพพลายเออร์ที่เชื่อถือได้ และสารพัดของใช้ในร้านที่มาจากหลายแหล่งจนจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าควรจะซื้ออะไรจากที่ไหนดี แต่ในโลกของนวัตกรรมและธุรกิจ HORECA ยุคใหม่ (HORECA ย่อมาจาก hotel โรงแรม, restaurant ร้านอาหาร และ cafe/catering คาเฟ่หรือการจัดเลี้ยง) ยังมีเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติที่เข้ามาช่วยให้ชีวิตของผู้ประกอบการง่ายขึ้นอีกมาก และถ้าคุณเคยไปงาน THAIFEX – HOREC Asia เมื่อปีที่แล้วและประทับใจ ข่าวดีคืองานนี้กำลังจะกลับมาอีกครั้ง
อีเวนต์ระดับโลกที่รวมสุดยอดสินค้า นวัตกรรม และเทคโนโลยีสำหรับธุรกิจบริการอาหารและการโรงแรม ที่จัดเต็มและยิ่งใหญ่มากที่สุดงานหนึ่งจะจัดขึ้นเป็นปีที่สามระหว่างวันที่ 11–13 มีนาคม ณ IMPACT เมืองทองธานี Challenger Hall 1–2 โดยภายในงานจะรวบรวมกว่า 600 แบรนด์ พร้อมสินค้ามากกว่าพันรายการ บนพื้นที่มากกว่า 40,000 ตารางเมตร เรียกได้ว่าเดินกันยาว ๆ ตั้งแต่ 10.00–18.00 น. ทุกวัน
Photograph: THAIFEX - HOREC Asia
เป้าหมายหลักของงานนี้คือการทำให้ชีวิตของผู้ประกอบการร้านอาหาร บาร์ คาเฟ่ โรงแรม และธุรกิจที่เกี่ยวข้องง่ายขึ้น ได้กำไรเยอะขึ้น และตามทันเทรนด์โลกได้ไว้ขึ้น ไม่ต้องวิ่งหาซัพพลายเออร์หลายที่ ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก เพราะที่นี่รวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว ตั้งแต่อุปกรณ์ครัวไปจนถึงเทคโนโลยีหน้าร้าน และคอนเน็คชั่นแบรนด์และผู้ประกอบการจากกว่า 80 ประเทศมากกว่า 20,0000 คน ทำให้ทุกคนที่เข้าร่วมงานได้รับแรงบันดาลใจและความรู้ใหม่ๆเพื่อต่อยอดทางธุรกิจ อีกทั้งยังได้อัพเดตสินค้าและเทคโนโลยีสุดทันสมัยเพื่อไปปรับใช้กับธุรกิจของตัวเอง ครบจบในงานเดียว
ภายในงานแบ่งออกเป็นหลายโซนให้เดินชมและทดลอง ทั้งโซนเบอเกอรี่และไอศกรีม ที่รวบรวมอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ชั้นนำจากอิตาลี โซนคาเฟ่และบาร์ ที่เปิดโอกาสให้คุณได้ลองทุกอย่างก่อนตัดสินใจซื้อ ตั้งแต่เครื่องบดกาแฟระดับโลกไปจนถึงตู้แช่ไวน์ ส่วนโซนเครื่องครัวคือจุดที่เทคโนโลยีสุดล้ำเข้ามามีบทบาท ทั้งหุ่นยนต์ทำอาหารอัจฉริยะที่รองรับเมนูได้กว่า 500 รายการ และเครื่องทำซูชิที่ผลิตได้มากกว่า 4,600 คำต่อชั่วโมง
Photograph: THAIFEX - HOREC Asia
นอกจากนี้ยังมีโซนอื่นๆ อย่างโซนเทคและอุปกรณ์สุดล้ำสมัย อย่างเช่น ระบบ AI และเครื่องมือบริหารจัดการ โซนเพื่อสุขภาพ ทั้งอุปกรณ์สปาและเทคโนโลยี เครื่องล้างจานและเครื่องซักผ้าเกรดอุตสาหกรรม ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งหลากสไตล์จากซัพพลายเออร์ชั้นนำของไทย ครบทุกมิติของธุรกิจบริการ
อีกหนึ่งไฮไลต์คือ THAIFEX – HOREC Academy & Workshop เวทีที่ผู้เชี่ยวชาญและวิทยากรกว่า 70 คน จากทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น
คุณ แฮป ภาณุวัชร วัฒนกิจรุ่งโรจน์ (ผู้บริหารและ Co-Founder JIAN CHA)
ต่อ ธนพงศ์ วงศ์ชินศรี (ผู้ก่อตั้ง Penguine X และเจ้าของเพจ Torpenguin)
เชฟ Willment Leong (ผู้อำนวยการองค์กร Worldchefs ภูมิภาคเอเชีย)
เชฟ Justin Tan (เชฟ pastry ชื่อดังและ Co-Founder Second Nature Agency)
คุณทัพไทย ฤทธาพรม (CEO และ Co-Founder HAAB)
คุณภูรี อัครผลพานิช (ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ GRAB ประเทศไทย)
คุณหนุ่ย ณัฐพล ม่วงทำ (เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน)
และสปีกเกอร์ท่านอื่น ๆ อีกมากมาย ที่จะมาบอกเล่าเรื่องราว ประสบการณ์ และคำแนะนำต่าง ๆ ให้ผู้ประกอบการนำไปปรับใช้ และตามเทรนด์ ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา พร้อมทั้งโซนเวิร์คช็อปสอนทำอาหาร กาแฟ ขนม และค็อกเทลจากตัวจริงอันดับต้น ๆ ในวงการแบบไม่เสียค่าเข้าร่วมตลอด 3 วันเต็ม
ลงทะเบียนรับบัตรเข้างานฟรีได้แล้วที่ thaifex-horec.asia
THAIFEX – HOREC Asia 2026 วันที่ 11–13 มีนาคม ที่ IMPACT เมืองทองธานี Challenger Hall 1–2 เวลา 10.00–18.00 น.

Comedy
‘คิ้ว’ คือมงกุฎ ‘ชุด’ คือชีวิต เซเลบสี่ขา แคสเปอร์ & แคลอรี่ น้องหมาผู้สร้างมีมดังทั่วโซเชียล
ในโลกโซเชียลที่คอนเทนต์สัตว์เลี้ยงผุดขึ้นใหม่ทุกวัน มีไม่กี่เพจที่จะทำให้คนหยุดเลื่อน แล้วยอมกดติดตามโดยไม่ลังเล เพจที่เรากำลังพูถึงนั่นก็คือ ‘คิ้วคือมงกุฎของแค’ ไม่ใช่แค่เพราะคิ้วโก่งอันเป็นเอกลักษณ์ วิกผมยาวสลวย หรือแฟชั่นจัดเต็มระดับพรมแดง แต่เพราะเบื้องหลังภาพตลกเหล่านั้น คือเรื่องราวของการดูแล ความรับผิดชอบ และสายใยบางอย่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์ที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นไปพร้อมกัน
สำหรับ แบล็ค-พรหมพิริยะ บัตรวิเศษ การเลี้ยงน้องหมาไม่ใช่แค่การรับสัตว์มาอยู่ด้วย แต่คือการเปิดพื้นที่ใหม่ในชีวิต พื้นที่ที่ต้องเรียนรู้ ปรับตัว และยอมรับว่าไม่ใช่ทุกอย่างจะสวยงามเหมือนในหน้าฟีด การพบกันโดยบังเอิญกับชิวาวาตัวเล็กคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ยังไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจครั้งนั้น จะพาเขาและน้องหมาไปไกลแค่ไหน
Photograph: nesmailova
แรงบันดาลใจในการเริ่มเลี้ยงน้องหมาตัวแรกมาจากไหน?
เริ่มจากความชอบส่วนตัวที่ผมเป็นคนชอบแฟชั่น ชอบงานครีเอทีฟในการใช้ชีวิต และการออกแบบอยู่แล้วครับ แต่ชีวิตนี้ไม่เคยเลี้ยงสัตว์เลย วันหนึ่งผมพาเพื่อนไปซื้อหมา แล้วดันไปสะดุดตากับน้องหมาตัวหนึ่งนอนอยู่ในกรงแล้วเจ็บขา เราก็รู้สึกสงสารที่เขาตัวเล็ก คนขายเขาก็หลอกเราว่า ‘น้องตัวแค่นี้แหละ ไม่โตหรอก’ ซึ่งมันเมื่อ 4 ปีที่แล้วนะ เราก็คิดว่าน่าจะเลี้ยงในคอนโดได้ เลยตัดสินใจรับมา
‘จุดเริ่มต้นคือโดนหลอกทั้งเรื่องขนาดตัวที่เขาบอกว่าน้องจะไม่โต และเรื่องขาที่บอกว่าเดี๋ยวก็หาย สรุปน้องแคเป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรง ต้องพาไปฝังเข็มรักษากันเป็นปีเลยกว่าจะหาย’
Photograph: nesmailova
แล้วกลายเป็น ‘น้องหมามีคิ้ว’ ได้อย่างไร?
‘พอเริ่มเลี้ยง ผมก็ใส่ความเป็นตัวเองลงไปในตัวน้องในทุกๆ วัน พาน้องแต่งตัว ใส่วิกผม แล้วที่สำคัญคือผมเขียนคิ้วให้น้อง’
ปกติคนอื่นอาจจะเขียนคิ้วหมาเป็นปื้นๆ แต่น้องแคเนี่ยต้องคิ้วคม โก่ง และสวย แล้วมันเข้ากับโครงหน้าเขามาก เพราะหน้าเขายาว ตาก็ไม่เหมือนชิวาว่าทั่วไปที่จะกลมๆ แต่ตาเขาเหมือนตาคน พอเขียนคิ้วปุ๊บมันเข้ามากครับ
Photograph: nesmailova
จุดเริ่มต้นของเพจ ‘คิ้วคือมงกุฎของแค’ เกิดขึ้นตอนไหน?
สมัยก่อนยังไม่มี TikTok ครับ ผมจะอยู่ในกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘คนรักชิวาว่า’ ซึ่งมีคนอยู่ประมาณ 2 แสนกว่าคน ผมก็โพสต์รูปลงในกลุ่มนั้นเรื่อยๆ จนเริ่มมีแฟนคลับกลุ่มเล็กๆ บอกว่าเปิดเพจสิ อยากตามน้องทุกวันเพราะในกลุ่มคนเยอะมากเขากลัวหาโพสต์เราไม่เจอ เขาอยากเห็นน้องแต่งตัว เขียนคิ้ว ผมก็เลยตัดสินใจเปิดเพจตามคำเชียร์ครับ
ใช้เวลานานไหมกว่าเพจจะเริ่มมีชื่อเสียง และจุดเปลี่ยนคืออะไร?
อยู่ในกลุ่มประมาณ 1 ปีครับ พอปีที่สองถึงเริ่มทำเพจจริงจัง ช่วงแรกคอนเทนต์ก็มีแค่แต่งตัวแฟชั่นกับเขียนคิ้ว แต่จุดเปลี่ยนจริงๆ คือการ คัฟเวอร์ (Cover) ครับ ช่วงนั้นฮิตแต่งตามดาราพรมแดง นางงาม หรือคนดัง
‘ด้วยความที่บ้านผมเป็นช่างเย็บผ้าอยู่แล้ว ผมก็ออกแบบและตัดชุดกันเดี๋ยวนั้นเลย มันทำให้คนรอดูว่าถ้ามีคนดังใส่ชุดอะไร น้องแคจะมาไหม แล้วมันก็กลายเป็นจุดพีคที่ทำให้ยอดผู้ติดตามพุ่งขึ้นมาครับ’
โพสต์ไหนที่เรียกได้ว่าเป็นที่สุด ของเพจ?
น่าจะเป็นช่วงการ Comeback ของลิซ่า Blackpink ครับ เป็นกระแสที่สุดและมีดราม่าเยอะที่สุดด้วย แต่มันก็ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้นจากจุดนั้นครับ
View this post on Instagram
A post shared by คิ้วคือมงกุฎของแค (@iam.calorie)
View this post on Instagram
A post shared by คิ้วคือมงกุฎของแค (@iam.calorie)
ความรู้สึกตอนเริ่มมีสปอนเซอร์ติดต่อมาหา ‘น้องหมา’ ครั้งแรกเป็นอย่างไร?
ท้าทายมากครับ เพราะสินค้าที่ติดต่อมา 80% เป็นสินค้าของคน ตอนแรกเขาก็ทักมาแนวอยากให้ค่าขนมน้อง ช่วยรีวิวให้หน่อยได้ไหม งานแรกที่รับจริงจังคือแชมพูสุนัขครับ โปรโมทเรื่องเส้นผมสวย คลิปนั้นไวรัลมาก ยอดวิว 5-6 ล้านภายในวันเดียว เพราะเมื่อ 4-5 ปีก่อนยังไม่มีใครเอาหมามาใส่วิกเขียนคิ้วรีวิวแบบนี้
View this post on Instagram
A post shared by คิ้วคือมงกุฎของแค (@iam.calorie)
มีงานไหนที่รู้สึกว่าท้าทายหรือแปลกที่สุดไหม?
ผลิตภัณฑ์ล้างจุดซ่อนเร้นของผู้หญิงครับ (หัวเราะ) ตอนนั้นคิดหนักเลยว่าจะรีวิวยังไงดี โดยที่ในคลิปไม่ต้องมีคนเลย แต่มันคือสิ่งที่เราไม่เคยทำ และผลตอบรับก็ดีมาก คนรู้สึกเซอร์ไพรส์ว่าน้องหมารีวิวของแบบนี้ได้ด้วย หลังจากนั้นงานก็มาเรื่อยๆ ครับ
สมาชิกใหม่ ‘แคสเปอร์’ และมิตรภาพที่น่าประหลาดใจ
Photograph: nesmailova
‘พอเลี้ยงน้องแคเราได้รับโมเมนต์ดีๆ ที่ไม่เคยเจอ การมีหมาทำให้เรามีกิจกรรมทำตลอดเวลา ผมเลยอยากเลี้ยงเพิ่มแต่ตั้งใจว่า ‘จะไม่ซื้อ’ แต่จะรับเลี้ยงหมาจรแทน’
ตอนนี้ที่บ้านมีหมา 4 ตัว น้องแคตัวแรก อีกสองตัวซื้อต่อมาจากฟาร์มที่จะปิด ส่วนน้องแคสเปอร์ ผมไปเจอจาก ‘เพจรักหมา’ เขาประกาศหาบ้านให้น้องหมา 3 ขาที่ช่วยมาจากฟาร์มที่ผลิตสุนัขเยอะจนน้องพิการแล้วเขาไม่เอาเพราะขายไม่ได้ ผมเลยทักไปบอกว่าเรามาจากเพจน้องแคนะ โชคดีที่เขารู้จักน้องแคอยู่แล้ว เขาเลยไว้ใจยกให้ครับ
‘แคสเปอร์’ และมีมปากเบะ ที่กลายเป็นไวรัลระดับประเทศ
View this post on Instagram A post shared by คิ้วคือมงกุฎของแค (@iam.calorie)
ตอนรับมาแรกๆ หน้าเขายังปกติครับ แต่พอโตขึ้นปากเริ่มคว่ำลงเรื่อยๆ น่าจะเพราะเนื้อหนังตรงปากเขามันหย่อน คาแรกเตอร์นี้ชัดขึ้นมากตอนที่ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ อุ้ม ในงาน Major Dog Day ครั้งที่ 4 ครับ ท่านกลัวน้องเจ็บเลยอุ้มแบบหลวมๆ น้องเลยทำหน้าเหมือนกลัวตกจนหน้าแหยะปากคว่ำ กลายเป็นมีมที่ดังมาก
‘หลายคนเถียงกันว่าใช้ AI แต่งรูปหรือเปล่า แล้วก็มีคนใน TikTok แอบถ่ายน้องตอนออกงานมาลง แล้วบอกว่า ‘ฉันเห็นตัวจริง ชีก็ทำหน้าแบบนี้ทั้งวัน!’ คือมันมีคนมาช่วยคอนเฟิร์มเยอะมากว่าไม่ได้แต่งรูปนะ อุ้มไปไหนนางก็หน้าเบะแบบนี้แหละ (หัวเราะ)’
ความสัมพันธ์ของ ‘แคลอรี่’ และ ‘แคสเปอร์’
Photograph: nesmailova
แปลกมากครับ ปกติน้องแคจะไม่เอาใครเลยในบ้าน ขู่หมาตัวอื่นตลอด แต่พอน้องแคสเปอร์มา เขาสองตัวเชื่อมกันได้เองโดยไม่ต้องพยายามเลย
‘แคสเปอร์เขามี 3 ขา เขาจะชอบมานั่งพิงน้องแคเพื่อพยุงตัวเขาจะไม่ยอมนั่งคนเดียว แต่ถ้ามีน้องแคนั่งด้วยเขาจะนั่งนิ่งได้นานมาก’
นิสัยของทั้งคู่ต่างกันแค่ไหน?
น้องแคจะนิ่ง เชิด มีความเป็น ‘ตัวแม่’ รักผมคนเดียว ส่วนน้องแคสเปอร์จะมีจริตเด็กๆ ซน ชอบแกล้ง ชอบงับหูงับขาพี่
ชีวิตประจำวันของแคลอรี่และแคสเปอร์เป็นอย่างไรบ้าง?
ตื่นเช้ามาผมจะพาน้องไปทำธุระในสวนข้างบ้านครับ คุณแม่จะทำอาหารสดให้ทานทุกวัน ทั้งไก่ ตับ ผัก คลุกกับอาหารเม็ดบ้า ง พอตอนเย็นคุณพ่อก็จะพาจูงเดินเล่นในหมู่บ้าน ซึ่งตอนนี้ผมย้ายจากคอนโดมาอยู่บ้านแล้ว เพราะเริ่มมีน้องหมาตัวที่สองที่สาม พื้นที่บ้านเลยจำเป็นมากเพื่อให้เขาไม่เครียด
ได้ยินว่าน้องแต่งตัวจัดเต็มแม้กระทั่งตอนอยู่บ้าน?
View this post on Instagram
A post shared by คิ้วคือมงกุฎของแค (@iam.calorie)
ใช่ครับ อยู่บ้านน้องก็แต่งตัวเต็มทุกวัน ไม่มีชุดธรรมดาเลย เพราะทั้งคุณพ่อคุณแม่เป็นช่างเย็บผ้า ส่วนผมเป็นคนออกแบบ พ่อผมว่างไม่ได้เลยนะ ว่างเมื่อไหร่คือต้องตัดชุดให้หมา จนตอนนี้เรามีชุดใส่ไม่ซ้ำเลย สมมติเทรนด์ลายจุดมา ลายเสือมา พ่อก็จัดให้ทันที
‘แต่ถ้าอยู่บ้านผมจะไม่ถ่ายรูปนะ จะปล่อยให้เขาใช้ชีวิตปกติ แค่เราเดินผ่านแล้วเห็นเขาแต่งตัวสวยๆ ผมก็มีความสุขแล้ว’
คิดอย่างไรกับเทรนด์ Pet-Friendly ในกรุงเทพฯ ปัจจุบัน?
ดีขึ้นมากครับ ยุค 4-5 ปีก่อนผมเคยเจอมาทุกรูปแบบ ทั้งโดนยามด่า หรือโดนคนตำหนิเรื่องพาน้องหมามาห้างว่าสกปรก ยุคนั้นผมไม่อยากพาน้องออกไปไหนเลย แต่เดี๋ยวนี้ห้าง ร้านอาหาร หรือแม้แต่สายการบินเปิดกว้างมาก มันทำให้น้องหมาได้เจอโลกกว้าง ไม่เครียดเหมือนตอนที่ผมเลี้ยงน้องแคในคอนโดช่วงแรกๆ ที่ไปไหนไม่ได้จนเขากลายเป็นหมากลัวคนแปลกหน้า
Photograph: nesmailova
แบ่งเวลาทำคอนเทนต์กับการดูแลสุขภาพจิตน้องอย่างไร?
‘ผมเอาสุขภาพน้องเป็นหลักครับ คอนเทนต์ผมลงน้อยมาก แค่สัปดาห์ละประมาณ 4 คลิป เวลาออกงานถ้าเขาร้อน ผมจะถอดชุดออกทันที’
ในเพจหลักผมวางคาแรกเตอร์เขาเป็นเซเลบที่ต้องสวยตลอด แต่ถ้าอยากดูชีวิตจริงที่เขากัดกัน ซนๆ ผมจะแยกไปลงเพจ ‘ทิ้งหมาเที่ยว’ แทน
มีทริคในการอ่านใจน้องหมาไหมว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไร?
จริงๆ ดูยากครับเพราะเขาตื่นตัวตลอดเวลา แต่ที่สังเกตได้ชัดคือถ้าเขาสั่นไม่หยุด แล้ววิ่งมาหาเราหรืออ้อนให้เราอุ้ม นั่นคือเขากำลังกลัวครับ แต่ถ้าเจอคนอื่นแล้ววิ่งเข้าหาไปดมไปทำความรู้จัก อันนั้นคือเขากำลังมีความสุขและอยากสำรวจครับ
Photograph: nesmailova
คิดเห็นอย่างไรกับกฎหมายจำกัดจำนวนสัตว์เลี้ยงตามพื้นที่?
ผมเห็นด้วยนะ เพราะมันช่วยแก้ปัญหาคนที่เสพติดการเพิ่มสัตว์เลี้ยงโดยไม่พร้อม รักษาไม่ไหว หรือเงินไม่พอจนต้องเอาไปทิ้ง
‘การเลี้ยงหมาเยอะหมายถึงค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ผมอยากให้คนประเมิน Budget ตัวเองก่อน ถ้าไม่มีเงินพาไปหาหมอหรือซื้อข้าวดีๆ ก็อย่าเพิ่งเลี้ยงเลย เพราะสุดท้ายภาระจะไปตกอยู่ที่มูลนิธิสัตว์จรจัดที่เขาต้องรับแบกรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ’
การเลี้ยงหมาในคอนโดกับบ้าน มีความแตกต่างกันอย่างไร
เลี้ยงในบ้านดีกว่าแน่นอนครับ ผมไม่แนะนำให้เลี้ยงหมาในคอนโดเลย แม้จะเป็นหมาเล็กก็ตาม เพราะสมัยก่อนผมเคยแอบเลี้ยง ตอนนั้นเราอาจจะแค่เหงา แต่จริงๆ มันไม่สมควรให้น้องอยู่ในที่แคบๆ ถ้าเป็นไปได้ควรมีพื้นที่ให้เขาได้วิ่งจะได้ไม่เครียด อย่างน้องแคพอโตมาในคอนโดช่วงแรก เขาจะค่อนข้างกลัวคนแปลกหน้า ไม่เหมือนแคสเปอร์ที่โตมาในยุคที่เราพาออกไปไหนมาไหนได้สะดวกกว่า
คิดว่าสถานที่ที่เป็น ‘Pet-Friendly’ จริงๆ ควรเป็นอย่างไร?
ผมมองเรื่องการจัดแบ่งสัดส่วนพื้นที่ครับ เราต้องยอมรับว่าน้องหมาไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน บางตัวชอบเห่า บางตัวตัวใหญ่แรงเยอะ ถ้าทางร้านจัดสถานที่ให้เป็นสัดส่วนชัดเจนว่าตรงไหนเข้าได้หรือไม่ได้ เจ้าของจะสบายใจมาก ไม่ต้องคอยระแวงว่าน้องจะไปรบกวนใคร และคนอื่นที่ไม่ชอบหมาเขาก็จะโอเคด้วย
เวลาเดินทางพาน้องออกไปข้างนอก ใช้วิธีไหน?
ขับรถส่วนตัวตลอดครับ ผมเลี่ยงขนส่งสาธารณะเลย เพราะน้องหมาต้องอยู่ในกรง หรือแม้แต่การขึ้นเครื่องบินที่ต้องเอาน้องไว้ใต้เครื่องผมก็ไม่เคยคิดจะพาไป เพราะมันเสี่ยง เราไม่รู้ว่า 2-3 ชั่วโมงข้างล่างนั้นน้องจะเป็นยังไง เรื่องความปลอดภัยของน้องต้องมาก่อนครับ
ไอเทมที่ต้องมีเวลาพาน้องออกจากบ้าน?
ที่ขาดไม่ได้ก็จะมีทิชชู่เปียกฆ่าเชื้อ, ทิชชู่แห้ง, ถุงเก็บอึ, น้ำ, ขนม และที่สำคัญที่สุดคือ ‘สายจูง’ กับ ‘กระเป๋า’ ครับ เรื่องความปลอดภัยสำคัญมาก เราไม่รู้ว่าจะเจอหมาใหญ่เมื่อไหร่ ต้องดูแลให้อยู่ในสายตาตลอด
เป้าหมายในอนาคตที่อยากเห็น?
อยากทำ YouTube พาน้องเที่ยวแบบจริงๆ จังๆ เพื่อเป็นสื่อบอกคนว่าที่ไหนหมาเข้าได้บ้าง และฝันที่ใหญ่ที่สุดคือ อยากให้น้องแคได้แสดงหนังสักเรื่อง อยากเห็นน้องในจอภาพยนตร์หรือทีวีบ้างครับ
ติดตามความน่ารักและแฟชั่นล้ำๆ ของสองพี่น้องได้ที่เพจเฟซบุ๊ก คิ้วคือมงกุฎของแค และ อินสตาแกรม @iam.calorie
การโฆษณา
เผื่อคุณจะพลาดสิ่งนี้ไป...

Things to do
THAIFEX - HOREC Asia งานที่ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์รอคอยกลับมาอีกครั้งเป็นปีที่สามในเดือนมีนาคมนี้
เมื่อพูดถึงการทำธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ หรือบาร์ หลายคนอาจนึกถึงความยุ่งยากของการเริ่มต้นทำธุรกิจ การหาซัพพลายเออร์ที่เชื่อถือได้...

Restaurants
ร้านอาหารเมดิเตอร์เรเนียนที่ซ่อนตัวในโกดังลับย่านตลาดน้อย กับการปรุงที่นิยามใหม่จากวัตถุดิบไทยแท้
ใครจะไปเชื่อว่าท่ามกลางความขลังของย่านเมืองเก่าอย่าง ‘ตลาดน้อย’ บนชั้น 4 ของโกดัง The Warehouse Talad Noi จะมีโลกอีกใบซ่อนตัวอยู่ Electric Sheep...

Travel
ได้รับการสนับสนุน
โรงแรมปราสาทเทพนิยายแห่งเขาใหญ่ที่น่าจับตามอง กลับมาพร้อมกับบรรยากาศใหม่ๆ
ทุกคนคงคุ้นหน้าคุ้นตากับปราสาทสไตล์ยุโรปสุดอลังการแห่ง ปราสาทที่เหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยาย พร้อมสนามกอล์ฟและเนินเขาสวยงามที่กลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของเขาใหญ่...

Travel
เฉลิมฉลองฤดูกาลแห่งความสุข ให้ทุกโมเมนต์ของปลายปีเปล่งประกายไปกับ COMO Metropolitan Singapore
ธันวาคม เดือนที่อากาศเริ่มเย็นลงพอให้ใจได้พักจากฝุ่นเมืองและจังหวะชีวิตที่เร่งรีบตลอดปี แสงไฟตามถนนเริ่มส่องประกาย ผู้คนค่อยๆ ผ่อนคลายจังหวะของตัวเองลง...

Art
ได้รับการสนับสนุน
ชวนทำ Vlog กับ 5 โลเคชั่นน่าไปในกรุงเทพฯ
กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ที่แม้จะดูขัดแย้งกันแต่ก็ลงตัว อย่างโกดังสินค้าเก่าที่ถูกรีโนเวตเป็นแกลเลอรี ห้างริมแม่น้ำระยิบระยับด้วยกระจกใส...
รีวิวร้านอาหารและคาเฟ่ในกรุงเทพฯ

Restaurants
Gordon Ramsay Bread Street Kitchen & Bar ICONSIAM
หลายปีหลังจากกระแสความนิยมของรายการทำอาหารที่พุ่งสูงขึ้น เชฟหลายคนได้กลายเป็นขวัญใจของคนรักอาหารทั่วโลก และหนึ่งในนั้นคือ เชฟกอร์ดอน แรมซีย์...

Things to do
6 ร้านน่าลองย่านอารีย์ ปี 2569 ย่านที่มีแต่อะไรดีๆ เกิดขึ้นทุกวัน
ขอยกให้อารีย์เป็นหนึ่งในย่านที่จำนวนร้านเปิดใหม่แปรผันตรงกับจำนวนปี เพราะมีร้านใหม่มาให้เช็กอินแทบทุกซีซั่น ทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ บาร์ ร้านเสื้อผ้า โรงแรม...

Restaurants
Tapori
เมื่อพูดถึงอาหารอินเดีย ภาพจำของใครหลายคนคงหนีไม่พ้นสตรีตฟู้ดที่พ่วงมากับรถเข็น หรือตลาดที่มีผู้คนชุกชุม...

Restaurants
โสมะ
ตั้งแต่ร้านอาหารไทยได้รับรางวัลต่างๆ ไม่ว่าจะมิชลินไกด์ Thailand’s Favourite Restaurant หรือ The Worlds 50 Best Restaurants...

Restaurants
Olivetto
สาวกพาสต้าทั้งหลายคงคุ้นชินกับเบคอนในคาโบนารา หรือแซลมอนย่างในซอสเพสโต้ ราวกับเป็นสูตรสำเร็จของเมนูเส้นยอดนิยมจากอิตาลี...
บทสัมภาษณ์ล่าสุด

Art
กรุงเทพฯ กับทศวรรษนิวยอร์กในสายตา Jesper Haynes
นิวยอร์กคือเมืองที่ถูกบันทึกภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกตรอกซอยถูกเล่าเป็นตำนาน ทุกค่ำคืนถูกบดบังด้วยทัศนคติ แต่สิ่งที่ Jesper Haynes มอบให้กลับเงียบขึ้น...

Comedy
‘คิ้ว’ คือมงกุฎ ‘ชุด’ คือชีวิต เซเลบสี่ขา แคสเปอร์ & แคลอรี่ น้องหมาผู้สร้างมีมดังทั่วโซเชียล
ในโลกโซเชียลที่คอนเทนต์สัตว์เลี้ยงผุดขึ้นใหม่ทุกวัน มีไม่กี่เพจที่จะทำให้คนหยุดเลื่อน แล้วยอมกดติดตามโดยไม่ลังเล เพจที่เรากำลังพูถึงนั่นก็คือ...

LGBTQ+
GAWDLAND กับการโกอินเตอร์บนเวที RuPaul's Drag Race พร้อมความกล้าฉบับ Thai Gen Z
แดร็กควีนไทยเปิดใจถึงการเป็นตัวแทนหนึ่งเดียวในห้องเวิร์ครูม เมื่อต้องสู้กับคนทั้งโลก และค่ำคืนในสีลม
GAWDLAND กับการลงแข่ง RuPaul's Drag Race ด้วยความกล้าแบบ...
รีวิวบาร์ในกรุงเทพฯ
Nightlife
Bar.Yard โฉมใหม่ การกลับมาของรูฟท็อปสายปาร์ตี้ ที่ให้มากกว่าแค่การกินดื่ม
ใครกำลังมองหาที่แฮงเอาต์ใหม่ที่ให้มากกว่าแค่การกินดื่ม Bar.Yard บนดาดฟ้า Kimpton Maa-Lai Bangkok...
Bars
Lost in Thaislation
ข้าวมันไก่ ผัดไทย หมูสับเกี้ยมบ๊วย ข้าวเหนียวมะม่วง ทั้งหมดนี้คือชื่อเมนูค็อกเทลของร้าน Lost in Thaislation บาร์ใหม่ย่านทองหล่อโดย ‘ฝาเบียร์ - สุชาดา...
Bars
#FindTheLockerRoom
แม้จะเป็นที่รู้จักจากรางวัลการันตีคุณภาพมากมายทั้งที่มอบให้ร้านและบาร์เทนเดอร์แต่ก็ยังยืนหนึ่งเรื่องการเป็น ‘บาร์ลับ’ อยู่ดี สำหรับ...
แนะนำโรงแรมทั่วกรุงเทพฯ

Travel
Kimpton Kitalay Samui
ใครอยากหนีไปพักผ่อนเงียบๆ แต่ก็อยากเจอบรรยากาศมีชีวิตชีวาให้รู้สึกได้มาพักผ่อน เราว่าอาจจะชอบรีสอร์ทแห่งใหม่ Kimpton Kitalay Samui (คิมป์ตัน คีตาเล สมุย)...

Hotels
Capella Bangkok
โรงแรมคาเพลลา (Capella) แห่งแรกในประเทศไทยตั้งอยู่บนที่ดินผืนงามริมแม่น้ำเจ้าพระยาบนถนนเจริญกรุง ให้บริการห้องพัก ห้องสวีท และวิลลา 101 ห้อง...

Hotels
W Bangkok
ถ้าจะบอกว่า W Bangkok คือหนึ่งในโรงแรมหรูที่เท่ที่สุด คูลที่สุด ฮิปที่สุดในกรุงเทพฯ ก็คงไม่ผิด ตั้งแต่สถานที่ใจกลางกรุงเทพฯ ณ แยกสาทร...

Hotels
Sindhorn Kempinski Hotel
สินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนเขียวชอุ่มของสินธรวิลเลจ ใกล้กับโรงแรม Kimpton Maa-Lai Bangkok และห้าง Velaa เป็นโรงแรมเคมปินสกี้แห่งที่ 2...

Hotels
Kimpton Maa-Lai Bangkok
โรงแรมแห่งแรกจากแบรนด์ Kimpton ที่เข้ามาเจาะตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ทันสมัยและการผสมผสานกันอย่างลงตัวของทุกองค์ประกอบ...
Quick Meal: ดูคลิปเมนูทำง่ายจากร้านดังทั่วกรุงเทพฯ

Restaurants
พล่ากุ้งอบวุ้นเส้น
Time Out: Quick Meal คลิปนี้ ชวนเชฟเรณู หอมสมบัติ จากร้าน Saffron โรงแรม Banyan Tree กรุงเทพฯ หนึ่งในร้านอาหารที่ร่วมฉลองครบรอบ 25 ปีเบียร์ช้าง ในงาน Time Out...














