Time Out จุดเริ่มต้นของชีวิตดีๆ ในกรุงเทพฯ

ร้านอาหาร บาร์ ร้านกาแฟ ปาร์ตี้ อีเวนต์ และกิจกรรมอีกมากมายในกรุงเทพมหานคร

In pictures: เปิดประตูดู Apple Store Central World ก่อนเปิดให้บริการ 31 ก.ค. นี้
ข่าว

In pictures: เปิดประตูดู Apple Store Central World ก่อนเปิดให้บริการ 31 ก.ค. นี้

ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วในวันพรุ่งนี้ (31 ก.ค.) สำหรับ Apple Store แห่งที่ 2 ในประเทศไทย และแห่งที่ 511 ของโลก บริเวณหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ ที่เราเชื่อว่าจะกลายเป็นอีกหนึ่งจุดเช็คอินของกรุงเทพฯ อย่างแน่นอน Apple Store Central World แห่งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ Apple เลือกใช้การออกแบบด้วยกระจกรอบด้านเป็นครั้งแรก ในรูปแบบสถาปัตยกรรมทรงกระบอกมองเห็นได้ 360 องศาจากรอบด้าน มี Tree Canopy ไม้สีอุ่นตั้งตระหง่านเป็นแกนกลาง โอบล้อมด้วยบันไดวนที่เชื่อมพื้นที่ทั้ง 3 ชั้น คือสองชั้นที่เป็นพื้นที่รีเมลและสาธิตบนดิน และอีกชั้นใต้ดินที่เป็นห้อง boardroom ที่เตรียมเปิดพื้นที่ผู้ประกอบการ นักพัฒนา และเจ้าของธุรกิจเข้ามารับคำปรึกษาจากพนักงานอย่างเป็นส่วนตัว   Sereechai Puttes/Time Out Bangkok     Sereechai Puttes/Time Out Bangkok     Sereechai Puttes/Time Out Bangkok     Sereechai Puttes/Time Out Bangkok     Sereechai Puttes/Time Out Bangkok     Sereechai Puttes/Time Out Bangkok   Apple Store Central World เปิดให้บริการทุกวัน 10 โมงถึง 3 ทุ่ม โดยมีทางเข้าสองทาง คือบริเวณลานหน้าเซ็นทรัลด์เวิลด์ และบริเวณสกายวอล์คทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส    

6 เรื่องมาใหม่บน Netflix ให้เราชมได้แบบครบรสตลอดเดือนนี้
Things to do

6 เรื่องมาใหม่บน Netflix ให้เราชมได้แบบครบรสตลอดเดือนนี้

ขึ้นเดือนใหม่แล้ว ต้องรีบอัปเดตหนังและซีรีส์ใน My list ไม่ให้ตกเทรนด์กันหน่อยรึเปล่า? เชื่อว่าหลายเดือนที่ผ่านมาทุกคนต้องมีเรื่องที่ดูจบและประทับใจกันอยู่บ้าง แต่เราก็เชื่ออีกเช่นกันว่า ต้องมีอีกหลายเรื่องที่หลายคนพลาดไม่เคยดูอีกเหมือนกัน และแน่นอนว่าอีกทางเลือกสุดแมสที่เราสามารถตามไปดูหนังและซีรีส์ที่ไม่ควรพลาดได้ก็คือ Netflix ที่ตอนนี้มีลิสต์อัปเดตเรื่องมาใหม่ของเดือนสิงหาคมส่งมาให้เราตั้งตารอดูกันแล้ว!

อีเวนต์และกิจกรรมน่าสนใจประจำสัปดาห์นี้ (6 - 12 ส.ค.)
ข่าว

อีเวนต์และกิจกรรมน่าสนใจประจำสัปดาห์นี้ (6 - 12 ส.ค.)

เบื่อกันอยู่หรือเปล่า? อยากออกไปเจอเรื่องน่าตื่นเต้นข้างนอกห้องสี่เหลี่ยมกันบ้างไหม? ถ้าหากใครรู้สึกว่าการนั่งๆ นอนๆ อยู่กับบ้านไม่ใช่คำตอบในวันหยุดเหมือนกับเรา เช่นนั้นจะรอให้วันพักผ่อนอันแสนมีค่าผ่านไปอย่างสูญเปล่าได้อย่างไร มาชวนตัวเองหรือคนรอบข้างออกไปใช้ชีวิตด้วยกัน กับกิจกรรมน่าสนใจประจำสัปดาห์นี้ที่จะทำให้คุณรักวันหยุดสุดสัปดาห์มากกว่าเดิม   Lybra_   ATTA ATTA อัฏฐะ อัตตา 📅 3 - 30 สิงหาคม 2563 ⏰ 8.00 - 17.00 น. 📍 Class Cafe นิทรรศการศิลปะแบบกลุ่มของศิลปิน 8 คน ที่สร้างสรรค์ผลงานทั้งหมดขึ้นมาจาก ชะตา และ อัตตา อันมีที่มาของแรงบันดาลใจจาก ศาลเจ้าและเซียมซี ที่ผู้คนมักแวะเวียนไปเมื่อต้องการคำทำนาย ศิลปินทั้ง 8 จึงนำทุกสิ่งเหล่านั้นมาขมวดรวมและสร้างเป็นผลงานที่มอบคำทำนายให้แก่ผู้มีความเชื่อในรูปแบบของพวกเขาเอง โดยงานจัดแสดงอยู่ที่ CLASS Cafe ใกล้สามย่านมิตรทาวน์ (ด้านใน CU Art 4C Innovation) สามารถเข้าชมได้ฟรี ทุกวัน Cheese at SO 📅 7 สิงหาคม 2563 ⏰ 19.00 - 21.00 น. 📍 MIXO Bar ชั้น 9 ชวนคนใกล้ตัวมากินชีสจิบไวน์ด้วยกันตลอด 2 ชั่วโมงเต็ม ณ โรงแรมโซ แบงคอก ซึ่งเราจะได้ชิมชีสมากกว่า 30 ชนิด ส่งตรงจากหลายแหล่งทั่วยุโรป ให้เรารับประทานคู่กับขนมปังอาร์ติซาน เนื้อโคลด์ คัท ไวน์ พร้อมฟังดนตรีสดจากดีเจตลอดค่ำคืน หากใครรู้ตัวว่าเป็นคนรัก ชีส ต้องไม่พลาดอีเวนต์เช่นนี้ สามารถจองที่นั่งได้ผ่านทาง so-bangkok.com บัตรราคา 850 บาท (ได้รับชีสไม่จำกัด) และ 1,200 บาท (ได้รับชีสและจิบไวน์ได้ตลอดคืน) *บัตรราคาพิเศษ 765 บาท และ 1,115 บาท สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 02 624 0000     MM. Kosum and The Jam Factory   This house made of clay: Dinner & Artist talk 📅 9 สิงหาคม 2563 ⏰ 13.00

Sammankoppla โปรเจ็คร่วมออกแบบพิเศษระหว่างอิเกียและเกรย์ฮาวด์ พร้อมขาย 7 สิงหาคม
ข่าว

Sammankoppla โปรเจ็คร่วมออกแบบพิเศษระหว่างอิเกียและเกรย์ฮาวด์ พร้อมขาย 7 สิงหาคม

หมอนสามเหลี่ยมสีขาวดำ เสื่อลายเรขาคณิต หมอนอิง ถ้วย ชั้นวางของ และกระเป๋าสารพัดขนาดลายผ้าขาวม้าไทย คือส่วนหนึ่งของสินค้าในคอลเล็กชัน Sammankoppla โปรเจ็คความร่วมมือกันระหว่างอิเกีย (Ikea) และแบรนด์แฟชันไทยชื่อดังอย่างเกรย์ฮาวด์ (Greyhound) ซึ่งใช้ระยะเวลาพัฒนานานนับปี และนับเป็นโปรเจ็คความร่วมมือแรกระหว่างอีเกียและแบรนด์ท้องถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   Sammankoppla/IKEA   Sammankoppla แปลว่าความเชื่อมโยง ซึ่งก็สะท้อนหัวใจของสินค้าในคอลเล็กชันนี้ที่ผสมผสานกลิ่นอายสตรีทแวร์และเอกลักษณ์ความสนุกแบบไทยๆ ในแบบเกรฮาวด์ เข้ากับความเชี่ยวชาญในการผลิตสินค้าเพื่อการอยู่อาศัยในพื้นที่ขนาดเล็ก และหลังจากเปิดตัวไปแล้วในบางประเทศ ในที่สุดสารพัดสินค้าจากคอลเล็กชันนี้ก็จะได้ฤกษ์เปิดตัวในไทยเสียทีในวันที่ 6 สิงหาคม และจำหน่ายจริงอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 สิงหาคมนี้   Sammankoppla/IKEA   ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

ขับขี่แบบรักษ์โลกไปกับ 7 รถยนต์พลังงานไฟฟ้าน่าเป็นเจ้าของ
Shopping

ขับขี่แบบรักษ์โลกไปกับ 7 รถยนต์พลังงานไฟฟ้าน่าเป็นเจ้าของ

ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้การใส่ใจสิ่งแวดล้อมกำลังได้รับความนิยมในทุกแวดวง สำหรับวงการรถยนต์ก็มีทางเลือกที่เราได้ช่วยโลกได้อย่าง รถยนต์ระบบ Plug-In Hybrid ที่พิเศษกว่าระบบ Hybrid ที่เราคุ้นเคย คือการชาร์จแบตเตอรี่ได้เองแบบ Plug-In ทั้งช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและยังประหยัดน้ำมันอีกด้วย รถยนต์กลุ่มนี้อาจมีข้อเสียในเรื่องของระยะทางที่จำกัดต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ซึ่งขึ้นอยู่กับสมรรถภาพของระบบเครื่องยนต์แต่ละรุ่น และราคาที่สูงกว่ารถยนต์ทั่วไปสักหน่อย วันนี้เรามีรถยนต์ไฟฟ้าที่มีขายในประเทศไทยมาแนะนำให้ทุกคนได้ทำความรู้จัก เผื่อเป็นตัวเลือกในการตัดสินใจซื้อรถ EV สักคันในอนาคต

Quick Meal: ดูคลิปเมนูทำง่ายจากร้านดังทั่วกรุงเทพฯ

พล่ากุ้งอบวุ้นเส้น
Restaurants

พล่ากุ้งอบวุ้นเส้น

Time Out: Quick Meal คลิปนี้ ชวนเชฟเรณู หอมสมบัติ จากร้าน Saffron โรงแรม Banyan Tree กรุงเทพฯ หนึ่งในร้านอาหารที่ร่วมฉลองครบรอบ 25 ปีเบียร์ช้าง ในงาน Time Out Tables: The Lamiat Selection by Chang มาพาทุกคนเข้าครัว ทำเมนูง่ายๆ อย่าง ‘พล่ากุ้งอบวุ้นเส้น’ อาหารไทยที่มีส่วนผสมของสมุนไพรไทยหลายชนิดซึ่งมีคุณสมบัติเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย วัตถุดิบที่ต้องเตรียม มีดังนี้- กุ้งขาว 4 ตัว- วุ้นเส้น- ดอกอัญชันแห้ง- มะนาว- ตะไคร้ซอย- ใบมะกรูดซอย- หอมแดงซอย- กระเทียมสับ- พริกขี้หนูสับ- รากผักชีซอยละเอียด- ก้านขึ้นฉ่ายซอยละเอียด- หอมแดงเจียว- ยอดสะระแหน่- มะเขือเทศราชินี- ดอกไม้ทานได้สำหรับตกแต่ง.ส่วนผสมสำหรับน้ำยำ- น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ- น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ- น้ำตาลทรายไม่ขัดสี 1 ช้อนโต๊ะขั้นตอนการทำ1. นำหม้อใส่น้ำตั้งไฟให้เดือด แล้วนำกุ้งไปลวกในน้ำเดือดทั้งเปลือกแค่พอสุก จากนั้นตักลงไปแช่ในน้ำเย็น2. ใส่ดอกอัญชันแห้งลงในหม้อที่ลวกกุ้ง ต้มสักพักให้สีน้ำเงินของอัญชันออกมาแล้วตักดอกอัญชัญออก บีบน้ำมะนาวลงในหม้อให้น้ำอัญชัญเปลี่ยนเป็นสีม่วงทันที3. ใส่วุ้นเส้นลงไปลวกในน้ำอัญชันประมาณ 30 วินาที แล้วตักขึ้นโดยใช้ตะแกรง จากนั้นใช้น้ำเย็นราดลงไปบนวุ้นเส้นเพื่อให้เส้นคลายความร้อนและเย็นตัวเร็วขึ้น เสร็จแล้วให้ม้วนวุ้นเส้นเป็นช่อกลมๆ สี่ช่อสวยๆ จัดวางใส่จาน4. แกะเปลือกกุ้งที่ลวกไว้เรียบร้อยเก็บส่วนหางและหัวไว้5. ผสมน้ำยำ ตามด้วยเครื่องสับ พริก กระเทียม รากผักชีและขึ้นฉ่าย จากนั้นนำกุ้งที่แกะไว้ลงมาคลุกเบาๆ กับน้ำยำแล้วใส่เครื่องสมุนไพรซอยลงไปคลุกเบาๆ อีกครั้ง6. ตักพล่ากุ้งวางลงบนวุ้นเส้นอัญชัน แล้วตกแต่งด้วยหอมเจียว ยอดสะระแหน่ ดอกไม้ทานได้และมะเขือเทศราชินี พร้อมเสิร์ฟ

ชาเย็น Lemojito
Restaurants

ชาเย็น Lemojito

ชาเย็นรสหวานกลิ่นหอมจาก TE Time and Space

สปาเกตตี้เด็ก
Restaurants

สปาเกตตี้เด็ก

เมนูพาสต้าทำง่ายจากร้าน Sweet Pista

Guacamole Breakfast Sandwich
Restaurants

Guacamole Breakfast Sandwich

แซนด์วิชสำหรับคนรักสุขภาพจาก Sweet Pista 

รีวิวร้านอาหารและคาเฟ่ล่าสุดในกรุงเทพฯ

ตรอกครุฑ คาเฟ่
Restaurants

ตรอกครุฑ คาเฟ่

ร้านอาหารกึ่งคาเฟ่ในตึกเก่าสองคูหาที่เปิดโดย คุณเต้ย นักให้คำปรึกษาด้านอาหาร และ คุณเมย์ อดีตแอร์โฮสเตส ซึ่งทั้งสองเล่าว่าถูกใจบ้านเก่าย่านพระนครหลังนี้ทันทีที่เจอ ก่อนรีบเซ็นสัญญาทันทีและลงมือเปลี่ยนทั้งอาคารนี้ให้กลายเป็นร้านอาหารและคาเฟ่ 2 ชั้น โดยตั้งชื่อตามถนนเส้นเล็กๆ ที่ขนาบข้างร้านว่า ตรอกครุฑ เจ้าของร้านทั้งสองคนลงมือออกแบบร้านกันเอง รวมถึงเมนูอาหารเช่นกัน โดยมีคุณเต้ยรับหน้าที่เป็นเชฟประจำร้าน เนื่องจากทำอาชีพฟู้ดคอนซัลท์ฯ ทำให้มีประสบการณ์ด้านอาหารมากพอสมควร นอกจากนี้ก็ตั้งใจใส่ความหลากหลายเข้าไปในเมนูด้วย เพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าที่มีหลากหลายกลุ่ม เมื่อเปิดประตูเข้าไปจะพบกับบริเวณชั้นแรกที่ให้บรรยากาศเท่ขรึมและหรูหราด้วยกำแพงร้านที่เน้นสีโทนเข้มแต่งแต้มด้วยสีทอง โซนเคาน์เตอร์บาร์แต่งด้วยกระเบื้องสไตล์เมทาลิค รวมถึงโต๊ะหินอ่อน เก้าอี้ไม้ และกำแพงบางส่วนในร้านที่ตั้งใจทิ้งร่องรอยตึกเก่าเอาไว้ ช่วยให้บรรยากาศชั้นล่างนี้มีความวินเทจและดูหรูหรา ทว่าเมื่อขึ้นมาชั้น 2 จะเปลี่ยนบรรยากาศเป็นสไตล์ร้านอาหารในบ้านและคาเฟ่ผสมกลิ่นอายของเกาะบาหลี ซึ่งเป็นสถานที่ที่เจ้าของร้านทั้งสองคนประทับใจ โดยชั้นนี้เหมาะสำหรับการจัดปาร์ตี้ส่วนตัวเล็กๆ หรือนัดกินข้าวกับกลุ่มเพื่อนหลายๆ คน เมนูที่ร้านจะเป็นสไตล์ฟิวชั่น และมีเมนูใหม่เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ โดยมีเมนูแนะนำ อาทิ ข้าวหน้าเนื้อ (280 บาท) ที่ร้านใช้เนื้อออสเตรเลียหมักซอสเทอริยากิ ผสมรสเผ็ดนิดๆ เสิร์ฟพร้อมไข่ดองและกิมจิ อีกเมนูคือ สปาเก็ตตี้ขี้เมาทะเล (340 บาท) สปาเก็ตตี้เส้นดำรสจัดจ้าน เหมาะกับคนชอบรสชาติเผ็ดร้อนตามสไตล์ผัดขี้เมา ส่วนเมนูที่เราแนะนำว่าต้องลอง คือ สหายตรอกครุฑ (180 บาท/4 ชิ้น) ไก่ทอดสไตล์เกาหลีที่เราประทับใจความกรอบเบาขอ

Dao Tu Fook (DTF)
Restaurants

Dao Tu Fook (DTF)

DTF หรือ Down To Food ซึ่งร้านตั้งชื่อให้พ้องกับคำในภาษาจีนว่า Dao Tu Fook (เด๋า ตู๋ ฟุค) ที่แต่ละคำมีความหมายว่า ‘มีด ศิลปะ และ การประยุกต์’ ตรงกับความตั้งใจในการทำอาหารของร้านพอดี โดยเจ้าของร้านคือ คุณวู้ดดี้ - วุฒิ สมบูรณ์กุลวุฒิ  ผู้ริเริ่มตลาดนัดรวมของสไตล์วินเทจ Made by Legacy ร่วมกับหุ้นส่วนอีกคนหนึ่ง ช่วยกันชุบชีวิตตึกเก่าคูหานี้ให้มีชีวิตขึ้นมา ร้านเน้นเสิร์ฟอาหารจีนแบบฟิวชั่น ภายใต้บรรยากาศบ้านเก่าที่มีอายุกว่า 60 ปี ใครที่ชอบร้านอาหารสไตล์วินเทจย้อนสมัยต้องชอบการตกแต่งของร้านนี้แน่นอน โดยเฉพาะรถยนต์รุ่น Morris Ten สีครีมที่จอดอยู่มุมหนึ่งในร้าน หรือของตกแต่งย้อนสมัยที่นำมาจากสิ่งที่หลงเหลืออยู่จากบ้านหลังนี้ ซึ่งเชื่อว่ามุมโปรดของหลายคนต้องเป็นโต๊ะกลมที่ตั้งอยู่หน้าชั้นวางของ เพราะชวนให้นึกถึงบรรยากาศตอนนั่งรับประทานอาหารที่บ้านพร้อมหน้ากับครอบครัวไม่น้อยเลย นั่นก็เพราะคอนเซ็ปต์ของร้านคือ Family Hungry Place ที่ต้องการเปลี่ยนบ้านหลังนี้ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความสุขสำหรับครอบครัว จึงจัดให้มีทั้งโต๊ะใหญ่สำหรับนั่งกินหลายๆ คน หรือโต๊ะขนาดเล็กลงมาสำหรับ 2-4 ที่ สูตรอาหารของร้านได้มาจากสูตรของครอบครัวเอง หรือจากประสบการณ์เดินทางชิมอาหารตามที่ต่างๆ ก่อนนำมาผสมผสานจนเกิดเป็นเมนู อาหารที่ร้านจึงมีความหลากหลายทั้งสไตล์และรสชาติ ทำให้ไม่ว่าวัยไหนมากินก็ต้องเจอเมนูที่อยากลอง โดยเมนูห้ามพลาดก็มี เป็ดย่างโอ่งมังกร (320 บาท) จานซิกเนเจอร์ที่ร้านใช้โอ่งมังกรในการอบ ก่อนเสิร์ฟพร้อมซอสพะโล้ ยำหูหมู (220 บาท) ที่ได้ความกรุบกรอบจากหูหมูและเห็ดหูหนูที่เข้ากันกับรสยำ หรืออีกเมนูที่ไม่อยากให้พลาด สตูว์เนื้อซิโน (280 บาท) ใช้เนื้อน่องลายที่ผ่านการตุ๋นจนนุ่ม และฉ่ำด้วยน้ำซอสรสกลมกล่อม ต่อ

Tokyo Hot
Restaurants

Tokyo Hot

ร้านขนมโตเกียวสุดอาร์ต ที่เกิดจากศิลปินเจ้าของร้านผู้หลงใหลในการทำอาหาร จึงทำให้เกิดร้านขนมโตเกียวที่ไม่ได้วาดลวดลายแค่บนเตาร้อนๆ แต่รวมถึงการตกแต่งร้านและเมนูสุดครีเอท ที่ทำให้ขนมโตเกียวที่เราคุ้นเคยแตกต่างออกไปอย่างน่าสนใจ ด้วยรสชาติจัดจ้าน เข้มข้น และมีไส้ให้เลือกหลากหลาย ทำให้คนชอบกินขนมสตรีตฟู้ดเมนูนี้อาจตกหลุมรัก Tokyo Hot ได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะเมนูอย่าง กระเพราไข่เจียว (35 บาท) ที่รสชาติเข้มข้นตามฉบับกระเพรา หรือ ไก่ย่างบาร์บีคิวซอสหม่าล่า (30 บาท) ที่มีรสชาติเผ็ดลิ้นชาอ่อนๆ ใครชอบรสจัดต้องลอง แน่นอนว่ามีเมนูไส้หวานด้วยเช่นกัน ซึ่งมีความแปลกใหม่น่าสนใจไม่แพ้ไส้คาว แนะนำให้ลอง บราวนี่สังขยาไข่เค็ม (45 บาท) กัดในหนึ่งคำได้รสชาติทั้งความหวานขมนิดๆ ของบราวนี่ และความหอมมันของไข่เค็ม แต่สำหรับคนที่เลือกไม่ถูกว่าจะสั่งอะไร ทางร้านก็รวมเป็นเมนูยอดฮิตมาให้ใน โตเกียว ฮ็อท ซิกเนเจอร์ (115 บาท) ประกอบด้วย ทาโก้ ที่ใช้แป้งโตเกียวแทน สอดไส้ผักและหมูทรงเครื่องสไตล์เม็กซิกัน อีกชิ้นเป็น โตเกียวรสต้มยำกุ้ง ที่ได้รสชาติเผ็ดร้อนจากเครื่องต้มยำ กัดแล้วเจอกุ้งทั้งชิ้น และสุดท้าย โตเกียวสังขยาไข่เค็ม ที่รวมความหอมหวานของสังขยา เข้ากับรสเค็มมันของไข่เค็ม บอกเลยว่าสั่งเซ็ตเดียวได้ลองครบทุกรสชาติ นอกจากความอาร์ตในเรื่องอาหารแล้ว บรรยากาศในร้านก็อาร์ตไม่แพ้กัน เดิมที Tokyo Hot ตั้งอยู่ในซอยเจริญกรุง 24 แต่ปัจจุบันได้ย้ายมาอยู่ในซอยเจริญกรุง 43 ไม่ไกลจากอาคารไปรษณีย์กลางฯ ทำเลใหม่นี้ทำให้หมดปัญหาเรื่องอากาศร้อนอบอ้าวไปเลย เพราะตัวร้านค่อนข้างเปิดโล่ง สามารถแวะมานั่งกินได้ทั้งขนมหรืออาหารก็ได้เช่นกัน

100 มหาเศรษฐ์ (สาขาเอกมัย)
Restaurants

100 มหาเศรษฐ์ (สาขาเอกมัย)

  ร้านอาหารไทย-อีสาน ร้อยมหาเศรษฐ ที่มีสาขาแรกอยู่ในย่านบางรัก ตอนนี้ได้ขยายมาเปิดสาขาใหม่ไม่ไกลจากย่านทองหล่อ พร้อมบรรยากาศที่เป็นกันเองมากขึ้น และเมนูอาหารที่คงคอนเซ็ปต์ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ผสมการทวิสต์รสชาติให้น่าสนใจ และเลือกใช้เนื้อทุกส่วนที่มีคุณภาพ ร้านสาขาใหม่ตั้งอยู่ในซอยเอกมัย 21 เมื่อเข้าไปแล้วสัมผัสได้ถึงบรรยากาศสบายๆ สไตล์ร้านอาหารในแถบชานเมือง โดยร้านเน้นใช้เฟอร์นิเจอร์ทำจากไม้ ตกแต่งด้วยสิ่งของอย่าง หมวกงอบ ตระกร้าสานที่นำมาใช้เป็นโคมไฟ รวมถึงมู่ลี่ทำจากไม้ กำแพงตกแต่งด้วยสังกะสี หรือที่นั่งบริเวณชั้น 2 ที่ให้ความรู้สึกราวกับนั่งรับประทานอาหารอยู่ที่บ้านก็ไม่ปาน ซึ่งทั้งหมดเป็นความตั้งใจของ เชฟเจ้าของร้าน ชาลี กาเดอร์ (ผู้อยู่เบื้องหลังร้านอาหารฝรั่งเศส Surface และร้านพาย Holy Moly) ที่อยากให้สาขานี้แตกต่างจากสาขาแรกที่มีความเป็นทางการกว่า เมนูที่สาขาเอกมัยจะค่อนข้างหลากหลาย และมีเมนูฟิวชั่นอย่าง เฝอเนื้อใส่ไขกระดูกวัว (250-350 บาท) ที่หลายคนชื่นชอบรวมอยู่ในเมนูด้วย โดยรสชาติจะเป็นสไตล์อเมริกา น้ำซุปรสชาติใส ส่วนเนื้อวัวนุ่มลิ้น หรือจะเป็น ฮ็อตดอกไส้อั่ว (190 บาท) ที่ร้านทำขนมปังเอง ก่อนทาด้วยตับบด ใส่ผักดอง ก็เป็นอีกเมนูที่ได้รับความนิยม ส่วนจานพิเศษแนะนำให้ลองที่สาขานี้ เริ่มกันที่ ยำหอยแครงสัปปะรดและปลาร้า เนื้อหอยแครงที่นุ่มกำลังดี กินคู่กับสัปปะรดและน้ำปลาร้า ช่างเหมาะกับการเป็นอาหารคำเริ่มแรกก่อนลิ้มรสจานถัดไป ซึ่งเมนูนี้ส่วนตัวคิดว่าเชฟทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว เพราะเราสัมผัสไม่ได้ถึงกลิ่นปลาร้า จึงเชื่อว่าคนที่ไม่ชอบหรือไม่เคยกินปลาร้ามาก่อนก็สามารถกินจานนี้ได้แน่นอน ต่อด้วยจานเนื้อกับเมนู เนื้อบาเว็ทน้ำใบย่านาง ที่ใช้เนื้อวากิวสุริทร์ส่วนสันใน นำไปย่างจนสี

Giglio
Restaurants

Giglio

ในเมืองฟลอเรนซ์ ที่เป็นเมืองหลวงของแคว้นทัสคานี หากได้ลองเดินสังเกตดูจะเห็นว่าเมืองนี้เต็มไปด้วยร้านอาหารสไตล์ทรัตโตเรีย หรือร้านอาหารอิตาเลียนระดับกลางที่เน้นเสิร์ฟเมนูประจำท้องถิ่นแบบเรียบง่ายแต่อบอุ่น และเนื่องจาก เชฟมานูเอโล ปินโตเร่ ก็เป็นชาวฟลอเรนซ์เช่นกัน เขาจึงอยากนำรสชาติและบรรยากาศที่คึกคักเหล่านั้นมาเปิดให้ชาวกรุงเทพฯ ได้สัมผัส จึงเกิดเป็นร้านแห่งนี้ที่ชื่อว่า Giglio (จิ จิลิโอ) ที่มาจากชื่อดอกไม้ประจำเมืองฟลอเรนซ์ และถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ประจำร้านนี้ด้วย บรรยากาศภายในร้านให้ความรู้สึกอบอุ่น และไม่เป็นทางการจนเกินไป สามารถนั่งกินมื้อสายหรือมื้อค่ำได้อย่างสบายๆ แถมการตกแต่งก็ช่วยให้รู้สึกราวกับนั่งกินที่บ้าน ด้วยกำแพงที่ใช้กระเบื้องโทนชมพูอ่อน เข้ากันกับเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้ม และเก้าอี้นั่งสีเขียว ทำให้ทุกอย่างในร้านนี้ดูสบายๆ อบอุ่นทันทีที่ก้าวเข้าไป แน่นอนว่าร้าน Giglio เน้นเสิร์ฟรสชาติดั้งเดิมจากเมืองฟลอเรนซ์แท้ๆ โดยเริ่มที่เมนูสลัด Tonno del Chianti (250 บาท) ที่ใช้เนื้อหมูแทนทูน่าตามชื่อเมนู (Tonno แปลว่า ทูน่า) ซึ่งเชฟปรุงเนื้อหมูด้วยวิธีเดียวกับทูน่า ด้วยการหมักกับน้ำมันมะกอกและสมุนไพร ทำให้ได้เนื้อสัมผัสใหม่ที่น่าสนใจ กินคู่กับถั่วขาวและมะเขือเทศ ส่วนอีกจาน Panzanella (250 บาท) ที่เสิร์ฟมาพร้อมขนมปังสไตล์ทัสคันให้เรากินคู่กับสลัดมะเขือเทศ เซเลอรี่ หัวหอม และแตงกวา แม้ทั้งสองเมนูจะมีน้ำมันมะกอกเป็นส่วนประกอบ แต่รสชาติกลับเบาไม่เลี่ยน แนะนำให้สั่ง ปาเต้ หรือ ตับไก่บด (200 บาท) ที่เสิร์ฟบนขนมปังครอสตินี่ มากินพร้อมกันด้วย ส่วนเมนูพาสต้าที่เราไม่อยากให้พลาดลอง ก็คือ Pici alla Salsiccia (380 บาท) พาสต้าเส้นม้วนเส้นด้วยมือที่สุกระดับอัล เดนเต้ ได้สัมผัสนุ่มหนึบและเคล

Pimp My Salad
Restaurants

Pimp My Salad

เมื่อพูดถึงอาหารสุขภาพทีไร หลายคนอาจเบือนหน้าหนีกันทันที เพราะภาพแรกที่แล่นเข้ามาในหัวคงเป็นชามผักสลัด กับเนื้อสัตว์สีจืดชืดที่ดูไม่มีรสชาติเอาเสียเลย แต่กับร้านนี้เราเชื่อว่าอาจทำให้หลายคนเปลี่ยนใจ และอยากสั่งอาหารเพื่อสุขภาพมากินบ่อยขึ้น Pimp My Salad เป็นร้านอาหารส่งตรงจากประเทศสิงคโปร์ มีทีมงานเบื้องหลังเดียวกันกับคาเฟ่บรรยากาศสุดเท่ Sarnies ในย่านเจริญกรุง ซึ่งแม้ร้านจะเน้นอาหารเมนูสลัด แต่รับรองว่าเราจะได้กินเมนูเพื่อสุขภาพที่มีสีสันและหน้าตาแปลกใหม่ แถมรสชาติไม่น่าเบื่อหรือมีแต่ผักใบเขียวพูนๆ อีกทั้งเรายังสามารถเลือกผสมเองได้ในสไตล์ BYO (Build Your Own) ตามวัถุดิบที่อยากกิน แต่ละเมนูเสิร์ฟมาในขนาดที่กินแล้วอิ่ม (ถ้าใครเคยแวะไปกินมื้อสายที่ Sarnies จะนึกปริมาณออกทันที) โดยร้านมีส่วนผสมให้เลือกทั้งฝั่งร้อนและเย็น เริ่มกันที่โปรตีนจากฝั่งร้อนที่มีตั้งแต่ แซลมอนรมควัน (135 บาท) เนื้อสเต็กซูวีด (125 บาท) ไปจนถึง สะโพกไก่ที่นำไปหมักกับมะกรูดและกะทิ (85 บาท) โดยเนื้อแต่ละชนิดทำให้สุกบนเตาฟืน ก่อนให้เลือกเสิร์ฟคู่กับของเคียง เช่น ฟาลาเฟลอบ (2 ชิ้น/55 บาท) ยำคีนัว (65 บาท) หรือ เห็ดซอเต้ (45 บาท) ส่วนฝั่งเมนูเย็นก็มีตัวเลือกน่าสนใจอยู่หลายอย่าง อาทิ ลาบถั่วลูกไก่ (55 บาท) บีทรูทและฟักทองฮัมมูส (45 บาท) สลัดไข่ (55 บาท) หรือ เส้นโซบะบัควีต (35 บาท) แต่ถ้าใครกลัวจะตัดสินใจเลือกเองไม่ได้แบบเรา ร้านก็มีเมนูโบวล์พร้อมสั่งจัดไว้ให้ รับรองว่ากินแล้วเข้ากันแน่นอน อาทิ Cool Gai (225 บาท) เนื้อไก่หมัก เสิร์ฟพร้อมกับลาบถั่วลูกไก่ เห็ดซอเต้ ข้าวกล้อง และน้ำสลัดแจ่วมายองเนส หรือ Hula Hula Tuna (350 บาท) ทูน่าโปเกะ มาพร้อมกับอะโวคาโดบด เอดามาเมะ หัวไชเท้าและแครอทดอง กิมจิ และข้าวกล้อง โรยด้ว

ร้านอาหารและคาเฟ่อื่นๆ ในกรุงเทพ

รวมร้านอาหารและคาเฟ่ที่น่าสนใจในกรุงเทพฯ

รวม 6 เมนูเด็ดจาก 6 ฟู้ดคอร์ท สำหรับคนที่มองหามื้อสุดคุ้มค่าและหลากสไตล์
Restaurants

รวม 6 เมนูเด็ดจาก 6 ฟู้ดคอร์ท สำหรับคนที่มองหามื้อสุดคุ้มค่าและหลากสไตล์

ตัวเลือกสุดท้ายของคนที่คิดไม่ออกว่าจะกินอะไร หรือถึงมื้อกลางวันทีไรก็ตกลงกับเพื่อนไม่ได้สักทีว่าจะกินร้านไหน เราเชื่อว่า ฟู้ดคอร์ท คงเป็นคำตอบที่ช่วยคลี่คลายปัญหาทุกอย่างได้แน่นอน เพราะในโซนอาหารนี้จะเต็มไปด้วยร้านอาหารหลากสไตล์ รวมถึงเมนูที่มีให้เลือกเกินร้อย รับรองไม่ว่าใครจะชอบกินอาหารแบบไหนก็ต้องเจอเมนูที่หมายตาไว้บ้างล่ะ วันนี้เราเลยอยากชวนทุกคนไปลุยกินเมนูเด็ดจาก 6 ฟู้ดคอร์ทในกรุงเทพฯ ที่บางคนอาจยังไม่รู้ว่ามีเมนูสุดคุ้มค่าและน่าสนใจขนาดนี้อยู่ด้วย! มื้อต่อไปลองชวนกันมานั่งกินอาหารสุดหลากหลายในบรรยากาศสบายๆ สไตล์ฟู้ดคอร์ทกันดูบ้างก็ไม่เลวนะ

6 ร้านอาหารสุขภาพน่าลองในกรุงเทพฯ สำหรับมื้อที่ดีต่อกายและใจ
Restaurants

6 ร้านอาหารสุขภาพน่าลองในกรุงเทพฯ สำหรับมื้อที่ดีต่อกายและใจ

หลายคนอาจห่างหายจากการดูแลสุขภาพไปนานในช่วงที่ผ่านมา และตอนนี้ก็ดูเหมือนถึงเวลากลับมาเริ่มดูแลตัวเองกันสักหน่อยแล้ว เราจึงอยากชวนทุกคนไปกินมื้ออาหารดีต่อสุขภาพ ซึ่งแต่ละร้านมีเมนูน่าสนใจและไม่ธรรมดาอย่างทั่วๆ ไปแน่นอน เพราะเรารู้ว่าไม่มีใครอยากกินสลัดที่มีแต่ผัก หรืออาหารหน้าตาจืดชืดทุกวันหรอก จริงไหม? และนี่คือลิสต์ 6 ร้านอาหารสุขภาพที่กินแล้วดีต่อกายและใจ ซึ่งเราอยากแนะนำให้ทุกคนได้ลอง

10 ร้านยำรสแซ่บพร้อมเดลิเวอรี่
Restaurants

10 ร้านยำรสแซ่บพร้อมเดลิเวอรี่

ถ้าให้จัดอันดับเมนูอาหารไทยสุดโปรด เราเชื่อว่า 'ยำ' น่าจะติดอันดับของใครหลายๆ คน เพราะรสชาติที่จัดจ้านถูกปากคนไทยและวัตถุดิบสุดอลังการ อร่อยเต็มปากเต็มคำ ที่สำคัญคือเป็นเมนูที่หากินง่ายมาก เรียกว่าทุกซอยต้องมีร้านยำ แต่ก็ไม่ใช่ทุกร้านที่จะทำยำออกมาได้อร่อย เราเลยรวม 10 ร้านยำยอดนิยมมาให้ เผื่อใครอยากสั่งมาแซ่บที่บ้านในช่วงกักตัว

12 ร้านติ่มซำทั่วกรุงเทพฯ ที่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยถึงหน้าบ้าน
Restaurants

12 ร้านติ่มซำทั่วกรุงเทพฯ ที่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยถึงหน้าบ้าน

ถึงช่วงนี้การออกจากบ้านของเราจะยากลำบากกว่าแต่ก่อน และเราเองก็ไม่ควรออกไปไหนเพื่อเป็นการหยุดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงของอร่อยเลยแม้แต่น้อย เพราะอยากกินอะไรก็แค่กดสั่ง วันนี้เราขอเอาใจคนที่อาจจะคิดถึงบรรยากาศการกินข้าวร่วมโต๊ะกันอย่างอบอุ่นในภัตตาคารจีนสุดหรู ด้วยการรวม 12 ร้านติ่มซำทั่วกรุงเทพฯ ที่พร้อมส่งความอร่อยถึงหน้าบ้าน

รีวิวบาร์ล่าสุดในกรุงเทพฯ

Sombat Bar
Bars

Sombat Bar

บาร์ค็อกเทลที่ตั้งใจเป็นพื้นที่นั่งดื่มให้ทุกคนเดินทางมาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์อันล้ำค่ากันได้ตั้งแต่กลางวันจนถึงกลางคืน บาร์ซ่อนตัวอยู่ด้านในบริเวณล็อบบี้ของโรงแรม Mestyle Museum Hotel ย่านห้วยขวาง ด้วยคอนเซ็ปต์ของโรงแรมที่ตกแต่งเป็นโรงแรมของนักสะสม เราจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ค่อนข้างเป็นอาร์ตติสท์ และเต็มไปด้วยสิ่งของต่างๆ ที่มีคาร์แร็กเตอร์หลากหลาย สมบัติบาร์ ในตอนเช้าจะมีกาแฟให้นั่งดื่ม แต่เมื่อถึงเวลากลางคืนบรรยากาศจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการตกแต่งราวกับเป็นเพนท์เฮาส์ของนักเดินทางที่เต็มไปด้วยประสบการณ์มากมาย เราจะรู้สึกเหมือนกำลังนั่งดื่มค็อกเทลรสชาติดีอยู่ที่บ้านเพื่อนสักคน ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าสนใจจัดวางไว้ตามมุมต่างๆ ให้เราเกิดสงสัย ซึ่งค็อกเทลของที่นี่อิมพอร์ตสูตรมาจากนพบุรีบาร์ที่เชียงใหม่ ดังนั้นใครเป็นแฟนคลับก็ไม่ต้องไปไกลถึงเชียงใหม่แล้วนะ ค็อกเทลของสมบัติบาร์ค่อนข้างดื่มง่าย แนะนำให้ลองสั่ง ต้มยำ (320 บาท) ที่เราจะได้กลิ่นหอมมะกรูดตั้งแต่แก้วยังไม่มาเสิร์ฟ รสชาติออกเปรี้ยวหวาน หอมเครื่องเทศแบบต้มยำตามชื่อ แก้วต่อมา ธาดา (320 บาท) ผสมด้วยเบอร์เบินวิสกี้ ราสเบอร์รี่ และผลไม้อื่นๆ รสชาติหวานนุ่ม แก้วซิกเนเจอร์เป็นชื่อ สมบัติ (320 บาท) เหมาะกับคนชื่นชอบการดื่มโดยเฉพาะ เพราะแก้วนี้รสชาติแรงกว่าตัวอื่น แต่ดื่มแล้วรู้สึกมีรสหวานที่ปลายลิ้น หรือใครที่อยากดื่มแบบเบาๆ เราแนะนำให้ลอง แฟนสวย (320 บาท) ค็อกเทลเสิร์ฟพร้อมไอศกรีมดาร์คช็อคโกแลต เหมาะกับการสั่งแทนขนมหวานธรรมดาปิดท้ายวัน แก้วนี้รับรองว่ากินแล้วเพลินมากๆ แถมรสชาติของค็อกเทลและไอศกรีมก็เข้ากันดีอีกด้วย ถ้าใครกำลังหาบาร์นั่งดื่มเพื่อนั่งพูดคุยกันในบรรยากาศสบายๆ และไม่เต็มไปด้วยผู้คน เราว่าที่บาร์แห่งนี

เมรัย (May Rai)
Bars

เมรัย (May Rai)

เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร แห่ง Le Du กับบาร์ใหม่ที่จับคู่ไวน์กับผัดไทยได้เท่กว่าใคร

Rabbit Hole
Bars

Rabbit Hole

บาร์โพรงกระต่ายขนาด 3 ชั้นตั้งอยู่ติดกับร้าน Ainu ดูโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบดิบๆ ตัดกับการตกแต่งที่ดูหรูหรา บาร์แห่งนี้คือสวรรค์ของคนรักวิสกี้ที่มีให้เลือกอย่างมากมาย เครื่องดื่มของที่นี่ยังเน้นการผสมผสานค็อกเทลให้เข้ากับสมุนไพร และวัตถุดิบที่ทางร้านรมควันด้วยตัวเอง จนได้ค็อกเทลที่ไม่เหมือนใครอย่าง Cosa Nostra เครื่องดื่มรุ่นเก๋าที่ทำจากคอนยัครสเชอร์รี่ ก่อนจะเสิร์ฟในแก้วกินอบกลิ่นซิการ์จนมีกลิ่นหอมไม่เหมือนที่ไหนๆ

Time Out พูดว่า
5 จาก 5 ดาว
Crimson Room
Bars

Crimson Room

กลุ่มคนผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของค็อกเทลบาร์อย่าง Rabbit Hole และ Liberation ได้ขยับขยายอาณาจักรการกินดื่มอย่างมีระดับมาสู่แจ๊สบาร์แห่งใหม่ที่ Velaa Sindhorn Village บนถนนหลังสวน ในคอนเซ็ปต์โรงละครที่ราวกับหลุดมาจากยุค 20's อย่างไรอย่างนั้น โคมไฟระย้าที่ระยิบระยับไปด้วยเม็ดคริสตัลจำนวนมากถูกแขวนเอาไว้กลางห้อง มอบความหรูหราที่เข้ากันได้ดีกับเหล่าเบาะที่นั่งกำมะหยี่สีแดงสูงลดหลั่นกันคล้ายกับอัฒจันทร์ในโรงละคร มีฉากไม้สีเข้มกั้นระหว่างกันเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวให้แขกที่จะเข้ามาเยี่ยมเยียนโรงละครแห่งนี้ได้แบบพอดีๆ ไม่บดบังการรับชมการแสดงบนเวทีขนาดย่อม ซึ่งจะมีทั้งดนตรีแจ๊สสดจังหวะชวนโยก ดีเจจำนวนมาก และการแสดงอีกหลายรูปแบบผลัดเปลี่ยนกันมาเรื่อยๆ สร้างบรรยากาศให้เป็นโรงละครมาขนาดนี้แล้ว แน่นอนว่าเครื่องดื่มที่เสิร์ฟที่นี่ก็ยังได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการแสดงบนเวทีดำเนินอยู่ โดยแบ่งเครื่องดื่มออกเป็นหมวดหมู่ เริ่มจาก Bee Pollen (380 บาท) ค็อกเทลสีเหลืองจากเหล้าจิน Hendrick’s เหล้าสมุนไพร Yellow Chartreuse และไซรัปคาราเมลหอมหวาน ที่เสิร์ฟมาในแก้วนกน้อยน่ารัก จากหมวด 'Dim The Light' กลุ่มค็อกเทลประเภทที่ได้รับการออกแบบให้มีรสชาติสดชื่น ดื่มง่าย เหมาะกับการเริ่มต้นเมื่อเราเข้ามานั่งประจำ ณ ที่นั่ง และเตรียมตัวเพบิดเพลินไปกับการแสดงบนเวที และเมื่อม่านการแสดงถูกเปิดขึ้น ก็ถึงเวลาของค็อกเทลที่แรงขึ้นมาอีกหน่อยอย่าง Orange Jasmine (380 บาท) ซึ่งชงขึ้นจากเหล้าจิน Star of Bombay กับลูกพรุน ดอกส้ม และเหล้าไวท์มอลต์ ทำให้เราได้ผ่อนคลายพร้อมรับมือกับจังหวะโหมโรงทางการแสดงต่อไปกับ À La Menthe (380 บาท) ค็อกเทลในหมวดหมู่ 'The Strike the Band' ที่ทำขึ้นจากมาร์ตินี่ เหล้าอ

Time Out พูดว่า
3 จาก 5 ดาว
Talk of the town
Bars

Talk of the town

ทุกคืนวันศุกร์ถ้าอยากไปแฮงเอาต์หลายคนก็มักจะปักหมุดไปที่ทองหล่อและเอกมัยก่อนที่อื่นๆ เสมอ เพราะมีบาร์มีร้านให้เลือกนั่งเยอะแยะ ผู้คนก็คึกคักราวกับเมืองนี้ไม่มีใครหลับใครนอน ไปทีไรก็สนุกกับบรรยากาศที่คุ้นเคย แต่เราจะผูกขาดตัวเองกับสถานที่เดิมๆ ไปทำไม ในเมื่อทุกวันนี้มีทั้งร้านสวยๆ และบาร์น่านั่งเปิดใหม่แทบทุกตรอกซอกซอย อย่างบาร์ที่เราพามารอบนี้ก็อยู่แค่แยกพระโขนง เลยเอกมัยมานิดเดียวเอง Talk of the town คือชื่อของร้านที่เราพูดถึง ชื่อนี้มาจากความตั้งใจที่ว่าอยากให้ทุกคนที่มาที่นี่มีอะไรให้พูดถึง อยากให้ร้านเป็นที่พูดถึงแบบ Talk of the town ส่วนการตกแต่งร้านก็ชวนให้พูดคุยตั้งแต่ภาพเขียนหน้าร้านที่ภาพ คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือกับประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัล ทรัมป์ นั่งซดเบียร์อยู่บนระเบิดนิวเคลียร์ เป็นการหยิกแกมหยอกที่น่ารักและทันยุคทันสมัยดีเหมือนกัน ส่วนภายในร้านถึงจะดูหรูหรา แวววาวด้วยทองแดงที่ด้านหลังบาร์ แต่ก็ยังมีความวินเทจกลืนๆ อยู่ ด้วยกระจกเก่า เก้าอี้ไม้หน้าบาร์สีเข้มๆ และเพดานที่ตั้งใจเปิดโล่งโชว์การเดินท่อและสายไฟ ส่วนที่ผนังด้านในก็จะมีภาพจากข่าวดังและบุคคลสำคัญต่างๆ แต่ละภาพก็จะมีเรื่องราวให้พูดถึงได้ไม่ซ้ำกัน เครื่องดื่มของร้านนี้มาจากการคิดค้นของ ทอมมี่ - สุวรรณ สีลี บาร์เมเนเจอร์ ดีกรีอันดับ 3 ของโลก จากการแข่งขันบาร์เทนเดอร์ที่อิตาลี จะเน้นให้คนเข้าถึงได้ง่าย แต่ละแก้วได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวรอบๆ ตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นข่าว เหตุการณ์ กระแสหรือคนดัง ที่สำคัญคือวัตถุดิบแต่ละอย่างจะเน้นใช้วัตถุดิบที่ทำเอง โดยทอมมี่ย้ำกับเราว่า “เราจะไม่ซื้อของมาใส่ แต่จะซื้อของมาทำแล้วค่อยใส่” เดินเข้ามาในร้านแล้วอาจจะสะดุดตากับพื้นที่หลังบาร์ที่มีแท็บเครื่องดื่มแทนที่จะเป็นข

Littles
Bars

Littles

I’m not a secret bar ประโยคที่บาร์แห่งนี้ใช้อธิบายตัวเอง ทำให้เรารู้สึกแย้งขึ้นมาในใจทันที เมื่อเห็นทางเข้าร้านที่ออกจะลับยิ่งกว่าบาร์ที่เรียกตัวเองว่าบาร์ลับซะอีก หลังจากผลักประตูสีแดงเข้าไปจะเจอโถงทางเดินสั้นๆ ที่พาเราเข้าไปในด้านในร้าน ซึ่งพื้นที่ตรงนี้ เราสามารถขีดเขียนข้อความหรือเส้นสายอะไรก็ได้ตามอัธยาศัย ก่อนจะเข้าไปดื่มด่ำกับงานศิลปะชุดใหญ่ที่รออยู่ในร้าน ที่ต้องพูดถึงเรื่องศิลปะทั้งที่อยู่ในบาร์ ก็เพราะบาร์แห่งนี้ตกแต่งราวกับ Art Gallery ทุกพื้นที่ของร้าน ไล่มาตั้งแต่เพดาน ผนัง พื้น โต๊ะ เก้าอี้ บาร์ ถูกตกแต่งด้วยสีขาวล้วนๆ เหตุผลที่ต้องขาวทั้งร้านก็เพราะ Littles อยากให้ค็อกเทลทำหน้าที่เป็นสีสันของร้านนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ Signature Cocktail จึงมีชื่อเป็นสีต่างๆ คือ Scarlet (280 บาท), Shamrock (290 บาท), Bumblebee (290 บาท), Fuscia (290 บาท) ฯลฯ ซึ่งทุกแก้วจะเน้นรสชาติที่ดื่มง่าย นอกจาก Signature Cocktail แล้ว ก็ยังมีเครื่องดื่มที่แบ่งออกเป็นซีรีส์ต่างๆ เช่น Signature Littles นำเสนอคอนเซ็ปต์ของแบ็กแพ็กเกอร์ที่เดินทางท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆ โดยใช้สปิริตที่มีชื่อเสียงของหลายๆ ประเทศมาเป็นเบส ราคาเริ่มต้นแก้วละ 350 บาท หรือ Littles Tasting สำหรับนักดื่มที่ชอบลองก็จะได้ลองชิมสปิริตชั้นดีจากทั่วโลกในราคา 990 บาทต่อ 3 แก้ว ค็อกเทลที่เราได้ชิมวันนี้เป็นตัวแทนจากแต่ละซีรีส์ เริ่มที่ Signature Cocktail อย่าง Shamrock (290 บาท) ใช้ Whitley neill dry gin เป็นเบสและมีส่วนผสมของน้ำฝรั่งและน้ำผึ้ง จึงได้รสเปรี้ยวหวาน ดื่มง่าย กลิ่นหอมสดชื่น Yim Siam (350 บาท) จากซีรีส์  Signature Littles ที่เบสด้วย Phraya Rum พรีเมียมรัมของไทย ผสมกับลำไยและช็อกโกแลตจึงมีทั้งความหวานและหอมแบบไทยๆ

Time Out พูดว่า
4 จาก 5 ดาว
บาร์อื่นๆ ในกรุงเทพฯ

บทสัมภาษณ์ใหม่ล่าสุด

SC GRAND ธุรกิจรีไซเคิลสิ่งทอที่ทำให้แฟชั่นกับความยั่งยืนเป็นเรื่องเดียวกัน
Shopping

SC GRAND ธุรกิจรีไซเคิลสิ่งทอที่ทำให้แฟชั่นกับความยั่งยืนเป็นเรื่องเดียวกัน

เชื่อไหมว่า อีก 25 ปีต่อจากนี้ เราจะขาดแคลนน้ำสะอาดและจะมีคนเดือดร้อนกว่า 6 พันล้านคนทั่วโลก? สมมุติฐานนี้อ้างอิงมาจากรายงานของ The United Nations World Water Development เมื่อปี 2018 ซึ่งสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ แน่นอนว่าเป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และหลายคนอาจจะคิดไม่ถึงว่าสาเหตุส่วนหนึ่งก็มาจากเรื่องใกล้ตัวเราอย่างเรื่องเครื่องนุ่งห่มซึ่งมีต้นทางมาจาก ‘อุตสาหกรรมสิ่งทอ’ ผู้ร้ายที่สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับสองของโลก รองจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียม   Tanisorn Vongsoontorn/Time Out Bangkok   ทุกขั้นตอนในการผลิตเสื้อผ้าเพียง 1 ตัว นับตั้งแต่การปั่นด้าย การย้อมผ้า ไปจนถึงการทอผ้า ล้วนสร้างขยะจำนวนมหาศาล หรือแม้แต่การซักเสื้อผ้าของเราก็ส่งผลให้เกิดการปล่อยไมโครพลาสติกและสารมลพิษ ซึ่งท้ายที่สุดก็จะลงไปที่แหล่งน้ำธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ แฟชั่นแบรนด์ระดับโลกหลายเจ้า จึงเริ่มให้ความสำคัญกับการนำ ‘ของเสีย’ ที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตเสื้อผ้า มาเปลี่ยนเป็น ‘ของใหม่’ หรือที่เรียกว่า Sustainable Fashion กันมากขึ้น ซึ่งจริงๆ บ้านเราก็มีคนริเริ่มทำเรื่องนี้มานานตั้ง 50 ปี แล้ว นั่นคือ บริษัท แสงเจริญ แกรนด์ จำกัด หรือ SC GRAND ที่ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของ 'วัธ - จิรโรจน์ พจนาวราพันธุ์' ทายาทรุ่นที่ 3   Tanisorn Vongsoontorn/Time Out Bangkok   คุณวัธ เล่าถึงกระแส Sustainable Fashion ทั้งในต่างประเทศและในไทยให้เราฟังว่า ตอนนี้ประเด็นเรื่องความยั่งยืนและแฟชั่นที่ไม่สร้างขยะ กลายเป็นสิ่งที่แบรนด์แฟชั่นสตรีตอย่าง H&M และ Zara ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ โดยตั้งเป้าหมายใหญ่คือการลดปริมาณขยะ ส่วนแบรนด์ไทย การผลิตงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมยังเป็นที่ยอม

Yuri โลกคู่ขนานของวาย (Y) ชนที่เล่าเรื่องของหญิงรักหญิง
LGBT

Yuri โลกคู่ขนานของวาย (Y) ชนที่เล่าเรื่องของหญิงรักหญิง

หากจะมองอย่างผิวเผิน คนส่วนใหญ่คงรู้จักคำว่า ‘วาย หรือ 'สาววาย' ในฐานะผู้หญิงหรือคนกลุ่มหนึ่งที่ชื่นชอบเวลาเห็นผู้ชายสองคนอยู่ด้วยกัน ทั้งในโลกความเป็นจริงและโลกจำลอง ทว่าแท้จริงแล้วในวงการนี้มีอะไรซับซ้อนและลึกซึ้งกว่าที่ทุกคนเคยรู้ และอาจเป็นอีกสังคมย่อยๆ หนึ่งที่ทุกคนอาจไม่ทันสังเกตว่าเริ่มมีตัวตนและมีอิทธิพลในสังคมมากขึ้นกว่าแต่ก่อน วาย (Y) ย่อมาจากคำว่า Yaoi (ยา-โอย) ที่เป็นศัพท์ภาษาญี่ปุ่นซึ่งหมายถึง ชายรักชาย คนไทยนิยมใช้คำนี้จำกัดความหลายๆ สิ่ง (เช่น นิยาย, ฟิคชั่น, ภาพยนตร์, ซีรีส์, การ์ตูน) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับผู้ชายที่ชอบเพศเดียวกันหรือ เกย์ แต่ในความจริงแล้วคำว่า วาย ไม่ได้หมายถึงเพียงชายรักชายอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ เพราะในคำนี้ยังหมายรวมถึง Yuri (ยู-ริ) ที่เป็นกลุ่ม หญิงรักหญิง อีกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกใจเหมือนกันที่กลุ่มซึ่งแทบไม่ต่างกันมากกับ Yaoi กลุ่มนี้ ยังไม่ได้รับความสนใจมากเท่าวงการชายรักชาย   Time Out Bangkok   "เราอยู่ในวงการนี้มา 10 ปีแล้ว ก็ตั้งคำถามกับตัวเองตลอดว่าทำไม Yuri ไม่ได้รับความนิยมเท่า Yaoi สักที หนังที่เล่าถึงหญิงรักหญิงแทบหายไปจากวงการ หลังจากเรื่อง Yes or No อยากรักก็รักเลย (ฉายเมื่อปี 2010) ก็แทบไม่เห็นเรื่องไหนอีกที่สร้างกระแสได้เท่าเรื่องนั้น อาจเพราะผู้ผลิตมองว่าเป็นกลุ่มที่ไม่น่าลงทุน ทั้งที่จริงแล้วคนกลุ่มนี้พร้อมสนับสนุน พวกเราแค่กำลังรอเนื้อหาดีๆ อยู่ อีกอย่างการพูดว่าอยากผลักดัน LGBTQ+ ก็สามารถเล่าผ่านมุมอื่นได้อีกมากมาย ไม่จำเป็นต้องพูดถึงตัว G (เกย์) แค่ตัวเดียว" กระบุง - นรมน กัลญาณมิตร นักเขียนนิยายแนว Yuri ผู้มีผลงานเรื่องสั้น-ยาวรวมกันกว่าร้อยเรื่องเล่าถึงวงการ Yuri ให้เราฟัง กระบุงเล่าต่อว่าการอยู่วงการนี้มาเกิน

'พิมพรรณ ดิศกุล ณ อยุธยา' ชวนเปลี่ยนนิสัยใช้แล้วทิ้งมาใช้วนไปกับโครงการ ‘ส่งพลาสติกกับบ้าน’
Things to do

'พิมพรรณ ดิศกุล ณ อยุธยา' ชวนเปลี่ยนนิสัยใช้แล้วทิ้งมาใช้วนไปกับโครงการ ‘ส่งพลาสติกกับบ้าน’

2,077,520.32 ตัน คือปริมาณขยะมูลฝอยในกรุงเทพฯ ที่ สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร จัดเก็บได้ ในปีงบประมาณ 2563 (1 ต.ค. 62 - 30 เม.ย. 63) เท่ากับว่า 213 วันที่ผ่านมานั้น เราได้ร่วมกันสร้างขยะมากถึงวันละ 9,753.62 ตัน ในจำนวนนี้มีทั้งเศษอาหาร ซากหรือเศษของพืช ผัก ผลไม้ หรือสัตว์ ที่สามารถย่อยสลายได้ รวมถึงขยะทั่วไป ขยะอันตราย ที่ต้องกำจัดอย่างถูกวิธี และ ‘ขยะรีไซเคิล’ ที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้งโดยไม่ต้องเบียดเบียนทรัพยากรธรรมชาติ คุณหวาน - พิมพรรณ ดิศกุล ณ อยุธยา ผู้อำนวนการเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนแห่งประเทศไทย มองเห็นความสำคัญของการนำขยะพลาสติกหรือขยะรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่ เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ (Circular Economy) ขึ้น แต่การจะทำอย่างนั้นได้ต้องอาศัยแรงจากหลายๆ ฝ่าย ซึ่งคุณหวานก็เห็นอีกว่ามีคนที่พร้อมจะทำเรื่องนี้ไปด้วยกันอยู่ แต่ยังขาดตัวเชื่อม เธอจึงเข้ามาทำหน้าที่นั้นภายใต้ชื่อโครงการ ‘ส่งพลาสติกกลับบ้าน’     พิมพรรณ ดิศกุล ณ อยุธยาTanisorn Vongsoontorn / Time Out Bangkok   “เป้าหมายของเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนแห่งประเทศไทย คือการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ให้เกิดขึ้นได้จริง แล้วการที่จะทำให้เกิดสิ่งนั้นได้จริง มันทำคนเดียวไม่ได้ จะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชนใด เอกชนหนึ่งลุกขึ้นมาทำไม่ได้ มันต้องการหลายๆ ภาคส่วนมาร่วมกันสร้างระบบนิเวศน์ ที่จะมีองค์ประกอบ มีผู้เล่นเพียงพอ และใหญ่พอที่จะเกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน” “จุดเด่นของโครงการส่งพลาสติกกลับบ้านก็คงจะเป็นการที่เรานำองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่จะทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนขึ้นได้มารวมตัวกัน มาร้อยเป็นห่วงโซ่ เพื่อปิดลูป ให้เกิดวงจรนี้ขึ้นจริง” คุณหวานพูดถึงเป้าหมายและจุดเด่นของโครงการฯ   เศร

'Arch Apolar' นักวาดชาวไทยผู้ออกแบบลายเส้นบนหนังสือ แฮร์รี่ พ็อตเตอร์ ฉบับครบรอบ 20 ปี
Art

'Arch Apolar' นักวาดชาวไทยผู้ออกแบบลายเส้นบนหนังสือ แฮร์รี่ พ็อตเตอร์ ฉบับครบรอบ 20 ปี

นับตั้งแต่หนังสือนิยายเรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่มแรกออกวางจำหน่ายในประเทศไทย และทำให้นักอ่านหลายคนถูกดึงเข้าสู่โลกเวทมนตร์ใบนี้ ที่ร่ายคาถาสร้างให้ทั้งจินตนาการ เพื่อนใหม่ และความผูกพันธ์ดีๆ ที่เติมสีสันให้ชีวิตวัยเด็ก เราไม่อยากเชื่อเลยว่าตอนนี้หนังสือเล่มแรกที่ชื่อว่า แฮร์รี่ พ็อตเตอร์ กับ ศิลาอาถรรพ์ จะมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์แล้ว เมื่อได้รู้ว่าประเทศเราจะมีปกหนังสือ แฮร์รี่ พ็อตเตอร์ เป็นของตัวเองครั้งแรก! ในฐานะพ็อตเตอร์เฮดคนหนึ่งก็อดตั้งตารอชมแทบไม่ไหวเหมือนกัน อีกทั้งผู้ได้รับหน้าที่วาดภาพประกอบในเอดิชั่นพิเศษนี้ยังเป็นศิลปินชาวไทย อาชว์ – อรุษ เอ่งฉ้วน หรือ Apolar ศิลปินคอนเซ็ปต์อาร์ตอิสระ ที่ผสมทั้งความเป็นตัวเองและประสบการณ์จากการเรียนจบด้านสถาปัตยฯ จากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ลงไปแทบทุกขั้นตอนในการออกแบบปกเวอร์ชั่นพิเศษ และเราก็มีโอกาสได้นั่งคุยกับเขาแบบเจาะลึก ตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนกระทั่งตีพิมพ์เป็นเล่มออกมาให้พ็อตเตอร์เฮดทุกคนเก็บสะสม ได้อ่านกันในบทสัมภาษณ์นี้ด้วย   Sereechai Puttes/Time Out Bangkok   PART 1 "โปรเจ็กต์เริ่มจาก นานมีบุ๊ก ติดต่อมาว่ากำลังคัดเลือกคนมาทำโปรเจ็กต์ครบรอบ 20 ปี แฮร์รี่ พ็อตเตอร์ เวอร์ชั่นภาษาไทย ถ้าหากสนใจก็ส่งผลงานเข้ามาได้ ซึ่งผมเป็นแฟนหนังสือเรื่องนี้อยู่แล้วก็เลยส่งผลงานไป แต่ก็พยายามไม่คาดหวังอะไรมาก เพราะศิลปินไทยเก่งๆ ก็เยอะ" คุณอาชว์เล่าว่าเริ่มสนใจการวาดรูปตั้งแต่เด็ก โดยได้รับอิทธิพลมาจากคุณพ่อค่อนข้างเยอะ แถมตอนไปเที่ยวก็จะพกสมุดสเก็ตช์ไปนั่งวาดกันด้วย คุณอาชว์บอกว่าคุณพ่อของเขาเป็นคนชอบศิลปะ แม้จะไม่ได้ต่อยอดความฝันนั้น แต่เมื่อมีครอบครัวก็อยากให้คุณอาชว์มีสิ่งที่รักและผูกพันธ์กับมัน ซึ่งจะกลายเป็นความสามารถติดตัว และหลังจากลอง

กิน เที่ยว ชิล ตามย่านต่างๆ ในกรุงเทพฯ