หน้าหลัก Time Out Bangkok

เอดิชันภาษาไทยของมีเดียแพลตฟอร์มระดับโลกที่อัปเดตไลฟ์สไตล์คนเมืองมาตั้งแต่ปี 1968

อัปเดต 10 ร้านเปิดใหม่ย่านอารีย์ - สะพานควาย
Restaurants

อัปเดต 10 ร้านเปิดใหม่ย่านอารีย์ - สะพานควาย

พูดถึงโซนอารีย์ก็ต้องนึกถึงคาเฟ่เป็นอย่างแรก หากจะยกให้ย่านนี้เป็นแหล่งประจำของชาว cafe hopper เลยก็คงได้ ทว่าตอนนี้ความฮิปก็เริ่มขยายมาสู่ย่านเพื่อนบ้านอย่าง ประดิพัทธ์-สะพานควาย กันแล้ว และเราเชื่อว่าอีกไม่นานทั้งโซนนี้จะต้องเต็มไปด้วยคาเฟ่ บาร์ และร้านอาหารสุดชิคแน่นอน ส่วนตั้งแต่ต้นปี 2021 จะมีคาเฟ่และร้านอาหารใหม่กี่แห่งที่รอให้เราไปเช็คอิน มาอัปเดตกันได้ในบทความนี้ แล้วรีบชวนกันออกไป hopping ได้เลย!

ศุภวิชญ์ มุททารัตน์: บาร์กับการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในวันที่การเยียวยาจากภาครัฐไม่เคยมาถึง
Bars

ศุภวิชญ์ มุททารัตน์: บาร์กับการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในวันที่การเยียวยาจากภาครัฐไม่เคยมาถึง

เพิ่งจะกลับมามีรอยยิ้มได้ไม่นาน ผู้ประกอบการบาร์ในกรุงเทพฯ ก็ต้องยิ้มแห้งกันอีกครั้ง หลังจากรัฐบาลมีคำสั่งกึ่งๆ ล็อกดาวน์ โดยห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอลในร้านเพื่อควบคุมการระบาดระลอก 2 ของโควิด-19 ที่มาพร้อมกับการเปิดศักราชใหม่ ไม่ว่าจะครั้งแรกหรือครั้งนี้ การเยียวยาจากภาครัฐก็ไม่เคยมาถึงผู้ประกอบการ มีเพียงการปรับตัวกันเองเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนมากในครั้งนี้ เพราะมีบาร์หลายแห่งในกรุงเทพฯ ที่ปรับรูปแบบการบริการให้เป็นไปตามคำสั่งรัฐบาล หนึ่งในนั้นคือ Vesper บาร์ยอดนิยมในเครือ Foodie Collection Group เจ้าของร้านอาหาร Il Fumo, 1919 Italian Bar & Restaurant, La Dotta และ 80/20 นี่คือบทสัมภาษณ์ ‘ปาล์ม-ศุภวิชญ์ มุททารัตน์’ Group Bar Manager ที่จะมาเล่าการเปลี่ยนบาร์มาเป็นคาเฟ่ จากจุดเริ่มต้นถึงภาพในอนาคตหลังจากนี้ รวมถึงพูดคุยเรื่องเสียงสะท้อนของคนในแวดวงบาร์ที่อยากส่งไปให้ถึงรัฐบาล แบบที่เราแทบไม่ต้องถาม ไม่ต้องเค้นอะไรเยอะก็ได้คำตอบมายาวเหยียด Vesper   จุดเริ่มต้นของ Vesper Cafe “จุดเริ่มต้นจริงๆ ก็เพราะโควิดกลับมาอีกรอบ แล้วช่วงหลังปีใหม่มารัฐบาลก็ห้ามเราขายแอลกอฮอลในร้าน ให้ขายได้เฉพาะอาหาร แล้วก็ต้องปิดไวด้วย เราเลยต้องปรับตัวมาเป็นคาเฟ่ ก็เริ่มคิดกันช่วงนั้นเลยว่ามันจะเป็นคาเฟ่แบบไหน อย่างแรกเราคุยเรื่องอาหารก่อน จริงๆ Vesper ใช้ครัวเดียวกับร้านอาหาร 1919 ที่อยู่ข้างๆ ซึ่งเป็นร้านอาหารอิตาเลียนจ๋าเลย แต่เราไม่อยากทำไปในทางนั้นก็เลยคิดคอนเซ็ปต์เป็นคอมฟอร์ทฟู้ดขึ้นมา” “ส่วนของเครื่องดื่มเรายังอยากให้เป็นอะไรที่น่าสนใจอยู่เหมือนเดิม ในสไตล์ Vesper ซึ่งเรามีซิกเนเจอร์เมนูเป็น คอนทราสคอนเฟล็ก เราก็แปลงมาเป็น non-alcohol แทน แต่หน้าตา รสชาติมีความคล้ายคลึงกัน แล้วเราก็ทำคอฟฟี่ม็อกเทลกับทีม็อกเทล ที่เราครีเอตเมนูขึ้นมาใหม่เพื่อทำคาเฟ่โดยเฉพาะ” “หลักๆ เราก็เทิร์นจากร้านเหล้ามาเป็นร้านที่เป็น non-alcohol เต็มรูปแบบ เปลี่ยนทุกอย่างที่เป็นร้านเหล้าอะมาเป็นคาเฟ่เลย แล้วเราก็จะทำให้บรรยากาศมันเป็นกลางวันมากกว่า เปิดตั้งแต่ประมาณ 11.30 จนถึงประมาณ  20.30 นะครับ last call 20.30” Vesper   คนที่ไป Vesper Cafe จะรู้สึกแตกต่างจากตอนที่เป็นบาร์ยังไงบ้าง?  “จริงๆ ก็เยอะนะครับ ตอนเป็นค็อกเทลบาร์มันเป็นร้านกลางคืน คนก็มาแฮงเอาต์ มาดื่ม มาดินเนอร์ มาปาร์ตี้กัน มีอัปบีตดนตรี ก็จะเอเนอร์จี้เยอะ ก็สนุกในแบบของร้านเหล้า แต่พอเป็นกลางวัน เราก็พยายามทำให้มันรู้สึกสบายๆ ขึ้น คนที่มานั่งสามารถเอาโน้ตบุ๊กมานั่งทำงาน นั่งดื่ม ทานอาหารก็ได้ เรื่อยๆ ทั้งวัน”   ถ้าเปิดบาร์ได้ตามปกติแล้ว เราจะยังมีโอกาสได้นั่ง Vesper Cafe ต่อไหม? “เราคุยกันแล้วว่าอยากจะลองทำทั้งวัน ตั้งแต่สายๆ เที่ยงๆ จนถึงเวลาเปิดบาร์ตามปกติเลย ก็ลองดูแต่อาจจะทำอยู่ช่วงหนึ่ง อาจจะสามเดือน สี่เดือน ห้าเดือน เราต้องขอดูภาพรวมก่อน เพราะจริงๆ แล้วเรารู้สึกว่ามันก็เวิร์กนะ ถ้าในมุมมองของการโปรโมทของเราในตอนนี้มันก็ดีครับ” Foodie Collectionปาล์ม-ศุภวิชญ์ มุททารัตน์   ในฐานะคนที่อยู่ในแวดวงบาร์ อยากได้การเยียวยาอะไรจากรัฐบาล? “โห ถ้าให้พูดก็เยอะหน่อย ผมว่าทางภาครัฐต้องแอ็กชั่นเยอะกว่านี้หน่อย สำหรับผมนะ อยากให้มีมาตรการมากกว่านี้ไม่ใช่แค่เดินออกมาพูดว่า ปิด เลิก ห้ามทำ ผมว่าร้านมีหลายแบบ หลายประเภท หลายเลเวล อย่างเราเป็นร้านค็อกเทลเราเข้าใจที่ห้ามเราขายเหล้า แต่ร้านอื่น เช่น ร้าน fine-dinng ร้านนั่งกินแบบ proper dinner ที่มีแอลกอฮอล์ขาย ร้านแบบ bistro หรือ brasserie อะไรอย่างนี้ ผมว่าภาครัฐควรจะมีกฏที่แตกต่างกัน การวางมาตรการควรต้องมีหลายๆ มุมมากกว่านี้ เพราะตอนนี้มันเหมือนกับว่ามีกฏเดียวเหมายกเข่ง ห้ามขาย จบ” “ส่วนที่สอง ผมมองว่ารัฐบาลน่าจะมีมาตรการที่ชัดเจนกว่านี้ในการเยียวยาธุรกิจ SME เช่น ไปบอกเจ้าของที่หน่อยว่าลดค่าเช่าให้หน่อย แต่เขา (รัฐบาล) ก็ไม่ได้คุยต่อเลย มันเลยมีความยากที่ธุรกิจตรงนี้จะอยู่รอดได้ในอนาคต ถึงอยู่ได้ก็ลำบากมาก แต่ผมเชื่อว่ามันจะมีกลุ่มที่สายป่านไม่ถึง เงินไม่ถึง พวกนี้จะอยู่ไม่ได้ แล้วพอเขาตายมันจะล้มเป็นโดมิโน แล้วผมมองว่าในระยะยาวอีกสักเดือนสองเดือนมันจะเห็นชัดขึ้น” “สุดท้ายผมว่ารัฐบาลควรจะต้องแอ็กชั่นให้ไวกว่านี้ ชัดและเคลียร์กว่านี้ นี่ไม่มีมาตรการไม่พอ ไม่เคลียร์ด้วย ไม่เร็วด้วย อันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าเราต้องการ เพราะธุรกิจมันต้องไวมาก เราไม่ได้มองกันแบบสามเดือนหกเดือนปีหนึ่งแล้ว เรามองกันแบบเดือนต่อเดือน หรืออาทิตย์ต่ออาทิตย์ เพราะคนทำงานเขาอยู่กันวันต่อวันด้วยซ้ำ” Foodie Collectionปาล์ม-ศุภวิชญ์ มุททารัตน์   คิดยังไงที่ไม่สามารถขายแอลกอฮอล์แบบเดลิเวอรี่ได้ในตอนนี้? “ผมเข้าใจนะถ้าไม่อยากให้ขายแอลกอฮอลในร้านเพราะอยากให้คนอยู่บ้าน  แต่ผมว่าผู้บริโภคโดยทั่วไปมีสิทธิ์ที่จะเลือก ดีด้วยซ้ำถ้าทำเดลิเวอรี่เพราะร้านก็อยู่ได้ประมาณหนึ่ง ผู้บริโภคก็มีตัวเลือกมากขึ้น แล้วนั่งดื่มที่บ้านก็ดูปลอดภัยด้วยซ้ำ แต่ว่าดันไม่อนุญาต” “ผมมองว่าตอนนี้ภาครัฐผลักให้เราไม่มีตัวเลือก แล้วสุดท้ายถ้าคนจะตกเหวมันทำได้ทุกอย่าง พอมาถึงจุดๆ หนึ่ง ผมว่ามันจะมีคนแอบขายเหล้านะ มันก็ผิดกฏหมาย คราวนี้คุณก็จะมาไล่จับ แล้วคุณก็รับสินบน มันก็วนอยู่ในตลาดมืด ไม่ได้บอกว่าเราจะทำผิดกฏหมาย ถึงมันจะยากแต่เรายังพยายามอยู่ที่จะทำตามกฏหมาย”

ชมเมืองจากมุมสูงบน 10 รูฟท็อปบาร์ ที่ไปนั่งชิลได้แม้ไร้แอลกอฮอล์
Bars

ชมเมืองจากมุมสูงบน 10 รูฟท็อปบาร์ ที่ไปนั่งชิลได้แม้ไร้แอลกอฮอล์

แม้จะไร้เครื่องดื่มที่คุ้นเคย แต่ทุกคนก็ยังสามารถขึ้นไปนั่งชมวิวเมืองยามค่ำคืนบนรูฟท็อปบาร์สวยๆ กันได้อยู่ เพราะมีอีกหลายแห่งที่ยังเปิดต้อนรับให้ทุกคนไปนั่งชิลจิบม็อกเทล กินอาหารรสชาติดีได้ในบรรยากาศที่ไม่ธรรมดา ดังนั้น คนไหนอยากขึ้นไปนั่งชิลบนชั้นสูงที่เท่าไหร่ หรืออยากเพลิดเพลินกับวิวยามค่ำสไตล์ไหน ลองเลือกดูได้จากลิสต์ 10 รูฟท็อปบาร์ที่ (ตอนนี้) ไร้แอลกอฮอล์ ซึ่งเราเลือกมาแนะนำกันในวันนี้ได้เลย

7 ร้านอาหารอินเดียที่คุณต้องลองในกรุงเทพฯ
Restaurants

7 ร้านอาหารอินเดียที่คุณต้องลองในกรุงเทพฯ

ใครที่ชอบอาหารหนักเครื่องเทศอย่างอาหารอินเดีย ไม่ควรพลาดร้านเหล่านี้ที่ Time Out คัดมาอย่างเด็ดขาด เพราะมีทั้งอาหารแบบดั้งเดิมและแบบฟิวชั่น ที่น่าจะถูกใจแน่นอน สำหรับคนรักสุขภาพ เราก็มีร้านมังสวิรัติและอาหารคลีนคุณภาพดีด้วย

รวมดีลจากโรงแรมที่ชวน Work From Hotel สำหรับคนเบื่อทำงานในห้องแคบๆ
Hotels

รวมดีลจากโรงแรมที่ชวน Work From Hotel สำหรับคนเบื่อทำงานในห้องแคบๆ

จะปล่อยให้ตัวเองทำงานในบรรยากาศเดิมๆ ไปทำไม ในเมื่อเราสามารถเก็บของย้ายโต๊ะมานั่งทำงานเหมือนได้พักผ่อนไปด้วยได้ที่โรงแรมใจกลางเมือง เพราะตอนนี้มีหลายโรงแรมหรูเปิดให้ทุกคนเช็คอินแบบ Workation หรือ การเข้าพักไปทำงานไปแบบชิลๆ พร้อมสิทธิพิเศษมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร สปา หรือบริการซักรีดแบบวันต่อวัน คนไหนอยากลองเปลี่ยนบรรยากาศมา work from hotel ดูบ้าง เราได้ตามหาแพคเกจและดีลดีๆ จากโรงแรมทั่วกรุงเทพฯ มาให้เลือกในบทความนี้แล้ว

รีวิวร้านอาหารและคาเฟ่ล่าสุดในกรุงเทพฯ

Michetta
Restaurants

Michetta

เชื่อว่าแทบทุกคนมองอาหารฟาสต์ฟู้ดว่าเป็นเมนูเน้นความไวมากกว่าความอร่อย แถมรสชาติก็เรียบง่ายไม่ซับซ้อนเท่าไหร่นัก แต่สำหรับคุณจอห์นนี่ พ่อครัวและเจ้าของร้าน Michetta (มีเก็ตต้า) เขาสามารถทำให้เมนูฟาสต์ฟู้ดธรรมดาๆ อย่างเบอร์เกอร์ บันหมี่ หรือแรป มีรสชาติมากขึ้นได้อย่างน่าสนใจ อีกทั้งผสมความเป็นตัวเองลงไปได้อย่างเข้ากัน คุณจอห์นี่บอกว่าเขาเคยทำงานในร้านอาหารไฟน์ไดน์นิ่งมาก่อน (อย่างเช่นร้านกากั้น อนันต์, Gaa) ก่อนจะออกมาเปิดร้านอาหารสไตล์ food shack เป็นของตัวเอง ซึ่งก็คือที่นี่ ด้วยความตั้งใจอยากทำอาหารที่ทุกคนกินได้ เป็นเมนูคอมฟอร์ทฟู้ดที่เต็มไปด้วยรสชาติ และที่สำคัญต้องกินสนุก กินอิ่ม ทำให้ทุกเมนูที่ร้านเสิร์ฟจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ เพราะคุณจอห์นนี่เชื่อว่า อาหารที่กินแล้วจะสนุกได้ Size Does Matter หรือ เรื่องขนาดก็สำคัญ อาหารที่ร้านจะมีอยู่ 4 ประเภทหลักๆ ก็คือ เบอร์เกอร์ บั๋นหมี่ แรป และของกินเล่น โดยเราสามารถเลือกเนื้อสัตว์ได้ ซึ่งทุกเมนูจะย่างบนเตาถ่านก่อนนำมาประกอบกันด้วยซอสสไตล์โฮมเมด และรสชาติสไตล์คลาสสิคผสม asian twist อย่างเช่นเมนูที่เราอยากให้ทุกคนได้ลองมากที่สุด Chicken Bahn Mi (350฿) บั๋นหมี่ไก่ขนาด 1 ฟุตไก่ ด้านในทาด้วยตับไก่บด ผักดอง เสิร์ฟพร้อมซอส 3 รสชาติ ความน่าสนใจของเมนูนี้คือเนื้อไก่ที่หมักอย่างมีรสชาติ กัดไปหนึ่งคำแล้วได้ทั้งรสเปรี้ยว หวาน และเผ็ด อีกเมนูที่แนะนำว่าคนรักเบอร์เกอร์ต้องไม่พลาดและเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน Beef Burger (300฿) เบอร์เกอร์เนื้อชุ่มฉ่ำ ขนมปังทาด้วยเนยทรัฟเฟิลก่อนนำไปย่างบนกระทะ แล้วเลเยอร์แต่ละชั้นด้วยซอสมะเขือเทศโฮมเมด แตงกวาดอง แพตตี้ขนาด 200 กรัม หอมคาราเมลไลซ์ ชีส และเบคอนรมควัน มาพร้อมซิกเนเจอร์ซอสที่เบสมาจากไข่เค็ม มะเขือเทศ และบราวบัตเตอร์ เป็นเมนูที่เต็มไปด้วยรสชาติสุดๆ แต่หากใครรู้ตัวว่ากินไม่จุ แนะนำให้สั่งเมนูแรปที่มาในปริมาณกำลังอิ่มพอดี เราอยากให้ลอง Grilled Tomato Cheese Wrap (200฿) ด้านในแป้งตอติญ่ามีมะเขือเทศ มอซซาเรลล่า เบซิล หน้าตาอาจดูธรรมดาแต่กลับมีรสชาติ ดิปกินคู่กับซอสที่เสิร์ฟมาให้โดยเฉพาะแล้วก็เข้ากันดี ส่วนเมนูกินเล่นก็มีอาทิ หัวหอมทอด (130฿) ปีกไก่ทอดสไปซ์ซี่ (180฿) หรือเฟรนช์ฟรายส์ (120฿) ที่มีให้เลือกทั้งแบบหนาและบางตามใจชอบ แต่ละเมนูจะมีการใช้เครื่องเทศช่วยเพิ่มรสชาติเยอะ ซึ่งคุณจอห์นนี่บอกว่าเรียนรู้มาจากตอนทำงานกับร้านอาหารอินเดียไฟน์ไดน์นิ่ง และถึงแม้เมนูจะหลายสัญชาติ แต่นั่นก็นำเสนอความเป็นตัวของเขาได้ดี Michetta ตอนนี้กำลังจะย้ายร้านใหม่จาก W District ซึ่งโลเคชั่นใหม่จะเป็นที่ไหนเราจะมาอัปเดตให้ทุกคนตามไปลิ้มลองกันได้

Karagara
Restaurants

Karagara

“เพราะอิซากายะมันไม่ตื่นเต้น” นั่นคือเหตุผลที่เจ้าของร้าน Ikuze ร้านอิซากายะ แถวซอยทองหล่อ 2 ตัดสินใจเปลี่ยนโฉมร้าน หันมาเสิร์ฟอาหารเกาหลีฉบับญี่ปุ่น และเปลี่ยนชื่อร้านใหม่เป็น Karagara ซึ่งแปลว่า ความเผ็ดร้อน สื่อถึงความจัดจ้านของอาหารที่ร้าน แต่เจ้าของร้านย้ำว่าเป็นความเผ็ดสำหรับชาวต่างชาติ นั่นหมายความว่าคนไทยอย่างเราสามารถกินได้สบายๆ ถามว่า Karagara น่าตื่นเต้นยังไง? เจ้าของร้านผู้รับหน้าที่เชฟควบคู่ไปด้วย เล่าให้ฟังว่า อาหารที่ร้านเป็นสูตรพื้นเมืองจากโอซากา ได้สูตรมาจากแฟนซึ่งเป็นคนโอซากาแท้ๆ เป็นอาหารเกาหลีที่ทำโดยคนญี่ปุ่น รสชาติจึงมีทั้งความเป็นเกาหลีและญี่ปุ่นผสมกันอย่างลงตัว แถมยังบอกว่าในไทย หากินได้ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น วัตถุดิบส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่ของสด เช่น แป้ง และน้ำจิ้มต่างๆ ทางร้านนำเข้าจากเกาหลีและญี่ปุ่น ส่วนของสดเป็นของคุณภาพดีที่หาได้ในไทย เช่น ซาซิมิรวมเนื้อสด (580 บาท) ที่ใช้เนื้อและเครื่องในโคขุนโพนยางคำ เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงและน้ำจิ้มสไตล์ญี่ปุ่น เมนูเนื้อยังมีให้ลองอีกหลายจาน ไม่ว่าจะเป็น ยูเกะเนื้อสดปรุงรส (380 บาท) เนื้อรสชาติกลมกล่อมเสิร์ฟพร้อมไข่แดงและผักสด เนื้อสันนอกย่างถ่าน (550 บาท) ซึ่งทางร้านจะย่างมาให้แล้วเสิร์ฟมาในกระทะร้อน ใครชอบกินมีเดียมแรร์สเต๊กแนะนำให้รีบกินก่อนที่เนื้อจะสุกเกินไป สำหรับเมนูไฮไลต์ที่ใครมาก็ต้องสั่ง คือ หม้อไฟทะเลเกาหลี (650 บาท) จัดเต็มเครื่องทะเลสดๆ มาแทบล้นหม้อ ทั้งกุ้ง ปู หอย เนื้อปลา และผักสารพัดอย่าง น้ำซุปสีฉูดฉาดดูน่ากินตามสไตล์อาหารเกาหลี รสชาติคล้ายซุปกิมจิ และ ซุปไส้วัว (550 บาท) ที่ใส่เครื่องในเนื้อมาแน่นไม่แพ้กัน แต่รสชาติอ่อนกว่าและมีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณของเมนูเนื้อ ยังมีเมนูอร่อยๆ อีกหลายเมนูที่เราอยากให้ลอง อาทิ พิซซ่าเกาหลีกระทะร้อน (240 บาท), วุ้นเส้นเกาหลีผัดทะเล (230 บาท), เนื้อยูเกะบิบิมบับหม้อร้อน (390 บาท) ฯลฯ รวมถึงของหวานและเครื่องดื่มเย็นๆ ซึ่งจะว่าไปก็เป็นอีกร้านที่อร่อยแทบทุกเมนู 

Il Bolognese
Restaurants

Il Bolognese

อิล โบโลเยเซ่ (Il Bolognese) เป็นร้านอาหารอิตาเลียนที่ชาวต่างชาติอาศัยในเมืองไทย คนรักอาหารอิตาเลียน หรือพนักงานบริษัทในย่านสาทรรู้จักกันดี เพราะร้านนี้เปิดมานานตั้งแต่ปี 2009 โดยเริ่มแรกมีชื่อร้านว่า Sambuca ก่อนต่อมาจะรีแบรนด์เป็นชื่อปัจจุบัน พร้อมกับรสชาติอาหารตามฉบับอิตาเลียนแท้ๆ เจ้าของร้านเป็นคนเดียวกับอีกร้านอาหารอิตาเลียน Enoteca ที่จะเน้นบรรยากาศแบบไฟน์ไดน์นิ่ง ด้วยเหตุนั้น สถาปนิกชาวอิตาลีผู้เป็นเจ้าของ Giancarlo Bonazza และลูกชาย Nicola จึงตัดสินใจเปิดร้าน Il Bolognese ขึ้นอีกร้านหนึ่ง เพื่อเสิร์ฟอาหารอิตาเลียนในสไตล์ trattoria ที่มีความเป็นกันเองมากกว่า และเหมาะสำหรับการมาพร้อมเพื่อนฝูงหรือครอบครัว บรรยากาศในร้านจึงเป็นกันเอง ตกแต่งสไตล์อิตาลีชนบท พร้อมกับเตาฟืนอบพิซซ่าที่จะเสิร์ฟให้เรากินร้อนๆ จากเตาเท่านั้น เราสามารถชมการทำพิซซ่าแบบใกล้ชิดได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การนวดแป้ง ไปจนกระทั่งพิซซ่าออกจากเตา ถ้าใครชอบพิซซ่าสไตล์อิตาเลียนดั้งเดิม เราบอกเลยว่าร้านนี้จะไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะเขาขึ้นชื่อเรื่อง พิซซ่าอบเตาฟืน ที่แป้งบางและเหนียวนุ่ม ส่วนขอบแป้งที่โดนไฟอบจนร้อนก็กรอบ ช่วยเพิ่มเท็กซ์เจอร์เวลากินได้เป็นอย่างดี อย่างเช่นเมนูยอดนิยม Diabla (490 บาท) ท็อปด้วยมะเขือเทศ ซาลามี ไส้กรอก พริก และมะกอกดำ เมนูนี้สามารถขอให้พนักงานจุดไฟบนพิซซ่าให้ถ่ายช็อตน่าตื่นเต้นกันได้ด้วย หรือเมนูที่เราได้ชิม Bianca Con Tartufo Autunnale (680 บาท) เป็นพิซซ่าทรัฟเฟิลดำ พร้อมบูรัตต้าชีส ผักโขม และเห็ด นอกจากกลิ่นหอมๆ ของทรัฟเฟิล ความครีมมี่ของชีสเวลาได้กินร้อนๆ จากเตาก็ทำเอาติดใจมากๆ หรืออีกเมนูแนะนำ Tajarin Al Tartufo Bianco (720 บาท) ที่เชฟนำชีสพาร์มิจิอาโนมาจุดไฟให้ละลาย ก่อนนะเส้นบะหมี่ไข่ลงไปคลุกจนชีสเคลือบเส้น หลังจากนั้นท็อปด้วยทรัฟเฟิลขาว เป็นเมนูที่มีเฉพาะฤดูกาลเท่านั้น และอีกเมนูที่อยากให้ลอง Ossobuco Alla Milanese (820 บาท) เนื้อส่วนข้อลูกวัวตุ๋น เสิร์ฟพร้อมริซอตโต ส่วนเมนูอื่นๆ ที่มีอีกหลากหลาย อย่างเช่น Cozze Alla Marinara (490 บาท) หอยแมลงภู่ในไวท์ไวน์ซอส Linguine Alle Vongole (570 บาท) พาสต้าลิงกวีเนกับหอยวองโกเล่  ร้านเปิดทุกวัน โดยให้บริการตามช่วงเวลา คือ 11.30 - 14.30 น. และ 17.30 - 23.00 น. เราแนะนำว่าควรโทรจองที่นั่งล่วงหน้าเพื่อให้ได้บรรยากาศที่ถูกใจและมั่นใจว่าได้กินแน่นอน สามารถสำรองที่นั่งได้ที่เบอร์ 02 286 8805 หรือ 081 701 2190

Hunter Poke
Restaurants

Hunter Poke

หลายคนต้องรู้จักหรือเป็นแฟนคลับร้านอาหารคอนเซ็ปต์ฮาวายร้านนี้อยู่แล้วแน่นอน Hunter Poke เป็นร้านที่ดูสนุกสนานตั้งแต่สีสันที่ใช้ ชวนสะดุดตาไปจนถึงเมนูสไตล์โปเกะโบวล์ (poke bowl) ที่ไม่จำเจทั้งหน้าตาและรสชาติ บอกเลยว่าถ้าลองเปิดใจดูจะรู้เลยว่านี่คือร้านอาหารเฮลตี้ที่รสชาติจัดจ้าน ครบเครื่อง และอิ่มท้องที่สุดร้านหนึ่ง เมนูของร้าน ฮันเตอร์ โปเกะ (Hunter Poke) อาจชวนให้หลายคนคิดว่าคงเป็นเมนูด้ง หรือข้าวหน้าสไตล์ญี่ปุ่น แท้ที่จริงแล้วอาหารสไตล์โกะโบวล์นับว่าเป็นข้าวราดแกงแบบออริจินัลของชาวฮาวายเสียมากกว่า แต่หน้าตาของมันในปัจจุบันต่างจากเดิมไปมากแล้ว เนื่องจากกลายเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมในฝั่งตะวันตก จึงมีการเปลี่ยนแปลงให้ดูทันสมัย น่ากิน และดีต่อสุขภาพมากขึ้น ด้วยการเปลี่ยนวัตถุดิบบางอย่าง และใส่ผักผลไม้ลงไปเพิ่ม หากใครลองสังเกตุ จะเห็นว่าในทุกๆ เมนูที่ร้าน วัตถุดิบทุกอย่างถูกหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจที่ร้านอยากเก็บซิกเนเจอร์ของโปเกะโบวล์สไตล์ดั้งเดิมเอาไว้ “ฉบับดั้งเดิมเขาใช้ทูน่าเป็นโปรตีนหลัก แต่เราปรับมาใช้แซลมอนให้ถูกปากคนไทยมากขึ้น แต่ยังคงทำตามต้นแบบอย่างหนึ่งคือ การหั่นเนื้อสัตว์เป็นลูกเต๋า” คุณเบิร์ดและคุณบิ๊ก สองเจ้าของแบรนด์ Hunter Poke เล่าถึงไอเดียในแต่ละเมนูอาหารที่พวกเขาช่วยกันคิดค้นสูตรและวัตถุดิบกันเอง แต่ละเมนูถูกดีไซน์มาให้มีหลากรสและสัมผัส เพื่อให้กินแล้วสนุกตามคอนเซ็ปต์ร้าน โดยเจ้าของร้านทั้งสองคิดว่าเนื้อปลามีความนุ่มอยู่แล้ว หากกินกับข้าวที่มีความนุ่มเหมือนกันอาจทำให้เบื่อหรือเลี่ยนไปก่อน จึงมีการใส่ผักผลไม้ หรือวัตถุดิบอื่นๆ ที่ให้ความกรุบกรอบ มีรสชาติแปลกใหม่ตัดกันเข้าไปด้วย อาทิ ส้ม ส้มโอ มะม่วง ถั่วแระญี่ปุ่น ซึ่งกินแล้วก็เข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากเปิดสาขาอยู่ที่เอ็มควอเทียร์ และเดอะ คอมมอนส์ ทั้งสองแห่งไปแล้ว ตอนนี้ร้านก็เปิดสาขาใหม่ที่ใครๆ ก็แวะไปได้ง่ายขึ้น อยู่ที่ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ ชั้น 2 พร้อมกับเซ็ตเมนูใหม่ที่ไม่มีขายที่สาขาอื่น ความพิเศษของสาขานี้คือมีเมนูที่ใช้เนื้อไก่เพิ่มเข้ามา แน่นอนว่าเป็นเนื้อไก่ส่วนอกที่ไขมันน้อย ทว่าร้านปรุงได้สุกกนุ่ม เมนูนี้สำหรับคนที่ไม่ชอบกินแซลมอนโดยเฉพาะ ซึ่งเมนูใหม่ที่ควรลอง อาทิ Chicken Black Truffle (240 บาท) อกไก่หมักโรสแมรี่และไทม์ พร้อมผัก ส้ม onion jam และซอสครีมทรัฟเฟิล Chicken Tom Yum (240 บาท) อกไก่หมักน้ำมันมะกอก คลุกซอสต้มยำ โรยหอมเจียว ส่วนเมนูซิกเนจอร์ของร้านที่หลายคนติดใจก็อยู่ที่สาขานี้เช่นกัน กับเมนู The Classic (320 บาท) แซลมอน กินคู่กับมะม่วง ส้มโอ อะโวคาโด เคล้าซอสโชยุและสไปซ์ซี่มาโย รสชาติเปรี้ยวหวาน สดชื่น กินแล้วเข้ากนแบบแปลกใหม่ หรืออีกเมนูแนะนำ X Factor (420 บาท) มีทั้งแซลมอน ทูน่า ปลาไหล และไข่ปลา กินคู่กับมะม่วงและเอดามาเมะ เป็นชามที่ให้เนื้อหลากรสดีเลย นอกจากข้าวสไตล์ฮาวาย อีกเมนูขึ้นชื่อของร้านที่หลายคนยังไม่รู้ก็คือ สมูตตี้ ที่ร้านใช้ผลไม้ล้วนๆ ในการปั่น ผสมกับน้ำมะพร้าวเป็นเบสหลัก ทำให้เครื่องดื่มที่ได้ค่อนข้างเข้มข้นและดีต่อสุขภาพแน่นอน Hunter Poke สาขาสยามเซ็นเตอร์ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00-21.00 น. ร้านอยู่บริเวณชั้น 2 ใกล้กับทางเชื่อมไปสยามดิสคัฟเวอร์รี่

Cholos
Restaurants

Cholos

ถ้าหากไม่มีใครบอกว่าลึกเข้ามาในซอยสุขุมวิท 12 มีร้านอาหารเม็กซิกันสไตล์ฟู้ดทรัคจอดอยู่ เราคงพลาดเมนู ทาโก้ปลา ที่รสชาติดีจนอยากกินซ้ำอีกไปแน่ๆ ซึ่งที่ร้าน โคลอส (Cholos) จะเน้นเสิร์ฟเมนูยอดนิยมที่เรารู้จักกันดีอย่าง ทาโก้ เบอร์ริโต้ เคซานดิญ่า และทอสทาดา โดยร้านจะให้เลือกกินคู่กับโปรตีนอย่าง หมู ไก่ ปลา หรือ เห็ด สำหรับคนกินมังสวิรัติ โคลอสมีเชฟประจำร้าน 2 คน คือเชฟ Eduard González ที่เป็นชาวเม็กซิกันแท้ๆ ซึ่งเชฟเล่าว่าเขาเคยทำงานด้านอาหารและโรงแรมอยู่หลายปีในหลายประเทศ ก่อนย้ายมาทำต่อที่ประเทศไทย ซึ่งหนึ่งในร้านอาหารที่เชฟเคยทำงานด้วยก็คือ Gaggan และที่นี้เองทำให้เขาได้รู้จักกับเชฟเรเดก (Radek) เชฟประจำร้านอีกคนที่ในขณะนั้นทำหน้าที่เป็นซูเชฟประจำ Gaggan อีกทั้งก่อนหน้านี้เขาเคยทำงานกับร้านระดับ 2 ดาวมิชลินในเมือง L.A. มาแล้วอีกด้วย หลังจากได้รู้จักกันนั้นเอง ทั้งสองก็ร่วมกันเปิดฟู้ดทรัคคันนี้ขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนได้ลิ้มลอง ทาโก้สูตรดั้งเดิม ในสไตล์เม็กซิกันแท้ๆ ที่เป็นอาหารประจำบ้านเกิดของเชฟ Eduard และเมนูโปรดของเชฟเรเดก เมนูที่ใครมาก็ต้องสั่งก็แน่นอนว่าเป็น ทาโก้ปลา (180 บาท) เนื้อปลาทอดจนกรอบ กินคู่กับชิลลี่ซอส หัวหอมดอง และชีส เมื่อกัดในหนึ่งคำจะได้รสชาติเปรี้ยวเผ็ดนิดๆ กินแล้วเข้ากันคล้ายรสชาติน้ำจิ้มซีฟู้ด เราจึงเชื่อว่าเมนูนี้ต้องถูกปากคนไทยแน่นอน โดยเชฟ Eduard บอกว่าทุกเมนูไม่ได้ปรับรสชาติให้เข้ากับเมืองไทยเลย เพราะต้องการให้ทุกคนได้ลิ้มลองรสชาติอาหารเม็กซิกันที่แท้จริง อีกเมนูที่แนะนำให้ลองเช่นกันคือ เบอร์ริโต้หมู (235 บาท) ที่มีขนาด 12 นิ้วและด้านในอัดแน่นด้วยเนื้อหมู ข้าวเม็กซิกัน ถั่ว หัวหอม และชีส โดยร้านใช้ตอร์ติญ่าทำจากแป้งข้าวโพด หากใคครยังไม่เคยลองแป้งชนิดนี้เราเชื่อว่าหากได้ลองจะได้สัมผัสใหม่ๆ ที่น่าติดใจ แต่ถ้าหากอยากได้ปริมาณอิ่มน้อยลงมาหน่อย ต้องสั่ง ทอสทาดาหมู (180 บาท) เป็นเมนูคล้ายทาโก้กรอบ 2 ชิ้น ให้เรากินคู่กับเนื้อหมู ถั่ว และหัวหอม เสิร์ฟมาพร้อมซอสพริกสไตล์เม็กซิกัน นอกจากเมนูเนื้อสัตว์ ร้านก็มีตัวเลือกสำหรับคนกินมังสวิรัติให้สั่งด้วย โดยเปลี่ยนจากเนื้อต่างๆ เป็นเห็ดแทน อีกทั้งตอนนี้ร้านก็เริ่มมีคนรู้จักและแวะมากินมากขึ้น จึงได้จัดโต๊ะและเก้าอี้สำหรับนั่งกินที่ร้านได้ตลอดวัน แม้จะมีพื้นที่ไม่มากแต่ก็ถือว่านั่งกินดื่มได้ชิลสบายๆ Cholos เปิดให้บริการทุกวันพุธ - อาทิตย์ แบ่งเป็นช่วงเวลาคือ 10.30 - 16.00 น. และ 17.00 - 21.30 น. หรือใครไม่สะดวกเดินทางก็สามารถสั่งผ่านเดลิเวอรีได้เช่นกัน

Laze Cafe
Restaurants

Laze Cafe

หนีออกจากบรรยากาศคาเฟ่ในย่านอารีย์ที่มีอยู่นับไม่ถ้วนออกมาสักหน่อย ในย่านสะพานควายที่อยู่ติดกันนี้เอง มีร้านกาแฟบรรยากาศดีให้เราแวะไปนั่งจิบเครื่องดื่ม เอนหลังพักผ่อนชิลๆ กันได้อยู่ ซึ่งร้านนี้แปลงโฉมจากตึกแถวเก่าอายุ 60 ปี ให้กลายเป็นร้านกาแฟสุดมินิมอลทันสมัย ที่ช่วยเติมชีวิตชีวาให้กับย่านนี้อีกด้วย แต่เดิมตึกหลังนี้เป็นบ้านเกิดของคุณพ่อของ คุณคิม ผู้ซึ่งเป็นคนริเริ่ม Laze (เลซ) ขึ้นมาเนื่องจากเกิดความชอบในกาแฟอย่างจริงจัง จึงตัดสินใจออกจากงานประจำและหันมาเปิดร้านกาแฟอย่างเต็มตัว โดยการออกแบบร้านก็ได้พี่ชายของตัวเองที่เป็นสถาปนิกมาเป็นผู้วาดแบบให้ ซึ่งคุณคิมตั้งใจให้ร้านนี้เป็นสถานที่ที่ทุกคนแวะมาแล้วรู้สึกผ่อนคลาย ได้พักผ่อนจริงๆ ตามความหมายของชื่อร้านที่แปลว่า ขี้เกียจ พื้นที่ด้านในจึงค่อนข้างโปร่งสบาย เน้นใช้กระจกช่วยเพิ่มความกว้างของสเปซ และเปิดรับแสงธรรมชาติได้ตลอดวัน ส่วนผนังและพื้นเป็นปูนเปลือย ทว่าคุณคิมตั้งใจใช้สีเขียวของต้นไม้เข้ามาเบรคความดิบภายในร้าน ซึ่งทำให้บรรยากาศมีชีวิตชีวา และชวนอยากนั่งพักผ่อนมากขึ้นด้วย เมื่อเปิดเข้ามาจะเจอกับเคาเตอร์บาร์แนวยาวเต็มฝั่งหนึ่งของร้านเป็นอันดับแรก ซึ่งตรงนี้คือพื้นที่สำหรับออเดอร์ นั่งชมการดริปกาแฟ และรับเครื่องดื่ม แม้ว่าร้านจะไม่ติดป้ายตัวเองว่าเป็น secialty coffee แต่เมนูกาแฟทุกแก้วมีรสชาติดี ดื่มง่าย และเหมาะกับคนรักกาแฟ เนื่องจากเมนูซิกเนเจอร์ของร้านคือ กาแฟดริป (เริ่มต้นที่ 170 บาท) ที่จะให้เรานั่งชมทุกขั้นตอนได้ตรงหน้าบาร์ โดยร้านจะมีเมล็ดกาแฟให้เลือกจากหลายแหล่ง อาทิ เชียงใหม่ บราซิล ปานามา เคนย่า เอธิโอเปีย ซึ่งจะเวียนมาให้ชิมกันตลอด อีกทั้งคุณคิมยังใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างแก้วดื่มกาแฟที่คุณคิมสั่งปั้นพิเศษ เพื่อกักเก็บรสชาติ และอุณภูมิของกาแฟให้คงที่ที่สุด ใครที่อยากสั่งกาแฟที่ตัวเองคุ้นเคย ร้านก็มีเมนูทั่วไปอย่าง เอสเพรสโซ่ (100 บาท) ลาเต้ (110 บาท) หรือ เดอร์ตี้ (130 บาท) ซึ่งเมล็ดกาแฟจะอยู่ในระดับคั่วอ่อน-กลาง ส่วนเบลนด์ประจำร้านกมีเช่นกัน คือ Laze House Blend ที่ต้องถูกใจคนชอบดื่มกาแฟเทสช็อกโกแลต นัตตี้ เบลนด์นี้คุณคิมบอกว่าจะติดเปรี้ยวอ่อนๆ เพื่อให้ดื่มง่ายขึ้น และแน่นอนว่าร้านมีเครื่องดื่มไร้คาเฟอีนให้เลือกสั่งเช่นกัน    นอกจากนี้ก็ยังมีเมนูขนมที่ร้านทำเอง แนะนำให้ลองซิกเนเจอร์เมนู Laze Cheesecake (180 บาท) ชีสเค้กเนื้อเนียนที่กินคู่กับกาแฟที่ร้านแล้วเข้ากันอย่างดี หรือจะเป็น Scone (90 บาท) ที่เสิร์ฟพร้อมแยมและครีมก็เป็นเมนูคลาสสิคที่ใครๆ ก็ต้องรัก Laze ตั้งอยู่บนถนนสุทธิสารวินิจฉัย เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 8.00 - 17.30 น. และ เสาร์-อาทิตย์ 8.30 - 18.30 น.

ร้านอาหารและคาเฟ่อื่นๆ ในกรุงเทพ

รวมร้านอาหารและคาเฟ่ที่น่าสนใจในกรุงเทพฯ

ลิ้มลองรสชาติแห่งฤดู 'ทรัฟเฟิลขาว' ด้วยเมนูจาก 3 ร้านอาหารแนะนำ
Restaurants

ลิ้มลองรสชาติแห่งฤดู 'ทรัฟเฟิลขาว' ด้วยเมนูจาก 3 ร้านอาหารแนะนำ

มนุษย์เราเริ่มมีประวัติการกินทรัฟเฟิลมาตั้งแต่ 1-2 พันปีก่อนแล้ว ด้วยรสและกลิ่นที่หอมอะโรม่า ทำให้มันกลายเป็นที่นิยมในชนชั้นสูงมานับแต่นั้น อย่างเช่นในยุคเรเนซองส์ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งประเทศฝรั่งเศส ก็ได้ลองชิมแล้วติดใจจนมีคำสั่งให้เพาะเห็ดทรัฟเฟิลเอง ซึ่งแน่นอนว่าไม่สำเร็จ เพราะเห็ดชนิดนี้เรื่องมากกว่าที่หลายคนคิด แม้ปัจจุบันมีหลายประเทศที่ปลูกทรัฟเฟิลเองได้ แต่ทรัฟเฟิลที่ทุกคนยอมรับว่าหอมและรสชาติอร่อยที่สุดก็คือ ทรัฟเฟิลป่า ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ และเกิดในช่วงฤดูหนาว (Winter Truffle) เท่านั้น ซึ่งแหล่งกำเนิดทรัฟเฟิลที่ทุกคนยกให้ว่าดีที่สุด มีคุณภาพที่สุด และแพงที่สุด ก็คือจาก เมืองอัลบา ประเทศอิตาลี ที่เชฟและหลายร้านอาหารดังเลือกนำไปใช้ อีกทั้งเห็ดอันเลอค่านี้มักจะขึ้นอยู่ใต้ดินใกล้กับรากไม้ของต้นบางชนิดเท่านั้นอีกด้วย อาทิ ต้นโอ๊ก ต้นสน ต้นพอปลาร์ ต้นเบิร์ช ซึ่งทำให้การหาทรัฟเฟิลต้องพึ่งสัตว์ในการช่วยดมกลิ่น ในสมัยก่อนชาวบ้านนิยมใช้หมู แต่หลายครั้งที่พวกมันเจอและกินทรัฟเฟิลไปเสียก่อน ตอนนี้หลายแห่งจึงเปลี่ยนมาพึ่งสุนัขในการดมหาทรัฟเฟิลแทน ด้วยความหายาก มีน้อย และต้องอาศัยแรงทั้งคนและสัตว์ ทำให้เห็ดทรัฟเฟิลมีราคาแพงอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะ ทรัฟเฟิลขาว ที่มีขนาดใหญ่กว่าและหายากกว่าทรัฟเฟิลดำ (เราว่าแอบหอมกว่าด้วย) ทำให้มันมีราคาสูงขึ้นไปอีก 1-2 เท่าตัวเลยทีเดียว ซึ่งในตอนนี้ ช่วงเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม ก็เป็นเวลาที่ทรัฟเฟิลมีคุณภาพสูงที่สุดพอดี เราจึงไม่อยากให้ทุกคนพลาดชิม 'แรร์ไอเท็มแห่งวงการอาหาร' ที่จะมีเพียงปีละครั้งเท่านั้น! เราจึงขอแนะนำ 3 ร้านอาหารที่มีเมนูทรัฟเฟิลขาว ให้ตามไปลองกันได้เลย!

6 พิกัดร้านนั่งกินอาหารเช้า สำหรับนกที่ไม่ตื่นสาย
Restaurants

6 พิกัดร้านนั่งกินอาหารเช้า สำหรับนกที่ไม่ตื่นสาย

ยินดีต้อนรับสู่ Breakfast Club ที่มีเพียงคนตื่นเช้าเท่านั้นที่จะได้ลิ้มลอง เพราะวันนี้เรามีร้านอาหารเปิดแต่เช้าตรู่มาแนะนำให้ทุกคนตามไปชิมกัน แม้ว่าหลายร้านจะเปิดยาวๆ ไปจนถึงเย็น แต่เชื่อเราเถอะว่าบรรยากาศสดชื่นยามได้นั่งจิบกาแฟ กินโทสต์ร้อนๆ ในตอนเช้าที่ไม่วุ่นวายนัก อาจช่วยให้เวลาที่เหลืออีกทั้งวันของเรากลายเป็นวันดีๆ ที่น่ารื่นรมย์ขึ้นมาได้ไม่ยาก ส่วนจะมีร้านไหนพร้อมเสิร์ฟเบรคฟาสต์ให้เราไปนั่งชิลบ้าง มาดูกันเลยดีกว่า

5 ข้าวซอยร้านเด็ดที่ต้องไปชิมหากได้ไปเยือนเชียงใหม่
Restaurants

5 ข้าวซอยร้านเด็ดที่ต้องไปชิมหากได้ไปเยือนเชียงใหม่

อาหารท้องถิ่นภาคเหนือที่มีชื่อเสียงและมีขายอยู่แทบทุกหัวมุมเมืองในจังหวัดเชียงใหม่อย่าง ข้าวซอยนั้น เป็นเมนูที่ทุกๆ คนต้องถามถึงเมื่อมีโอกาสได้ไปเยือนจังหวัดเชียงใหม่ แต่เอาเข้าจริงก็อาจจะมีเพียงไม่กี่ร้านที่เสิร์ฟรสชาติข้าวซอยได้อย่างถึงเครื่อง ซึ่ง Time Out ก็ได้ไปคัดมา 5 ร้านที่เราชื่นชอบที่สุดมาให้ไปตามชิมกันได้เลย

ชิลริมเจ้าพระยา ชิมของอร่อยใน 12 ร้านเด็ดที่ท่าพระจันทร์
Restaurants

ชิลริมเจ้าพระยา ชิมของอร่อยใน 12 ร้านเด็ดที่ท่าพระจันทร์

ชวนไปเดินลัดเลาะย่าน ‘ท่าพระจันทร์’ ที่นอกจากจะเป็นตลาดพระเครื่องที่โด่งดังมากแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ แล้ว ยังเป็นแหล่งรวมของกินอร่อยๆ อีกนับสิบร้าน ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ข้าวหน้าเนื้อ โรตีมะตะบะ หมูทอด ฯลฯ ที่สำคัญคือท่าเรือแห่งนี้อยู่ติดกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตท่าพระจันทร์ ลูกค้าจำนวนไม่น้อยก็เป็นน้องๆ นักศึกษา เพราะฉะนั้นราคาจึงย่อมเยา ใครอยากชิมของอร่อย ราคาสบายกระเป๋า กับบรรยากาศดีๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตามเรามาได้เลย

รีวิวบาร์ล่าสุดในกรุงเทพฯ

Just A Drink (Maybe)
Bars

Just A Drink (Maybe)

บาร์จินชื่อคุ้นหูคุ้นตาจากย่านทองหล่อที่ตอนนี้ได้ย้ายมาสู่โลเคชั่นแห่งใหม่แถวสาทร-ช่องนนทรี สำหรับคนที่ยังไม่เคยจิบเครื่องดื่มจากร้านนี้ เราบอกเลยว่าหากได้ลองแล้ว บาร์แห่งนี้อาจกลายเป็นร้านโปรดของคุณเลยก็ได้หากได้ลองแวะมา ดื่มสักแก้วหนึ่ง Just A Drink (Maybe) นอกจากจินที่ร้านขึ้นชื่อและมีให้เลือกจากหลายแหล่งกำเนิด บาร์แห่งนี้ยังกลับมาพร้อมบรรยากาศใหม่ที่เปิดต้อนรับเราตั้งแต่เที่ยงวันยันเที่ยงคืน โดยช่วงเช้าจะเสิร์ฟเมนูกาแฟและเบเกอรี่ให้มานั่งใช้เวลากันได้ ซึ่งเมนูที่มีก็ครบตามพื้นฐานที่คอกาแฟนิยม อาทิ เอสเพรสโซ่ อเมริกาโน่ ลาเต้ หรือพิเศษขึ้นมาหน่อยก็มี Citrus No. 1 ที่ผสมโซดาและน้ำส้ม ซึ่งราคาเครื่องดื่มจะอยู่ระหว่าง 50-100 เท่านั้นเอง หลังจากนั้น ตั้งแต่ช่วง 5 โมงเย็นเป็นต้นไป ร้านจะกลายเป็นบาร์นั่งดื่มบรรยากาศดีที่มีเครื่องดื่มเสิร์ฟหลากหลายชนิด โดยเฉพาะเมนูค็อกเทลที่เราไม่อยากให้ทุกคนพลาด เพราะมีความน่าสนใจทั้งรสชาติ หน้าตา และความสร้างสรรค์ที่ทำให้เราประทับใจได้แบบง่ายๆ โดยร้านจะมีการเปลี่ยนเมนูซิกเนเจอร์ทุก 2 เดือน เพื่อให้นักดื่มได้ลิ้มลองความใหม่อยู่เสมอ หากแวะไปช่วงนี้ทุกคนจะได้ลองค็อกเทลในคอนเซ็ปต์ Less Is More ที่ร้านเชื่อว่าค็อกเทลก็เหมือนกับเทรนด์อาหาร ที่ตอนนี้คนเปลี่ยนจากให้ความสนใจด้านการตกแต่ง มาโฟกัสที่รสชาติและความเรียบง่ายที่ไม่ธรรมดาของเครื่องดื่มแทน อย่างเช่นแก้วที่เราจิบเพียงครั้งเดียวก็ไม่พออย่าง Corn, Maybe Corn Flakes (390 บาท) เหล้าเบอร์บอนที่ร้านนำไปอินฟิวส์กับข้าวโพดย่างเนย ผสมกับคาราเมลไซรัป ท็อปด้วยคอนเฟล็กเคลือบคาราเมลอีกที หน้าตาดูเหมือน on the rock แต่ด้วยรสของข้าวโพดย่างเนยที่ชัดเจน บวกกับกลิ่นหอมคาราเมล ทำให้แก้วนี้ดื่มง่ายจนเรายกให้เป็นแก้วโปรด (Maybe) It Is Cold Brew Tonic (390 บาท) ก็เป็นซิกเนเจอร์ค็อกเทลที่น่าสนใจอีกแก้ว เพราะร้านใช้เบสจากวิสกี้ ผสมด้วยน้ำเชื่อมทับทิมโฮมเมดและกาแฟโคลด์บริว แก้วนี้ดื่มแล้วได้ทั้งรสวิสกี้และกาแฟที่ให้ความสดชื่นแบบแปลกใหม่ ส่วนเมนูคลาสสิคจินค็อกเทลที่ร้านแนะนำก็มีอย่างเช่น Pegu Club (330 บาท) จินผสมส้มลิเคียวร์และน้ำมะนาว ดื่มแล้วได้ทั้งรสหวานและขมกำลังดี หรืออีกเมนู White Lady (330 บาท) แก้วนี้ผสมด้วยจิน น้ำมะนาว และไข่ขาว เวลาดื่มจะได้รสเปรี้ยวหวานละมุน เป็นเมนูสำหรับคนอยากดื่มสบายๆ นั่งชิลตลอดคืน และเนื่องจากเจ้าของร้านเป็นชาวไต้หวัน คุณเฮอร์แมน วู (Herman Wu) เมนูของกินเล่นที่ร้านส่วนใหญ่จึงเป็นสไตล์ไต้หวันด้วย อาทิ เฟรนช์ฟรายส์กระเทียม (160 บาท) Fish cake (160 บาท) หรือ ไก่ทอดสไตล์ไต้หวัน (180 บาท) ที่คุณเฮอร์แมนบอกว่านำสูตรของคุณยายมาทำให้ชิมกันเลย ร้านเปิดให้บริการทุกวันอังคาร - อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 12.00 - 00.00 น. (เฉพาะวันเสาร์ 17.00 - 00.00 น.) โดยตั้งอยู่ไม่ไกลจาก BTS ช่องนนทรี

Sirimahannop (สิริมหรรณพ)
Bars

Sirimahannop (สิริมหรรณพ)

สิริมหรรณพ เรือใบสามเสาที่จอดเทียบท่าอยู่ ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ ไม่ใช่เรือที่จะพาทุกคนออกเดินทางล่องแม่น้ำเจ้าพระยาแต่อย่างใด เพราะบนเรือลำนี้บรรทุกบรรยากาศที่ชวนหลงใหลสำหรับนักดื่มและนักชิม ที่จะพาทุกคนออกเดินทางผ่านอาหารและเครื่องดื่มที่น่าตื่นตาแทน เรือลำนี้มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ ด้วยความยาวกว่า 50.50 เมตร กว้าง 11 เมตร และสามารถรองรับแขกได้ราว 330 คน ที่นี่จึงเหมาะสำหรับการดินเนอร์หรือจัดปาร์ตี้พิเศษ โดยเรือสิริมหรรณพ มีต้นแบบมาจาก ‘เรือทูลกระหม่อม’ เรือหลวงที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นเรือลำสำคัญที่ทำหน้าที่ด้านการค้าระหว่างประเทศและช่วยกอบกู้บ้านเมืองให้พ้นวิกฤตการณ์ช่วง ร.ศ.112 การตกแต่งเน้นความหรูหราวิจิตร ให้ความรู้สึกคลาสสิคมากขึ้นด้วยสิ่งของเครื่องใช้ราวกับในอดีต บนดาดฟ้าเรือเป็นพื้นที่สำหรับแฮงเอาท์ สามารถรับอากาศยามเย็นริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้สบายๆ ส่วนชั้นล่างจะให้บรรยากาศที่เป็นส่วนตัวและเงียบสงบกว่า จึงเหมาะกับการประชุมหรือจัดปาร์ตี้ส่วนตัว แต่ด้วยพื้นที่ที่จำกัดเนื่องจากเป็น เรือ ทำให้เมนูอาหารมีจำกัดตามกันไป ซึ่งทีมครัวเป็นของโรงแรมแมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์คฯ โดยเราสามารถสั่งอาหารได้ทั้งแบบอลาคาร์ทและคอร์สเมนู (สำหรับห้องวีไอพี) สำหรับจานแนะนำก็เช่น Green Papaya Fries (85 บาท) มะละกอทอดเสิร์ฟพร้อมซอสแกงกะหรี่ Slow-Cooked Chicken Thigh (120 บาท) สะโพกไก่เนื้อนุ่ม พร้อมซอสสะเต๊ะ และ Smoky Eggplant (120 บาท) มะเขือรมควันหอมกลิ่นสมุนไพรใต้ นอกจากนี้ก็ยังมีเมนูซีฟู้ดและอาหารนานาชาติให้สั่งอีกด้วย เมนูเครื่องดื่มจะช่วยสร้างสีสันให้เรือลำนี้เป็นพิเศษ โดยเฉพาะ บาร์รัม ที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องกัปตันเรือ ซึ่งทุกคนสามารถเข้าไปนั่งจิบค็อกเทลในบาร์นั้นได้ ซึ่งเมนูค็อกเทลที่แนะนำเป็นเมนูที่ใช้ผลไม้จากท้องถิ่นที่ไม่ค่อยมีใครใช้ อาทิ มะเฟือง ขนุน ลำไย หรือส้มโอ สำหรับเครื่องดื่มที่น่าลองอย่างเช่น Tamarind long drink (380 บาท) ที่ได้รสเปรี้ยวชัดเจนจากมะขาม แต่หากเป็น Rambutan (380 บาท) จะถูกใจคนชอบความสดชื่นเป็นพิเศษ อีกทั้งดื่มแล้วได้กลิ่นของใบเตยอยู่ด้วย เรือสิริมหรรณพ เปิดให้บริการทุกวันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 16.00 - 00.00 น. วันเสาร์ – อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 12.00 - 00.00 น.

Tropic City
Bars

Tropic City

เป็นเวลาหลายปีแล้วที่บาร์เทนเดอร์ชาวสวีเดน Sebastian de la Cruz และ Philip Stefanescu ได้พบกันที่กรุงเทพฯ และแชร์ความรักที่มีต่อค็อกเทลแบบทิกิ และได้สร้างสรรค์เมนูเด็ดๆ ให้กับร้าน UNCLE และ Lady Brett ตอนนี้พวกเขาจึงได้เปิดตัวโปรเจ็กต์ใหม่ล่าสุดซึ่งเน้นที่เครื่องดื่มผสมกับรัมและน้ำผลไม้ต่างๆ  Tropic City ตั้งอยู่ในซอยเจริญกรุง 28 สุดฮิป โดยได้เปลี่ยนบ้านเก่าให้กลายเป็นบาร์ ตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์ลายนกแก้วและนกฟลาเมนโก้สีชมพู รวมไปถึงการใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ โซฟาแบบวินเทจ ไฟนีออนรูปสับปะรด และดอกกล้วยไม้ในการตกแต่ง ที่นี่ไม่ใช่บาร์ทิกิ แต่เป็นบาร์ที่ผสมผสานความเป็น "ทรอปิคัล" เข้าด้วยกันมากกว่า (การจะเป็นบาร์ทิกิได้ เครื่องดื่มในเมนูจะต้องเบสรัม 99% ต้องมีการตกแต่งธีมโพลินีเซียน และเพลงที่ให้ความรู้สึกราวกับเดินในป่าฝนเขตร้อนเท่านั้น) ที่นี่เน้นเครื่องดื่มเบสรัมเป็นหลัก โดยผสมผสานกับการใช้น้ำผลไม้สด และน้ำเชื่อมจากผลไม้ท้องถิ่นตามฤดูกาล โดยมีเครื่องดื่มเด่นๆ อย่าง Cane Suggah (350 บาท) เครื่องดื่มสไตล์ piña colada ที่ผสมผสานระหว่างน้อยหน่า มะพร้าว Pisco Demonios, Chalong Bay Cinnamon น้ำเชื่อมอากาเว่ น้ำส้ม และน้ำมะนาว จนออกมาเป็นเครื่องดื่มหวานๆ ที่มีกลิ่นหอม (แต่ถ้าฤดูกาลไหนไม่มีน้อยหน่า รสชาติก็จะเปลี่ยนไปจากเดิม) โดยล่าสุด ร้านได้ปล่อยเมนูค็อกเทลใหม่มาให้ลิ้มลองแล้ว พร้อมด้วยกิจกรรม Rum Tastings ที่จะจัดประจำทุกเดือน เพื่อให้เราได้ลองชิมรสชาติใหม่ๆ ที่หลากหลาย ซึ่งกิจกรรมมีค่าใช้จ่าย 2,000 บาทต่อคน (ระยะเวลา 1 ชั่วโมง: 19.00-20.00 น.) Tropic City เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 19.00-01.00 น. สามารถสำรองที่นั่งหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 097 242 2890

Mayrai @Wireless (ถนนวิทยุ)
Bars

Mayrai @Wireless (ถนนวิทยุ)

หลังจากสองพี่น้องครอบครัวทัศนาขจร เชฟต้น-ธิติฏฐ์ แห่งร้านอาหาร Le Du และน้องชาย ตาม-ชัยศิริ ได้ชวนกันเปิดไวน์บาร์แสงนีออนในย่านท่าเตียนไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ในชื่อว่า เมรัย จนตอนนี้คล้อยมาถึงครึ่งปีหลัง สองพี่น้องผู้ชื่นชอบการดื่มเนเชอรัลไวน์ ก็ตัดสินใจเปิด ไวน์บาร์แห่งที่ 2 ขึ้นบนถนนวิทยุ โดยตั้งอยู่ในสถานที่เดียวกับ Baan ร้านอาหารไทยอีกแห่งหนึ่งของเชฟต้น Mayrai @Wireless อาจเรียกว่าเป็นอีกส่วนหนึ่งของร้าน Baan ก็ว่าได้ เพราะทุกคนที่แวะมากินอาหารสามารถเดินเชื่อมเข้าสู่บาร์แห่งนี้ได้เหมือนกัน เราจะได้เห็นบางเมนูเครื่องดื่มที่มีเสิร์ฟทั้งในร้าน Baan และ Mayrai แห่งใหม่นี้ด้วย โดยบรรยากาศร้านค่อนข้างต่างจาก เมรัย ย่านท่าเตียนอยู่มาก เพราะบาร์แห่งนี้ตั้งใจมาในสไตล์อีสานโมเดิร์น จึงเน้นการตกแต่งและใช้สีที่ดูสนุกสนาน สดใส ทว่ายังคงผสมความดูดีมีระดับลงไป ด้วยการใช้ผ้าม่านสีส้มผืนใหญ่ติดจากเพดานจรดพื้น พร้อมกับโต๊ะหินอ่อนที่จับคู่กับเก้าอี้หวาย ไหนจะของตกแต่งอีกหลายๆ จุดที่ประยุกต์มาจากของใช้พื้นบ้านต่างๆ เมนูขึ้นชื่อของร้านที่ใครมาก็ต้องสั่ง แน่นอนว่าเป็น ผัดไทเมรัย (79 บาท) ซึ่งร้านใช้วุ้นเส้นแทนเส้นจันท์ และผัดให้มีรสเผ็ดนิดๆ เผื่อว่าคนไหนสั่งมากินคู่กับไวน์จะได้เข้ากัน ทว่าความพิเศษที่สุดของเมรัยสาขานี้ก็คือ เมนูอาหารอีสานที่มีเฉพาะสาขาถนนวิทยุเท่านั้น ซึ่งเชฟต้นเพิ่มมาให้กว่า 10 เมนูด้วยกัน แต่ละจานเน้นรสชาติสไตล์อีสานแท้ คือจัดจ้านและเข้มข้น อย่างเช่นจานแรกที่ได้ลอง ผัดกระเจี๊ยบพม่าคอมูย่าง (170 บาท) จานนี้กินแล้วได้รสเปรี้ยวนำ ตามด้วยรสชาติที่อ่อนลงมาหน่อย แกงเปรอะ (120 บาท) เป็นต้มเห็ดและสมุนไพรแบบจัดเต็ม และอีกเมนูแนะนำ ตำป่าหอยเชอรี่ (89 บาท) เสิร์ฟมาในถาดพร้อมแคบหมูให้กินแกล้มกัน นอกจากเมรัยจะมี Natural Wine ที่ตั้งใจคัดสรรด้วยการชิมมาเองจากหลายแห่งมาใส่ไว้เต็มเล่มเมนูให้ทุกคนได้เลือกลอง ร้านก็ยังมีเครื่องดื่มค็อกเทล ม็อกเทล และซิกเนเจอร์อย่าง ยาดอง สูตรพิเศษที่มีเสิร์ฟในบาร์แห่งนี้ให้ดื่มอีกเช่นกัน เมรัย สาขาถนนวิทยุ เปิดให้บริการทุกวันพุธ - จันทร์ ตั้งแต่เวลา 12.00 - 00.00 น. โดยจะมีดนตรีสดเล่นให้ฟังทุกคืนในเวลา 20.00 น.

REI Bangkok
Bars

REI Bangkok

บาร์กึ่งร้านอาหารที่เพียงแค่บรรยากาศหน้าร้านก็ช่วยดึงดูดให้หลายคนที่ผ่านไปมาในย่านนี้ อยากลองเข้าไปสัมผัสบรรยากาศด้านใน ที่ราวกับเป็นโลกอีกใบหนึ่งซึ่งมีเพียงกระจกกั้นไว้ด้วยตัวเอง REI เป็นบาร์น้องใหม่ที่ยังมีอายุไม่ครบขวบปี ร้านเปิดอยู่ในย่านตลาดน้อยที่เลื่องชื่อว่าเป็นเมืองเก่า เต็มไปด้วยกลิ่นอายย้อนสมัยจากทั้งอาหาร ผู้คน และร้านรวงต่างๆ ทั้งเจ้าเก่าและใหม่ที่เปิดอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน ทว่า REI เลือกที่จะเป็นน้องใหม่ในย่านนี้ที่มีกลิ่นอายของอนาคต ความทันสมัย และเป็นมากกว่าร้านนั่งชิลทั่วไป ด้วยการใช้แสงสีสไตล์ Asian light ที่ผ่านการออกแบบโดยศิลปินเข้ามาตกแต่งให้ร้านมีชีวิต เร หรือ เร-อิ มีที่มาจากคำว่า Ray ในภาษาอังกฤษที่หมายถึง แสง ก่อนจะเล่นคำให้ดูมีความเป็นเอเชียมากขึ้น โดยร้านเปิดตัวครั้งแรกช่วงเทศกาล Bangkok Design Week 2020 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ร่วมจัดแสดงงาน ภายในร้านออกแบบอย่างเป็นสัดส่วน เน้นเปลือยโครงสร้างและใช้เหล็กเป็นหลัก เพราะตั้งใจสะท้อนอาชีพของคนในย่าน โซนด้านล่างจัดโต๊ะขนาดเล็กกำลังพอดีสำหรับคนที่มาเป็นกลุ่มไม่ใหญ่ บันไดขึ้นสู่ชั้นสองทั้งสองฝั่งจะทำให้เราเจอกับโซนบาร์ค็อกเทลด้านบนที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว และสามารถมองลงมาเพื่อชมบรรยากาศด้านล่าง รวมถึงนั่งมองแสงสีที่จะวาดลวดลายบนกำแพงให้เราชมตลอดคืน บาร์แห่งนี้มีไฮไลท์อีกหนึ่งคือ เมนูอาหารที่ออกแบบโดย 'เชฟแอนดี้ หยาง' เชฟระดับดาวมิชลิน ที่รังสรรเมนูนี้ให้เนื่องในโปรเจ็กต์ช่วงเทศกาลงานออกแบบฯ และมอบให้เป็นจานเด่นประจำร้านอย่างถาวร เมนูเหล่านั้น ได้แก่ แก้มปลาบุริย่างซีอิ๊ว (315 บาท) แก้มปลาบุริย่างถ่านเสิร์ฟพร้อมทับทิม และ ยำแซลมอน (195 บาท) ยำสูตรเชฟแอนดี้ที่ปรุงรสจัดจ้านกำลังดี เหมาะกับการสั่งมากินเล่นตัดรสจานอื่นๆ สำหรับของกินเล่นที่ร้านมีอีก อย่างเช่น ทาโกะวาซาบิ (115 บาท) คอหมูย่างหมักน้ำปลา (175 บาท) และที่พลาดไม่ได้ ไก่ทอด REI (295 บาท/10 ชิ้น) ไก่ทอดกรอบนอกนุ่มในที่ปรุงรสชาติมาให้กำลังดี รับรองกินคู่กับเครื่องดื่มแล้วเข้ากัน REI มีดนตรีสดทุกคืนวันศุกร์ - เสาร์ ตั้งแต่เวลา 20.00 น. สามารถจอดรถได้บริเวณร้าน โดยเปิดให้บริการทุกวันอังคาร - อาทิตย์ เวลา 18.00 - 00.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์)

Sombat Bar
Bars

Sombat Bar

บาร์ค็อกเทลที่ตั้งใจเป็นพื้นที่นั่งดื่มให้ทุกคนเดินทางมาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์อันล้ำค่ากันได้ตั้งแต่กลางวันจนถึงกลางคืน บาร์ซ่อนตัวอยู่ด้านในบริเวณล็อบบี้ของโรงแรม Mestyle Museum Hotel ย่านห้วยขวาง ด้วยคอนเซ็ปต์ของโรงแรมที่ตกแต่งเป็นโรงแรมของนักสะสม เราจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ค่อนข้างเป็นอาร์ตติสท์ และเต็มไปด้วยสิ่งของต่างๆ ที่มีคาร์แร็กเตอร์หลากหลาย สมบัติบาร์ ในตอนเช้าจะมีกาแฟให้นั่งดื่ม แต่เมื่อถึงเวลากลางคืนบรรยากาศจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการตกแต่งราวกับเป็นเพนท์เฮาส์ของนักเดินทางที่เต็มไปด้วยประสบการณ์มากมาย เราจะรู้สึกเหมือนกำลังนั่งดื่มค็อกเทลรสชาติดีอยู่ที่บ้านเพื่อนสักคน ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าสนใจจัดวางไว้ตามมุมต่างๆ ให้เราเกิดสงสัย ซึ่งค็อกเทลของที่นี่อิมพอร์ตสูตรมาจากนพบุรีบาร์ที่เชียงใหม่ ดังนั้นใครเป็นแฟนคลับก็ไม่ต้องไปไกลถึงเชียงใหม่แล้วนะ ค็อกเทลของสมบัติบาร์ค่อนข้างดื่มง่าย แนะนำให้ลองสั่ง ต้มยำ (320 บาท) ที่เราจะได้กลิ่นหอมมะกรูดตั้งแต่แก้วยังไม่มาเสิร์ฟ รสชาติออกเปรี้ยวหวาน หอมเครื่องเทศแบบต้มยำตามชื่อ แก้วต่อมา ธาดา (320 บาท) ผสมด้วยเบอร์เบินวิสกี้ ราสเบอร์รี่ และผลไม้อื่นๆ รสชาติหวานนุ่ม แก้วซิกเนเจอร์เป็นชื่อ สมบัติ (320 บาท) เหมาะกับคนชื่นชอบการดื่มโดยเฉพาะ เพราะแก้วนี้รสชาติแรงกว่าตัวอื่น แต่ดื่มแล้วรู้สึกมีรสหวานที่ปลายลิ้น หรือใครที่อยากดื่มแบบเบาๆ เราแนะนำให้ลอง แฟนสวย (320 บาท) ค็อกเทลเสิร์ฟพร้อมไอศกรีมดาร์คช็อคโกแลต เหมาะกับการสั่งแทนขนมหวานธรรมดาปิดท้ายวัน แก้วนี้รับรองว่ากินแล้วเพลินมากๆ แถมรสชาติของค็อกเทลและไอศกรีมก็เข้ากันดีอีกด้วย ถ้าใครกำลังหาบาร์นั่งดื่มเพื่อนั่งพูดคุยกันในบรรยากาศสบายๆ และไม่เต็มไปด้วยผู้คน เราว่าที่บาร์แห่งนี

บาร์อื่นๆ ในกรุงเทพฯ

บทสัมภาษณ์ใหม่ล่าสุด

Wild Nature Artisan สวนออร์แกนิกที่อยากให้ทุกคนสนุกกับเรื่องอาหาร
Restaurants

Wild Nature Artisan สวนออร์แกนิกที่อยากให้ทุกคนสนุกกับเรื่องอาหาร

เกลือรสไส้อั่ว ชาอินฟิวส์รสแกงไทย สองพี่น้องจากเชียงใหม่ที่อยากสร้างความหลากหลายให้กับอาหาร

ธีรวัฒน์ คลังเจริญชัย เจ้าของผลงานทะเลดิจิทัล Rivulet
Art

ธีรวัฒน์ คลังเจริญชัย เจ้าของผลงานทะเลดิจิทัล Rivulet

Rivulet (ริวัลเล็ต) ผลงานแสดงไฟในเทศกาล Awakening Bangkok 2020 ที่ฉายอยู่บนสนามฟุตบอลเล็กๆ ใกล้กับมัสยิดฮารูน เป็นชิ้นงานจัดแสดงในรูปแบบการฉาย mapping ลงบนพื้น ด้วยลวดลายคล้ายกับผืนน้ำ ซึ่งจะมีการเปลี่ยนลายไปเรื่อยๆ ให้ทุกคนกลับไปถ่ายรูปกันได้ตลอดช่วงเทศกาล และนอกจากแสง สี เสียง ถ้าพูดถึงสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินสร้างผลงานชิ้นนี้ออกมาก็มีความล้ำลึกไม่แพ้กัน Tanisorn Vongsoontorn/TimeOut Bangkok “ผมเริ่มสนใจงานศิลปะแนวนี้มา 10 กว่าปีแล้ว ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เป็นความชอบส่วนตัวด้านแสงสีเสียงด้วย โดยเฉพาะพวก sound electronic ผมเลยไปเรียนต่อที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ที่เขามีมหาวิทยาลัยขึ้นชื่อเรื่องพวกนี้โดยตรง” คุณธี -  ธีรวัฒน์ คลังเจริญชัย ศิลปินเจ้าของผลงานชิ้นนี้เล่าให้เราฟังถึง ความชอบในการทำผลงานสไตล์ Mapping จนทำให้เขาตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทคณะ Media Spaces (M.A.) ที่ University of Applied Sciences Europe ประเทศเยอรมนี เป็นคณะที่เรียนโดยตรงด้านมัลดิมีเดียและสเปซ โดยขณะเรียนอยู่ที่นั่นเขาก็เคยมีผลงานทำเสียงประกอบให้นิทรรศการในพิพิธภัณฑ์ของกรุงเบอร์ลินด้วย “ศิลปินที่ผมชื่นชอบคือ ริวจิ อิเคดะ (Ryoji Ikeda) เป็นศิลปินวิชวลอาร์ตที่ทำงานสื่อผสม การฉาย mapping หรือการเขียนโค้ดดิ้งแบบ generative design” Tanisorn Vongsoontorn/Time Out Bangkok หลังจากคุณธีกลับมาจากประเทศเยอรมนี เขาก็จัดแสดงผลงานชิ้นแรกในประเทศไทยร่วมกับศิลปินคนอื่นๆ ที่มาจากประเทศเยอรมนีเช่นกัน ในนิทรรศการที่ชื่อว่า ‘There Is No Thai Park’ ที่เคยจัดแสดงอยู่ ณ SAC Gallery ชิ้นงานของคุณธีเป็นดิสโก้บอลที่มีการฉาย mapping ลงบนลูกบอลดิสโก้ นิทรรศการนี้เล่าถึงความทรงจำที่ศิลปินมีเกี่ยวกับ Thai Park สวนสาธารณะแห่งหนึ่งในกรุงเบอร์ลิน สำหรับผลงาน Rivulet ที่จัดแสดงในเทศกาล AWKN2020 จึงเป็นชิ้นงานที่ 2 ที่ศิลปินจัดแสดงในประเทศไทย เป็นการผสมทั้ง ความชอบ และ ความเชื่อ ส่วนตัวลงไป จนเกิดเป็นงานจัดแสดงชิ้นนี้ที่คุณธีต่อยอดมาจากคอนเซ็ปต์งานที่พูดถึงการก้าวไปข้างหน้า การมีความหวัง โดยศิลปินมองว่าเนื่องจากปีนี้เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ทุกคนเกิดทั้งความกลัว ความเศร้า และรู้สึกหดหู่ จึงอยากนำเสนอผลงานที่จะสร้างความกล้าให้ทุกคนไม่กลัวความเปลี่ยนแปลงที่จะเข้ามา “การไม่มีความหวังทำให้ชีวิตเราไม่สดใส พอผมได้เห็นพื้นที่ตรงนี้ที่เป็นของมัสยิดฮารูนก็รู้สึกสนใจ เพราะเหมาะกับการฉาย mapping ลงบนพื้น ซึ่งพื้นที่นี้จะมีข้อจำกัดคือ ห้ามมีเสียง และต้องไม่รบกวนคนในพื้นที่เยอะ" View this post on Instagram A post shared by Adit Sombunsa (@aditsombunsa) "ผมเลยกลับมาคิดว่าจะทำชิ้นงานแบบไหนดีที่ตรงกับสิ่งที่เราสนใจ แล้วก็จบที่งานเกี่ยวกับ ‘น้ำ’ เพราะผมอยากให้ทุกคนเอาชนะความกลัวของตัวเอง จึงตัดสินใจทำผลงานที่ให้ทุกคนมาลอง 'เดินบนน้ำ' ซึ่งเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติและเป็นไปไม่ได้” คุณธีตั้งใจทำผลงานชิ้นนี้เพราะอยากให้ผู้มาชมงานได้รู้สึกได้ก้าวข้ามขีดจำกัด ราวกับได้เอาชนะความกลัวของตัวเอง และเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลง ความไม่แน่นอนต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งเราเพียงต้องกล้าที่จะก้าวออกไปเพื่อเอาชนะสิ่งเหล่านั้น “ผมรู้สึกว่างานนี้เข้ากับพื้นที่ตรงนี้ได้ดี เหมือนมันสามารถอยู่กับทุกคนได้ ส่วนตัวแล้วผมเป็นคนสนใจเรื่องความเชื่อและศาสนาด้วย และไม่ว่าศาสนาไหนก็จะมีการพูดถึงน้ำ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิต ก็เลยเกิดเป็นชิ้นงานนี้ ที่ชื่อว่า Rivulet แปลว่า แม่น้ำ หรือคูน้ำเล็กๆ ส่วนตัวชอบคำนี้ด้วย เพราะว่า vu-let คล้ายกับคำว่า bullet ที่หมายถึงกระสุนพอดี ตรงกับความตั้งใจของผมที่อยากให้งานนี้เป็นเหมือนการยิงความกล้าออกไปให้ทุกคนเผชิญกับสิ่งใหม่ๆ” Yasinthorn Sangprateep Yasinthorn Sangprateep ถ้าถามว่าการเขียนโค้ดยากไหม ผมคิดว่าเพราะเป็นสิ่งที่เราชอบและเนิร์ดมากกว่า คุณธีบอกว่างานชิ้นนี้จะมีอยู่ประมาณ 2-3 ลาย ซึ่งจะเปลี่ยนลายไปเรื่อยๆ ให้คนมาเดินเที่ยวงานไม่เบื่อ ซึ่งจะคงคอนเซ็ปต์น้ำเอาไว้ แต่ว่าจะเปลี่ยนรูปร่างรูปทรงต่างกันไป โดยงานนี้สร้างขึ้นจากการเขียนโค้ด หรือ generative design ที่ไม่ใช่ภาพวิดีโอ แต่เป็นการประมวลผลโดยอัลกอริทึ่มที่ทำให้ชิ้นงานเคลื่อนไหวจริงเหมือนน้ำ ลายที่ฉายลงพื้นจึงขยับไม่ซ้ำกัน “ตอนเรียนก็ไม่มีการสอนทั้งหมด แต่เพราะเราชอบ เราสนใจ เราทำมันเรื่อยๆ ทำทุกวัน อีกอย่างหนังสือเกี่ยวกับการเขียนโค้ดก็มีอยู่ในห้องสมุดอยู่แล้ว ถ้าเราขยันพอที่จะขุดมัน ก็จะเจอวิธีทาง” ซึ่งเรื่องน่าเสียดายอย่างหนึ่งคือตอนแรกคุณธีวางแผนให้ชิ้นงานสามาถ interact กับคนดูได้ด้วยตัวเอง แต่เพราะความสูงของหลังคาที่ต้องปีนขึ้นไปติดตั้งระบบ ทำให้ลูกเล่นนี้ต้องยกเลิกไป แต่ถึงอย่างนั้น ขณะนั่งสัมภาษณ์เราก็ได้เห็นการอยู่ร่วมกันระหว่างชุมชนและชิ้นงาน อย่างเช่นเด็กๆ ที่มาเกลือกกลิ้งบนสนามฟุตบอลเพื่อเล่นกับแสง หรือเสียงพิธีกรรมจากมัสยิดฮารูน สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มบรรยากาศให้ชิ้นงานดูมีมนต์ขลังได้อย่างน่าสนใจ “การนำชิ้นงานมานำเสนอบนพื้นที่ตรงนี้ คนในพื้นที่ก็ไม่ได้ต่อต้านอะไร แต่เราก็มีการคุยกันเพื่อปรับคอนเซ็ปต์ที่มีการพูดถึงศาสนา เพราะชาวบ้านแถบนี้ส่วนใหญ่เป็นอิสลาม หากมีคนมาถามเราก็จะเล่าเท่าที่เล่าได้ แต่ผมเองอยากให้มองว่าเป็นงานศิลปะมากกว่า” Rivulet ชิ้นงานจัดแสดงหมายเลข 8 อยู่ที่ มัสยิดฮารูน ไม่ไกลจากบ้านพักตำรวจน้ำ เมื่อเจอทางเข้ามัสยิดจะเห็นผลงาน River Flow แล้วเดินเลยมาอีกนิดก็จะเจอผลงานไฟชิ้นนี้แล้ว  View this post on Instagram A post shared by Nattanich Sp (@viview_nns) View this post on Instagram A post shared by ffaeirst (@firstpyn__) View this post on Instagram A post shared by イムライダー🐧✨ ,1997 (@immrider)

Morvasu กับเรื่องราวบทใหม่ที่ต้องเรียนรู้ในฐานะศิลปินเดี่ยว
Music

Morvasu กับเรื่องราวบทใหม่ที่ต้องเรียนรู้ในฐานะศิลปินเดี่ยว

วันนี้คงมีน้อยคนที่จะไม่รู้จัก Morvasu เจ้าของเพลงดัง ‘Melbourne’ และ ‘เทาเทา’ เพลงใหม่ล่าสุดของเขาที่ติดหูหลายคนอยู่ในตอนนี้ เช่นเดียวกับเมื่อสิบปีก่อนที่เพลง ‘ภาวนา’ ของ Ten to Twelve เป็นเพลงที่ใครๆ ก็ร้องตามได้ ซึ่งเจ้าของเสียงฟังสบายในเพลงเหล่านี้ก็คือ ‘มอร์-วสุพล เกรียงประภากิจ’ Nuti Pramoch / Time Out Bangkok   นักร้องชายวัย 33 ปี คนนี้ ปัจจุบันมีอายุในวงการเพลงราว 12 ปี แจ้งเกิดจากการก่อตั้งวงกับเพื่อนๆ และทำเพลงกันเอง เคยเล่นประกวดบ้างแต่ก็ไม่ค่อยชนะ ถึงอย่างนั้นก็ถือว่าความสามารถไม่ธรรมดา จนมีค่ายชวนไปทำเพลงและเริ่มเป็นที่รู้จักในชื่อวง Ten to Twelve จากที่เคยเล่นเป็นวงและห่างหายจากการทำเพลงไปพักใหญ่ๆ มอร์กลับสู่วงการเพลงอีกครั้งในฐานะศิลปินเดี่ยว ซึ่งเดบิวต์ไปเมื่อปี 2018 ด้วยเพลง ‘เวรกรรม’ หลายคนคงอยากรู้ว่าทำไมถึงออกมาทำเพลงคนเดียว นี่จึงเป็นคำถามแรกที่เราใช้เปิดบทสนทนากับเขา “เริ่มจากวง Ten to Twelve พักแบบไม่มีกำหนด แต่เรายังอยากทำเพลงอยู่ ก็เลยเริ่มดีไซน์ว่าถ้าเราจะมีโปรเจ็กต์เดี่ยวมันต้องมีซาวนด์ไม่เหมือน Ten to Twelve แล้วมันจะเป็นแบบไหนล่ะ เราก็เลยใช้เวลาค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบอยู่ประมาน 2 ปี” มอร์ เล่าถึงจุดเปลี่ยนสู่การเป็นศิลปินเดี่ยว Nuti Pramoch / Time Out Bangkok   ไม่ใช่แค่วงของเขาที่เปลี่ยนไป เพราะในช่วงเวลาเดียวกัน วงการเพลงไทยก็มีการเปลี่ยนแปลงมากเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องวิธีการทำเพลง ซึ่งในฐานะศิลปินที่เขียนเพลงเอง เขาจึงต้องเรียนรู้สิ่งนี้ไปด้วย โดยมอร์เล่าว่า “วัยรุ่นยุคนี้เขาทำเพลงไม่เหมือนกับที่เราทำเมื่อก่อน ยุคก่อนส่วนใหญ่จะขึ้นจากกีตาร์โปร่ง ดีดคอร์ด ร้องเพลง แล้วค่อยเอาไปใส่เครื่องดนตรี แต่ยุคนี้เหมือนทำดนตรีก่อน ทำลูปขึ้นมาก่อนแล้วค่อยหาเนื้อร้องให้มัน” การทำเพลงสักเพลงอาจไม่ใช่เรื่องยากเท่าทำเพลงยังไงให้โดนและเข้าไปอยู่ในใจคนฟัง แต่สำหรับผู้ชายคนนี้ เราว่าเขาทำได้ดีแล้วทั้ง 2 อย่าง ซึ่งสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ ในการทำเพลงให้ประสบความสำเร็จ เราว่าน่าจะเป็นเรื่องของแรงบันดาลใจการเขียนเพลง สำหรับมอร์แรงบันดาลใจมาจากเรื่องรอบตัวที่เจอแล้วจำได้หรือเขียนเรื่องราวเหล่านั้นเก็บไว้ “ตอนทำเพลง ส่วนใหญ่ก็เริ่มจากการทำเมโลดีก่อน แล้วเวลาเมโลดีมันพูดอะไรกับเรา เราค่อยเอาเรื่องที่เราเก็บไว้มาเขียน เหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตเรากับเมโลดีที่เราทำได้มันแมชต์กัน ก็จะเขียนเป็นเพลงขึ้นมา” Nuti Pramoch / Time Out Bangkok   ดนตรี เมโลดี วิธีเขียนเนื้อร้อง คือสิ่งที่มอร์ ตั้งใจออกแบบให้ Morvasu แตกต่างไปจาก Ten to Twelve ซึ่งเขาบอกว่าถึงคนเล่าเรื่องจะเป็นคนเดียวกัน แต่อยู่ในคนละช่วงวัย เพราะฉะนั้นเรื่องที่เล่าก็จะต่างกันออกไป และเขาเองก็ชอบทั้งสองอย่างในคนละแบบ “I Melbourne You” เราเคยเห็นมอร์เขียนคำนี้ในแคปชันบนอินสตาแกรมของเขา ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ความหมายของคำนี้คืออะไร ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ แต่ก็เล่าที่มาที่ไปให้ฟังว่า  “จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่คนฟังเอาไปพูดต่อ เราก็ดีใจและตื่นเต้นมากที่งานมันมีชีวิตของตัวเอง คนจะเอาไปทำอะไรก็ได้ ถ้ามันโดนเขา ซึ่งดีใจมากที่มันโดนเขา Melbourne ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน แต่เท่าที่เราเข้าใจมันคงเป็นความรู้สึกแบบ ฉันชอบเธอนะ ฉันดีใจที่มีเธออยู่ใกล้ๆ อยากอยู่ใกล้เธอจังเลย ซึ่งความหมายมันเป็นอะไรก็ได้ที่แทนความรู้สึกดีๆ ให้กับคนที่เรารัก แฟน เพื่อน อะไรอย่างนี้” Nuti Pramoch / Time Out Bangkok   อย่างที่บอกว่า Melbourne คือเพลงที่ทำให้หลายคนได้รู้จักมอร์ในมุมใหม่ๆ ซึ่งเพลงนี้เขาแต่งมาจากความรู้สึกตอนไปโรดทริปกับแฟนที่เมลเบิร์น เมืองใหญ่ของออสเตรเลีย แต่เนื่องจากช่วงนี้เดินทางไปต่างประเทศยังไม่ได้ เราเลยชวนมอร์จินตนาการถึงโรดทริปในกรุงเทพฯ แล้วแต่งเพลงดูบ้างซิว่าเพลงนั้นจะเล่าเรื่องอะไร “Bangkok ใช่ไหม นึกถึงอะไรลอฟต์ๆ เสียงดังๆ ความยุ่งเหยิง ร้อน แต่ก็น่าจะทำยากเนอะ” ไม่ต่างจากที่เราคิดเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อเราให้เปรียบเทียบ Melbourne กับ Bangkok มอร์ก็ยังเลือกให้ Bangkok เป็นบ้าน ที่ต่อให้ยุ่งเหยิงแต่เราก็รักมัน ส่วน Melbourne ก็เปรียบเสมือนการพักร้อนที่นานๆ จะแวะไปเยือน แล้วคิดว่าคนฟังชอบเพลงคุณเพราะอะไร? เราถามทิ้งท้ายก่อนจบบทสนทนาเพื่อให้มอร์ไปเตรียมตัวขึ้นร้องเพลงบนเวที “เคยปาร์ตี้กับเพื่อนแล้วก็ร้องเพลงกัน ตอนเราร้องเราเหมือนเจออะไรบางอย่าง พอเราเล่นเพลงที่ไม่เคยมีใครฟังมาก่อน คนก็ดูอินกับมัน ซึ่งเราอาจจะไม่ใช่นักร้อง แต่เป็นแค่คนเล่าเรื่อง และเล่าไปด้วยน้ำเสียงแบบนี้ คนอาจจะชอบที่เราเป็นแบบนี้ก็ได้ เดานะครับ”

'PARADAi ภราดัย' คราฟต์ช็อกโกแลตสัญชาติไทย กับการสร้างรสจำให้เป็นที่ยอมรับระดับโลก
Restaurants

'PARADAi ภราดัย' คราฟต์ช็อกโกแลตสัญชาติไทย กับการสร้างรสจำให้เป็นที่ยอมรับระดับโลก

ช็อกโกแลตที่ดีไม่จำเป็นต้องมาจากแบรนด์นำเข้า หรือต้องเดินทางไปชิมถึงต่างประเทศเสมอไป เพราะในเมืองไทยเองก็มีแหล่งปลูกต้นโกโก้คุณภาพดีที่สามารถนำมาผลิตเป็นช็อกโกแลตคุณภาพเยี่ยมได้เช่นกัน อย่างที่ร้าน PARADAi - ภราดัย แบรนด์ช็อกโกแลตสัญชาติไทยแท้ ที่นำเมล็ดโกโก้จากจังหวัดนครศรีธรรมราชมาเปลี่ยนเป็นช็อกโกแลตรสชาติสร้างสรรค์ และสามารถชนะรางวัลระดับโลกและนานาชาติมาได้หลายรางวัล   Tanisorn Vongsoontorn     Tanisorn Vongsoontorn   PARADAi เป็นทั้งโรงงานและร้านช็อกโกแลตที่ทำช็อกโกแลตเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ด คั่วเมล็ด ไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายจนกลายเป็นโปรดักต์อย่าง ช็อกโกแลตบาร์ หรือ ช็อกโกแลตบงบง (Bon Bon) ที่ร้านครีเอทรสชาติแปลกใหม่ขึ้นมาหลากหลายให้เราได้ลอง อาทิ ต้มข่า เมี่ยงคำ เขียวหวาน หรือ ส้มฉุน โดยหนึ่งในผู้ก่อตั้งภราดัย คุณอิ๋ว - ภูริชญ์ ฐานะวุฑฒ์ เล่าให้ฟังว่าจุดเริ่มต้นเกิดจากเพียงการได้ชิมคราฟต์ช็อกโกแลตที่ต่างประเทศ และสัมผัสได้ทันทีว่าได้ต่างจากช็อกโกแลตที่เคยกินมาตั้งแต่เด็ก “ตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่าเมืองไทยมีการปลูกเมล็ดโกโก้เอง เลยลองซื้อเมล็ดจากเมืองนอกมาทดลอง พอได้ชิมช็อกโกแลตที่ทำเองแล้วก็รู้สึกว่ารสชาติต่างจากที่เคยกินมาก่อน หลังจากนั้นก็เลยซื้อเครื่องคั่วเมล็ดมาทดลองทำเองไปเรื่อยๆ แต่สุดท้ายก็ยังไม่เจอรสชาติที่ชอบ เลยตัดสินใจไปเรียนชิมช็อกโกแลต แล้วกลับมาพัฒนาช็อกโกแลตของตัวเองต่ออีก 7-8 เดือน”   Tanisorn Vongsoontorn     Tanisorn Vongsoontorn     Sereechai Puttes/Time Out Bangkok   คุณอิ๋วเล่าให้ฟังว่า นอกจากการชิมช็อกโกแลตที่ต้องไปร่ำเรียนมา ขั้นตอนและเทคนิคการทำช็อกโกแลตอื่นๆ คุณอิ๋วก็ได้มาจากการเรียนรู้เองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการคั่ว การเลือกเมล็ด หรือการแปรรูป “ร้านของเราใช้เมล็ดโกโก้จากนครศรีธรรมราช ซึ่งเราได้พบมาว่าที่จังหวัดนั้นมีการปลูกเมล็ดโกโก้กันอยู่แล้ว แต่โรงงานช็อกโกแลตที่เคยรับซื้อเมล็ดจากชาวบ้านกลับปิดตัวไป เกษตรกรก็เลยขายไม่ได้ เราเลยตัดสินใจลองซื้อมาทดลองทำช็อคโกแลตดู” โปรดักต์ของร้านภราดัยที่ทำให้หลายคนเริ่มสนใจ คราฟต์ช็อกโกแลต กันมากขึ้น ก็เชื่อว่าเป็นเพราะเมนู ช็อกโกแลตบงบง ที่มีขนาดพอดีคำ อีกทั้งมีหลายสีสันและรสชาติที่แปลกใหม่ จนไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าจะสามารถทำให้อยู่ในรูปของขนมช็อกโกแลตได้ นอกจากนี้ ภราดัยยังส่งเมนูบงบงของร้านไปประกวดระดับอินเตอร์และชนะรางวัลมาแล้วหลายเวที อาทิ International Chocolate Awards 2019 ที่กวาดมาได้ 3 เหรียญทอง 5 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง “จุดเริ่มต้นการประกวดคือ เราอยากรู้ว่าช็อคโกแลตของเรารสชาติเป็นอย่างไร อยากให้คนต่างชาติได้ลองกินดูแล้วตัดสินว่าของเรามีคุณภาพไหม ก็เลยลองส่งไปที่เวที International Chocolate Awards เมื่อปี 2018 และชนะรางวัลมาได้” “ผมรู้สึกว่าช็อกโกแลตมันมีอะไรให้พัฒนาได้ตลอด เราจึงต้องพัฒนาช็อกโกแลตของเราอยู่เสมอ ไม่เคยคิดว่าได้รางวัลแล้วจะพอ”     Tanisorn Vongsoontorn     Tanisorn Vongsoontorn   หลังจากได้รับรางวัลมาแล้วคุณอิ๋วก็ยังคงพัฒนาช็อกโกแลตมาเรื่อยๆ และไม่ได้มีเพียงช็อกโกแลตบงบงเท่านั้น ยังมีช็อกโกแลตบาร์อีก อย่างเช่น Nakhon Si Thammarat Dark milk 58%, Nakhon Si Thammarat Dark 75%, Chanthaburi Dark 70%, Dark Chocolate Infuse กลิ่นมะแข่วน, White Choccolate มะพร้าวแกงเขียวหวาน “ส่วนตัวช็อกโกแลตบงบงอันแรกที่เราส่งประกวดจะเป็น รสเมี่ยงคำ ก่อนตามด้วยส้มฉุน ต้มยำ ต้มข่า ส้มซ่า ส้มสายน้ำผึ้งครีมชีส แล้วก็สตรอว์เบอร์รี่ชีสเค้ก” โดยคุณอิ๋วเล่าให้ฟังถึงการส่งช็อกโกแลตประกวดและการตัดสินด้วยว่า คณะกรรมการจะมีข้อกำหนดในแต่ละรายการประกวด อาทิ หากเป็นช็อกโกแลตบาร์ต้องส่ง 400 กรัม หรือช็อกโกแลตบงบงต้องส่งมาตามจำนวนชิ้นที่กำหนด หลังจากนั้นกรรมการจะตัดสินกันที่รสชาติเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเล่าสตอรี่ให้ฟัง ซึ่งกรรมการแต่ละเวทีจะมาจากหลายพื้นที่ หลายทวีป โดยทุกคนจะได้รับการฝึกการชิมช็อกโกแลตมากแล้ว   Tanisorn Vongsoontorn   “มันจะยากตรงที่เราเสนอรสชาติอาหารไทย คนต่างชาติก็จะมีกรอบอยู่แล้วว่าอาหารไทยที่เขาเคยกินมันเป็นอย่างไง ซึ่งมันต่างกับอาหารไทยที่คนไทยกิน ดังนั้นเราต้องบาลานซ์ไม่ให้รสชาติไทยเกินไป แต่คนต่างชาติก็ยังกินแล้วอร่อย” ในช่วงแรกที่เปิดร้านใหม่ๆ คุณอิ๋วเล่าว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ภราดัยกำลังทำ ทว่าหลังจากประกวดได้รางวัลกลับมา ก็เริ่มมีคนให้ความสนใจคราฟต์ช็อกโกแลตมากขึ้น ซึ่งสิ่งที่ร้านช็อกโกแลต ภราดัย ต้องการทำให้สำเร็จในอนาคตนั้น คือการทำให้คราฟต์ช็อกโกแลตแบรนด์ไทยเป็นที่ยอมรับในระดับต่างประเทศให้ได้ “ถึงแม้เราจะได้รับรางวัลมา แม้หลายคนชิมแล้วบอกว่าอร่อยมีเอกลักษณ์ แต่ว่าชื่อภราดัยก็ยังไม่ใช่ชื่อที่อยู่ในความทรงจำของพวกเขา ซึ่งเราอยากให้ชื่อเราไปอยู่ในความทรงจำของเขา”     Tanisorn Vongsoontorn     Tanisorn Vongsoontorn   คาเฟ่ช็อกโกแลตภาราดัย มีอยู่ทั้งหมด 3 สาขาคือ สาขาแรกที่สี่แยกคอกวัว เปิดทุกวันวันพุธ-จันทร์ เวลา 9.30 - 18.00 น และอีกสาขาอยู่ที่ หอศิลป์กรุงเทพฯ (BACC) เปิดทุกวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 11.00 - 20.00 น. ส่วนสาขาสุดท้ายอยู่ที่ จ. นครศรีธรรมราช   PARADAi Crafted Chocolate    

แนะนำโรงแรมทั่วกรุงเทพฯ

Capella Bangkok

Capella Bangkok

โรงแรมคาเพลลา (Capella) แห่งแรกในประเทศไทยตั้งอยู่บนที่ดินผืนงามริมแม่น้ำเจ้าพระยาบนถนนเจริญกรุง ให้บริการห้องพัก ห้องสวีท และวิลลา 101 ห้อง ที่มาพร้อมกับวิวแม่น้ำ ดีไซน์คลาสสิค สิ่งอำนวยความสะดวกทันสมัย และบริการชั้นเลิศ

Check prices
W Bangkok

W Bangkok

ถ้าจะบอกว่า W Bangkok คือหนึ่งในโรงแรมหรูที่เท่ที่สุด คูลที่สุด ฮิปที่สุดในกรุงเทพฯ ก็คงไม่ผิด ตั้งแต่สถานที่ใจกลางกรุงเทพฯ ณ แยกสาทร ไปจนถึงการออกแบบที่ผสานจิตวิญญาณของแบรนด์ W Hotels เข้ากับรายละเอียดแบบไทยๆ ได้อย่างลงตัวในห้องพักทั้ง 407 ห้อง รวมไปถึงห้องอาหาร บาร์ และอาคารประวัติศาสตร์ The House on Sathorn ที่พาเราย้อนกลับไปสู่ความรุ่ยรวยของสังคมชั้นสูงไทยเมื่อร้อยกว่าปีก่อน

Check prices
Sindhorn Kempinski Hotel

Sindhorn Kempinski Hotel

สินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนเขียวชอุ่มของสินธรวิลเลจ ใกล้กับโรงแรม Kimpton Maa-Lai Bangkok และห้าง Velaa เป็นโรงแรมเคมปินสกี้แห่งที่ 2 ในกรุงเทพฯ ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยล็อบบี้ที่กว้างขวาง โอ่อ่า ซึ่งออกแบบโดย A49 บริษัทสถาปัตยกรรมไทยชื่อดัง บริการชั้นเลิศที่มาควบคู่กับเรื่องสุขภาพคือหัวใจสำคัญ โรงแรมแห่งนี้จึงเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ สินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ชวนมาสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนสุดหรูใจกลางกรุงเทพฯ กับข้อเสนอ Staycation สำหรับคนไทยและชาวต่างชาติ เริ่มต้นที่ 6,888 บาทต่อคืน รวมอาหารเช้าทุกวัน สิทธิ์เข้าคลาสฟิตเนส 1 วัน เครดิตอาหารมูลค่า 1,500 บาท และสามารถเช็กอิน-เช็กเอาต์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โทร. 0 2095 9999 หรือคลิกที่นี่

Check prices
Kimpton Maa-Lai Bangkok

Kimpton Maa-Lai Bangkok

โรงแรมแห่งแรกจากแบรนด์ Kimpton ที่เข้ามาเจาะตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ทันสมัยและการผสมผสานกันอย่างลงตัวของทุกองค์ประกอบ รวมถึงที่ตั้งของโรงแรมที่อยู่ใจกลางย่านหลังสวน ติดกับสวนลุมพินี ในส่วนของห้อง มีมากถึง 362 ห้องพัก และ 131 เซอร์วิซ เรซสิเดนซ์ พร้อมมอบประสบการณ์การพักผ่อนสุดพิเศษที่เชื่อมคุณสู่ทั้งพื้นที่สีเขียวที่ใหญ่ที่สุดของเมืองและย่านธุรกิจ เช่น สุขุมวิท สีลม สยาม และชิดลม นอกจากนี้ยังเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงที่ถือว่าแบรนด์เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้

Check prices
Novotel Suites Bangkok Sukhumvit 34

Novotel Suites Bangkok Sukhumvit 34

โรงแรมใหม่ในซอยสุขุมวิท 34 ที่ตกแต่งด้วยโทนสีขาวและไม้ ดูอบอุ่นและโมเดิร์น ภายในมีห้องพัก 148 ห้อง รวมทั้งสระว่ายน้ำ บ่อออนเซ็นญี่ปุ่น รวมถึงบาร์ และร้านอาหารชื่อดังอย่าง White Shuffle ที่ย้ายมาจาก Rainhill โดยได้ Yannick Hollenstein เชฟชาวสวิสเซอร์แลนด์ มาดูแลร้าน โดยจะเปิดตัวด้วยดินเนอร์ 3 คอร์ส ในราคา 899 บาท โทร. 06 5953 3044 หรือคลิกที่นี่

Check prices
โรงแรมอื่นๆ ในกรุงเทพฯ

แนะนำโรงแรมในต่างจังหวัด

Best Western Plus Nexen (พัทยา)
Hotels

Best Western Plus Nexen (พัทยา)

Best Western Plus Nexen (เบสท์เวสเทิร์น พลัส เน็กเซ็น) โรงแรมแห่งใหม่ใจกลางเมืองพัทยาที่เพิ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2563 โดยโรงแรมแห่งนี้มีระดับ 4 ดาว และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ตัวโรงแรมอยู่บนถนนพัทยาเหนือ ไม่ไกลจากหาดพัทยา และแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ Best Western Best Western โรงแรมตกแต่งสไตล์ร่วมสมัย ภายในห้องเน้นใช้โทนสีขาวและฟ้าเพื่อมอบความรู้สึกสบายและน่าผ่อนคลายให้ผู้เข้าพัก มีจำนวนห้องพักรวมทั้งหมด 164 ห้อง เป็นห้องสวีทขนาด 47 ตรม. จำนวน 5 ห้อง ซึ่งอยู่ชั้นบนสุดของโรงแรม โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ สวะว่ายน้ำกลางแจ้ง ร้านอาหารออลเดย์ไดน์นิ่ง ล็อบบี้บาร์ และ ฟิตแนสกับห้องสำหรับเด็กเล็กที่อยู่บนชั้น 2 ของโรงแรม ซึ่งตั้งใจให้เป็นชั้นสำหรับผู้เข้าพักแบบครอบครัว Best Western ห้องอาหารของโรงแรม XSO Kitchen จะเสิร์ฟอาหารตลาดวัน เป็นเมนูอาหารไทยและต่างชาติ โดยมื้อเช้าเปิดให้รับประทานแบบบุฟเฟ่ต์ ส่วนมื้อกลางวันละเย็นเป็นเมนูอะลาคาร์ท ส่วนบาร์นั่งดื่มจะอยู่ภายในล็อบบี้โรงแรม The Exe Bar มีเครื่องดื่มเสิร์ฟตลอดวันเช่นกัน โดยแขกผู้เข้าพักหรือคนทั่วไปสามารถนั่งพักผ่อนและนัดพูดคุยกันได้ที่บริเวณนี้ สามารถสำรองห้องพักได้ทางอีเมล info@bwplusnexen.com หรือโทร 033 112 999 โดยโปรโมชั่นนี้สามารถใช้ได้ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563

InterContinental Phuket Resort

InterContinental Phuket Resort

เช่นเดียวกับหาดอื่นๆ ตลอดเส้นทาง 2 กิโลเมตรของหาดหาดกมลา มีที่พักให้เลือกมากมาย แต่ถ้าใครกำลังหาที่พักใหม่ๆ พร้อมบริการชั้นเลิศและสิทธิพิเศษที่จะช่วยเติมเต็มช่วงเวลาวันหยุดให้น่าจดจำมากขึ้น คงไม่ที่ไหนเหมาะไปกว่า ‘InterContinental Phuket Resort’ แล้ว เพราะที่นี่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา รีสอร์ท 5 ดาวแห่งนี้ ออกแบบและตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ในความหรูหรา ทันสมัยที่เห็นนั้น มีความเป็นไทยแทรกอยู่ในทุกรายละเอียดของการตกแต่ง ห้องพักแต่ละห้องได้รับการตกแต่งอย่างพิถีพิถัน เน้นโทนสีอบอุ่น และเลือกใช้ไม้เป็นวัสดุหลัก ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบายๆ พื้นที่ 22 ไร่ ของรีสอร์ทถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง โดยมีถนนคั่นกลาง ฝั่งหนึ่งอยู่ติดกับภูเขา เรียกว่า Hill Side เป็นตัวแทนของโลกมนุษย์ที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีป่าไม้สีเขียวขจีโอบล้อมที่พัก ไฮไลต์ของฝั่งนี้อยู่ที่ SAWAN (สวรรค์) อาคารทรงไทยสีขาวกลางรีสอร์ทที่ด้านหลังติดกับภูเขา เป็นตัวแทนของสวรรค์ตามชื่อ ซึ่งถูกใช้เป็นพื้นที่ให้บริการอาหารว่างและเครื่องดื่ม จากฝั่ง Hill Side สามารถข้ามมาที่ Beach Side ได้ โดยมีอุโมงค์ลอดถนนเป็นทางเชื่อม ซึ่งผนังของอุโมงค์จะมีสตรีตอาร์ต บอกเล่าเรื่องเล่าของเมืองภูเก็ต และมีบั๊กกี้วิ่งรับส่งทั้ง 2 ฝั่งอยู่ตลอดเวลา ฝั่ง Beach Side เปรียบเสมือนเมืองบาดาล เพราะอยู่ติดกับหาด มีต้นสนสูงๆ เรียงยาวเป็นแนวกั้นระหว่างหาดกับรีสอร์ท และคอยให้ความร่มรื่น สามารถมานั่งรับลมทะเลได้ทั้งวัน ส่วนพื้นที่บริการที่ถือว่าเป็นไฮไลต์ของฝั่ง Beach Side ก็คือ Club InterContinental Lougn ที่ให้บริการเครื่องดื่มให้ฟรีตลอดทั้งวัน บริการ Afternoon Tea พร้อมของว่าง และค็อกเทลในช่วงเย็น สำหรับแขกที่จองห้องคลับมาด้วยเท่านั้น (ซึ่งคุ้มกว่ามาใช้บริการแยก) ร้านอาหารของรีสอร์ทนำเสนอวัตถุดิบสดใหม่จากท้องถิ่น ให้บริการทั้งอาหารไทยที่ ‘ห้องอาหารปิ่นโต’ ฝั่ง Hill Side อาหารสไตล์เมดิเตอเรเนียนที่ ‘ห้องอาหารจรัส’ และบริการค็อกเทลริมหาดที่ Pine Bar ฝั่ง Beach Side ห้องพักของรีสอร์ทมีให้เลือก 4 แบบ พร้อมรองรับการพักผ่อนทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ห้องคลาสสิก ห้องสุพีเรียร์ ห้องคลับ อินเตอร์คอนติเนนตัล ที่มีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 41 - 61 ตารางเมตร และมี วิลล่าคลับ อินเตอร์คอนติเนนตัล ที่เหมาะกับการพักผ่อนแบบเป็นกลุ่มใหญ่ มีให้เลือกสูงสุดถึง 3 ห้องนอน พื้นที่ 360 ตารางเมตร ห้องพักทุกแบบมาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และสามารถเลือกได้ทั้งวิวทะเล วิวสระ วิวภูเขาที่ล้อมรอบ

Check prices

Quick Meal: ดูคลิปเมนูทำง่ายจากร้านดังทั่วกรุงเทพฯ

พล่ากุ้งอบวุ้นเส้น
Restaurants

พล่ากุ้งอบวุ้นเส้น

Time Out: Quick Meal คลิปนี้ ชวนเชฟเรณู หอมสมบัติ จากร้าน Saffron โรงแรม Banyan Tree กรุงเทพฯ หนึ่งในร้านอาหารที่ร่วมฉลองครบรอบ 25 ปีเบียร์ช้าง ในงาน Time Out Tables: The Lamiat Selection by Chang มาพาทุกคนเข้าครัว ทำเมนูง่ายๆ อย่าง ‘พล่ากุ้งอบวุ้นเส้น’ อาหารไทยที่มีส่วนผสมของสมุนไพรไทยหลายชนิดซึ่งมีคุณสมบัติเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย วัตถุดิบที่ต้องเตรียม มีดังนี้- กุ้งขาว 4 ตัว- วุ้นเส้น- ดอกอัญชันแห้ง- มะนาว- ตะไคร้ซอย- ใบมะกรูดซอย- หอมแดงซอย- กระเทียมสับ- พริกขี้หนูสับ- รากผักชีซอยละเอียด- ก้านขึ้นฉ่ายซอยละเอียด- หอมแดงเจียว- ยอดสะระแหน่- มะเขือเทศราชินี- ดอกไม้ทานได้สำหรับตกแต่ง.ส่วนผสมสำหรับน้ำยำ- น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ- น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ- น้ำตาลทรายไม่ขัดสี 1 ช้อนโต๊ะขั้นตอนการทำ1. นำหม้อใส่น้ำตั้งไฟให้เดือด แล้วนำกุ้งไปลวกในน้ำเดือดทั้งเปลือกแค่พอสุก จากนั้นตักลงไปแช่ในน้ำเย็น2. ใส่ดอกอัญชันแห้งลงในหม้อที่ลวกกุ้ง ต้มสักพักให้สีน้ำเงินของอัญชันออกมาแล้วตักดอกอัญชัญออก บีบน้ำมะนาวลงในหม้อให้น้ำอัญชัญเปลี่ยนเป็นสีม่วงทันที3. ใส่วุ้นเส้นลงไปลวกในน้ำอัญชันประมาณ 30 วินาที แล้วตักขึ้นโดยใช้ตะแกรง จากนั้นใช้น้ำเย็นราดลงไปบนวุ้นเส้นเพื่อให้เส้นคลายความร้อนและเย็นตัวเร็วขึ้น เสร็จแล้วให้ม้วนวุ้นเส้นเป็นช่อกลมๆ สี่ช่อสวยๆ จัดวางใส่จาน4. แกะเปลือกกุ้งที่ลวกไว้เรียบร้อยเก็บส่วนหางและหัวไว้5. ผสมน้ำยำ ตามด้วยเครื่องสับ พริก กระเทียม รากผักชีและขึ้นฉ่าย จากนั้นนำกุ้งที่แกะไว้ลงมาคลุกเบาๆ กับน้ำยำแล้วใส่เครื่องสมุนไพรซอยลงไปคลุกเบาๆ อีกครั้ง6. ตักพล่ากุ้งวางลงบนวุ้นเส้นอัญชัน แล้วตกแต่งด้วยหอมเจียว ยอดสะระแหน่ ดอกไม้ทานได้และมะเขือเทศราชินี พร้อมเสิร์ฟ

ชาเย็น Lemojito
Restaurants

ชาเย็น Lemojito

ชาเย็นรสหวานกลิ่นหอมจาก TE Time and Space

สปาเกตตี้เด็ก
Restaurants

สปาเกตตี้เด็ก

เมนูพาสต้าทำง่ายจากร้าน Sweet Pista

Guacamole Breakfast Sandwich
Restaurants

Guacamole Breakfast Sandwich

แซนด์วิชสำหรับคนรักสุขภาพจาก Sweet Pista 

กิน เที่ยว ชิล ตามย่านต่างๆ ในกรุงเทพฯ