Time Out จุดเริ่มต้นของชีวิตดีๆ ในกรุงเทพฯ

ร้านอาหาร บาร์ ร้านกาแฟ ปาร์ตี้ อีเวนต์ และกิจกรรมอีกมากมายในกรุงเทพมหานคร

จุฬา-สามย่าน: ย่านเก่าแก่รอบมหาวิทยาลัยที่เกิดใหม่ในฐานะแหล่งแฮงเอาต์ใหม่ของคนกรุงเทพฯ
Things to do

จุฬา-สามย่าน: ย่านเก่าแก่รอบมหาวิทยาลัยที่เกิดใหม่ในฐานะแหล่งแฮงเอาต์ใหม่ของคนกรุงเทพฯ

ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตาม จุฬา-สามย่านได้เปลี่ยนไปแล้ว  เปลี่ยนจากชุมชนตึกแถวเก่าแก่ที่ตั้งขนานไปกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ค้าขายอะไหล่รถยนต์และอาหารราคาเป็นมิตรสำหรับนิสิตนักศึกษา สู่ย่านที่มีศูนย์การค้าขนาดยักษ์ โอบล้อมด้วยแกลเลอรีที่นำเสนองานของศิลปินหน้าใหม่ คาเฟ่กาแฟดีๆ ที่ตั้งเคียงข้างไปกับร้านลุงป้าที่เปิดมาหลายสิบปี สวนขนาดยักษ์ที่พร้อมทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับน้ำยามเกิดอุทกภัย และร้านสตรีตฟู้ดเลียบถนนบรรทัดทองที่ทำให้ถนนเส้นสั้นนี้กลายเป็นหนึ่งในถนนที่น่าอร่อยที่สุดของกรุงเทพฯ Tanisorn Vongsoontorn / Time Out Bangkokตุ้งแฉ่เตาถ่าน เป็นธรรมเนียมของชาว Time Out ทั่วโลกที่ทุกๆ ปีจะต้องทำการสำรวจความคิดเห็นผู้คนนับพันในแต่ละประเทศ เพื่อค้นหาย่านที่คูลที่สุด โดยพิจารณาจากหลายๆ องค์ประกอบ อาทิ เรื่องอาหารการกิน กิจกรรมสนุกๆ ศิลปะและวัฒนธรรม ตลอดจนบรรยากาศโดยรวมที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว สำหรับปีนี้เกณฑ์การพิจารณาย่านสุดคูลของ Time Out มีความแตกต่างจากปีผ่านๆ มาเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลมาจากการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้ไลฟ์สไตล์ของคนทั่วโลกเปลี่ยนไป อย่างที่เห็นๆ กันอยู่ตอนนี้ก็คือหลังผ่านช่วงล็อกดาวน์มา บางธุรกิจประสบปัญหาอย่างหนักจนสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้อีก ประเด็นการสนับสนุนและความมีน้ำใจที่ผู้คนในย่านหยิบยื่นให้กับชุมชนของตนเอง จึงถูกเพิ่มเข้ามาในปีนี้ด้วย Tanisorn Vongsoontorn / Time Out BangkokSamyan Mitrtown โดยเหตุผลที่เราเลือกย่านดังกล่าว ก็เนื่องจากเมื่อก่อนพื้นที่รอบๆ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเคยเป็นพื้นที่เก่าแก่ที่ค่อนข้างเสื่อมโทรม และในภาพจำของคนรุ่นก่อนก็เป็นเพียงแหล่งรวมร้านขายของชำเก่าแก่ แผงขายอาหาร และร้านขายอะไหล่รถยนต์เท่านั้น แต่การเปลี่ยนโฉมย่านจุฬา-สามย่านโดยสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ถึงแม้อาจจะถูกใจหรือไม่ถูกใจใครหลายคน แต่เราก็ต้องยอมรับว่าทำให้พื้นที่นี้เป็นระเบียบและมีชีวิตชีวามาขึ้นในอีกแบบหนึ่ง ถ้ามีเวลาเดินลัดเลาะย่านจุฬา-สามย่าน จะพบว่ามีทั้งแกลเลอรี ร้านอาหาร สวนสาธารณะขนาดใหญ่ สตรีตฟู้ดบนถนนบรรทัดทองที่ทำให้ย่านนี้เป็นจุดหมายใหม่ของนักชิมทั่วเมือง รวมถึง สามย่านมิตรทาวน์ ห้างสรรพสินค้าแห่งใหม่ที่ด้านในมีทั้งโรงหนังอินดี้ สวนดาดฟ้า และโซนที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองยุคใหม่ได้อย่างดี Tanisorn Vongsoontorn / Time Out Bangkok Tanisorn Vongsoontorn Tanisorn Vongsoontorn/Time Out Bangkok อีกทั้ง ทั้งหมดที่พูดมานั้น ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ในงบที่ถูกกว่าย่านฮิปๆ แห่งอื่นอย่าง อารีย์ หรือ ทองหล่อ และถึงแม้จะเจอวิกฤติในช่วงโควิด แกลเลอรีในย่านนี้ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยก็รวมตัวกันสร้างโปรเจ็กต์พิเศษอย่าง Pathumwan Art Routes (PARs) โดยจัดกิจกรรมเชิงศิลปะวัฒนธรรมขึ้นใน 11 สถานที่ทั่วย่าน เพื่อเป็นการฟื้นฟูและกระจายรายได้ในชุมชน ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ที่จัดยาวไปจนถึงสิ้นปี จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่วันนี้ โซนจุฬา-สามย่าน จะคึกคักอย่างที่ไม่ได้เห็นมานานหลายปีหรืออาจจะหลายทศวรรษ

วันลอยกระทง ถ้าไม่ลอยกระทงจะทำอะไร? รวมกิจกรรมสนุกๆ ที่จอยได้ในช่วงเทศกาลนี้
Things to do

วันลอยกระทง ถ้าไม่ลอยกระทงจะทำอะไร? รวมกิจกรรมสนุกๆ ที่จอยได้ในช่วงเทศกาลนี้

เชื่อว่ามีหลายคนที่ไม่อยากลอยกระทงในวันสุดพิเศษที่มาถึงนี้ ซึ่งอาจด้วยไม่ชอบความแออัดจากคนจำนวนมหาศาลตามที่ต่างๆ หรือเป็นห่วงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จะตามมาเนื่องจากการแยกขยะที่ขาดประสิทธิภาพ เราเห็นด้วยว่าช่วงที่ผ่านมาก็มีการรณรงค์และพูดถึงการลดขยะกันอย่างจริงจังมากขึ้นแล้ว เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงทำร้ายสิ่งแวดล้อม แต่ยังรวมถึงสัตว์และสิ่งมีชีวิตอืนๆ อีกเช่นกันที่ต้องได้รับสารพิษ วัสดุแปลกปลอม หรือถูกรบกวรจากการปล่อยกระทงลงน้ำ แต่ถึงอย่างไรก็ยังคงมีคนอีกมากที่ยังสนุกกับเทศกาลนี้ และประเพณีก็ยังต้องมีต่อไป ทว่าเราก็ไม่จำเป็นต้องหันหลังให้กับบรรยากาศพิเศษเช่นนี้ ดังนั้น สิ่งที่คนไม่ลอยกระทงทำได้ก็คือสนุกไปกับกิจกรรมอื่นๆ ที่สามารถดื่มด่ำบรรยากาศในเทศกาลสุดพิเศษนี้ได้เช่นกัน ซึ่งเราก็ได้ไปรวมตัวเลือกน่าสนใจ ที่ไม่ว่าคุณจะลอยหรือไม่ลอยกระทงก็ยังตามไปเอ็นจอยกันได้มาให้เลือกกันในบทความนี้แล้ว

ส่งจดหมายถึงตัวเองใน 10 ปีข้างหน้าที่นิทรรศการภาพและเสียงโดย SUNTUR
Things to do

ส่งจดหมายถึงตัวเองใน 10 ปีข้างหน้าที่นิทรรศการภาพและเสียงโดย SUNTUR

นิทรรศการภาพวาดและเสียงโดย SUNTUR พร้อมศิลปินรับเชิญอีก 26 รายชื่อ ที่จะมาร่วมสร้างประสบการณ์ศิลปะที่ให้มากกว่าการมองเห็น ครั้งนี้ศิลปินสร้างผลงานขึ้นจากการรวบรวมเรื่องราว อารมณ์ ความรู้สึก ภาพจำทั้งจากความจริงและความฝัน ไปจนถึงเสียงของบทสนทนา หรือจากความคิดที่ผุดขึ้นมาในช่วงเวลาเงียบงัน ก่อนนำมาสร้างเป็นผลงานในชุดนี้ ที่มีชื่อว่า A little letter from someone somewhere อีกสิ่งที่น่าสนใจในนิทรรศการนี้ เราเชื่อว่าหลายคนมีคำพูดที่อยากบอกตัวเองจากอดีตถึงอนาคต ซึ่งภายในงานก็มีตู้ไปรษณีย์ตั้งไว้ ให้เราสามารถส่งจดหมายถึงตัวเองในอีก 10 ปีข้างหน้าได้ ทุกคนเพียงเขียนจดหมายหรือโปสการ์ดที่มีให้ในงาน แล้วจ่าหน้าซองถึงตัวเองพร้อมติดแสตมป์ (มีให้เขียนอีเมลเผื่อเอาไว้ด้วย เพราะอีก 10 ปีข้างหน้าอาจไม่มีการส่งจดหมายแล้วก็ได้ใครจะรู้) หลังจากนั้นก็หย่อนลงตู้ และรอรับจดหมายจากตัวเราถึงตัวเราในปี 2030 โดยรายชื่อศิลปินรับเชิญที่เข้าร่วมอีก 26 ท่าน ได้แก่ พงษ์สิทธิ์ คำภีร์, ป๊อด ธนชัย (โมเดิร์นด็อก), อะตอม ชนกันต์, แสตมป์, โพลี่แคท, ลุลา, ฟังกี้ วา วา, สมเกียรติ, The Darkest Romance, อิ้งค์ วรันธร, Mints, Zweed n’ Roll, Gongkan & Brother, เต๋อ นวพล, Another Day Another Render, สิงโต นำโชค, Mon Monik, Nap a lean, Safeplanet, แว่นใหญ่, Boss Kuno, Stoondio, The 10th Saturday, Q Flure, salaporr และ เขียนไขและวานิช งานนี้จัดแสดงขึ้น ณ JWD art space ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม - 24 พฤศจิกายน 2563 สามารถเข้าชมได้ฟรีทุกวันอังคาร - อาทิตย์ เวลา 10.00 - 19.00 น. *อย่าลืมพกหูฟังและโทรศัพท์ไปด้วยนะ*

อีเวนต์และกิจกรรมน่าสนใจประจำสัปดาห์นี้ (28 ต.ค.-3 พ.ย.)
Things to do

อีเวนต์และกิจกรรมน่าสนใจประจำสัปดาห์นี้ (28 ต.ค.-3 พ.ย.)

ถ้าใครรู้สึกว่าการนั่งๆ นอนๆ อยู่ที่บ้านไม่ใช่คำตอบสำหรับวันว่าง สัปดาห์นี้เรามีอีเวนต์และกิจกรรมน่าสนใจมาแนะนำ รับรองว่าวันว่างของคุณจะไม่น่าเบื่อแน่นอน

Quick Meal: ดูคลิปเมนูทำง่ายจากร้านดังทั่วกรุงเทพฯ

พล่ากุ้งอบวุ้นเส้น
Restaurants

พล่ากุ้งอบวุ้นเส้น

Time Out: Quick Meal คลิปนี้ ชวนเชฟเรณู หอมสมบัติ จากร้าน Saffron โรงแรม Banyan Tree กรุงเทพฯ หนึ่งในร้านอาหารที่ร่วมฉลองครบรอบ 25 ปีเบียร์ช้าง ในงาน Time Out Tables: The Lamiat Selection by Chang มาพาทุกคนเข้าครัว ทำเมนูง่ายๆ อย่าง ‘พล่ากุ้งอบวุ้นเส้น’ อาหารไทยที่มีส่วนผสมของสมุนไพรไทยหลายชนิดซึ่งมีคุณสมบัติเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย วัตถุดิบที่ต้องเตรียม มีดังนี้- กุ้งขาว 4 ตัว- วุ้นเส้น- ดอกอัญชันแห้ง- มะนาว- ตะไคร้ซอย- ใบมะกรูดซอย- หอมแดงซอย- กระเทียมสับ- พริกขี้หนูสับ- รากผักชีซอยละเอียด- ก้านขึ้นฉ่ายซอยละเอียด- หอมแดงเจียว- ยอดสะระแหน่- มะเขือเทศราชินี- ดอกไม้ทานได้สำหรับตกแต่ง.ส่วนผสมสำหรับน้ำยำ- น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ- น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ- น้ำตาลทรายไม่ขัดสี 1 ช้อนโต๊ะขั้นตอนการทำ1. นำหม้อใส่น้ำตั้งไฟให้เดือด แล้วนำกุ้งไปลวกในน้ำเดือดทั้งเปลือกแค่พอสุก จากนั้นตักลงไปแช่ในน้ำเย็น2. ใส่ดอกอัญชันแห้งลงในหม้อที่ลวกกุ้ง ต้มสักพักให้สีน้ำเงินของอัญชันออกมาแล้วตักดอกอัญชัญออก บีบน้ำมะนาวลงในหม้อให้น้ำอัญชัญเปลี่ยนเป็นสีม่วงทันที3. ใส่วุ้นเส้นลงไปลวกในน้ำอัญชันประมาณ 30 วินาที แล้วตักขึ้นโดยใช้ตะแกรง จากนั้นใช้น้ำเย็นราดลงไปบนวุ้นเส้นเพื่อให้เส้นคลายความร้อนและเย็นตัวเร็วขึ้น เสร็จแล้วให้ม้วนวุ้นเส้นเป็นช่อกลมๆ สี่ช่อสวยๆ จัดวางใส่จาน4. แกะเปลือกกุ้งที่ลวกไว้เรียบร้อยเก็บส่วนหางและหัวไว้5. ผสมน้ำยำ ตามด้วยเครื่องสับ พริก กระเทียม รากผักชีและขึ้นฉ่าย จากนั้นนำกุ้งที่แกะไว้ลงมาคลุกเบาๆ กับน้ำยำแล้วใส่เครื่องสมุนไพรซอยลงไปคลุกเบาๆ อีกครั้ง6. ตักพล่ากุ้งวางลงบนวุ้นเส้นอัญชัน แล้วตกแต่งด้วยหอมเจียว ยอดสะระแหน่ ดอกไม้ทานได้และมะเขือเทศราชินี พร้อมเสิร์ฟ

ชาเย็น Lemojito
Restaurants

ชาเย็น Lemojito

ชาเย็นรสหวานกลิ่นหอมจาก TE Time and Space

สปาเกตตี้เด็ก
Restaurants

สปาเกตตี้เด็ก

เมนูพาสต้าทำง่ายจากร้าน Sweet Pista

Guacamole Breakfast Sandwich
Restaurants

Guacamole Breakfast Sandwich

แซนด์วิชสำหรับคนรักสุขภาพจาก Sweet Pista 

รีวิวร้านอาหารและคาเฟ่ล่าสุดในกรุงเทพฯ

Enzo's
Restaurants

Enzo's

ร้านอาหารสไตล์ยุโรปแห่งใหม่ย่านหลังสวน Enzo's เชื่อว่าจะเป็นอีกร้านหนึ่งที่หลายคนต้องเก็บให้เป็นร้านนั่งชิลร้านประจำ หรือเหมาะสำหรับการนัดสังสรรพูดคุยกับเพื่อนหลังเลิกงานได้แน่นอน เพราะนอกจากเมนูอาหารที่เชฟเน้นจานคอมฟอร์ทฟู้ด หรือเมนูอันคุ้นเคยที่ไม่ต้องคาดเดาอะไรมากมายขณะสั่ง บรรยากาศและการตกแต่งภายในร้านก็ผสมผสานกลิ่นอายตะวันตกเข้ากับความทันสมัยได้อย่างน่าสนใจ เชฟผู้ดูแลและควบตำแหน่งเจ้าของร้านนี้ก็คือ เชฟโลเรนโซ เดอลา ครูซ (Lorenzo dela Cruz) ผู้เป็นเจ้าของร้านอาหารอีก 2 แห่งในกรุงเทพฯ: Bitterman ร้านอาหารยุโรปสไตล์ครอบครัว และ Meatchop ร้านที่โดดเด่นเรื่องเมนูเนื้อ สำหรับที่ Enzo's เชฟได้แบ่งเมนูออกเป็น 4 ประเภทหลักๆ ได้แก่ Small plates ของว่างหรืออาหารกินเล่นที่มีเมนูแนะนำ อาทิ Chicken Wings (250 บาท) เป็นไก่ย่างปรุงรสด้วยเครื่องเทศจากประเทศจาไมก้า หรืออีกเมนูที่เชฟแนะนำ Beef tongue sandwich (225 บาท) แซนด์วิชลิ้นวัวที่กินคู่กับซอสบาร์บีคิวโฮมเมด ต่อมาเป็นจานพาสต้าและสลัด ที่มีเมนูอย่าง คาร์โบนาร่า (280 บาท) ซึ่งรสชาติเข้มข้นด้วยซอสจากไข่เป็ด และ Enzo’s ซีซ่าร์สลัด (220 บาท) ก็เป็นเมนูแนะนำของร้านเช่นกัน แต่สำหรับจานไฮไลท์ที่อยากให้ทุกคนได้ชิมก็แน่นอนว่าเป็นเมนูจากหมวด Rock Grill & BBQ อาหารจำพวกเนื้อและสเต็กที่เชื่อว่าหากใครเคยกินเมนูเนื้อโดยเชฟโลเรนโซมาก่อน ครั้งนี้ก็จะไม่ผิดหวังเช่นกัน ซึ่งแนะนำเป็นเมนู Wagyu Hanger Steak (780 บาท / 300g) เนื้อวัวย่างสุกจนสีสวยกำลังดี เสิร์ฟคู่กับซอส 2 รสชาติ Enzo's เปิดให้บริการตั้งแต่ช่วงสายของวัน ไปจนถึงดึก เพื่อให้ทุกคนสามารถแวะมานั่งดื่มกาแฟกับของว่าง แล้วจบวันด้วยการนัดดื่มค็อกเทลหรือสังสรรมื้อเย็นกันได้ในบรรยากาศสบายๆ โดยร้านเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00 - 22.00 น. 

Sra Bua by Kiin Kiin
Restaurants

Sra Bua by Kiin Kiin

Sra Bua by Kiin Kiin ห้องอาหารไทยไฟน์ไดน์นิ่งที่ตั้งอยู่ในโรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เป็นร้านอาหารไทยที่เคยมีชื่ออยู่ในลิสต์ ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s 50 Best Restaurant) เมื่อปี 2557 และ 2558 โดยเชฟผู้รังสรรค์อาหารแต่ละจานคือ เชฟเฮนริค อูล แอนเดอร์เซน เชฟเจ้าของร้านอาหารไทยระดับมิชลินสตาร์ Kiin Kiin แห่งเมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก และร่วมด้วยหัวหน้าพ่อครัว เชฟชยวีร์ สุจริตจันทร์ แห่งห้องอาหารสระบัว ร้านนำเสนออาหารไทยสไตล์โมเดิร์นในรูปแบบสร้างสรรค์ ด้วยการใช้เทคนิคต่างๆ จากทั่วทุกมุมโลก โดยครั้งนี้มาพร้อม เซ็ตเมนูประจำฤดูหนาว ที่เริ่มด้วยเมนูอาหารไทยขนาดพอดีคำจำนวน 8 คอร์ส ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากสตรีตฟู้ด เมนูอาทิ เมอแรงก์ซีอิ๊วพร้อมครีมโยเกิร์ตวาซาบิ ขนมข้าวพองต้มข่า ไส้อั่ว ไอศกรีมแกงเขียวหวานปู และใบไม้หลากหลายชนิด หลังจากนั้นเข้าสู่มื้ออาหารประจำฤดูหนาว ด้วยการเสิร์ฟปลาแซลมอนวาซาบิ ตามด้วยซุปต้มยำกุ้งในเครื่องไซฟอน ที่มาพร้อมเครื่องเคียง ต่อมาเป็นเมนูกะเพราตับห่านซอสฮอลแลนเดส และจานหลักเสิร์ฟข้าวอบเนื้อซอสหวานที่นำซี่โครงไปตุ๋นนานถึง 48 ชั่วโมง ก่อนปิดท้ายด้วยขนมหวานที่ประกอบด้วย เค้กลิ้นจี่เฟลมเบ้พร้อมโฟมดอกกุหลาบ และข้าวเหนียวไอศกรีมข้าวโพด เสิร์ฟพร้อมสายไหมราดน้ำกะทิ ดินเนอร์ทั้ง 8 คอร์สประจำฤดูหนาว (Winter journey dinner) ราคาเริ่มต้นที่ 3,200 บาทต่อท่าน สามารถจับคู่ไวน์ได้โดยมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เริ่มต้น 2,300 บาท หากใครสะดวกมารับประทานช่วงมื้อกลางวัน จะเป็นเซ็ตเมนู 4 คอร์ส ในราคาเริ่มต้น 1,850 บาทต่อท่าน สามารถจับคู่กับไวน์ได้ในราคา 1,200 บาท ห้องอาหารสระบัว บาย กิน กิน เปิดให้บริการทุกวันพุธ-วันอาทิตย์ สำหรับมื้อกลางวันเริ่มเวลา 12.00-15.00 น. และมื้อค่ำเวลา 18.00 - 24.00 น. สามารถเลือกรับประทานได้ทั้งแบบเซ็ตเมนูและอาหารจานเดี่ยว (a la carte) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง โทร 02 162 9000 หรืออีเมล์ dining.siambangkok@kempinski.com  

Fitmeal Cafe
Restaurants

Fitmeal Cafe

Fitmeal Cafe คาเฟ่อาหารสุขภาพที่มีทั้งบริการส่งอาหารแบบเดลิเวอรี่ และสามารถแวะไปนั่งกินได้ที่ร้านตั้งแต่มื้อสายจนค่ำ ร้านตั้งอยู่ในซอยทองหล่อ 11 ภายในจะแบ่งเป็นโซนรับประทานอาหาร และโซนช็อปปิ้งที่มีสินค้าเพื่อสุขภาพต่างๆ ให้เลือกซื้อ ไม่ว่าจะเป็นของกินเล่น เครื่องดื่ม หรือวัตถุดิบต่างๆ เมนูที่คาเฟ่ค่อนข้างหลากหลาย มีเสิร์ฟตั้งแต่อาหารมื้อเช้า-สาย อาทิ สลัด แซนวิช หรือข้าวราดน้ำชา สำหรับอาหารกลางวันไปจนถึงเย็น จะเน้นเมนูสไตล์ฟิวชั่น แนะนำให้ลองสั่ง ข้าวแซลมอนเทอริยากิ (290 บาท) ที่เสิร์ฟแซลมอนชิ้นโตสุกกำลังดีมาบนข้าวกล้อง ก่อนราดด้วยซอสเทอริยากิเพิ่มรสชาติ กินคู่กับเครื่องเคียงอย่างผักและไข่ม้วน หรือเมนูน่าลองอื่นๆ อีกเช่น ข้าวผัดแซลมอนสไปซ์ซี่ลาวา (260 บาท) วีแกนเบอร์เกอร์ (280 บาท) และ สยาม บาราชิราชิ (310 บาท) ส่วนเมนูเครื่องดื่มแนะนำ สมูทธี้ Wake me up (185 บาท) ผสมด้วยกาแฟ โอ๊ต และเนยถั่ว หรือ Berry blast (165 บาท) ผสมด้วยสตรอว์เบอร์รี่ ราสป์เบอร์รี่ และบลูเบอร์รี่ คาเฟ่เปิดให้บริการทุกวัน 9.00 - 19.00 น. หรือสามารถสั่งผ่านแอปฯ เดลิเวอร์รี่ก็ได้เช่นกัน

Royal Osha
Restaurants

Royal Osha

รอยัล โอชา (Royal Osha) ร้านอาหารไทยระดับไฟน์ไดน์นิ่ง ที่อยู่บนหัวมุมถนนวิทยุ-ร่วมฤดี กลับมาในชื่อใหม่ เจ้าของใหม่ และเชฟใหม่ โดยแรกเริ่มร้านมีที่มาจาก โอชา (Osha) ร้านอาหารไทยโดย 2 พี่น้องชาวไทยที่ได้รับความนิยมอย่างมากในซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐฯ จนสามารถขยายสาขาได้มากถึง 9 แห่งในอเมริกา ก่อนจะได้มาเปิดสาขาแห่งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2014 ในรูปแบบร้านอาหารไทยไฟน์ไดน์นิ่งระดับลักชัวรี รอยัล โอชา ได้รับรางวัลมิชลินไกด์ในปี 2020 โดยเมนูเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง เชฟพุธ - เกวลิน พิทยานุกุล เชฟหนึ่งในเจ้าของร้าน และ เชฟวิชิต มุกุระ เฮดเชฟผู้เป็นเจ้าของร้านอาหารไทย Khao (ข้าว) เจ้าของมิชลินสตาร์ 1 ดวง ที่มาช่วยรังสรรเมนูในตำแหน่ง Executive Chef ร้านเสิร์ฟเมนูอาหารไทยตำรับโบราณ ทว่ามีหน้าตาที่ทันสมัยมากขึ้น บรรยากาศภายในตกแต่งอย่างเรียบหรูตามสไตล์พระราชวังสมัยโบราณ ด้วยการใช้สีโทนเข้มตัดสีทอง มีจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับรามเกียรติ์ และมีการใช้เทคนิคฉายภาพเคลื่อนไหว หรือ 3D Mapping ช่วยสร้างสีสันให้มื้ออาหารมีชีวิตชีวา คุณจูน - ศุภาพิชญ์ พิทยานุกุล เจ้าของร้านรอยัล โอชา เล่าถึงจุดเริ่มต้นของร้านนี้ว่า เริ่มจากครอบครัวชอบการเดินทางชิมอาหารตามร้านชื่อดัง ร้านระดับมิชลิน รวมถึงร้านอาหารไฟน์ไดน์นิ่งทั่วโลก ทำให้ได้รับประสบการณ์และสัมผัสวัฒนธรรมที่หลากหลายผ่านอาหาร จนอยากพาอาหารไทยไปถึงจุดนั้นบ้าง จึงตัดสินใจเข้ามาบริหารร้าน โอชา (ชื่อเดิม) ก่อนเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น รอยัล โอชา ร้านอาหารไทยสไตล์ลักชัวรีไฟน์ไดน์นิ่ง โดยต้องการให้ร้านนี้เป็นสถานที่สำหรับฉลองโอกาสสำคัญ หรือเพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองให้ได้มาลิ้มลองรสชาติอาหารไทยระดับเวิลด์คลาส นอกจากชื่อใหม่แล้ว ร้านก็ได้ทีมเชฟนำห้องครัวใหม่เช่นกัน ซึ่งได้เชฟวิชิต มุกุระ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยมาร่วมงานด้วย เพื่อดูแลความละเมียดละไมและพิถีพิถันบนจานอาหาร โดยร่วมรังสรรเมนูต่างๆ กับ เชฟพุธ - เกวลิน น้องสาวของคุณจูนที่เรียนจบด้านการโรงแรมจากสวิสเซอร์แลนด์ และจบด้านอาหารจากอังกฤษ โดยมีเมนูแนะนำประจำร้าน อาทิ สแกลล็อปทอดกับไข่ตุ๋นซอสซีฟู้ด ต้มโคล้งปลากรอบกับปลาทูน่า แกงกระหรี่แคนาเดียนล็อบสเตอร์ทอด และดอกจอกใบเตยกับหวานเย็นข้าวหมากกับสาเก "เราตั้งใจถ่ายทอดวัฒนธรรมและวิถีชีวิตการกินอยู่ของคนไทยผ่านการปรุงรสชาติที่ถูกถ่ายทอดภายใต้แนวคิด Classic Thai Elegance Reinvented หรือ ความสง่างามของอาหารไทยรสชาติดั้งเดิม โดยเสิร์ฟใหม่ในสไตล์โมเดิร์น อีกทั้งร้านเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นจากเกษตรกรในประเทศ และนำของดีจากแต่ละจังหวัดมาสร้างสรรค์เป็นเมนูอาหารไทย 4 ภาคด้วย โดยจะหมุนเวียนเมนูไปตามฤดูกาลเพื่อคงคุณค่าและรสชาติที่ดีของวัตถุดิบ" เชฟพุธ เล่าถึงคอนเซ็ปต์เมนูอาหาร รอยัล โอชา (Royal Osha) เปิดให้บริการทุกวัน เริ่มมื้อเที่ยงเวลา 11.00 - 15.00 น. และมื้อเย็นเวลา 18.00 - 23.00 น. ทั้งนี้ร้านเปิดโซนใหม่เป็นกลาส เฮ้าส์ สำหรับบริการในรูปแบบ Chef’s Table โดยเชฟวิชิต มุกุระ ซึ่งจำเป็นต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้า 1 สัปดาห์ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่เบอร์ 02-256-6555 หรือ เว็บไซต์ และอีเมล reservations@royalosha.com

แชงพาเลซ (Shang Palace)
Restaurants

แชงพาเลซ (Shang Palace)

Shang Palace (แชงพาเลซ) ห้องอาหารจีนประจำโรงแรมแชงกรี-ลาฯ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตบางรัก ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นห้องอาหารจีนต้นตำรับที่เสิร์ฟเมนูกวางตุ้งรสชาติดั้งเดิม ปรุงโดยเชฟชาวจีน เชฟเชา ไวแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารจีนกวางตุ้งและมากทั้งฝีมือ รวมถึงประสบการณ์ด้านการทำอาหารนานกว่า 40 ปี ห้องอาหารเปิดอยู่บนชั้น 3 ของโรงแรม ภายในมีบรรยากาศหรูหราสไตล์จีน มีขนาดโต๊ะเหมาะสำหรับคนที่มาเป็นคู่ ไปจนถึงกลุ่มใหญ่ รวมถึงมีห้องแบบส่วนตัวให้บริการเช่นกัน โดยเมนูอาหารใหม่ล่าสุดที่เชฟเชารังสรรค์และพร้อมเสิร์ฟในห้องอาหารครั้งนี้มีหลากหลายตั้งแต่ จานกินเล่น จานหลัก บาร์บีคิว ซุป อาหารทะเล ข้าว ก๋วยเตี๋ยว และของหวาน โดยมีเมนูไฮไลท์อย่างเช่น หมูแดงเลิศรส ที่เสิร์ฟแบบชิ้นหนาทว่าเคี้ยวนุ่ม เนื้อปูยัดไส้ทอดกรอบ ซึ่งใช้วิธีทอดน้ำมันแบบพิเศษที่ทำให้ด้านนอกกรอบแต่ด้านในไม่อมน้ำมัน หรือ วุ้นชาหอมหมื่นลี้ ของหวานที่เชฟคิดค้นขึ้นมาเอง แชงพาเลซ เปิดให้บริการมื้อกลางวัน ทุกวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 11.30-14.30 น. และมื้อค่ำ ทุกวันศุกร์-เสาร์ เวลา 17.30 - 22.30 น. สามารถสอบถามหรือสำรองที่นั่งได้ที่เบอร์ 0 2236 7777 หรืออีเมล restaurant.slbk@shangri-la.com

PAAK
Restaurants

PAAK

คาเฟ่&บาร์ที่จะเปลี่ยนเมนู 'ผัก' ให้กลายเป็นเครื่องดื่มกินง่าย รสชาติสุดแปลกใหม่

ร้านอาหารและคาเฟ่อื่นๆ ในกรุงเทพ

รวมร้านอาหารและคาเฟ่ที่น่าสนใจในกรุงเทพฯ

ชิลริมเจ้าพระยา ชิมของอร่อยใน 12 ร้านเด็ดที่ท่าพระจันทร์
Restaurants

ชิลริมเจ้าพระยา ชิมของอร่อยใน 12 ร้านเด็ดที่ท่าพระจันทร์

ชวนไปเดินลัดเลาะย่าน ‘ท่าพระจันทร์’ ที่นอกจากจะเป็นตลาดพระเครื่องที่โด่งดังมากแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ แล้ว ยังเป็นแหล่งรวมของกินอร่อยๆ อีกนับสิบร้าน ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ข้าวหน้าเนื้อ โรตีมะตะบะ หมูทอด ฯลฯ ที่สำคัญคือท่าเรือแห่งนี้อยู่ติดกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตท่าพระจันทร์ ลูกค้าจำนวนไม่น้อยก็เป็นน้องๆ นักศึกษา เพราะฉะนั้นราคาจึงย่อมเยา ใครอยากชิมของอร่อย ราคาสบายกระเป๋า กับบรรยากาศดีๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตามเรามาได้เลย

7 บาร์ลับเปิดใหม่น่าหลบไปเช็กอินในวันชิลๆ
Bars

7 บาร์ลับเปิดใหม่น่าหลบไปเช็กอินในวันชิลๆ

ปาร์ตี้มันสุดเหวี่ยงอาจจะเป็นตัวเลือกที่หลายคนใช้ปลดปล่อยความเครียดจากการทำงานมาตลอดสัปดาห์ แต่สำหรับบางคนการได้นั่งซึมซับบรรยากาศสบายๆ ปล่อยอารมณ์ไปกับเสียงดนตรีชิลๆ กลับช่วยเยียวยาได้ดีกว่า ทำให้ร้านแนว speakeasy หรือ 'บาร์ลับ' เป็นสถานที่ชุบชูใจยอดนิยมอีกรูปแบบหนึ่ง ว่าแล้วก็มาอัปเดตกันหน่อยดีกว่าว่า ช่วงนี้มีบาร์ลับใหม่ๆ ที่ไหนน่าไปเช็กอินบ้าง

รวม 6 เมนูเด็ดจาก 6 ฟู้ดคอร์ท สำหรับคนที่มองหามื้อสุดคุ้มค่าและหลากสไตล์
Restaurants

รวม 6 เมนูเด็ดจาก 6 ฟู้ดคอร์ท สำหรับคนที่มองหามื้อสุดคุ้มค่าและหลากสไตล์

ตัวเลือกสุดท้ายของคนที่คิดไม่ออกว่าจะกินอะไร หรือถึงมื้อกลางวันทีไรก็ตกลงกับเพื่อนไม่ได้สักทีว่าจะกินร้านไหน เราเชื่อว่า ฟู้ดคอร์ท คงเป็นคำตอบที่ช่วยคลี่คลายปัญหาทุกอย่างได้แน่นอน เพราะในโซนอาหารนี้จะเต็มไปด้วยร้านอาหารหลากสไตล์ รวมถึงเมนูที่มีให้เลือกเกินร้อย รับรองไม่ว่าใครจะชอบกินอาหารแบบไหนก็ต้องเจอเมนูที่หมายตาไว้บ้างล่ะ วันนี้เราเลยอยากชวนทุกคนไปลุยกินเมนูเด็ดจาก 6 ฟู้ดคอร์ทในกรุงเทพฯ ที่บางคนอาจยังไม่รู้ว่ามีเมนูสุดคุ้มค่าและน่าสนใจขนาดนี้อยู่ด้วย! มื้อต่อไปลองชวนกันมานั่งกินอาหารสุดหลากหลายในบรรยากาศสบายๆ สไตล์ฟู้ดคอร์ทกันดูบ้างก็ไม่เลวนะ

10 ร้านอาหารสุขภาพน่าลองในกรุงเทพฯ สำหรับมื้อที่ดีต่อกายและใจ
Restaurants

10 ร้านอาหารสุขภาพน่าลองในกรุงเทพฯ สำหรับมื้อที่ดีต่อกายและใจ

หลายคนอาจห่างหายจากการดูแลสุขภาพไปนานในช่วงที่ผ่านมา และตอนนี้ก็ดูเหมือนถึงเวลากลับมาเริ่มดูแลตัวเองกันสักหน่อยแล้ว เราจึงอยากชวนทุกคนไปกินมื้ออาหารดีต่อสุขภาพ ซึ่งแต่ละร้านมีเมนูน่าสนใจและไม่ธรรมดาอย่างทั่วๆ ไปแน่นอน เพราะเรารู้ว่าไม่มีใครอยากกินสลัดที่มีแต่ผัก หรืออาหารหน้าตาจืดชืดทุกวันหรอก จริงไหม? และนี่คือลิสต์ 6 ร้านอาหารสุขภาพที่กินแล้วดีต่อกายและใจ ซึ่งเราอยากแนะนำให้ทุกคนได้ลอง

รีวิวบาร์ล่าสุดในกรุงเทพฯ

Tropic City
Bars

Tropic City

เป็นเวลาหลายปีแล้วที่บาร์เทนเดอร์ชาวสวีเดน Sebastian de la Cruz และ Philip Stefanescu ได้พบกันที่กรุงเทพฯ และแชร์ความรักที่มีต่อค็อกเทลแบบทิกิ และได้สร้างสรรค์เมนูเด็ดๆ ให้กับร้าน UNCLE และ Lady Brett ตอนนี้พวกเขาจึงได้เปิดตัวโปรเจ็กต์ใหม่ล่าสุดซึ่งเน้นที่เครื่องดื่มผสมกับรัมและน้ำผลไม้ต่างๆ  Tropic City ตั้งอยู่ในซอยเจริญกรุง 28 สุดฮิป โดยได้เปลี่ยนบ้านเก่าให้กลายเป็นบาร์ ตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์ลายนกแก้วและนกฟลาเมนโก้สีชมพู รวมไปถึงการใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ โซฟาแบบวินเทจ ไฟนีออนรูปสับปะรด และดอกกล้วยไม้ในการตกแต่ง ที่นี่ไม่ใช่บาร์ทิกิ แต่เป็นบาร์ที่ผสมผสานความเป็น "ทรอปิคัล" เข้าด้วยกันมากกว่า (การจะเป็นบาร์ทิกิได้ เครื่องดื่มในเมนูจะต้องเบสรัม 99% ต้องมีการตกแต่งธีมโพลินีเซียน และเพลงที่ให้ความรู้สึกราวกับเดินในป่าฝนเขตร้อนเท่านั้น) ที่นี่เน้นเครื่องดื่มเบสรัมเป็นหลัก โดยผสมผสานกับการใช้น้ำผลไม้สด และน้ำเชื่อมจากผลไม้ท้องถิ่นตามฤดูกาล โดยมีเครื่องดื่มเด่นๆ อย่าง Cane Suggah (350 บาท) เครื่องดื่มสไตล์ piña colada ที่ผสมผสานระหว่างน้อยหน่า มะพร้าว Pisco Demonios, Chalong Bay Cinnamon น้ำเชื่อมอากาเว่ น้ำส้ม และน้ำมะนาว จนออกมาเป็นเครื่องดื่มหวานๆ ที่มีกลิ่นหอม (แต่ถ้าฤดูกาลไหนไม่มีน้อยหน่า รสชาติก็จะเปลี่ยนไปจากเดิม) โดยล่าสุด ร้านได้ปล่อยเมนูค็อกเทลใหม่มาให้ลิ้มลองแล้ว พร้อมด้วยกิจกรรม Rum Tastings ที่จะจัดประจำทุกเดือน เพื่อให้เราได้ลองชิมรสชาติใหม่ๆ ที่หลากหลาย ซึ่งกิจกรรมมีค่าใช้จ่าย 2,000 บาทต่อคน (ระยะเวลา 1 ชั่วโมง: 19.00-20.00 น.) Tropic City เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 19.00-01.00 น. สามารถสำรองที่นั่งหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 097 242 2890

Mayrai @Wireless (ถนนวิทยุ)
Bars

Mayrai @Wireless (ถนนวิทยุ)

หลังจากสองพี่น้องครอบครัวทัศนาขจร เชฟต้น-ธิติฏฐ์ แห่งร้านอาหาร Le Du และน้องชาย ตาม-ชัยศิริ ได้ชวนกันเปิดไวน์บาร์แสงนีออนในย่านท่าเตียนไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ในชื่อว่า เมรัย จนตอนนี้คล้อยมาถึงครึ่งปีหลัง สองพี่น้องผู้ชื่นชอบการดื่มเนเชอรัลไวน์ ก็ตัดสินใจเปิด ไวน์บาร์แห่งที่ 2 ขึ้นบนถนนวิทยุ โดยตั้งอยู่ในสถานที่เดียวกับ Baan ร้านอาหารไทยอีกแห่งหนึ่งของเชฟต้น Mayrai @Wireless อาจเรียกว่าเป็นอีกส่วนหนึ่งของร้าน Baan ก็ว่าได้ เพราะทุกคนที่แวะมากินอาหารสามารถเดินเชื่อมเข้าสู่บาร์แห่งนี้ได้เหมือนกัน เราจะได้เห็นบางเมนูเครื่องดื่มที่มีเสิร์ฟทั้งในร้าน Baan และ Mayrai แห่งใหม่นี้ด้วย โดยบรรยากาศร้านค่อนข้างต่างจาก เมรัย ย่านท่าเตียนอยู่มาก เพราะบาร์แห่งนี้ตั้งใจมาในสไตล์อีสานโมเดิร์น จึงเน้นการตกแต่งและใช้สีที่ดูสนุกสนาน สดใส ทว่ายังคงผสมความดูดีมีระดับลงไป ด้วยการใช้ผ้าม่านสีส้มผืนใหญ่ติดจากเพดานจรดพื้น พร้อมกับโต๊ะหินอ่อนที่จับคู่กับเก้าอี้หวาย ไหนจะของตกแต่งอีกหลายๆ จุดที่ประยุกต์มาจากของใช้พื้นบ้านต่างๆ เมนูขึ้นชื่อของร้านที่ใครมาก็ต้องสั่ง แน่นอนว่าเป็น ผัดไทเมรัย (79 บาท) ซึ่งร้านใช้วุ้นเส้นแทนเส้นจันท์ และผัดให้มีรสเผ็ดนิดๆ เผื่อว่าคนไหนสั่งมากินคู่กับไวน์จะได้เข้ากัน ทว่าความพิเศษที่สุดของเมรัยสาขานี้ก็คือ เมนูอาหารอีสานที่มีเฉพาะสาขาถนนวิทยุเท่านั้น ซึ่งเชฟต้นเพิ่มมาให้กว่า 10 เมนูด้วยกัน แต่ละจานเน้นรสชาติสไตล์อีสานแท้ คือจัดจ้านและเข้มข้น อย่างเช่นจานแรกที่ได้ลอง ผัดกระเจี๊ยบพม่าคอมูย่าง (170 บาท) จานนี้กินแล้วได้รสเปรี้ยวนำ ตามด้วยรสชาติที่อ่อนลงมาหน่อย แกงเปรอะ (120 บาท) เป็นต้มเห็ดและสมุนไพรแบบจัดเต็ม และอีกเมนูแนะนำ ตำป่าหอยเชอรี่ (89 บาท) เสิร์ฟมาในถาดพร้อมแคบหมูให้กินแกล้มกัน นอกจากเมรัยจะมี Natural Wine ที่ตั้งใจคัดสรรด้วยการชิมมาเองจากหลายแห่งมาใส่ไว้เต็มเล่มเมนูให้ทุกคนได้เลือกลอง ร้านก็ยังมีเครื่องดื่มค็อกเทล ม็อกเทล และซิกเนเจอร์อย่าง ยาดอง สูตรพิเศษที่มีเสิร์ฟในบาร์แห่งนี้ให้ดื่มอีกเช่นกัน เมรัย สาขาถนนวิทยุ เปิดให้บริการทุกวันพุธ - จันทร์ ตั้งแต่เวลา 12.00 - 00.00 น. โดยจะมีดนตรีสดเล่นให้ฟังทุกคืนในเวลา 20.00 น.

REI Bangkok
Bars

REI Bangkok

บาร์กึ่งร้านอาหารที่เพียงแค่บรรยากาศหน้าร้านก็ช่วยดึงดูดให้หลายคนที่ผ่านไปมาในย่านนี้ อยากลองเข้าไปสัมผัสบรรยากาศด้านใน ที่ราวกับเป็นโลกอีกใบหนึ่งซึ่งมีเพียงกระจกกั้นไว้ด้วยตัวเอง REI เป็นบาร์น้องใหม่ที่ยังมีอายุไม่ครบขวบปี ร้านเปิดอยู่ในย่านตลาดน้อยที่เลื่องชื่อว่าเป็นเมืองเก่า เต็มไปด้วยกลิ่นอายย้อนสมัยจากทั้งอาหาร ผู้คน และร้านรวงต่างๆ ทั้งเจ้าเก่าและใหม่ที่เปิดอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน ทว่า REI เลือกที่จะเป็นน้องใหม่ในย่านนี้ที่มีกลิ่นอายของอนาคต ความทันสมัย และเป็นมากกว่าร้านนั่งชิลทั่วไป ด้วยการใช้แสงสีสไตล์ Asian light ที่ผ่านการออกแบบโดยศิลปินเข้ามาตกแต่งให้ร้านมีชีวิต เร หรือ เร-อิ มีที่มาจากคำว่า Ray ในภาษาอังกฤษที่หมายถึง แสง ก่อนจะเล่นคำให้ดูมีความเป็นเอเชียมากขึ้น โดยร้านเปิดตัวครั้งแรกช่วงเทศกาล Bangkok Design Week 2020 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ร่วมจัดแสดงงาน ภายในร้านออกแบบอย่างเป็นสัดส่วน เน้นเปลือยโครงสร้างและใช้เหล็กเป็นหลัก เพราะตั้งใจสะท้อนอาชีพของคนในย่าน โซนด้านล่างจัดโต๊ะขนาดเล็กกำลังพอดีสำหรับคนที่มาเป็นกลุ่มไม่ใหญ่ บันไดขึ้นสู่ชั้นสองทั้งสองฝั่งจะทำให้เราเจอกับโซนบาร์ค็อกเทลด้านบนที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว และสามารถมองลงมาเพื่อชมบรรยากาศด้านล่าง รวมถึงนั่งมองแสงสีที่จะวาดลวดลายบนกำแพงให้เราชมตลอดคืน บาร์แห่งนี้มีไฮไลท์อีกหนึ่งคือ เมนูอาหารที่ออกแบบโดย 'เชฟแอนดี้ หยาง' เชฟระดับดาวมิชลิน ที่รังสรรเมนูนี้ให้เนื่องในโปรเจ็กต์ช่วงเทศกาลงานออกแบบฯ และมอบให้เป็นจานเด่นประจำร้านอย่างถาวร เมนูเหล่านั้น ได้แก่ แก้มปลาบุริย่างซีอิ๊ว (315 บาท) แก้มปลาบุริย่างถ่านเสิร์ฟพร้อมทับทิม และ ยำแซลมอน (195 บาท) ยำสูตรเชฟแอนดี้ที่ปรุงรสจัดจ้านกำลังดี เหมาะกับการสั่งมากินเล่นตัดรสจานอื่นๆ สำหรับของกินเล่นที่ร้านมีอีก อย่างเช่น ทาโกะวาซาบิ (115 บาท) คอหมูย่างหมักน้ำปลา (175 บาท) และที่พลาดไม่ได้ ไก่ทอด REI (295 บาท/10 ชิ้น) ไก่ทอดกรอบนอกนุ่มในที่ปรุงรสชาติมาให้กำลังดี รับรองกินคู่กับเครื่องดื่มแล้วเข้ากัน REI มีดนตรีสดทุกคืนวันศุกร์ - เสาร์ ตั้งแต่เวลา 20.00 น. สามารถจอดรถได้บริเวณร้าน โดยเปิดให้บริการทุกวันอังคาร - อาทิตย์ เวลา 18.00 - 00.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์)

Sombat Bar
Bars

Sombat Bar

บาร์ค็อกเทลที่ตั้งใจเป็นพื้นที่นั่งดื่มให้ทุกคนเดินทางมาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์อันล้ำค่ากันได้ตั้งแต่กลางวันจนถึงกลางคืน บาร์ซ่อนตัวอยู่ด้านในบริเวณล็อบบี้ของโรงแรม Mestyle Museum Hotel ย่านห้วยขวาง ด้วยคอนเซ็ปต์ของโรงแรมที่ตกแต่งเป็นโรงแรมของนักสะสม เราจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ค่อนข้างเป็นอาร์ตติสท์ และเต็มไปด้วยสิ่งของต่างๆ ที่มีคาร์แร็กเตอร์หลากหลาย สมบัติบาร์ ในตอนเช้าจะมีกาแฟให้นั่งดื่ม แต่เมื่อถึงเวลากลางคืนบรรยากาศจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการตกแต่งราวกับเป็นเพนท์เฮาส์ของนักเดินทางที่เต็มไปด้วยประสบการณ์มากมาย เราจะรู้สึกเหมือนกำลังนั่งดื่มค็อกเทลรสชาติดีอยู่ที่บ้านเพื่อนสักคน ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าสนใจจัดวางไว้ตามมุมต่างๆ ให้เราเกิดสงสัย ซึ่งค็อกเทลของที่นี่อิมพอร์ตสูตรมาจากนพบุรีบาร์ที่เชียงใหม่ ดังนั้นใครเป็นแฟนคลับก็ไม่ต้องไปไกลถึงเชียงใหม่แล้วนะ ค็อกเทลของสมบัติบาร์ค่อนข้างดื่มง่าย แนะนำให้ลองสั่ง ต้มยำ (320 บาท) ที่เราจะได้กลิ่นหอมมะกรูดตั้งแต่แก้วยังไม่มาเสิร์ฟ รสชาติออกเปรี้ยวหวาน หอมเครื่องเทศแบบต้มยำตามชื่อ แก้วต่อมา ธาดา (320 บาท) ผสมด้วยเบอร์เบินวิสกี้ ราสเบอร์รี่ และผลไม้อื่นๆ รสชาติหวานนุ่ม แก้วซิกเนเจอร์เป็นชื่อ สมบัติ (320 บาท) เหมาะกับคนชื่นชอบการดื่มโดยเฉพาะ เพราะแก้วนี้รสชาติแรงกว่าตัวอื่น แต่ดื่มแล้วรู้สึกมีรสหวานที่ปลายลิ้น หรือใครที่อยากดื่มแบบเบาๆ เราแนะนำให้ลอง แฟนสวย (320 บาท) ค็อกเทลเสิร์ฟพร้อมไอศกรีมดาร์คช็อคโกแลต เหมาะกับการสั่งแทนขนมหวานธรรมดาปิดท้ายวัน แก้วนี้รับรองว่ากินแล้วเพลินมากๆ แถมรสชาติของค็อกเทลและไอศกรีมก็เข้ากันดีอีกด้วย ถ้าใครกำลังหาบาร์นั่งดื่มเพื่อนั่งพูดคุยกันในบรรยากาศสบายๆ และไม่เต็มไปด้วยผู้คน เราว่าที่บาร์แห่งนี

เมรัย (May Rai)
Bars

เมรัย (May Rai)

เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร แห่ง Le Du กับบาร์ใหม่ที่จับคู่ไวน์กับผัดไทยได้เท่กว่าใคร

Rabbit Hole
Bars

Rabbit Hole

บาร์โพรงกระต่ายขนาด 3 ชั้นตั้งอยู่ติดกับร้าน Ainu ดูโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบดิบๆ ตัดกับการตกแต่งที่ดูหรูหรา บาร์แห่งนี้คือสวรรค์ของคนรักวิสกี้ที่มีให้เลือกอย่างมากมาย เครื่องดื่มของที่นี่ยังเน้นการผสมผสานค็อกเทลให้เข้ากับสมุนไพร และวัตถุดิบที่ทางร้านรมควันด้วยตัวเอง จนได้ค็อกเทลที่ไม่เหมือนใครอย่าง Cosa Nostra เครื่องดื่มรุ่นเก๋าที่ทำจากคอนยัครสเชอร์รี่ ก่อนจะเสิร์ฟในแก้วกินอบกลิ่นซิการ์จนมีกลิ่นหอมไม่เหมือนที่ไหนๆ

Time Out พูดว่า
5 จาก 5 ดาว
บาร์อื่นๆ ในกรุงเทพฯ

บทสัมภาษณ์ใหม่ล่าสุด

Morvasu กับเรื่องราวบทใหม่ที่ต้องเรียนรู้ในฐานะศิลปินเดี่ยว
Music

Morvasu กับเรื่องราวบทใหม่ที่ต้องเรียนรู้ในฐานะศิลปินเดี่ยว

วันนี้คงมีน้อยคนที่จะไม่รู้จัก Morvasu เจ้าของเพลงดัง ‘Melbourne’ และ ‘เทาเทา’ เพลงใหม่ล่าสุดของเขาที่ติดหูหลายคนอยู่ในตอนนี้ เช่นเดียวกับเมื่อสิบปีก่อนที่เพลง ‘ภาวนา’ ของ Ten to Twelve เป็นเพลงที่ใครๆ ก็ร้องตามได้ ซึ่งเจ้าของเสียงฟังสบายในเพลงเหล่านี้ก็คือ ‘มอร์-วสุพล เกรียงประภากิจ’ Nuti Pramoch / Time Out Bangkok   นักร้องชายวัย 33 ปี คนนี้ ปัจจุบันมีอายุในวงการเพลงราว 12 ปี แจ้งเกิดจากการก่อตั้งวงกับเพื่อนๆ และทำเพลงกันเอง เคยเล่นประกวดบ้างแต่ก็ไม่ค่อยชนะ ถึงอย่างนั้นก็ถือว่าความสามารถไม่ธรรมดา จนมีค่ายชวนไปทำเพลงและเริ่มเป็นที่รู้จักในชื่อวง Ten to Twelve จากที่เคยเล่นเป็นวงและห่างหายจากการทำเพลงไปพักใหญ่ๆ มอร์กลับสู่วงการเพลงอีกครั้งในฐานะศิลปินเดี่ยว ซึ่งเดบิวต์ไปเมื่อปี 2018 ด้วยเพลง ‘เวรกรรม’ หลายคนคงอยากรู้ว่าทำไมถึงออกมาทำเพลงคนเดียว นี่จึงเป็นคำถามแรกที่เราใช้เปิดบทสนทนากับเขา “เริ่มจากวง Ten to Twelve พักแบบไม่มีกำหนด แต่เรายังอยากทำเพลงอยู่ ก็เลยเริ่มดีไซน์ว่าถ้าเราจะมีโปรเจ็กต์เดี่ยวมันต้องมีซาวนด์ไม่เหมือน Ten to Twelve แล้วมันจะเป็นแบบไหนล่ะ เราก็เลยใช้เวลาค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบอยู่ประมาน 2 ปี” มอร์ เล่าถึงจุดเปลี่ยนสู่การเป็นศิลปินเดี่ยว Nuti Pramoch / Time Out Bangkok   ไม่ใช่แค่วงของเขาที่เปลี่ยนไป เพราะในช่วงเวลาเดียวกัน วงการเพลงไทยก็มีการเปลี่ยนแปลงมากเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องวิธีการทำเพลง ซึ่งในฐานะศิลปินที่เขียนเพลงเอง เขาจึงต้องเรียนรู้สิ่งนี้ไปด้วย โดยมอร์เล่าว่า “วัยรุ่นยุคนี้เขาทำเพลงไม่เหมือนกับที่เราทำเมื่อก่อน ยุคก่อนส่วนใหญ่จะขึ้นจากกีตาร์โปร่ง ดีดคอร์ด ร้องเพลง แล้วค่อยเอาไปใส่เครื่องดนตรี แต่ยุคนี้เหมือนทำดนตรีก่อน ทำลูปขึ้นมาก่อนแล้วค่อยหาเนื้อร้องให้มัน” การทำเพลงสักเพลงอาจไม่ใช่เรื่องยากเท่าทำเพลงยังไงให้โดนและเข้าไปอยู่ในใจคนฟัง แต่สำหรับผู้ชายคนนี้ เราว่าเขาทำได้ดีแล้วทั้ง 2 อย่าง ซึ่งสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ ในการทำเพลงให้ประสบความสำเร็จ เราว่าน่าจะเป็นเรื่องของแรงบันดาลใจการเขียนเพลง สำหรับมอร์แรงบันดาลใจมาจากเรื่องรอบตัวที่เจอแล้วจำได้หรือเขียนเรื่องราวเหล่านั้นเก็บไว้ “ตอนทำเพลง ส่วนใหญ่ก็เริ่มจากการทำเมโลดีก่อน แล้วเวลาเมโลดีมันพูดอะไรกับเรา เราค่อยเอาเรื่องที่เราเก็บไว้มาเขียน เหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตเรากับเมโลดีที่เราทำได้มันแมชต์กัน ก็จะเขียนเป็นเพลงขึ้นมา” Nuti Pramoch / Time Out Bangkok   ดนตรี เมโลดี วิธีเขียนเนื้อร้อง คือสิ่งที่มอร์ ตั้งใจออกแบบให้ Morvasu แตกต่างไปจาก Ten to Twelve ซึ่งเขาบอกว่าถึงคนเล่าเรื่องจะเป็นคนเดียวกัน แต่อยู่ในคนละช่วงวัย เพราะฉะนั้นเรื่องที่เล่าก็จะต่างกันออกไป และเขาเองก็ชอบทั้งสองอย่างในคนละแบบ “I Melbourne You” เราเคยเห็นมอร์เขียนคำนี้ในแคปชันบนอินสตาแกรมของเขา ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ความหมายของคำนี้คืออะไร ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ แต่ก็เล่าที่มาที่ไปให้ฟังว่า  “จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่คนฟังเอาไปพูดต่อ เราก็ดีใจและตื่นเต้นมากที่งานมันมีชีวิตของตัวเอง คนจะเอาไปทำอะไรก็ได้ ถ้ามันโดนเขา ซึ่งดีใจมากที่มันโดนเขา Melbourne ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน แต่เท่าที่เราเข้าใจมันคงเป็นความรู้สึกแบบ ฉันชอบเธอนะ ฉันดีใจที่มีเธออยู่ใกล้ๆ อยากอยู่ใกล้เธอจังเลย ซึ่งความหมายมันเป็นอะไรก็ได้ที่แทนความรู้สึกดีๆ ให้กับคนที่เรารัก แฟน เพื่อน อะไรอย่างนี้” Nuti Pramoch / Time Out Bangkok   อย่างที่บอกว่า Melbourne คือเพลงที่ทำให้หลายคนได้รู้จักมอร์ในมุมใหม่ๆ ซึ่งเพลงนี้เขาแต่งมาจากความรู้สึกตอนไปโรดทริปกับแฟนที่เมลเบิร์น เมืองใหญ่ของออสเตรเลีย แต่เนื่องจากช่วงนี้เดินทางไปต่างประเทศยังไม่ได้ เราเลยชวนมอร์จินตนาการถึงโรดทริปในกรุงเทพฯ แล้วแต่งเพลงดูบ้างซิว่าเพลงนั้นจะเล่าเรื่องอะไร “Bangkok ใช่ไหม นึกถึงอะไรลอฟต์ๆ เสียงดังๆ ความยุ่งเหยิง ร้อน แต่ก็น่าจะทำยากเนอะ” ไม่ต่างจากที่เราคิดเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อเราให้เปรียบเทียบ Melbourne กับ Bangkok มอร์ก็ยังเลือกให้ Bangkok เป็นบ้าน ที่ต่อให้ยุ่งเหยิงแต่เราก็รักมัน ส่วน Melbourne ก็เปรียบเสมือนการพักร้อนที่นานๆ จะแวะไปเยือน แล้วคิดว่าคนฟังชอบเพลงคุณเพราะอะไร? เราถามทิ้งท้ายก่อนจบบทสนทนาเพื่อให้มอร์ไปเตรียมตัวขึ้นร้องเพลงบนเวที “เคยปาร์ตี้กับเพื่อนแล้วก็ร้องเพลงกัน ตอนเราร้องเราเหมือนเจออะไรบางอย่าง พอเราเล่นเพลงที่ไม่เคยมีใครฟังมาก่อน คนก็ดูอินกับมัน ซึ่งเราอาจจะไม่ใช่นักร้อง แต่เป็นแค่คนเล่าเรื่อง และเล่าไปด้วยน้ำเสียงแบบนี้ คนอาจจะชอบที่เราเป็นแบบนี้ก็ได้ เดานะครับ”

'PARADAi ภราดัย' คราฟต์ช็อกโกแลตสัญชาติไทย กับการสร้างรสจำให้เป็นที่ยอมรับระดับโลก
Restaurants

'PARADAi ภราดัย' คราฟต์ช็อกโกแลตสัญชาติไทย กับการสร้างรสจำให้เป็นที่ยอมรับระดับโลก

ช็อกโกแลตที่ดีไม่จำเป็นต้องมาจากแบรนด์นำเข้า หรือต้องเดินทางไปชิมถึงต่างประเทศเสมอไป เพราะในเมืองไทยเองก็มีแหล่งปลูกต้นโกโก้คุณภาพดีที่สามารถนำมาผลิตเป็นช็อกโกแลตคุณภาพเยี่ยมได้เช่นกัน อย่างที่ร้าน PARADAi - ภราดัย แบรนด์ช็อกโกแลตสัญชาติไทยแท้ ที่นำเมล็ดโกโก้จากจังหวัดนครศรีธรรมราชมาเปลี่ยนเป็นช็อกโกแลตรสชาติสร้างสรรค์ และสามารถชนะรางวัลระดับโลกและนานาชาติมาได้หลายรางวัล   Tanisorn Vongsoontorn     Tanisorn Vongsoontorn   PARADAi เป็นทั้งโรงงานและร้านช็อกโกแลตที่ทำช็อกโกแลตเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ด คั่วเมล็ด ไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายจนกลายเป็นโปรดักต์อย่าง ช็อกโกแลตบาร์ หรือ ช็อกโกแลตบงบง (Bon Bon) ที่ร้านครีเอทรสชาติแปลกใหม่ขึ้นมาหลากหลายให้เราได้ลอง อาทิ ต้มข่า เมี่ยงคำ เขียวหวาน หรือ ส้มฉุน โดยหนึ่งในผู้ก่อตั้งภราดัย คุณอิ๋ว - ภูริชญ์ ฐานะวุฑฒ์ เล่าให้ฟังว่าจุดเริ่มต้นเกิดจากเพียงการได้ชิมคราฟต์ช็อกโกแลตที่ต่างประเทศ และสัมผัสได้ทันทีว่าได้ต่างจากช็อกโกแลตที่เคยกินมาตั้งแต่เด็ก “ตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่าเมืองไทยมีการปลูกเมล็ดโกโก้เอง เลยลองซื้อเมล็ดจากเมืองนอกมาทดลอง พอได้ชิมช็อกโกแลตที่ทำเองแล้วก็รู้สึกว่ารสชาติต่างจากที่เคยกินมาก่อน หลังจากนั้นก็เลยซื้อเครื่องคั่วเมล็ดมาทดลองทำเองไปเรื่อยๆ แต่สุดท้ายก็ยังไม่เจอรสชาติที่ชอบ เลยตัดสินใจไปเรียนชิมช็อกโกแลต แล้วกลับมาพัฒนาช็อกโกแลตของตัวเองต่ออีก 7-8 เดือน”   Tanisorn Vongsoontorn     Tanisorn Vongsoontorn     Sereechai Puttes/Time Out Bangkok   คุณอิ๋วเล่าให้ฟังว่า นอกจากการชิมช็อกโกแลตที่ต้องไปร่ำเรียนมา ขั้นตอนและเทคนิคการทำช็อกโกแลตอื่นๆ คุณอิ๋วก็ได้มาจากการเรียนรู้เองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการคั่ว การเลือกเมล็ด หรือการแปรรูป “ร้านของเราใช้เมล็ดโกโก้จากนครศรีธรรมราช ซึ่งเราได้พบมาว่าที่จังหวัดนั้นมีการปลูกเมล็ดโกโก้กันอยู่แล้ว แต่โรงงานช็อกโกแลตที่เคยรับซื้อเมล็ดจากชาวบ้านกลับปิดตัวไป เกษตรกรก็เลยขายไม่ได้ เราเลยตัดสินใจลองซื้อมาทดลองทำช็อคโกแลตดู” โปรดักต์ของร้านภราดัยที่ทำให้หลายคนเริ่มสนใจ คราฟต์ช็อกโกแลต กันมากขึ้น ก็เชื่อว่าเป็นเพราะเมนู ช็อกโกแลตบงบง ที่มีขนาดพอดีคำ อีกทั้งมีหลายสีสันและรสชาติที่แปลกใหม่ จนไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าจะสามารถทำให้อยู่ในรูปของขนมช็อกโกแลตได้ นอกจากนี้ ภราดัยยังส่งเมนูบงบงของร้านไปประกวดระดับอินเตอร์และชนะรางวัลมาแล้วหลายเวที อาทิ International Chocolate Awards 2019 ที่กวาดมาได้ 3 เหรียญทอง 5 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง “จุดเริ่มต้นการประกวดคือ เราอยากรู้ว่าช็อคโกแลตของเรารสชาติเป็นอย่างไร อยากให้คนต่างชาติได้ลองกินดูแล้วตัดสินว่าของเรามีคุณภาพไหม ก็เลยลองส่งไปที่เวที International Chocolate Awards เมื่อปี 2018 และชนะรางวัลมาได้” “ผมรู้สึกว่าช็อกโกแลตมันมีอะไรให้พัฒนาได้ตลอด เราจึงต้องพัฒนาช็อกโกแลตของเราอยู่เสมอ ไม่เคยคิดว่าได้รางวัลแล้วจะพอ”     Tanisorn Vongsoontorn     Tanisorn Vongsoontorn   หลังจากได้รับรางวัลมาแล้วคุณอิ๋วก็ยังคงพัฒนาช็อกโกแลตมาเรื่อยๆ และไม่ได้มีเพียงช็อกโกแลตบงบงเท่านั้น ยังมีช็อกโกแลตบาร์อีก อย่างเช่น Nakhon Si Thammarat Dark milk 58%, Nakhon Si Thammarat Dark 75%, Chanthaburi Dark 70%, Dark Chocolate Infuse กลิ่นมะแข่วน, White Choccolate มะพร้าวแกงเขียวหวาน “ส่วนตัวช็อกโกแลตบงบงอันแรกที่เราส่งประกวดจะเป็น รสเมี่ยงคำ ก่อนตามด้วยส้มฉุน ต้มยำ ต้มข่า ส้มซ่า ส้มสายน้ำผึ้งครีมชีส แล้วก็สตรอว์เบอร์รี่ชีสเค้ก” โดยคุณอิ๋วเล่าให้ฟังถึงการส่งช็อกโกแลตประกวดและการตัดสินด้วยว่า คณะกรรมการจะมีข้อกำหนดในแต่ละรายการประกวด อาทิ หากเป็นช็อกโกแลตบาร์ต้องส่ง 400 กรัม หรือช็อกโกแลตบงบงต้องส่งมาตามจำนวนชิ้นที่กำหนด หลังจากนั้นกรรมการจะตัดสินกันที่รสชาติเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเล่าสตอรี่ให้ฟัง ซึ่งกรรมการแต่ละเวทีจะมาจากหลายพื้นที่ หลายทวีป โดยทุกคนจะได้รับการฝึกการชิมช็อกโกแลตมากแล้ว   Tanisorn Vongsoontorn   “มันจะยากตรงที่เราเสนอรสชาติอาหารไทย คนต่างชาติก็จะมีกรอบอยู่แล้วว่าอาหารไทยที่เขาเคยกินมันเป็นอย่างไง ซึ่งมันต่างกับอาหารไทยที่คนไทยกิน ดังนั้นเราต้องบาลานซ์ไม่ให้รสชาติไทยเกินไป แต่คนต่างชาติก็ยังกินแล้วอร่อย” ในช่วงแรกที่เปิดร้านใหม่ๆ คุณอิ๋วเล่าว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ภราดัยกำลังทำ ทว่าหลังจากประกวดได้รางวัลกลับมา ก็เริ่มมีคนให้ความสนใจคราฟต์ช็อกโกแลตมากขึ้น ซึ่งสิ่งที่ร้านช็อกโกแลต ภราดัย ต้องการทำให้สำเร็จในอนาคตนั้น คือการทำให้คราฟต์ช็อกโกแลตแบรนด์ไทยเป็นที่ยอมรับในระดับต่างประเทศให้ได้ “ถึงแม้เราจะได้รับรางวัลมา แม้หลายคนชิมแล้วบอกว่าอร่อยมีเอกลักษณ์ แต่ว่าชื่อภราดัยก็ยังไม่ใช่ชื่อที่อยู่ในความทรงจำของพวกเขา ซึ่งเราอยากให้ชื่อเราไปอยู่ในความทรงจำของเขา”     Tanisorn Vongsoontorn     Tanisorn Vongsoontorn   คาเฟ่ช็อกโกแลตภาราดัย มีอยู่ทั้งหมด 3 สาขาคือ สาขาแรกที่สี่แยกคอกวัว เปิดทุกวันวันพุธ-จันทร์ เวลา 9.30 - 18.00 น และอีกสาขาอยู่ที่ หอศิลป์กรุงเทพฯ (BACC) เปิดทุกวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 11.00 - 20.00 น. ส่วนสาขาสุดท้ายอยู่ที่ จ. นครศรีธรรมราช   PARADAi Crafted Chocolate    

เป่าเป้ - เจสสิก้า หวัง: ความสำเร็จสูตรไม่ลับที่มีความพยายามและความอดทนเป็นวัตถุดิบหลัก
Restaurants

เป่าเป้ - เจสสิก้า หวัง: ความสำเร็จสูตรไม่ลับที่มีความพยายามและความอดทนเป็นวัตถุดิบหลัก

‘สวย-รวย-เก่ง’ ถ้าให้นึกถึงผู้หญิงสักคนที่มีคุณสมบัติทั้ง 3 อย่างนี้และพ่วงด้วยฝีมือการทำอาหารที่ไม่ธรรมดา เราเชื่อว่า ‘เป่าเป้-เจสสิก้า หวัง’ น่าจะเป็นชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกออกในตอนนี้ โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นแฟนรายการมาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์  ย้อนกลับไปเมื่อปี 2562 เป่าเป้เป็นที่รู้จักครั้งแรกในการแข่งขันมาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์ ซีซัน 3 ตอนนั้นเธอไม่ใช่ผู้เข้าแข่งขันที่เก่งที่สุดมาตั้งแต่ต้น แต่ก็มีพัฒนาการที่ดีมาตลอด จนเกือบได้เป็น 3 คนสุดท้ายของซีซัน มาปีนี้เราได้เห็นเธอกลับมาสู่มาสเตอร์เชฟคิตเชนอีกครั้งในรายการมาสเตอร์เชฟ ออลสตาร์ ไทยแลนด์ ซีซันที่รวมหัวกะทิจากซีซันก่อนหน้ามาประชันฝีมือกันอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เธอทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนกลายเป็นแชมป์คนล่าสุดของรายการที่ใครๆ ก็บอกว่า ‘สมมง’   เป่าเป้ - เจสสิก้า หวังTanisorn Vongsoontorn / Time Out Bangkok   เป่าเป้เกิดและโตที่ไทยแต่คุณพ่อและคุณแม่เป็นคนไต้หวันที่มาทำธุรกิจด้านการท่องเที่ยวในไทย เธอเรียนที่ไทยจนถึง ป.6 แล้วย้ายไปเรียนต่อที่ไต้หวัน ทำให้เธอสามารถพูดได้ทั้งไทย จีน และอังกฤษ จากนั้นก็ไปศึกษาต่อด้านการบริหารโรงแรมที่สวิตเซอร์แลนด์ตามความสนใจในวัยเด็ก และมีโอกาสได้สัมผัสกับการทำงานด้านอาหารและเครื่องดื่มจนเกิดความสนใจถึงขั้นไปเรียนทำอาหารฝรั่งและขนมหวานที่ เลอ กอร์ดอง เบลอ ประเทศอังกฤษ และกลับมาเรียนทำอาหารไทยต่ออีก 1 ปี “อยากพิสูจน์กับคุณพ่อคุณแม่ว่าสิ่งที่ท่านลงทุนไป เราเอามาใช้ประโยชน์ได้จริงๆ มันไม่เสียเปล่า” คือเหตุผลที่เป่าเป้ตัดสินใจเข้าร่วมแข่งขันในรายการทั้ง 2 ซีซัน ซึ่งจะว่าไปก็เหมือนกับการเลือกเดินบนเส้นทางที่ไม่ได้สวยงามและง่ายเท่าอีกทางที่เธอสามารถเลือกได้-แต่ไม่เลือก เป่าเป้ ในวัย 26 กับตำแหน่งแชมป์มาสเตอร์เชฟ ออลสตาร์ ไทยแลนด์ ยังมีเรื่องให้เราทำความรู้จักอีกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นมุมมองการใช้ชีวิต ทัศนคติในการทำงาน เป้าหมายสูงสุด ไปจนถึงตัวตนจริงๆ ที่ไม่ค่อยเหมือนกับภาพลักษณ์ที่คนมอง ทั้งหมดนี้เราขอเล่าให้ฟังผ่านบทสัมภาษณ์นี้     เป่าเป้ - เจสสิก้า หวังTanisorn Vongsoontorn / Time Out Bangkok   หลังจบมาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์ ซีซัน 3 ไปทำอะไรมาบ้าง? “ซีซัน 3 ที่พลาดไปรู้สึกเซ็งและเสียดายมาก แต่มันก็ทำให้ความรักในการทำอาหารชัดเจนขึ้น ก็มีไปทำ Chef’s Table บ้าง แล้วก็เริ่มทำแบรนด์ขนมเค้กของตัวเอง รวมถึงได้ไปศึกษาเพิ่มเติมในสิ่งที่เราไม่ถนัด พอทีมงานรายการติดต่อไปว่าจะมีการแข่งขันออลสตาร์ก็ยิ่งทำการบ้านหนักเลย สิ่งที่เราไม่ถนัด สิ่งที่เราไม่ชอบ หรือไม่กล้า ก็ไปเรียนรู้มาหมดเลย” ก่อนมาแข่งขันทั้ง 2 ซีซัน เตรียมตัวยังไงบ้าง? “จริงๆ ก่อนแข่งซีซัน 3  ไม่ได้เตรียมตัวเลย เพราะหลังจากเรียนอาหารไทยจบก็หยุดไปช่วยงานที่บ้านประมาณ 1 ปี ก็ห่างจากการทำอาหารไปพักหนึ่งเลย พอเข้าไปลึกๆ ถึงได้เริ่มฝึกฝน แต่ก่อนจะมาแข่งออลสตาร์สิ่งแรกที่ทำก็คือเดาโจทย์ แล้วทำการบ้านว่าถ้าโจทย์นี้มาเราจะทำอะไรและที่สำคัญคือกลับไปดูเทปซีซัน 3 ของตัวเอง เพราะเราคิดว่าถ้าอยากพัฒนาตัวเอง สเต็ปแรกคือการย้อนกลับไปดูข้อผิดพลาดของตัวเองก่อน” ตอนแข่งกดดันจนร้องไห้ ทำไมตำแหน่งแชมป์ถึงสำคัญขนาดนั้น? “การแข่งขันกดดันมากอยู่แล้ว เพราะมันไม่ใช่แค่การทำอาหาร มันมีเรื่องชื่อเสียง เรื่องสิ่งที่เราอยากพิสูจน์กับครอบครัว ตำแหน่งก็เลยสำคัญมากๆ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความภูมิใจที่เป้อยากมอบให้ครอบครัว เพราะเป้รู้สึกว่าสิ่งที่เขาให้มา เป้ควรจะทำได้ดีกว่านี้ ก็เลยกดดัน” ทัศนคติในการทำงานเป็นยังไง? “ต้องมีความอดทน ต้องมีความพยายาม แล้วก็ต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด อย่าคิดว่าจบแล้ว พอแล้ว มันมีตั้งหลายคนในโลกนี้ที่ดีกว่าเราได้ตลอด เพราะฉะนั้นเราต้องพยายามพัฒนาตัวเองเรื่อยๆ จนไม่มีใครสามารถมองข้ามเราได้แล้ว” เป่าเป้ - เจสสิก้า หวังTanisorn Vongsoontorn / Time Out Bangkok “ต้นทุนไม่ใช่สิ่งที่ตัดสินทุกอย่าง แต่มันคือความพยายามและความอดทนมากกว่า คุณอาจจะไม่ได้มีต้นทุนดีเท่าใคร แต่มีความพยายามความอดทนคุณก็ไปต่อได้ แต่ถ้าคุณมีต้นทุนสูงกว่าคนอื่น แล้วไม่มีความอดทนความพยายามคุณก็ไปไม่ถึง”   เป้าหมายสูงสุดในฐานะคนทำอาหาร? “เป้คิดว่าเชฟหลายๆ คนก็จะมีเป้าหมายว่าอยากได้มิชลินสตาร์ อยากเป็นเซเลบริตีเชฟชื่อดัง แต่สำหรับเป้ เหตุผลที่เลือกเส้นทางการทำอาหาร เพราะเป้รู้สึกว่ามันเป็นอาชีพที่เราสามารถใช้มือของเราเอง ใช้ความสามารถของเราเอง ทำให้คนมีความสุขได้ ทำให้คนอิ่มได้ ทำให้คนใช้ชีวิตได้  ก็อยากจะคงคอนเซ็ปต์นี้ต่อไป เราไม่ต้องเป็นคนมีชื่อเสียง แต่เราจะเป็นคนที่ทำให้ลูกค้าอยากกลับมาร้านเราเรื่อยๆ” แล้วเป้าหมายในเรื่องอื่นล่ะ? “อยากเป็นลูกที่ประสบความสำเร็จกว่าพ่อแม่ เพราะคุณพ่อคุณแม่ทำตัวอย่างไว้ดีมากๆ ทั้งที่พื้นฐานเขาเริ่มต้นด้วยศูนย์ แต่เป้มีคุณพ่อกับุคณแม่คอยซัปพอร์ต เพราะฉะนั้น เป้มีพื้นฐานที่ดีกว่าก็เลยอยากทำให้ได้ดีกว่า เพื่อเป็นการตอบแทนเขาที่ดีที่สุด” คิดจะทำอะไรต่อไปหลังจากนี้? “การชนะมาสเตอร์เชฟเป็นความสำเร็จเล็กๆ ในชีวิต เป็นแค่อีกจุดเริ่มต้นหนึ่งที่เราต้องพิสูจน์ให้ตัวเองและคนรอบข้างรู้ว่าเราเหมาะสมกับมันจริงๆ หลังจากนี้ก็อยากจะเปิดร้านอาหารของตัวเอง ตำแหน่งนี้จะเป็นแรงผลักดันให้เป้ทำให้ดีขึ้น ให้ลูกค้าที่มาทานอาหารที่ร้านประทับใจ นี่คือจุดมุ่งหมายต่อไปค่ะ”

Exofood Thailand ฟาร์มแมลงแนวตั้งที่อาจกลายเป็น ‘แหล่งอาหาร’ ของเราในอนาคต
Things to do

Exofood Thailand ฟาร์มแมลงแนวตั้งที่อาจกลายเป็น ‘แหล่งอาหาร’ ของเราในอนาคต

ในห้องกระจกใสขนาดกระทัดรัดที่มองเข้าไปแล้วอาจดูเหมือนแลปทดลองวิทยาศาสตร์ ที่แห่งนี้เองเป็นห้องทำงานและฟาร์มเพาะพันธุ์แมลงของทีม Exofood Thailand ที่เราไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่า ในเวลาเพียงไม่กี่เดือนที่พวกเขาเริ่มลงมืออย่างจริงจัง จะสามารถสร้างฟาร์มแมลงที่มีทั้งความพร้อม และความสะอาด ซึ่งต่างจากภาพที่ใครหลายคนอาจคิดไว้ได้ขนาดนี้ อีกทั้งยังมีผลงานทดลองที่ น่ากิน ให้ชิมเป็นตัวช่วยยืนยันอีกว่า แมลงสามารถกลายเป็นแหล่งโปรตีนทดแทนในอาหารสำหรับสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ได้จริงๆ   Tanisorn Vongsoontorn - Time Out Bangkok   “สิ่งเหล่านี้เริ่มต้นจากตั๊กและบูมเป็นคนชอบเลี้ยงสัตว์ชนิด Exotic pets อยู่แล้ว ทำให้เข้าใจปัญหาของคนเลี้ยงสัตว์เหล่านี้ดี คือการหาหมอแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก เราเลยคิดว่าจะมีวิธีไหนที่สามารถทำให้สัตว์เลี้ยงสุขภาพดีได้ตั้งแต่ต้น ซึ่งคำตอบก็คือ อาหาร” อาหารของสัตว์เลี้ยงพิเศษ หรือ Exotic pets ส่วนใหญ่เป็นจำพวกแมลงหรือสัตว์เล็ก ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นและเพียงพอต่อการดำรงชีพ ทว่าใครที่เลี้ยงสัตว์ exotic ก็อาจเจอปัญหาเหมือนๆ กันคือ การซื้อแมลงหรืออาหารตามแหล่งขายอาหารสัตว์ เราไม่มีทางรู้เลยว่าแมลงเหล่านั้นมีคุณภาพแค่ไหน สะอาดหรือไม่ ถูกเลี้ยงมาอย่างไร และพวกมันกินอะไรเป็นอาหารก่อนจะกลายมาเป็นอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงของเรา ด้วยเหตุนี้เอง คุณตั้ก - ชลธิชา สุจิตตารมย์ และ คุณบูม - อธิวัชร พงษ์ศรัทธาสิน จึงเริ่มก่อตั้งฟาร์มแมลงแห่งนี้ขึ้น โดยมีสมาชิกร่วมทีม ได้แก่ คุณรีย์ - ชารีย์ บุญญวินิจ เจ้าของฟาร์มลุงรีย์ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา และ คุณพี - พริษฐ์ นิรุตติศาสน์ ซึ่งเป็นคนมีความรู้และวิจัยเรื่องแมลงอยู่แล้ว เข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของทีม Exofood Thailand   คุณตั๊ก คุณพี (บน) คุณรีย์ (ล่าง) และ คุณบูม – ทีมเอ็กโซฟู้ด ไทยแลนด์Tanisorn Vongsoontorn     Tanisorn Vongsoontorn   “พวกผมต้องการยกระดับฟาร์มแมลงไทยให้สูงขึ้น เปลี่ยนความเข้าใจและมุมมองที่คนมีต่อแมลงให้รู้ว่า เราสามารถทำให้มันสะอาดได้ และเป็นอาหารที่มีโภชนาการด้วย” คุณบูมเล่าให้ฟังถึงเป้าหมายของทีม โดยแมลงที่เลือกมาเพาะพันธุ์ในฟาร์มตอนนี้มี 3 ชนิด คือ จิ้งหรีด ที่เราคุ้นเคยกันอยู่แล้ว แต่ทีมเชื่อว่าสามารถนำมาพัฒนาให้มีคุณค่าทางสารอาหารกว่าเดิมได้ ต่อมาคือ หนอนแมลงวันลาย (Black Soldier Fly) ที่อุดมไปด้วยไขมันดี โอเมก้าชนิด 3 6 และ 9 รวมถึงแคลเซียมและโปรตีนสูง และสุดท้าย แมลงสาบดูเบีย (Dubia roach) ซึ่งเป็นแมลงชนิดที่มีโปรตีนสูงที่สุดใน 3 สายชนิด แม้จะขึ้นชื่อว่าแมลงสาบ แต่ดูเบียเป็นแมลงที่เลี้ยงง่าย กลิ่นน้อย กินจุ และถึกทน แถมค่อนข้างสงบเสงี่ยมไม่บินว่อนด้วย    Tanisorn Vongsoontorn     Tanisorn Vongsoontorn   “แม้ว่ามิชชั่นแรกของเราคือการเป็นแหล่งอาหารให้สัตว์เลี้ยง exotic แต่สิ่งที่เราคำนึงถึงเสมอก็คือ ความสะอาด ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ฟาร์ม โต๊ะ หรือภาชนะที่ใช้เลี้ยง และสำคัญที่สุดคือ กลิ่น ที่เชื่อว่าเป็นตัวสร้างความประทับใจแรกให้ทุกคนที่มาเยี่ยมฟาร์ม” คุณบูมกล่าว Exofood ให้ความสำคัญกับเรื่องความสะอาดมาก เพราะอีกความท้าทายที่จะทำให้แมลงเป็นที่ยอมรับได้ ก็คงไม่พ้นการลบภาพจำเดิมๆ ที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ชอบแมลง โดยแมลงที่ถูกเลี้ยงในฟาร์มจะแตกต่างจากแมลงทั่วไปตามท่อระบายน้ำหรือข้างถนนที่เราพบเห็น เนื่องจากแมลงเหล่านั้นกินขยะหรือเศษอาหารเป็นหลัก ทำให้มีกลิ่นเหม็นและสกปรก แต่ในทางกลับกัน แมลงในฟาร์มที่เลี้ยงด้วยอาหารพิเศษ และมีการควบคุมสภาพแวดล้อมภายในเป็นอย่างดี แมลงเหล่านี้จึงไม่มีกลิ่น สะอาด และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่   Tanisorn Vongsoontorn   ส่วนเหตุผลที่ทีมเลือกทำฟาร์มแมลงแนวตั้ง (Vertical Farming) คุณพีบอกให้ฟังว่า เนื่องจากฟาร์มในรูปแบบนี้ใช้พื้นที่น้อยกว่าฟาร์มในแนวราบ ซึ่งเหมาะกับสภาพแวดล้อมในกรุงเทพฯ ที่ค่อนข้างมีพื้นทีจำกัด อีกทั้งการใช้พื้นที่น้อยลงก็ยังทำให้ดูแลสัตว์ง่ายขึ้น และอีกในมุมหนึ่ง คุณรีย์ หรือ ลุงรีย์ ก็ยังมองว่าการเลือกทำฟาร์มรูปแบบนี้ก็ยังเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรคนอื่นๆ เห็นด้วยว่า การทำเกษตรในเมืองเป็นไปได้ ทว่าข้อเสียที่ทีมพบเจอก็คือ รูปแบบฟาร์มแนวตั้งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องใช้อุปกรณ์มากชิ้นนั่นเอง   Tanisorn Vongsoontorn - Time Out Bangkok   คุณรีย์: “ถ้าสิ่งที่พวกเราทำไม่มีน้ำหนักมากพอ พวกผมก็คงไม่กล้าลงทุนทำในช่วงนี้ แต่เพราะพวกเรามองไปถึงเทรนด์การบริโภคที่ลดการกินเนื้อสัตว์ โดยเหตุผลไม่ใช่แค่ลดการฆ่า แต่มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับมลภาวะที่เกิดจากการทำปศุสัตว์ด้วย ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหลักทำลายสิ่งแวดล้อม ในทางกลับกัน การทำฟาร์มแมลงสามารถช่วยแก้ปัญหา food waste ได้อีก รวมถึงปล่อยคาร์บอนน้อยกว่ามาก”  คุณพี: “การเลี้ยงแมลงก็ถือว่าเป็นการทำปศุสัตว์ประเภทหนึ่ง แต่ข้อดีคือใช้พื้นที่และทรัพยากรน้อยกว่าหลายเท่า อย่างเช่น อาหารที่ใช้เลี้ยงวัวในปริมาณเท่ากัน สามารถนำมาเลี้ยงแมลงได้มากกว่า 8-9 เท่าตัว อีกทั้งวัวตัวหนึ่งเราสามารถบริโภคได้เพียง 40% ส่วนที่เหลือก็กลายเป็นขยะอาหาร แต่แมลงมีส่วนที่กินได้มากถึง 80% ซึ่งหมายความว่าเราจะสร้างขยะอาหารน้อยลง”   มิชชั่นต่อไปหลังจาก Exofood สร้างอาหารสำหรับสัตว์ exotic ที่มีมาตรฐานตามต้องการได้สำเร็จ สิ่งที่ทีมอยากพัฒนาต่อไปก็คือ การเปลี่ยนแมลงให้กลายเป็นอาหารคน เนื่องจากหากวันหนึ่งโปรตีนที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการบริโภคขึ้นมา เราอาจต้องหันมาพึ่งสารอาหารในแมลงแทน   Tanisorn Vongsoontorn - Time Out Bangkok     Tanisorn Vongsoontorn - Time Out Bangkok   สแน็กบ็อกซ์ของ Exofood เป็นอาหารตัวอย่างที่จัดไว้สำหรับผู้มาเยี่ยมชมฟาร์มเท่านั้น โดยในกล่องประกอบด้วย ดังโงะ มาการอง และ คุ้กกี้บราวนี่ แต่ละเมนูใช้หนอนแมลงวันลายเป็นส่วนประกอบ เพราะช่วยเพิ่มโปรตีนและสารอาหาร ซึ่งทำให้เรารู้สึกว่ามีเหตุผลที่ควรรับประทาน ในเมนูคุ้กกี้บราวนี่และดังโงะ แมลงจะถูกบดผสมอยู่ในวัตถุดิบ และสำหรับมาการองที่คุณบูม ผู้คิดค้นสูตรขนมตั้งใจให้เป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่ จากสูตรปกติที่ใช้ almond powder ก็เปลี่ยนมาใช้ BSF powder แทนไปเลย ซึ่งหลังจากเราได้ชิมทุกเมนูแล้วก็ต้องบอกว่า รสชาติและเนื้อสัมผัสเหมือนขนมรสชาติดีๆ ไม่มีผิดเพี้ยน  “พวกเราใช้ชื่อว่า Exofood Thailand เพราะมั่นใจว่ามีประเทศเพื่อนบ้านอีกที่อาจกำลังคิดเหมือนกับเรา เพราะฉะนั้นพวกเราเลยอยากเห็นคนเข้ามาในธุรกิจแมลงและร่วมมือกันให้เกิดเป็น supply chain ช่วยขยายองค์ความรู้ต่อๆ กันไป ไม่ใช่การทำเลียนแบบกันจนล้นตลาด เราไม่ได้อยากมีพื้นที่ทำฟาร์มแมลงเป็นพันๆ ไร่ เราแค่อยากมีแพลตฟอร์มที่แข็งแรง และสามารถสร้างทีมที่จะร่วมมือกันทำธุรกิจนี้ด้วยกันได้ นี่แหละคือภาพของ Exofood ที่พวกเราอยากเห็น” คุณรีย์พูดถึงภาพในอนาคตที่ทีมต้องการพาฟาร์มแมลงนี้ไปให้ถึงให้ได้   Tanisorn Vongsoontorn  

แนะนำโรงแรมทั่วกรุงเทพฯ

Capella Bangkok

Capella Bangkok

โรงแรมคาเพลลา (Capella) แห่งแรกในประเทศไทยตั้งอยู่บนที่ดินผืนงามริมแม่น้ำเจ้าพระยาบนถนนเจริญกรุง ให้บริการห้องพัก ห้องสวีท และวิลลา 101 ห้อง ที่มาพร้อมกับวิวแม่น้ำ ดีไซน์คลาสสิค สิ่งอำนวยความสะดวกทันสมัย และบริการชั้นเลิศ

Check prices
W Bangkok

W Bangkok

ถ้าจะบอกว่า W Bangkok คือหนึ่งในโรงแรมหรูที่เท่ที่สุด คูลที่สุด ฮิปที่สุดในกรุงเทพฯ ก็คงไม่ผิด ตั้งแต่สถานที่ใจกลางกรุงเทพฯ ณ แยกสาทร ไปจนถึงการออกแบบที่ผสานจิตวิญญาณของแบรนด์ W Hotels เข้ากับรายละเอียดแบบไทยๆ ได้อย่างลงตัวในห้องพักทั้ง 407 ห้อง รวมไปถึงห้องอาหาร บาร์ และอาคารประวัติศาสตร์ The House on Sathorn ที่พาเราย้อนกลับไปสู่ความรุ่ยรวยของสังคมชั้นสูงไทยเมื่อร้อยกว่าปีก่อน

Check prices
Sindhorn Kempinski Hotel

Sindhorn Kempinski Hotel

สินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนเขียวชอุ่มของสินธรวิลเลจ ใกล้กับโรงแรม Kimpton Maa-Lai Bangkok และห้าง Velaa เป็นโรงแรมเคมปินสกี้แห่งที่ 2 ในกรุงเทพฯ ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยล็อบบี้ที่กว้างขวาง โอ่อ่า ซึ่งออกแบบโดย A49 บริษัทสถาปัตยกรรมไทยชื่อดัง บริการชั้นเลิศที่มาควบคู่กับเรื่องสุขภาพคือหัวใจสำคัญ โรงแรมแห่งนี้จึงเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ สินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ชวนมาสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนสุดหรูใจกลางกรุงเทพฯ กับข้อเสนอ Staycation สำหรับคนไทยและชาวต่างชาติ เริ่มต้นที่ 6,888 บาทต่อคืน รวมอาหารเช้าทุกวัน สิทธิ์เข้าคลาสฟิตเนส 1 วัน เครดิตอาหารมูลค่า 1,500 บาท และสามารถเช็กอิน-เช็กเอาต์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โทร. 0 2095 9999 หรือคลิกที่นี่

Check prices
Kimpton Maa-Lai Bangkok

Kimpton Maa-Lai Bangkok

โรงแรมแห่งแรกจากแบรนด์ Kimpton ที่เข้ามาเจาะตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ทันสมัยและการผสมผสานกันอย่างลงตัวของทุกองค์ประกอบ รวมถึงที่ตั้งของโรงแรมที่อยู่ใจกลางย่านหลังสวน ติดกับสวนลุมพินี ในส่วนของห้อง มีมากถึง 362 ห้องพัก และ 131 เซอร์วิซ เรซสิเดนซ์ พร้อมมอบประสบการณ์การพักผ่อนสุดพิเศษที่เชื่อมคุณสู่ทั้งพื้นที่สีเขียวที่ใหญ่ที่สุดของเมืองและย่านธุรกิจ เช่น สุขุมวิท สีลม สยาม และชิดลม นอกจากนี้ยังเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงที่ถือว่าแบรนด์เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้

Check prices
Novotel Suites Bangkok Sukhumvit 34

Novotel Suites Bangkok Sukhumvit 34

โรงแรมใหม่ในซอยสุขุมวิท 34 ที่ตกแต่งด้วยโทนสีขาวและไม้ ดูอบอุ่นและโมเดิร์น ภายในมีห้องพัก 148 ห้อง รวมทั้งสระว่ายน้ำ บ่อออนเซ็นญี่ปุ่น รวมถึงบาร์ และร้านอาหารชื่อดังอย่าง White Shuffle ที่ย้ายมาจาก Rainhill โดยได้ Yannick Hollenstein เชฟชาวสวิสเซอร์แลนด์ มาดูแลร้าน โดยจะเปิดตัวด้วยดินเนอร์ 3 คอร์ส ในราคา 899 บาท โทร. 06 5953 3044 หรือคลิกที่นี่

Check prices
โรงแรมอื่นๆ ในกรุงเทพฯ

แนะนำโรงแรมในต่างจังหวัด

Best Western Plus Nexen (พัทยา)
Hotels

Best Western Plus Nexen (พัทยา)

Best Western Plus Nexen (เบสท์เวสเทิร์น พลัส เน็กเซ็น) โรงแรมแห่งใหม่ใจกลางเมืองพัทยาที่เพิ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2563 โดยโรงแรมแห่งนี้มีระดับ 4 ดาว และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ตัวโรงแรมอยู่บนถนนพัทยาเหนือ ไม่ไกลจากหาดพัทยา และแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ Best Western Best Western โรงแรมตกแต่งสไตล์ร่วมสมัย ภายในห้องเน้นใช้โทนสีขาวและฟ้าเพื่อมอบความรู้สึกสบายและน่าผ่อนคลายให้ผู้เข้าพัก มีจำนวนห้องพักรวมทั้งหมด 164 ห้อง เป็นห้องสวีทขนาด 47 ตรม. จำนวน 5 ห้อง ซึ่งอยู่ชั้นบนสุดของโรงแรม โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ สวะว่ายน้ำกลางแจ้ง ร้านอาหารออลเดย์ไดน์นิ่ง ล็อบบี้บาร์ และ ฟิตแนสกับห้องสำหรับเด็กเล็กที่อยู่บนชั้น 2 ของโรงแรม ซึ่งตั้งใจให้เป็นชั้นสำหรับผู้เข้าพักแบบครอบครัว Best Western ห้องอาหารของโรงแรม XSO Kitchen จะเสิร์ฟอาหารตลาดวัน เป็นเมนูอาหารไทยและต่างชาติ โดยมื้อเช้าเปิดให้รับประทานแบบบุฟเฟ่ต์ ส่วนมื้อกลางวันละเย็นเป็นเมนูอะลาคาร์ท ส่วนบาร์นั่งดื่มจะอยู่ภายในล็อบบี้โรงแรม The Exe Bar มีเครื่องดื่มเสิร์ฟตลอดวันเช่นกัน โดยแขกผู้เข้าพักหรือคนทั่วไปสามารถนั่งพักผ่อนและนัดพูดคุยกันได้ที่บริเวณนี้ สามารถสำรองห้องพักได้ทางอีเมล info@bwplusnexen.com หรือโทร 033 112 999 โดยโปรโมชั่นนี้สามารถใช้ได้ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563

InterContinental Phuket Resort

InterContinental Phuket Resort

เช่นเดียวกับหาดอื่นๆ ตลอดเส้นทาง 2 กิโลเมตรของหาดหาดกมลา มีที่พักให้เลือกมากมาย แต่ถ้าใครกำลังหาที่พักใหม่ๆ พร้อมบริการชั้นเลิศและสิทธิพิเศษที่จะช่วยเติมเต็มช่วงเวลาวันหยุดให้น่าจดจำมากขึ้น คงไม่ที่ไหนเหมาะไปกว่า ‘InterContinental Phuket Resort’ แล้ว เพราะที่นี่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา รีสอร์ท 5 ดาวแห่งนี้ ออกแบบและตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ในความหรูหรา ทันสมัยที่เห็นนั้น มีความเป็นไทยแทรกอยู่ในทุกรายละเอียดของการตกแต่ง ห้องพักแต่ละห้องได้รับการตกแต่งอย่างพิถีพิถัน เน้นโทนสีอบอุ่น และเลือกใช้ไม้เป็นวัสดุหลัก ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบายๆ พื้นที่ 22 ไร่ ของรีสอร์ทถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง โดยมีถนนคั่นกลาง ฝั่งหนึ่งอยู่ติดกับภูเขา เรียกว่า Hill Side เป็นตัวแทนของโลกมนุษย์ที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีป่าไม้สีเขียวขจีโอบล้อมที่พัก ไฮไลต์ของฝั่งนี้อยู่ที่ SAWAN (สวรรค์) อาคารทรงไทยสีขาวกลางรีสอร์ทที่ด้านหลังติดกับภูเขา เป็นตัวแทนของสวรรค์ตามชื่อ ซึ่งถูกใช้เป็นพื้นที่ให้บริการอาหารว่างและเครื่องดื่ม จากฝั่ง Hill Side สามารถข้ามมาที่ Beach Side ได้ โดยมีอุโมงค์ลอดถนนเป็นทางเชื่อม ซึ่งผนังของอุโมงค์จะมีสตรีตอาร์ต บอกเล่าเรื่องเล่าของเมืองภูเก็ต และมีบั๊กกี้วิ่งรับส่งทั้ง 2 ฝั่งอยู่ตลอดเวลา ฝั่ง Beach Side เปรียบเสมือนเมืองบาดาล เพราะอยู่ติดกับหาด มีต้นสนสูงๆ เรียงยาวเป็นแนวกั้นระหว่างหาดกับรีสอร์ท และคอยให้ความร่มรื่น สามารถมานั่งรับลมทะเลได้ทั้งวัน ส่วนพื้นที่บริการที่ถือว่าเป็นไฮไลต์ของฝั่ง Beach Side ก็คือ Club InterContinental Lougn ที่ให้บริการเครื่องดื่มให้ฟรีตลอดทั้งวัน บริการ Afternoon Tea พร้อมของว่าง และค็อกเทลในช่วงเย็น สำหรับแขกที่จองห้องคลับมาด้วยเท่านั้น (ซึ่งคุ้มกว่ามาใช้บริการแยก) ร้านอาหารของรีสอร์ทนำเสนอวัตถุดิบสดใหม่จากท้องถิ่น ให้บริการทั้งอาหารไทยที่ ‘ห้องอาหารปิ่นโต’ ฝั่ง Hill Side อาหารสไตล์เมดิเตอเรเนียนที่ ‘ห้องอาหารจรัส’ และบริการค็อกเทลริมหาดที่ Pine Bar ฝั่ง Beach Side ห้องพักของรีสอร์ทมีให้เลือก 4 แบบ พร้อมรองรับการพักผ่อนทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ห้องคลาสสิก ห้องสุพีเรียร์ ห้องคลับ อินเตอร์คอนติเนนตัล ที่มีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 41 - 61 ตารางเมตร และมี วิลล่าคลับ อินเตอร์คอนติเนนตัล ที่เหมาะกับการพักผ่อนแบบเป็นกลุ่มใหญ่ มีให้เลือกสูงสุดถึง 3 ห้องนอน พื้นที่ 360 ตารางเมตร ห้องพักทุกแบบมาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และสามารถเลือกได้ทั้งวิวทะเล วิวสระ วิวภูเขาที่ล้อมรอบ

Check prices

กิน เที่ยว ชิล ตามย่านต่างๆ ในกรุงเทพฯ