
Time Out กรุงเทพฯ
เอดิชันภาษาไทยของมีเดียแพลตฟอร์มระดับโลกที่อัปเดตไลฟ์สไตล์คนเมืองมาตั้งแต่ปี 1968
อัปเดตข่าวล่าสุดจาก Time Out กรุงเทพฯ

บ่อยครั้งที่คำว่าความยั่งยืน หรือไลฟ์สไตล์รักษ์โลก ฟังดูเป็นวาระที่ยิ่งใหญ่จนอดคิดไม่ได้ว่าต้องพลิกพฤติกรรมแบบหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนที่สุดมักเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย นั่นคือใจความสำคัญที่งาน Soul Food, Good Life ปีที่ 3 กำลังสื่อสารผ่านแนวคิด ‘1% Better ดีขึ้นทีละนิดในทุกวัน’
การจับมือกันระหว่างแพลตฟอร์มแฟชั่นหมุนเวียนอย่าง Loopers, ผู้จัดงานสายสุขภาพ Vtopia และ PMCU ในปีนี้ น่าสนใจตรงที่พวกเขาเลือกเปลี่ยนพื้นที่พลุกพล่านใจกลางเมืองอย่าง สยามสแควร์วัน ให้กลายเป็นสนามทดลองไลฟ์สไตล์ทางเลือก เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าการใช้ชีวิตให้ดีต่อโลกและใจตัวเอง ไม่ใช่เรื่องยากหรือต้องปีนบันไดเข้าหาอีกต่อไป
Photograph: Soul Food, Good Life
ภายในงานได้แบ่งการดูแลตัวเองออกเป็น 3 มิติที่จับต้องได้จริง เริ่มจาก Eat 1% Better ลบภาพจำอาหารวีแกนแบบเดิมๆ ด้วยการคัดร้าน Plant-based ที่เน้นอร่อยนำหน้า ไม่ว่าจะเป็นสลัชชี่โอ๊ตมิลค์ช็อกโกแลตจาก Goodmate, สมูทตี้น้ำมะพร้าวจาก Chabaa Coco หรือโปรตีนทางเลือกใหม่ๆ ที่ทำให้มื้อสุขภาพไม่น่าเบื่อ ต่อด้วย Live 1% Better สนับสนุนการบริโภคอย่างรู้คุณค่าที่เปลี่ยนแฟชั่นมือสองให้เป็นเรื่องของรสนิยม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และ Feel 1% Better ชวนมนุษย์ออฟฟิศทิ้งความเครียดมาขยับร่างกายแบบไม่ต้องจริงจังจนเกินไป ทั้งคลาสต่อยมวยจังหวะ EDM สไตล์คลับบิ้ง, HIIT สนุกๆ, Parkour ฉบับคนเมือง ไปจนถึงโยคะคลายกล้ามเนื้อ
แทนที่จะกดดันตัวเองให้ต้องรักษ์โลกแบบสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ลองให้เวลาตัวเองแวะมาค้นหาหนึ่งเปอร์เซ็นต์แรก ที่เข้ากับจังหวะชีวิตของคุณ
ที่ สยามสแควร์วัน (BTS สยาม) วันที่ 15 - 17 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 - 21.00 น. เข้าฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

Things to do
Bangkok World Music Day กลับมาอีกครั้ง 13 มิถุนายนนี้ ขนทัพ 30 ศิลปิน กระจายตัวบน 5 เวที
หลังจากที่เคยดึงดูดผู้เข้าชมได้เกือบ 7,000 คนเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้ Bangkok World Music Day กลับมาพร้อมความทะเยอทะยานที่ใหญ่ขึ้นและช่วงเวลาแห่งเสียงดนตรีที่ยาวนานกว่าเดิม ในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายนนี้ กรุงเทพฯ จะถูกเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่แห่งเสียงเพลงยาวนานกว่า 10 ชั่วโมง โดยเปิดให้เข้าชมฟรีตลอดงาน กระจายตัวอยู่ใน 2 จุดเช็คอินหลักใจกลางเมือง ได้แก่ One Bangkok และ สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ
View this post on Instagram
A post shared by One Bangkok (@one_bangkok)
พบกับศิลปินกว่า 30 ราย บนเวทีทั้ง 5 แห่ง กับโปรแกรมดนตรีที่ผสมผสานตั้งแต่ ป๊อป, อินดี้, หมอลำ, ฮิปฮอป, แจ๊ส ไปจนถึงอิเล็กทรอนิกส์ ความสนุกอยู่ที่ความหลากหลายของแนวดนตรี นอกจากนี้ยังมีการแสดงร่วมกัน เพื่อเพิ่มสีสัน โดยเฉพาะบนเวทีอิเล็กทรอนิกส์ที่เหล่าดีเจชาวไทยและศิลปินระดับนานาชาติจะมาใช้เครื่องดนตรีและแชร์ประสบการณ์ทางดนตรีร่วมกัน
Photograph: worldmusicday.bkk
รายชื่อศิลปินทั้งหมดจะถูกประกาศในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้ แต่ภาพรวมของงานเริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างแล้ว โดยจะมีช่วง ‘Ballroom’ ที่จะนำเอาวัฒนธรรมการเต้น Voguing มาไว้ใจกลางงาน พร้อมการแสดงและพลังงานที่เปิดกว้างให้ทุกคนสามารถร่วมสนุกบนฟลอร์ได้ นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่สำหรับศิลปินหน้าใหม่ที่จะมาแสดงดนตรีเปิดหมวกตามมุมต่างๆ พร้อมด้วยตลาดอาหารที่คอยเติมพลังให้คุณเดินเลือกซื้อได้ระหว่างรอชมแต่ละโชว์
แนวคิดของงานนี้มีต้นกำเนิดมาจากเทศกาล Fête de la Musique ซึ่งเริ่มขึ้นครั้งแรกที่ประเทศฝรั่งเศสในปี 1982 และปัจจุบันมีการจัดขึ้นในกว่า 120 ประเทศทั่วโลก โดยมีหัวใจสำคัญที่เรียบง่ายคือ การนำดนตรีออกจากคอนเสิร์ตฮอลล์มาไว้ในพื้นที่สาธารณะเพื่อให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน
เตรียมล็อกคิววันนั้นไว้ให้ดี เริ่มต้นความสนุกตั้งแต่หัววัน มันส์สนั่นกันจนดึก และปล่อยให้เสียงเพลงในเมืองเป็นตัวกำหนดจังหวะชีวิตของคุณ

Things to do
The Lake Club คอมมูนิตี้ใหม่ริมทะเลสาบเมืองทอง
ถ้าพูดถึงเมืองทองธานี หลายคนคงนึกถึงคอนเสิร์ตหรืออีเวนต์ใหญ่ที่มักจะเกิดขึ้นแถวๆ นั้น แต่ตอนนี้มีอีกหนึ่งพื้นที่ที่จะทำให้คนอยากแวะเข้ามาในเมืองทอง แม้จะไม่มีอีเวนต์อะไรเลยก็ตาม ‘The Lake Club’ คอมมูนิตี้แห่งใหม่ริมทะเลสาบ ที่นำอาคารของโรงแรมเก่ามารีโนเวตใหม่ได้อย่างน่าสนใจ
เดิมทีอาคารแห่งนี้คือ ‘Eastin Lakeside Hotel’ โรงแรมที่สร้างตั้งแต่ช่วงที่เมืองทองกำลังบูมในยุค ’90s ก่อนจะได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง และถูกปล่อยทิ้งร้างมานานหลาย 10 ปี จนกระทั่งวันนี้ อาคารเดิมได้ถูกปลุกให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดย ‘คุณพอลล์ กาญจนพาสน์’
ที่ยังคงเก็บโครงสร้างและรายละเอียดดั้งเดิมของอาคารเอาไว้ ทั้งโถงสูง เส้นสายโค้งของ ‘façade’ ที่ได้แรงบันดาลใจจากคลื่นน้ำ รวมถึงพื้นผิวปูนเปลือยดิบๆ ที่ทำให้ที่นี่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
สิ่งที่ทำให้ The Lake Club น่าสนใจคือ ที่นี่ไม่ได้พยายามลบเสน่ห์เดิมของอาคารออกไป แต่เลือกที่จะหยิบ ‘ความเก่า’ และร่องรอยในอดีตมาเล่าใหม่แบบร่วมสมัยแทน ด้วยการรีโนเวตที่ผสมกลิ่นอายแบบ ‘Modern Classic’ ที่เข้ากับงานเหล็กกัลวาไนซ์และโครงสร้างแบบ ‘Industrial Loft’ ได้อย่างพอดิบพอดี จนเป็นพื้นที่ที่ทั้งเท่ โปร่ง และมีบรรยากาศเฉพาะตัว
Photograph: คาเฟ่ไปเรื่อย go caf
พื้นที่ภายในของ The Lake Club ถูกออกแบบให้เปิดเชื่อมถึงกันอย่างปลอดโปร่ง ทั้งโซนคาเฟ่ ร้านอาหาร และมุมแฮงเอาต์ริมทะเลสาบ ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูผ่อนคลาย พร้อมแนวคิดที่เปิดให้ทั้งผู้คน สัตว์เลี้ยง และงานศิลปะมาอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน
ภายในรวบรวมร้านดังและร้านสายไลฟ์สไตล์เอาไว้หลายร้าน ตั้งแต่ร้านกาแฟชื่อดังอย่าง ‘Beans Coffee Roaster’ ไปจนถึง ‘Oven Mitt Bagel’ ร้านเบเกิลและซาวร์โดว์ยอดฮิต และ ‘Culinova Lab’ ที่รวมเมนู comfort food หลากหลายเอาไว้ในที่เดียว ทั้งนาโช ข้าวหน้า และพาสต้า
Photograph: The Lake Club
ในช่วงกลางวันที่นี่เหมาะแก่การมานั่งทำงาน อ่านหนังสือ หรือใช้เวลาแบบช้าๆ ริมน้ำ แต่พอตกเย็นบรรยากาศกลับเปลี่ยนเป็นอีกฟีลทันที ทั้งร้านสายเบียร์คราฟต์อย่าง ‘สหประชาชื่น’ รวมถึงการเล่นดนตรีสดและดีเจช่วงสุดสัปดาห์ที่คอยสร้างสีสันให้พื้นที่นี้อยู่เรื่อยๆ
ที่นี่ยังมีมุมงานอาร์ตดีไซน์ของ ‘The Collective’ ไปจนถึงโฟโต้บูธ สไตล์หนังสือพิมพ์วินเทจที่ให้ฟีลเหมือนหน้าหนังสือพิมพ์ยุคเก่า ถ่ายออกมาแล้วได้ภาพมู้ดอนาล็อกเท่ๆ เข้ากันมากกับบรรยากาศดิบๆ แต่มีเสน่ห์ของสถานที่
นอกจากร้านค้าและคาเฟ่ต่างๆ แล้ว The Lake Club ยังตั้งใจให้พื้นที่นี้เป็นเหมือนจุดเชื่อมโยงระหว่างผู้คนและคอมมูนิตี้ ผ่านกิจกรรมตลอดทั้งเดือน ได้แก่
Photograph: The Lake Club
Photograph: Ginkgo
21 พฤษภาคม
17.00 - 20.00 The Lake Club ‘Art Opening Reception’ พูดคุยกับศิลปินและชมผลงานอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ
18.00 น. เป็นต้นไป พบกับปาร์ตี้ Drag Bar ‘Thursday when we thirsty’ กับโชว์จาก Drag Queens พร้อมเครื่องดื่มและดนตรีตลอดค่ำคืน
22 พฤษภาคม 18.00 น. เป็นต้นไป
Club Uncork V.1 “Bond Street Food Wine Pairing” จับคู่เมนูสตรีทฟู้ดย่านเมืองทองกับเครื่องดื่มที่เข้ากันแบบสนุกๆ
23 พฤษภาคม 14.00 - 16.00 น.
Town Hall City Mapping ล้อมวงสนทนาเพื่อพูดคุย แลกเปลี่ยน และเชื่อมโยงผู้คนในเมืองทองธานี
23 - 24 พฤษภาคม 15.00 - 20.00 น.
Talk That Talk กิจกรรม Speed Networking Party ชวนเปิดบทสนทนาใหม่ ๆ ผ่านธีม Art & Music
23 - 24 พฤษภาคม 13.00 - 18.00 น.
Lhao-Khao by Rice Hub ชวนทำความรู้จักเรื่องราวของ ‘ข้าว’ ผ่านเวิร์กช็อป การชิม และบทสนทนาเกี่ยวกับอาหารและวัฒนธรรม
30 - 31 พฤษภาคม 11.00 - 20.00 น.
Last Weekend Craft Market ตลาดงานคราฟต์รวมสินค้าแฮนด์เมดและงานดีไซน์สุดน่ารักประจำสิ้นเดือน
ทุกวันเสาร์ตลอดเดือนพฤษภาคม 14.00 - 18.00 น.
SATURDAY Painting Club เวิร์กช็อปวาดภาพสีอะคริลิคบนผืนผ้าใบริมทะเลสาบ
ทุกวันอาทิตย์ตลอดเดือนพฤษภาคม 14.00 - 18.00 น.
NFC Keychain Workshop เวิร์กช็อปทำพวงกุญแจ NFC สำหรับแตะแลก Instagram และเชื่อมต่อกับผู้คนใหม่ๆ
Photograph: The Lake Club
ใครกำลังมองหาพื้นที่ใหม่ๆ สำหรับใช้เวลาในช่วงวันหยุด The Lake Club เป็นอีกที่ที่ตอบโจทย์แบบครบจบในที่เดียว ทั้งคนที่อยากมานั่งทำงานเปลี่ยนบรรยากาศ จิบกาแฟ เดินเล่นริมทะเลสาบ หรือแค่หาที่แฮงเอาต์ชิลๆ หลังเลิกงาน ก็ใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้แบบไม่รู้สึกเบื่อ
ด้วยพื้นที่ที่ค่อนข้างเปิดและเป็น pet-friendly ทำให้หลายคนพาน้องหมาน้องแมว มาเดินเล่นหรือใช้เวลาช่วงเย็นด้วยกัน ส่วนช่วงสุดสัปดาห์ก็มีทั้งเวิร์กช็อป ดนตรี และกิจกรรมคอมมูนิตี้หมุนเวียนไปเรื่อยๆ จนทำให้ที่นี่มีชีวิตชีวาตลอดทั้งวัน
พบกันที่ The Lake Club เมืองทองธานี ถนนบอนด์สตรีท เปิดทุกวัน 10.00 – 22.00 น. มีที่จอดรถ หรือสามารถเดินทางโดย MRT สายสีชมพู ลงสถานีทะเลสาบเมืองทองธานี (MT02)

Travel
12 อุทยานธรณีแห่งใหม่ของยูเนสโกที่น่าไปเยือนในปี 2026
บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกทาง Time Out Worldwide เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 และถูกนำมาเรียบเรียงใหม่เป็นภาษาไทย
หากคุณอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ที่อะไรๆ ก็ใกล้แค่เอื้อมมือ คุณไม่จำเป็นต้องละทิ้งความเจริญโดยสิ้นเชิงเพื่อไปสัมผัสธรรมชาติที่คุณโหยหา แต่บางครั้ง ความยิ่งใหญ่อลังการของภูเขา ทิวทัศน์ และธรรมชาติที่น่าประทับใจ ก็คุ้มค่าพอที่จะออกไปผจญภัยในป่ากว้าง
และหากต้องการแรงบันดาลใจใหม่ การได้ออกไปชมอุทยานธรณีโลกของยูเนสโก (UNESCO’s Global Geoparks) ด้วยตาตัวเอง ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และล่าสุดเพิ่งมีการเพิ่มภูมิภาคใหม่ 12 แห่งเข้าไปในรายชื่อ ทำให้ตอนนี้มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 241 แห่งสำหรับปีนี้และบางที่ก็เป็นประเทศใกล้ๆ เรานี่เอง
Photograph: Anetta Starowicz / Shutterstock
โดยพื้นที่เหล่านี้ถูกคัดเลือกจากความโดดเด่นที่ผสมผสานการอนุรักษ์ การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม และแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกันก็ยังสนับสนุนชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นในการส่งเสริมวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของพวกเขา อุทยานเหล่านี้ได้รับการคัดเลือกอย่างพิถีพิถันจากคณะกรรมการบริหารของหน่วยงาน โดยอิงจากใบสมัครที่ส่งมาจากสภาอุทยานธรณีโลก (Global Geoparks Council)
หนึ่งในนั้นอยู่ที่ มาเลเซีย นั่นคือ Sarawak Delta หรือชื่อขนาญนามว่า ‘แหล่งกำเนิดบอร์เนียว’ เนื่องจากมีประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยาที่ซับซ้อนและยาวนานกว่า 200 ล้านปี ซึ่งเชื่อมโยงกับการแตกตัวของมหาทวีปกอนด์วานา เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตหายาก และระบบนิเวศป่าชายเลน
สำหรับสถานที่อื่นๆ ในรายชื่อ ได้แก่ Manantiales Serranos ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของอุรุกวัย, Sarawak Delta ในมาเลเซีย, Joyce Country and Western Lakes Global Geopark ใน ไอร์แลนด์ และ Miné-Akiyoshidai Karst Plateau ในญี่ปุ่น และนี่คือ 12 ลิสต์รายชื่อแห่งใหม่ทั้งหมด
รายชื่อ 12 อุทยานธรณีโลกแห่งใหม่ของ UNESCO ประจำปี 2026
อุทยานธรณีโลกฉางซาน, จีน
อุทยานธรณีโลกภูเขาสี่ดรุณี, จีน
อุทยานธรณีโลก Terres d’Hérault, ฝรั่งเศส
อุทยานธรณีโลก Nisyros, กรีซ
อุทยานธรณีโลก Joyce Country and Western Lakes, ไอร์แลนด์
อุทยานธรณีโลกที่ราบสูงคาสต์มิเนะ-อากิโยชิได, ญี่ปุ่น
อุทยานธรณีโลกเล็งกง, มาเลเซีย
อุทยานธรณีโลกสามเหลี่ยมปากแม่น้ำซาราวัก, มาเลเซีย
อุทยานธรณีโลก Algarvensis, โปรตุเกส
อุทยานธรณีโลก Toratau, รัสเซีย
อุทยานธรณีโลก Dahar, ตูนิเซีย
อุทยานธรณีโลก Manantiales Serranos, อุรุกวัย
หากคุณกำลังหาหมุดหมายสำหรับการท่องโลกแบบมีความหมายขึ้น สถานที่เหล่านี้อาจเป็นหนึ่งในนั้น
สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอุทยานธรณีแต่ละแห่งได้บน เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของยูเนสโก

Things to do
แอโรบิกแบบใหม่ ม่วนหน้าฮ้านกับแม่ฮาย พร้อมได้หุ่นเชพบ๊ะกันถ้วนหน้า ที่สวนจตุจักร
เบื่อแล้วใช่ไหม กับการวิ่งลู่แบบเดิมๆ หรือเพลย์ลิสต์เดิมๆ ที่วนอยู่ในหูฟังตลอดเวลา หรือว่ากำลังหมดแพชชั่นกับการออกกำลังกาย อึดใจอีกสักนิดเพราะ 14 พฤษภาคมนี้ กทม. พร้อมกับไทยรัฐ นำเชื้อไฟมาเติมให้กับทุกคนแล้ว
ลานแอโรบิก ณ สวนจตุจักร จะแปลงโฉมเป็นฟลอร์ ‘หน้าฮ้านกลางเมือง’ ที่เสิร์ฟทั้งความสนุกและหุ่นเชพบ๊ะให้ทุกคน โดยความร่วมมือในครั้งนี้กระตุ้นให้คนเมือง หันมาดูสุขภาพ แถมยังลดความเครียดสะสมจากการทำงานได้อีกด้วย
ไฮไลต์ภายในงานมีดังนี้
17.00 น. เปิดบูธกิจกรรม เตรียมร่างกายให้พร้อม
17.40 น. ท่านผู้ว่ากทม. กล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ
18.00 น. เริ่มเต้นแอโรบิกมักม่วนหน้าฮ้าน นำเต้นโดยครูฝึกมืออาชีพและแม่ฮาย อาภาพร
Photograph: BMA
สวนจตุจักรจะกลายเป็นสวนแห่งความสนุก และคึกครื้นยิ่งกว่าเดิม ไม่ว่าจะใส่ชุดออกกำลังกาย ชุดแดนเซอร์ หรือชุดทำงานก็มาม่วนจอยได้เหมือนกัน ทั้งยังสามารถร่วมกิจกรรมไปกับบูธกิจกรรมมากมายได้อีกด้วย กลับบ้านแบบสุขภาพดี สมองโล่ง พร้อมใช้ชีวิตต่อไปวันพรุ่งนี้ เพราะสุขภาพดีควรเข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน
ที่ ลานแอโรบิก สวนจตุจักร วันที่ 14 พ.ค. เวลา 17.00 เป็นต้นไป เข้าฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

Things to do
ย้อนวันวานไปกับโปรแกรมหนังรักคลาสสิก ในโรงหนังไม้เก่าแก่อายุ 107 ปี 23-24 พ.ค.นี้
กลับมาอีกครั้งกับโปรแกรมฉายหนังใน ‘ศาลาเฉลิมธานี’ โรงหนังไม้เก่าแก่อายุ 107 ปีแห่งย่านนางเลิ้ง ที่ครั้งนี้ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ชวนทุกคนย้อนเวลากลับไปสัมผัสเสน่ห์ของหนังรักคลาสสิก ผ่านโปรแกรม ‘รักคลาสสิก’ ที่รวม 2 ภาพยนตร์ระดับตำนานทั้งไทยและฮอลลีวูดเอาไว้บนจอเดียวกัน
เสาร์ที่ 23 พฤษภาคม – แผลเก่า (2520)
Photograph: thaifilmarchive
เริ่มต้นวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม กับ ‘แผลเก่า’ (2520) ผลงานระดับมาสเตอร์พีซของ เชิด ทรงศรี ที่ดัดแปลงจากงานเขียนของยาขอบ ถ่ายทอดโศกนาฏกรรมความรักของ ‘เพื่อน-แพง’ ตำนานรักสามเส้าสุดขมขื่นแห่งท้องทุ่งไทย ซึ่งยังคงตราตรึงใจผู้ชมมาจนถึงทุกวันนี้
อาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม – Roman Holiday (2496)
Photograph: Paramount
ส่วนวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม จะเป็นคิวของ ‘Roman Holiday’ 2496 หนังรักคลาสสิกสุดโรแมนติกที่หลายคนตกหลุมรัก เรื่องราวของเจ้าหญิงผู้หนีออกจากวังมาสัมผัสอิสรภาพในกรุงโรม ก่อนจะได้พบกับนักข่าวหนุ่มที่ค่อยๆ เปลี่ยนวันธรรมดาให้กลายเป็นความทรงจำแสนพิเศษ
หนังทั้งสองเรื่องจะเริ่มฉายเวลา 16.00 น. โดยเปิดรับบัตรเข้าชมฟรีหน้างานตั้งแต่เวลา 15.00 น. (ไม่สามารถจองล่วงหน้าได้) ส่วนใครที่อยากแวะไปเดินเล่น ถ่ายรูป หรือชมบรรยากาศโรงหนังไม้สุดคลาสสิกแห่งนี้ สามารถเข้าชมพื้นที่ได้ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไปที่ ศาลาเฉลิมธานี

Things to do
สุดสัปดาห์นี้ เตรียมนับก้าว ทานของคาวหวาน และเชยชมย่านพระนคร ไปกับถนนคนเดินมหรรณพ
สำหรับใครที่หลงรักย่านเมืองเก่า และกำลังหาเหตุผลดีๆ ออกจากบ้านสุดสัปดาห์นี้ ‘ถนนคนเดินมหรรณพ’ คือคำตอบที่ลงตัวนั้น
กลับมาอีกครั้งกับถนนคนเดินที่ชาวกรุงคิดถึง งานที่รวบรวมของกิน ของใช้ กว่า 19 ชุมชนในพื้นที่เขตพระนคร ทอดยาวตลอดถนนมหรรณพ และยังรายล้อมไปด้วยแลนด์มาร์กสุดคลาสสิกที่ควรค่าแก่การใช้เวลาตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะแวะถ่ายรูปกับเสาชิงช้า สักการะและขอพรศาลเจ้าพ่อเสือ ชมความสวยงามและดื่มด่ำเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ ณ วัดสุทัศน์ เรียกได้ว่าออกตัวไปตั้งแต่หัววันก็จะได้ทำกิจกรรมครบในย่านเดียว
พร้อมทั้งซึมซับบรรยากาศเมืองเก่าในช่วงเวลาย่างเข้าฤดูฝนอย่างเต็มรูปแบบ
Photograph: BMA
งานถนนคนเดินมหรรณพมีจุดมุ่งหมายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการสร้างรายได้ให้กับผู้ค้ารายย่อย โดยผู้ขายต้องอาศัยอยู่ในชุมชน หรือในพื้นที่เขตพระนครได้มาขายของกันแบบฟรีๆ เพื่อให้เกิดการซื้อขายหมุนเวียน จากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ไม่ว่าคุณจะตั้งใจมาหรือเดินผ่านก็จะได้ทั้งความอิ่มท้องอิ่มใจกลับไปอย่างแน่นอน
หากใครมีแพลนจะไปเที่ยวเสาร์-อาทิตย์นี้ วางแผนดีๆ เพราะคุณอาจจะได้ทั้งการออกไปเที่ยว ทำบุญ และได้อุดหนุนผู้ค้ารายย่อยแบบหนึ่งวันเต็ม ที่ ถนนมหรรณพ วันที่ 16-17 พฤษภาคม เวลา 16.00 - 22.00 น. เข้าฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย และอย่าลืมพกร่มหรือเสื้อกันฝนมาด้วย

Things to do
พี่นักวิ่งเตรียมออกตัวอีกครั้งในงาน Bangkok Marathon 2026 8 พฤศจิกายนนี้
ช่วงนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นแต่คนลุกขึ้นมาออกกำลังกายกันมากขึ้น ทั้งสวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยนักวิ่ง รันคลับที่ผุดขึ้นทั่วกรุงเทพฯ ไปจนถึงงานมาราธอนที่จัดกันแทบทุกเดือน เรียกได้ว่าเทรนด์การวิ่งกลับมาบูมแบบสุดๆ และใครหลายคนก็พร้อมจะกลายเป็น ‘พี่นักวิ่ง’ กันแบบเต็มตัว
เตรียมหยิบรองเท้าคู่โปรดและเซตออกกำลังกายให้พร้อม เพราะ ‘Bangkok Marathon 2026’ ครั้งที่ 37 กำลังจะกลับมาอีกครั้งในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ กับงานวิ่งระดับไอคอนของกรุงเทพฯ ที่นักวิ่งหลายคนรอคอยในทุกปี ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ที่อยากลองท้าทายตัวเอง หรือสายมาราธอนตัวจริงที่พร้อมลุยระยะยาว ท่ามกลางเส้นทางวิ่งที่พาดผ่านแลนด์มาร์กสำคัญของเมือง และบรรยากาศยามเช้าที่เต็มไปด้วยพลังของคนรักการวิ่งทั่วกรุง
Photograph: bkkmarathon
โดยปีนี้มีระยะการแข่งขันให้เลือกครบตั้งแต่มือใหม่ไปจนถึงสายอึด เริ่มตั้งแต่ 5 กม. ฟันรัน, 10 กม. มินิมาราธอน, 21.1 กม. ฮาล์ฟมาราธอน และระยะคลาสสิก 42.195 กม. ฟูลมาราธอน ซึ่งหนึ่งในเสน่ห์สำคัญของงานนี้ก็คือบรรยากาศการวิ่งช่วงกลางคืนยาวไปจนถึงรุ่งเช้า ที่เปิดโอกาสให้นักวิ่งได้สัมผัสกรุงเทพฯ ในอีกมุมที่ต่างออกไป
Photograph: bkkmarathon
ตารางกิจกรรม
23.00 น. (วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน) : ลงทะเบียนและรวมตัวบริเวณถนนสนามไชย00.00 น. : ปล่อยตัวฟูลมาราธอน03.00 น. : ปล่อยตัวฮาล์ฟมาราธอน04.30 น. : ปล่อยตัวมินิมาราธอน05.00 น. : ปล่อยตัวฟันรัน07.00 น. : พิธีมอบรางวัล08.00 น. : จบการแข่งขัน
สำหรับใครที่เริ่มอยากท้าทายตัวเองแล้ว เตรียมตัวให้พร้อม เพราะงานจะเปิดลงทะเบียนอย่างเป็นทางการภายในเดือนมิถุนายนนี้ (ที่นี่)

Things to do
เปิดพื้นที่ฮีลใจ ถ่ายทอดความผูกพันของมนุษย์และน้องหมา ผ่านสิ่งที่เรียกว่า ‘บ้าน’ พบกันสุดสัปดาห์นี้
แม้ว่ามนุษย์อย่างเราจะไม่สามารถเข้าใจของเหล่าสัตว์ 4 ขา ได้อยากลึกซึ้งแต่สัญชาตญาณของสัตว์โลกล้วนเข้าใจถึงคำว่า ‘บ้าน’ ที่เป็นแหล่งพักพิง จงรักภักดี และปรารถนาจะได้ใช้ชีวิตด้วยกันไปตลอดลมหายใจ เราจึงอยากให้ทุกคนมารู้จักกิจกรรมดีๆ ที่ชื่อว่า Last Home Lasts Forever บ้านหลังสุดท้าย… ตลอดไป
View this post on Instagram
A post shared by BKK DOG SCTY. (@bkkdogsociety)
มาพบกับน้องๆ นักแสดงหมาจาก ‘โกฮัง.. หัวใจโกโฮม’ ที่ชวนทุกคนมาร่วมเปิดบทสนทนาทอล์คเซสชั่น ที่เล่าถึงประสบการณ์ในแต่ละบ้าน และชมเบื้องหลังสุดพิเศษจากภาพยนตร์ ‘โกฮัง.. หัวใจโกโฮม’ ปิดท้ายด้วยการกลับมาพูดถึงตัวของผู้รับเลี้ยงทั้งเรื่องการเตรียมตัว แชร์ประสบการณ์และโมเมนต์ซึ้งจับใจกับเด็กๆ ที่อาจจะทำให้ใครบางคนเสียน้ำตา ภายในคอมมูนิตี้สัตว์เลี้ยง Dog’s Dream พื้นที่มากถึง 5,000 ตารางเมตร สามารถให้เหล่าน้องๆ ได้วิ่งเล่นอย่างสบายใจ พร้อมทั้งกิจกรรมและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน โดยรายได้ที่ได้จากการขายบัตรหลังหักจากค่าใช้จ่ายจะบริจาคให้กับมูลนิธิเสียงจากเรา เพราะบัตร 1 ใบ ต่อชีวิตน้องได้ 1 ตัวใน 1 เดือน สุดสัปดาห์นี้ของคุณจึงอาจมีความหมายขึ้นทั้งครอบครัวและเพื่อน 4 ขาอีกมากมาย
ที่ Dog’s Dream ถนนราชพฤกษ์ บางขุนนนท์, บางกรวย บัตรราคา 600 บาท/ครอบครัว (ลงทะเบียน) วันที่ 10 พฤษภาคม เวลา 16.30 - 19.30 น.

Things to do
กรุงเทพฯ ฉันเลือกนาย! พบกับ Pokémon Center สาขาแรกอย่างเป็นทางการที่เซ็นทรัลเวิลด์ภายในปีนี้
กรุงเทพฯ ฉันเลือกนาย! ความคลั่งไคล้ในโปเกมอนกำลังจะยกระดับขึ้นไปอีกขั้น หลังจากที่ชาวไทยเฝ้ามองสิงคโปร์และไทเปมานาน ในที่สุดประเทศไทยก็จะมี Pokémon Center อย่างเป็นทางการเป็นของตัวเองเสียที และไม่ใช่แค่สาขาธรรมดาด้วย เพราะในช่วงปลายปีนี้ CentralWorld จะกลายเป็นบ้านของ Pokémon Center Bangkok ซึ่งครองตำแหน่งสาขาที่ใหญ่ที่สุดนอกประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย
Photograph: Pokémon Pickup Japan
สำหรับใครที่เติบโตมากับการท่องจำเลขใน Pokédex ได้แม่นยำยิ่งกว่าสูตรคณิตศาสตร์ คงไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากว่าที่นี่คืออะไร เพราะ Pokémon Center คือจุดนัดพบของเหล่าเทรนเนอร์ทุกรุ่น ที่จำลองบรรยากาศมาจากอนิเมะและวิดีโอเกมแบบถอดมาทุกรายละเอียด จนแฟนตัวยงเห็นแล้วอาจถึงขั้นเก็บอาการไม่อยู่กันเลยทีเดียว
ภายในร้านจะอัดแน่นไปด้วยสินค้าลิขสิทธิ์แท้แบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการ์ดเกม, ตุ๊กตานุ่มๆ, กาชาปอง, อาร์ตทอย, เครื่องเขียน, ของใช้ในบ้าน ไปจนถึงของที่ระลึกที่พร้อมจะทำให้คุณเชื่อว่า ‘ใช่ ฉันต้องมีหมอนอิง Snorlax ใบนี้!’ นอกจากนี้ หากดูจากสาขาต่างประเทศที่ผ่านมา มีความเป็นไปได้สูงมากที่เราจะได้เห็น สินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น
Photograph: Pokémon Center
แต่สิ่งที่ดึงดูดใจได้มากกว่าแค่การช็อปปิ้ง คือกิจกรรมสำหรับคอมมูนิตี้ โดย Pokémon Center Bangkok มีแผนที่จะจัดอีเวนต์เป็นประจำ ทั้งการแลกเปลี่ยนการ์ด และการแข่งขันระดับทัวร์นาเมนต์ที่เชื่อมโยงกับสายการแข่งขัน Pokémon Trading Card Game ระดับโลก แฟนคลับสายชิลอาจจะมาเพื่อรำลึกความหลัง ส่วนผู้เล่นสายจริงจังคงต้องรีบปัดฝุ่นจัดเด็คการ์ดกันตั้งแต่วันนี้
เหล่าเทรนเนอร์ชาวกรุงเตรียมตัววอร์มนิ้วกันให้พร้อม เพราะระหว่างทัวร์นาเมนต์ การแลกเปลี่ยนการ์ด และชั้นวางที่เต็มไปด้วยของแรร์ ที่นี่กำลังจะกลายเป็น แลนด์มาร์กอันศักดิ์สิทธิ์แห่งใหม่ของแฟนๆ ที่ยังจำโปเกมอนตัวแรกของตัวเองได้ขึ้นใจ และเมื่อประตูที่เซ็นทรัลเวิลด์เปิดออก สิ่งเดียวที่ชัดเจนที่สุดก็คือ... เราต้องจับให้ได้ทุกตัว!
การโฆษณา
อีเวนต์และกิจกรรมน่าสนใจในกรุงเทพฯ

Things to do
กิจกรรมน่าทำในกรุงเทพฯ สุดสัปดาห์นี้ (14-17 พฤษภาคม)
เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว! สำหรับใครที่กำลังหากิจกรรมน่าทำสำหรับสุดสัปดาห์นี้ อย่าให้ฝนมาเป็นอุปสรรค เตรียมหยิบร่มและเสื้อกันฝนให้พร้อม เพราะกรุงเทพฯ...

Things to do
อีเวนต์น่าสนใจในกรุงเทพฯ ตลอดพฤษภาคมนี้
เข้าสู่เดือนที่ 5 ของปีกันแล้ว เดือนพฤษภาคมถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นของฤดูฝน แต่ไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดจะออก อีเวนต์ต่างๆ ก็สาดกันมาแบบไม่หยุด...

Things to do
Table talk in Bangkok (14-20 พฤษภาคม)
สัปดาห์นี้ดูเหมือนจะอบอวลไปด้วยมวลของมื้อดินเนอร์ที่ทำให้เราเพลิดเพลินจนลืมดูเวลา...


Sports and fitness
มัดรวม 5 แคมเปญ ‘ยิ่งวิ่ง ยิ่งได้’
ไม่ว่าจะเป็นสายสุขภาพ สายบิวตี้ หรือคนที่กำลังหาแรงจูงใจกลับมาออกกำลังกาย ช่วงนี้หลายร้านกำลังชวนทุกคนออกมาวิ่ง...

Hotels
โรงแรมที่คุ้มค่าที่สุดในกรุงเทพฯ ในราคาไม่เกิน 10,000 บาทต่อคืน
หากคุณต้องการสัมผัสประสบการณ์หรูหราโดยไม่ต้องจ่ายในราคาที่ทำให้แทบช็อก ซึ่งมักจะพบได้ตามโรงแรมระดับ 5 ดาวในเมืองใหญ่ทั่วโลก กรุงเทพฯ...

Restaurants
7 ร้านอาหารไทยคอนเซปต์จัดในกรุงเทพฯ ที่ทำให้อาหารหนึ่งจานมีมากกว่าแค่ความอร่อย
กรุงเทพฯ อาจเป็นเมืองที่มีร้านอาหารไทยอยู่แทบทุกหัวมุมถนน แต่ก็มีบางร้านที่ทำให้เราต้องหยุดชั่วคราว แล้วหันกลับมาคิดจริงจังว่า...

Art
10 ผลงานภาพวาดและประติมากรรมที่ดีที่สุดของจิตรกรก้องโลก ‘ปิกัสโซ’
บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกทาง Time Out New York ในชื่อ The 10 best Picasso paintings and sculptures, ranked เมื่อวันพุธที่ 15 พฤษภาคม 2567...
เผื่อคุณจะพลาดสิ่งนี้ไป...

Things to do
ได้รับการสนับสนุน
THAIFEX Anuga Asia 2026 กำลังสร้างสถิติใหม่ในวงการอุตสาหกรรม พฤษภาคมนี้
เตรียมพบกับงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค THAIFEX – Anuga Asia 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม ณ อิมแพ็ค...

Travel
ได้รับการสนับสนุน
เปิดมิติใหม่แห่งอันดามัน Sawanu Travel จัด Open House ครั้งแรก พร้อมเปิด 4 เส้นทางฮิตตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์
เมื่อเทรนด์การท่องเที่ยวในปี 2569 นี้ คือการแสวงหาการพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ และประสบการณ์ที่เหนือระดับ Sawanu Travel (ซาวานู ทราเวล)...

Travel
ได้รับการสนับสนุน
Kimpton Tsim Sha Tsui Hong Kong เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ แลนด์มาร์กลักชัวรีไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ใจกลางฮ่องกง
ฮ่องกงยังคงยืนยันสถานะเมืองแห่งพลังสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง และการเปิดตัวของ Kimpton Tsim Sha Tsui Hong Kong ก็เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่ชัดเจน...

Things to do
ได้รับการสนับสนุน
รับโทรศัพท์แบบสายแฟ ‘Nothing’ แบรนด์เทคโนโลยีสายแฟชั่นดีไซน์จากลอนดอน ที่หยิบขึ้นมาใช้ใครๆ ก็มอง
อีเวนต์สุดเดือดใจกลางกรุงเทพฯ ของแบรนด์ Nothing Thailand เปิดตัว Phone (4a) Series และ Headphone (a) พร้อมยกระดับสายเทคเป็นสายแฟร์ ภายใต้แนวคิด...

Things to do
ได้รับการสนับสนุน
The 1 Exclusive เมื่อความหรูหราที่แท้จริง คือการที่มีคน คิดเผื่อไว้ให้ครบทุกย่างก้าว
ในยุคที่ความลักชูรีไม่ได้วัดกันแค่เม็ดเงิน แต่คือการดูแลแบบรู้ใจ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา The 1 Exclusive...
คอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรีในกรุงเทพฯ

Music
SEK LOSO กลับมาแล้ว! กับแฟนคอนครั้งแรก ‘SEK LOSO Rebirth’ 26 มิ.ย. นี้
แฟนเพลงร็อกเตรียมตัวให้พร้อม เพราะ SEK LOSO กำลังจะกลับมาขึ้นเวทีอีกครั้งใน ‘SEK LOSO Rebirth 1st Fancon’ แฟนคอนครั้งแรกของศิลปินร็อกระดับตำนานของไทยที่หลายคนคิดถึง
ครั้งนี้ไม่ใช่แค่คอนเสิร์ตธรรมดา แต่เป็นโชว์ที่ถูกออกแบบมาให้แฟนเพลงได้ใกล้ชิดกับเสกมากขึ้น ผ่านเวทีแบบ Center Stage ที่ตั้งอยู่กลางฮอลล์ ทำให้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนก็เห็นโชว์ได้เต็มตา พร้อมเสพบรรยากาศแบบ ‘เราและนาย’ ที่ชวนทุกคนกลับไปร้องเพลงฮิตยุคทองของโลโซไปด้วยกันอีกครั้ง
นอกจากเพลงระดับตำนานอย่าง ‘ใจสั่งมา’, ‘ซมซาน’, ‘พันธ์ทิพย์’ หรือ ‘เราและนาย’ ที่หลายคนคาดว่าน่าจะได้ฟังกันสดๆ แล้ว งานนี้ยังถือเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญของการกลับมาของคิงออฟร็อกแอนด์โรลเมืองไทย ที่แฟนเพลงหลายรุ่นรอคอย
วันแสดง
วันที่ 26 มิถุนายน 2569 เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป
สถานที่จัดงาน
ที่ MCC Hall ชั้น 3 เดอะ มอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ
ช่องทางการจำหน่ายบัตร
บัตรราคา 2,200 / 1,600 บาท (บัตรจำนวน 5,000 ใบเท่านั้น)
กดบัตรพร้อมกัน วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เวลา 10 โมงเป็นต้นไป
ได้ที่ https://citicket.com/en/events/sek-loso-rebirth
Photograph: SEK LOSO
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : SEK LOSO หรือ CI Showbiz

Music
คอนเฟิร์มแล้ว! The Weeknd แลนดิ้งกรุงเทพฯ 11 ตุลาคมนี้
ในที่สุดแฟนเพลง The Weeknd ในกรุงเทพฯ ก็โล่งใจได้เสียที หลังจากมีข่าวลือและตั้งตารอกันมาหลายสัปดาห์ ล่าสุด ‘อาเบล เทสเฟย์’ หรือ The Weeknd ก็ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า โชว์เต็มรูปแบบในกรุงเทพฯ จะแลนดิ้งสู่สนามราชมังคลากีฬาสถานในวันที่ 11 ตุลาคมนี้
โชว์ครั้งนี้เปรียบเสมือนการฉลองความสำเร็จให้กับผลงานไตรภาคที่พลิกโฉมโลกของเขาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเป็นการร้อยเรียงเรื่องราวจากอัลบั้ม After Hours, Dawn FM และผลงานล่าสุดอย่าง Hurry Up Tomorrow เข้าด้วยกัน เตรียมพบกับเซ็ตลิสต์เพลงที่พาคุณข้ามยุคสมัยแบบไม่มีสะดุด อัดแน่นไปด้วยเพลงฮิตติดชาร์ตไปจนถึงแทร็กหน้าบี ที่จัดมาเพื่อสมนาคุณแฟนเพลงที่ติดตามกันมาอย่างยาวนาน
Photograph: Kevin Mazur
การกลับมาครั้งนี้มาในสเกลที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมมาก จากโชว์ครั้งก่อนในกรุงเทพฯ ที่จัดขึ้นในระดับอารีน่า แต่ครั้งนี้โปรดักชันถูกขยายขอบเขตสู่ระดับสเตเดียม จัดเต็มทั้งวิชวลระดับภาพยนตร์ เวทีสุดอลังการ และระบบแสงสีที่ออกแบบคิวมาอย่างเป๊ะปัง ซึ่งเข้ากับโทนที่ดาร์กและมีสไตล์ชัดเจนยิ่งขึ้นในผลงานช่วงหลังของเขา
นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังเป็นส่วนหนึ่งของทัวร์เอเชียที่ครอบคลุมทั้งในญี่ปุ่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฮ่องกง มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่ากรุงเทพฯ ได้กลับมาเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของเส้นทางทัวร์คอนเสิร์ตระดับโลกอย่างเต็มตัว
Photograph: Hiroya Brian
สำหรับวงเปิด ได้โควตาเป็นของ Creepy Nuts ดูโอ้ฮิปฮอปเจ้าของเพลงไวรัลอย่าง ‘Bling-Bang-Bang-Born’ ซึ่งจะมาร่วมแสดงในหลายประเทศของทัวร์ระดับภูมิภาคนี้
รายละเอียดการจำหน่ายบัตรจะประกาศให้ทราบเร็วๆ นี้ ผ่านทาง Live Nation Tero โดยจะเปิดพรีเซลในวันที่ 18 พฤษภาคม สำหรับสมาชิกแฟนคลับ, วันที่ 19 พฤษภาคม สำหรับผู้ถือบัตร Visa, วันที่ 20 พฤษภาคม สำหรับสมาชิกล่วงหน้าของผู้จัด และจะเปิดจำหน่ายบัตรรอบทั่วไปในวันที่ 21 พฤษภาคม หากใครวางแผนจะไปงานนี้ แนะนำให้ตั้งเตือนและเตรียมตัวกดบัตรให้ไว แล้วเจอกันหน้าเวที

Music
THE WEEKND คอนเฟิร์มมาไทยแล้ว! รอประกาศวันอย่างเป็นทางการ
ยืนยันแล้วอย่างเป็นทางการว่า THE WEEKND เตรียมกลับมาแสดงสดในประเทศไทยอีกครั้ง กับเวิลด์ทัวร์ ‘After Hours Til Dawn Tour’ ที่แฟนเพลงทั่วโลกรอคอย
หากย้อนกลับไปในปี 2018 นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามาเยือนกรุงเทพฯ เพราะเจ้าตัวเคยสร้างความประทับใจไว้แล้วในโชว์ The Weeknd Asia Tour Live in Bangkok ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ซึ่งการกลับมาครั้งนี้จึงนับเป็นการรียูเนียนกับแฟนเพลงชาวไทยในรอบกว่า 8 ปี
Photograph: The Weeknd
สำหรับ The Weeknd หรือ Abel Tesfaye คือหนึ่งในศิลปินที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคปัจจุบัน ด้วยเพลงฮิตระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Blinding Lights, Save Your Tears, Starboy, The Hills และ Can't Feel My Face ที่ล้วนสร้างสถิติและกลายเป็นซาวด์แทร็กของคนฟังทั่วโลก
ผลงานล่าสุดของเขาคืออัลบั้ม Hurry Up Tomorrow ที่ปล่อยออกมาในช่วงต้นปี 2025 ซึ่งถูกวางให้เป็นอัลบั้มสุดท้ายภายใต้ชื่อ The Weeknd และเป็นบทสรุปของไตรภาคดนตรีที่ต่อเนื่องจาก After Hours และ Dawn FM
Photograph: The Weeknd
ขณะเดียวกัน ทัวร์ ‘After Hours Til Dawn’ ก็กลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของวงการดนตรีโลก ด้วยรายได้รวมทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในทัวร์คอนเสิร์ตที่ทำรายได้สูงสุดของศิลปินเดี่ยวชาย
การแสดงในประเทศไทยครั้งนี้จะจัดโดย Live Nation Tero โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการประกาศรายละเอียดวันแสดงและสถานที่อย่างเป็นทางการ แต่ที่แน่ๆ คือแฟนๆ เตรียมตัวให้พร้อม เพราะมีโอกาสสูงที่โชว์ครั้งนี้จะถูกยกระดับสเกลให้ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยเห็นในไทย ใครที่รอโมเมนต์ร้องเพลงไปพร้อมกันทั้งฮอลล์หรือสเตเดียม เตรียมเคลียร์คิวไว้ได้เลย งานนี้มีเดือดแน่นอน

Music
‘MAKARA’ วงนีโอหมอลำไซคีไทย ประกาศศักดาบนเวที KEXP เขย่าความม่วนให้ชาวโลกได้รู้จัก
เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม เวลา 22.00 น. ตามเวลาประเทศไทย นับเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญของวงการเพลงไทย เมื่อ ‘MAKARA’ วงดนตรีสาย Neo-Molam Psychedelic ได้ขึ้นแสดง Live Session ในรายการระดับโลกอย่าง KEXP แพลตฟอร์มที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหมุดหมายในฝันของศิลปินจากทั่วโลก โดยพวกเขาเปิดโชว์ด้วย ‘Yong Song’, ต่อด้วย ‘COCO’, ‘Samare’ และปิดท้ายด้วย ‘Strawberry Mind’
สำหรับใครที่ยังไม่คุ้นชื่อ ‘MAKARA’ นี่คือวงสามชิ้นที่ประกอบไปด้วย คิว-มกรา ดลสุขเลิศ (ร้องนำ/กีตาร์), อ๊อฟ-ญาณพล วิบูลย์วิทยานันท์ (เบส) และ แม็กซ์-ฐากร อัญภานนท์ (กลอง) สมาชิกจากวง H3F โดยพวกเขาทั้งสามคนสร้างลายเซ็นทางดนตรี จากการหยิบเอารากเหง้าหมอลำอีสานมาผสมกับดนตรีไซคีเดลิกสมัยใหม่ จนเกิดเป็นซาวด์ที่ทั้งล่องลอย แปลกใหม่ และชวนเคลิ้มในแบบที่ไม่เหมือนใคร
คนที่ติดตามวงการอินดี้ไทยมาอย่างต่อเนื่อง น่าจะคุ้นชื่อของ MAKARA กันดี เพราะพวกเขาโลดแล่นในซีนดนตรีมาระยะหนึ่งแล้ว พร้อมประสบการณ์ทั้งเวทีในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นแสดงใน Wonderfruit 2024 รวมถึงทัวร์ในญี่ปุ่น อเมริกา และอีกหลายประเทศ ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่ากำแพงทางภาษาไม่ใช่อุปสรรคของดนตรีที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนอย่างพวกเขา
Photograph: makara_official.th
แม้ผลงานของวงจะเน้นไปที่เพลงสากลที่มีเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่พวกเขาก็ทำเพลงไทยออกมาให้เราได้ฟังกันบ้างประปราย ทำให้มกรา กลายเป็นอีกหนึ่งตัวแทนของศิลปินไทยที่สามารถพาซาวด์ท้องถิ่นไปเชื่อมต่อกับเวทีโลกได้อย่างน่าสนใจ การที่เราได้เห็นวงไทยไปยืนอยู่บนเวทีระดับนี้ถือเป็นเรื่องน่ายินดีไม่น้อย และคงจะดีขึ้นไปอีกหากพวกเขาได้มีโอกาสเล่นในบ้านเราให้บ่อยขึ้น เพื่อให้คนไทยได้สัมผัสพลังสดๆ ของวงนี้มากขึ้นด้วยตัวเอง
แอบกระซิบว่าถึงแม้งานนอกประเทศจะเยอะ แต่งานในไทยก็ยังมีอยู่!! ใครที่อยากสัมผัสพลังการแสดงสดสุดม่วน ไปพบกับพวกเขาทั้ง 3 คนได้ในงาน Blueprint Livehouse x DECOMMUNE: DURAN + Makara + The Whitest Crow วันที่ 19 มิถุนายนนี้ ที่ Blueprint Livehouse

Music
5 Seconds of Summer กลับมาเยือนกรุงเทพฯ พฤศจิกายนนี้
วงดนตรีบางวงคุณเติบโตมากับพวกเขา หรือวงอื่นๆ ที่เติบโตมาเคียงข้างคุณ และสำหรับแฟนชาวไทยที่เคยเปิดเพลง ‘She Looks So Perfect’ วนซ้ำไปซ้ำมาและมีโปสเตอร์ติดเต็มผนัง 5 Seconds of Summer จัดอยู่ในกลุ่มหลังอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้การกลับมาครั้งนี้รู้สึกว่าเป็นการรอคอยที่เนิ่นนานเหลือเกิน หลังจากห่างหายไปกว่า 10 ปี 4 หนุ่มจากซิดนีย์ ลุค เฮมมิงส์, คาลัม ฮูด, ไมเคิล คลิฟฟอร์ด และ แอชตัน เออร์วิน มุ่งหน้ากลับมากรุงเทพฯ พร้อมกับทัวร์ระดับโลก Everyone’s a Star! World Tour โดยจะจัดที่ UOB Live ณ เอ็มสเฟียร์ (EmSphere) ในวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้
Photograph: livenationth
พวกเขาแจ้งเกิดครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 2010 กับการเป็นวงเปิดให้กับ One Direction ตั้งแต่นั้นมาวงก็ได้ก้าวข้ามจุดเริ่มต้นแนวป็อปพังก์แบบดิบๆ ไปสู่อาณาเขตที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ล้ำหน้าขึ้น และพร้อมสำหรับสเตเดียม บทเพลงต่างๆ ให้ความรู้สึกที่ต่างออกไปในตอนนี้ มีความว้าวุ่นแบบวัยรุ่นน้อยลง มีความโหยหาอดีตที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น แต่ท่อนฮุกก็ยังคงเข้าถึงอารมณ์ เตรียมพบกับเซ็ตลิสต์ที่เจาะลึกเข้าไปในทุกแคตตาล็อกเพลง ตั้งแต่เพลงฮิตแจ้งเกิดในยุคแรก ไปจนถึงผลงานยุคหลังที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดี สำหรับใครที่อยู่เคียงข้างพวกเขาตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันไม่ใช่แค่โชว์คัมแบ็ก แต่มันคือแคปซูลกาลเวลา ที่มาพร้อมกับโปรดักชันที่ดีกว่าเดิม
เมื่อไหร่: วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน
ที่ไหน: UOB LIVE, เอ็มสเฟียร์ , กรุงเทพมหานคร
บัตรเริ่มต้นที่ 2,800 บาท และสูงสุดที่ 6,800 บาท พร้อมแพ็กเกจ VIP ‘No.1 Obsession’ ในราคา 8,900 บาท รอบพรีเซลจะจัดขึ้นในวันที่ 6-9 พฤษภาคม ก่อนจะเปิดจำหน่ายรอบทั่วไปที่นี่
พรีเซลสำหรับแฟนคลับ 6 พฤษภาคม เวลา 10.00 น. - 22.00 น.
พรีเซลสำหรับมาสเตอร์การ์ด 7 พฤษภาคม เวลา 10.00 น. - 23.59 น.
พรีเซลสำหรับ Live Nation Tero 8 พฤษภาคม เวลา 10.00 น. - 22.00 น.
การจำหน่ายรอบทั่วไป 9 พฤษภาคม ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ส่วนเสริม ‘Upgrade bite the Apple’ (3,400 บาท) มีจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคมเช่นกัน ราคานี้ไม่รวมบัตรเข้าชม

Music
ต้อนรับ David Byrne ฟรอนต์แมนแห่ง Talking Heads อย่างยิ่งใหญ่ ที่กรุงเทพฯ สิงหาคมนี้
เตรียมพบกับปรากฏการณ์ทางดนตรีครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อ David Byrne ไอคอนแห่งแนวอาร์ตร็อก และอดีตแกนนำวงระดับตำนานอย่าง Talking Heads ประกาศคอนเสิร์ตเดี่ยวในเมืองไทยอย่างเป็นทางการกับทัวร์ ‘Who Is The Sky? Tour’
หลังจากสร้างเสียงฮือฮาด้วยโชว์สุดล้ำบนเวที Coachella ถึงเวลาที่แฟนชาวไทยจะได้สัมผัสจริตการสร้างสรรค์เวทีระดับโลกที่ตราตรึงเหมือนงานศิลปะ โดยครั้งนี้เขามาพร้อมกับอัลบั้มใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า ‘Who Is The Sky?’ ผลงานสำรวจความหมายของชีวิตและการทำงานที่กลั่นออกมาจากคำถามสำคัญว่า เขายังรักในสิ่งที่ทำอยู่หรือไม่? กับเส้นทางของศิลปินผู้ไม่หยุดทดลอง
Photograph: IMDb
David Byrne คือศิลปินชาวสกอตแลนด์-อเมริกัน ผู้ฝากรอยเท้าไว้ในประวัติศาสตร์ดนตรีโลกในช่วงปี 1975 - 1991 กับวง Talking Heads ด้วยการผสมผสานดนตรีที่แปลกใหม่ ทั้งอาร์ตร็อก ซาวด์ทดลอง และจังหวะเวิลด์มิวสิก จนกลายเป็นอิทธิพลสำคัญให้กับศิลปินรุ่นหลังมากมาย และในวันนี้ ‘ตำนานที่ยังมีลมหายใจ’ ผู้นี้ พร้อมแล้วที่จะเปลี่ยนภาพจำจากหน้าจอ ให้กลายเป็นความมันส์ตรงหน้าคุณ
ที่ UOB LIVE, เอ็มสเฟียร์ วันที่ 10 สิงหาคม ราคาบัตรเริ่มต้น 2,800 บาท (เปิดขายบัตรพรีเซลส์ วันที่ 7 พฤษภาคม เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป และรอบทั่วไปวันที่ 8 พฤษภาคม เวลา 10.00 น. เป้นต้นไป ที่ thaiticketmajor.com) ผังที่นั่ง และรายละเอียดอื่น จะประกาศให้ทราบ เร็วๆ นี้

Things to do
ไปกันต่อกับกรุงเทพฯ เมืองคอนเสิร์ต ครั้งนี้ต้อนรับการกลับมาของ Daniel Caesar กับทัวร์อัลบั้มใหม่ มิถุนายนนี้
หลังจากที่ Post Malone เพิ่งประกาศทัวร์ Big Ass World Tour ไปหมาดๆ ตอนนี้ก็มีอีกหนึ่งคอนเสิร์ตใหญ่ที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้กันตามมาติดๆ
Daniel Caesar ศิลปินแนวโซลและอาร์แอนด์บีวัย 30 ปี ผู้ได้รับฉายาเงียบๆ ว่า ‘ชายหนุ่มผู้มากับเสียงร้องจากสวรรค์’ กำลังจะนำคอนเสิร์ต Son of Spergy Tour มาบุกกรุงเทพฯ แลนดิ้งสู่ อิมแพ็ค อารีน่า ในวันที่ 9 มิถุนายนนี้ ใครที่ยังลังเลอยู่ บอกเลยว่าถึงเวลาตัดสินใจแล้ว
View this post on Instagram
A post shared by Daniel Caesar (@danielcaesar)
Caesar เริ่มเป็นที่จับตามองครั้งแรกในปี 2014 จาก EP ในช่วงแรกๆ ของเขา แต่สิ่งที่ทำให้เขาโด่งดังเป็นพลุแตกจริงๆ คืออัลบั้มเปิดตัวอย่าง Freudian โดยมีซิงเกิลอย่าง 'Get You' และ 'Best Part' กลายเป็นเพลงโปรดในทันทีและทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ นับตั้งแต่นั้นมา เขาได้ร่วมงานกับศิลปินชื่อดังมากมายและค่อยๆ ตอกย้ำฐานะหนึ่งในเสียงร้องที่น่าดึงดูดที่สุดของวงการเพลงโซลร่วมสมัย
อัลบั้มล่าสุดของเขาอย่าง Son of Spergy แสดงให้เห็นถึงการขยายขอบเขตทางดนตรีที่กว้างไกลขึ้น โดยการผสมผสานดนตรีโซล โฟล์ค และผิวสัมผัสทางดนตรีแบบทดลองเข้าด้วยกัน พร้อมกับขุดลึกเข้าไปในธีมเรื่องความศรัทธา อัตลักษณ์ และความวุ่นวายของการเป็นมนุษย์ ทั้งยังได้ ‘Faye Webster’ มาร่วมแจมในทัวร์ครั้งนี้ด้วย นั่นหมายความว่าเราจะได้ฟังทั้งเพลงใหม่ๆ ควบคู่ไปกับเพลงคลาสสิกที่นำมาเรียบเรียงใหม่ ซึ่งมีเสน่ห์ให้ทั้งแฟนคลับตัวยงและแฟนเพลงหน้าใหม่ได้ดื่มด่ำไปพร้อมกัน
เตรียมพบกับเพลงใหม่ๆ อย่าง 'Who Knows', 'Have A Baby (With Me)' และ 'Emily's Song' รวมถึงเพลงโปรดของแฟนๆ จากอัลบั้ม Never Enough และผลงานก่อนหน้านี้ แน่นอนว่ารวมถึง 'Superpowers', 'Always', 'Cyanide', 'Japanese Denim' และที่ขาดไม่ได้เลยคือ 'Best Part' ที่อยู่ในใจผู้ฟังเสมอมา
ราคาบัตร ผังที่นั่ง และแพ็กเกจ VIP จะประกาศให้ทราบเร็วๆ นี้ ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์พรีเซลได้ที่นี่

Things to do
Post Malone's Big Ass World Tour มันส์สนั่นกรุง เจอกันกันยายนนี้ !
เมษายนนี้คงไม่ได้มีแค่ศึกสาดน้ำ แต่ยังต้องลุ้นศึกกดบัตรคอนเสิร์ตของ Post Malone ให้ทันด้วยกับคอนเสิร์ต ‘Big Ass World Tour’ ครั้งนี้ปักหมุดกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน โดยได้ ‘Don Toliver’ มาร่วมแจมตลอดทัวร์ เตรียมระเบิดความมันที่ ราชมังคลากีฬาสถาน ในวันที่ 22 กันยายน ก่อนจะเดินทางต่อไปยังเมืองใหญ่ทั่วเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง เกาสง สิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ มะนิลา โซล และโตเกียว
View this post on Instagram
A post shared by @postmalone
หากคุณเคยได้มันส์ไปกับคอนเสิร์ตของเขาในปีพ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา คุณจะรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้มีแต่จะยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพลงฮิตระดับท็อปชาร์ตอย่าง ‘Circles’ ‘Sunflower’ ‘rockstar’ และ ‘Congratulations’ เป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆ ของคลังเพลงของเขา
และแล้วเขาก็หวนกลับมาอีกครั้ง แฟนคลับสามารถพรีเซลได้ในวันที่ 6 เมษายน ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ถึง 23.59 น. ผู้ถือบัตร Mastercard ก็มีสิทธิ์เข้าถึงพิเศษเช่นกัน โดยรอบพรีเซลจะเปิดตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน เวลา 12.00 น. ไปจนถึงวันที่ 9 เมษายน เวลา 12.00 น. สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในลิงก์นี้
ผู้ใช้งาน Trip.com ก็สามารถซื้อตั๋วล่วงหน้าผ่านแอปได้ในช่วงเวลาเดียวกัน คือวันที่ 7 เมษายน เวลา 12.00 น. ถึงวันที่ 9 เมษายน เวลา 12.00 น.
สมาชิก Live Nation Tero จะได้สิทธิ์ในวันที่ 9 เมษายน ตั้งแต่เวลา 14.00 น. ถึง 23.59 น. โดยสามารถสมัครสมาชิกได้ฟรีผ่านเว็บไซต์
ส่วนรอบขายทั่วไปจะเปิดในวันที่ 10 เมษายน ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ผ่านทาง Thai Ticket Major ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ ชงกาแฟให้เข้ม แล้วขอให้โชคดี คุณอาจต้องใช้มันจริงๆ

Music
บิ๊กแอส ตำนานร็อกไทยคัมแบ็กครบวง ‘แด๊กซ์’ หวนคืนคอนเสิร์ตใหญ่ พฤศจิกายนนี้
ถ้าคุณคือหนึ่งในคนที่โตมากับเพลงร็อกยุคเก้าศูนย์ ชื่อของ BIG ASS (บิ๊กแอส) คงเป็นเหมือนซาวด์แทร็กของช่วงชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ทางผ่าน, ก่อนตาย, เล่นของสูง, พรหมลิขิต, ฝุ่น หรือ ลมเปลี่ยนทิศ เชื่อว่าเพลงเหล่านี้ยังคงถูกเปิดวนซ้ำในเพลย์ลิสต์ของใครหลายคนมาจนถึงวันนี้
และในที่สุด โมเมนต์ที่หลายคนรอคอยก็เกิดขึ้น เมื่อบิ๊กแอสประกาศรียูเนียนแบบครบวงในรอบ 15 ปี พร้อมการกลับมาของ ‘แด๊กซ์’ ที่หวนคืนสู่เวทีเดียวกันอีกครั้งในคอนเสิร์ตใหญ่ปลายปีนี้ การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของดนตรี แต่คือเรื่องของมิตรภาพที่เดินทางข้ามเวลามาอย่างยาวนาน
ภาพที่ถูกปล่อยออกมาทำให้แฟนเพลงใจฟูไปตามๆ กัน โดยเฉพาะคลิปที่สมาชิกในวงกอดคอกันร้องไห้ พร้อมคำพูดจากแด๊กซ์ที่สะเทือนใจว่า ‘เราโตมาด้วยกัน เรื่องที่ผ่านมา ช่างมัน แต่คิดถึงเพื่อนทุกคน’ กลายเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ประวัติศาสตร์ของวงการร็อกไทยที่หลายคนจะจดจำ
เตรียมวอร์มเสียงให้พร้อม แล้วกลับไปร้องเพลงโปรดของคุณไปพร้อมกับพวกเขาอีกครั้ง พฤศจิกายนนี้ ที่ อิมแพ็คอารีน่า เมืองทองธานี รายละเอียดเพิ่มเติมจะเป็นอย่างไรติดตามได้เร็วๆ นี้ที่ FB: BIG ASS Rockband

Things to do
เมื่อสองตำนานอัลเทอร์เนทีฟ โคจรมาอยู่บนเวทีเดียวกันใน DogDox Concert
นี่อาจเป็นโมเมนต์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก หรือ อาจจะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเลยด้วยซ้ำ เมื่อสองวงอัลเทอร์เนทีฟร็อกระดับตำนานอย่าง ModernDog และ Paradox เตรียมโคจรมายืนบนเวทีในคอนเสิร์ตใหญ่ที่รวมพลังของความดิบและความหลุดโลกมาไว้ด้วยกันแบบเต็มสเกล
หากใครที่เคยได้ดูโชว์ของฝั่ง Paradox คงจะคุ้นเคยกันดีว่าเมื่อไหร่ที่วงขึ้นเวที เราจะได้เห็นโชว์สุดเพี้ยนที่เป็นซิกเนเจอร์อยู่เสมอ ทั้งพร็อพแฟนซีทั้งหลาย ซีนแจกลูกโป่งยักษ์ หรือโยนผักบุ้งให้แฟนเพลงหน้าเวที และทุกโมเมนต์เหนือความคาดหมายเหล่านั้น มักทำให้ทุกโชว์ที่เขาขึ้นโชว์ไม่เคยเบื่อเลยสักครั้ง
Photograph: Paradox
ขณะที่ ModernDog ก็พร้อมปล่อยพลังดนตรีร็อกแบบเข้มข้น นำโดย ป๊อด–ธนชัย ที่ขึ้นชื่อเรื่องเอเนอร์จี้บนเวทีและสไตล์การร้องอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ไม่ว่าจะเป็นโชว์ใหญ่หรือเซ็ตอะคูสติก ก็ยังคงสะกดแฟนเพลงได้เสมอ
Photograph: ModernDog
การเจอกันครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่คอนเสิร์ต แต่คือการรวมตัวของ ‘หมาทันสมัย’ และ ‘มนุษย์ต่างดาว’ ที่จะพาเพลงฮิตอย่าง ก่อน, บุษบา, ตาสว่าง, ฤดูร้อน, ผงาดง้ำค้ำโลก และอีกมากมาย กลับมาระเบิดความคิดถึงอีกครั้ง
ที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี วันที่ 16 พฤษภาคม บัตรยืน 1,900 บาท บัตรนั่ง 2,600 บาท เปิดขาย 6 เมษายน เวลา 10.00 น. ทาง Eventpop
รีวิวร้านอาหารและคาเฟ่ในกรุงเทพฯ

Things to do
6 ร้านน่าลองย่านอารีย์ ปี 2569 ย่านที่มีแต่อะไรดีๆ เกิดขึ้นทุกวัน
ขอยกให้อารีย์เป็นหนึ่งในย่านที่จำนวนร้านเปิดใหม่แปรผันตรงกับจำนวนปี เพราะมีร้านใหม่มาให้เช็กอินแทบทุกซีซั่น ทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ บาร์ ร้านเสื้อผ้า โรงแรม หรือแม้แต่บาร์เบอร์หลากหลายสไตล์ ซึ่งคับคั่งไปด้วยคุณภาพ และร้านต่างๆ ในย่านนี้ก็อาจเป็นร้านโปรดของใครหลายๆ คน รวมถึงตัวผู้เขียนเองด้วย
คำว่า ‘สำรวจย่านอารีย์’ คงไม่ดูเกินจริง เพราะทั้งซอยอารีย์เหนือและอารีย์ใต้ มีร้านมากมายให้เราเพิ่มหมุดหมายใหม่ได้ทุกครั้งที่มาเยือน รอบนี้เราอยากพามาสำรวจร้านและคาเฟ่ฉบับอัปเดตทั้งเก่าและใหม่ ประจำปี 2569 ให้ทุกคนได้อิ่มหนำสำราญกัน

Restaurants
รวมคาเฟ่เปิดใหม่รอบกรุงเทพฯ ในปี 2569
‘กาแฟอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เราเดินเข้าร้าน แต่คอมมูนิตี้คือเหตุผลที่ทำให้เราอยากกลับมา’
กลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้อง ปีที่แล้วเราเคยพา คุณวา-ธนรรณพ เอี่ยมสุนทร คิวเรเตอร์ด้านคาเฟ่ผู้มีเรดาร์ตรวจจับสเปซเท่ๆ ทั่วกรุงเทพฯ มาเปิดลายแทงจนสายฮอปปิ้งตามเก็บกันแทบไม่ทัน จนมาถึงปีนี้ เราต่อสายตรงหาเขาอีกครั้งเพื่ออัปเดตร้านใหม่ๆ เพราะดูเหมือนว่า ‘แค่กาแฟดี’ จะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของคนเมืองในปีนี้อีกต่อไป
‘ผมรู้สึกเป็นเกียรติและตื่นเต้นทุกครั้งครับ เหมือนได้กลับไปสำรวจเมืองใหม่อีกรอบ แต่ละร้านที่ไปมันให้บทสนทนาและไอเดียใหม่ๆ ที่ช่วยรีเฟรชไฟในการทำงานให้เราได้ดีมาก’
คุณวาพูดเกริ่นกับเราก่อนจะเริ่มวิเคราะห์เทรนด์ที่เปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ
จาก ‘เทคนิค’ สู่ ‘ไลฟ์สไตล์’ คุณวามองว่าไวบ์ของปีนี้คือการที่คาเฟ่ขยับจากการโชว์ เทคนิคอย่างโปรไฟล์การคั่วหรือลาเต้อาร์ต ไปสู่การสร้างพื้นที่ใช้ชีวิต ที่เชื่อมต่อกับคนเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ที่ผ่านมาเราได้เห็น cafe for runner, matcha cafe หรือสเปซที่มีพื้นที่เวิร์กช็อปอย่างชัดเจนขึ้น คาเฟ่ยุคนี้ไม่ได้ขายแค่เครื่องดื่ม แต่เขากำลังขาย worldview และสร้างความรู้สึกร่วมให้กับผู้คน
เมื่อเราถามว่าปีนี้ทำไมอาหาร หรือกระทั่งเมนูขนมอบและกิจกรรมต่างๆ ถึงกลายเป็นหัวใจหลัก คุณวาให้คำตอบที่คมคายว่า ‘กาแฟดีคือแกนหลักที่ทำให้คนเดินเข้าร้าน แต่เมนูคราฟต์อย่าง ซาวโดว์โฮมเมด หรือกิจกรรมอย่าง run club และงานดีไซน์ คือเครื่องมือที่ทำให้คน อยากกลับมา สิ่งเหล่านี้ทำให้ร้านมีเรื่องเล่า และเปลี่ยนคาเฟ่ให้กลายเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมย่อยในแต่ละย่าน’
คนยอมจ่ายเพื่อ เวลา และ ตัวตน ในปีที่คนเมืองเริ่มเหนื่อยล้ากับโลกโซเชียลที่ต้องคอยโพสต์รูปสวยๆ คุณวาสังเกตเห็นจุดเปลี่ยนสำคัญว่า ในปีนี้คนจะยอมจ่ายแพงขึ้นไม่ใช่แค่เพื่อรูปถ่าย แต่เพื่อ เวลาที่มีคุณภาพและ พวกเขาจ่ายเพื่อโต๊ะที่นั่งสบาย หรือได้เจอกับคอมมูนิตี้ที่ทำให้เขารู้สึกว่านี่แหละคือที่ของเรา
และนี่คือ 20 พิกัดคาเฟ่ประจำปี 2026 ที่คุณวาคัดมาให้เน้นๆ เรียงลำดับจากความฮอตและคาแรกเตอร์ที่โดดเด่น เตรียมตัวให้พร้อม แล้วออกไปค้นหา คอมมูนิตี้ที่ใช่ของคุณไปพร้อมกันได้เลย!

Restaurants
หนีไปคลายร้อนกับ 10 บาร์น้ำผลไม้ที่ดีสุดทั่วกรุงเทพฯ
ดูเหมือนว่าสมรภูมิความสดชื่นในกรุงเทพฯ ปีนี้จะเดือดทะลุปรอทกว่าปีไหนๆ เพราะเหล่าบาร์น้ำผลไม้ไม่ได้เป็นแค่ซุ้มเครื่องดื่มทางเลือกอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น ‘Lifestyle Destination’ ที่กระจายตัวอยู่ทุกทั่วกรุง ตั้งแต่คอมมูนิตี้มอลล์สุดฮิปไปจนถึงใจกลางย่านธุรกิจ ทั้งการกลับมาของเทรนด์ดูแลตัวเองในปี 2569 นี้ ทำให้แต่ละร้านไม่ได้ประชันกันแค่เรื่องรสชาติ แต่ยังงัดไม้ตายทั้งความคุ้มค่า ดีไซน์แก้วที่ต้องถ่ายรูปอวด และสารอาหารแบบเน้นๆ มาใส่ไว้ในทุกออเดอร์ ครั้งนี้ Time Out จึงขอรวบรวมเหล่าแลนด์มาร์ค 10 บาร์น้ำผลไม้ความสดชื่นที่คัดมาแล้วว่าอร่อยจริง ได้สุขภาพจัง และเป็นตัวช่วยชั้นดีที่จะทำให้คุณผ่านพ้นวิกฤตความร้อนนี้ไปได้อย่างมีสไตล์

Restaurants
10 ร้าน brunch ที่เหมาะสำหรับยามสายในวันอาทิตย์
เราว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่จริงจังกับบรันช์ไม่น้อย จากการคัดสรรร้านต่างๆ ทั่วทุกมุมเมือง จะเห็นได้ว่าร้านเหล่านี้เอาจริงเอาจังกับทั้งเมนูที่รังสรรค์ขึ้นอย่างตั้งใจ และบรรยากาศที่มีเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่แปลกใหม่ที่ชวนค้นหา อาคารพาณิชย์เก่าแก่ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ คาเฟ่ที่มีกลิ่นอายนิวยอร์ก จานอาหารที่ชวนให้หวนนึกถึงความทรงจำ หรือแม้แต่เสียงดนตรีบลูส์จากนิวออร์ลีนส์ที่ช่วยเติมเต็มบรรยากาศของมื้อสายให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ไม่ว่าคุณจะอยากให้วันอาทิตย์เป็นเพียงวันสบายๆ ที่เติมเต็มด้วยอาหารดีๆ เป็นวันที่ตั้งใจออกไปตามล่าร้านบรันช์ใหม่ๆ ทั่วกรุง หรือเป็นวันสำหรับครอบครัวที่อยากชวนใครสักคนออกไปใช้เวลาร่วมกัน และแต่งแต้มวันธรรมดาให้กลายเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ
และนี่คือ 10 ร้านบรันช์ทั่วกรุงเทพฯ ที่เราอยากชวนให้ทุกคนไปดื่มด่ำ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไปในร้าน ไปจนถึงคำสุดท้ายในจาน ที่อาจเปลี่ยนวันอาทิตย์ธรรมดาของคุณให้กลายเป็นวันพิเศษโดยไม่รู้ตัว

Restaurants
รวมลิสต์ 7 ร้านน้ำแข็งไสหวานเย็นชื่นใจในกรุงเทพฯ
อุณหภูมิเมืองไทยพุ่งไม่หยุดแบบนี้ ถึงเวลาหาของหวานเย็นๆ มาดับร้อนกันแบบจริงจัง และหนึ่งในเมนูที่ครองใจคนทุกยุคก็คงหนีไม่พ้น ‘น้ำแข็งใส’ ที่วันนี้ไม่ได้มีแค่ภาพจำแบบถ้วยรถเข็นอีกต่อไป แต่ถูกยกระดับให้กลายเป็นวัฒนธรรมการกินที่หลากหลายและสร้างสรรค์มากขึ้น ตั้งแต่น้ำแข็งไสคลาสสิกที่คุ้นเคย ไปจนถึงเมนูฟิวชันที่ใส่ลูกเล่นใหม่ๆ จนกลายเป็นของหวานสุดอินเทรนด์
เสน่ห์ของน้ำแข็งใสในยุคนี้คือความหลากหลายที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ จะสาย og ที่ยังหลงรักรสชาติแบบดั้งเดิมจากร้านรถเข็นในย่านเมืองเก่า หรือสายคาเฟ่ที่อยากลองคากิโกริเนื้อละเอียดละมุนเหมือนหิมะ ไปจนถึงบิงซูเกาหลีถ้วยใหญ่แชร์กับเพื่อน หรือโอ้เอ๋วจากภาคใต้ที่ให้รสสัมผัสเบาๆ สดชื่น ทุกเมนูล้วนสะท้อนการตีความของหวานคลายร้อนในแบบของตัวเองได้อย่างน่าสนใจ
ครั้งนี้เราเลยคัดมาให้แบบครบทุกสาย ทั้งร้านเก่าแก่ที่ยืนระยะมานาน และร้านใหม่ที่หยิบเทคนิคแบบไฟน์ไดนิ่งมาสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับเกล็ดน้ำแข็ง บอกเลยว่าแต่ละที่ไม่ได้มีดีแค่ความเย็น แต่ยังเต็มไปด้วยรายละเอียด รสชาติ และไอเดียที่ชวนให้ต้องออกไปลองด้วยตัวเอง

Restaurants
Gordon Ramsay Bread Street Kitchen & Bar ICONSIAM
หลายปีหลังจากกระแสความนิยมของรายการทำอาหารที่พุ่งสูงขึ้น เชฟหลายคนได้กลายเป็นขวัญใจของคนรักอาหารทั่วโลก และหนึ่งในนั้นคือ เชฟกอร์ดอน แรมซีย์ ที่ล่าสุดบินมาถึงกรุงเทพฯ เพื่อเปิดร้าน Gordon Ramsay Bread Street Kitchen & Bar ที่ ไอคอนสยาม ชั้น 3 พาเมนูระดับตำนานมาให้แฟนๆ ได้ลิ้มลองมากมาย
ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคือ Beef Wellington เมนูซิกเนเจอร์ที่มีคนทำตามมากที่สุดในโลก ก็มีเสิร์ฟให้ได้สัมผัสกับเวอร์ชันที่แท้จริง
เมนูเรียกน้ำย่อยที่น่าสนใจมี Spicy Tuna Tartare (400 บาท) ที่ใช้ปลาทูน่าสดจากญี่ปุ่น คลุกเคล้ากับอโวคาโด ฟูริคาเกะ และงาคั่ว เสิร์ฟพร้อมเกี๊ยวกรอบ ให้สัมผัสที่ตัดกันอย่างลงตัว ส่วนใครที่เป็นสายชีสต้องลอง Burrata (590 บาท) ชีสก้อนนุ่มครีมเต็มคำ ยิ่งทานคู่กับมะเขือเทศหอมหวานจากอิตาลี น้ำสลัดไวน์แดงเพิ่มมิติของจาน และขนมปังเชียบัตต้ากรอบๆ ที่เสิร์ฟมาคู่กันก็ดีงามจนอยากขอเพิ่ม
หลังจากเรียกน้ำย่อยกันไปแล้ว ก็ถึงคิวของ Fish & Chips (750 บาท) เมนูไอคอนิกของอังกฤษที่ดูเหมือนง่าย แต่ซ่อนรายละเอียดไว้ในทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่การเลือกปลาค็อดคุณภาพเยี่ยมจากฝรั่งเศส การชุบแป้งเบียร์ให้บางกำลังดี ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน เสิร์ฟพร้อมซอสทาร์ทาร์ ถั่วบด และมันฝรั่งแท่งหนากรอบนอกนุ่มใน
และจานเด่นที่ขาดไม่ได้กับ Beef Wellington (4,500 บาท) ซิกเนเจอร์ตลอดกาลของเชฟกอร์ดอน จานนี้ใช้เนื้อเทนเดอร์ลอยน์สีชมพูชิ้นโตนุ่มฉ่ำอยู่ตรงกลาง ห่อด้วยเห็ดดุกเซลหอมเข้มข้นและห่อด้วยแป้งบาง ก่อนนำไปอบจนได้สีเหลืองทองกรอบกำลังดี พอราดด้วยซอสไวน์แดงยิ่งเสริมรสชาติให้กลมกล่อม ทานคู่กับมันบดเนื้อครีมเพิ่มความละมุน ใครที่ไม่เคยลองเมนูนี้มาก่อน แนะนำรออย่างใจเย็น เพราะต้องใช้เวลาปรุงถึง 45 นาที แต่รับรองว่าคุ้มค่าการรอคอยแน่นอน
จบมื้อกันด้วย Sticky Toffee Pudding (350 บาท) ขนมหวานสไตล์อังกฤษ ที่ใช้เค้กอินทผลัมเนื้อนุ่มฉ่ำ ชุ่มไปด้วยซอสทอฟฟี่หอมหวาน เข้ากับไอศกรีมนมโฮมเมดที่ช่วยตัดรสเข้มข้น หรือถ้าอยากได้อะไรสดชื่น
ในส่วนของบรรยากาศ ภายในร้านตกแต่งด้วยพื้นลายหมากรุกและเบาะสีเหลืองสดตัดกับแสงไฟนวลสไตล์ Industrial Warehouse เหมือนร้านต้นตำรับในลอนดอน แต่เพิ่มความโปร่งสบายด้วยวิวแม่น้ำเจ้าพระยาแบบเต็มตา ผ่านหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติ เหมาะทั้งกับการมานั่งดินเนอร์โรแมนติกมื้อพิเศษ หรือแค่มานั่งทานกลางวันแบบแคชวลก็ได้เช่นกัน หากใครกำลังมองหาสถานที่จัดเลี้ยงส่วนตัว ทางร้านก็มีห้องไพรเวตที่รองรับได้ถึง 14 คน

Restaurants
Tapori
เมื่อพูดถึงอาหารอินเดีย ภาพจำของใครหลายคนคงหนีไม่พ้นสตรีตฟู้ดที่พ่วงมากับรถเข็น หรือตลาดที่มีผู้คนชุกชุม แถมยังมีช่วงหนึ่งที่กระแสอาหารอินเดียมาแรงจนคนไทยอย่างเราต้องไปหามาลองกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าวหมกไก่ ปานีปูรี ไก่ทันดูรี บัตเตอร์ชิกเก้น แกงผักโขมชีส และแป้งนาน ด้วยเมนูเหล่านี้ค่อนข้างคล้ายคลึงกับอาหารไทย แถมยังทานง่าย ซึ่งคนที่ชอบความจัดจ้านของอาหารไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คงไม่ยากที่จะชอบอาหารอินเดีย ส่วนบางคนอาจยังรู้สึกไม่ถูกปากขนาดนั้น เพราะถึงแม้จะใช้เครื่องเทศเยอะ แต่ก็ไม่ใช่กลิ่นและรสชาติที่คุ้นเคย
ถ้าเปรียบอาหารอินเดียยอดฮิตที่หลายคนเคยทานเป็นอาหารไทย คงเหมือนกับต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ มัสมั่น หรือข้าวผัดกะเพรา เพราะเป็นเมนูที่ชาวต่างชาติมักนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ แต่แน่นอนว่าประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลกอย่างอินเดียก็ต้องมีอาหารการกินที่หลากหลายมากกว่าที่เราคิดอยู่แล้ว เราจึงอยากพามาทานอาหารอินเดียที่ในเวอร์ชันที่อาจไม่เคยเห็นมาก่อน ให้เหมือนกับการพาเพื่อนต่างชาติมาทานแกงรัญจวน ปลาแห้งแตงโม ขนมจีนซาวน้ำ หรือน้ำพริกลงเรือ
Tapori ร้านอาหารอินเดียในซอยสุขุมวิท 47 ตอบโจทย์นี้ได้ดีที่สุด โดยชื่อร้านมีความหมายว่า นักเดินทาง เป็นการเปรียบว่าคนที่ได้มาลิ้มรสจะได้ท่องเที่ยวในอินเดียไปพร้อมกันถึง 28 รัฐ เริ่มที่เมนูแรกอย่าง Tawa-masala Kaleji Ice-cream (490 บาท) ไอศกรีมตับไก่เนื้อเนียนจากรัฐนิวเดลี (New Delhi) และทมิฬนาฑู (Tamil Nadu) ตัวไอศกรีมรสชาติเข้มข้น สัมผัสละมุน ทานคู่กับแผ่นโดซ่าบางกรอบและแครอทดอง เราชอบที่กลิ่นตับไก่ไม่แรงจนเกินไป ทำให้ทานได้แบบเพลินๆ
มาต่อกับจานที่ทางร้านนำเสนอว่าเป็นคอมฟอร์ตฟู้ด เหมาะสำหรับคนที่ยังไม่กล้าลองเมนูแปลกใหม่เกินไป Kheema Ghotala (550 บาท) จากรัฐมหาราษฏระ (Maharashtra) เมนูนี้สามารถเลือกเนื้อสัตว์เป็นเนื้อวัวหรือแกะก็ได้ ทางร้านจะนำเนื้อไปสับจนละเอียด ผัดกับเครื่องเทศ แล้วตอกไข่ดิบลงไป รสชาติจานนี้ค่อนข้างคล้ายแกงกะหรี่และมีความเผ็ดเล็กน้อย ก่อนทานต้องคนทุกอย่างให้เข้ากัน แล้วทานคู่กับขนมปัง ladi pav สัมผัสนุ่มชุ่มเนยที่ทางร้านทำเอง
และจานหลักของเราในวันนี้คือ Beef Ularthiyathu (690 บาท) แกงผัดแห้งที่ใช้เนื้ออบด้วยไฟอ่อน เมนูขึ้นชื่อของรัฐเกรละ (Kerala) ที่โดดเด่นเรื่องมะพร้าวและทะเล จุดเด่นของเมนูนี้จึงเป็นเนื้อวัวสุดนุ่มและมะพร้าวอบที่ผัดมาพร้อมกัน เพราะนอกจากจะได้กลิ่นหอมของเครื่องเทศแล้ว ยังได้กลิ่นหอมจากมะพร้าวและสัมผัสกรุบกรอบ เสิร์ฟพร้อมแป้งพารอตตากรอบนอกนุ่มใน
จากนั้นมาปิดจบมื้อด้วย Benami Kheer (400 บาท) ขนมหวานที่มีหน้าตาแตกต่างจากขนมทั่วไป จานนี้ได้แรงบันดาลใจจากอาหารแถบอินเดียเหนือของรัฐอุตตรประเทศ (Uttar Pradesh) มาพร้อมคำอธิบายเมนูว่า Can you guess the secret ingredient of this legendary dessert? เนื่องจากทางร้านอยากให้เราลองชิมและทายว่าเมนูนี้ทำจากอะไร ในส่วนของรสชาติก็ค่อนข้างทานง่าย ได้กลิ่นเครื่องเทศนิดๆ และมีความหวานตามสไตล์ขนมอินเดีย ซึ่งเราขออธิบายไว้เพียงเท่านี้ ใครที่อยากลองจะได้ไม่โดนสปอยล์ซะก่อน รับรองว่าหลายคนต้องอึ้งตอนเชฟเฉลยแน่นอน
นอกจากอาหารแล้ว ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่เราชอบเกี่ยวกับ Tapori คือการตกแต่งร้านด้วยศิลปะอินเดีย โดยผสมผสานระหว่างศิลปะดั้งเดิมและสมัยใหม่ มีการใช้สีสันจัดจ้านและภาพวาดอินเดียโบราณ ทำให้รู้สึกถึงความสนุกสนานแบบโมเดิร์นและเรียบหรูในคราวเดียวกัน
หากมาทานมื้อเย็นก็สามารถไปจิบค็อกเทลต่อได้ที่ Bubbs บาร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากร้านตัดผมในอินเดีย แนะนำให้ลองเมนูซิกเนเจอร์อย่าง Amrud (400 บาท) หรือค็อกเทลน้ำฝรั่ง รสชาติทานง่าย ไม่เข้มจนเกินไป ซึ่งด้านในร้านมีขนาดไม่ใหญ่มาก เหมาะสำหรับการมานั่งคุยเล่นกับเพื่อนแบบชิลๆ แถมยังตกแต่งได้สวยไม่แพ้ฝั่งร้านอาหารเลยทีเดียว

Restaurants
โสมะ
ตั้งแต่ร้านอาหารไทยได้รับรางวัลต่างๆ ไม่ว่าจะมิชลินไกด์ Thailand’s Favourite Restaurant หรือ The Worlds 50 Best Restaurants ก็เหมือนเป็นการปลุกกระแสให้คนกรุงเทพฯ หันมาทานอาหารไทยกันมากขึ้น แน่นอนว่าหากจะเลือกทั้งที หลายคนคงมองหาร้านไฟน์ไดนิง หรืออาจเป็นคอร์สเมนูสุดหรูหรา แต่ด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง อาจทำให้ทานได้ไม่บ่อยมากนัก หากไปต่อคิวร้านโลคอลยอดนิยมก็คงไม่เหมาะสำหรับคนไม่ค่อยมีเวลา
ด้วยเหตุนี้จึงเกิดเป็น ‘โสมะ’ ร้านอาหารไทยสไตล์โมเดิร์นที่มาพร้อมวัฒนธรรมการทานอาหารดั้งเดิมของคนไทยอย่างสำรับกับข้าว จากความตั้งใจของเชฟชาลี การ์เดอร์ และเชฟหนุ่ม วีรวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์ ที่มองเห็นความมีเสน่ห์ของการทานอาหารอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา โดยมีกับข้าวหลายอย่างอยู่บนโต๊ะให้ทานคู่กับข้าวสวยเรียงเม็ด โดยสามารถแชร์กันได้ทั้งครอบครัว
และเราเชื่อว่าสิ่งที่ทุกคนคาดหวังจากร้านอาหารไฟน์ไดนิงคงเป็นการยกระดับเมนูธรรมดาให้มีน่าสนใจยิ่งขึ้น ต่อให้หน้าตาอาหารไม่เหมือนเดิม แต่ต้องคงรสชาติเข้มข้นแบบไทยไว้ ซึ่ง เชฟภาคย์ ยะมู หัวหน้าเชฟร้านโสมะ ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะเขาได้รังสรรค์เมนูไทยดั้งเดิมให้กลายเป็นจานอาหารสุดครีเอต มาพร้อมรสชาติหลากหลายมิติและสัมผัสที่แปลกใหม่
เริ่มที่จานแรกกับ มัสมั่นเนื้อน่องลาย (680 บาท) ฟังชื่อแล้วอาจดูธรรมดาไปสักหน่อย แต่ร้านนี้นำเนื้อแองกัสออสเตรเลียมาตุ๋นจนนุ่ม เสิร์ฟคู่กับมันเทศอบและอาจาดน้ำกุหลาบที่รับรองว่าหาไม่ได้จากร้านอื่นแน่นอน ทานแล้วได้รสเข้มข้นกลมกล่อมตามแบบฉบับของมัสมั่น พร้อมกลิ่นหอมและความละมุนจากการรมควันด้วยเนยกี (Ghee)
อีกเมนูหนึ่งที่เราประทับใจไม่แพ้กันคือ พล่าหอยนางรม (250 บาท) ดูเผินๆ แล้วเหมือนหอยนางรมทั่วไปที่ทานคู่กับน้ำพริกเผา แต่ความพิเศษของเมนูนี้คือ เชฟใส่กากหมูมาเพิ่มสัมผัสกรุบกรอบแทนหอมเจียว และถึงแม้จะชื่อเมนูพล่า แต่ก็ไม่ได้เผ็ดจนเกินไป แถมยังได้ความสดของหอยนางรมแบบเต็มคำ ส่วนเมนูอื่นๆ ที่อยากแนะนำให้ลองคือ ยำกุ้งแม่น้ำย่าง (770 บาท) ข้าวผัด XO ปู (700 บาท) และปิดท้ายด้วยของหวานอย่าง โมจิลำไยไอศกรีมกะทิ (180 บาท)
นอกจากอาหารรสชาติอร่อยถูกปากแล้ว ทางร้านยังนำเสนอความโมเดิร์นผ่านการตกแต่งด้วยผลงานศิลปะร่วมสมัย บนกำแพงไม้สีน้ำตาลเข้มที่ช่วยส่งให้ภาพดูโดดเด่น เช่น ภาพน้องมาร์ดี หรือคาแรกเตอร์เด็กสามตา ผลงานซิกเนเจอร์จากศิลปินสตรีตอาร์ตชาวไทยชื่อดังอย่างอเล็กซ์ เฟซ (Alex Face) รวมถึงงานศิลปะของศิลปินอีกหลายท่าน เช่น เจนีฟ ฟิกกิส (Genieve Figgis) ไรอัน แม็กกินเนส (Ryan McGinness) และอลันนาห์ ฟาร์เรล (Alannah Farrell)
ที่นี่ถือว่าตอบโจทย์คนอยากทานอาหารไทยชั้นเลิศโดยไม่ต้องนั่งเกร็งในร้านไฟน์ไดนิง แถมมีให้เลือกทั้งอาหารคำเล็กและจานกลางขนาดค่อนข้างใหญ่ สามารถแชร์กับครอบครัวและกลุ่มเพื่อนได้สบายๆ หรือใครอยากมาทานจานเดี่ยวให้พออิ่มก็ได้เหมือนกัน เพราะแค่มาชมงานศิลปะภายในร้านที่เหมือนเป็นนิทรรศการขนาดย่อมก็ถือว่าคุ้มแล้ว
ที่ Siam Pathumwan House ซอยเกษมสันต์ 1 เปิดทุกวัน เวลา 11.00 - 15.00 น. และ 17.00 - 23.00 น.

Restaurants
Olivetto
สาวกพาสต้าทั้งหลายคงคุ้นชินกับเบคอนในคาโบนารา หรือแซลมอนย่างในซอสเพสโต้ ราวกับเป็นสูตรสำเร็จของเมนูเส้นยอดนิยมจากอิตาลี แต่จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถเลือกรวมของโปรดให้มาอยู่ในจานเดียวกันได้ (แบบไม่ต้องทำเอง) ลองนึกภาพเนื้อย่างชิ้นใหญ่กับพาสต้าซอสโบลองเนส โปะด้วยไข่ดาวอีกสักใบก็น่าจะเป็น combination ใหม่สไตล์เอเชียที่ไม่เลว
Olivetto ร้านพาสต้าสีเขียวมะกอกบนชั้น 4 ของ The Emporium อยากพาทุกคนออกจากกรอบเดิม แล้วมาครีเอตพาสต้าจานโปรดของตัวเองกับคอนเซ็ปต์ craft your own flavor ที่สั่งได้ตามใจชอบ กับ 3 ขั้นตอนง่ายๆ
เลือกซอส
แน่นอนว่าตัวแปรรสชาติของพาสต้าทุกจานอยู่ที่ซอส ทางร้านจึงมีมาให้เลือกถึง 12 แบบ ไม่ว่าจะเป็นซอสโบลองเนส ครีมทรัฟเฟิล ครีมเลมอน เพสโตมะเขือเทศ มะเขือเทศพริกแห้ง โปโมโดโร พริกไทยดำ เอ็กซ์โอสูตรเฉพาะ และผัดกระเทียมกับน้ำมันมะกอก สำหรับคนที่ชอบรสชาติแบบไทยๆ ก็มีซอสกะเพรา ซอสขี้เมา และซอสไข่เค็มน้ำพริกเผา
เลือกเส้น
สำหรับคาร์บที่เป็นพระเอกของจาน ทางร้านมีให้เลือกถึง 5 ชนิด
สปาเกตตี
เพนเน่
ริกาโตนี
ดิวมินูตี
สปาเกตตีหมึกดำ
เลือกท็อปปิง
หากคุณคิดว่าตัวเลือกซอสเยอะแล้ว ท็อปปิงคงเป็นด่านสุดท้ายที่ทุกคนใช้เวลานานที่สุด เพราะมีให้เลือกเกือบ 20 อย่าง ทั้งไข่ดาว สเต็กไก่ สเต็กเนื้อออสเตรเลีย ชีส เห็ดย่าง กุ้ง หอยลาย หอยแมลงภู่ หอยเชลล์ ไข่กุ้ง ไส้กรอกอีสาน ไส้กรอกหมูอิตาเลียน เบคอน แซลมอน และรวมซีฟู้ด
แค่เห็นจำนวนท็อปปิง เราว่าหลายคนคงตาลายจนเลือกไม่ถูก หรือกลัวว่าผสมทุกอย่างออกมาแล้วจะไม่ถูกปาก ทางร้านก็มี signature dish ให้สั่งตาม เช่น Beef Pepper and Fried Egg Spaghetti (380 บาท) Lemon Cream Shrimp Ebiko Spaghetti (280 บาท) และ Rigatoni Truffle Cream (270 บาท)
นอกจากนี้ ความสนุกไม่ได้หยุดอยู่ที่การออกแบบเมนูพาสต้าของตัวเองเท่านั้น แต่ยังเน้นการทานอาหารแบบแชร์กันหลายคน พร้อมด้วยเมนูทานเล่นอย่าง Sweet Potato Fries (150 บาท) Sweet Corn Ribs (150 บาท) และ Truffle Fries (150 บาท) สามารถสั่งมาเป็นจานกลางให้ทานได้ทุกคน
ร้าน Olivetto ตั้งอยู่ที่ชั้น 4 The Emporium สามารถเดินทางได้ด้วย BTS ลงสถานีพร้อมพงษ์ ทางออก 4 เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00 - 22.00 น.

Restaurants
Bisou
Bisou แกสโตรไวน์บาร์สไตล์ฝรั่งเศสเปิดใหม่ล่าสุด ย่านหลังสวน เสิร์ฟจริตปาริเซียงสุดเท่และเซ็กซี่ ตั้งแต่จานอาหารสไตล์ฝรั่งเศสจนถึงเชฟชาวฝรั่งเศสในครัว
น่าจะไม่ใช่เราคนเดียวที่คิดว่าเดียวนี้ขออะไรง่ายๆ สบายๆ ไว้ก่อนดีกว่า เพราะอย่าง 2 หนุ่มฝรั่งเศสที่ผ่านประสบการณ์วงการร้านอาหารระดับไฟน์ไดนิ่งมาโชกโชน ทั้งเชฟอองตวน ดัคเกียง และ ธีโอ ลาแวร์ญ ซอมเมอลิเยร์ ก็น่าจะคิดเหมือนกัน เลยขอเอาความหรูบนพื้นฐานอาหารฝรั่งเศส มาขยายความใหม่ในแบบฉบับของพวกเขา เสริมด้วยแรงบันดาลใจจากรสชาติอื่นๆ ที่พวกเขาอยากชวนมาแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิดในพื้นที่ร้าน
Bisou อยู่ในบ้านสีขาวสุดซอยแยกเล็กๆ ถัดจากซอยหลังสวน ถึงภายนอกจะดูลึกลับแต่เมื่อเข้ามาจะได้บรรยากาศเหมือนแมนชั่นของหนุ่มปาริเซียง ที่ความสนุกรออยู่ในทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นโซนบาร์ชั้นล่าง นั่งจิบค็อกเทลสุดเซ็กซี่จากบาร์เทนเดอร์ชาวฝรั่งเศส ก่อนย้ายไปมุมโต๊ะกินข้าวและโซฟาพร้อมฉากแบ่งให้ความไพรเวตก็ได้ ถ้าเดินขึ้นบันไดไปชั้น 2 จะได้ความไพรเวตมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ตัดขาดจากความสนุกข้างล่าง ชั้นนี้จะมีห้องไวน์ขนาดใหญ่พอสมควร ให้เราได้เดินเข้าไปเลือกไวน์ตามจริตและงบที่ชอบได้เลย
อาหารโดยรวมของที่นี่จะมาในธีม “K.I.S.S - Keep It Simple, Sexy” เรียบง่ายแต่หน้าตาสวยตามชื่อ ส่วนความเซ็กซี่กินหมดจานแล้วจะรู้เอง เน้นให้แชร์ริ่งกัน แต่พอร์ชั่นไม่ใหญ่มาก ถ้ามากันแค่ 2 คนอาจแชร์กันลงตัว
เริ่มด้วย Truffle French Toast (590 บาท) ขนมปังบริโยชกรอบนอกนุ่มใน ท็อปมาด้วยทรัฟเฟิลแบบจุใจ ส่วนไก่ทอด BFC, Bisou Fried Chicken (330 บาท) ก็ตอบโจทย์ตามเชฟบอกว่าไม่ใช่แค่ฝรั่งเศสจ๋าอย่างเดียว เพราะมีพริกผงชิชิมิสไตล์ญี่ปุ่นกับไข่แซลมอนโรยมาด้วย
วิธีการปรุงแบบฝรั่งเศส รสชาติแบบผสมผสาน อีกอย่างที่เติมมาให้ครบคือวัตถุดิบตามฤดูกาล ช่วงนี้เลยมีเมนู Heirlom Tomatoes (390 บาท) มะเขือเทศแฮร์รูมจากเชียงใหม่เนื้อฉ่ำหวานกรอบ สไลซ์บางๆ ท็อปด้วยมะเขือเทศคอนซูเม่ สไปซี่เชอร์เบท และโอลีฟ พาวเดอร์ แนะนำว่าถ้าไปลองให้กระซิบถามพนักงานได้เลยว่าช่วงนี้มีวัตถุดิบเด็ดๆ อะไรบ้าง
เมนูเนื้อเราชอบ Hanger Steak (490 บาท/100กรัม) สเต๊กหอมกลิ่นกริล เสิร์ฟคู่กับ Bone Marrow ปรุงรสจัดจ้านเข้มข้น ส่วนจาน Wagyu Beef Tongue Sando (420 บาท) แซนด์วิชเนื้อที่อยากให้รีบกินตอนเสิร์ฟอุ่นๆ ทิ้งไว้นานเนื้ออาจจะกระด้างไปนิด
สิ่งที่เราว่าเป็นจุดเด่นของ Bisou คือบรรยากาศของร้าน ยิ่งตกดึกเท่าไรก็ยิ่งเซ็กซี่มากขึ้นเท่านั้นด้วยการแต่งไฟ และโซนที่นั่งที่ถ้ามาเดตอยากได้มุมส่วนตัวก็มี อยากมาปาร์ตี้กับเพื่อนกลุ่มใหญ่ก็ได้ สามารถนั่งยาวๆ ได้ตั้งแต่หัวค่ำจนดึกไปเลย
Bisou ตั้งอยู่ที่ หลังสวน เปิดให้บริการวันพุธ - วันจันทร์ 17.30 - 00.00 น. สำรองที่นั่งหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 096-025-5858 หรือ bisoubangkok.com
บทสัมภาษณ์ล่าสุด

Shopping
ดาร์กเฟมินิน ดอกไม้ และศิลปะ ‘Miura’ แบรนด์ที่ซ่อนจดหมายไว้ในทุกรอยเย็บ
หากคุณเดินเข้าไปในร้านเสื้อผ้าแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเดินชมงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์ นั่นคือความตั้งใจของ ‘สกาย’ เจ้าของแบรนด์ Miura (มิอุระ) แบรนด์เสื้อผ้าที่ไม่ได้ขายแค่เครื่องนุ่งห่ม แต่ขายเรื่องราว คุณค่าของเวลา และความมั่นใจ
จากจุดเริ่มต้นด้วยเงินทุนเพียงหลักพัน สู่แบรนด์ที่ชาวต่างชาติหลงรักและกวาดซื้อจนหมดร้าน นี่คือเรื่องราวการเดินทางของหญิงสาวที่เปลี่ยนนามสกุลและตัวตนของเธอให้กลายเป็นงานคราฟต์ที่สวมใส่ได้
Photograph: Miura
จุดเริ่มต้นจากญี่ปุ่น และทุนก้อนแรก 9,000 บาท
ชีวิตของสกายผูกพันกับประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่อายุ 14 ปี จนเรียนจบ เธอใช้ชีวิตวัยรุ่นที่นั่นอย่างคุ้มค่าด้วยการทดลองทำทุกอย่างเพื่อค้นหาตัวเอง ตั้งแต่เป็นเด็กเสิร์ฟ ทำงานร้านอาหารไทย พนักงานโรงแรม ไปจนถึงไกด์ทัวร์ การต้องพิสูจน์ตัวเองในต่างแดนหล่อหลอมให้เธอเป็นคนทุ่มเทร้อยเปอร์เซนต์กับทุกสิ่งที่ทำ
เมื่อเรียนจบจากญี่ปุ่น สกายได้มาศึกษาต่อด้านการตลาดที่ไทย และประจวบช่วงโควิดพอดี เธอรู้ตัวว่าไม่ชอบงานสายคอร์ปอเรต เธอหลงใหลในศิลปะและแฟชั่น จึงเริ่มต้นแบรนด์จากสิ่งที่ชอบด้วยเงินทุน 9,000 บาท ที่เก็บหอมรอมริบมาจากการสอนภาษาญี่ปุ่นและขายโกโก้
โปรดักต์แรกของเธอไม่ใช่เสื้อผ้า แต่เป็นรองเท้าแตะทรงโมเดิร์นมิด (Modern-mid) เย็บมือทั้งหมด แต่ด้วยความที่สินค้าเป็นกลุ่มนิช (Niche) มากๆ และมีข้อจำกัดเรื่องไซซ์ เธอจึงตัดสินใจปรับเข็มทิศ นำความชอบด้านงานดีไซน์ เท็กซ์เจอร์ และผ้าพิมพ์ลาย มาทุ่มเทให้กับเสื้อผ้าและชุดเดรสแทน
Photograph: Miura
‘Miura’ นามสกุล ตัวตน และจดหมายถึงตัวเอง
“Miura คือนามสกุล มันเป็นช่วงที่เราเติบโตที่นั่น ได้รับประสบการณ์มากมาย และมันคือสิ่งที่จะติดตัวเราไปจนตาย เลยกลายมาเป็นชื่อแบรนด์”
ชื่อแบรนด์ไม่ได้มาจากไหนไกล แต่มาจากตัวตนของเธอเอง สกายอธิบายว่า Miura สะท้อนคาแรกเตอร์ที่มีความเป็น ดาร์กเฟมินิน มีความลึกลับ นิ่ง ดิบ และพึ่งพาตัวเอง อีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่โดดเด่นคือ ‘ดอกไม้’ สำหรับเธอ ดอกไม้แต่ละดอกมีฟอร์มและเสน่ห์ที่ต่างกัน มันมีช่วงเวลาที่เบ่งบาน ห่อเหี่ยว และตายจากไป แต่สุดท้ายมันก็จะเกิดใหม่ได้เสมอ นอกจากนี้ ลายมือที่ปรากฏบนเสื้อผ้ายังมาจากนิสัยชอบเขียนไดอารี่ของเธอ เสื้อผ้าของ Miura จึงเปรียบเสมือน ‘จดหมาย’ ที่เธอเขียนถึงตัวเองในอนาคต และส่งต่อข้อความแห่งความภูมิใจนั้นไปยังผู้สวมใส่คนอื่นๆ ด้วย
Photograph: Lalitphat
ความท้าทายของการเริ่มทำแบรนด์ตั้งแต่อายุ 21
การเลือกทำแบรนด์งานคราฟต์ที่เจาะตลาด Niche Market ในไทยไม่ใช่เรื่องง่าย สกายเริ่มต้นทำงานตั้งแต่เด็ก ตลอดจนกลับมาไทยในช่วงอายุ 19 ปี หาเงินจากการขายโกโก้ สอนภาษาญี่ปุ่น จนรวบรวมเงินทุนแรกเพื่อสร้างแบรนด์ตอนอายุ 21 ปี ทำให้ต้องเผชิญกับอคติและการถูกเปรียบเทียบในเรื่องของอายุและความคาดหวังที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
“เราไม่ได้มองว่าร้านเราเป็นร้านแฟชั่นจัดๆ แต่มันคือพิพิธภัณฑ์ เป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่ให้คุณได้เข้ามาชม สวมใส่ชุด สวมใส่ความเป็นตัวเองเข้าไป”
‘มันสอนให้เราเชื่อมั่นในตัวเองทุกวันว่าให้ทำต่อไป ทำจนกว่าคนของเราจะมองเห็น เราตอบผลลัพธ์ให้ตัวเองฟังว่าเราตั้งใจแค่ไหน และพอใจกับจุดๆ นั้น’ เธอเล่า
Photograph: Miura
งานศิลปะที่พกพาได้ และความประณีตฉบับ DIY
เสน่ห์ของ Miura คือการเบลนด์งานศิลปะเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานจริง สกายไม่ได้เรียนจบแฟชั่น ทุกอย่างคือการศึกษาด้วยตัวเอง เธอให้ความสำคัญกับ ‘วัสดุ’ เป็นอันดับแรก เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ลูกค้าสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 เธอลงพื้นที่ค้นหาผ้าจากแหล่งต่างๆ อย่างสำเพ็ง หรือร้านประจำอย่างคลองสานและ Bulliontex ด้วยตัวเอง
การผลิตของ Miura ไม่ใช่งานอุตสาหกรรมแมสโปรดักชัน แต่ละคอลเล็กชันผลิตเพียง 25-50 ตัว โดยความร่วมมือจากช่างฝีมือท้องถิ่น คุณลุงคุณป้าที่มีสตูดิโอเล็กๆ ในบ้านตามจังหวัดต่างๆ อย่างกาญจนบุรี
"การที่เราทำทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง มันได้มากกว่าผลกำไร แต่มันคือการเติบโตทางสปิริต เราล้มเอง พลาดเอง มันคือความภูมิใจแบบเงียบๆ ที่ทุกชิ้นผ่านมือและความตั้งใจของเรา ทำให้แบรนด์หยั่งรากลึกและมีชีวิต"
เสื้อผ้าของแบรนด์มักเป็นแบบฟรีไซซ์ที่ปรับแก้มาหลายครั้งเพื่อให้เข้ากับผู้หญิงหลากหลายรูปร่าง ลูกค้าหลายคนบอกว่าชุดของ Miura ดูเหมือนของวินเทจ ซึ่งสกายมองว่าเป็นคำชมที่ดี เพราะของวินเทจคือของที่มีชิ้นเดียวในโลก และคนใส่จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
Photograph: Miura
สีแดงก่ำ โทนสีที่สะท้อนคาแรกเตอร์
หากต้องนิยามสีที่เป็นตัวแทนของ Miura สกายเลือก ‘สีแดงก่ำ’
“พอพูดถึงชื่อ Miura เราจะเห็นภาพผู้หญิงผมสั้น ใส่เดรสสีแดงก่ำ นิ่งๆ มีความมั่นใจในตัวเอง มีความดาร์กเฟมินิน ลึกลับ และผยองในตัวเองนิดๆ”
แม้ในร้านจะไม่ได้มีเสื้อผ้าสีแดงเยอะที่สุด แต่สีนี้กลับสะท้อนจิตวิญญาณของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนที่สุด
Photograph: Miura
การเติบโตอย่างช้าๆ ท่ามกลางยุค Fast Fashion
ในยุคที่ทุกอย่างมาไวไปไว Miura เลือกที่จะเดินในจังหวะของตัวเอง มันไม่ใช่การตีตั๋วเครื่องบินฟาสต์แทร็กเพื่อพุ่งชนเป้าหมายให้เร็วที่สุด แต่มันคือการขับรถเดินทางไกล ค่อยๆ ซึมซับวิวทิวทัศน์สองข้างทาง แวะพูดคุยทำความรู้จักกับช่างฝีมือท้องถิ่นตามต่างจังหวัด และใช้เวลาทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ จนจอดลงสู่จุดหมายปลายทางที่เธอเห็นภาพนั้นอย่างลึกซึ้งในที่สุด สกายไม่ได้ป่าวประกาศว่าแบรนด์ของเธอใช้เวลาทำนานแค่ไหน แต่ปล่อยให้รอยเย็บ การวางผ้า และดีเทลที่ไม่ได้เนี้ยบกริบแบบโรงงาน เป็นตัวเล่าเรื่องว่าสิ่งนี้ ‘ถูกสร้างขึ้น’ ไม่ใช่ ‘ถูกผลิตขึ้น’
“เราขอให้ Miura โตช้าๆ แบบมั่นคง สร้างฐานให้แข็งแกร่ง ดีกว่าที่จะมาพีคแล้วหายไป คนที่เป็นทาร์เก็ตของเราคือคนที่ให้ค่ากับความรู้สึกมากกว่าความเร็ว เขาไม่ต้องมีเสื้อผ้าเยอะ แต่ชิ้นที่เขามีต้องมีความหมาย ใส่ซ้ำได้ และไม่เบื่อ”
ปัจจุบัน ลูกค้า 80-90% ของ Miura คือชาวต่างชาติ ที่หลงใหลในความใกล้ชิดและ ‘ชีวิต’ ของแบรนด์ไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากจากแบรนด์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในประเทศของพวกเขา ทั้งนี้ Miura ยังสามารถสั่งคัสตอมตามความชอบของลูกค้าสำหรับโอกาสพิเศษอีกด้วย โดยเธอจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับรสนิยมของลูกค้า ภูมิหลัง งานอดิเรก หรือแม้แต่แนวเพลงที่ชอบ แล้วร้อยมันเข้าด้วยกันกับตัวตนแบรนด์ ถักทอจนออกมาเป็นชุดที่มีหนึ่งเดียวในโลก
Photograph: Miura
แหล่งชุบชูไอเดีย ตลาดน้อย และ GalileOasis
เมื่อคิดงานไม่ออก สกายไม่บังคับตัวเองให้ต้องโปรดักทีฟตลอดเวลา เธอจะหยุดพักและออกไปซึมซับบรรยากาศรอบตัว แหล่งหาไอเดียโปรดของเธอคือ ตลาดน้อย ย่านเก่าแก่ที่ผสมผสานความโลคอลกับความโมเดิร์นได้อย่างลงตัว โดยไม่ถูกกลืนกินไปด้วยกระแสการท่องเที่ยวจนเสียตัวตน และ GalileOasis คอมมูนิตี้สีเขียวใจกลางกรุงที่รวบรวมตั้งแต่โรงแรมยันศิลปะมาไว้ในพื้นที่เดียว รวมถึง Miura เองด้วย พื้นที่ที่เธอใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน ได้นั่งมองผู้คน พูดคุย และแลกเปลี่ยนบทสนทนากับคนแปลกหน้าที่แวะเวียนมา
ในอนาคตอันใกล้นี้ Miura จะขยายสาขาไปในย่านตลาดน้อย โดยตั้งใจให้เป็น Standalone และคอมมูนิตี้สเปซที่มีคาเฟ่ เพื่อให้ลูกค้าได้มาใช้เวลาและดื่มด่ำกับบรรยากาศ มากกว่าแค่การซื้อมาขายไป รวมถึงการขยายไปเป็นส่วนหนึ่งของ Exhibition ในระดับโกลบอลที่ไต้หวันที่สกายมั่นใจแล้วว่า คนที่เธอส่งมอบให้นั้นรู้สึกในจังหวะเดียวกันกับแบรนด์จริงๆ
Photograph: Lalitphat
เริ่มลงมือทำ อย่ารอให้พร้อม
คำแนะนำของสกายสำหรับดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่อยากทำแบรนด์งานคราฟต์ คือ การลงมือทำทันทีและความสม่ำเสมอ ‘อย่ารอให้พร้อมทั้งหมดค่ะ ถ้าคิดวันนี้ พรุ่งนี้ทำเลย ถ้ามัวแต่รอจังหวะ มันก็จะไม่เกิดการลงมือทำสักที ต้องมีความอดทน ทำมันอย่างสม่ำเสมอในวันที่คนอื่นหยุด สักวันคนจะเห็นความตั้งใจของเราเอง’
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เจ้าของแบรนด์วัยรุ่นคนนี้อยากเห็น ไม่ใช่แค่ยอดขายที่พุ่งทะยาน แต่เป็นจุดมุ่งหมายแสนเรียบง่ายและหนักแน่น ที่อยากให้ผู้หญิงทุกคนที่สวมชุดของ Miura รู้สึกแบบนี้เมื่อมองตัวเองในกระจก
"อยากให้เขามั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น ไม่ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับเสื้อผ้า แต่เสื้อผ้าจะปรับเข้าหาบุคลิกของเขาเอง อยากให้เขารู้สึกสวย เห็นคุณค่าในตัวเอง และกล้าที่จะออกไปใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ค่ะ"
Photograph: Miura
และนั่นคือจิตวิญญาณทั้งหมดที่ถูกซ่อนไว้ในเสื้อผ้าของ Miura เธอไม่ได้อยากให้ลูกค้าพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเข้ากับชุด หรือลดทอนตัวตนเพื่อเอาใจใคร แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณสวมชุดของแบรนด์นี้แล้วมองลึกลงไปในกระจก จงสวมใส่มันอย่างสง่างาม สวยงาม และออกไปใช้ชีวิตใน ‘วิถีทางของคุณเอง’
ปัจจุบัน Miura มีร้านอยู่ที่ Galerie des Amis ในโครงการ GalileOasis (ห่างจาก BTS ราชเทวี ประมาณ 700 เมตร) เปิดทุกพุธ-จันทร์ เวลา 9.00-19.00 น.
สามารถติดตามและสั่งซื้อได้ที่ IG: @miura.th

Restaurants
ถ้านี่ไม่ใช่คุกกี้ที่มีจิตวิญญาณที่สุดในกรุงเทพฯ ในขณะนี้ แถมยังเป็นคุกกี้ที่หายากที่สุดด้วย!
คุกกี้ การ์ตูน และของสะสมเข้ามาปะทะในบ่ายวันหนึ่งที่ออฟฟิศ Time Out กล่อง Super Cookie Friends ปรากฏตัวขึ้น! เมื่อเปิดดูในถุง คล้ายกับกล่องจุ่มสุดฮิต และสิ่งแรกที่เราเห็นคือด้านบนของกล่อง ‘ได้เวลาออกมาทำหน้าที่คุกกี้ที่ดีที่สุดกัน!’
Photograph: Super Cookie Friends
เราหยิบกล่องออกมาแล้วไล่สายตาตามงานภาพสีสันน่ารักไปรอบๆ จากนั้นเจ้าก้อนกลมยิ้มแฉ่งโผล่มา และนี่คือ ‘Chunk’ แห่งเมือง Cookie Town นั่นเอง และถ้าคุณมองดีๆ จะเห็นว่าโปรดักต์และประโยคน่ารักๆ วางซ่อนอยู่ต่อหน้าต่อตา แล้วก็เห็นหน้าเจ้า Chunk อีกครั้ง บินทะลุอวกาศกลับมาพร้อมเพื่อนขนมปังขิงของเขา
Photograph: Super Cookie Friends
เปิดกล่องขึ้นมา คุณจะได้เจอกับเจ้า Chunk (หลายก้อน) ‘สวัสดีเพื่อนยาก ตอนนี้คุณคือเจ้าของกล่องคุกกี้สุดพิเศษ ที่ถูกทำขึ้นด้วยมือเพื่อคุณโดยเฉพาะ’ พร้อมทั้งภาพประกอบแนะนำวิธีการกินให้ได้อรรถรสที่สุด คุณจะสังเกตเห็นปีกข้างกล่อง เปิดออกแล้วฉากก็ขยายต่อเนื่องออกไป เป็นดีเทลสนุกๆ ที่ถูกค้นพบ มองเข้าไปในตัวจะเห็นคำว่า ‘พาฉันไปยัง Cookie Town’ และลิงก์ไปยังชุมชนสะสมแต้ม ความสนุกของ Super Cookie Friends ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
Photograph: Super Cookie Friends
มาถึงตัวคุกกี้ พระเอกของเรา ถูกเรียงจากซ้ายไปขวาที่จัดวางอย่างตั้งใจ สิ่งที่ผู้สร้างเรียกว่า ‘กองทัพความอร่อย’ และผู้อยู่เบื้องหลังความสนุกนี้คือ David Fine ชาวลอนดอนโดยกำเนิด ผู้มีพลังสร้างสรรค์แบบฉุดไม่อยู่ ที่มักพาเขาเลี้ยวออกจากเส้นทางเดิมที่เคยคิดไว้ เขาเคยเป็นหลายอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะกราฟิกดีไซเนอร์, ผู้ช่วยช่างตัดเสื้อที่ได้รับ Royal Warrant to the Queen, ดีเจเฮาส์และเทคโน, ผู้ก่อตั้งค่ายเพลง, แฟชั่นบายเออร์, และนักวางกลยุทธ์แบรนด์, และตอนนี้เขาเป็น ‘คุกกี้เมกเกอร์’ ในกรุงเทพฯ ก็คงเหมือนกับอีกอาชีพหนึ่งของเขา‘ผมหมกมุ่นกับรายละเอียดมาโดยตลอด’ เขาว่า ‘ผมโฟกัสกับดีเทลและทำมันให้ถูกต้องที่สุด และพาไปให้ถึงเวอร์ชันที่ดีที่สุดได้’
Photograph: Super Cookie Friends
เรื่องราวต้นกำเนิดเริ่มต้นอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันเริ่มต้นจากสิ่งที่ดูไม่เกี่ยวกันเลย David เคยทำเอเจนซี่ครีเอทีฟที่กรีซ ช่วยฝาแฝดชาวอเมริกันที่ขายคุกกี้ขนมปังขิงทุกคริสต์มาสจากร้านเบเกอรี่ของพวกเขา คุกกี้ขายดีจนลูกค้าถามหาตลอดทั้งปี ฝาแฝดจึงต้องการความช่วยเหลือด้านการตลาด แต่สิ่งที่ดึงดูด David กลับเป็นอย่างอื่นทั้งหมด ตัวละครขนมปังขิง มาสคอต แอนิเมชัน โลกทั้งใบที่สร้างขึ้นรอบโปรดักต์ แม้ความสัมพันธ์ในการทำงานจบลงค่อนข้างกะทันหัน แต่บางอย่างถูกปลดล็อกแล้ว ‘ประสบการณ์นั้นเป็นแรงกระตุ้นให้ผมเปลี่ยนเส้นทาง’ เขากล่าว
เขากำลังเดินอยู่บนสนามกอล์ฟกับภรรยา ‘Koalie’ ชื่อเล่นที่เขาเรียกเธอจนแทบเป็นชื่อจริง ตอนที่ไอเดียผุดขึ้นมา เขาอยากทำแบรนด์คุกกี้ของตัวเอง อยากเรียกว่า Super Cookie Friends เขาไม่รู้แน่ชัดว่าชื่อนี้มาจากไหน แต่เข้าใจความหมายทันทีที่มันเกิดขึ้น ‘ความหลงใหลในการ์ตูนและของสะสมของผม รวมทั้งผุดไอเดียเรื่องกลุ่มตัวละครหน้ายิ้ม เป็นมิตร และมีพลังงานดี ซึ่งแต่ละตัวก็อยู่บนเส้นทางพัฒนาของตัวเอง ผมคิดว่าเราจะใช้ตัวละครสร้างแรงบันดาลใจและความหมายลึกซึ้งในแบบสนุกๆ ได้’
Photograph: Super Cookie Friends
‘ไปประเทศไทยกันเถอะ’ เขาบอกกับ Koalie พวกเขาเข้าเที่ยวมาตั้งแต่ปี 2556 และวางแผนจะกลับมาเสมอ ‘เราบอกว่าไปลองทำมันให้สำเร็จกัน’ พวกเขาเก็บของแล้วขึ้นเครื่องบิน ปรากฏว่ากรุงเทพฯ ไม่ได้ขาดคุกกี้ สิ่งที่ขาดคือความดื้อรั้นของ David เขาใช้เวลาหลายเดือนเพื่อหาพาร์ตเนอร์เบเกอรี่ ลองคุกกี้หลายร้อยชิ้นทั่วเมือง ทดสอบกับคนทำขนม 3 - 4 คน แต่ไม่มีใครทำให้เขามั่นใจ ‘คุกกี้มันนุ่มเกินไป เหนียวเละ หรือไม่มี texture ที่น่าสนใจ เพราะไม่ได้ใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุด มันจึงไม่ถึงสำหรับผม’
View this post on Instagram
A post shared by Super Cookie Friends (@supercookiefriends)
‘เงินเป็นเรื่องหนึ่ง จิตวิญญาณก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง’ เขากล่าว แต่สำหรับเขา จิตวิญญาณต้องมาก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นค่ายเพลง งานออกแบบ หรือทุกอย่างที่ทำ ล้วนให้ศิลปะนำการค้า และจนถึงตอนนี้ เขาก็ยังยึดถือกับหลักการนั้น
วันหนึ่ง Koalie หยิบตำราอาหารสแกนดิเนเวียจากร้านหนังสือญี่ปุ่น ทั้งคู่ไปนั่งคาเฟ่ใกล้ๆ สั่งกาแฟ David เปิดดูสูตร แล้วความรู้สึกคุ้นเคยก็มาถึง
‘นี่ Koalie ผมมีไอเดียแล้วล่ะ’
‘มาหาวิธีทำคุกกี้ที่ดีที่สุดกันเถอะ’
พวกเขาซื้อเครื่องผสมสีชมพูอ่อนกลับบ้านทันที ‘ครั้งหนึ่งผมเคยมิกซ์แผ่นเสียง’ David กล่าว ‘แต่ตอนนี้ตอนนี้ผมมิกซ์แป้งด้วยล่ะ’
Photograph: Super Cookie Friends
สำหรับคุกกี้ชุดแรกนั้น เขาเดินตรงไปที่ร้าน ‘Tarns coffee’ ในสวนพลู เจ้าของร้านนี้เป็นคนที่กินคุกกี้ของเขาทุกเวอร์ชันมาตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมคุกกี้ตัวหลักจึงถูกตั้งชื่อตามเธอ ‘Atomic choc chunk’
‘เธอชอบมันมาก บอกว่าผมเป็นคนทำขนมที่ยอดเยี่ยม และผมก็คิดว่าผมทำสำเร็จแล้ว’เขาหยุดคิดเล็กน้อย‘แต่ผมคิดว่ามันมีกราฟอยู่’ กราฟที่ David ชี้ให้ดู คือวงจรอารมณ์ของการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ตามมาคือหลายเดือนของการอบ ทดลอง ทิ้ง แจกให้ทุกคนที่ยินดีจะกินมัน ปรับ และปรับอีกครั้ง
เขารู้ว่าคุกกี้แบบไหนที่เขากำลังไล่ตาม คุกกี้สไตล์นิวยอร์ก โดยเฉพาะแบบที่โด่งดังจาก ‘Levain Bakery’ ในแมนฮัตตัน มีความเป็นบิสกิตและค่อนข้างกรอบด้านนอก นุ่มหนึบตรงกลาง และเต็มไปด้วยส่วนผสมจำนวนมาก ไม่ใช่คุกกี้เนื้อนุ่มที่เริ่มปรากฏทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้ชื่อ ‘New York’
‘มีคนจำนวนมากเรียกคุกกี้นุ่มๆ ว่า New York cookies แต่มันเป็นคนละอย่าง’
เขาไม่ต้องการแข่งขันกับสิ่งเหล่านั้น เขาต้องการนำเสนอสิ่งที่คนที่เคยกินของจริง และหาไม่ได้ที่ไหนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะสามารถจดจำได้มันจริงๆ
View this post on Instagram
A post shared by Super Cookie Friends (@supercookiefriends)
David พิถีพิถันกับวัตถุดิบ ช็อกโกแลตเบลเยียม เนยฝรั่งเศส ไข่ออร์แกนิกเลี้ยงปล่อยอิสระ ลดน้ำตาลให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะปรับได้แต่ยังคงโครงสร้างของคุกกี้ไว้ ทำมาร์ชแมลโลว์เอง ทำเมอแรงก์เอง ‘ผมไม่ชอบคุกกี้หวานเลี่ยน และมีเนื้อแฉะ ผมอยากให้มันซับซ้อน’
View this post on Instagram
A post shared by Super Cookie Friends (@supercookiefriends)
แต่ละสูตรมีขั้นตอนของมันเอง เริ่มจากการสร้างสมดุลภายในกล่อง ให้มีการผสมผสานของโปรไฟล์รสชาติอย่างลงตัว ทั้งความนัตตี้ เค็ม หวานจากผลไม้ และช็อกโกแลต จากนั้นฤดูกาลและช่วงเทศกาลจึงเข้ามามีบทบาท และที่สำคัญที่สุดคือแรงบันดาลใจส่วนตัว ‘เราจะคิดถึงรสชาติที่เคยสัมผัสและมีความหมายกับเรา และนำแรงบันดาลใจจากพื้นเพของเรามาใช้’ David เกิดที่ลอนดอน ส่วน Koalie มีรากเหง้าแบบญี่ปุ่น วัยเด็กและการเดินทางของทั้งคู่แทรกซึมอยู่ในทุกสูตร แม้บางครั้งจะไม่ได้ชัดเจนในทันทีนัก สำหรับซีรีส์ขนมพุดดิ้งคลาสสิกสไตล์อังกฤษที่กำลังจะมาถึง เขาเพียงบอกสั้นๆ ว่า ‘โปรดติดตามตอนต่อไป’
Photograph: Super Cookie Friends
เมื่อทิศทางชัดเจนแล้ว เขาจะสเก็ตช์องค์ประกอบของขนม ทั้งส่วนผสมที่คลุกเข้าไป ไส้ด้านใน และท็อปปิ้ง พร้อมคิดล่วงหน้าว่าหน้าตาจะออกมาเป็นอย่างไร และความรู้สึกตอนกัดจะเป็นแบบไหน ตั้งแต่ก่อนจะชั่งแป้งแม้แต่กรัมเดียว จากนั้นขั้นตอนการอบจึงเริ่มขึ้น ‘เราจะอบมันจำนวนมาก เพื่อให้แน่ใจว่าคุณภาพจะออกมาดีอย่างสม่ำเสมอ ทั้งรสชาติและเนื้อสัมผัสมีความสมดุล’
Photograph: Super Cookie Friends
เขาบอกว่าสูตรหนึ่งจะถือว่าเสร็จสมบูรณ์ ‘เมื่อมันอร่อยได้อย่างสม่ำเสมอ’ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะจบลงจริงๆ เสมอไป ตอนนี้เขากำลังทดลองเพิ่มเลมอนดริซเซิลลงในคุกกี้เลมอนเมอแรงก์ที่ใช้ชื่อว่า ‘zest you try’ หากการปรับนี้ได้ผล สูตรก็จะถูกอัปเดตต่อไป
Photograph: Super Cookie Friends
และเรื่องราวของมาร์ชแมลโลว์ที่จะเล่าคือภาพสะท้อนที่ดีที่สุดของวิธีคิดของเขา
เขาเริ่มต้นด้วยการซื้อมาร์ชแมลโลว์สำเร็จรูปมาใช้ในคุกกี้ดับเบิลช็อกโกแลตเฮเซลนัต เมนูคลาสสิกจากวัยเด็ก แต่เมื่ออ่านรายการส่วนผสม เขากลับรู้สึกไม่สบายใจกับมัน จึงตัดสินใจทำมาร์ชแมลโลว์เอง อย่างไรก็ตาม มาร์ชแมลโลว์โฮมเมดไม่สามารถทนต่อความร้อนในเตาอบได้ มันละลายกลายเป็นบางสิ่งที่ ‘เหนียว หนึบ ยืดได้ และสนุกดี’ แต่สุดท้ายแล้วมันก็แทบไม่ต่างจากคาราเมลที่มีน้ำตาลสูงเป็นพิเศษ ซึ่งทำให้คุกกี้เสียไปเลย เขากลับไปใช้มาร์ชแมลโลว์สำเร็จรูปอีกครั้งอยู่หนึ่งสัปดาห์ แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่ใช่คำตอบ
‘ผมบอกตัวเองว่า มันต้องมีวิธีอื่นสิ’ และในที่สุดเขาก็พบทางออก อบคุกกี้ให้เสร็จ จากนั้นโรยเกลือทะเลทันทีที่นำออกจากเตา วางมาร์ชแมลโลว์ลงด้านบนในขณะที่ความร้อนยังคงได้ที่ ปล่อยให้มันเริ่มละลายเองตามธรรมชาติ แล้วจึงใช้ไฟเบิร์นด้านบนเพื่อให้เกิดเอฟเฟกต์เหมือนมาร์ชแมลโลว์ย่างกองไฟ โดยยังคงโครงสร้างของคุกกี้ไว้ได้อย่างสมบูรณ์
ยังมีคุกกี้อีกแบบหนึ่งที่ยังไม่สำเร็จเสียที ในอังกฤษมีรถขายไอศกรีมที่เรียกว่า ‘Mr Whippy’ จะมีซอฟต์เสิร์ฟในโคนเวเฟอร์ที่ขึ้นรูปเป็นเปลือกหอยนางรม ด้านในใส่มาร์ชแมลโลว์ ช็อกโกแลต และเฮเซลนัต มันเป็นความทรงจำในวัยเด็กของเขา David จึงพยายามถ่ายทอดขนมนี้ให้ออกมาในรูปแบบคุกกี้ แต่บัตเตอร์ครีมที่มีความเสถียรพอจะทนต่อการจัดส่งได้นานหนึ่งวันหรือมากกว่านั้นยังคงเป็นสิ่งที่เขาหาคำตอบไม่ได้ ‘แต่เราจะไม่ลืมมัน’ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนว่า oyster cookie ไม่ใช่การทดลองที่ล้มเหลว หากแต่เป็นข้อถกเถียงที่ยังไม่จบสิ้น
กระบวนการทั้งหมดใช้เวลา 2 วัน เขาค่อนข้างมั่นใจในคำพูดของเขา (แทบจะมั่นใจ 100%) ว่าไม่มีใครใช้สูตรหรือวิธีการแบบเดียวกัน ‘นี่ไม่ใช่คุกกี้สูตรคุณป้าแน่นอน!’
Photograph: Super Cookie Friends
Super Cookie Friends ในปีนี้ปล่อยมออกมาทั้งหมด 5 รสชาติ ได้แก่
atomic choc chunk (ช็อกโกแลตชังก์ และวอลนัต)
double choc marsh (ดับเบิลช็อกโกแลตและมาร์ชแมลโลว์)
adults only (ดับเบิลช็อกโกแลตและกราโนลา)
zest you try (เมอแรงก์เลมอน)
apple crumble (แอปเปิลครัมเบิล)
และทั้งหมดนี้จำกัด 100 ชิ้นต่อสัปดาห์ ไม่ใช่กลยุทธ์ทางการตลาด แต่เป็นปรัชญา เขาเฝ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับแบรนด์ที่โด่งดังอย่างรวดเร็ว คำสั่งซื้อหลั่งไหลเข้ามา การผลิตต้องเร่งรีบภายใต้แรงกดดัน คุณภาพเริ่มตกลง และเพียงหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ก็ไม่มีใครจดจำพวกเขาได้อีก
View this post on Instagram
A post shared by Super Cookie Friends (@supercookiefriends)
Photograph: Super Cookie Friends
เขาต้องการสิ่งตรงกันข้าม การเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากรากฐานที่มั่นคง การบอกต่อแบบปากต่อปาก และชุมชนที่เติบโตไปพร้อมกับแบรนด์ แทนที่จะเพียงบริโภคมันแล้วผ่านไปอย่างรวดเร็ว ‘เราต้องการให้มั่นใจว่าคุณภาพและความสม่ำเสมออยู่ในระดับสูง’ เขากล่าว ‘และปล่อยให้ผู้คนบอกต่อเพื่อน แชร์คุกกี้ลงโซเชียล ซื้อให้คนอื่นเป็นของขวัญ เราก็จะเติบโตอย่างมั่นคง บนรากฐานที่แข็งแรง ไปกับผู้คนที่ใส่ใจในคุกกี้อย่างแท้จริง’
Photograph: Super Cookie Friends
ไลน์อัปประจำสัปดาห์ถูกคัดสรรอย่างพิถีพิถันเพื่อความสมดุล มีทั้งรสนัตตี้ เค็ม หวานผลไม้ ช็อกโกแลต และอีกรสชาติอื่นๆ ที่มีความสนุกแฝงอยู่ โดยจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลและช่วงเวลาสำคัญ
View this post on Instagram
A post shared by Super Cookie Friends (@supercookiefriends)
อย่างช่วงวาเลนไทน์ที่ผ่านมา เขาใช้ ‘ruby chocolate’ ซึ่งทำจากเมล็ดโกโก้สีชมพูธรรมชาติที่หายาก เมนูพิเศษช่วงตรุษจีนคือ ‘fortune cup’ ‘การหา Reese’s Cups ในกรุงเทพฯ เปรียบเสมือนการล่าขุมทรัพย์’ นี่คือคำพูดของ David เอง ส่วนช่วงอีสเตอร์จะขึ้นอยู่กับการหาแหล่ง ‘cadbury mini eggs’ ที่เชื่อถือได้ รสชาติต่างๆ จะได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ไลน์อัปทีละสัปดาห์ และในอนาคต ไลน์อัปที่มี 5 รสชาตินี้อาจขยายเพิ่มขึ้น เพราะ David รู้ดีว่าการตัดรสชาติที่ลูกค้ารักออกไป ไม่ใช่การตัดสินใจที่ทำได้อย่างง่ายดาย

Art
กรุงเทพฯ กับทศวรรษนิวยอร์กในสายตา Jesper Haynes
นิวยอร์กคือเมืองที่ถูกบันทึกภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกตรอกซอยถูกเล่าเป็นตำนาน ทุกค่ำคืนถูกบดบังด้วยทัศนคติ แต่สิ่งที่ Jesper Haynes มอบให้กลับเงียบขึ้น และชวนกระอักกระอ่วนมากกว่า นั่นคือบันทึกของการ ‘อยู่ตรงนั้นจริงๆ’ โดยไม่คิดล่วงหน้าว่ามันจะกลายเป็นอะไรในภายหลังNew York Darkroom นิทรรศการล่าสุดของเขาในกรุงเทพฯ พาเราย้อนกลับไปยังดาวน์ทาวน์ในนิวยอร์กช่วงปลายยุค 80s และ 90s แบบไร้ฟิลเตอร์ หรือไร้การยกย่องฮีโร่ เผชิญหน้าอย่างใกล้ชิด ถนนแคบจนรู้สึกได้ และไม่มีใครแสดงเพื่อกล้อง
Photograph: Jesper Haynes
เมื่อได้พูดคุยกับ Haynes สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ งานชุดนี้ไม่ใช่เรื่องของมรดกหรือชื่อเสียง แต่มันคือเรื่องของความใส่ใจ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณปรากฏตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ออกเดินทางไปทุกคืน กดชัตเตอร์เพียงแค่หนึ่งเฟรมแทนที่จะเป็นสิบ และเชื่อในสิ่งที่เหลืออยู่จะอธิบายตัวมันเองในภายหลังภาพถ่ายของเขาที่มีทั้ง Andy Warhol, Willem Dafoe และ John Lurie ปรากฏอยู่ร่วมกับเพื่อน คนรัก และคนแปลกหน้า ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนวัตถุทางวัฒนธรรม แต่คล้ายหลักฐานส่วนตัวมากกว่า หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งนั้นเคยเกิดขึ้นจริง และเขาเคยอยู่ตรงนั้นจริงๆ
นี่ไม่ใช่ความโหยหาอดีต แต่มันคือความทรงจำที่มีศอก มีเหลี่ยม และไม่หลบหน้าใคร
ก่อนที่นิวยอร์กจะกลายเป็นเรื่องเล่า
เมื่อถาม Haynes ว่านิวยอร์กในช่วงเวลาที่เขาถ่ายภาพนั้น รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ท่ามกลางประวัติศาสตร์ไหม เขาตอบแทบจะทันทีว่า ‘มันคือปัจจุบันล้วนๆ’ ไม่มีความรู้สึกว่ากำลังเห็นตำนานในอนาคต ไม่มีการรับรู้ว่าตัวเองอยู่ในจุดอ้างอิงของยุคสมัย มีแค่ ‘ตอนนี้’
สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะภาพใน New York Darkroom ไม่ได้ประกาศตัวว่าเป็นจดหมายเหตุ เขาหมกมุ่นกับช่วงเวลาตรงหน้ามากเกินกว่าจะคิดถึงจุดนั้น Haynes ย้ายมานิวยอร์กตั้งแต่วัยรุ่น หลัง Andy Warhol ชวนเขามาเยี่ยม การเชื้อเชิญครั้งนั้นเปลี่ยนเส้นทางชีวิตเขาอย่างเงียบๆ เขาไม่ได้โหยหาความสำเร็จหรือความมั่นคง ‘ผมไม่ได้สนใจ American Dream’ เขาบอก
“ผมหลงใหลไอเดียที่ว่าศิลปินจากทุกแขนงมารวมกันอยู่ในเมืองเดียว”
สิ่งที่เขาเจอคือนิวยอร์กที่กำลังจะพัง และราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ เมืองล้มละลาย เถื่อน แต่ใจกว้างเพราะความขัดสน ‘ค่าเช่าถูกมาก ผมจ่ายประมาณเดือนละ 150 ดอลลาร์’ เขาพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนยังแปลกใจกับความทรงจำของตัวเอง
Photograph: Jesper Haynes
ทุกคนรอบตัวกำลังสร้างอะไรบางอย่าง นักเขียน ผู้กำกับ นักร้อง นักเต้น ดีเจ ไร้ซึ่งโลกอินเทอร์เน็ต แค่เอาชีวิตรอดไปด้วยกัน ความเร่งด่วนร่วมกันนั้นซึมอยู่ในทุกภาพ นิวยอร์กไม่ได้ถูกทำให้ดูหรู อันตราย หรือโรแมนติก มันแค่ ‘มีอยู่’ และคอยติดตามสำหรับใครก็ตามที่เต็มใจจะใช้ชีวิตตอนดึกดื่น
Photograph: Jesper Haynes
หนึ่งม้วน หนึ่งคืน หนึ่งการตัดสินใจ
Haynes ถ่ายภาพแทบตลอดเวลา อย่างน้อยวันละหนึ่งม้วน ไม่ใช่เพราะหมกมุ่นกับปริมาณของงาน แต่เพราะนั่นคือจังหวะชีวิตของเขา ออกไปข้างนอก 7 คืนต่อสัปดาห์เป็นเวลาหลายปี ไนต์คลับ อพาร์ตเมนต์ ดินเนอร์ที่ลากยาวถึงเช้า และสิ่งที่ยึดทุกอย่างไว้ด้วยกันคือห้องมืด
“สิ่งที่สวยงามของการเข้าห้องมืดหลังออกจากไนต์คลับทั้งคืน คือผมได้อยู่คนเดียว”
เขาบอกว่ามันคือสมาธิรูปแบบหนึ่ง ความโดดเดี่ยวตรงนั้นคือสิ่งที่สำคัญ การล้างฟิล์มสามารถถ่วงเสียงรบกวนต่างๆ ได้ เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ไม่ต้องอธิบายอะไรกับใคร นี่คือเหตุผลที่ New York Darkroom เลือกแสดง contact sheet เพราะ Haynes อยากให้เห็นกระบวนการ ไม่ใช่เพื่อทำลายมนต์ขลัง แต่เพื่อทำให้มันเป็นมนุษย์มีมวลของความลังเล การลองซ้ำ ความไม่แน่ใจ ‘ผมอยากให้มันเสมือจริง อยากให้คนดื่มด่ำและรู้สึกไปกับมัน’
Photograph: Jesper Haynes
สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายภาพมีเพียงเฟรมเดียว ไม่มีสำรอง ‘สมัยนั้นเราถ่ายกันแบบนี้’ เขาอธิบาย คุณต้องตั้งใจ เพราะคุณมีเพียงแค่ 36 รูปที่ไม่สามารถเสียได้แม้แต่ม้วนเดียว เมื่อพูดถึงการกลับมาของฟิล์ม Haynes ไม่สนใจภาษาของเทรนด์ ฟิล์มบังคับให้คุณตัดสินใจ มันทำให้มือช้าลงและสายตาคมขึ้น ‘เวลาผมถ่ายฟิล์ม ผมมีสติมากกว่า’ เขาบอก ฟิล์มบังคับให้คุณตัดสินใจเดี๋ยวนั้น วางสายตาให้ชัด และกดเมื่อมั่นใจ ดิจิทัลยังมีโอกาสให้แก้ไขภายหลัง แต่ฟิล์มต้องการความตั้งใจในขณะนั้น
Photograph: Jesper Haynes
ความใกล้ชิด จริยธรรม และการรู้จักพอ
ความใกล้ชิดในภาพของ Haynes ไม่ได้เกิดจากการแอบถ่าย แต่จากความไว้ใจ ‘มันคือความซื่อสัตย์ระหว่างคนกับคน’ เขาบอก ‘ผมไม่ชอบแอบถ่าย’ เขาไม่ถ่ายภาพที่เอาเปรียบ และไม่สนใจช่วงเวลาที่ความเปราะบางถูกใช้เป็นวัตถุดิบ ในยุค 80s - 90s กล้องถ่ายภาพยังมีความไร้เดียงสาอยู่มาก ‘ผู้คนมีความสุขกับการถูกถ่ายภาพ’ แต่วันนี้ความระแวงมาก่อน ทุกคนกำลังแสดงบทบาทให้กับผู้ชมในอนาคตที่มองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้กระทบแค่การถ่ายภาพ แต่กระทบถึงความรับผิดชอบของคนถือกล้องด้วย
Photograph: Jesper Haynes
แม้ในยุคที่กล้องยังไม่สร้างความระแวง Haynes ก็คิดถึงเรื่องจริยธรรมอยู่แล้วบางคืนเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แอลกอฮอล์ทำให้เส้นแบ่งเลือนราง แต่การตัดสินใจที่แท้จริงเกิดขึ้นในวันถัดมา ‘ผมต้องถามตัวเองว่ามันโอเคไหมที่จะเผยแพร่ภาพเหล่านั้น’ เขาพูด ‘ผมไม่ชอบการถ่ายภาพที่เอาเปรียบผู้คน
เมื่อเวลาผ่านไป สัญชาตญาณนี้ยิ่งคมชัดขึ้น วันนี้เขาแทบไม่แสดงภาพเปลือย ไม่ใช่เพราะระมัดระวังมากขึ้น แต่เพราะรู้สึกถึงความรับผิดชอบ ‘ตอนนั้นพวกเขาอายุแค่ยี่สิบ พวกเขาไม่ได้คิดเลยว่าภาพของตัวเองจะถูกนำมาเผยแพร่ในอนาคต’บางครั้งเขายังติดต่อคนที่ไม่ได้คุยกันมาหลายสิบปี เพื่อขออนุญาตก่อนใช้ภาพ ในโลกที่ถูกหล่อหลอมด้วย AI และการทำซ้ำอย่างไม่รู้จบ ความใส่ใจแบบนี้ดูเงียบงัน แต่กลับทรงพลังอย่างประหลาด ยิ่งฟังเขาพูด ยิ่งรู้สึกว่ามันหาได้ยากเหลือเกิน ที่จะได้ยินช่างภาพพูดถึง ‘การยับยั้งชั่งใจ’ โดยไม่แฝงการโอ้อวดนี่ไม่ใช่คำพูดเชิงศีลธรรมแต่มันคือวิธีที่เขาทำงาน แค่นั้นเอง
Photograph: Jesper Haynes
3 ภาพ 3 บริบท
แม้จะมีบุคคลที่คุ้นชื่อปรากฏอยู่ แต่งานของ Haynes ไม่ได้พูดถึงชื่อเสียง หากแต่พูดถึงบริบท ภาพ Andy Warhol ในสตอกโฮล์มถูกถ่ายตอน Haynes ยังเรียนมัธยม เขาหนีเรียน ปั่นจักรยานไปยังบ้านส่วนตัวที่ Warhol มาถ่ายรายการ 1 ชั่วโมงที่ทั้งสองนั่งรอจัดไฟ Warhol เป็นฝ่ายถามคำถามมากกว่า ภาพนั้นถ่ายเพียงเฟรมเดียวด้วยกล้อง Minox กล้องแบบเดียวกับที่ Warhol ใช้ หนึ่งเฟรม ไม่มีภาพก่อนหน้า ไม่มีภาพถัดไป ‘ผมคิดว่า โอเค ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องถ่ายสองภาพ’
Photograph: Jesper Haynes
ภาพที่สองคือ John Lurie และ Francesco Clemente ที่ Club MK’s ในปี 2532 ค่ำคืนนั้นเป็นดินเนอร์ปาร์ตี้ธรรมดา Haynes รู้จัก Lurie อยู่ก่อนแล้วผ่านกลุ่มเพื่อน เขาถ่ายภาพทั้งคู่ไม่ต่างจากที่ถ่ายทุกคนในคืนนั้น ‘มันไม่ใช่โมเมนต์แบบ อ๋อ นั่น John Lurie’ เขาว่าไว้ Keith Haring ปรากฏในอีกเฟรมหนึ่ง ถัดไปคือใครสักคนที่ไม่มีใครรู้จัก ชื่อเสียงค่อยๆ หายไปเมื่อทุกคนอยู่ใกล้กันในระยะเดียวกัน ความผ่อนคลายทั้งหมดเกิดขึ้นจากความไว้ใจ
Photograph: Jesper Haynes
ภาพที่สามจับ Willem Dafoe ระหว่างสายโทรศัพท์ในนิวยอร์ก ปี 1989 Haynes รู้จักเขาผ่านเพื่อนคนหนึ่งในคณะละครเดียวกัน ไม่มีการกำกับ ไม่มีการขัดจังหวะ‘เขารู้ว่าผมเดินถ่ายรูปอยู่แถวนั้น’ Haynes ว่าไว้ หนึ่งเฟรม เท่านั้นก็พอ
Photograph: Jesper Haynes
กรุงเทพฯ ระยะทาง และสิ่งที่ยังมีชีวิต
การจัด New York Darkroom ที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ Haynes มาเมืองไทยตั้งแต่ปี 2530 ‘ผมรักกรุงเทพฯ’ เขาพูด และไม่ใช่เพราะเมืองนี้เรียบร้อยหรือสวยงาม แต่เพราะความหยาบ ความไม่สมบูรณ์ และพลังของมัน อาคารเก่าข้างตึกใหม่ ถนนใหญ่ที่แตกแขนงเป็นซอยแคบ ‘คุณจะรู้สึกว่าตัวเองอยู่กลางเมืองจริงๆ’ เขาว่า สำหรับช่างภาพ ความขรุขระแบบนี้สำคัญ เพราะมันทำให้เมืองยังมีมิติให้มอง เขายังพูดอย่างจริงจังว่าอยากทำหนังสือเกี่ยวกับกรุงเทพฯ ในอนาคต และยิ่งชัดเจนว่านี่ไม่ใช่ความสนใจชั่วคราว
Photograph: Jesper Haynes
ระยะทางทำให้เขามองนิวยอร์กเปลี่ยนไป หลังจากใช้ชีวิตกับเมืองนั้นมากว่า 40 ปี มันไม่สร้างความตื่นเต้นให้เขาเหมือนเดิม ภาพของนิวยอร์กถูกผลิตซ้ำจนล้น ทั้งในอินสตาแกรม โฆษณา และสื่อทุกชนิด ‘มันมีจุดที่คุณรู้สึกเหมือนจะอาเจียน’ เขาพูดติดตลก แต่แฝงความเหนื่อยล้า
สิ่งที่ยังทำให้เขาสนใจ คือผลงานที่เป็นเรื่องส่วนตัว ‘ยิ่งเป็นส่วนตัวมากเท่าไร ยิ่งน่าสนใจ’แนวคิดนี้คือหัวใจของ New York Darkroom นิทรรศการนี้ไม่ได้พยายามเก็บทุกภาพของนิวยอร์กไว้ แต่มุ่งทำความเข้าใจบางช่วงเวลาให้ชัดเจน
Photograph: Jesper Haynes
สิ่งสำคัญที่สุดที่นิวยอร์กสอนเขา ไม่ใช่ชีวิตกลางคืนหรือไนต์คลับ แม้เขาจะอยู่ในนั้นแทบทุกคืน แต่คือเรื่องของ ‘ชุมชน’ และ ‘บ้าน’ อพาร์ตเมนต์ในย่าน East Village ที่มีผู้คนแวะเวียนไม่ขาดสาย ดินเนอร์ปาร์ตี้หลายคืนต่อสัปดาห์ กระดิ่งหน้าประตูที่ดังต่อเนื่องยาวนานเกือบ 20 ปี
ชีวิตแบบนั้นกลายมาเป็นหนังสือ St Marks 1986 - 2006 ซึ่ง Haynes มองว่าเป็นผลงานที่ซื่อสัตย์ที่สุดของเขา‘นั่นคือสิ่งที่อยู่ข้างใน’ เขาอธิบาย ส่วน New York Darkroom คือสิ่งที่เกิดขึ้นข้างนอก สำหรับ Haynes การถ่ายภาพคือการเก็บรักษาความทรงจำ และเป็นวิธีทำความเข้าใจตัวเอง
“ถ้าผมไม่ถ่ายภาพเหล่านั้น ผมคงลืมมันไปหมดแล้ว”
ราวกับว่าชีวิต ผู้คน และช่วงเวลานั้นอาจหายไปจริงๆ หากไม่มีภาพเหลืออยู่ New York Darkroom ไม่ได้บอกว่าอดีตดีกว่าปัจจุบัน และไม่ได้ทำให้ช่วงเวลานั้นดูบริสุทธิ์หรือโรแมนติกเกินจริง มันเพียงแสดงให้เห็นว่าการมองอย่างตั้งใจ ในยุคที่ผู้คนยังไม่หมกมุ่นกับการมองตัวเองตลอดเวลา มีหน้าตาเป็นอย่างไร
Photograph: Jesper Haynes
หากคุณอยากเห็นเมืองหนึ่งในฐานะชีวิตที่มีประสบการณ์ร่วมกัน ไม่ใช่ตำนานหรือภาพจำ นิทรรศการนี้คือพื้นที่ที่ควรใช้เวลาด้วยกันไปกับคุณ ที่ Chaloem La Art House วันที่ 24 มกราคม – 14 กุมภาพันธ์ เวลา 12.00 - 18.00 น. เข้าชมฟรี ไม่มีค่าจ่าย

Comedy
‘คิ้ว’ คือมงกุฎ ‘ชุด’ คือชีวิต เซเลบสี่ขา แคสเปอร์ & แคลอรี่ น้องหมาผู้สร้างมีมดังทั่วโซเชียล
ในโลกโซเชียลที่คอนเทนต์สัตว์เลี้ยงผุดขึ้นใหม่ทุกวัน มีไม่กี่เพจที่จะทำให้คนหยุดเลื่อน แล้วยอมกดติดตามโดยไม่ลังเล เพจที่เรากำลังพูถึงนั่นก็คือ ‘คิ้วคือมงกุฎของแค’ ไม่ใช่แค่เพราะคิ้วโก่งอันเป็นเอกลักษณ์ วิกผมยาวสลวย หรือแฟชั่นจัดเต็มระดับพรมแดง แต่เพราะเบื้องหลังภาพตลกเหล่านั้น คือเรื่องราวของการดูแล ความรับผิดชอบ และสายใยบางอย่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์ที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นไปพร้อมกัน
สำหรับ แบล็ค-พรหมพิริยะ บัตรวิเศษ การเลี้ยงน้องหมาไม่ใช่แค่การรับสัตว์มาอยู่ด้วย แต่คือการเปิดพื้นที่ใหม่ในชีวิต พื้นที่ที่ต้องเรียนรู้ ปรับตัว และยอมรับว่าไม่ใช่ทุกอย่างจะสวยงามเหมือนในหน้าฟีด การพบกันโดยบังเอิญกับชิวาวาตัวเล็กคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ยังไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจครั้งนั้น จะพาเขาและน้องหมาไปไกลแค่ไหน
Photograph: nesmailova
แรงบันดาลใจในการเริ่มเลี้ยงน้องหมาตัวแรกมาจากไหน?
เริ่มจากความชอบส่วนตัวที่ผมเป็นคนชอบแฟชั่น ชอบงานครีเอทีฟในการใช้ชีวิต และการออกแบบอยู่แล้วครับ แต่ชีวิตนี้ไม่เคยเลี้ยงสัตว์เลย วันหนึ่งผมพาเพื่อนไปซื้อหมา แล้วดันไปสะดุดตากับน้องหมาตัวหนึ่งนอนอยู่ในกรงแล้วเจ็บขา เราก็รู้สึกสงสารที่เขาตัวเล็ก คนขายเขาก็หลอกเราว่า ‘น้องตัวแค่นี้แหละ ไม่โตหรอก’ ซึ่งมันเมื่อ 4 ปีที่แล้วนะ เราก็คิดว่าน่าจะเลี้ยงในคอนโดได้ เลยตัดสินใจรับมา
‘จุดเริ่มต้นคือโดนหลอกทั้งเรื่องขนาดตัวที่เขาบอกว่าน้องจะไม่โต และเรื่องขาที่บอกว่าเดี๋ยวก็หาย สรุปน้องแคเป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรง ต้องพาไปฝังเข็มรักษากันเป็นปีเลยกว่าจะหาย’
Photograph: nesmailova
แล้วกลายเป็น ‘น้องหมามีคิ้ว’ ได้อย่างไร?
‘พอเริ่มเลี้ยง ผมก็ใส่ความเป็นตัวเองลงไปในตัวน้องในทุกๆ วัน พาน้องแต่งตัว ใส่วิกผม แล้วที่สำคัญคือผมเขียนคิ้วให้น้อง’
ปกติคนอื่นอาจจะเขียนคิ้วหมาเป็นปื้นๆ แต่น้องแคเนี่ยต้องคิ้วคม โก่ง และสวย แล้วมันเข้ากับโครงหน้าเขามาก เพราะหน้าเขายาว ตาก็ไม่เหมือนชิวาว่าทั่วไปที่จะกลมๆ แต่ตาเขาเหมือนตาคน พอเขียนคิ้วปุ๊บมันเข้ามากครับ
Photograph: nesmailova
จุดเริ่มต้นของเพจ ‘คิ้วคือมงกุฎของแค’ เกิดขึ้นตอนไหน?
สมัยก่อนยังไม่มี TikTok ครับ ผมจะอยู่ในกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘คนรักชิวาว่า’ ซึ่งมีคนอยู่ประมาณ 2 แสนกว่าคน ผมก็โพสต์รูปลงในกลุ่มนั้นเรื่อยๆ จนเริ่มมีแฟนคลับกลุ่มเล็กๆ บอกว่าเปิดเพจสิ อยากตามน้องทุกวันเพราะในกลุ่มคนเยอะมากเขากลัวหาโพสต์เราไม่เจอ เขาอยากเห็นน้องแต่งตัว เขียนคิ้ว ผมก็เลยตัดสินใจเปิดเพจตามคำเชียร์ครับ
ใช้เวลานานไหมกว่าเพจจะเริ่มมีชื่อเสียง และจุดเปลี่ยนคืออะไร?
อยู่ในกลุ่มประมาณ 1 ปีครับ พอปีที่สองถึงเริ่มทำเพจจริงจัง ช่วงแรกคอนเทนต์ก็มีแค่แต่งตัวแฟชั่นกับเขียนคิ้ว แต่จุดเปลี่ยนจริงๆ คือการ คัฟเวอร์ (Cover) ครับ ช่วงนั้นฮิตแต่งตามดาราพรมแดง นางงาม หรือคนดัง
‘ด้วยความที่บ้านผมเป็นช่างเย็บผ้าอยู่แล้ว ผมก็ออกแบบและตัดชุดกันเดี๋ยวนั้นเลย มันทำให้คนรอดูว่าถ้ามีคนดังใส่ชุดอะไร น้องแคจะมาไหม แล้วมันก็กลายเป็นจุดพีคที่ทำให้ยอดผู้ติดตามพุ่งขึ้นมาครับ’
โพสต์ไหนที่เรียกได้ว่าเป็นที่สุด ของเพจ?
น่าจะเป็นช่วงการ Comeback ของลิซ่า Blackpink ครับ เป็นกระแสที่สุดและมีดราม่าเยอะที่สุดด้วย แต่มันก็ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้นจากจุดนั้นครับ
View this post on Instagram
A post shared by คิ้วคือมงกุฎของแค (@iam.calorie)
View this post on Instagram
A post shared by คิ้วคือมงกุฎของแค (@iam.calorie)
ความรู้สึกตอนเริ่มมีสปอนเซอร์ติดต่อมาหา ‘น้องหมา’ ครั้งแรกเป็นอย่างไร?
ท้าทายมากครับ เพราะสินค้าที่ติดต่อมา 80% เป็นสินค้าของคน ตอนแรกเขาก็ทักมาแนวอยากให้ค่าขนมน้อง ช่วยรีวิวให้หน่อยได้ไหม งานแรกที่รับจริงจังคือแชมพูสุนัขครับ โปรโมทเรื่องเส้นผมสวย คลิปนั้นไวรัลมาก ยอดวิว 5-6 ล้านภายในวันเดียว เพราะเมื่อ 4-5 ปีก่อนยังไม่มีใครเอาหมามาใส่วิกเขียนคิ้วรีวิวแบบนี้
View this post on Instagram
A post shared by คิ้วคือมงกุฎของแค (@iam.calorie)
มีงานไหนที่รู้สึกว่าท้าทายหรือแปลกที่สุดไหม?
ผลิตภัณฑ์ล้างจุดซ่อนเร้นของผู้หญิงครับ (หัวเราะ) ตอนนั้นคิดหนักเลยว่าจะรีวิวยังไงดี โดยที่ในคลิปไม่ต้องมีคนเลย แต่มันคือสิ่งที่เราไม่เคยทำ และผลตอบรับก็ดีมาก คนรู้สึกเซอร์ไพรส์ว่าน้องหมารีวิวของแบบนี้ได้ด้วย หลังจากนั้นงานก็มาเรื่อยๆ ครับ
สมาชิกใหม่ ‘แคสเปอร์’ และมิตรภาพที่น่าประหลาดใจ
Photograph: nesmailova
‘พอเลี้ยงน้องแคเราได้รับโมเมนต์ดีๆ ที่ไม่เคยเจอ การมีหมาทำให้เรามีกิจกรรมทำตลอดเวลา ผมเลยอยากเลี้ยงเพิ่มแต่ตั้งใจว่า ‘จะไม่ซื้อ’ แต่จะรับเลี้ยงหมาจรแทน’
ตอนนี้ที่บ้านมีหมา 4 ตัว น้องแคตัวแรก อีกสองตัวซื้อต่อมาจากฟาร์มที่จะปิด ส่วนน้องแคสเปอร์ ผมไปเจอจาก ‘เพจรักหมา’ เขาประกาศหาบ้านให้น้องหมา 3 ขาที่ช่วยมาจากฟาร์มที่ผลิตสุนัขเยอะจนน้องพิการแล้วเขาไม่เอาเพราะขายไม่ได้ ผมเลยทักไปบอกว่าเรามาจากเพจน้องแคนะ โชคดีที่เขารู้จักน้องแคอยู่แล้ว เขาเลยไว้ใจยกให้ครับ
‘แคสเปอร์’ และมีมปากเบะ ที่กลายเป็นไวรัลระดับประเทศ
View this post on Instagram A post shared by คิ้วคือมงกุฎของแค (@iam.calorie)
ตอนรับมาแรกๆ หน้าเขายังปกติครับ แต่พอโตขึ้นปากเริ่มคว่ำลงเรื่อยๆ น่าจะเพราะเนื้อหนังตรงปากเขามันหย่อน คาแรกเตอร์นี้ชัดขึ้นมากตอนที่ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ อุ้ม ในงาน Major Dog Day ครั้งที่ 4 ครับ ท่านกลัวน้องเจ็บเลยอุ้มแบบหลวมๆ น้องเลยทำหน้าเหมือนกลัวตกจนหน้าแหยะปากคว่ำ กลายเป็นมีมที่ดังมาก
‘หลายคนเถียงกันว่าใช้ AI แต่งรูปหรือเปล่า แล้วก็มีคนใน TikTok แอบถ่ายน้องตอนออกงานมาลง แล้วบอกว่า ‘ฉันเห็นตัวจริง ชีก็ทำหน้าแบบนี้ทั้งวัน!’ คือมันมีคนมาช่วยคอนเฟิร์มเยอะมากว่าไม่ได้แต่งรูปนะ อุ้มไปไหนนางก็หน้าเบะแบบนี้แหละ (หัวเราะ)’
ความสัมพันธ์ของ ‘แคลอรี่’ และ ‘แคสเปอร์’
Photograph: nesmailova
แปลกมากครับ ปกติน้องแคจะไม่เอาใครเลยในบ้าน ขู่หมาตัวอื่นตลอด แต่พอน้องแคสเปอร์มา เขาสองตัวเชื่อมกันได้เองโดยไม่ต้องพยายามเลย
‘แคสเปอร์เขามี 3 ขา เขาจะชอบมานั่งพิงน้องแคเพื่อพยุงตัวเขาจะไม่ยอมนั่งคนเดียว แต่ถ้ามีน้องแคนั่งด้วยเขาจะนั่งนิ่งได้นานมาก’
นิสัยของทั้งคู่ต่างกันแค่ไหน?
น้องแคจะนิ่ง เชิด มีความเป็น ‘ตัวแม่’ รักผมคนเดียว ส่วนน้องแคสเปอร์จะมีจริตเด็กๆ ซน ชอบแกล้ง ชอบงับหูงับขาพี่
ชีวิตประจำวันของแคลอรี่และแคสเปอร์เป็นอย่างไรบ้าง?
ตื่นเช้ามาผมจะพาน้องไปทำธุระในสวนข้างบ้านครับ คุณแม่จะทำอาหารสดให้ทานทุกวัน ทั้งไก่ ตับ ผัก คลุกกับอาหารเม็ดบ้า ง พอตอนเย็นคุณพ่อก็จะพาจูงเดินเล่นในหมู่บ้าน ซึ่งตอนนี้ผมย้ายจากคอนโดมาอยู่บ้านแล้ว เพราะเริ่มมีน้องหมาตัวที่สองที่สาม พื้นที่บ้านเลยจำเป็นมากเพื่อให้เขาไม่เครียด
ได้ยินว่าน้องแต่งตัวจัดเต็มแม้กระทั่งตอนอยู่บ้าน?
View this post on Instagram
A post shared by คิ้วคือมงกุฎของแค (@iam.calorie)
ใช่ครับ อยู่บ้านน้องก็แต่งตัวเต็มทุกวัน ไม่มีชุดธรรมดาเลย เพราะทั้งคุณพ่อคุณแม่เป็นช่างเย็บผ้า ส่วนผมเป็นคนออกแบบ พ่อผมว่างไม่ได้เลยนะ ว่างเมื่อไหร่คือต้องตัดชุดให้หมา จนตอนนี้เรามีชุดใส่ไม่ซ้ำเลย สมมติเทรนด์ลายจุดมา ลายเสือมา พ่อก็จัดให้ทันที
‘แต่ถ้าอยู่บ้านผมจะไม่ถ่ายรูปนะ จะปล่อยให้เขาใช้ชีวิตปกติ แค่เราเดินผ่านแล้วเห็นเขาแต่งตัวสวยๆ ผมก็มีความสุขแล้ว’
คิดอย่างไรกับเทรนด์ Pet-Friendly ในกรุงเทพฯ ปัจจุบัน?
ดีขึ้นมากครับ ยุค 4-5 ปีก่อนผมเคยเจอมาทุกรูปแบบ ทั้งโดนยามด่า หรือโดนคนตำหนิเรื่องพาน้องหมามาห้างว่าสกปรก ยุคนั้นผมไม่อยากพาน้องออกไปไหนเลย แต่เดี๋ยวนี้ห้าง ร้านอาหาร หรือแม้แต่สายการบินเปิดกว้างมาก มันทำให้น้องหมาได้เจอโลกกว้าง ไม่เครียดเหมือนตอนที่ผมเลี้ยงน้องแคในคอนโดช่วงแรกๆ ที่ไปไหนไม่ได้จนเขากลายเป็นหมากลัวคนแปลกหน้า
Photograph: nesmailova
แบ่งเวลาทำคอนเทนต์กับการดูแลสุขภาพจิตน้องอย่างไร?
‘ผมเอาสุขภาพน้องเป็นหลักครับ คอนเทนต์ผมลงน้อยมาก แค่สัปดาห์ละประมาณ 4 คลิป เวลาออกงานถ้าเขาร้อน ผมจะถอดชุดออกทันที’
ในเพจหลักผมวางคาแรกเตอร์เขาเป็นเซเลบที่ต้องสวยตลอด แต่ถ้าอยากดูชีวิตจริงที่เขากัดกัน ซนๆ ผมจะแยกไปลงเพจ ‘ทิ้งหมาเที่ยว’ แทน
มีทริคในการอ่านใจน้องหมาไหมว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไร?
จริงๆ ดูยากครับเพราะเขาตื่นตัวตลอดเวลา แต่ที่สังเกตได้ชัดคือถ้าเขาสั่นไม่หยุด แล้ววิ่งมาหาเราหรืออ้อนให้เราอุ้ม นั่นคือเขากำลังกลัวครับ แต่ถ้าเจอคนอื่นแล้ววิ่งเข้าหาไปดมไปทำความรู้จัก อันนั้นคือเขากำลังมีความสุขและอยากสำรวจครับ
Photograph: nesmailova
คิดเห็นอย่างไรกับกฎหมายจำกัดจำนวนสัตว์เลี้ยงตามพื้นที่?
ผมเห็นด้วยนะ เพราะมันช่วยแก้ปัญหาคนที่เสพติดการเพิ่มสัตว์เลี้ยงโดยไม่พร้อม รักษาไม่ไหว หรือเงินไม่พอจนต้องเอาไปทิ้ง
‘การเลี้ยงหมาเยอะหมายถึงค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ผมอยากให้คนประเมิน Budget ตัวเองก่อน ถ้าไม่มีเงินพาไปหาหมอหรือซื้อข้าวดีๆ ก็อย่าเพิ่งเลี้ยงเลย เพราะสุดท้ายภาระจะไปตกอยู่ที่มูลนิธิสัตว์จรจัดที่เขาต้องรับแบกรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ’
การเลี้ยงหมาในคอนโดกับบ้าน มีความแตกต่างกันอย่างไร
เลี้ยงในบ้านดีกว่าแน่นอนครับ ผมไม่แนะนำให้เลี้ยงหมาในคอนโดเลย แม้จะเป็นหมาเล็กก็ตาม เพราะสมัยก่อนผมเคยแอบเลี้ยง ตอนนั้นเราอาจจะแค่เหงา แต่จริงๆ มันไม่สมควรให้น้องอยู่ในที่แคบๆ ถ้าเป็นไปได้ควรมีพื้นที่ให้เขาได้วิ่งจะได้ไม่เครียด อย่างน้องแคพอโตมาในคอนโดช่วงแรก เขาจะค่อนข้างกลัวคนแปลกหน้า ไม่เหมือนแคสเปอร์ที่โตมาในยุคที่เราพาออกไปไหนมาไหนได้สะดวกกว่า
คิดว่าสถานที่ที่เป็น ‘Pet-Friendly’ จริงๆ ควรเป็นอย่างไร?
ผมมองเรื่องการจัดแบ่งสัดส่วนพื้นที่ครับ เราต้องยอมรับว่าน้องหมาไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน บางตัวชอบเห่า บางตัวตัวใหญ่แรงเยอะ ถ้าทางร้านจัดสถานที่ให้เป็นสัดส่วนชัดเจนว่าตรงไหนเข้าได้หรือไม่ได้ เจ้าของจะสบายใจมาก ไม่ต้องคอยระแวงว่าน้องจะไปรบกวนใคร และคนอื่นที่ไม่ชอบหมาเขาก็จะโอเคด้วย
เวลาเดินทางพาน้องออกไปข้างนอก ใช้วิธีไหน?
ขับรถส่วนตัวตลอดครับ ผมเลี่ยงขนส่งสาธารณะเลย เพราะน้องหมาต้องอยู่ในกรง หรือแม้แต่การขึ้นเครื่องบินที่ต้องเอาน้องไว้ใต้เครื่องผมก็ไม่เคยคิดจะพาไป เพราะมันเสี่ยง เราไม่รู้ว่า 2-3 ชั่วโมงข้างล่างนั้นน้องจะเป็นยังไง เรื่องความปลอดภัยของน้องต้องมาก่อนครับ
ไอเทมที่ต้องมีเวลาพาน้องออกจากบ้าน?
ที่ขาดไม่ได้ก็จะมีทิชชู่เปียกฆ่าเชื้อ, ทิชชู่แห้ง, ถุงเก็บอึ, น้ำ, ขนม และที่สำคัญที่สุดคือ ‘สายจูง’ กับ ‘กระเป๋า’ ครับ เรื่องความปลอดภัยสำคัญมาก เราไม่รู้ว่าจะเจอหมาใหญ่เมื่อไหร่ ต้องดูแลให้อยู่ในสายตาตลอด
เป้าหมายในอนาคตที่อยากเห็น?
อยากทำ YouTube พาน้องเที่ยวแบบจริงๆ จังๆ เพื่อเป็นสื่อบอกคนว่าที่ไหนหมาเข้าได้บ้าง และฝันที่ใหญ่ที่สุดคือ อยากให้น้องแคได้แสดงหนังสักเรื่อง อยากเห็นน้องในจอภาพยนตร์หรือทีวีบ้างครับ
ติดตามความน่ารักและแฟชั่นล้ำๆ ของสองพี่น้องได้ที่เพจเฟซบุ๊ก คิ้วคือมงกุฎของแค และ อินสตาแกรม @iam.calorie

LGBTQ+
GAWDLAND กับการโกอินเตอร์บนเวที RuPaul's Drag Race พร้อมความกล้าฉบับ Thai Gen Z
แดร็กควีนไทยเปิดใจถึงการเป็นตัวแทนหนึ่งเดียวในห้องเวิร์ครูม เมื่อต้องสู้กับคนทั้งโลก และค่ำคืนในสีลม
GAWDLAND กับการลงแข่ง RuPaul's Drag Race ด้วยความกล้าแบบ Gen Z ไทยไม่เหมือนใครแดร็กควีนชาวไทยพูดถึงการเป็นคนไทยเพียงหนึ่งเดียวในเวิร์กรูม การยืนชนทั้งโลก และค่ำคืนในสีลม
GAWDLAND is loud, proud และได้รับการการันตีจากแม่ RuPaul เรียบร้อยแล้ว ควีนสาวจากเมืองเหนือที่มาปักหลักในกรุงเทพฯ คนนี้ เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนบนเวที Drag Race Thailand ซีซัน 3 จนกลายมาเป็นตัวแม่ขาประจำย่านสีลม และตอนนี้เธอก็ก้าวไปอีกขั้นในฐานะควีนไทยเพียงหนึ่งเดียวบนเวที RuPaul's Drag Race VS The World Season 3 ศึกรวมดาวนานาชาติที่จะต้องประชันโฉมต่อหน้าแม่รูตัวจริงเสียงจริง และนี่คือเรื่องราวของเธอ ทั้งความภูมิใจในความเป็นไทย พลังไฟของ Gen Z และความหมายของการออกไปปะทะกับคนทั้งโลก
GAWDLAND – ชื่อนี้มาจากไหน?
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
มาจากชื่อจริงค่ะ ‘ธราเทพ’ ซึ่งในภาษาไทยหมายถึง ‘ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน’ ประมาณว่าเป็นบิ๊กบอสของโลกใบนี้ แล้วก็คิดว่าทำให้มันเควียร์ขึ้นดีกว่า จากคำว่า ‘God’ (G-O-D) ก็เลยเปลี่ยนเป็น ‘GAWD’ (G-A-W-D) ใส่ความ GAWD ลงไปค่ะ
ถ้าพูดถึง GAWDLAND อะไรคือเอกลักษณ์ของคุณ?
‘คิดว่าคือความตะโกน ความเสียงดังค่ะ ทุกครั้งที่ปรากฏตัว ก็อดแลนด์จะเหมือนประทัดลูกเล็กๆ แต่อิมแพคมหาศาล ทุกคนจะต้องหันมามอง รำคาญบ้าง ชอบบ้าง แสบตาบ้าง แสบหูบ้าง แต่ว่าเรียกความสนใจได้แน่นอน’
หลายคนให้คำนิยามแดร็กต่างกันไป ทั้งศิลปะ การขับเคลื่อนสังคม หรือความบันเทิง สำหรับคุณมันคืออะไร?
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
'เป็นทั้งหมดที่พูดมา เป็นทั้งศิลปะ ทั้งเอนเตอร์เทนเมนต์ การเคลื่อนไหวทางสังคม เป็นทุกอย่างของชีวิต'
ชีวิตก็อดแลนด์ขับเคลื่อนด้วยสิ่งนี้ ตื่นมาก็คิดถึงมัน ก่อนนอนก็ยังคิด ว่าจะทำยังไงให้เราเป็น a better drag queen? มันอยู่ในหัวตลอดเวลา มันคือทุกอย่างของชีวิต เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้มีชีวิตต่อไป อธิบายยังไงก็ไม่หมด มันคือทุกอย่างเลย
กว่าจะออกมาเป็นหนึ่งลุค มีขั้นตอนยังไงบ้าง?
มันขึ้นอยู่กับโจทย์ค่ะว่าเราจะเอาแดร็กของเราไปทำอะไร เป็นถ่ายแบบ แฟชั่น เป็นโชว์ หรือเป็นการแสดงแบบไหน แล้วค่อยดึงเอาความเป็นตัวตนที่เป็นแดร็กของเราเข้าไปผนวกกับ activity นั้น ส่วนใหญ่เราทำงานภายใต้โจทย์ ทุกอย่างมีธีม
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
แดร็กมีกรอบของมัน ทุกรันเวย์มีธีม พอคุณได้โจทย์มาแล้วมันขึ้นอยู่กับคุณว่าจะตีความยังไง ใส่ตัวตนของคุณลงไปยังไง และส่งต่อผลงานที่เป็นทั้งตัวเราและสิ่งที่เขาต้องการออกมาให้ได้
เล่าให้ฟังหน่อยเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นทางความคิดสร้างสรรค์ของคุณ
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
ก็อดแลนด์โตมาในภาคเหนือ และครอบครัวก็ไม่ได้เปิดรับเรื่องความหลากหลายทางเพศเท่าไหร่ แต่ก็จะโตมากับการฟ้อน การรำ ตอนเด็กๆ จำได้เลยว่าแอบไปรำหน้ากระจกเงียบๆ คนเดียว พ่อแม่เคยจับได้ครั้งหนึ่งแล้วก็ดุเรา เรารู้สึกว่าโตมากับการแสดงตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะการแสดงท้องถิ่น มันเป็นแรงบันดาลใจสำคัญมากที่ทำให้เราอยากเป็น Performer on stage แล้วก็พัฒนามาเรื่อยๆ และตอนนี้ฉันก็ได้ทำมันเป็นอาชีพจริงๆ แล้ว
วัฒนธรรมไทยทั้งดั้งเดิมและร่วมสมัยมาก คุณบาลานซ์สองอย่างนี้ยังไง?
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
'ก็อดแลนด์เป็นแดร็กควีน Gen Z ที่ชอบความโมเดิร์นมาก แล้วเวลาที่ทำงานศิลปะหรือทำแดร็ก ก็จะพยายามทำให้มันใหม่ เข้าถึงได้ และไม่เชย'
ดังนั้นการที่ได้ไปเป็นตัวแทนของประเทศไทยในครั้งนี้ มันคือความ Conservative ที่เอามาผนวกกับความเป็นปัจจุบันในตัวเรา
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
สิ่งที่ก็อดแลนด์กำลังจะได้ไปนำเสนอบนเวที RuPaul's Drag Race มันจะเป็นแฟชั่นไทยที่ทั้งใหม่และเก่า เป็นการแคลชกันระหว่าง 2 เจนเนอเรชั่น
ก็อดแลนด์รู้เลยว่าต้องผสมผสานความดั้งเดิมเข้ากับความร่วมสมัย
โดยมี พี่อาร์ต อารยา เป็น Creative Director ให้ พี่อาร์ตคือไอคอนแดร็กไทย เป็นดีไซเนอร์ และสไตลิสต์ที่อยู่ในวงการแฟชั่นมา 3 ทศวรรษ และเป็นกรรมการ Drag Race Thailand ด้วย พี่เขาดูแลทุกอย่างตั้งแต่เริ่มจนจบเลย
'พี่อาร์ตเป็นรุ่นใหญ่ ก็อดแลนด์เป็นรุ่นใหม่ การปะทะกันของมุมมองสองเจเนอเรชันนี้ ทำให้เกิดอะไรที่บาลานซ์ ความสดใหม่ ยังคงเคารพรากเหง้า และแสดงความเป็นตัวตนของเรา และก็อดแลนด์มั่นจะว่าจะทำมันออกมาได้ดีมากๆ แน่นอนค่ะ'
แล้วตอนนี้คุณได้ไปอยู่บนเวทีที่ใหญ่ที่สุดอย่าง RuPaul's Drag Race VS The World รู้สึกยังไงบ้าง?
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
'มันคือความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่มากค่ะ ก็อดแลนด์ไม่ได้เป็นตัวแทนแค่ตัวเอง แต่เป็นตัวแทนประเทศไทย แดร็กไทย ชุมชนไทย และศิลปินไทยทั้งหมด มันเป็นเรื่องของระดับประเทศไปแล้ว'
ถึงจะพยายามไม่กดดันตัวเอง แต่เสียงมันก็วนเวียนอยู่ในหัวตลอดว่า ‘ฉันมาที่นี่เพื่อเป็นตัวแทนประเทศ’ รู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจมากจริงๆ และเอาจริงๆ ในระดับสากลวัฒนธรรมไทยเราโดดเด่น มีเสน่ห์ และชัดเจนมาก ก็อดแลนด์ภูมิใจมากที่ได้โชว์สิ่งนี้ให้โลกเห็น
คุณหยิบวัฒนธรรมมาตีความใหม่ ก้าวข้ามภาพจำเดิมๆ มีกังวลบ้างไหมว่าคนอื่นจะไม่เข้าใจ?
‘ถ้าใครไม่เข้าใจ เขาก็สามารถไปหาข้อมูลต่อเองได้ค่ะ นั่นคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ บางครั้งเราก็ไม่ได้นำเสนอแบบตรงๆ (หัวเราะ) เอามันมาผสม ทำให้ร่วมสมัย ทำให้มันแคมป์ ทำให้มันเควียร์และเป็นตัวเราสุดๆ และมันจะออกมาดีมาก นั่นแหละคือการเผยแพร่ความเป็นไทยในรูปแบบที่สวยงาม ทำให้คนสงสัยและเชิญชวนให้เขามาค้นหาคำตอบด้วยตัวเองในแบบของเขาค่ะ’
เล่าเหตุการณ์วันที่ได้รับสายเรียกตัวไป VS The World หน่อย
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
มีคนโทรมาค่ะ เขาถามก่อนว่าสนใจไหม เพราะตอนนั้น Drag Race Thailand Season 3 ยังออนแอร์อยู่เลย เขาห่วงว่าก็อดแลนด์จะพร้อมไหม แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดเลยค่ะ ตอบตกลงทันที ไม่มีลังเล พอได้รับการยืนยันปุ๊บก็ดีใจมากๆ เพราะสำหรับแดร็กควีนหลายคน การได้เจอ RuPaul คือจุดสูงสุด และสำหรับก็อดแลนด์มันคือเครื่องยืนยันว่าเราทำได้ดี และทำให้ประเทศไทยภูมิใจค่ะ
Pangina Heals เป็นแดร็กควีนไทยคนแรกที่ขึ้นเวทีนี้ การเฝ้าดูเส้นทางของเธอให้อะไรกับคุณบ้าง?
พี่เขาคือตำนานค่ะ เป็นแดร็กควีนคนแรกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไปยืนบนเวทีโลก เขาไม่ได้แค่เปิดประตูให้ประเทศไทยแต่เขาพังประตูให้พวกเราทุกคนเลย นั่นคือสิ่งที่เขาทิ้งไว้ตลอดไป ก็อดแลนด์ก็เรียนรู้จากพี่เขาในมุมที่หลายคนอาจไม่คาดคิดด้วย ทั้งจุดสูงสุด และแรงกดดันจากการแบกความหวังของทั้งภูมิภาคไว้บนบ่า เพราะฉะนั้น ใช่ค่ะ
'ก็อดแลนด์เป็นตัวแทนประเทศไทย เดินเข้าไปในฐานะตัวเอง เพื่อส่งต่อความรัก พลังบวก สร้างแรงบันดาลใจ และโชว์ศิลปะที่เราเชื่อมั่น ก็อดแลนด์ไปเพื่อตัวเอง และความเป็นไทยมันก็ผสมอยู่ในทุกอย่างที่ทำอยู่แล้ว พอคิดได้แบบนี้ มันก็ช่วยปลดล็อกความกดดันไปได้มาก'
หนึ่งในโมเมนต์ไวรัลคือการแต่งแดร็กจัดเต็มไปงานรับปริญญาที่จุฬาฯ เรื่องนี้มันเป็นยังไง?
Photograph: Gawdland
'(หัวเราะ) ใช่ค่ะ สนุกมาก จุฬาฯ เป็นสถาบันที่มีเกียรติมาก และก็อดแลนด์เรียนคณะนิเทศศาสตร์ ซึ่งสอนให้คิดเชิงวิพากษ์ เข้าใจโครงสร้างสังคม เรื่องเพศ การเมือง และศิลปะเควียร์ ทั้งหมดนี้เลย แดร็กคือเรื่องการเมือง นิเทศฯ ก็คือเรื่องการเมือง ปริญญาใบนี้ทำให้ความเป็นแดร็กของก็อดแลนด์แข็งแรงขึ้นจริงๆ ไม่มีใครคาดคิดว่าเราจะแต่งแดร็กเต็มยศไปรับปริญญา แต่นั่นแหละคือการแสดงจุดยืน'
'เพราะทั้งแดร็กและงานสื่อสารมวลชน คือการสร้างสรรค์เรื่องราวที่มีความหมายต่อสังคมค่ะ'
Photograph: Gawdland
คู่มือสไตล์ GAWDLAND สำหรับการเที่ยวกรุงเทพฯ
‘นวดก่อนเลยค่ะ อันดับแรกไม่ว่าจะที่ไหน นวดน้ำมัน นวดเท้า ก็อดแลนด์ชอบมาก
จากนั้นก็ของกิน ร้าน ณ เรื่องเหล้า (Na Rueang Lao) แถวเจ้าพระยา ชิลมาก ให้ฟีลโลคอล อาหารอร่อยมาก หรือร้าน Tahona สุขุมวิท สำหรับเดตมื้อค่ำ
ที่นั่นจะเป็นอาหารไทยรสชาติคลาสสิกที่ตีความใหม่ด้วยเทคนิคและการจัดจานร่วมสมัยหน่อย
ส่วนเรื่องดื่มแนะนำ Hippie de Bar ถนนข้าวสาร ค่ะ แต่ถ้าเป็นเดทตอนกลางวัน เริ่มที่พิพิธภัณฑ์หรือวัดโพธิ์ วัดอรุณ อะไรก็ได้ ต้องลองเทสต์ไวบ์กันก่อน’
และนี่คือลิสต์พื้นที่ของ GAWDLAND
Photograph: beef.bkk
สีลมซอย 4 เท่านั้นค่ะ นี่คือบ้าน ถ้าก็อดแลนด์ไม่ได้ขึ้นแสดงก็จะไปยืนเป็นคนดู ตั้งแต่ House of Heals, Eau de Toilette, The Stranger Bar, Beef ทั้งหมดอยู่บนถนนสีลม ทุกคนสามารถ เดินเซจากร้านหนึ่งไปอีกร้านหนึ่งได้เลย เป็นบาร์ครอลล์สายเกย์แบบเต็มรูปแบบ
ทุกอย่างที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ทั้งชื่อเสียง การถูกจับจ้อง ตอนนี้คุณรู้สึกยังไง?
‘โลกมันกว้างใหญ่กว่าที่ก็อดแลนด์เคยคิด เราเข้าใจผู้คนมากขึ้น การที่ได้อยู่บนหน้าจอ การถูกมองเห็นตลอดเวลาทำให้รู้ว่าเราไม่สามารถทำให้ทุกคนรักเราได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือถามตัวเองว่า ‘เรามีความสุขกับจุดที่ยืนอยู่ไหม?’ ‘เรามาที่นี่ด้วยเหตุผลที่ถูกต้องไหม?’ และคำตอบของคือใช่’
‘ก็อดแลนด์ได้ทำงานศิลปะที่รัก ได้สร้างแรงบันดาลใจ และได้รับแรงบันดาลใจกลับมา ได้พิสูจน์ว่าความฝันมันขยับเข้ามาใกล้เราได้จริงๆ เวทีโลกที่เคยดูไกลตัว ตอนนี้อยู่ในกำมือของเราแล้ว มันไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ ก็อดแลนด์คือหลักฐานที่มีชีวิตค่ะทุกคน guys, girls and gays’
GAWDLAND จะเข้าร่วมแข่งขันใน RuPaul's Drag Race VS The World Season 3 เริ่มสตรีมมิ่ง 27 มกราคม 2026

Restaurants
ร้านอาหารไทยดาวมิชลินหนึ่งเดียวในลอนดอนที่ ‘ไม่เสิร์ฟข้าว’ และนี่คือเรื่องราวของเขา
จอห์น จันทระศักดิ์ เชฟลูกครึ่งไทย-อังกฤษ นั่งอยู่ที่ด้านหลังของหอประชุมในเมืองกลาสโกว์ ในงานประกาศรางวัลมิชลินไกด์ปี 2025 ‘ท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด ผมมองไปรอบๆ และเห็นเชฟระดับดาวมิชลินทุกคนในสหราชอาณาจักรอยู่ที่นี่’ มีการเกริ่นนำอยู่นานถึงหนึ่งชั่วโมงก่อนที่พวกเขาจะเริ่มเรียกชื่อ
เมื่อ 10 วันที่แล้ว เขาได้รับอีเมลฉบับหนึ่ง มันเรียบง่าย ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรมาก แต่นั่นคือสไตล์ของมิชลินอย่างชัดเจน มันคือบัตรเชิญไปร่วมงานพิธีพร้อมผู้ติดตามอีกหนึ่งคน เขาจึงโทรหา ‘Desiree’ ภรรยาของเขาทันที ‘เราต้องจองตั๋วไปกลาสโกว์แล้วล่ะ บ้าจริง หรือว่าเราจะได้ดาว’
Photograph: AngloThai
ปัจจุบัน AngloThai เป็นร้านอาหารไทยเพียงแห่งเดียวในลอนดอนที่ได้รับดาวมิชลิน ‘พอกล่าวชื่อร้านออกมา มันเป็นช่วงเวลาที่เหมือนฝันมาก’ เขากล่าว ‘ตอนที่ผมเริ่มทำอาหารใหม่ๆ ฝันของผมคือการเปิดร้านอาหาร ซึ่งเราทำได้แล้ว ส่วนการได้ดาวมิชลินมันรู้สึกเหมือนสิ่งที่ไกลเกินเอื้อมที่เราควรจะไล่ตามไปตลอด แต่มันกลับกลายเป็นเหมือนเชอร์รี่บนยอดเค้กจริงๆ’
การประมวลผลความรู้สึกนี้ใช้เวลานานกว่าที่คิด หลังจากจบงาน จอห์นรู้สึกหลงทางอยู่พักหนึ่ง ‘เราทุ่มเทเวลาและความพยายามมหาศาลเพื่อเปิดร้าน แล้วพอเราได้ดาว ผมก็แบบว่า อ้าว แล้วไงต่อล่ะ? ผมทำทุกอย่างสำเร็จแล้วและผมก็รู้สึกสับสน’ ความรู้สึกนั้นอยู่เพียงสองสามวันก่อนที่ความชัดเจนจะกลับมา นั่นคือการพัฒนาให้ดีขึ้นต่อไป ทำให้ร้านดีขึ้นในทุกๆ วัน และวันหนึ่งอาจจะผลักดันไปสู่ดาวดวงที่สอง ‘ผมคิดว่าเป็นเรื่องดีนะที่เรามีเป้าหมายในใจเสมอ’
แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ เขาเคยเป็นเพียงชายหนุ่มที่เล่นดนตรีในหมู่บ้านที่เวลส์ เรียนจบปริญญาด้านเศรษฐศาสตร์ ทำงานในย่านการเงิน อยู่ 2 ปีด้วยความรู้สึกที่ไม่ใช่ตัวเอง จนกระทั่งตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินไปกรุงเทพฯ เพราะอย่างน้อยเขาก็รู้ว่าที่นั่นเขาจะได้กินของอร่อยในระหว่างที่กำลังค้นหาตัวเอง
การเดิมพันครั้งสุดท้าย
Photograph: Englishhippie
การเปลี่ยนจากดนตรีมาเป็นการทำอาหารคือ ‘การประยุกต์ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบที่ต้องสู้ชีวิต มันไม่มีสมุดรวมกฎตายตัว คุณต้องดิ้นรนและหาเส้นทางของตัวเอง’
จอห์นใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นในวงดนตรีกับเพื่อนสนิท วิ่งไล่ตามความฝันทางดนตรีด้วยความหิวโหยที่มีเฉพาะในวัยหนุ่มสาวเท่านั้น แต่ดนตรีก็ค่อยๆ แผ่วลง งานเศรษฐศาสตร์ก็นำไปสู่งานในเมือง จนกระทั่งเขาได้โรดทริปข้ามอเมริกา เดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งตามคำแนะนำของร้านอาหารและบล็อกเกอร์อาหาร จนเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างคลิกเข้าที่
‘ผมอายุค่อนข้างมากตอนย้ายไปกรุงเทพฯ ตอนนั้นอายุ 27 และบอกตามตรง ผมคิดว่ามันเป็นการเดิมพันครั้งสุดท้ายที่จะได้ทำอะไรสร้างสรรค์กับชีวิตของผม’
Photograph: AngloThai
‘ผมรู้มาตลอดว่าผมชอบอาหาร แต่ไม่เคยจินตนาการเลยว่าจะเข้าสู่วงการบริการ การเป็นเจ้าของร้านอาหาร’ เขาโตในอังกฤษ มีพ่อเป็นคนไทย แม่เป็นคนอังกฤษ เขากลับไทยเกือบทุกปีเพื่อรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ เขาจึงลงทะเบียนเรียนที่ Cordon Bleu Dusit ในกรุงเทพฯ เลิกดื่มเหล้า 18 เดือน ใช้ชีวิตลำพัง และจดจ่อ ‘มันเป็นชีวิตที่โดดเดี่ยวพอสมควร แต่มันเป็นช่วงเวลาสำคัญ มีความมุ่งมั่นอย่างมหาศาลที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น และพอได้เริ่ม ผมก็รักมันทันที ผมพบว่าผมทำได้ดีทีเดียว’
เขาเริ่มทำงานในร้านอาหารและได้ไปอยู่ที่ร้าน Nahm สาขากรุงเทพฯ ของเดวิด ทอมป์สัน ร้านที่เคยเปิดในลอนดอนก่อนที่ทอมป์สันจะย้ายการดำเนินงานทั้งหมดไปไทย เพราะเบื่อหน่ายกับความยากลำบากในการหาวัตถุดิบที่เหมาะสมในอังกฤษ ‘ผมอยู่ที่นั่นแค่ไม่กี่เดือน แต่มันเปิดหูเปิดตามากที่ได้เห็นอาหารไทยถูกปรุงในรูปแบบนั้น ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้นมาก่อน’
วิธีทำอาหารไทยโดยไม่ใช้วัตถุดิบจากไทย
Photograph: AngloThai
เมื่อจอห์นย้ายกลับมาลอนดอนและเริ่มทำงานในร้านอาหารไทยที่นั่น เขาเริ่มรู้สึกคันไม้คันมือ ไม่ใช่แผนการที่ชัดเจน แค่รู้สึกว่าอยากทำอะไรบางอย่างที่เป็นของตัวเอง ป๊อปอัปครั้งแรกที่เป็น DNA ของ AngloThai เกิดขึ้นในปี 2015 เพื่อนชวนเขาไปทำอาหารที่ร้านอาหารบริทิชสมัยใหม่ และตอนแรกจอห์นวางแผนจะทำเมนูไทยแท้ๆ แต่เชฟเจ้าของร้านท้าทายเขา เขาถามว่า เราจำเป็นต้องใช้ส่วนผสมพวกนี้ทั้งหมดที่เราไม่รู้แหล่งที่มาหรือต้องนำเข้ามาเลยเหรอ? รสชาติมันคืออะไร? เราใช้อย่างอื่นแทนได้ไหม? นั่นคือช่วงเวลาที่ ‘แสงสว่างวาบขึ้นมา’
Photograph: AngloThai
‘สำหรับผม อาหารไทยคือรสชาติ 4 รสที่เป็นเอกลักษณ์ หวาน เผ็ด เค็ม และเปรี้ยว และคุณสามารถสร้างรสชาติเหล่านั้นได้จากส่วนผสมอื่นที่ไม่จำเป็นต้องใช้ในไทย’ เขาจึงเริ่มใช้ผลผลิตของอังกฤษ เช่น น้ำจากต้นรูบาร์บของยอร์กเชียร์แทนมะนาว ใช้ใบซอร์เรลแทนใบที่มีรสเปรี้ยว ใช้พริกฤดูร้อนที่ปลูกในอังกฤษแล้วนำมาตากแห้งและถนอมไว้สำหรับทำแกงในฤดูหนาว เหมือนที่คนไทยทำหากไม่มีพริกสดตลอดปี มันไม่ใช่การถามว่า ‘ฉันจะเอาวัตถุดิบไทยมาลอนดอนได้อย่างไร’ แต่คือ ‘ฉันจะหารสชาติเหล่านี้ได้จากที่ที่ฉันอยู่ได้อย่างไร’
โอ้... มิชลินเคยมาที่นี่ตอนไหนกัน
Photograph: AngloThai
หลังจากนั้นพวกเขาก็ทำ Pop-up อีกนับไม่ถ้วน ทั้งบินไปทั่วโลกเพื่อทดสอบเมนู และค้นหาว่าคอนเซปต์ที่แท้จริงของร้านคืออะไร จอห์นเดินทางไปพบกับคนทำไวน์ทั่วยุโรปพร้อมกับ Desiree ภรรยาของเขา ผู้ที่ลาออกจากงานกราฟิกดีไซน์เพื่อไปเรียนต่อด้านไวน์จนกลายเป็นซอมเมอลิเยร์ (Sommelier) เต็มตัว
เมื่อถึงตอนที่พวกเขาเปิดร้านจริงๆ ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2024 พวกเขามีภาพในหัวที่ชัดเจนมาก ‘เรามั่นใจว่าเรารู้แน่ๆ ว่ากำลังทำอะไรอยู่ มันไม่ใช่แค่ว่า เปิดร้านกันเถอะ แล้วค่อยไปคลำทางเอาข้างหน้า อะไรแบบนั้น’
ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าร้านจะไปอยู่ในสายตาของมิชลินหรือเปล่า แต่เพื่อนๆ ที่ได้ดาวมิชลินเคยบอกข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับเขาว่า เดือนพฤศจิกายนคือเดือนสุดท้ายที่คุณจะเปิดร้านได้ หากหวังจะให้มิชลินพิจารณาเพื่อมอบรางวัลในงานประกาศผลเดือนกุมภาพันธ์ของสหราชอาณาจักร เพราะกรรมการจะตัดสินใจทุกอย่างภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน ถ้าเปิดธันวาคมคือหมดสิทธิ์ ส่วนมกราคมก็สายเกินไปแล้ว
Photograph: AngloThai
‘เราแอบหวังลึกๆ ว่าน่าจะได้ดาวนะ แต่ผมคิดว่าน่าจะเป็นกุมภาพันธ์ปีหน้า (2026) มากกว่า เพราะการเพิ่งเปิดได้แค่ 3 เดือนแล้วจะได้ดาวเลยมันดูจะเป็นความหวังที่สูงเกินไปหน่อย’
ในเดือนมกราคม ร้านของพวกเขาถูกเพิ่มเข้าไปในมิชลินไกด์ (ฉบับออนไลน์) แม้จะยังไม่มีรางวัลการันตี แต่มันคือเครื่องยืนยันว่า ‘มิชลินแวะมาที่ร้านเราแล้ว’ จนกระทั่ง 10 วันก่อนงานพิธีประกาศรางวัล จอห์นได้รับอีเมลฉบับนั้น อีเมลเชิญเขาไปที่เมืองกลาสโกว์พร้อมผู้ติดตามอีกหนึ่งคน
ช่วง 10 วันก่อนงานคือความทรมานอย่างที่สุด จอห์นรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนและหยุดคิดเรื่องนี้ไม่ได้เลย ในงานพิธีวันนั้น เชฟระดับดาวมิชลินทุกคนในประเทศต่างมารวมตัวกัน ซึ่งล้วนแต่เป็นคนที่จอห์นยึดถือเป็นต้นแบบมาตลอดอาชีพเชฟของเขา
‘ผมไม่อยากทึกทักไปเองจนกว่าเขาจะเรียกชื่อพวกเราจริงๆ และโชคดีมากที่ร้านของเราเป็นร้านที่สามที่ถูกเรียกขึ้นไปบนเวที’
ก่อนจะเริ่มประกาศชื่อร้าน มีการเกริ่นนำอยู่นานถึงหนึ่งชั่วโมง จอห์นรู้สึกพะอืดพะอมด้วยความตื่นเต้นตลอดเวลา ส่วนDesiree ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ พวกเขานั่งกันอยู่ที่แถวหลังสุดของหอประชุม ‘พวกเราประหม่าเกินกว่าจะขยับไปนั่งใกล้เวทีครับ’
ถึงแม้จะได้ดาวมาครองแล้ว แต่การทำ Pop-up ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งใน DNA ของแบรนด์ ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา (มกราคม 2026) จอห์นเพิ่งพา AngloThai มาที่กรุงเทพฯ เพื่อทำดินเนอร์มื้อพิเศษ (Four-hands dinner) ร่วมกับ เชฟแทฟ แห่งร้าน 80/20 ซึ่งเป็นเพื่อนที่เขารู้จักมาตั้งแต่สมัยที่เชฟเท็บยังทำอาหารอยู่ที่ลอนดอน
ไม่มีเมนู A La Carte ในที่แห่งนี้
ตัวร้านมีบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง มีเพียง 44 ที่นั่ง ตั้งอยู่ในย่าน West Central London เดินเพียงไม่ไกลจาก Oxford Street และ Hyde Park พวกเขาต้อนรับลูกค้าเกือบ 100 คนต่อวันทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ ซึ่งถือว่าเยอะมากเมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่ ห้องอาหารหลักชื่อว่า AngloThai ส่วนชั้นล่างคือห้องส่วนตัวชื่อว่า ‘Baan’ (บ้าน) รองรับได้สูงสุด 16 ที่นั่ง
Photograph: AngloThai
AngloThai เป็นร้านอาหารไทยแห่งเดียวในลอนดอนที่เสิร์ฟเฉพาะ Tasting Menu (คอร์สอาหารที่เชฟกำหนดไว้ให้) โดยไม่มีเมนูแบบสั่งแยก (À la carte) ตอนแรกจอห์นพยายามจะทำทั้งสองแบบ แต่เขาก็พบความจริงอย่างรวดเร็วว่าในทางปฏิบัติมันไม่ยั่งยืน ‘หลังจากผ่านไปสองเดือน เราเปลี่ยนมาเสิร์ฟแค่ Tasting Menu อย่างเดียว ทุกอย่างจัดการง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าแรงและค่าวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายคงที่ (Overheads) ในลอนดอนตอนนี้มันสูงจนน่าตกใจ’
แต่อีกเหตุผลหนึ่งคือ จอห์นเชื่อจริงๆ ว่านักกินชาวตะวันตกยังคงเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิธีการกินอาหารไทย ‘คุณต้องการลำดับของอาหารที่หลากหลายสไตล์ คุณต้องการความสมดุลในเมนูทั้งหมด ในร้านอาหารไทยแบบสั่งแยก คนมักจะสั่งอาหารที่ไม่สมดุลกันเลย พวกเขาจึงไม่ได้สัมผัสประสบการณ์อาหารไทยในแบบที่ดีที่สุด การเดินสาย Fine Dining ทำให้เราควบคุมประสบการณ์นี้ได้มากกว่า’
เมนู ‘ขนมดอกจอก’
Photograph: AngloThai
เมนูของร้านเปลี่ยนไปตลอดเวลา พวกเขาทำอาหารออกมาแล้วกว่า 100 จานในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา มีเพียงจานเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย นั่นคือเมนู ‘ปู คาร์เวียร์ และมะพร้าว’ ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของร้านไปแล้ว
จอห์นนำปูทั้งตัวมาแกะ แยกเนื้อส่วนขาวรสหวานออกมาคลุกเคล้ากับกะทิสด พริก เนื้อปลาแมคเคอเรล รากผักชี ข่า ปรุงรสด้วยน้ำผึ้งและน้ำปลาสูตรของร้าน จากนั้นนำไปบรรจุในถ้วยใบเล็ก ท็อปด้วยคาร์เวียร์บริติชที่อินฟิวส์กับสาหร่ายเวลส์และพริกไทยลอน แล้วเสิร์ฟในชามน้ำแข็ง
ข้างๆ กันคือ ‘ขนมดอกจอกสีดำสนิท’ ทรงดอกบัวแบบไทยดั้งเดิมที่ใช้พิมพ์ทองเหลืองจุ่มแป้งแล้วทอด แต่เขาผสมผงเถ้าจากกะลามะพร้าวลงไปในแป้งเพื่อให้เป็นสีดำ ตัวขนมสอดไส้ด้วยมูสที่ทำจากมันปูและกะทิ ตัดรสด้วยเจลน้ำส้มสายชูดอกเอลเดอร์ฟลาวเวอร์ "รูปลักษณ์มันค่อนข้างสะดุดตามาก" จอห์นกล่าว ซึ่งดูจะเป็นคำพูดที่ถ่อมตัวเกินไปหน่อย "ตอนเราเปิดร้าน จานนี้แหละที่ทุกคนต้องถ่ายรูปและลงอินสตาแกรม มันกลายเป็นจานที่ทุกคนดั้นด้นมาเพื่อลองชิม มันยากมากที่จะถอดเมนูนี้ออกจากร้านในตอนนี้"
ที่นี่ไม่เสิร์ฟข้าว – ‘ผมรู้ว่ามันน่าตกใจ’
จานอื่นๆ จะหมุนเวียนไปตามฤดูกาล ซึ่งก็นำไปสู่สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ AngloThai ไม่เสิร์ฟข้าว ‘มันเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาก ผมรู้’ แทนที่จะใช้ข้าว พวกเขาทำงานร่วมกับผู้ผลิตที่คัดสรร ธัญพืชโบราณ (Heritage Grains) จากฟาร์มในสหราชอาณาจักร เช่น Emmer (คล้ายข้าวสเปลต์), Farro, ข้าวโอ๊ตเปลือย (Naked Oat) ที่รสชาติคล้ายข้าวกล้อง และ ข้าวบาร์เลย์ บางครั้งพวกเขาก็นึ่งในหม้อหุงข้าว หรือต้มในน้ำสต๊อกคอมบุแล้วนำไปผัดกับกงฟีเป็ด ขึ้นอยู่กับว่าเมนูตอนนั้นคืออะไร
Photograph: AngloThai
‘มีร้านอาหารไทยมากมายที่ทำอาหารไทยดั้งเดิมและเสิร์ฟข้าวจากประเทศไทย ซึ่งนั่นก็ดีมาก แต่เราแค่ต้องการสร้างความแตกต่าง มันสมเหตุสมผลกว่าที่เราจะเชิดชูธัญพืชท้องถิ่นเหล่านี้และบอกเล่าเรื่องราวให้ผู้คนฟัง เรารู้จักชื่อเกษตรกร เราไปเยือนถึงฟาร์ม ลูกค้าของเราสนใจในเรื่องราวและที่มาของวัตถุดิบเหล่านี้มาก’
ในช่วงแรกๆ ลูกค้าวัยผู้ใหญ่มักจะแสดงอาการตกใจเล็กน้อย การไม่เสิร์ฟข้าวในร้านอาหารไทยดูจะเป็นเรื่องต้องห้าม แต่จอห์นก็ตัดสินใจแล้วและมั่นคงในแนวทางนี้ ‘เรานำเข้าแค่มะพร้าวจากไทยเท่านั้น เพราะมันไม่มีอะไรทดแทนได้จริงๆ เราเคยลองทำนมจากพืชตระกูลถั่วอย่างนมถั่วเหลือง แต่มันรู้สึกไม่ใช่เวลาเอามาทำแกงแล้วปรุงรสด้วยนมถั่วชิกพี (Chickpea) มันให้ความรู้สึกที่ไม่ถูกต้อง’
รสเผ็ดแบบใต้ และคุณป้าจากภาคตะวันออก
Photograph: AngloThai
เมนูของร้านนำเอาแรงบันดาลใจจากทุกภูมิภาคของไทย แม้จอห์นจะยอมรับว่าพักหลังเขาเอียงไปทางอาหารภาคใต้มากกว่า เพราะเขาชอบรสเผ็ด กะทิ และเน้นอาหารทะเล ‘อาหารเหนือและอีสานจะมีความเป็นดินและกลิ่นรสที่รุนแรง (Funky) กว่า ซึ่งไม่ใช่รสชาติที่คนทั่วไปมักจะเชื่อมโยงกับ Fine Dining’ แม้พวกเขาจะเคยเสิร์ฟ ‘แกงอ่อม’ สไตล์อีสานที่ใช้เนื้อแกะ ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้าและผักชีลาวสด ซึ่งทำให้ลูกค้าหลายคนประหลาดใจ แต่นั่นคือจุดประสงค์ของเขา ‘เรามาที่นี่เพื่อเปิดหูเปิดตาให้ผู้คนเห็นอาหารไทยในเนื้อแท้ของมัน’
ตอนนี้ จอห์นสนใจ ‘อาหารไทยภาคตะวันออก’ เป็นพิเศษ เขาเพิ่งกลับจากการไปอยู่ที่จันทบุรีและตราด 4 วัน ไปทำอาหารกับเหล่าคุณป้าตามบ้าน และถูกบอกว่าสิ่งที่เขาทำมาน่ะ ‘ผิดหมดเลย’ เขาจึงเก็บรวบรวมสูตรอาหารเหล่านั้น ซึ่งหวังว่าจะได้นำไปลงในเมนูที่ลอนดอนในเดือนหน้า ‘เท่าที่ผมรู้ มีคนน้อยมากในระดับสากลที่ทำอาหารไทยภาคตะวันออก จุดอ้างอิงเดียวที่ผมเห็นคือร้าน 'ศรีตราด' ในกรุงเทพฯ มันเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักนัก
ความอ่อนแอคือเรื่องสนุก
จอห์นยอมรับว่าเขาไม่ได้ถนัดเรื่องขนมหวานมาแต่แรก แต่ ‘คุณต้องระบุจุดอ่อนของตัวเองให้เจอและแก้ไขมัน ไม่อย่างนั้นมันก็จะติดตัวคุณไปตลอด’ เมนู Vegan (มังสวิรัติ) ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทาย เขาไม่ได้ถนัดในตอนแรกแต่รู้ว่าต้องเรียนรู้ และพวกเขาก็ได้รับรางวัลจากเมนูนี้ จนถูกลิสต์ให้เป็นหนึ่งในร้านอาหารที่โดดเด่นด้านมังสวิรัติ
Photograph: AngloThai
‘รีวิวจากลูกค้ากลุ่มนี้เป็นบวกเสมอ อาหารหลายจานต้องทำแยกออกมาจากเมนูปกติโดยสิ้นเชิง คุณไม่สามารถทำแกงอ่อมแบบวีแกนได้ เพราะตัวตนของมันคือน้ำปลาร้า คุณต้องหันไปใช้เมนูอื่นที่ต่างออกไปเลย มันเป็นงานที่หนักขึ้น แต่มันก็ดีนะเมื่อเราได้ภูมิใจกับสิ่งที่เราทำออกมาจริงๆ’
แผนสำหรับ 5-10 ปี
วิสัยทัศน์ระยะยาวคือการพึ่งพาตนเองให้มากขึ้น ตอนนี้พวกเขาเริ่มทำ น้ำปลา (Garum) จากผักและผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ ไม่ใช่แค่จากปลา พวกเขากำลังทำงานร่วมกับโรงเบียร์ใกล้ๆ เพื่อผลิต โคจิ (Koji) จากธัญพืชอังกฤษ และกำลังคุยเรื่องการเก็บเศษอาหารทะเลที่เหลือใช้เพื่อผลิตน้ำปลาของตัวเองในอนาคต
Photograph: AngloThai
‘มันอาจจะไม่ใช่แค่สำหรับร้านเราอย่างเดียวในตอนนั้น ถ้าเราทำได้ มันคงจะดีถ้าจะส่งให้ร้านอื่นๆ ด้วยเพื่อช่วยแชร์ต้นทุน แต่มันเป็นการวางแผนในระยะยาวแน่นอน’
ร้านโปรดในกรุงเทพฯ ของจอห์น
สำรับสำหรับไทย (Samrap Samrap Thai) คือร้านที่เขาเทใจให้เป็นอันดับหนึ่งในกรุงเทพฯ แบบไม่มีข้อโต้แย้ง ที่จริงแล้วเขามีนัดทานข้าวที่นั่นคืนนี้เลย เพียงครึ่งชั่วโมงหลังจากจบการสัมภาษณ์นี้
บ้านลำไย (Baan Lamyai) คือการค้นพบครั้งใหม่ของเขาในทริปนี้ เป็นร้านอาหารเล็กๆ ที่ดูแลโดยเชฟหญิง ซึ่งเปลี่ยนคอนโดของคุณย่าในตึกสูงให้กลายเป็นพื้นที่ทำอาหาร
สำหรับร้านบรรยากาศสบายๆ เขาแนะนำร้าน เส่ย (Soei) แถวๆ จตุจักร เป็นร้านสไตล์ครอบครัว (Mom-and-pop spot) ที่เขามักจะกลับไปกินอยู่บ่อยครั้ง
นอกจากนี้ เขายังอยากลองไปร้าน Ōre ซึ่งเป็นร้านของเชฟชาวกรีกที่เสิร์ฟ Tasting Menu ถึง 25-30 คอร์สในรูปแบบพอดีคำ (one-bite portions) โดยใช้ผลผลิตจากไทย แต่ดูเหมือนว่าทริปนี้เขาอาจจะมีเวลาไม่พอ
สำหรับสาย Natural Wine เขาแนะนำร้าน Chennin และ Mod Kaew Wine Bar ถ้าเป็น ค็อกเทล ต้องไปที่ the 1970 bar ส่วนเรื่อง คลับหรือที่เที่ยวกลางคืน น่ะเหรอ? ‘ผมว่าผมแก่เกินไปสำหรับเรื่องพวกนั้นแล้วล่ะ!’
นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่เราพอจะรีดเค้นออกมาได้ ก่อนที่เขาจะต้องรีบวิ่งไปให้ทันคิวจองมื้อค่ำที่ร้าน สำรับสำหรับไทย (Samrap Samrap Thai) เรื่องกินต้องมาก่อนเสมอ!

Travel
โจ คัมมิงส์ ชายผู้ปักหมุดประเทศไทยบนแผนที่การท่องเที่ยวระดับโลก
ก่อนจะมียุคออนไลน์ในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยติ๊กต็อก เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ และแฮชแท็กสารพัด โลกของนักเดินทางในสมัยก่อนนั้นมีเพียงหนังสือเล่มเล็กปกสีน้ำเงินที่แบ็กแพ็กเกอร์ทุกคนต่างพกติดกระเป๋าไว้เสมอ แล้วใครกันที่เป็นผู้เขียนมันขึ้นมา หากไม่ใช่ชายหนุ่มผู้หลงใหลในมนต์เสน่ห์ของสยามเมืองยิ้มอย่าง ‘โจ คัมมิงส์’ชายผู้จับปากกาเขียนไกด์บุ๊ก Lonely Planet Thailand เล่มแรก และเป็นผู้ที่หลงใหลในเมืองไทยแบบสุดหัวใจ ผู้พาคนทั้งยุคออกเดินทางไปรู้จักเสน่ห์ของอาณาจักรสยาม ตั้งแต่วัดที่งดงามที่สุด เมืองที่มีชีวิตชีวาไปจนถึงการนั่งตุ๊กตุ๊กที่ไม่มีวันลืม
ตัวผม ในฐานะนักเขียนที่บังเอิญมีหนังสือ Lonely Planet อยู่บ้าง จึงไม่พลาดโอกาสที่จะได้พูดคุยกับตำนานที่ยังมีลมหายใจคนนี้ ในพอดแคสต์ตอนล่าสุดของ Time Out Thailand เรานั่งคุยกันที่ สตูดิโอ Public House ซอยสุขุมวิท 31 และตามแผนที่วางไว้ เราเริ่มต้นสนทนาเป็นภาษาไทย ภาษาที่สองของเราทั้งคู่ ซึ่งกลายมาเป็นสื่อกลางในการคลี่เรื่องราว ชีวิต และการเดินทางของนักเขียน นักดนตรี นักแสดง และ ‘ไอคอนทางวัฒนธรรมโดยบังเอิญ’ คนนี้
Photograph: Joe Cummings
‘จิตวิญญาณ’ เสียงเรียกแรกที่นำพาเขามาสู่แดนแห่งสยาม
เรื่องราวของคัมมิงส์เริ่มต้นไกลจากดินแดนอาคเนย์อันร้อนระอุ เขาเกิดที่เมืองนิวออร์ลีนส์ สหรัฐอเมริกา แต่เติบโตตามทุกพื้นที่ที่ผู้เป็นพ่อถูกส่งไปประจำการในฐานะนายทหาร นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาไม่เคยมีบ้านเกิดอยู่ที่ใดเลย ‘พวกเราเปลี่ยนที่อยู่ทุกสองถึงสามปี’ โจย้อนเล่าถึงวัยเด็กที่เต็มไปด้วยการเดินทางของเขาและพ่อผู้รับใช้ชาติ
ดังนั้นการเดินทางจึงเหมือนอยู่ในสายเลือดของเขา และไม่น่าแปลกใจเลยเมื่อกนกตัวนี้ได้บินออกจากรังตามเข็มทิศที่ชี้ตรงไปทางทิศตะวันออก เขาโผยบินลงที่กรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2520 ซึ่งเป็นยุคที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างน่าหลงใหลและเต็มไปด้วยเรื่องราวที่รอให้ถ่ายทอด
เขาเล่าว่า กรุงเทพฯ ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 เป็นเมืองที่ ‘ช้ากว่า สงบกว่า และอากาศแย่ยิ่งกว่าทุกวันนี้เสียอีก’ เมืองที่ยังไม่มีทั้งรถไฟฟ้าและสะพานลอย มีเพียงรถเมล์ควันดำโขมง (ใช่เลย แบบเดียวกับที่เรายังเห็นอยู่ทุกวันนี้) กรุงเทพฯ ในวันนั้นทั้งโกลาหลและเปรี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์ในเวลาเดียวกัน จนในที่สุดเขาก็ย้ายขึ้นเหนือสู่เชียงใหม่ เมืองที่เปิดประตูให้เขาได้พบกับความสงบ ความคิดสร้างสรรค์ และผู้คนที่กลายเป็นชุมชน ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นบ้านของเขายาวนานกว่าทศวรรษ
แต่ก่อนหน้าเขาจะริเริ่มคิดที่จะเขียนหนังสือไกด์ท่องเที่ยว สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตของโจไปตลอดกาลคือหนังสือปกอ่อนเล่มหนึ่งที่เขาค้บพบบนชั้นหนังสือที่ฝุ่นเกาะเขลอะในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง หนังสือปกอ่อนเล่มนั้นคือหนังสือรวมธรรมเทศนาของ อาจารย์พุทธทาสภิกขุ หนึ่งในพระมหาเถระที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดของไทย ซึ่งคงเป็นของหายากไม่น้อยในฝั่งตะวันตกในเวลานั้น ราวกับว่าโชคชะตาได้ลิขิตไว้แล้วให้เขาได้พบมัน
‘คำสอนของท่านลึกซึ้งและไม่เหมือนที่ใดในโลก’ โจเล่า สำหรับนักศึกษาชาวอเมริกันในยุค‘70s การหลงใหลในคำสอนของพระภิกษุไทยอาจดูเป็นเรื่องประหลาด แต่หนังสือเล่มนั้นได้ปลุกบางสิ่งในใจเขาบางสิ่งที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเขาไปตลอดกาล
Photograph: Time Out
หลังเรียนจบ เขาเข้าร่วมหน่วยสันติภาพ (Peace Corps) ด้วยจุดหมายที่ชัดเจนคือประเทศไทย ผ่านบทบาทอาสาสมัครที่พาเขาเดินทางมาถึงดินแดนแห่งนี้ และที่นี่เอง เขาก็วางแผนจนได้พบกับอาจารย์พุทธทาสภิกขุด้วยตนเอง
‘ผมพักอยู่กับท่านสามสัปดาห์ และตั้งแต่นั้นมาก็ได้รับอิทธิพลจากท่านมาตลอดชีวิต’ เขาเล่าอย่างละเมียดละไม
โชคชะตาอาจไม่ได้กำหนดให้เขาเป็นพระ แต่กลับทำให้เขากลายเป็น ‘สะพานเชื่อมระหว่างวัฒนธรรม’ ความสงบและความเข้าใจในพุทธศาสนาแบบไทยค่อยๆ หล่อหลอมวิธีคิดและวิธีเขียนของเขาเกี่ยวกับประเทศนี้ในเวลาต่อมา แต่สิ่งที่ฝังอยู่ในใจคัมมิงส์มากที่สุดกลับไม่ใช่เสียงสวดหรือการทำสมาธิ หากคือการตระหนักรู้ถึง ‘ตัวตนที่แท้จริง’ ของเขาเอง และถ้อยคำอันลึกซึ้งแทงทะลุจิตวิญญาณจากครูบาอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ในพุทธธรรม
เขายังจำได้ดีถึงบทสนทนาหนึ่งระหว่างเดินในป่า ‘วันหนึ่งท่านถามผมว่า ‘ทำไมเธอถึงชอบเดินทาง?’ ผมตอบว่า เพราะอยากเรียนรู้ พบผู้คน ศึกษาวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรม’ เขาหยุดนิ่งชั่วขณะ ก่อนเล่าต่อ แต่ท่านตอบว่า ‘ไม่ใช่หรอก... โยมชอบเดินทาง เพราะไม่ว่าโยมจะไปที่ไหน โยมไม่ต้องเป็นเจ้าของอะไรเลย’
Photograph: Joe Cummings
ชีวิตที่ขีดเส้นด้วยกระเป๋าแบ็กแพ็กและสมุดบันทึก
ถ้อยคำจากอาจารย์พุทธทาสยังคงก้องอยู่ในใจ และกลายเป็นแนวทางสงบๆ ที่กำหนดเส้นทางชีวิตของเขาตลอดมา การเดินทางสำหรับคัมมิงส์จึงไม่ใช่เรื่องของการสะสมตราประทับในพาสปอร์ตอีกต่อไป แต่คือการ ‘ปล่อยวาง’ เพื่อเปิดใจรับทุกประสบการณ์อย่างแท้จริง
เฉกเช่นเดียวกับนักเดินทางผู้รักการค้นคว้าในยุคนั้น เขาเสาะหาข้อมูลจากทุกที่ที่พอจะหาได้ ไม่ว่าจะเป็นจากผู้คน พระสงฆ์ ป้ายข้างทาง ไปจนถึงห้องสมุด วันหนึ่งเขาบังเอิญพบกับหนังสือ Lonely Planet ฉบับเมียนมาและศรีลังกายุคแรกๆ มันทำให้เขาหลงใหลในสำนวนการเขียนและประทับใจที่หนังสือเล่มนั้นช่วยให้เขาออกเดินทางได้ด้วยตัวเอง จนตัดสินใจเขียนจดหมายแอร์โอแกรมถึงผู้ก่อตั้ง โทนีและมอรีน วีลเลอร์ พร้อมความหวังลึกๆ ว่าจะได้รับคำตอบกลับ
แล้วอะไรคือสิ่งที่เขาพิชไป? ‘นักท่องเที่ยวที่มาไทยมีจำนวนมากกว่าเมียนมาและศรีลังการวมกัน ทำไมไม่ให้ผมเขียนไกด์บุ๊กสำหรับประเทศไทยล่ะ?’
ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา จดหมายตอบกลับก็มาถึง วีลเลอร์สนใจสิ่งที่เขาพิชไปและตัวอย่างงานเขียนสองหน้าของเขาเกี่ยวกับเกาะสีชัง ก็เพียงพอจะทำให้เขาได้รับเงินล่วงหน้าเล็กน้อยและตั๋วเที่ยวเดียวสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่
คัมมิงส์เริ่มต้นเดินทางทั่วประเทศด้วยรถบัสเก่าๆ โคลงเคลงๆ นอนในวัด และเก็บทิปส์เด็ดๆ ระหว่างบทสนทนาจากนักดื่มในตลาดกลางคืน เขาค่อยๆ วาดแผนที่ประเทศไทยผ่านผู้คนและเรื่องราวที่ได้พบเจอ จนกลายเป็นหนังสือขนาดเพียง 128 หน้า ที่ต่อมากลายเป็น ‘คัมภีร์ของนักแบ็กแพ็กเกอร์’ และอาจกล่าวได้ว่า เป็น ‘พาสปอร์ต’ ที่พาโจ คัมมิงส์ เดินทางสู่ชีวิตที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าอันไม่รู้จบ
Photograph: Joe Cummings
สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า Lonely Planet
ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปี คัมมิงส์ยังคงเขียนให้กับ Lonely Planet อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในเสียงสำคัญที่หล่อหลอมตัวตนของนิตยสาร แต่เส้นทางอาชีพของเขาก็ค่อยๆ ขยายออกไปไกลกว่าหน้ากระดาษ
ใน พ.ศ. 2546 ปีเดียวกับที่เขาได้พบกับ แอนโทนี บอร์เดน เป็นครั้งแรก โจได้รับโทรศัพท์สายหนึ่งที่ฟังดูเหมือนเรื่องที่โดนแกล้ง เพื่อนคนไทยของเขาซึ่งทำงานเป็นฟิกเซอร์ ถูกติดต่อจากทีมโปรดิวเซอร์ของ A Bigger Bang สารคดีทัวร์รอบโลกของ The Rolling Stones เพื่อขอให้ช่วยจัดหาสถานที่ในกรุงเทพฯ สำหรับมิค แจ็กเกอร์ และสมาชิกวงไว้พักผ่อน กินดื่ม และสังสรรค์
‘เพื่อนผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่า The Rolling Stones คือใคร’ โจหัวเราะ ‘เขาเลยโทรมาหาผม ผมก็บอกไปว่า ‘ได้สิ ฉันน่าจะช่วยได้นะ’
ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา คัมมิงส์ก็พบว่าตัวเองกำลังนั่งดื่มเบียร์สิงห์อยู่ริมถนนในเมืองหลวง กับหนึ่งในศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ระหว่างนั้น ทัวร์ของวงในมุมไบถูกยกเลิกกะทันหัน ทำให้มิคตัดสินใจอยู่ต่อ และเดินทางต่อไปยังลาว กัมพูชา และอีกหลายเมือง ตามคำแนะนำของโจ
และดูเหมือนการเดินทางครั้งนั้นจะทิ้งร่องรอยไว้ในใจลึกกว่าที่ใครคาดคิด ว่ากันว่า หลังจากแฟนสาวของมิค แจ็กเกอร์ เสียชีวิต เขาได้กลับไปยังหลวงพระบาง และใช้เวลา 10 วันในวัดแห่งหนึ่งที่โจเคยแนะนำไว้เมื่อหลายปีก่อน ราวกับกำลังแสวงหาความสงบและการเยียวยาทางจิตวิญญาณ ซึ่งไม่ต่างจากที่โจเคยทำเมื่อเริ่มต้นเส้นทางชีวิตของเขาเองหลายทศวรรษก่อนหน้า
Photograph: Joe Cummings
‘เตียงนอนอันแสนสบาย’
กว่า 40 ปีที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย โจ คัมมิงส์ได้พิสูจน์ตัวเองทั้งในฐานะนักวิชาการและคนโลคอลตัวจริง ถ้าถามว่าเย็นวันศุกร์เขามักจะไปอยู่ที่ไหน คำตอบคงไม่ใช่ห้องสมุด หากแต่เป็นเก้าอี้ในบาร์โดยเฉพาะที่ We Didn’t Land on the Moon (Since 1987) บาร์ศิลปะสุดแสบจากเชียงใหม่ที่มีสาวกเหนียวแน่นในกรุงเทพฯ
ทุกวันนี้ เส้นทางอาชีพของโจได้ขยายไปแทบทุกแขนงของวงการครีเอทีฟ ตั้งแต่การแต่งเพลงให้ภาพยนตร์ไทยฟอร์มยักษ์ การแสดงในหนังนับไม่ถ้วน ไปจนถึงการเขียนหนังสือที่ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องการท่องเที่ยว วัฒนธรรม ไปจนถึงจิตวิญญาณ นอกจากผลงานกับ Lonely Planet แล้ว คัมมิงส์ยังเป็นผู้เขียนหนังสือ Sacred Tattoos of Thailand: Exploring the Magic, Masters and Mystery of Sak Yant, หนังสือ Buddhist Stupas in Asia: The Shape of Perfection และหนังสือ Chiang Mai Style ซึ่งล้วนสะท้อนความหลงใหลในศิลปะและวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างถ่องแท้
บนจอภาพยนตร์ เขาได้ปรากฏตัวในผลงานอย่าง มอร์ริสัน (Morrison), แสงกระสือ, ถ้ำหลวง ภารกิจแห่งความหวัง (Thai Cave Rescue) และ นางนอน (The Cave) พร้อมทั้งมีบทบาทอยู่เบื้องหลังในฐานะนักแต่งเพลงและที่ปรึกษาด้านครีเอทีฟให้ทั้งวงการโทรทัศน์และภาพยนตร์ เขาเคยพาแอนโทนี บอร์เดน ตะลุยทั่วประเทศไทยในรายการ Parts Unknown และยังเล่นกีตาร์ในวง Rolling Stones Cover Band อีกด้วย (ซึ่งแน่นอนว่าเขาเองก็เห็นความแตกต่างที่ประชดประชันในเรื่องนี้ไม่ต่างกัน)
ชายต่างชาติที่เข้าใจและถ่ายทอดหัวใจของแผ่นดินนี้ได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าคนไทยหลายคน เขาคือคนที่ใช้ชีวิตหลายบทบาท หลายเส้นทาง แต่ทั้งหมดนั้นหลอมรวมเป็นตัวตนเดียว - ตัวตนที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่หลงรักประเทศไทย...อย่างผมเอง
เมื่อบทสนทนาจบลง เสียงไมค์เริ่มสงบ ความเกร็งจางหาย ผมอดไม่ได้ที่จะหยอกเขาว่า “ตอนนี้คุณกลายเป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งของประเทศไทยแล้วนะ”เขาหัวเราะ ยิ้มกว้าง แล้วตอบกลับมาทันทีว่า “งั้นผมคงเป็น...เตียงที่แสนสบายล่ะสิ”
ชายต่างชาติผู้เข้าใจและถ่ายทอดหัวใจของแผ่นดินนี้ได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าคนไทยหลายคน โจ คัมมิงส์คือผู้ชายที่ใช้ชีวิตผ่านหลากหลายบทบาทและเส้นทาง แต่ทั้งหมดนั้นกลับหลอมรวมเป็นตัวตนเดียวกันอย่างงดงาม ตัวตนที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครก็ตามที่หลงใหลในประเทศไทย...อย่างผมเอง
เมื่อบทสนทนาสิ้นสุด เสียงไมค์ค่อยๆ เงียบลง ความเกร็งที่เคยมีจางหายไป ผมอดไม่ได้ที่จะพูดแหย่เขาเล่นว่า
‘ตอนนี้คุณกลายเป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์ประจำประเทศไทยไปแล้วนะ’
เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนยิ้มกว้างตอบกลับมาทันทีว่า
‘งั้นผมก็คงเป็น...เตียงที่แสนสบายล่ะสิ’
สามารถฟังบทสัมภาษณ์เต็มได้ทาง YouTube ช่อง Time Out Thailand (พร้อมซับภาษาอังกฤษ และมีการแก้แกรมมาร์เล็กน้อย ก็แหงล่ะ ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองของเราทั้งคู่) ที่นี่

Things to do
‘ดาราโซเฟีย’ อินฟลูเอนเซอร์สายพลังบวก ผู้เชื่อว่าทุกคนมีความสวยในแบบของตัวเอง
ในยุคที่โลกโซเชียลหมุนไปอย่างรวดเร็ว และ TikTok ได้กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ ที่ให้ใครก็ได้ลุกขึ้นมาพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดและเชื่อ หนึ่งในเสียงที่โดดเด่นและทรงพลังที่สุด คือเสียงของ ‘โซเฟีย–ศศิกานต์ วงค์งาม’ หรือที่หลายๆ คนรู้จักเธอในนาม ‘ดาราโซเฟีย’ อินฟลูเอนเซอร์สาวที่กล้าใช้ความจริงใจและอารมณ์ขันสะท้อนมุมมองต่อสังคมอย่างไม่กลัวคำวิจารณ์
จากนางแบบวัยรุ่น สู่บทบาทของผู้เป็นแม่ และเจ้าของธุรกิจ ที่ใช้ TikTok ไม่เพียงเพื่อสร้างรอยยิ้ม แต่ยังเป็นพื้นที่พูดคุยในเรื่องที่หลายคนไม่กล้าพูด ทั้งประเด็น Beauty Standard ความเท่าเทียม และประเด็นทางสังคมอื่นๆ อีกมากมาย เสียงของเธอได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงจำนวนมากกล้าที่จะ รักและมั่นใจในตัวเองมากขึ้น
วันนี้ เราได้มีโอกาสพูดคุยกับโซเฟียอย่างใกล้ชิด ถึงเรื่องราวชีวิต เส้นทางการทำคอนเทนต์ที่กลายเป็นไวรัลไปทั่วประเทศ และมุมมองต่อสังคมในโลกออนไลน์ ที่สะท้อนให้เห็นว่า ‘ความสวย’ สำหรับเธอ ไม่ได้อยู่ที่หน้าตา แต่อยู่ที่การกล้าเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง
Photograph: ศศิกานต์ วงค์งาม
จากนางแบบวัยรุ่นสู่คอนเทนต์ครีเอเตอร์
เส้นทางของดาราโซเฟียเริ่มต้นตั้งแต่อายุเพียง 15–16 ปี จุดเริ่มต้นนั้นเกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายจากวันหนึ่งที่เธอไปกินพิซซ่ากับเพื่อน และบังเอิญได้พบกับเจ้าของร้านซึ่งมีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง เขาจึงชวนให้โซเฟียลองไปถ่ายแบบด้วยกัน ซึ่งนั่นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่พาเธอก้าวเข้าสู่วงการนางแบบอย่างเต็มตัว หลังจากนั้นเธอก็เริ่มส่งคอมการ์ดไปตามงานต่าง ๆ ได้รู้จักผู้คนในแวดวงแฟชั่นมากขึ้น และเริ่มมีผลงานการถ่ายแบบออกมาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเวลาผ่านไป โซเฟียค่อยๆ ขยับจากโลกของแฟชั่นเข้าสู่โลกออนไลน์ โดยเลือก TikTok เป็นพื้นที่ใหม่ในการเล่าเรื่องราวของตัวเอง ช่วงแรกๆ คอนเทนต์ของเธอมีความหลากหลาย ทั้งคลิปเต้น ตลกขบขัน หรือแม้แต่พูดถึงประเด็นเกี่ยวกับเชื้อชาติและสีผิวอย่างตรงไปตรงมา แต่เมื่อฐานผู้ติดตามเริ่มขยายใหญ่ขึ้น โซเฟียก็เริ่มใช้พื้นที่นี้ในการพูดถึง ประเด็นสังคม ที่เธอให้ความสำคัญมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสวยในแบบของตัวเอง มาตรฐานความงาม หรือมุมมองต่อบทบาทของผู้หญิงในสังคม
การเปลี่ยนผ่านจากนางแบบสู่คอนเทนต์ครีเอเตอร์ไม่เพียงทำให้โซเฟียได้แสดงตัวตนมากขึ้น แต่ยังทำให้เสียงของเธอกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ใครอีกหลายคนกล้าที่จะ ยอมรับและภูมิใจในความเป็นตัวเอง
Photograph: ศศิกานต์ วงค์งาม
TikTok พื้นที่ในการสื่อสารและแสดงความเป็นตัวเอง
โซเฟียเล่าว่า เธอเป็นคนที่ชอบ ‘พูด’ มาตั้งแต่เด็กๆ หากย้อนกลับไปในช่วงประถม เธอมักจะรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ เพื่อถ่ายคลิปเล่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง การแสดง หรือพูดคุยกันสนุกๆ
‘เฟียจะมีกลุ่มเพื่อนตั้งแต่สมัยที่ยังใช้โทรศัพท์ซัมซุงที่กล้องยังไม่ค่อยดี เราก็จะอัดคลิปกันแล้วก็ทำการแสดง ร้องเพลง เฟียเป็นแบบนั้นตั้งแต่เด็กเลย แต่เวอร์ชันที่เราโตแล้วเราก็ต้องมีความคิดที่มันคิดไตร่ตรองมากขึ้นจะไม่เหมือนตอนเด็กๆ ที่เราอยากจะพูดอะไรก็พูด’
เมื่อโตขึ้น โซเฟียเริ่มใช้เหตุผลและมุมมองที่ลึกซึ้งกว่ามากในการพูด เธอเลือก TikTok เป็นพื้นที่ในการสื่อสาร เพราะเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้พูดคุยและรับฟังกันอย่างตรงไปตรงมา ที่สำคัญคือ TikTok ทำให้เธอสามารถเข้าถึงผู้คนหลากหลายกลุ่มได้ง่ายและรวดเร็ว เธอมองว่าไม่จำเป็นต้องเป็นนักข่าวหรือคนดังถึงจะมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นในประเด็นสังคม
‘ทุกครั้งที่พูดเรื่องประเด็นสังคม มันทำให้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันได้ รู้สึกว่ามันคือการคุยกันของประชาชนคนหนึ่งกับอีกคนหนึ่ง ไม่ใช่แค่ฟังจากข่าว’
สำหรับโซเฟีย การใช้เสียงของตัวเองใน TikTok ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความดัง แต่เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการพูดคุย แลกเปลี่ยน และเข้าใจมุมมองของกันและกันในโลกที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง
Photograph: ศศิกานต์ วงค์งาม
ความมั่นใจ รากฐานสำคัญที่สร้างจากครอบครัว
โซเฟียเล่าว่าความมั่นใจของเธอไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะบุคลิกส่วนตัวเท่านั้น แต่เป็นผลมาจาก สิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดูในครอบครัวที่หล่อหลอมมาตั้งแต่เด็ก เธอเติบโตมาในชุมชนเล็กๆ ที่ทุกคนรู้จักกันดี
‘ทุกคนในซอยเราจะรู้จักกัน หลังเลิกเรียนเฟียก็จะใส่รองเท้าส้นสูง แล้วก็เตรียมเปิดคอนเสิร์ตในซอยบ้านเพราะฉะนั้นคนที่นั่นเขาก็จะเห็นจนชิน เรียกว่าซัพพอร์ตทุกๆ ทาง ทั้งบอกให้ไปประกวดรายการนั้นรายการนี้ ยิ่งไปกว่านั้นแม่ก็ให้ความมั่นใจเรามาเหมือนกัน แม่จะบอกเสมอว่า ถ้าเกิดมีใครว่าหรือแกล้งให้เราทำกลับสองเท่า อย่าไปยอม’
คำสอนนี้ได้กลายเป็นเกราะป้องกันทางอารมณ์ที่ทำให้เธอก้าวผ่านคำวิจารณ์และความกดดันต่างๆ ได้อย่างมั่นคง สำหรับโซเฟีย ความมั่นใจไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่มันคือสิ่งที่ค่อยๆ สร้างขึ้นในทุกวัน จากครอบครัวที่เข้าใจ สิ่งแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้เธอได้แสดงออก และความรักที่ทำให้เธอกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองในทุกช่วงเวลาของชีวิต
จากประเด็นดราม่า สู่คลิปไวรัลที่พูดแทนใจใครหลายคน'
@fialili55
♬ original sound - Fialili55
เมื่อถามถึงประสบการณ์การเจอกับคอมเมนต์แรงๆ หรือดราม่าบนโลกออนไลน์ โซเฟียหัวเราะเบาๆ ก่อนเล่าว่า แน่นอนว่าเคย โดยเฉพาะช่วงที่พูดถึงเรื่อง Beauty Standard ที่กลายเป็นคลิปไวรัลในเวลาต่อมา
‘แทนที่จะโต้กลับด้วยความโกรธ เธอเลือกตอบกลับด้วยอารมณ์ขัน เพราะเราคิดในใจว่าถ้าจะตอบกลับคนแบบนี้ ต้องใช้มุกตลกแทนการโต้แรงๆ เพราะเรารู้ว่าเขาขึ้นมาปั่นหัวเรา ถ้าเราไปซีเรียสก็เท่ากับว่าแพ้เกมเขา’
ซึ่งแนวทางนี้เองกลายเป็นจุดเริ่มต้นของคลิปไวรัลที่พูดถึง Beauty Standard อย่างมีอารมณ์ขันและความมั่นใจโซเฟียอธิบายว่า เหตุผลที่ตัดตอนหนึ่งของคลิปนั้นมาลง TikTok เพราะผู้ชายคนดังกล่าวพูดว่า ‘พี่โซเฟียไม่ตรง Beauty Standard ผู้ชายไทย’ เธอจึงรู้สึกว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะพูดถึงประเด็นนี้ในมุมของตัวเอง
‘จริงๆ เฟียไม่ค่อยพูดเรื่อง Beauty Standard บ่อย ส่วนใหญ่จะพูดเรื่องสังคมหรือประเด็นเชิงความคิดอื่นๆ มากกว่า แต่ครั้งนี้เรารู้เลยว่ามันคือจุดที่ควรพูด เพราะมันสะท้อนมุมมองของคนในสังคมได้ชัดมาก’
ในที่สุด คลิปนั้นก็กลายเป็นไวรัลไปทั่วทั้ง TikTok และกลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการรับมือกับดราม่าอย่างชาญฉลาด ด้วยอารมณ์ขันและความเข้าใจในมนุษย์ มากกว่าการปะทะกันด้วยอารมณ์
จากคลิปไวรัลเรื่อง Beauty Standard ที่พูดถึงมาตรฐานความสวยในสังคม จนมียอดเข้าชมกว่า 14.8 ล้านครั้ง โซเฟียยังคงใช้เสียงของตัวเองพูดในประเด็นที่เธอเชื่อว่าควรถูกหยิบยกขึ้นมา และหนึ่งในนั้นคือเรื่อง ‘เด็กแต่งตัวเกินวัย’ ประเด็นที่กลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์
@fialili55
♬ original sound - Fialili55
‘เรื่องมันเกิดจากการที่เราเลื่อนดูโซเชียลแล้วเห็นคลิปเด็กหลายคลิปที่ไวรัล มียอดวิวสูง โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่แต่งตัวนุ่งน้อยห่มน้อย เราเลยรู้สึกว่าควรพูดถึง เพราะเรามีลูกสาวด้วย ถ้าเราพูดเรื่องนี้ออกมา มันอาจทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆ คนได้คิดว่าก็จริงนะ เพราะโลกออนไลน์มันไม่ได้มีแค่ด้านดีอย่างเดียว’
โซเฟียอธิบายต่อว่า โลกออนไลน์มีด้านที่ผู้ใหญ่หลายคนอาจไม่ทันมองเห็น โดยเฉพาะอันตรายจากกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับเด็ก ด้านที่มืดมันเยอะกว่าที่เราเห็นในข่าว การที่พ่อแม่โพสต์ภาพลูกแต่งตัวนุ่งน้อยห่มน้อย มันอาจดูน่ารักในมุมหนึ่ง แต่ในอีกมุมหนึ่งรูปเหล่านั้นจะอยู่บนโลกออนไลน์ตลอดไป และเราไม่รู้เลยว่าใครจะเอาไปใช้ทำอะไร”
แม้จะมีทั้งคนเห็นด้วยและคนเห็นต่าง แต่โซเฟียยืนยันว่าความตั้งใจของเธอคือการเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น
‘เราตั้งใจให้คอนเทนต์เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิด เพราะความเห็นของคนเราไม่มีใครถูกหรือผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ การฟังมุมมองของคนอื่นเป็นโอกาสให้เราเรียนรู้เหมือนกัน’
เธอยกคำพูดภาษาอังกฤษที่ชอบว่า ‘Put yourself in someone else’s shoes’ — ลองสวมรองเท้าของคนอื่นดู เพื่อเข้าใจมุมมองของเขา เพราะมันเป็นสิ่งที่ดีที่จะทำให้เราเข้าใจสิ่งที่อาจพลาดไป ในฐานะคุณแม่ โซเฟียเชื่อว่าการพูดเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ควรเพราะมันอาจช่วยให้พ่อแม่หลายคนตระหนักถึงความปลอดภัยของลูกในยุคโซเชียล ‘เราเป็นแม่คนแล้ว ลูกเราก็เป็นลูกสาว เราเลยรู้สึกว่าต้องพูดเรื่องนี้ และอยากให้ทุกอย่างมันเหมาะสมมากขึ้น’
@fialili55
♬ original sound - Fialili55
คอนเทนต์ไม่ตามเทรนด์ แต่เน้นเล่าเรื่องรอบตัว
โซเฟียเล่าว่าเธอไม่ได้ทำคอนเทนต์ตามเทรนด์ทุกครั้ง แต่จะสังเกตสิ่งรอบตัวและหยิบเรื่องที่รู้สึกว่าน่าสนใจ หรือเรื่องที่น่าจะสร้างการถกเถียงในกลุ่มผู้ชมมาพูด ทำให้คลิปแต่ละชิ้นที่ออกไปเป็นสิ่งที่กลั่นกรองมาอย่างรอบคอบ ไม่ใช่การคาดหวังผลลัพธ์ล่วงหน้า แต่เป็นการแชร์มุมมองของเธอเองอย่างแท้จริง
‘บางครั้งถ้าเกิดเรานั่งๆ อยู่แล้วเห็นอะไรที่มันรู้สึกว่าเอ๊ะ เรื่องนี้ถ้าเราพูดมันน่าจะมีคนเข้ามาถกเถียงกันก็จะยกมาพูด เราจะสังเกตจากสิ่งรอบๆ ตัวแล้วก็หยิบประเด็นคิดว่าน่าสนใจ ก็จะเอามาทำเป็นคลิปวีดิโอ ไม่เคยทำคลิปแบบว่าคาดหวังเลยค่ะ’
บทเรียนครั้งสำคัญ ลดอีโก้และกลั่นกรองก่อนโพสต์
โซเฟียเล่าว่ามีหลายคลิปที่เธอทำแล้วเป็นบทเรียนสำคัญ โดยเฉพาะคลิปเกี่ยวกับ ‘นางเงือกผิวดำ’ ของดิสนีย์ ตอนนั้นเธออายุประมาณ 22 ปี
‘พอทำคลิปมาแล้วปรากฎว่าคอมเมนต์ก็คือโดนถล่มโดนดราม่าเลย แล้วตอนนั้นด้วยความที่เราอีโก้สูงมากไม่รับฟังความเห็นต่างทั้งสิ้น เราก็ตอบกลับคอมเมนต์แบบไม่ดี แล้วพอเรากลับไปดูในวิดีโอแล้วรู้สึกว่า เราอีโก้สูงเหมือนกันนะ วิดีโอนี้เป็นวิดีโอที่สอนเฟียได้เยอะมากในการใช้โซเชียลมีเดีย ว่าเราก็ต้องกลั่นกรองและต้องลดอีโก้ลงมาด้วย เพราะเราไม่ได้รู้ทุกอย่างทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ สิ่งหนึ่งที่เราทำได้คือควรหาข้อมูลก่อนที่เราจะทำวิดีโอ’
‘การทำโซเชียลมันมีสองด้านอยู่แล้ว มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เราไม่ควรโกรธเขา แต่ควรคิดวิเคราะห์และยอมรับ’
ช่วงเวลาที่ท้าท้ายในการทำคอนเทนต์
‘ยากที่สุดน่าจะเป็นช่วงเวลาการตัดวิดีโอค่ะ เพราะเฟียก็แค่ตั้งกล้องแล้วก็พูดไปเลยยาวๆ สองสามนาที แล้วก็มาตัด มีคำพูดไหนที่เรารู้สึกว่าคนฟังแล้วมันจะต้องเอ๊ะแน่นอนเราก็ตัดออก แล้วก็เปลี่ยนคำพูดใหม่ รู้สึกว่าเราต้องผ่านกระบวนการคิดและมั่นใจว่ามันไม่ได้มีอะไรที่มันจะไปถูกจิตใจของคนอื่น
จุดแข็งของช่อง: ความมั่นใจและสไตล์การเล่าเรื่องที่ดึงดูดทุกวัย
‘เฟียคิดว่าน่าจะเป็นลักษณะการพูดแล้วก็ความมั่นใจ ที่น่าจะเป็นจุดแข็งมากที่สุดที่ทำให้คนเข้าอยากเข้ามาดูเรา ส่วนประเด็นหรือสิ่งที่เราพูดก็อาจจะมีส่วนด้วย บางทีมันก็สลับกันไป เพราะส่วนใหญ่คนที่มาดูก็มีทั้งกลุ่มผู้ใหญ่และกลุ่มเด็กๆ ที่เข้ามาติดตาม
ถ้าตอนนี้หลักๆ คนดูส่วนใหญ่ก็จะเป็นวัยรุ่นรีเจนซี’
ธุรกิจไอศกรีมและการสื่อสารตัวตนผ่านคอนเทนต์
@fialili55
♬ original sound - Fialili55
นอกจากการทำคอนเทนต์ โซเฟียยังมีธุรกิจไอศกรีมกับสามีที่ชื่อว่า ‘Freshy Water Ice’ ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยเธอรับผิดชอบด้านมาร์เก็ตติ้งและคอนเทนต์ ส่วนสามีดูแลการจัดการร้านเต็มตัว เธอย้ำและให้เครดิตแฟนเต็มร้อย ส่วนตัวเองโฟกัสทั้งงานคอนเทนต์ การตลาด และการเลี้ยงลูก แม้ว่าธุรกิจนี้จะดูต่างจากการพูดเรื่องสังคม แต่โซเฟียปรับโทนคอนเทนต์ให้เข้ากับสินค้า ขนมหวานคัลเลอร์ฟูลและสนุกสนาน แต่ท้ายที่สุดก็ยังสะท้อนตัวตนและสไตล์ของเธอผ่านการสื่อสารบนโลกออนไลน์
ความสุขจากการสร้างรอยยิ้มและพลังบวก
สิ่งที่ทำให้โซเฟียมีความสุขที่สุดในการทำคอนเทนต์คือการทำให้คนอื่นหัวเราะและมีรอยยิ้ม เธอเล่าว่าตั้งแต่เด็กๆ ชอบทำให้คนรอบตัวหัวเราะ ‘อย่างที่เคยพูดนะคะตอนเด็กๆ เวลาอยู่ในซอยบ้านเฟียก็จะใส่รองเท้าส้นสูงเดินไปมา แล้วก็มีคนพูดว่าลองไปประกวดอันนั้นสิ เราก็จะรู้สึกแฮปปี้เวลาที่คนอื่นเขามีความสุข เพราะเราชอบส่ง Positive Energy ให้คนอื่นอยู่แล้ว’ และนี่คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เธอสร้างสรรค์คอนเทนต์อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
มุมมองต่อความมั่นใจและความสวยในแบบของตัวเอง
Photograph: ศศิกานต์ วงค์งาม
เมื่อมองตัวเองในวันนี้ ‘โซเฟียคิดว่าตัวเองเป็นคนที่มั่นใจขึ้นมาก กล้าพูด กล้าฟัง และกล้าเรียนรู้จากความผิดพลาด สำหรับเธอความมั่นใจไม่ได้หมายถึงการต้องเป็นคนถูกเสมอ แต่คือการกล้าที่จะเป็นตัวเองโดยไม่เปรียบเทียบกับใคร อยากให้ลองถามตัวเองว่าการทำตาม Beauty Standard นั้นทำไปเพื่อใคร เพื่อความพอใจของตัวเองหรือเพื่อคนอื่น เพราะความสวยที่แท้จริงอยู่ที่ความคิดของเรา’ โซเฟียทิ้งท้ายไว้ด้วยข้อคิดที่ทรงพลังว่า’
‘ความสวยก็เหมือนดอกไม้ แต่ละดอกมีความงามต่างกัน เราไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่ทุกคนก็สวยในแบบของตัวเอง’

Movies
เป้–อารักษ์ อมรศุภศิริ : จากชีวิตร็อกแอนด์โรลสู่ผู้กำกับผู้ท้าทายทุกบทบาท
เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ เชื่อว่าแทบไม่มีใครไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ เพราะเขาคือบุคคลที่เรียกได้ว่าอยู่มาทุกยุค ผ่านมาแล้วหลายบทบาท เริ่มต้นจากการเป็นมือกีตาร์วงร็อกแอนด์โรลอย่าง Slur ในปลายยุค 90s จนก้าวเข้าสู่เส้นทางการเป็นศิลปินเดี่ยวควบคู่กับการเป็นนักแสดงทั้งละครและภาพยนตร์ ก่อนจะขยับสู่บทบาทใหม่ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ ที่หลายคนคาดไม่ถึงกับผลงานหนังเรื่องแรกของเขา ‘The Stone พระแท้ คนเก๊’ ซึ่งไม่เพียงสร้างเสียงฮือฮาในไทย แต่ยังพาเขาไปไกลถึงเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติต่างแดน
ระหว่างการถ่ายทำบทสัมภาษณ์สุดพิเศษนี้ เราได้ยกกองไปยัง REC.Bangkok บาร์น้องใหม่สุดหรูใจกลางถนนวิทยุ ซึ่งมุมแสงและบรรยากาศภายในร้านช่วยสะท้อนตัวตนของเป้ออกมาได้ครบทุกมิติ ตั้งแต่ความเท่ ความจริงจัง ไปจนถึงความสนุกสนานขี้เล่นตามสไตล์ของ เป้ อารักษ์
Photograph: STYLEdeJATE
ความท้าทายในทุกตัวตน
ไม่ว่าจะในฐานะนักร้อง นักแสดง หรือผู้กำกับ แต่ละหมวกที่ เป้ อารักษ์ สวมใส่ล้วนมาพร้อมความท้าทายที่ไม่เหมือนกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันเสมอคือความมุ่งมั่นที่จะทำให้งานออกมาดีกว่าที่ใครคาดหวังไว้
อย่างบทบาทของการเป็นนักแสดงเขาเล่าว่า ความท้าทายคือการทำยังไงให้ผู้กำกับหรือคนสร้างงานพอใจ ผู้สร้างอาจต้องการแค่ระดับหนึ่ง แต่เป้ยืนยันว่าใจจริงแล้วก็อยากทำให้เขาได้มากกว่านั้น หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องได้เท่าที่เขาคาดหวังไว้
แต่พอเปลี่ยนมาเป็นนักดนตรี ความท้าทายคือการทำยังไงให้เพลงที่ตัวเองชอบคนอื่นชอบด้วย เพราะเขาเองไม่ได้ทำเพลงแบบอาร์ตเฮ้าส์ แต่ทำเพลงป๊อปปูลาร์มิวสิก เพราะฉะนั้นจึงต้องบาลานซ์ทั้งสิ่งที่รักกับสิ่งที่คนฟังอยากฟังให้ไปด้วยกัน
ส่วนการเป็นผู้กำกับ (บทบาทที่ซับซ้อนที่สุด) เป้ อธิบายเป็นพิเศษว่า มันมีความท้าทายหลายขั้นที่ซ้อนทับกันอยู่ ทั้งการเขียนเรื่องยังไงให้สนุก ทำยังไงให้ขายได้ ต้องทำในแบบที่อยากทำให้ออกมาดีไปพร้อมกับดูแลทีมงานไม่ให้เหนื่อยจนเกินไป และปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือต้องทำให้หนังได้เงินด้วย
ตัวตนชัดที่สุดคือดนตรี
เมื่อถามว่าบทบาทไหนที่คิดว่าเป็นตัวตนของ เป้ อารักษ์ มากที่สุด เขาตอบโดยไม่ลังเลว่า
Photograph: STYLEdeJATE
‘ดนตรีน่าจะเป็นตัวตนที่สุด เพราะว่ามันง่ายที่สุดในการที่จะทำออกมาเล่าปุ๊บแล้วเป็นเราเลย เราเขียนด้วย บางทีก็แทบจะทำคนเดียว หรือบางทีก็มีโปรดิวเซอร์มาช่วยบ้าง มันเป็นไอเดียของเราทั้งหมดที่ควบคุมได้ตั้งแต่ตอนเด็กๆ แล้ว’
เป้ยอมรับว่าในฐานะผู้กำกับแม้จะได้เลือกและควบคุมหลายอย่าง แต่ไม่ใช่ไอเดียของเขาเพียวๆ ทั้งหมดเหมือนกับการทำดนตรี แต่มันคือการร่วมงานกับทีมมากกว่า ในขณะที่การเป็นนักแสดงก็เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของคนอื่นซึ่งต่างจากการเล่นดนตรีที่สะท้อนตัวตนของเขาได้โดยตรง
บทบาทใหม่ที่อยากท้าลอง
ตลอดเส้นทางการแสดง ชายคนนี้ผ่านทั้งละครและภาพยนตร์มาแล้วนับไม่ถ้วน แต่เจ้าตัวบอกตรงๆ ว่าวันนี้การแสดงไม่ใช่สิ่งที่ต้องพิสูจน์อะไรอีกแล้ว แต่ถ้าถามถึงบทบาทใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยสัมผัสมาก่อน
Photograph: STYLEdeJATE
‘จริงๆ แล้วน่าจะเป็นเรื่องเพศครับ…ผมเคยเล่นเป็นตัวละครที่แอบๆ หน่อย อันนั้นอาจจะไม่ยากเท่ากับการเล่นแบบเปิดเผยไปเลย อย่างใน (ดอยบอย) มันจะเป็นทางเครียดมากกว่า อยากลองดูว่าถ้าเล่นแบบเปิดเผยไปเลยจะเป็นยังไง แต่ก็ไม่รู้ว่ามันถูกต้องหรือเปล่าที่เราจะรับบทแบบนั้น เพราะเราอาจจะทำได้ไม่ดีเท่าคนที่เขามีเพศสภาพแบบนั้นจริงๆ แต่ถ้าพูดถึงความท้าทาย อันนั้นน่าจะท้าทายสุดครับ’
The Stone : ก้าวแรกสู่หลังจอมอนิเตอร์
การก้าวเข้าสู่บทบาทผู้กำกับเต็มตัวของ เป้ อารักษ์ เริ่มต้นจากความมั่นใจในไอเดียและเรื่องราวที่อยากเล่า และ The Stone พระแท้ คนเก๊ ไม่ได้เป็นเพียงแค่โปรเจกต์ทดลอง แต่เป็นการรวมเอาประสบการณ์ชีวิตและมุมมองส่วนตัวเข้ากับการเล่าเรื่องที่คิดว่าน่าจะโดนใจผู้ชมชาวไทย
Photograph: STYLEdeJATE
‘ตอนแรกไม่ได้มองไปถึงจุดนั้นเลยครับ เรามองแค่หาเงินในประเทศอย่างเดียว เพราะผมอยู่ในวงการหนังมานาน คิดว่าการหาเงินในประเทศเป็นสิ่งที่ชัวร์ที่สุดในการทำให้หนังไม่เจ๊ง ผมไม่อยากทำหนังเจ๊งเรื่องแรกก็เลยไม่ได้มองไปตรงนั้น’ เป้เล่าอย่างตรงไปตรงมา
แม้หนังจะไม่ได้วางแผนไปเทศกาลนานาชาติแต่เมื่อได้รับเลือกให้ไปฉายก็ถือเป็นความภูมิใจอย่างยิ่ง งานนี้อาจไม่ใช่เทศกาลสายลึกเหมือนหนังอินดี้ของเพื่อนร่วมวงการ แต่เป็นเทศกาลที่เต็มไปด้วยความบันเทิงและปาร์ตี้ ซึ่งก็สะท้อนตัวตนของผู้กำกับออกมาได้อย่างชัดเจน
Photograph: STYLEdeJATE
‘มันเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าไอเดียในหนังของเรามีอะไรที่ไม่เหมือนเรื่องอื่น และความไทยของมันน่าจะมีเสน่ห์ในสายตาคนดูต่างชาติ’
ช่วงเริ่มเขียนบทเป้ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่ถือว่ามีประสบการณ์และความเข้าใจในวงการหนังไทยพอสมควร ซึ่งเขาเผยว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแรกที่เขียน และในอนาคตก็มีแผนทำหนังเรื่องต่อไปพร้อมกับสลับไปทำงานเพลงและแสดงควบคู่ไปด้วย
การสลับโหมดและการเรียนรู้ความเป็นผู้ใหญ่
การเปลี่ยนจากศิลปินสู่นักแสดงและผู้กำกับของ เป้ อารักษ์ ไม่ใช่แค่การสลับบทบาท แต่เป็นการเรียนรู้และเติบโตทางความคิด ช่วงทำดนตรีเขาสามารถทำอะไรตามใจได้ แต่เมื่อก้าวสู่บทบาทผู้กำกับ ความรับผิดชอบก็เพิ่มขึ้นตามอายุและสถานะ
Photograph: STYLEdeJATE
‘พอเป็นผู้กำกับเราก็ถือว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว อายุสี่สิบมันก็ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น และผมก็ได้รับการโค้ชจากโปรดิวเซอร์ (กอล์ฟ-ปวีณ ภูริจิตปัญญา) ที่สอนให้ผมเป็นผู้กำกับที่โตมากขึ้น คำพูดทุกคำมีความหมาย จะมาติงต๊องหรือเจ้าอารมณ์ไม่ได้’
ลายเซ็นในผลงานบ่งบอกถึงตัวตน
‘ผมว่าผมน่าจะหนีสิ่งที่มันเคยมีมาเก่งครับ พยายามจะไม่เหมือนใคร อะไรที่เขาชอบกันจะไม่ชอบ อะไรที่เขาว่าไม่เท่ เราจะว่าเท่’
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือเรื่อง ‘พระเครื่อง’ เด็กสมัยใหม่ไม่มองว่าพระเครื่องมันเท่ แต่สำหรับเป้ สิ่งนี้กลับมีเสน่ห์และสามารถหยิบมาเล่าใหม่ในมุมที่ต่างออกไป
Photograph: STYLEdeJATE
‘ผมก็เลยคิดว่าทำไมเราไม่ห้อยพระ เพราะพระเราเท่กว่าตั้งเยอะ ก็เลยหยิบเรื่องพวกนั้นขึ้นมา มันเริ่มจากความอยากเท่ก่อน แล้วก็พยายามหาอะไรใหม่ๆ ที่แตกต่างตลอดในงานตัวเองครับ’
เมื่อต้องตัดสินใจระหว่างให้นักแสดงตีความเองหรือกำหนดทิศทางอย่างชัดเจน เป้เลือกวิธีตรงกลาง
‘ต้องเจอกันครึ่งๆ ครับ ผมจะอธิบายแบ็กกราวด์กับสิ่งที่เราคิดไว้ แต่สุดท้ายวิธีการแสดงมันต้องเจอกันตรงกลาง บางครั้งนักแสดงก็เสนอช้อยส์ใหม่มาให้ลอง แล้วเราค่อยปรับร่วมกัน หรือบางทีเขามาแล้วก็ใช่เลยตั้งแต่แรกก็มี’
ความเข้าใจนี้มาจากการเป็นนักแสดงมาก่อน และเป้เห็นว่าในบางครั้งนักแสดงรู้จักตัวละครมากกว่าผู้กำกับเอง ทำให้การเลือกนักแสดงกลายเป็นหน้าที่สำคัญที่สุด
Photograph: STYLEdeJATE
‘ถ้าแคสต์ถูก ก็จะช่วยพาเรื่องไปได้ไกล แต่ถ้าเลือกผิดต่อให้เขียนดีแค่ไหนหนังมันอาจจะสนุกได้ยาก’
และเมื่อถามถึงภาพยนตร์ลำดับที่สองของเขา เป้หัวเราะเล็กน้อยก่อนตอบ
‘ก็กำลังทำอยู่ครับ บางทีมันก็อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจากความอยากของเราอย่างเดียว มันเป็นเรื่องจังหวะและโอกาสด้วย แต่ผมก็ทำอย่างอื่นไปด้วย ทั้งอัลบั้ม แล้วก็การแสดง แต่โชคดีที่ผมมี บี-วุฒิพงษ์ อีกคน ไม่ได้ทำคนเดียว ผมก็รับผิดชอบในส่วนหนึ่ง บีก็จัดการต่อในอีกส่วนหนึ่งครับ’
Photograph: STYLEdeJATE
นักดนตรีที่ไม่เคยหยุดทำเพลง
แม้จะหันมาสวมบทบาทผู้กำกับอย่างจริงจัง แต่เส้นทางดนตรีของเป้ก็ยังไม่เคยหยุดเดิน เขายังคงออกผลงานเพลงอย่างสม่ำเสมอ แม้เจ้าตัวจะยอมรับตรงไปตรงมาว่าการทำเพลงอาจไม่ใช่อาชีพที่หาเลี้ยงตัวเองได้เต็มที่ แต่เพราะอาชีพนักแสดงที่พอจะหล่อเลี้ยงชีวิตได้ ทำให้เขาเลือกทำเพลงอย่างอิสระตามใจตัวเองได้เสมอ และยังมีค่ายเพลงที่มองเห็นคุณค่าในตัวเขา แม้ผลงานจะไม่ได้สร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่ก็ยังคงเป็นแรงซัพพอร์ตกันมาตลอด
เป้เล่าถึงแนวทางการทำเพลงที่หลากหลายและเปิดกว้าง
‘ผมทำเรื่อยๆ นะครับ ผมทำอะไรแปลกๆ ตลอดเลย ก็มีโฟล์คแล้วก็ไปทำร็อกแอนด์โรลบ้างชุดหนึ่ง แล้วก็มีไปทำอิเล็กทรอนิกส์สามชุด นี่ก็กลับมาคันทรี่อีกแล้ว อยากทำอะไรก็ทำเลยครับเพลง ตามใจตัวเองมาก’
ล่าสุดกับอัลบั้มใหม่ ‘อกหักติดยาหมาตาย’ เพลงของเขายังคงสะท้อนตัวตนได้อย่างดิบ ตรงไปตรงมา และจริงใจเหมือนเดิม โดยแรงบันดาลใจส่วนใหญ่ก็มาจากชีวิตจริงและการสังเกตผู้คนรอบตัว
‘ถ้าใช้ความรักไม่ได้ หน้าตาไม่ได้ อายุก็เริ่มเยอะแล้ว งั้นลองใช้เงินแทนได้มั้ย?’ เป้เล่าถึงเพลง ‘อยากเป็นเสี่ยเลี้ยงต้องทำไง’ อย่างตรงไปตรงมา
เส้นทางสายดนตรีจึงยังคงเป็นพื้นที่ที่เป้สามารถเล่าเรื่องและสะท้อนตัวตนได้เต็มที่ ท่ามกลางบทบาทนักแสดงและผู้กำกับที่ต้องรับผิดชอบผู้คนและทีมงานอีกนับร้อยชีวิต
Photograph: STYLEdeJATE
จากสังเวียนสู่ธุรกิจ ‘ลงนวมบอยส์’
อีกบทบาทที่หลายคนจดจำ เป้ อารักษ์ คือการเป็นนักแสดงที่หลงใหลในกีฬามวยไทย โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการขึ้นชกบนสังเวียนในรายการ ‘10 Fight 10’ จนต่อยอดไปสู่การเป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจแฟชั่นในชื่อ ‘ลงนวมบอยส์’ แบรนด์ที่เกิดจากการร่วมกันปลุกปั้นกับเพื่อนๆ ภายใต้สโลแกน ‘Everyone Can Fight’ ที่ไม่ได้มองการต่อสู้เป็นแค่กีฬา แต่คือท่าทีในการใช้ชีวิต การลุกขึ้นสู้ในแบบของตัวเอง การสร้างคอมมูนิตี้ที่เข้าใจกัน และการตีความความเป็นนักสู้ให้กลายเป็นสไตล์ที่ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงได้
Photograph: STYLEdeJATE
เคยรู้สึกไหมว่าการอยู่ในวงการบันเทิงก็เหมือนการขึ้นเวทีชกมวย
‘มันไม่ได้โหดร้ายขนาดนั้นครับ จมูกเราไม่หัก ถ้าคุณเคยสู้บนเวทีมันมีความกลัวที่ยากที่จะเอาอะไรไปเทียบเหมือนกันครับ จริงๆ แล้วเรื่องของเรามันไม่ได้มีคนสนใจเท่าเรื่องของเขา เพราะฉะนั้นพลาดบ้างได้ แต่อย่าพลาดเยอะ หรือถ้าคุณดังมากๆ ก็ห้ามพลาดเลย ไม่พูดอะไรอาจจะดีกว่าพูดซะด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นมันก็ไม่ได้น่ากลัวเท่ากับขึ้นเวทีชกมวยแน่นอนครับ’
และถ้าให้เลือกเพลงเปิดตัวขึ้นสังเวียน เขาตอบทันทีว่า
‘ผมต้องเลือกเพลง ‘อย่าเล่นกับไฟ’ ของเป้เองครับ เพราะมันส์สุดที่ผมเคยทำมาแล้ว แล้วก็คิดว่าเพลงตัวเองมีตั้ง 60 กว่าเพลง จะเลือกเพลงคนอื่นทำไม หรือเพลง ‘ไม่ต้องทำหรอกบุญ ’ก็เคยใช้ตอน 10 Fight 10 แล้วก็แพ้ครับ (หัวเราะ)
Photograph: STYLEdeJATE
ในอีก 5 ปี ข้างหน้าอยากให้คนจดจำ เป้ อารักษ์ ในฐานะอะไรมากที่สุด?
‘โห… มากที่สุดใช่ไหมครับ อยากเป็นผู้กำกับที่ทำหนังได้เงินติดกันสามเรื่องครับ ห้าปีน่าจะได้อีกสองเรื่อง (หัวเราะ)’
ท้ายที่สุดแล้วในบทบาทของการเป็นศิลปิน เขายังคงทำเพลงตามใจตัวเองอย่างอิสระ ในขณะที่การแสดงยังเป็นพื้นที่ที่เขารักและพร้อมกลับไปเสมอ แต่สิ่งที่เป้โฟกัสจริงจังที่สุดในวันนี้คือการเป็นผู้กำกับหรือคนเล่าเรื่องและต้องการพื้นที่ในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้แก่วงการบันเทิงบ้านเรา
สำหรับเขารายได้ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์เชิงธุรกิจ แต่คือหลักฐานเชิงรูปธรรมของความสำเร็จที่สามารถจับต้องได้ แม้ยังอยากเล่นละครและทำเพลงต่อไป แต่เส้นทางการเป็นผู้กำกับคือสิ่งที่เป้มุ่งหน้ามากที่สุดในตอนนี้ และเมื่อมองย้อนกลับไป ไม่ว่าจะเป็นบทบาทบนสังเวียน ในห้องอัด บนเวทีแสดง หรือหลังกล้อง ทุกประสบการณ์ได้หล่อหลอมให้เป้เติบโตขึ้นในเวอร์ชันที่เท่กว่าเดิม แข็งแกร่งกว่าเดิม และยังคงเดินหน้าลุยกับความฝันของตัวเองต่อไปอย่างไม่หยุดพัก
Photographer: STYLEdeJATE @styledejateArt director: PK Vanasirikul @peeekksAssistant photographer: Eric D’ Geno @erinaerielleLighting: Stoppie Pumipat @thananchailoha @advancedphotosystemsSenior designer: Methita Trakulpoonsub @methitaaProject manager: Sirinart Panyasricharoen @tibabitWriter: Yokploy Chandrabha @tmyokployTranslator: Pinghyu Video: Supathat Thardrak @gunnst__Video editor: Supathat Thardrak @gunnst__Photos: STYLEdeJATE @styledejateStylist: Mathimon Intharasuwan @chubbyz_gtStylist assistant: Nithikorn Moolyongsak @pepetchyyHair stylist: Pornwasu Huamrun @PapalapomMakeup artist: Chatchanok Natengampak @mameaw.everyday @ngampak.makeupLocation: REC. BangkokTalent Coordinator: Daniel Van NordenConcept: Laurie Osborne @laurieosborne

Things to do
ทำความรู้จักกับ ‘นก–นภัสสร’ หมอดูไพ่ทาโรต์ขวัญใจชาว TikTok ในกรุงเทพฯ
แม้ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่หลายๆ คนก็มักจะมองหาที่พึ่งจากลางสังหรณ์บางอย่าง อย่างการแหงนหน้ามองดูดาว บางครั้งก็เปิดสำรับไพ่ทาโรต์ หรือเป็นการเข้าไปขอคำแนะนำจากหมอดูด้วยตัวเอง แต่ในยุคโซเชียลมีเดีย การดูดวงไม่ได้จำกัดแค่ผู้มีอายุที่มากด้วยประสบการณ์ในบรรยากาศคลาสสิกที่รายล้อมด้วยแสงเทียนสลัวๆ หรือหินคริสตัลไว้เสริมพลังงานอีกต่อไปแล้ว
ซึ่งหนึ่งในบุคคลที่บุกเบิกกระแสดูดวงในยุคดิจิทัลก็คือ ‘นก–นภัสสร โชติกวณิชย์’ เจ้าของเพจชื่อดัง Bird Eye View ที่กลายมาเป็นที่พึ่งทางใจของผู้คนมากมายเพื่อรับมือกับชีวิตของผู้คนที่คาดเดาได้ยาก โดยเฉพาะเรื่องความรัก อาการอกหัก และความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิง ถึงแม้หมอดูออนไลน์จะผุดขึ้นมากมายจนในที่สุดค่อยๆ หายไป แต่นกเป็นอีกคนหนึ่งที่กลับทำให้ผู้คนยังคงหลงใหลและติดตามเธอมาตลอดหลายปี เพราะด้วยเสน่ห์ ความเข้าใจที่ลึกซึ้ง และอารมณ์ขันของตัวเธอเอง
จากหยดน้ำตาที่เคยร่วงหล่น ไปจนถึงเสียงสับสำรับไพ่ (ทาโรต์) นกได้สร้างจักรวาลของความรักที่หลากหลาย และโลกแห่งการดูดวงที่ผสานกันได้ลงตัว ซึ่งเมื่อเราได้ทราบถึงเบื้องหลังว่า จริงๆ แล้วอะไรบ้างที่ทำให้ช่องดูดวงของเธอถึงดูมีเสน่ห์และชวนให้ติดตาม แถมยังทำให้รู้สึก ‘อิน’ ได้อย่างไม่น่าเชื่อได้ขนาดนี้
เพราะอกหักจึงพาเธอไปสู่เส้นทางใหม่
เมื่อถูกถามว่าเธอเริ่มต้นเส้นทางการเป็นหมอดูได้อย่างไร คำตอบของนกเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า “ฉันไม่คิดเลยว่าจะมาเป็นหมอดูจริงๆ” และเธอสารภาพอีกว่า “ได้เริ่มต้นเส้นทางการเป็นหมอดูจากการเรียนรู้ด้วยตัวเองมากกว่าหาเลี้ยงชีพ”
เธอเล่าว่าแรงผลักของอาชีพนี้จริงๆ มาจากตอนที่เธออกหักสมัยเป็นนักศึกษาปริญญาโท เมื่อเธอเจอกับปัญหาความรัก เธอเลยใช้เงินไปกับการดูดวงที่เยอะพอสมควร พอถึงจุดหนึ่งเธอคิดขึ้นมาได้ว่าสิ้นเปลืองเงินไม่เข้าท่า เลยลองเรียนหมอดูด้วยตัวเอง
จนวันที่ได้เริ่มต้นเรียนหมอดูด้วยตัวเอง แล้ววันหนึ่งกลับกลายเป็นแพสชันในชีวิตขึ้นมาเฉยๆ ซึ่งความพยายามแรกๆ ของเธอคือการเรียนรู้ศาสตร์โบราณอย่างการดูลักษณะโหงวเฮ้งแบบจีนเป็นเรื่องที่ยากมากๆ เพราะเธอไม่ชอบตัวเลขและการคำนวณมาตั้งแต่เด็ก ทำให้การกำหนดค่าที่แม่นยำตามศาสตร์โบราณนั้นสร้างความหงุดหงิดให้เธอมากขึ้นเรื่อยๆ
เธอจึงพยายามหาวิธีดูดวงที่เหมาะกับตัวเอง จนกระทั่งมาเจอกับไพ่ยิปซี ที่ทำให้เธอรู้สึกเชื่อมโยงได้ทันทีด้วยภาพสัญลักษณ์ที่ดูทรงพลัง “มันเหมือนกับว่าเราได้พูดภาษาที่ตัวเองเข้าใจจริงๆ” เธอเล่า ซึ่งครูที่สอนไพ่ทาโรต์ก็สนับสนุนให้เธอสร้างแนวทางของตัวเอง เธอเลยใช้วิธีศึกษาทางช่อง YouTube จากต่างประเทศและอ่านหนังสือภาษาอังกฤษไปด้วย โดยเรียนรู้การอ่านความหมายของไพ่ทาโรต์ทั้งไพ่ตั้งตรงและไพ่กลับหัว ซึ่งตอนนั้นในใทยยังไม่ค่อยมีใครทำ โดยส่วนใหญ่จะยึดแนวทางแบบดั้งเดิมมากกว่าด้วยซ้ำ
จุดเริ่มต้นของการเป็นหมอดูนี้เธอได้รับอิทธิพลมาจากพื้นเพทางครอบครัวด้วย ซึ่งคุณยายของเธอก็เป็นหมอดูซึ่งใช้ศาสตร์ฮินดูโบราณ แต่ถึงแม้เธอจะไม่ได้เรียนรู้โดยตรงมาตั้งแต่เด็ก แต่ดูเหมือน ‘สัญชาตญาณ’ ในการเป็นหมอดูจะไหลเวียนอยู่ในสายเลือดเธอมาตั้งแต่ต้น “ฉันคิดว่านี่คงเป็นสิ่งที่ส่งต่อมาถึงฉัน” นกบอกพร้อมอธิบายว่า การดูไพ่ทาโรต์ของเธอต้องอาศัยการนั่งสมาธิและการกำจัดพลังงานที่ไม่ดีออกไป เพื่อให้การดูไพ่ทาโรต์สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบันของลูกค้าแต่ละคนและให้ออกมาเป็นกลางมากที่สุด
ในปี 2016 ช่อง Bird Eye View ของเธอได้เริ่มต้นขึ้นโดยบังเอิญ เดิมทีเธอตั้งใจทำช่องเพื่อโชว์งานเฉยๆ แต่การทำคลิปแรกของเธอกลับกลายเป็นการอ่านไพ่ทาโรต์แบบง่ายๆ ให้ผู้ชมได้เลือกไพ่ใบใดใบหนึ่งก็ได้ ซึ่งคลิปนั้นถ่ายด้วยอุปกรณ์ง่ายๆ แค่ไม่กี่อย่าง คือหมอนกับผ้าปูพื้น แม้จะดูเรียบง่าย แต่กลับสะกดใจผู้ชมได้ไม่น่าเชื่อ
“เราไม่ได้คาดหวังอะไรเลย แต่ไม่กี่เดือนต่อมา ยอดวิวกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตอนนั้นมีผู้ติดตามแค่ไม่กี่คนเอง จนยอดวิวเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 วิว จนเรารู้สึกว่าเยอะมากเลย” เธอเล่าพลางหัวเราะ
การทลายกรอบภาพจำเดิมๆ
Photograph: Bird Eye View
อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยมีประเพณีการดูดวงที่สืบทอดกันมายาวนาน แม้กระทั่งในราชสำนักก็ตาม “คนส่วนใหญ่ยังคงจินตนาการว่าหมอดูต้องเป็นผู้หญิงมีอายุ ล้อมรอบด้วยข้าวของศักดิ์สิทธิ์ ที่คนมักนึกภาพว่าต้องเป็นผู้สูงวัยที่มีออร่าแบบน่าเชื่อถือ” เธออธิบาย แต่สำหรับเธอ การทลายภาพจำนี้คือแนวทางการเริ่มต้นและถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุด
ในตอนแรกที่เธอทำช่อง Bird Eye View เธอปกปิดใบหน้าตัวเอง เพราะกังวลถึงรูปลักษณ์ (ที่อายุน้อย) ซึ่งอาจทำให้ผู้ชมสงสัยได้ แต่ด้วยการพิสูจน์จากความสามารถของเธอตั้งแต่ต้น และการได้ค่อยๆ เปิดเผยตัวเองออกมา เธอจึงเปลี่ยนภาพลักษณ์ได้ว่า หมอดูไม่จำเป็นต้องลึกลับหรือเข้าถึงยากเสมอไป แต่พวกเขาก็คือคนที่มีทักษะ (อย่างหนึ่ง) ซึ่งช่วยให้ผู้อื่นก้าวผ่านช่วงชีวิตที่ยากลำบากไปให้ได้
โดยหัวใจหลักในการอ่านไพ่ของเธอคือ อ่านเร็ว กระชับ และตรงประเด็น ด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยแต่ละเซสชั่นมักใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที ที่มุ่งเน้นไปยังเรื่องของความรักหรือความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เธอเห็นว่ามีความไม่แน่นอนทางด้านอารมณ์มากที่สุด
“ทุกคนเรียนรู้เรื่องงานหรือเรื่องเงินเพื่อวางแผนปรับปรุงเรื่องนี้ได้ แต่กับเรื่องความรักมักต่างออกไป เพราะเกี่ยวข้องกับอารมณ์ มีความละเอียดอ่อน และมักอยู่เหนือการควบคุม” เธออธิบาย
แม้ทุกวันนี้จะมีช่องดูดวงบนโลกออนไลน์มากมาย แต่ช่อง Bird Eye View ยังคงเติบโตและดำเนินต่อไปเป็นเวลาถึง 9 ปี ซึ่งเธอมองว่าสาเหตุที่ช่องดูดวงได้รับความนิยมมาเรื่อยๆ ก็เพราะสไตล์การอ่านไพ่ที่รวดเร็ว และทำให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วม แม้บางคนจะบอกว่าเธออ่านเร็วเกินไป แต่ฐานแฟนคลับของเธอกลับขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ เลยด้วยซ้ำ
ใช้ AI เป็นตัวช่วย
Photograph: Bird Eye View
ถ้าพูดถึงเรื่องการทำคอนเทนต์บนช่อง YouTube ที่ก่อนหน้านี้เธอมักจะอิงคอมเมนต์จากผู้ชมและคำค้นหายอดนิยมบนเว็บไซต์เป็นหลัก แต่ปัจจุบันเธอมีคู่หูอย่าง ChatGPT เข้ามาช่วยสร้างไอเดียในการทำคอนเทนต์ ทำให้การทำงานของเธอมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่นแทนที่เธอเสิร์ชหาแนวคิดอย่าง ‘การอ่านไพ่สำหรับเรื่องความรัก’ แต่เธอกลับค้นพบรายชื่อหัวข้อที่น่าสนใจแทน เช่น ‘คุณจะได้เจอเนื้อคู่เมื่อไร?’ หรือ ‘ทำไมคุณถึงยังโสด?’
เพราะในยุคที่หลายคนหันไปพึ่งตัวช่วยอย่างเอไอในการดูดวง เธอเชื่อว่าบางครั้งเทคโนโลยีก็แทนที่หมอดูอย่างมนุษย์ไม่ได้หรอก
“มนุษย์ต้องการการปฏิสัมพันธ์ และต้องการใครสักคนที่รับฟังพวกเขาได้” เธออธิบาย “ความสบายใจที่แท้จริงไม่ได้มาจากเทคโนโลยี แต่มนุษย์ต้องรู้สึกได้ว่าใครสักคนเข้าใจพวกเขาได้จริงๆ”
ความรักคือหลากมิติของอารมณ์
“ทุกคนมีเรื่องราวหลากมิติเกี่ยวกับความรักโดยที่บางคนอาจไม่รู้ตัว” แต่สำหรับนก ความรักคือจักรวาลแห่งอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและอาจพลิกผันเมื่อไรก็ได้ การอ่านไพ่ของเธอจึงมุ่งเน้นไปยังเรื่องความสัมพันธ์ ตั้งแต่ความรักที่โรแมนติก ไปจนถึงความสัมพันธ์ในครอบครัว เพราะเธอเชื่อว่าความรักเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ทั้งยุ่งเหยิงและน่าหลงใหลในคราวเดียวกันโดยไม่มีที่สิ้นสุด
เพราะเธอมักสังเกตว่าผู้คนใช้โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่ไว้สำหรับประมวลผลเรื่องความรัก เพื่อแชร์ความคิดหรือความรู้สึกในพื้นที่ที่ปลอดภัย
“บางครั้งคนก็แค่ต้องการพื้นที่ระบายหรือทำความเข้าใจอารมณ์ของตัวเอง การได้อยู่ในตำแหน่งนั้นทำให้ฉันเข้าใจคนอื่นได้ดีขึ้น และเข้าใจตัวเองด้วย” เธอสะท้อนให้เห็นภาพ
Photograph: Bird Eye View
การให้คำปรึกษาของเธอดูกลมกลืนตามสัญชาตญาณที่เธอเป็น ทั้งพลังงานเชิงบวกและความเข้าใจ แม้ต้องเจอกับคำปรึกษาที่เปราะบางหรือเจ็บปวดก็ตาม เธอผ่อนแรงด้วยคำปลอบโยนและพลิกสถานการณ์ด้วยอารมณ์ขันอยู่เสมอ เพื่อเตือนไว้ว่าความรักอาจมีหลายอารมณ์ แต่ก็สวยงามและสะท้อนความเป็นมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง
เพราะหลายๆ คนมักมาขอคำปรึกษาจากเธอหลังจากโศกเศร้าจากอาการอกหักบ้าง หรือเมื่อความสัมพันธ์เริ่มไม่แน่นอนบ้าง ซึ่งการอ่านไพ่แบบ ‘เลือกไพ่ใบใดใบหนึ่ง’ ของเธอมักจะได้รับความนิยม โดยเฉพาะคำถามยอดฮิตอย่าง ‘คนคนนี้คิดยังไงกับฉัน’ นั้นจะช่วยให้ผู้คนเห็นภาพได้ชัดเจน เข้าใจความรู้สึกของตัวเอง และค้นหาทางออกได้
อย่างไรก็ตาม เธอเชื่อว่าความสัมพันธ์ที่ดีไม่ควรทำให้เกิดข้อสงสัยหรือเกิดการตั้งคำถาม แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้ว คำแนะนำของเธอคือการช่วยให้พวกเขาเข้าใจแนวทางและสถานการณ์ได้ดีขึ้น รวมถึงทำให้พวกเขายอมรับว่า การอยู่เป็นโสดจริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรเลย
คอยดูแลและมอบความสบายใจ
สำหรับลูกค้าที่เข้ามาหาเธอไม่ใช่แค่เพื่อการทำนายอย่างเดียว แต่เพื่อความสบายใจและความชัดเจน เธอเจอสถานการณ์ละเอียดอ่อนหรือความเจ็บปวดอยู่บ่อยครั้ง และถ่ายทอดด้วยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความเอาใจใส่เสมอ
“แต่ถ้าเป็นข่าวร้าย ฉันจะสอดแทรกสิ่งดีๆ เพื่อชี้แนวทางต่อไปให้พวกเขา” เธอเล่า ซึ่งแนวทางของเธอเต็มไปด้วยความเมตตาแต่ซื่อตรง ตรงนี้ช่วยให้ลูกค้าได้สะท้อนถึงตัวเอง ได้ตัดสินใจด้วยความมั่นใจ และเข้าใจสถานการณ์ได้ดียิ่งขึ้น
แม้ฐานผู้ชมจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่เธอยังคงตระหนักถึงบทบาทของตัวเอง เห็นได้จากในช่วงที่ Bird Eye View กลายเป็นที่นิยมสูงสุด เธอได้ดูแลและเทคแคร์ลูกค้าหลายร้อยคนต่อเดือน ไปจนถึงการได้ทำงานกับแบรนด์ต่างๆ ในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งเธอก็ยังคงรักษามาตรฐานของความเป็นมืออาชีพและเข้าถึงได้ง่าย
“ฉันอยากให้คนเห็นว่าหมอดูเข้าถึงได้ง่าย เป็นกันเอง และมีความสามารถมากกว่าที่หลายคนคิด” เธอยืนยัน
แต่ถึงอย่างนั้น การให้คำปรึกษาหรือให้ความสบายใจแก่ผู้คนเหล่านั้นก็ย่อมหนีไม่พ้นคำถามสุดแปลกที่เธอเคยเจอ
เช่น “ครั้งหนึ่งมีคนถามว่า ในจักรวาลมีกาแล็กซี่จำนวนเท่าไร” เธอเล่าพร้อมหัวเราะ
“ฉันต้องบอกเขาว่า แม้แต่นักวิทยาศาสตร์อาจจะยังไม่รู้ก็ได้ กรุณาโฟกัสที่ชีวิตตัวเองก่อนดีกว่า อย่าไปสนใจจักรวาลให้มากนักเลย”
รายการหนังเพิ่มเติม

Movies
The Sheep Detectives เมื่อแกะช่างจ้อขอสวมรอยนักสืบ ในคดีฆาตกรรมสุดหรรษา
ผลงานชิ้นนี้ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมเยาวชนระดับขึ้นหิ้งอย่าง ‘Three Bags Full’ ของ ‘Leonie Swann’ ที่บอกเล่าเรื่องราวของเหล่าสัตว์พูดได้ที่พร้อมจะละลายหัวใจอันแข็งแกร่งที่สุด ผสมโรงด้วยมุกตลกชั้นดีที่หยอดมาได้อย่างถูกจังหวะ ผู้กำกับอย่าง ‘Kyle Balda’ จาก ‘Minions’ ทำหน้าที่ต้อนพล็อตคดีฆาตกรรมอันซับซ้อน แกะช่างพูด และแง่คิดที่ลึกซึ้ง ให้เข้าที่เข้าทางได้อย่างน่าประทับใจ พร้อมมอบรอยยิ้มให้กับผู้ชมทุกเพศทุกวัย
Photograph: The Sheep Detectives
การร่วมงานกันระหว่าง ‘Balda’ และคนเขียนบทมือทองอย่าง ‘Craig Mazin’ ผู้มีผลงานสุดขั้วตั้งแต่ ‘The Last of Us’ ไปจนถึง ‘Scary Movie’ ได้ตัดสินใจย้ายฉากหลังของเรื่องจากไอร์แลนด์มาสู่ชนบทของอังกฤษแทน ผลลัพธ์ที่ได้คือภาพชีวิตในหมู่บ้านอังกฤษละมุนละไม ตัวละครในหมู่บ้านเต็มไปด้วยสีสันที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น ‘Hugh Jackman’ ในบท ‘จอร์จ ฮาร์ดี้’ คนเลี้ยงแกะจอมหงุดหงิด ตำรวจที่ดูพึ่งพาไม่ได้ซึ่งรับบทโดย ‘Nicholas Braun’ เกษตรกรคู่ปรับอย่าง ‘Tosin Cole’ ไปจนถึงคนขายเนื้อที่เกลียดมังสวิรัติเข้าไส้และบาทหลวงท่าทางมีเลศนัย และเมื่อนักข่าวจากเมืองกรุงอย่าง ‘Nicholas Galitzine’ เดินทางมาเพื่อหาข่าวใหญ่ เบาะแสเดียวที่เขาพอจะหาได้อาจมาจากเจ้าของโรงแรมจอมแส่ที่นำแสดงโดย ‘Hong Chau’ เพราะนี่คือหมู่บ้านที่ปกติแทบไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
Photograph: The Sheep Detectives
ทว่าในความเงียบสงบนั้น จอร์จกลับถูกวางยาพิษเสียชีวิตอย่างปริศนาท่ามกลางทุ่งหญ้ายามวิกาล โชคดีที่ก่อนตายจอร์จได้ฟูมฟักฝูงแกะของเขาด้วยการอ่านนิยายสืบสวนสอบสวนให้ฟังเป็นประจำทุกคืน ดังนั้นเมื่อเหล่าสมาชิกขนปุยพบศพเจ้านาย ภารกิจตามล่าฆาตกรจึงเริ่มต้นขึ้นทันที ยิ่งเมื่อทนายความสาวผู้เย่อหยิ่งอย่าง ‘Emma Thompson’ เผยว่าคนเลี้ยงแกะผู้ล่วงลับทิ้งมรดกไว้มหาศาลถึง 30 ล้านเหรียญ เกมการสืบสวนฉบับ ‘กีบเท้า’ จึงเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยหนังสร้างโลกที่แกะสื่อสารกันเองได้อย่างคล่องแคล่ว ในขณะที่มนุษย์จะได้ยินเพียงเสียงร้องปกติเท่านั้น ซึ่งความใส่ใจเล็กๆ ที่น่ารักคือแม้แต่สิงโต MGM ในตอนเปิดเรื่องยังส่งเสียงร้องเป็นแกะแทนเสียงคำรามเดิม
Photograph: The Sheep Detectives
เบื้องหลังฝูงแกะเหล่านี้คือการระดมพลนักแสดงระดับซูเปอร์สตาร์มาให้เสียงพากย์ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษ นำโดย ‘Julia Louis-Dreyfus’ ในบท ‘ลิลลี่’ แกะจอมอัจฉริยะผู้นำทีมสืบสวน เสริมทัพด้วย ‘Bryan Cranston’ ในบท ‘เซบาสเตียน’ แกะตัวผู้รักสันโดษ และ ‘Chris O’Dowd’ ในบท ‘ม็อพเพิล’ แกะที่มีบุคลิกหม่นๆ ราวกับทหารผ่านศึก
The Sheep Detectives คือภาพยนตร์ที่มอบความบันเทิงอย่างเปี่ยมล้น เป็นการใช้เวลา 2 ชั่วโมงได้อย่างรื่นรมย์และคุ้มค่า พร้อมฝากข้อความกินใจเรื่องความจงรักภักดีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเอาไว้ได้อย่างงดงาม
วันนี้ในโรงภาพยนตร์

Things to do
‘เกิด แก่ เจ็บ งาน’ มองชีวิตชนชั้นแรงงานผ่าน 10 ตัวละคร ในโลกภาพยนตร์ไทย
เนื่องในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ตรงกับ ‘วันแรงงาน’ (Labour Day) เราเลยอยากชวนทุกคนลองหันกลับมามอง ชีวิตการทำงานใกล้ตัวกันอีกครั้ง ไม่ใช่ผ่านตัวเลขเศรษฐกิจหรือข่าวนโยบาย แต่ผ่านตัวละครในหนังไทย ที่เล่าเรื่องของคนธรรมดาได้เจ็บแสบไม่แพ้ชีวิตจริง
หลายคนอาจะรู้กันดีว่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กฎหมายแรงงานไทยอาจมีการขยับอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสิทธิลาคลอด การปรับค่าแรงขั้นต่ำในบางพื้นที่ หรืออัปเดตสิทธิประกันสังคมใหม่ๆ แต่คำถามคือ ในชีวิตของคนทำงานจริงๆ สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนอะไรได้มากแค่ไหน?
บทความนี้เลยอยากชวนไปสำรวจ 10 ตัวละครชนชั้นแรงงานในโลกภาพยนตร์ไทย ที่สะท้อนทั้งความฝัน ความเปราะบาง และแรงกดดันในแต่ละอาชีพ ตั้งแต่พนักงานออฟฟิศ ฟรีแลนซ์ คนขับแท็กซี่ ไปจนถึงแรงงานนอกระบบ เพื่อดูว่าสุดท้ายแล้วชีวิตของคนทำงานบนจอ กับนอกจอ มันต่างกันมากน้อยแค่ไหน หรือจริงๆ แล้ว เราอาจกำลังดูเรื่องเดียวกันอยู่ก็ได้

Movies
อนิเมะที่ดีที่สุดของปี 2026 ณ ตอนนี้ มาดูกันว่ามีเรื่องไหนน่าดูบ้าง
บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกทาง Time Out Worldwide เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 และถูกนำมาเรียบเรียงใหม่เป็นภาษาไทย
ปี 2026 ถือว่าเปิดฉากวงการอนิเมะได้คึกคักกว่าที่หลายคนคาดไว้ตั้งแต่ต้นปี อย่างการกลับมาของซีรีส์ยอดฮิตอย่าง ‘Jujutsu Kaisen (มหาเวทย์ผนึกมาร)’ และ ‘Frieren: Beyond Journey’s End (ฟรีเรน คำอธิษฐานในวันที่จากลา)’ ที่ช่วยปลุกกระแสแฟนอนิเมะให้กลับมาตื่นเต้นอีกครั้ง ทั้งด้วยงานภาพระดับจัดเต็ม ตัวละครที่ยังคงน่าติดตาม และเสียงตอบรับจากแฟนๆ ที่ยังเหนียวแน่นดังเดิม
และถ้าดูจากไลน์อัปอนิเมะเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ก็ดูเหมือนว่าเหล่าโอตาคุทั้งหลายกำลังจะได้ดูอะไรสนุกกันอีกยาวๆ เพราะนอกจากภาคต่อที่หลายคนรอคอยแล้ว ยังมีอนิเมะใหม่ๆ ที่มาแรงเกินคาด
ไม่ว่าจะเป็น ‘Witch Hat Atelier (จอมเวทย์ฝึกหัดกับหมวกมหัศจรรย์)’ และ ‘Daemons of the Shadow Realm (ยมลแห่งยมโลก)’ ที่เพิ่งออกอากาศไปไม่กี่ตอนก็กวาดคำชมจากคนดูได้แล้ว หรืออย่าง ‘Hell’s Paradise (สุขาวดีอเวจี)’ และ ‘Dorohedoro (สาปพันธุ์อสูร)’ ที่ในที่สุดก็กลับมาสานต่อเรื่องราวหลังปล่อยให้แฟนๆ รอกันมานานหลายปี
เรียกได้ว่าปีนี้มีทั้งเรื่องใหม่ที่น่าจับตา และการกลับมาของเรื่องโปรดที่หลายคนคิดถึง จนตามดูแทบไม่ทัน นี่คือลิสต์อนิเมะที่ดีที่สุดของปี 2026 ณ ตอนนี้ สำหรับใครที่กำลังมองหาอนิเมะสนุกๆ ไว้ดูยาวๆ ตอนนี้คือช่วงเวลาที่เหมาะสุดแล้วในการเริ่มตามเก็บให้ครบ

Movies
รวมหนังฟอร์มยักษ์ 26 เรื่องที่ห้ามพลาดในปี 2026
หลังจากวงการภาพยนต์ผ่านช่วงขึ้นๆ ลงๆ มาหลายปี ปี 2026 นี้กำลังถูกมองว่าเป็นปีชี้ชะตาของอุตสาหกรรมภาพยนต์ ตลอด 12 เดือนที่กำลังจะถึง อัดแน่นไปด้วยผลงานที่พลาดไม่ได้ หรือพูดให้ตรงกว่านั้นคือ หนังที่ค่ายต่างๆ ไม่อยากให้พลาดเลยแม้แต่เรื่องเดียว ตั้งแต่ Toy Story ภาค 5 ไปจนถึงภาคต่อที่แฟนๆ รอคอยของ The Devil Wears Prada รวมถึงผลงานใหม่ของสตีเวน สปีลเบิร์ก และโปรเจกต์ยักษ์จากคริสโตเฟอร์ โนแลน ที่ขนนักแสดงระดับท็อปแทบทั้งฮอลลีวูดไปโลดแล่นในฉากกรีกโบราณ
ไตรภาค Dune จะปิดฉากลง ขณะที่จักรวาลภาพยนต์มาร์เวลเตรียมเรียกความคึกคักกลับมาอีกครั้งด้วยหนังซูเปอร์อีโร่ฟอร์มยักษ์ที่สุดนับตั้งแต่ ‘Endgame’ และยังมีผลงานต่อคิวอีกเพียบ ทั้ง ‘Frankenstein’ เวอร์ชันใหม่ ‘28 Year Later’ ที่หวนคืนจอ รวมถึง ‘Superman’ ที่กลับมาอีกครั้ง (อย่างน้อยก็ในเวอร์ชั่นของ ‘ญาติซูเปอร์แมน’)
อย่างที่เราเกริ่นไปแล้วว่า ปีนี้คือปีของหนังฟอร์มยักษ์ก็จริง แต่สำหรับใครที่ไม่ได้อินกับเกมใหญ่ของหนังบล็อกบัสเตอร์ฮอลลีวูดเป็นพิเศษ แค่อยากหาหนังดีๆ ดูสักเรื่อง ก็ยังมีหนังขนาดเล็กถึงกลางอีกมากมายที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้กัน และนี่คือ 26 ภาพยนตร์ที่เรารอคอยมากที่สุด

Movies
รวมซีรีส์และสตรีมมิ่งยอดเยี่ยมแห่งปี 2026
ปี 2026 เริ่มต้นขึ้นด้วยจังหวะที่ทำเอาคอหนังแทบหายใจหายคอไม่ทัน ทั้งการกลับมาของสายลับมาดเนี้ยบใน The Night Manager, ความดุเดือดของโลกการเงินใน Industry ไปจนถึงโปรเจกต์ใหม่จากผู้สร้าง Derry Girls ทีมกองบรรณาธิการของเรายอมอดหลับอดนอน (และละเลยงานบ้านไปบ้าง) เพื่อคัดสรรสิ่งที่ คู่ควรกับเวลาพักผ่อนอันน้อยนิดของคุณ มาทำให้การนั่งโซฟาหลังเลิกงานคุ้มค่าที่สุดด้วยลิสต์ระดับตัวท็อปเหล่านี้กัน!คอนเทนต์แนะนำ🔥 The best TV and streaming shows of 2025📺 The 100 greatest TV shows of all time
รีวิวบาร์ในกรุงเทพฯ

Nightlife
Bar.Yard โฉมใหม่ การกลับมาของรูฟท็อปสายปาร์ตี้ ที่ให้มากกว่าแค่การกินดื่ม
ใครกำลังมองหาที่แฮงเอาต์ใหม่ที่ให้มากกว่าแค่การกินดื่ม Bar.Yard บนดาดฟ้า Kimpton Maa-Lai Bangkok กลับมาอีกครั้งกับการรีแวมป์ครั้งใหญ่ที่ตั้งใจนิยามไนต์ไลฟ์ของกรุงเทพฯ ใหม่ให้ร้อนแรงกว่าเดิม
ดีไซน์ร้านถูกยกระดับสู่การปรับโฉมใหม่ให้เป็นบาร์ที่ร้อนแรงที่สุดในกรุงเทพฯ อย่างเต็มตัว ผสมกลิ่นอายไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ Pan-Latin เข้าด้วยกันอย่างมีสไตล์ ตั้งแต่แสง สี อินทีเรียร์ ไปจนถึงรายละเอียดที่สายโซเชียลต้องหยิบมือถือขึ้นมาทันที
Photograph: Kimpton Maa-Lai Bangkok
ฝั่งดนตรีเลือกเดินด้วยจังหวะ Afro House ที่ทั้งอินเตอร์ และชวนขยับตัว พร้อมดีเจเซ็ตจากทั้งทีมดีเจประจำและแขกรับเชิญ รวมถึงเอนเตอร์เทนเมนต์ที่ทำให้แต่ละคืนไม่ซ้ำกัน อาหารนำโดยเชฟจากเปรู กับเมนู Pan-Latin x Thai รสจัด คาแรกเตอร์ชัด กินสนุก เข้าคู่ค็อกเทลสร้างสรรค์ที่มีตั้งแต่สายปาร์ตี้ไปจนถึงตัวเลือกเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์
Bar.Yard คือคำตอบของคำถามว่าคืนนี้จะกิน ดื่ม และปาร์ตี้ที่ไหนดีแบบไม่ต้องคิดนาน
ที่ Bar.Yard, Kimpton Maa-Lai Bangkok เปิดบริการวันพฤหัสบดี - เสาร์ เวลา 17.00 - 02.00 น. และวันอาทิตย์ - พุธ เวลา 17.00 - เที่ยงคืน

Bars
Lost in Thaislation
ข้าวมันไก่ ผัดไทย หมูสับเกี้ยมบ๊วย ข้าวเหนียวมะม่วง ทั้งหมดนี้คือชื่อเมนูค็อกเทลของร้าน Lost in Thaislation บาร์ใหม่ย่านทองหล่อโดย ‘ฝาเบียร์ - สุชาดา โสภาจารี’ บาร์เทนเดอร์หญิงที่คลุกคลีอยู่ในวงการบาร์มานาน 10 ปี แต่นี่คือครั้งแรกที่เราจะได้รู้จักเธอในฐานะเจ้าของร้าน
Lost in Thaislation เกิดจากการที่ฝาเบียร์รู้สึกว่า “ไม่อยากทำบาร์ให้ใครแล้ว” เท่านั้นเลย และพอมาทำบาร์ของตัวเอง ทุกๆ องค์ประกอบในร้านเลยมาจากเธอคนเดียวทั้งหมด ตั้งแต่ชื่อร้านที่เธอเล่าให้ฟังว่า ได้ไอเดียมาจากการพูดคุยกับบาร์เทนเดอร์ต่างชาติที่มา guest shift รวมถึงลูกค้าต่างชาติที่ต้องสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ แต่เธอรู้สึกว่ามันไม่สามารถสื่อสารอารมณ์ออกมาได้เต็มที่ บางครั้งพูดแบบ broken english ไปแล้วรู้สึกอินมากกว่า
ไอเดียนั้นต่อยอดมาสู่เครื่องดื่มในคอนเซ็ปต์ Translate Solid to Liquid เล่นกับการแปล (แปร) ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของภาษา แต่เป็นการแปรของแข็งให้อยู่ในรูปของเหลวซึ่งก็คือค็อกเทล โดยสิ่งที่ฝาเบียร์นำมาแปรในช่วงแรกของการเปิดร้านก็คือ ‘อาหาร’
มี 2 เหตุผลที่ฝาเบียร์เลือกนำเมนูอาหารมาทำค็อกเทล อย่างแรกคือจากประสบการณ์ที่ต้องคอยรับบทไกด์พากินอยู่บ่อยๆ และชอบมีลูกค้าต่างชาติถามว่ามากรุงเทพฯ กินอะไรดี? หลังจากบาร์ปิด ครั้งนี้เธอเลยเลือกที่จะตอบด้วยค็อกเทลแทน อีกอย่างคือเธออยากสนับสนุนธุรกิจ F&B ในแบบที่เธอทำได้ และอยากทำให้คนเห็นว่าถึงบาร์จะเป็นธุรกิจกลางคืนที่ถูกมองว่าเทาๆ แต่ก็สามารถช่วยร้านกลางวันได้เหมือนกัน
ก่อนหน้านี้ฝาเบียร์เคยไปอินเทิร์นที่ญี่ปุ่น เธอเลยนำแนวคิดการออกแบบบาร์มาใช้ที่นี่และเรียกมันว่า Thoughful Bar คือบาร์ที่คิดเผื่อลูกค้า (แต่ไม่ใช่ลูกค้าเป็นพระเจ้า) คิดเผื่อในที่นี้คือคิดในมุมของลูกค้าว่ามานั่งบาร์แล้วต้องการอะไร แล้วออกแบบบาร์ตามโจทย์นั้น ที่เห็นได้ชัดเลยก็คือพื้นตรงที่นั่งหน้าบาร์จะถูกยกให้สูงกว่าพื้นด้านหลังบาร์หนึ่งสเต็ป เวลาลูกค้านั่งจะได้อยู่ในระดับเดียวกับบาร์เทนเดอร์ที่ยืนอยู่หลังบาร์ เวลาพูดคุยกันสายตาจะได้อยู่ในระดับเดียวกัน ไม่ต้องมีใครมองสูงหรือมองต่ำ ทำให้รู้สึกถึงความเท่าเทียม
ผนังฝั่งตรงข้ามบาร์จริงๆ เป็นที่สำหรับสแตนดิงเวลาที่นั่งเต็ม แต่แทนที่จะทำเป็นบาร์ยื่นออกมาสำหรับวางแก้ว ฝาเบียร์เลือกทำผนังให้เป็นช่องเข้าไป กว้างพอสำหรับวางแก้ว 2-3 ใบ ลูกค้า (ที่เมาแล้ว) จะได้ไม่ต้องเดินชน
กลับมาที่ค็อกเทลที่ชื่อ – และรสชาติเหมือนอาหาร ฝาเบียร์ย้ำแล้วย้ำอีกว่าไม่ใช่การนำอาหารมาปั่นให้ลูกค้าดื่ม เพราะแบบนั้นดื่มไม่ได้แน่นอน แต่เป็นการหยิบจับองค์ประกอบในแต่ละเมนูมาผ่านกระบวนการจนได้รสชาติและกลิ่นที่ต้องการแล้วนำมาประกอบกันเป็นค็อกเทลอาหารที่ดื่มแล้วเห็นภาพของจานนั้นๆ ลอยมาแบบชัดเจน แต่ก็ยังดื่มง่ายไม่อี๋เลยสักแก้ว
ค็อกเทลแต่ละแก้วได้แรงบันดาลใจมาจากเมนูขึ้นชื่อของร้านอาหารเจ้าดังในย่านทองหล่อ ได้แก่ ‘ข้าวมันไก่’ จากร้านบุญตงเกียรติ แก้วนี้นำวอดก้าไปซูวีกับหนังไก่ เสร็จแล้วนำไปแฟตวอช เติมสาเกอินฟิวส์ข้าวเหนียวให้ได้กลิ่นข้าว ตามด้วยโซดามิโสะขิง เยลที่ทำจากผักชีทั้งต้นกลั่นกับจินและการ์นิชด้วยถั่วงอกดองน้ำมันงาและแตงกวา กลิ่นไก่ต้มหอมๆ (ยืนยันว่าไม่คาว) กลิ่นข้าวและกลิ่นเครื่องปรุงในน้ำจิ้มมากันครบ เป็นดริงก์ที่ลงตัวมาก มีการเสิร์ฟหนังไก่ทอดให้คนที่สั่งข้าวมันไก่ทอดด้วย
‘ข้าวเหนียวมะม่วง’ จากร้านแม่วารี เครื่องดื่มเบสรัมและอามะสาเกที่ตัวดริงก์เป็นตัวแทนของข้าวเหนียวมูน โปะด้วยโฟมเอสพูมามะม่วงนุ่มๆ โรยผงคินาโกะที่ทำจากน้ำมันมะพร้าวกับกะทิ เป็นแก้วที่มีความหวาน มัน หอมเหมือนกินข้าวเหนียวมะม่วงจริงๆ นั่นแหละ แต่ต้องค่อยๆ จิบเพราะแรงเอาเรื่องอยู่
‘ผัดไทชาวเล’ จากร้านหอยทอดชาวเล ใช้บรั่นดีเป็นเบส ใส่ไซรัปมะขาม น้ำตาลมะพร้าวให้ได้รสชาติของซอสผัดไท ใช้ปลาคัตสึโอะที่มีกลิ่นคล้ายเปลือกกุ้งแทนกุ้งจริงๆ เพราะคนแพ้กุ้งเยอะ และใช้อามะสาเกแทนความเป็นแป้งของเส้นจันทน์ โรยผงโทการาชิเพิ่มความเผ็ดและเสิร์ฟพร้อมมะนาวซีกและต้นกุยช่ายเหมือนเวลาผัดไทจริงๆ และ ‘หมูสับเกี้ยมบ๊วย’ เมนูขึ้นชื่อจากร้านข้าวต้มแสงชัย แก้วนี้นำคอนญักไปแฟตวอชกับเบคอนเอากลิ่นหอมๆ ของหมู เตรียมรสเปรี้ยวๆ หวานๆ ด้วยน้ำส้มยูสุและอูเมะชู เสิร์ฟคู่กับบ๊วยดอง เรียบง่ายแต่องคืประกอบรสชาติและกลิ่นของเมนูต้นฉบับอยู่ครบ ทุกแก้วขายราคาเดียว 455 บาท
ค็อกเทลอาหารว่าน่าสนใจแล้ว แต่ฝาเบียร์แย้มๆ มาว่าซีรีส์ต่อไปจะเป็นค็อกเทลที่มาจาก Transportation หรือ การขนส่งในกรุงเทพฯ ทำเอาเราเดาไม่ถูกเลยว่ารสชาติของรถเมล์รถไฟฟ้าจะเป็นยังไงกันนะ
Lost in Thaislation อยู่ติดกับ BTS ทองหล่อ ทางออก 3 เปิด 19.00-02.00 (ปิดวันอังคาร)

Restaurants
Kinki
ร้านอาหารญี่ปุ่นต้นตำรับและบาร์บรรยากาศดีในโรงแรม Ascott Thonglor Bangkok ซอยสุขุมวิท 59 เสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นสไตล์คลาสสิกคัปโปะและไคเซกิที่คัดสรรวัตถุดิบมาอย่างดี และยังมีเครื่องดื่มเย็นๆ ทั้งค็อกเทลและสาเกหายากนำเข้าจากญี่ปุ่น

Bars
Untitled
หลังจากแจ้งเกิดในซอยนานา เยาวราช ด้วย 4 บาร์ดังอย่าง Teens of Thailand, Asia Today, Tax และ Independence และปักหลักเป็นเจ้าถิ่นอยู่นานถึง 7 ปี ตอนนี้ Yolo Group ขอมาประกาศศักดาบนทำเลใหม่ในย่านท่องเที่ยวยามค่ำคืนยอดนิยมของคนกรุงเทพฯ อย่างทองหล่อกับบาร์ใหม่ที่มีชื่อว่า Untitled
ร้านตั้งอยู่ในซอยทองหล่อ 10 ตรงข้ามกับ Donki Mall เกือบทะลุไปถึงเอกมัย (สุขุมวิท 63) เป็นที่มาของการตกแต่งหน้าร้านแบบตะโกนเพื่อให้คนที่ผ่านไปมารู้ว่า “ฉันอยู่นี่” แต่ในความตะโกนนั้นก็บอกไม่ได้บอกชัดซะทีเดียวว่าฉันคือบาร์นะ เพราะถ้าเอาตามที่ป้ายไฟขนาดใหญ่นับสิบป้ายที่หน้าร้านบอก เป็นใครก็คงเข้าใจว่าที่นี่คือ “โรงรับจำนำ” จนกว่าจะได้เข้ามาข้างในนั่นแหละถึงจะรู้
นั่นคือความคอนทราสต์แรกซึ่ง ‘กันต์ ลีฬหะสุวรรณ’ ผู้ออกแบบและตกแต่งร้านตั้งใจเล่นกับเรื่อง "ความเหลื่อมล้ำ" เพราะโรงรับจำนำคือที่พึ่งของคนทำงานหาเช้ากินค่ำส่วนคนรวยๆ คงไม่มีเหตุผลให้เดินเข้าไปในนั้น แต่หลังป้ายโรงรับจำนำแห่งนี้กลับเป็นบาร์ที่ตกแต่งอย่างหรูหราแบบที่คนรวยๆ ชอบเข้าไปนั่งเสพสุข จุดเด่นที่เราแทบละสายตาไม่ได้เลยก็คือ infinity roof–ท่อเหล็กเคลือบสีทองแดงถูกดัดเป็นเส้นโค้งเชื่อมกันทั้งร้าน คล้ายๆ ซุ้ม ถือเป็นงานศิลปะชิ้นใหญ่ที่ทำให้ภายในร้านสวยตาแตกไปเลย
ความคอนทราสต์ยังถูกต่อยอดมาสู่เครื่องดื่มที่ออกแบบโดย 'ณิกษ์ อนุมานราชธน' และ 'อรรถพร เดอ-ซิลวา' ในคอนเซ็ปต์ Exotic Ingredient & Unheard of Combination หรือการจับคู่วัตุดิบที่หลากหลายและดูเหมือนจะไม่เข้ากันให้ออกมาดื่มสนุกลงตัว เราลองชิมมา 3 แก้ว (จาก 6 แก้ว) ดังนี้
Cacti (420 บาท) ค็อกเทลกึ่งรีเฟรชชิ่งที่มีสัดส่วนของแอลกอฮอล์และจูซเท่าๆ กัน เป็นแก้วที่ให้ความสดชื่น ดื่มง่าย แอลกอฮอล์ชัด ส่วนผสมหลักคือเตกีลากับ Prickly Pear – ลูกของต้นกระบองเพชร และเมล่อน ตกแต่งด้วยกระบองเพชรที่ผ่านกระบวนการดองแบบคอมเพรส
My Ghee My Choice (400 บาท) แก้วนี้เบสด้วยจิน ผสมกับมาเดราหรือฟอร์ติไฟด์ไวน์จากโปรตุเกสที่มีรสชาติคล้ายลูกเกด มีความสดชื่น มีรสเปรี้ยวจากโยเกิร์ตและท็อปด้วยโฟมที่ทำจากเคิร์ดของโยเกิร์ตตีรวมกับกีหรือเนยใส แทนการใช้ไข่ขาว–ที่ใครๆ ก็ใช้กัน
ISSA PLANT (420 บาท) ซิกเนเจอร์ค็อกเทลสไตล์ Spirit-forward แก้วเดียวในร้าน ณ ตอนนี้ เบสด้วยไรย์วิสกี้ ผสมกับเชอร์รี่และหญ้าแฝกหอม ตกแต่งด้วยราสป์เบอร์รี่ ชื่อของแก้วนี้มาจากคำว่า It’s a plant ซึ่งมาจากส่วนผสมที่น่าสนใจอย่าง Vetiver หรือ หญ้าแฝกหอม เครื่องหอมจากอินเดียที่นิยมในอุตสาหกรรมน้ำหอมช่วงปีสองปีที่ผ่านมา แต่ทางร้านนำมาใช้ในการทำค็อกเทล แก้วนี้จะเข้มในจิบแรกแต่ถ้าอยากให้ดื่มง่ายขึ้นต้องทิ้งไว้สักพัก แล้วจะมีความฟรุ้ตตี้ชัดขึ้นแต่ไม่เยอะมาก
ด้านดนตรีทางร้านได้ ‘เอกพจน์ ชูเชิดเกียรติสกุล’ หรือ DJ Ekception มาดูแลให้ในฐานะ Music Director โดยดนตรีของที่ร้านจะเป็นแนว Hiphop & Open Format กับไลน์อัปดีเจแถวหน้าของเมืองไทย และแต่ละเดือนก็จะมีอีเวนต์แนวเพลงอื่นๆ ผลัดเปลี่ยนมาสร้างสีสัน เช่น House, Techno หรือ Drum & Bass สามารถอัปเดตไลน์อัปของดีเจในแต่ละเดือนได้ในทุกช่องทางโซเชียลมีเดียของ Untitled

Bars
Racing 76
บาร์น้องใหม่จากเครือ Greyhound ที่อยากนำเสนอแบรนด์ในมุมใหม่ๆ นอกเหนือจากแฟชั่นและอาหาร และอยากเข้าถึงกลุ่มลูกค้าผู้ชายมากขึ้น สุดท้ายเลยมาลงตัวที่การเปิดบาร์สไตล์ Racing Club บรรยากาศสบายๆ ที่ยังคงมีเรื่องของแฟชั่นซึ่งเป็นจุดเด่นของแบรนด์แทรกอยู่ในการตกแต่งร้านด้วย ส่วนค็อกเทลที่นี่จะเน้นดื่มง่าย เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน โดยนำศัพท์ในวงการแข่งรถมาตั้งชื่อเป็นค็อกเทล และมีอาหารเสิร์ฟด้วยซึ่งเป็นเมนูใหม่ทั้งหมด ไม่เหมือนที่ Greyhound Cafe แน่นอน เพราะต้องการแยกชัดเจนระหว่างร้านอาหารและบาร์

Bars
#FindTheLockerRoom
แม้จะเป็นที่รู้จักจากรางวัลการันตีคุณภาพมากมายทั้งที่มอบให้ร้านและบาร์เทนเดอร์แต่ก็ยังยืนหนึ่งเรื่องการเป็น ‘บาร์ลับ’ อยู่ดี สำหรับ #FindTheLockerRoom บาร์ลับหลังห้องล็อกเกอร์อายุ 5 ปีที่ตอนนี้ย้ายจาก Arena 10 ซอยทองหล่อ 10 มาอยู่ในตึกแถวระหว่างซอยทองหล่อ 12-14
ไม่ได้ย้ายโลเคชั่นใหม่อย่างเดียว ตอนนี้ทางร้านปล่อยเมนูใหม่ออกมาด้วย ก่อนหน้านี้เมนูเครื่องดื่มที่ร้านจะใช้คอนเซ็ปต์ Past - Present - Future ตีความค็อกเทลในรูปแบบของช่วงเวลาโดย Past คือคลาสสิกค็อกเทล Present คือการนำคลาสสิกค็อกเทลมาทวิสต์และ Future คือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ส่วนเมนูใหม่มาในคอนเซ็ปต์ Time Capsule ยังคงเล่นกับเรื่องของช่วงเวลาเหมือนเดิม แต่รอบนี้ทุกอย่างจะอยู่ในส่วนของ ‘อดีต’
Time Capsules Menu Vol.1 พาเรากลับสู่ยุค 60’s - 80’s ผ่านค็อกเทล 9 แก้วที่ได้แรงบันดาลใจจากแฟชั่น ของเล่น และดนตรีในแต่ละยุค เราเริ่มออกเดินทางจากยุค 60’s ด้วย Strawberry Fields (490 บาท) ที่หยิบเอาเพลงชื่อเดียวกันของวง The Beatles มาชงเป็นค็อกเทล ซึ่งเพลงนี้เป็นเพลงที่แต่งจากชีวิตวัยเด็กของ จอห์น เลนนอน และเป็นเพลงสุดท้ายที่เขาแต่ง
Strawberry Fields จึงเป็นค็อกเทลติดหวาน มีความครีมมี่ ดื่มง่าย ส่วนผสมหลักๆ คือจินกับโฮมเมดมิกซ์เบอร์รี่ที่ทำจากมะเขือเทศ ราสป์เบอร์รี่ แครนเบอร์รี่และเครื่องเทศอีกหลายอย่าง รวมๆ แล้วทำให้แก้วนี้มีรสชาติคล้ายสตรอว์เบอร์รี่ทั้งที่ไม่มีสตรอว์เบอร์รี่เป็นส่วนผสม
สุ่ยุค 70’s เราสั่ง Who wears short shorts? (460 บาท) ค็อกเทล 3 สี 3 เลเยอร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากกางเกงขาสั้นหลากสี แฟชั่นของสาวๆ ในยุคนั้น โดยสีส้มคือตัวแทนของสาวสดใส น่ารัก มีส่วนผสมของจิน น้ำสับปะรด เครื่องเทศ แครอทและเลมอน สีเขียวเปรียบเป็นผู้หญิงหวานๆ มีมิโดริอินฟิวส์ใบเตยผสมกับมินต์ ส่วนสีแดงคือสาวแซ่บ ทำจากคัมพารีผสมแตงโม น้ำมะเขือเทศและซอสทาบาสโก้ แก้วนี้แนะนำให้จิบก่อนแล้วใช้นิ้วคนให้แต่ละเลเยอร์เข้ากันแล้วค่อยจิบอีกรอบ
แก้วต่อมาคือ Magic F8 (460 บาท) ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Magic 8 Ball หรือลูกบอลทำนาย ของเล่นยอดนิยมจากยุค 80’s แก้วนี้เลยมีอะไรสนุกๆ ให้เล่น โดยในแก้วจะมีกระดาษที่ทำจากวาฟเฟิลในนั้นจะมีคำตอบอยู่ ให้เราคิดคำถามในหัวก่อนแล้วค่อยดูว่าคำตอบคืออะไร ส่วนผสมหลักๆ ของแก้วนี้คือเอจด์รัม เฉาก๊วย มิลก์พันช์ที่ทำจากนม ไซรัปข้าวหอมมะลิและมะพร้าว ออนท็อปด้วยวุ้นใบเตยอัญชัญ
เหนือสิ่งอื่นใด ขอบอกว่าสิ่งที่ดีงามไม่แพ้ค็อกเทลเลยก็คือติ่มซำ ใครไปแบบหิวๆ แนะนำให้สั่งมารองท้องเลย เราสั่งขนมจีบกุ้งกับไก่แช่เหล้าไปอร่อยใช้ได้เลย
#FindTheLockerRoom เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

Bars
Falcon Secret Bar
ตอนที่ร้าน Marie Guimar (มารี กีร์มาร์) ร้านอาหารไทยบนชั้น 28 ของโรงแรม Wyndham Bangkok Queen Convention Centre เปิดใหม่ๆ เราก็ได้ยินว่าเขาจะมีบาร์อีกหนึ่งแห่งตามมาอยู่ชั้นบนซึ่งเป็นบาร์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก พระยาวิไชเยนทร์ หรือ คอนสแตนติน ฟอลคอน สามีของมารี กีร์มาร์
.
เรากำลังพูดถึง Falcon Secret Bar สกายบาร์ที่ตกแต่งด้วยสไตล์ตะวันตกแต่ก็มีกลิ่นไทยๆ แซมอยู่ในรายละเอียดเพื่อสะท้อนตัวตนของฟอลคอนที่แม้จะเป็นคนต่างชาติแต่ก็ปรับตัวให้เข้ากับความเป็นไทยได้จนได้เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย
.
แต่ที่กินขาดเห็นจะเป็นวิวเมืองบนชั้น 34 ที่ตั้งของร้านที่ไม่ว่าจะมาตอนยังมีแสงแดดอ่อนๆ หรือมาตอนฟ้ามืดแล้วก็สวย หรือจะไปตอนฝนตกอย่างเราก็ยังสวย
.
ทำไมต้องเป็น Secret Bar? ทางร้านบอกว่าจริงๆ ประวัติศาสตร์ก็ไม่เคยพูดถึงการดื่มสังสรรค์ของฟอลคอนไว้หรอก แต่ด้วยความที่ฟอลคอนเป็นคนที่มีเพื่อนทั้งคนไทยและต่างชาติ ทั้งยังมีบุคลิกเป็นคนเจ้าเสน่ห์ เป็นผู้ชายขี้เล่น มีความสุนทรีย์ ก็เป็นไปได้ว่าฟอลคอนจะมีห้องลับไว้ต้อนรับแขก
.
ค็อกเทลซิกเนเจอร์ที่ร้านจะมีทั้งหมด 9 แก้ว แบ่งเป็น 3 ช่วงเวลาสำคัญของชีวิตฟอลคอนและแต่ละช่วงเวลาก็จะเล่าเรื่องราวผ่านค็อกเทล 3 แก้ว ได้แก่ 1675-1680 ซึ่งเป็นช่วงปีแรกๆ ที่ฟอลคอนเดินทางมาที่กรุงศรีอยุธยา เราเลือกชิม The Royal (890 บาท) ค็อกเทลที่แสดงถึงคุณความดีที่ฟอลคอนสร้างให้กับสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นยุคที่เศรษฐกิจระหว่างประเทศกำลังรุ่งเรืองโดยเฉพาะฝรั่งเศสกับอิหร่าน แก้วนี้จึงมีส่วนผสมทั้งจากฝรั่งเศสกับอิหร่าน ไม่ว่าจะเป็นคอนญัค แซฟฟรอน และ green chartreuse
.
ต่อมาคือช่วงปี 1680-1682 เป็นช่วงปีที่ฟอลคอนได้พบรักกับมารี กีร์มาร์ ค็อกเทลก็จะมีความเชื่อมโยงกับช่วงเวลาดีๆ ทั้งสองคน เราสั่งแก้วที่เป็นตัวแทนของมารี กีร์มาร์ อย่าง Maria Guyomar De Pinha (420 บาท) (ชื่อเต็มของมารี กีร์มาร์) ซึ่งเป็นลูกครึ่งตะวันตกตะวันออกและมีเชื้อสายญี่ปุ่นด้วย แก้วนี้นอกจากจินแล้วก็เลยมีมิโดริส่วนผสมที่มีความเป็นญี่ปุ่นเพิ่มเข้ามาด้วย
.
สุดท้ายคือช่วง 1682-1688 เป็นช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตฟอลคอน ค็อกเทลแต่ละแก้วก็จะเป็นตัวบ่งบอกตัวตนในประวัติศาสตร์ของฟอลคอน เช่น Life Path (390) ได้แรงบันดาลใจจากเส้นทางชีวิตฟอลคอนที่เคยเป็นพ่อค้านั่งเรือไปตามประเทศต่างๆ แก้วนี้เลยมีส่วนผสมที่หลากหลายและซับซ้อน เช่น รัมขาว มะขาม อัลมอนด์
.
หลายคนอาจคุ้นเคยการจิบค็อกเทลเคล้ากับดนตรีแจ๊ส แต่ที่ Falcon Secret Bar จะขับกล่อมทุกคนด้วยดนตรีโซลสดๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในโซลบาร์เพียงไม่กี่แห่งในกรุงเทพฯ
.
Falcon Secret Bar ตั้งอยู่บนชั้น 34 โรงแรม Wyndham Bangkok Queen Convention Centre เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 18:00 น. เป็นต้นไป

Bars
Independence Bar
ตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ยินว่า Yolo Group เปิดบาร์ใหม่เพราะแต่ละร้านจะมาพร้อมคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจเสมอและบางครั้งก็แสบเอาเรื่อง อย่างร้าน Tax ที่เปิดมาเพื่อฟาดกลับเรื่องการเสียภาษีโดยไร้ประโยชน์ (อ่านรีวิว Tax ได้ที่ https://www.timeout.com/bangkok/th/bars/tax) หรือ Asia Today ที่พิสูจน์แล้วว่าวัตถุดิบท้องถิ่นก็สามารถพาชื่อบาร์ไทยไปอยู่บนลิสต์ Asia’s 50 Best Bars 2022 ได้ (อันดับที่ 43) ส่วนร้านที่เราจะพูดถึงวันนี้คือ Independence บาร์ลำดับที่ 4 ของเครือ Yolo Group ที่เปิดให้บริการได้สักพักแล้ว
Independence ตั้งอยู่ด้านล่างร้าน Tax ดูด้วยตาก็รู้ว่าที่นี่ใหญ่กว่า 3 ร้านแรกพอสมควร ประตูสีดำบานใหญ่ ผนังลายกราฟฟิตี้ เบาะหนังสีเขียวน้ำทะเล เก้าอี้ไม้ที่ดูนั่งสบาย และบรรยากาศสบายๆ ของร้านคือองค์ประกอบที่รวมกันแล้วเราสามารถเรียกที่นี่ได้ว่า Proper dive bar หรือบาร์ที่ทุกคนสามารถแวะเข้ามาได้นั่งทุกโอกาส สนุกสนานเฮฮา เสียงดังได้ (เล็กน้อย) ร้องเพลงตามได้โดยไม่ต้องเขิน ปล่อยจอยได้มากกว่าค็อกเทลบาร์ทั่วไป ซึ่งก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ตั้งชื่อร้านว่า Independence
‘พี่บึ้ก-อรรถพร เดอซิลวา’ Group Beverage Director ของ Yolo Group บอกว่า ค็อกเทลที่ร้านจะไม่มีซับซ้อน มือใหม่ก็เข้าใจได้ง่ายๆ เน้นใช้ไวน์เป็นเบสโดยเลือกจากสิ่งที่ตัวเองชอบซึ่งส่วนมากจะเป็นเนเชอรัลไวน์ ไม่ค่อยมีไวน์โลกเก่า ถ้าเป็นสปาร์กลิงไลน์ก็จะไม่มีโพรเซ็กโกหรือแชมเปญเลย แต่จะใช้เป็น Pét-nat (Pétillant Naturel) ซึ่งเป็นสปาร์กลิงไวน์แบบใหม่ที่มีความเนเชอรัลสูง
แก้วที่เราลองคือ Madeira tonic (360 บาท) แก้วนี้ใช้ Barbeito Madeira 5 YO ฟอร์ติไฟด์ไวน์จากโปรตุเกส ผสมกับน้ำผึ้งป่าและโทนิก PX Americano (360 บาท) ใช้ Equipo navazos casa del inca PX ฟอร์ติไฟด์ไวน์จากสเปนที่มีความหวานเข้มข้น นุ่ม ลึก เหมือนองุ่นตากแห้งนานๆ คาแร็กเตอร์ซับซ้อน ผสมกับ sacred rosehip cup บิตเทอร์ที่มีความขมฝาดเล็กน้อย หวานอ่อนๆ พร้อมกลิ่นเปลือกไม้โทนคาเคา เป็นเดย์ดริงก์ที่ดี ดื่มง่าย แอลกอฮอล์ไม่เยอะ
สุดท้ายคือ PX Old-Fashioned (400 บาท) ทวิสต์มากจาก Old fashion คลาสสิกค็อกเทลแก้วโปรดของหลายคน โดยใช้ฟอร์ติไฟด์ไวน์จากสเปนตัวเดียวกับที่ใช้ในแก้วก่อนหน้า ซึ่งนอกจากจะให้ความหวานที่มีคาแร็กเตอร์นุ่มลึกแล้วยังช่วยชูเบอร์เบินในแก้วนี้ให้โดดเด่นขึ้นอีกด้วย
ถ้ามาเป็นกลุ่มแล้วอยากเปิดไวน์เป็นขวดก็ได้เหมือนหรืออยากจิบเบียร์ง่ายๆ ที่นี่ก็ยินดีบริการโดยจะเสิร์ฟเบียร์จาก local brewery เป็นหลักและในอนาคตก็จะมีสาเกเพิ่มเข้ามาเป็นอีกหนึ่งตัวเลือก
Independence Bar อยู่ที่ถนนไม่ตรีจิตต์ (ด้านล่างร้าน Tax) ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 19:00 เป็นต้นไป

Bars
We didn’t land on the moon since 1987
ไม่ได้จะมาพูดเรื่องอวกาศแต่อย่างใด แต่ we didn’t land on the moon since 1987 – ต่อไปจะย่อว่า WDLOTM คือชื่อไดฟ์บาร์แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ที่มีทั้งความเปรี้ยว อบอุ่น และชิลเหมือนนั่งดื่มที่บ้านเพื่อน และยิ่งได้คุยกับ รัน-ปิลัน เจ้าของร้านก็ยิ่งจอยขึ้นไปอีก
WDLOTM แจ้งเกิดที่เชียงใหม่เมื่อ 9 ปีที่แล้ว จากการเปิดขำๆ เพราะเจ้าของร้านชอบปาร์ตี้ที่ห้องจนเพื่อนบอกว่า “มึงเปิดร้านเถอะ” และด้วยความที่พอมีประสบการณ์บาร์เทนเดอร์อยู่บ้างทั้งที่เชียงใหม่และเคปทาวน์ การเริ่มต้นทำบาร์เล็กๆ ของตัวเองเลยไม่ใช่เรื่องยากอะไร
ชื่อร้านมาจากชื่อเพลง we didn’t land on the moon ของวง Itchy Band ซึ่งเป็นวงของเพื่อนรัน (ตอนนี้ยุบวงแล้ว) เพราะถึงแม้จะยาวเป็นประโยคแต่ก็ฟังดูน่ารักและจำง่ายทั้งสำหรับคนไทยและฝรั่ง ส่วน since 1987 นั้นคือปีเกิดเจ้าของร้านเอง
รัน เล่าให้ฟังว่าตอนอยู่เชียงใหม่ WDLOTM เคยย้ายโลเคชั่น 3 รอบ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 ซึ่งย้ายลงมาหาความท้าทายที่กรุงเทพฯ และคิดว่านี่จะเป็นร้านสุดท้าย คงไม่ย้ายอีกแล้ว จึงเป็นร้านที่ตั้งใจทำและใส่เต็มที่สุด ทำเองหมดทุกอย่างตั้งแต่ตกแต่งร้านจนถึงเป็นบาร์เทนเดอร์เพราะตั้งใจทำให้เป็น love letter ของตัวเอง
อย่างที่บอกว่าบรรยากาศร้านนี้มีทั้งความเปรี้ยว อบอุ่น และชิล ซึ่งตรงตามคาแร็กเตอร์เจ้าของร้านแบบเป๊ะๆ ข้างในตกแต่งด้วยของที่เจ้าของชอบหรือมีความทรงจำดีๆ บางอย่าง เช่น รูปที่วาดเอง รูปที่น้องถ่ายให้ รูปคุณแม่ จดหมายเพื่อนสนิท จดหมายแฟนเก่า ตั๋วเครื่องบิน แว่นตาคุณพ่อ ชี้นิ้วถามชิ้นไหนก็มีเรื่องเล่าไปหมดทุกชิ้น ส่วนค็อกเทลที่นี่จะมีเฉพาะคลาสสิก เช่น old fashion, gin & tonic, screwdriver, mojito, long island ราคาเริ่มต้น 150 บาทและไม่เกิน 250 บาท เน้นเข้าถึงง่าย สบายๆ
ในอนาคตที่นี่จะจัดอีเวนต์หลากหลายรูปแบบทั้งดีเจ ดนตรีสด ปาร์ตี้ นิทรรศการ และทุกๆ อีเวนต์จะมีร้านกุยช่ายเจ้าอร่อยประจำเยาวราชที่ขายมาสามสิบกว่าปีมา pop up ด้วย บอกเลยว่าอร่อยจนอยากเหมาะกลับบ้าน และพอร้านเข้าที่เข้าทางมากกว่านี้ ตอนกลางวันรันบอกว่าจะเปลี่ยนบาร์เป็นร้านอาหารชื่อ God save the pan (มาจากชื่อเพลง God save the Queen ของวง Sex Pistols) เป็นฮอตดอกบาร์สไตล์พังก์ๆ ที่จะขายช่วงบ่ายโมงถึงทุ่มนึง และแน่นอนร้านนี้เขาก็จะเป็นคนดูแลเองทุกอย่างอย่างกับคุณรุจน์ พี่รุจน์ จ่ารุจน์ และป้ารุจี
WDLOTM อยู่ในช่วง soft opening และคาดว่าจะเปิดเต็มที่ช่วงกลางเดือนนี้ ร้านอยู่ในซอยคลองถมปทุมคงคา ถนนทรงวาด แวะไปเยี่ยมเยือนได้ทุกวันพุธ-เสาร์ เวลา 13.00 - 00.00 น.

Bars
Arcadia
คงไม่ใช่ทุกวันที่เราจะอยากไปนั่งชิลในบรรยากาศหรูหราของร้านย่านทองหล่อ-เอกมัย เพราะบางครั้งเราก็อยากเจอเพื่อนในร้านบรรยากาศสบายๆ เครื่องดื่มราคาเป็นกันเอง พร้อมความบันเทิงเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งที่ Arcadia บาร์ตู้เกมยุค 80 แห่งใหม่ในซอยสุขุมวิทพลัส ย่านพระโขนงแห่งนี้มีครบทุกอย่างที่พูดไป
Arcadia เกิดจากความชอบส่วนตัวของ Todd Ruiz นักข่าวที่อยากจะเว้นระยะห่างจากวงการแป้นพิมพ์ในช่วงโรคระบาดและอยากสร้างอะไเจ๋งๆ กับเพื่อน โดยเขาได้ซื้ออาคารหลังนี้ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว เพราะอยากจะเปิด Airbnb แต่เพราะเกิดโรคระบาดขึ้น เขาจึงต้องเปลี่ยนแผนมาเปิดบาร์แห่งนี้แทนและทำอะไรที่ใฝ่ฝันแทนนั่นก็คือการประกอบตู้เกมอาร์เคดเอง
Todd ได้ความรู้และแรงบันดาลใจมาจากคุณพ่อซึ่งมักจะแบ่งเวลาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์มาทำงานไม้ ในตอนที่เขากำลังเรียนชั้นมัธยมต้นอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย ถึงจะไม่ได้เชี่ยวชาญมากนักแต่ Todd ก็สามารถสร้างตู้เกม 3 เครื่องเสร็จภายใน 3 เดือน ในขณะที่ต้องสลับทำงานนักข่าวอันหนักหน่วงไปด้วย
ตู้เกมเหล่านั้นถูกนำมาตั้งไว้ที่บาร์ Arcadia พร้อมกับวิดีโอเกมยุค 80s ทั้งเกม Pac-Man, Frogger, Space Invaders, Metal Slug รวมถึงเกม 18+ ต่างๆ ซึ่ง Todd ได้ลงมือทำเองทุกขั้นตอนตั้งแต่การเขียนโปรแกรม ออกแบบ UI ไปจนถึงการเดินสายเชื่อมต่อและประกอบเครื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเนิร์ดในด้านเกมของเขาอย่างชัดเจน
นอกเหนือจากตู้เกมแล้ว Todd ยังได้ถ่ายทอดความเป็นตัวตนของเขาที่ชื่นชอบวัฒนธรรมป๊อปแห่งยุค 80s ซึ่งเต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้นจากหนังแอ็กชั่นและไซไฟ ผ่านการตกแต่งร้านด้วยป้ายไฟนีออนสุดโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นป้ายไฟรูปมังกร สัญลักษณ์อันคุ้นตาจากภาพยนต์ Blade Runner, ปกอัลบั้ม Unknown Pleasures สุดไอคอนิกของ Joy Division และตัวละครจากเกมดังอย่าง Pac-Man ซึ่งล้วนให้ความรู้สึกเหมือนกับว่า Todd ได้ปลดปล่อยความทรงจำในยุค 80s เหล่านั้นของเขาลงบนกำแพงร้าน และที่นี่ยังมีเครื่องดื่มราคาสบายกระเป๋า ทั้งเบียร์สด คราฟต์เบียร์จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไปจนถึงค็อกเทลในราคาเริ่มต้นไม่ถึง 200 บาท
Arcadia อยู่ในซอยสุขุมวิทพลัส ย่านพระโขนง เปิดให้บริการทุกวันอังคาร - อาทิตย์ เวลา 17.00 - 00.00 น.
แนะนำโรงแรมทั่วกรุงเทพฯ

Hotels
โรงแรมที่คุ้มค่าที่สุดในกรุงเทพฯ ในราคาไม่เกิน 10,000 บาทต่อคืน
หากคุณต้องการสัมผัสประสบการณ์หรูหราโดยไม่ต้องจ่ายในราคาที่ทำให้แทบช็อก ซึ่งมักจะพบได้ตามโรงแรมระดับ 5 ดาวในเมืองใหญ่ทั่วโลก กรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งของแบรนด์โรงแรมชั้นนำระดับโลกมากมายที่มอบระดับการบริการที่อาจหาเทียบไม่ได้จากที่อื่น
จุดเด่นคือ กรุงเทพฯ ยังมีความคุ้มค่าอย่างเหลือเชื่ออีกด้วย ด้วยการติดอันดับรายชื่อเมืองที่ดีที่สุดของ Time Out นักเดินทางตัวยงจะสังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็วว่าที่นี่โดดเด่นในฐานะหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลก ในราคาที่ถูกกว่าที่คุณอาจต้องจ่ายในที่อื่นมาก
ดังนั้นเราจึงตั้งโจทย์ให้ตัวเอง ค้นหาโรงแรมที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ ที่ปกติราคาเข้าพักต่อคืนอยู่ที่ 10,000 บาทหรือน้อยกว่า แต่ให้ประสบการณ์ที่เหนือกว่าราคาห้องพักไปมาก ในสถานที่อย่างลอนดอน นิวยอร์ก หรือปารีส งบประมาณระดับนี้อาจจะได้แค่ห้องพักบูติกดีๆ สักห้อง แต่ที่นี่งบเท่ากันกลับปลดล็อกระดับการบริการที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ห้องสวีทกว้างขวาง วิวแม่น้ำ ห้องอาหารที่ได้รับรางวัล พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี และสวนสาธารณะ ล้วนอยู่แค่เอื้อม ตัวเลือกมีมากมายแต่เกณฑ์ของเรานั้นเรียบง่าย ห้องพักยอดเยี่ยมที่ให้ความรู้สึกหรูหราเกินราคา และเป็นสิ่งที่คุณสามารถนำไปอวดได้เมื่อกลับถึงบ้าน
ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะมาเยือนเมืองนี้หรือกำลังวางแผนสเตย์เคชันแบบจัดเต็ม โรงแรมเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่ากรุงเทพฯ อาจเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในโลกในการสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนในเมืองโดยไม่ต้องเจอบิลตอนเช็คเอาต์ที่ทำให้เหงื่อตก

Travel
Kimpton Kitalay Samui
ใครอยากหนีไปพักผ่อนเงียบๆ แต่ก็อยากเจอบรรยากาศมีชีวิตชีวาให้รู้สึกได้มาพักผ่อน เราว่าอาจจะชอบรีสอร์ทแห่งใหม่ Kimpton Kitalay Samui (คิมป์ตัน คีตาเล สมุย) ก็ได้นะ เพราะครั้งแรกที่เราเดินสำรวจบรรยากาศก็รู้สึกว่าเป็นรีสอร์ทที่อบอุ่น เหมาะชวนกันหนีมาพักร้อนเติมพลังก่อนกลับไปใช้ชีวิตในเมืองต่อ
คิมป์ตัน คีตาเล สมุย จะอยู่บนเกาะสมุยตรงริมหาดเชิงมน ที่นี่เป็นรีสอร์ทแห่งแรกของแบรนด์คิมป์ตันในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มเปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนธันวาคมปีก่อน บนพื้นที่ 19 ไร่ ในความรู้สึกอาจไม่ใช่รีสอร์ทที่ใหญ่โตมาก แต่ก็ไม่เล็กเกินไปที่จะเดินเล่นสำรวจและชมบรรยากาศต่างๆ
และสำหรับชื่อ ‘คีตาเล’ ก็มีความหมายว่า “บทเพลงจากท้องทะเล” (คีตะ = บทเพลงหรือการขับร้อง) เพราะรีสอร์ทแห่งนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากวิถีชีวิตของชาวเลและหมู่บ้านชาวประมงบนเกาะสมุย ทำให้คอนเซ็ปต์การออกแบบได้แรงบันดาลใจมาจาก ‘หมู่บ้านชาวประมง’ แบบเต็มๆ
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
บรรยากาศและดีเทลซิกเนเจอร์
เราเชื่อว่าหากใครมาถึงก็จะสังเกตเห็นทันทีว่ารีสอร์ทเน้นออกแบบโครงสร้างด้วยเส้นขนานเยอะมาก ตั้งแต่ทางเดินเข้าล็อบบี้แบบเปิดโล่ง ทอดยาวไปจนถึงระเบียงทรงตัว U ซึ่งปีกอาคารทั้งสองฝั่งยื่นออกไปหาทะเล ทำให้มองออกไปจะเห็นมุมซิกเนเจอร์ของรีสอร์ทนี้พอดี คือ ปีกอาคารสองข้างที่นำสายตาไปจนเห็นสระน้ำใจกลางรีสอร์ทในมุมเพอร์สเปคทีฟ โดยจุดชมวิวตรงนี้จะอยู่บนชั้นสองของอาคารต้อนรับ ซึ่งอาคารนี้จะทำหน้าที่เป็นพื้นที่สังสรรค์ (Social Hour) และเป็นสถานที่ที่ทุกคนจะมากินอาหารเช้าด้วย
ดีไซน์ทั้งหมดเป็นผลงานของทีม P49 Deesign ผู้รับผิดชอบทั้งโปรเจ็กต์ของคิมป์ตัน คีตาเลฯ และนอกจากโครงสร้างก็ยังมีรายละเอียดอื่นๆ อีก ที่พวกเขาตั้งใจหยิบของท้องถิ่นมาจัดวางให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ชาวเล เช่น ลวดลายบนกำแพงที่เกิดจากการสานอันเป็นเอกลักษณ์ ใช้วัสดุไม้ที่นำมาจากเรือประมงจริงๆ หรือ นำอุปกรณ์จับปลามาใช้ตกแต่งห้องอาหารริมทะเล
ทุกคนจะเห็นดีเทลพวกนี้ได้ตลอดบนกำแพง เพดานห้องอาหาร หรือพื้นทางเดินกระเบื้องส่วนใหญ่ในรีสอร์ท
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
กินดื่มแบบไม่ซ้ำบรรยากาศ
ก่อนจะไปดูห้องพัก เราอยากพาเดินชมห้องอาหารและบาร์ของ คิมป์ตัน คีตาเล สมุย กันก่อน เพราะเห็นกระทัดรัดแบบนี้เขาก็มีห้องอาหารถึง 3 ห้อง พร้อมบาร์ค็อกเทลเมนูไม่ซ้ำอีก 3 แห่ง
เริ่มจากห้องอาหารเช้า “BOHO Thai Lifestyle Café” ที่อยู่ด้านล่างของตึกหลัก (แต่แวะมากินได้ทั้งวัน) เป็นห้องอาหารสไตล์คาเฟ่ที่มาในธีม ‘โบฮีเมียนผสมเรโทร’ ซึ่งเราว่าน่าจะเป็นห้องอาหารที่นั่งชิลได้มากที่สุดแล้ว เพราะมีทั้งโต๊ะด้านในและกลางแจ้ง ถ้าวันไหนลมดีๆ แดดไม่แรง ไม่ว่าใครก็อยากนั่งกินมื้อแรกของวันไปพร้อมๆ กับชมวิวสระน้ำไปด้วย
ส่วนเมนูอาหารจะมีทั้งโซนบุฟเฟ่ต์ และเมนูอะลาคาร์ท ทั้งหมดเป็นอาหารที่ได้แรงบันดาลใจมาจากอาหารไทย แต่ทวิสต์ใหม่ให้น่าสนุก โดยจานที่เราสั่งซ้ำบ่อยที่สุดก็คือ Scottish Smoked Salmon แซลมอนรมควันเสิร์ฟบนขนมปังซาวโดวจ์ พร้อมไข่คน ทรัฟเฟิล แอสพารากัส และต้องบีบเลมอนก่อนกินด้วยนะ
แต่ถ้าเป็นเมนูที่หลายคนพูดถึงมากที่สุด Chao Samui Benedict เป็นปูนิ่มทอดกับซอสแกงกะทิ ท็อปด้วยไข่เบเนดิกต์เยิ้มๆ จานนี้ก็ไม่ควรพลาด
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
ต่อมาเป็นห้องริมชายทะเล “Fishhouse Restaurant & Bar” ที่มีคอนเซ็ปต์เป็นเรื่องราวของชาวประมงที่ออกไปจับปลา และนำกลับมาทำอาหารให้ครอบครัวกิน เมนูส่วนใหญ่เลยจะเน้นความสดใหม่ และกินสนุก อบอุ่นเหมือนอยู่ในห้องนั่งเล่นที่บ้าน โดยอาหารจะเป็นสไตล์สเปนที่ทวิสต์ให้ถูกปากคนไทย มีทั้งเมนูปาเอย่า ทาโก้ เซวิเช่ และอีกหลายเมนูซีฟู้ด รวมถึงบาร์ค็อกเทลที่มาพร้อมเครื่องดื่มกลิ่นอายทรอปิคอลด้วย
โดยช่วงวันหยุดสัปดาห์ ห้องอาหารนี้จะมีดนตรีแจ๊สมาเล่นให้ฟังกันสดๆ หรือบางทีอาจมีมื้ออาหารพิเศษให้ทุกคนแวะมาเอ็นจอยกันได้
Kimpton Kitalay Samui
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
ตามมาด้วยคาเฟ่และล็อบบี้บาร์ “Lanai Bar & Lounge” ที่ใครๆ ก็แวะมานั่งชิลจิบกาแฟ กินอาหาร และอยู่ต่อถึงกลางคืนเลยก็ได้ ที่นี่จะอยู่ตรงปีกซ้ายของอาคารหลัก เน้นเสิร์ฟอาหารอิ่มเป็นมื้อๆ ตอนช่วงเช้า-เย็น ก่อนช่วงเย็น-ค่ำจะเปลี่ยนมาเสิร์ฟของกินจานเล็กๆ คู่กับเครื่องดื่ม และหากใครแวะมาที่ Lanai เราไม่อยากให้พลาดเมนู Salted Caramel Whisky Sour ค็อกเทลคลาสสิคทวิสต์ที่หอมคาราเมลและเป็นเมนูยอดนิยมที่สุดตัวหนึ่ง
สุดท้าย “Shades Ocean Lounge & Bar” เป็นบาร์กลางแจ้งริมสระว่ายน้ำและชายทะเล (ถ้าวันไหนน้ำไม่ขึ้นสูง) ที่เหมาะกับคนอยากได้ความสนุกสนาน เพราะตรงนี้ทุกคนสามารถกินมื้อเช้าเสิร์ฟในสระน้ำได้ สนุกกับปาร์ตี้ริมสระได้ หรือใช้บริการนวดเท้าริมสระพร้อมกินไอศรีมไปด้วยก็ได้อีกเช่นกัน
โดยพูลบาร์จะมาพร้อมเครื่องดื่มค็อกเทลสไตล์ทิกิ (Tiki) มาการิต้า รวมถึงอาหารกินง่ายๆ อย่างแซนด์วิช พิซซ่า หรือของกินเล่นเป็นคำๆ อ้อ! แล้วก็มีดีเจด้วยนะ
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
Kimpton Kitalay Samui
ห้องพักและพูลวิลล่าวิวชายหาด
รีสอร์ทจะมีห้องพักให้เลือกอยู่ 2 แบบหลักๆ คือ ห้องพักบนอาคาร ซึ่งมีทั้งหมด 6 ตึก 138 ห้อง ถ้าใครเลือกชั้นล่างสุดจะได้ห้องพักแบบ pool access คือเปิดระเบียงไปแล้วลงสระน้ำได้เลย แต่หากเป็นชั้นบนขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นห้องวิวทะเล หรือวิวรีสอร์ทแล้วแต่จะเลือก
ส่วนพูลวิลล่าที่หลายคนอยากเห็นมากที่สุด จะมีทั้งหมด 21 หลัง แบ่งเป็นวิลล่าริมชายหาด 12 หลัง และวิวสวนส่วนตัว 8 หลัง โดยทุกหลังจะมาพร้อมพื้นที่อาบน้ำกลางแจ้ง (แต่ไม่เปิดโล่งมากนักหรอก) ซึ่งหากพูดถึงการตกแต่งในห้องทุกๆ แบบแล้ว เราจะชอบโซนห้องน้ำมากเป็นพิเศษเลยสำหรับรีสอร์ทนี้
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
ความพิเศษของคิมป์ตัน คีตาเลฯ
นอกจากฟิตเนสขนาดย่อมที่เปิด 24 ชั่วโมง คลาสออกกำลังกาย และ “Kid’s Club (ศูนย์กิจกรรมเด็ก)” ที่คุณพ่อคุณแม่สายกิจกรรมต้องรัก รีสอร์ทแห่งนี้ก็ยังมี “Pimãanda by HARNN” สปาที่เปิดอยู่ในโซนส่วนตัวพร้อมสวนสีเขียว ทำให้รู้สึกอยากผ่อนคลายทันทีที่เดินเข้าไป โดยที่นี่จะมีบริการทั้งนวดไทย นวดน้ำมัน และสครับต่างๆ
และเนื่องจากรีสอร์ทมาจับมือกับแบรนด์ HARNN ทั้งที ก็เลยได้สร้าง “กลิ่นซิกเนเจอร์” ประจำรีสอร์ทขึ้นมาด้วย คือ “กลิ่นเกลือทะเลและพิมเสน (Sea Salt and Patchouli)” ซึ่งทุกคนจะได้กลิ่นนี้ตามล็อบบี้ สปา หรือห้องน้ำส่วนตัว—ในรูปแบบแชมพู ครีมทาผิว bath bombs
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
แล้วก็อีกหนึ่งกิจกรรมซิกเนเจอร์ของแบรนด์ “Kimpton’s Social Hour” เป็นชั่วโมงที่จะเปิดพื้นที่ปีกขวาของอาคารหลักให้แขกที่มาพักทุกคนพูดคุย ทำความรู้จักกันได้ โดยมีขนมและเครื่องดื่มเตรียมไว้ให้พร้อมแบบไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และที่สำคัญ สามารถพาน้องหมาน้องแมวมาแฮงก์เอาท์พร้อมกันได้อีกด้วย
เพราะแน่นอนว่าที่คิมป์ตัน คีตาเลฯ ก็เป็นรีสอร์ท pet friendly เช่นเดียวกับโรงแรมคิมป์ตัน มาลัยฯ โลเคชั่นแรกของแบรนด์ย่านหลังสวน
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
สำหรับเรา คิมป์ตัน คีตาเล สมุย เป็นรีสอร์ทที่เหมาะสำหรับบินหลบมาพักร้อน หรือมาพักผ่อนช่วงวันหยุดแบบสั้นๆ ก่อนกลับไปใช้ชีวิตต่อ สิ่งที่เราเชื่อว่าทุกคนต้องชอบเหมือนกันคือบรรยากาศที่ค่อนข้างชิล ผ่อนคลายแต่ก็มีชีวิตชีวา โดยเฉพาะกิจกรรมริมสระน้ำ ทั้งเตียงอาบแดด โต๊ะเล่นเกม หรือบาร์ริมสระ ที่คนส่วนใหญ่ชอบมาแฮงก์เอาท์กัน
วันหยุดครั้งหน้าหากใครอยากหาที่พักผ่อน เปลี่ยนบรรยากาศไปสูดลมทะเล ใช้เวลากับตัวเองให้มากขึ้น ลองมองที่นี่เป็นตัวเลือกดูก็ไม่แย่นะ
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ คิมป์ตัน ตีตาเล สมุย

Hotels
Capella Bangkok
โรงแรมคาเพลลา (Capella) แห่งแรกในประเทศไทยตั้งอยู่บนที่ดินผืนงามริมแม่น้ำเจ้าพระยาบนถนนเจริญกรุง ให้บริการห้องพัก ห้องสวีท และวิลลา 101 ห้อง ที่มาพร้อมกับวิวแม่น้ำ ดีไซน์คลาสสิค สิ่งอำนวยความสะดวกทันสมัย และบริการชั้นเลิศ

Hotels
W Bangkok
ถ้าจะบอกว่า W Bangkok คือหนึ่งในโรงแรมหรูที่เท่ที่สุด คูลที่สุด ฮิปที่สุดในกรุงเทพฯ ก็คงไม่ผิด ตั้งแต่สถานที่ใจกลางกรุงเทพฯ ณ แยกสาทร ไปจนถึงการออกแบบที่ผสานจิตวิญญาณของแบรนด์ W Hotels เข้ากับรายละเอียดแบบไทยๆ ได้อย่างลงตัวในห้องพักทั้ง 407 ห้อง รวมไปถึงห้องอาหาร บาร์ และอาคารประวัติศาสตร์ The House on Sathorn ที่พาเราย้อนกลับไปสู่ความรุ่ยรวยของสังคมชั้นสูงไทยเมื่อร้อยกว่าปีก่อน

Hotels
Sindhorn Kempinski Hotel
สินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนเขียวชอุ่มของสินธรวิลเลจ ใกล้กับโรงแรม Kimpton Maa-Lai Bangkok และห้าง Velaa เป็นโรงแรมเคมปินสกี้แห่งที่ 2 ในกรุงเทพฯ ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยล็อบบี้ที่กว้างขวาง โอ่อ่า ซึ่งออกแบบโดย A49 บริษัทสถาปัตยกรรมไทยชื่อดัง
บริการชั้นเลิศที่มาควบคู่กับเรื่องสุขภาพคือหัวใจสำคัญ โรงแรมแห่งนี้จึงเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ
สินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ชวนมาสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนสุดหรูใจกลางกรุงเทพฯ กับข้อเสนอ Staycation สำหรับคนไทยและชาวต่างชาติ เริ่มต้นที่ 6,888 บาทต่อคืน รวมอาหารเช้าทุกวัน สิทธิ์เข้าคลาสฟิตเนส 1 วัน เครดิตอาหารมูลค่า 1,500 บาท และสามารถเช็กอิน-เช็กเอาต์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
โทร. 0 2095 9999 หรือคลิกที่นี่

Hotels
Kimpton Maa-Lai Bangkok
โรงแรมแห่งแรกจากแบรนด์ Kimpton ที่เข้ามาเจาะตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ทันสมัยและการผสมผสานกันอย่างลงตัวของทุกองค์ประกอบ รวมถึงที่ตั้งของโรงแรมที่อยู่ใจกลางย่านหลังสวน ติดกับสวนลุมพินี ในส่วนของห้อง มีมากถึง 362 ห้องพัก และ 131 เซอร์วิซ เรซสิเดนซ์ พร้อมมอบประสบการณ์การพักผ่อนสุดพิเศษที่เชื่อมคุณสู่ทั้งพื้นที่สีเขียวที่ใหญ่ที่สุดของเมืองและย่านธุรกิจ เช่น สุขุมวิท สีลม สยาม และชิดลม นอกจากนี้ยังเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงที่ถือว่าแบรนด์เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้

Hotels
Novotel Suites Bangkok Sukhumvit 34
โรงแรมใหม่ในซอยสุขุมวิท 34 ที่ตกแต่งด้วยโทนสีขาวและไม้ ดูอบอุ่นและโมเดิร์น ภายในมีห้องพัก 148 ห้อง รวมทั้งสระว่ายน้ำ บ่อออนเซ็นญี่ปุ่น รวมถึงบาร์ และร้านอาหารชื่อดังอย่าง White Shuffle ที่ย้ายมาจาก Rainhill โดยได้ Yannick Hollenstein เชฟชาวสวิสเซอร์แลนด์ มาดูแลร้าน โดยจะเปิดตัวด้วยดินเนอร์ 3 คอร์ส ในราคา 899 บาท
โทร. 06 5953 3044 หรือคลิกที่นี่
Quick Meal: ดูคลิปเมนูทำง่ายจากร้านดังทั่วกรุงเทพฯ

Restaurants
พล่ากุ้งอบวุ้นเส้น
Time Out: Quick Meal คลิปนี้ ชวนเชฟเรณู หอมสมบัติ จากร้าน Saffron โรงแรม Banyan Tree กรุงเทพฯ หนึ่งในร้านอาหารที่ร่วมฉลองครบรอบ 25 ปีเบียร์ช้าง ในงาน Time Out...


