
Time Out กรุงเทพฯ
เอดิชันภาษาไทยของมีเดียแพลตฟอร์มระดับโลกที่อัปเดตไลฟ์สไตล์คนเมืองมาตั้งแต่ปี 1968
อัปเดตข่าวล่าสุดจาก Time Out กรุงเทพฯ

ในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ดิบ บางกอก ได้สร้างชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศ และได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสถานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของโลกประจำปี 2026 โดยนิตยสาร TIME นิทรรศการใหม่ ‘ชีวิต ชีวา (Giving Life)’ นี้ รวบรวมผลงานกว่า 160 ชิ้น จาก 33 ศิลปินไทยและต่างชาติ โดยจะจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2569 ถึง 3 พฤษภาคม 2570
Photograph: Town & Country MagazineAlexander Calder
Alexander Calder คือไฮไลต์สำคัญของงาน เขาคือศิลปินผู้ปลดแอกประติมากรรมออกจากแท่นฐาน ในขณะที่รูปปั้นแบบดั้งเดิมจะตั้งอยู่นิ่งกับที่ แต่ผลงาน ‘โมบาย’ ของเขาจะแขวนห้อยลงมาจากเพดานและหมุนไปตามกระแสลมเพียงเล็กน้อย รวมถึงเคลื่อนไหวเมื่อมีคนเดินผ่านในแกลเลอรี เขาได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกศิลปะจลนศาสตร์ (Kinetic Art) และเป็นผู้เปลี่ยนแปลงนิยามของงานประติมากรรมไปตลอดกาล
ผลงานของเขาถูกจัดแสดงอยู่ในคอลเลกชันของพิพิธภัณฑ์ระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น MoMA, Guggenheim และ The Met ในนิวยอร์ก รวมถึง Centre Pompidou ในปารีส และ Tate ในลอนดอน ซึ่งเป็นเครื่องการันตีถึงความยิ่งใหญ่ของเขาได้เป็นอย่างดี การได้ชมผลงานเหล่านี้ในกรุงเทพฯ โดยไม่ต้องจองตั๋วบินไปถึงต่างประเทศจึงเป็นโอกาสที่ไม่ควรพลาด
Photograph: amjadrauf1Alexander Calder
Calder ยังได้แชร์พื้นที่ร่วมกับศิลปินท่านอื่นอีก 32 คน โดยผลงานของเขาจะถูกจัดแสดงให้อยู่ในบทสนทนาเดียวกันกับผลงานศิลปะไทยและเอเชีย นิทรรศการ ‘ชีวิต ชีวา’ ยังบอกเล่าเรื่องราวในช่วงยุค 1970 (พ.ศ. 2513–2523) ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการศิลปะไทย โดยนำมาจัดแสดงเคียงข้างกันเพื่อให้เห็นถึงความเชื่อมโยง จุดมุ่งหมายคือการเปิดมุมมองที่กว้างขึ้นว่าศิลปะร่วมสมัยครอบคลุมสิ่งใดบ้าง และสามารถดำเนินไปในหลากหลายทิศทางพร้อมๆ กันได้อย่างไร
นิทรรศการ ‘ชีวิต ชีวา’ จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2569 ถึง 3 พฤษภาคม 2570 ที่ ดิบ บางกอก พิพิธภัณฑ์เปิดทำการวันพฤหัสบดีถึงวันจันทร์ เวลา 10.00 น. - 19.00 น. และปิดทำการในวันอังคารและวันพุธ

Sports and fitness
ฝันที่เป็นจริง! ทีมนักตบสาวไทยคว้าตั๋วไปโอลิมปิกครั้งแรกในประวัติศาสตร์
รอคอยกันมานานจนแทบไม่รู้ว่าต้องลุ้นอีกกี่ครั้ง แต่วันนี้แฟนวอลเลย์บอลไทยมีเรื่องให้เฮกันแล้ว เพราะทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยกำลังจะไปโอลิมปิกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์!
ตั๋วใบนี้ได้มาหลังเกมสุดเดือดกับจีน เจ้าภาพและทีมที่คว้าแชมป์เอเชียมาแล้วถึง 13 สมัย ในรอบชิงชนะเลิศ AVC Women’s Continental Championship 2026 ที่ เมืองเทียนจิน ประเทศจีน ก่อนสาวไทยจะปิดเกมไปแบบลุ้นกันจนลูกสุดท้าย 3-2 เซต คว้าแชมป์เอเชียสมัยที่ 4 และป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ
สำหรับแฟนวอลเลย์บอลบ้านเรา นี่ไม่ใช่แค่แชมป์อีกหนึ่งรายการ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทีมตบสาวไทยผ่านเวทีระดับนานาชาติมาแล้วแทบทุกสนาม แต่มีอยู่เวทีหนึ่งที่ยังไปไม่ถึงเสียที นั่นก็คือ ‘โอลิมปิกเกมส์’ และในที่สุดประตูบานนั้นก็เปิดออกแล้ว อีกหนึ่งชื่อที่ต้องพูดถึงคือ โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร ที่กลับมารับบทหัวหน้าผู้ฝึกสอน และพาทีมไทยเดินหน้าไปถึงเป้าหมายสำคัญครั้งนี้
แล้วเมื่อไหร่จะได้เชียร์ทีมไทยในโอลิมปิก?
Los Angeles 2028 Olympic Games จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-30 กรกฎาคม 2028 ที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ส่วนโปรแกรมการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง และช่องทางถ่ายทอดสดในไทย รอติดตามรายละเอียดกันอีกครั้ง
จากนี้ก็เหลือแค่เตรียมเสียงเชียร์ แล้วรอดูทีมตบสาวไทยลงสนามโอลิมปิกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไปพร้อมกัน!

Theater
The Last Picture Shows สารคดีที่ออกเดินทางตามหาโรงภาพยนตร์ที่กำลังเลือนหายจากแผ่นดินอเมริกา
บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกทาง Time Out Worldwide เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 และถูกนำมาเรียบเรียงใหม่เป็นภาษาไทย
โรงภาพยนตร์อเมริกันอาจกำลังกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลัง Spider-Man: Brand New Day และ The Odyssey ช่วยกันสร้างสถิติสุดสัปดาห์ที่ทำรายได้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์บ็อกซ์ออฟฟิศสหรัฐฯ ด้วยรายได้รวมกว่า 400 ล้านดอลลาร์ แต่ในอีกฟากหนึ่งของประเทศ โรงภาพยนตร์ขนาดเล็กจำนวนมากยังคงต่อสู้เพื่อให้ประตูของตัวเองเปิดต่อไป
เรื่องราวอีกด้านนี้ถูกถ่ายทอดผ่าน The Last Picture Shows สารคดีโดยผู้กำกับอินดี้ ‘รัสติน ทอมป์สัน (Rustin Thompson)’ ที่ออกเดินทางกว่า 10,825 ไมล์ เพื่อสำรวจสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘cinema deserts’ หรือพื้นที่ซึ่งแทบไม่มีโรงภาพยนตร์หลงเหลืออยู่
Photograph: Rustin ThompsonFoghorn FeaturesWest Theatre in Grants, New Mexico
การเดินทางครั้งนี้พาเขาไปยังโรงหนัง 123 แห่ง ตั้งแต่ Pacific Northwest ไปจนถึงเทือกเขาร็อกกีส์ พร้อมพบปะเจ้าของโรง ผู้จัดการ ผู้ชม และแม้แต่แมวประจำโรงหนังที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในสถานที่เหล่านี้
คำว่า ‘cinema desert’ เป็นคำที่ Thompson เพิ่งได้ยินจาก Ross Melnick ศาสตราจารย์ด้านภาพยนตร์จาก University of California และผู้ร่วมก่อตั้ง Cinema Treasures และมันกลายเป็นคำสำคัญที่ช่วยอธิบายปัญหาของโรงหนังชนบทในอเมริกาได้อย่างตรงไปตรงมา
โรงภาพยนตร์บางแห่งตั้งอยู่ห่างกันนับร้อยไมล์ การเดินทางไปดูหนังจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนการขับรถไปมัลติเพล็กซ์แล้วเลือกจากหนังห้าหรือหกเรื่องที่กำลังฉายอยู่ การมีโรงหนังสักแห่งในเมืองจึงหมายถึงการมีทั้งสถานที่ดูหนังและพื้นที่พบปะของคนในชุมชน
แต่โรงหนังเหล่านี้กำลังหายไป
Photograph: Rustin ThompsonFoghorn FeaturesBarnyard Cinema in Winthrop, Washington
ในปี 1929 ซึ่งเป็นช่วงรุ่งเรืองของฮอลลีวูด สหรัฐฯ มีโรงภาพยนตร์มากถึง 22,000 แห่ง ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 3,000 แห่ง เมืองเล็กๆ อย่าง Springer ในรัฐนิวเม็กซิโก และ Brewster ในรัฐวอชิงตัน ต่างเคยมีโรงหนังเป็นของตัวเอง ก่อนที่มันจะปิดตัวลงและไม่กลับมาเปิดอีกสำหรับชาว Springer การดูหนังหนึ่งเรื่องอาจหมายถึงการต้องขับรถนานถึงสองชั่วโมงเพื่อไปยังโรงภาพยนตร์ที่ใกล้ที่สุด
“ตอนแรก Thompson คิดว่าสารคดีเรื่องนี้จะเป็นเพียงบทไว้อาลัยให้กับพื้นที่ชุมชนของอเมริกา”
ภาพใน The Last Picture Shows เต็มไปด้วยโรงภาพยนตร์เก่าที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของเมือง แต่ปัจจุบันกลายเป็นร้าน Costco, Subway หรือแม้แต่โบสถ์ ชื่อของสารคดียังหยิบยืมมาจาก The Last Picture Show ภาพยนตร์ปี 1971 ของ Peter Bogdanovich ซึ่งกลายเป็นภาพแทนสำคัญของการเสื่อมถอยของวัฒนธรรมการดูหนังในเมืองชนบท
Photograph: Rustin ThompsonFoghorn Features The old Chief Theater in Tonasket, Washington
ปัจจัยทางเศรษฐกิจก็มีส่วนไม่น้อย
ที่ Susanville รัฐแคลิฟอร์เนีย ผู้จัดการของ Sierra Theater เล่าให้ Thompson ฟังว่า จำนวนผู้ชมเริ่มลดลงหลังนายจ้างรายใหญ่สองแห่งในเมืองปิดตัวลง และทั้งสองแห่งนั้นคือเรือนจำ
ขณะเดียวกัน โรงภาพยนตร์ขนาดเล็กยังต้องเผชิญแรงกดดันจากสตูดิโอรายใหญ่ โรงหนังที่มีเพียงจอเดียวอาจต้องทุ่มรอบฉายทั้งหมดให้กับภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์เรื่องใหม่ หากต้องการนำหนังเรื่องนั้นเข้าฉาย ซึ่งทำให้ผู้ชมในท้องถิ่นมีทางเลือกน้อยลง
สำหรับ Thompson เจ้าของโรงจำนวนมากรู้ดีว่าพวกเขากำลังถูกสตูดิโอรายใหญ่ ‘บีบจนแทบหายใจไม่ออก’ ขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบฉายดิจิทัลก็เพิ่มต้นทุนอีกชั้น เพราะโรงหนังเล็กๆ หลายแห่งไม่มีเงินมากพอสำหรับซื้อเครื่องฉายรุ่นใหม่
แต่สิ่งที่ทำให้ The Last Picture Shows ไม่ได้กลายเป็นเพียงหนังว่าด้วยการสูญเสีย คือการที่ Thompson พบว่ายังมีผู้คนจำนวนหนึ่งกำลังพยายามรักษาโรงหนังเหล่านี้เอาไว้
‘ในหนังมีความหม่นเศร้าอยู่มาก แต่ก็มีความหวังด้วย’ Thompson กล่าว
Photograph: Rustin ThompsonFoghorn FeaturesThe old Soap Lake Drive-in, Soap Lake, Washington
เจ้าของโรงหนังหลายคนเติบโตขึ้นมาในเมืองเล็กๆ เหล่านี้ เคยออกไปใช้ชีวิตที่อื่น ก่อนจะกลับมาและเลือกอุทิศตัวเองให้กับการรักษาพื้นที่เหล่านี้ไว้ในฐานะสถานที่สำหรับการรวมตัวของผู้คน หนึ่งในเรื่องราวที่สะท้อนความหวังนั้นอยู่ที่ Winthrop รัฐวอชิงตัน ที่ซึ่ง Thompson พบกับ Barnyard Cinema โรงหนังแบบจอเดียวที่สร้างขึ้นในปี 2015 โดย Genevieve และ Steve Cole คู่สามีภรรยาที่เคยอาศัยอยู่ใน Seattle ก่อนย้ายมายังเมืองแห่งนี้
พวกเขาคิดถึงการมีโรงภาพยนตร์ในเมือง จึงตัดสินใจสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง
ห่างออกไปประมาณ 60 ไมล์ใน Chelan โรงหนัง The Ruby ยังคงเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1914 และกลายเป็นหนึ่งในโรงภาพยนตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของรัฐที่ยังเปิดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
Photograph: Rustin ThompsonFoghorn FeaturesThe Barnyard Cinema in Winthrop, Washington
ที่นี่ Spider-Man: Brand New Day ขายตั๋วในราคาเพียง 10 ดอลลาร์ และบัตรถูกจำหน่ายหมดล่วงหน้าไปอีกสองสัปดาห์
สำหรับ Thompson สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าโรงภาพยนตร์ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับฉายภาพยนตร์ แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนในเมืองเล็กๆ ได้กลับมาอยู่ร่วมกัน ที่ Pioche รัฐเนวาดา เมืองซึ่งมีประชากรเพียงราว 900 คน โรงภาพยนตร์แห่งใหม่อย่าง The Gem Theater กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง แม้จะต้องใช้เวลาอีกราวสองปีกว่าผู้สร้างจะมีเงินเพียงพอสำหรับซื้อเครื่องฉายดิจิทัล แต่ความพยายามนั้นก็สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการโรงหนังยังคงอยู่
Photograph: Rustin ThompsonFoghorn FeaturesThe Ruby Theater, Chelan
และในช่วงเวลาที่สังคมอเมริกันเต็มไปด้วยความแตกแยก Thompson มองว่าโรงภาพยนตร์ยังมีพลังบางอย่างที่สถานที่อื่นหาได้ยาก ไม่ว่าคนดูจะเป็นชาวนาหรือนายกเทศมนตรี ทุกคนจ่ายค่าตั๋วในราคาเดียวกัน นั่งอยู่ในห้องเดียวกัน กินป๊อปคอร์น ดื่มเบียร์ และหัวเราะหรือร้องไห้ไปกับเรื่องราวบนจอเดียวกัน
สำหรับโรงภาพยนตร์ สิ่งที่จะทำให้มันยังมีชีวิตอยู่ต่อไปอาจมีเพียงสามอย่าง เจ้าของโรง ภาพยนตร์ และเหนือสิ่งอื่นใดคือผู้ชม เพราะท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้โรงหนังมีความสำคัญเพียงใด หากไม่มีใครเดินเข้าไปนั่งดูหนัง ไฟของมันก็ย่อมดับลงในที่สุด
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ:
📽 โรงภาพยนตร์ที่สวยที่สุดในโลก
🍿 โปรแกรมหนังน่าดูประจำเดือน

Music
LISA เตรียมปล่อย ‘SaWaDiKa’ ซิงเกิลใหม่ พร้อมกลิ่นอายความเป็นไทยแบบจัดเต็ม 3 ก.ย. นี้
เตรียมเคลียร์ปฏิทิน แล้วกดเพลย์กันได้เลย เพราะลิซ่า-ลลิษา มโนบาล กำลังจะเปิดบทใหม่ของตัวเองอีกครั้ง และครั้งนี้เธอไม่ได้แค่กลับมาพร้อมเพลงใหม่ แต่กำลังหยิบความเป็นไทยที่อยู่กับตัวเองมาตลอดชีวิตขึ้นมาเล่าในแบบที่เป็นตัวเองที่สุด
โดย EP ใหม่นี้จะมีชื่อว่า ‘Press Play’ เตรียมปล่อยให้ทุกคนได้ฟังใน วันที่ 23 ตุลาคม ถือเป็นผลงานสตูดิโอชิ้นที่สองของเธอหลังจากอัลบั้มเดบิวต์ Alter Ego ในปี 2025 โดย EP นี้มีทั้งหมด 6 เพลง และถูกวางให้เป็นผลงานที่สะท้อนตัวตนของเธอมากที่สุดครั้งหนึ่ง เล่าย้อนถึงเส้นทางตั้งแต่บ้านเกิดที่จังหวัดบุรีรัมย์ ไปจนถึงวันที่เธอขึ้นแสดงบนเวทีใหญ่ทั่วโลก เรื่องราวของจุดเริ่มต้นเหล่านี้ปรากฏอยู่ในหลายรายละเอียดของผลงาน ไปจนถึงชื่อเพลงแต่ละเพลง
View this post on Instagram
A post shared by LISA (@lalalalisa_m)
ซิงเกิลแรกที่จะปล่อยออกมาคือ ‘SaWaDiKa’ ในวันที่ 3 กันยายน โดยชื่อเพลงหยิบมาจากคำทักทายภาษาไทยอย่าง ‘สวัสดีค่ะ’ เรียกได้ว่าครั้งนี้ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงรายละเอียดเล็กๆ ในเรื่องราวของลิซ่า แต่กลับกลายเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญของผลงานเลยทีเดียว สำหรับแฟนๆ ที่ติดตามเธอมาตั้งแต่ช่วงเป็นเด็กฝึกในกรุงโซล การได้เห็นลิซ่าหวนกลับมาเชื่อมโยงกับรากเหง้าของตัวเองอีกครั้งจึงถือเป็นโมเมนต์สำคัญไม่น้อย
การปล่อยผลงานครั้งนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาที่สมาชิก BLACKPINK ต่างเดินหน้ากับผลงานเดี่ยวกันอย่างคึกคัก โดยเจนนี เตรียมปล่อย Fallen Angel ในวันที่ 28 สิงหาคม ขณะที่จีซูเตรียมส่ง CLICK ออกมาในวันที่ 4 กันยายน หรือเพียงหนึ่งวันหลังจาก ‘SaWaDiKa’ เท่านั้น แฟนๆ เตรียมนับถอยหลังและกดเซฟเพลย์ลิสต์ใหม่กันได้เลยในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
ตอนนี้สามารถพรีออร์เดอร์และพรีเซฟ Press Play รวมถึงสั่งซื้อสินค้าที่ระลึกจากผลงานได้แล้วที่ Lisa's official website

Art
อาลัย ‘ยาโยอิ คุซามะ’ ราชินีลายจุด ผู้เปลี่ยนภาพหลอนให้กลายเป็นจักรวาลศิลปะ
วงการศิลปะร่วมสมัยทั่วโลกร่วมอาลัยการจากไปของ ยาโยอิ คุซามะ ศิลปินอาวองการ์ดชาวญี่ปุ่นผู้ทำให้ ‘จุด’ เล็กๆ กลายเป็นภาษาทางศิลปะที่คนทั่วโลกรู้จัก เสียชีวิตอย่างสงบที่โรงพยาบาลในกรุงโตเกียวเมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา ในวัย 97 ปี โดยพิพิธภัณฑ์ยาโยอิ คุซามะ และมูลนิธิ ยาโยอิ คุซามะ ประกาศข่าวเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมนี้
ตลอดชีวิตของยาโยอิ เธอไม่ได้เพียงสร้างงานศิลปะ แต่สร้างโลกอีกใบขึ้นจากประสบการณ์ภายในของตัวเอง เธอเกิดในปี 1929 ที่เมืองมัตสึโมโตะ จังหวัดนากาโนะ และเริ่มเผชิญกับภาพหลอนตั้งแต่วัยเด็ก เห็นลวดลาย จุด และดอกไม้แพร่กระจายไปทั่วพื้นที่รอบตัว จนความเป็นจริงดูเหมือนกำลังถูกกลืนกิน
แทนที่จะปล่อยให้ภาพเหล่านั้นกลืนกินตัวเธอ ยาโยอิกลับหยิบพู่กันขึ้นมา วาดจุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นประสบการณ์อันน่าหวาดกลัว กลายเป็นรากฐานของภาษาทางศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดภาษาหนึ่งในโลก
ในปี 1957 เธอเดินทางสู่นิวยอร์กเพื่อแสวงหาเสรีภาพทางศิลปะ ก่อนสร้างสรรค์ผลงานหลากหลายแขนง ตั้งแต่ภาพวาด ประติมากรรม และศิลปะจัดวาง ไปจนถึงเพอร์ฟอร์มแมนซ์ อาร์ต และวรรณกรรม ผลงานของเธอสำรวจแนวคิดเรื่องการทำซ้ำ ความไม่มีที่สิ้นสุด และการเลือนหายของตัวตน
เมื่อกลับญี่ปุ่นในปี 1973 ยาโยอิเลือกใช้ชีวิตในโรงพยาบาลจิตเวชในโตเกียว และทำงานต่อที่สตูดิโอใกล้เคียง เธอยังคงสร้างสรรค์ผลงานจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต
อิทธิพลของยาโยอิไม่ได้หยุดอยู่ในแกลเลอรี แต่แผ่ขยายไปถึงแฟชั่นและวัฒนธรรมป๊อป รวมถึงการร่วมงานกับหลุยวิตอง และนิทรรศการทั่วโลกที่ดึงดูดผู้ชมจำนวนมหาศาล
กรุงเทพฯ เองก็มีเรื่องราวเล็กๆ ร่วมกับศิลปินผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ ตั้งแต่นิทรรศการในปี 2005 ที่ 100 Tonson และ Dots Obsessionที่ BACC ในปี 2009 ก่อนที่ฟักทองยักษ์ของเธอจะเข้ามาแต่งแต้มกรุงเทพฯ ในงาน Bangkok Art Biennale 2018 ที่ เซ็นทรัลเวิลด์ และสยามพารากอน ต่อด้วยการที่ Louis Vuitton นำฟักทอง 101 ลูกมาสร้างสีสันให้ Parc Paragon ในปี 2023
หลายผลงานเดินทางต่อไปตามวาระของนิทรรศการ แต่หนึ่งสิ่งยังคงอยู่ในกรุงเทพฯ และแน่นอนว่ามันคือ ฟักทอง
และนี่คือสถานที่ชมผลงานของ ยาโยอิ คาซุมะ แห่งเดียวในกรุงเทพฯ
Photograph: Siam Motors GroupBangkok
ฟักทองลายจุด ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลาง Siam Patumwan House ยังคงเป็นอีกหนึ่งร่องรอยของยาโยอิในกรุงเทพฯ ฟักทองลูกนี้ทำหน้าที่ราวกับจุดเล็กๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ในเมือง หลังจากนิทรรศการและงานจัดวางอีกมากมายของเธอเดินทางต่อไปยังที่อื่น
แม้วันนี้ศิลปินผู้เคยเปลี่ยนภาพหลอนให้กลายเป็นจักรวาลจะจากไปแล้ว แต่จุดนับล้านที่เธอทิ้งไว้ยังคงกระจายอยู่ทั่วโลก เตือนเราว่า บางครั้งการสร้างสรรค์อาจเป็นวิธีหนึ่งในการยึดเหนี่ยวตัวเองไว้กับชีวิต และเปลี่ยนบาดแผลให้กลายเป็นสิ่งที่งดงามได้
และเชื่อว่าไม่มากก็น้อย เธอคือเชื้อไฟชั้นดี ที่จะคอยปลุกศิลปะในตัวคุณผ่านความกลัวในจิตใจ
ด้วยรัก และไว้เจอกันใหม่

Shopping
Loh Market ตลาดโละของใจกลางเมืองของเหล่าอินฟลูฯ สายแฟ 28-30 ส.ค. นี้ ที่ EM Tower Emsphere
เตรียมออกมาเดินช็อปในคลังแสง กับการกลับมาอีกครั้งของ LOH% เทศกาลโละของประจำปี ครั้งที่ 4 (Mid-Year Edition) รอบนี้ปักหมุดย้ายสถานที่มาเนรมิตพื้น ที่ ชั้น 1 EM Tower Emsphere ให้กลายเป็นตลาดโละใจกลางเมืองติดแอร์เย็นฉ่ำพร้อมไวบ์สุดฮิป
Photograph: Loh MarketBangkok
ภายในงานขนทัพไอเทมมาให้สายช็อปและเหล่าแฟชั่นนิสต้าได้คราฟต์ลุคใหม่กันแบบจัดเต็ม ตั้งแต่สินค้าวินเทจ แบรนด์เนมมือสองสภาพดีจากตู้ส่วนตัวของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์สายแฟชั่น, เสื้อผ้าสตรีทแวร์, เครื่องประดับ, ของแต่งบ้าน, งานทำมือ, ของสะสม, ไอเทมแรร์หายาก ไปจนถึงสินค้าล้างสต็อก
ช็อปเพลินแบบไม่ต้องกลัวเหงา เพราะตลอด 3 วันเต็ม อัดแน่นด้วยไลน์อัป DJ สลับกันมาเปิดเพลงสร้างกรูฟสุดคูลอย่างยาวๆ นำโดย VIEWW, MANYMAUR, BLOOM, KNOGHTERIDER, GAOLAO, DINOSOUND, TIFFANYDJAZ, SUPHARและ NK CHAN พร้อมโซนอาหารและเครื่องดื่มให้แวะเติมพลัง เดินรื้อตู้รื้อกระสอบกันได้ตลอดทั้งวัน
ที่ EM TOWER, EMSPHERE ชั้น 1 บัตรราคา 100 บาท/วัน (ซื้อได้ที่หน้างาน) วันที่ 28-30 สิงหาคม เวลา 10.00-22.00 น.

Nightlife
Yayyyyy Record Bar ชวนเข้าสู่โลกสีฟ้าของ Hiroshi Nagai ผ่านค่ำคืน Japanese City Pop
ถ้าคุณเคยหลงใหลภาพของสระว่ายน้ำสีฟ้า ต้นปาล์ม ท้องฟ้าแจ่มใส และบรรยากาศฤดูร้อนเหนือจริงในผลงานของ Hiroshi Nagai อยู่ที่ริเวอร์ซิตี้ แบงค็อกแล้วล่ะก็ คงเข้าใจดีว่าภาพเหล่านั้นยังมีเสียงเพลงบางอย่างลอยอยู่ในจินตนาการด้วย และในคืนวันศุกร์นี้ Yayyyyy Record Bar กำลังจะเปลี่ยนจินตนาการนั้นให้กลายเป็นค่ำคืนจริงๆ
Photograph: Yayyyy Record BarBangkok
A Night Inspired by Hiroshi Nagai ปาร์ตีที่หยิบเอาเสน่ห์ของ Japanese City Pop มาสร้างบรรยากาศชวนฝัน ตั้งแต่เพลงจังหวะนุ่มลื่นที่เหมาะกับการนั่งจิบเครื่องดื่ม ไปจนถึงเพลงที่ทำให้อยากปล่อยตัวเองหายไปในค่ำคืนฤดูร้อน ราวกับกำลังขับรถเลียบชายฝั่งญี่ปุ่นในช่วงปลายยุค ’70s หรือ ’80s
Photograph: Yayyyy Record BarBangkok
ตลอดค่ำคืน Ranbongo จะรับหน้าที่อยู่หลังเด็คส์ พร้อมคัดเลือก Japanese City Pop และเพลงที่มีกลิ่นอายของฤดูร้อนมาร้อยเรียงเป็นซาวด์แทร็กของค่ำคืนนี้ ไม่ว่าจะเป็นจังหวะชิลๆ สำหรับเริ่มต้นค่ำคืน หรือเพลงที่ค่อยๆ เพิ่มอุณหภูมิของฟลอร์เมื่อเวลาล่วงเลยเข้าสู่ดึก
พบกันที่ Yayyyyy Record Bar ในวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม ตั้งแต่เวลา 21.00 น. เป็นต้นไป และที่สำคัญคือ เข้าฟรี ไม่มีเหตุผลต้องคิดเยอะ แค่ชวนเพื่อนมาสักคน หรือจะมาคนเดียวแล้วปล่อยให้เพลงทำหน้าที่ของมันก็ได้ และอย่าลืมสั่งไฮบอล เพื่อเพิ่มอรรถรสให้กับภาพความทรงจำเลียบชายฝั่งที่ญี่ปุ่นด้วยนะ

Things to do
ลิ้มลองมนต์เสน่ห์แห่งอีสาน โดยไม่ต้องออกจากกรุงเทพฯ ในงาน Isan Unboxed Fest 2026
หากคำแรกที่คุณได้ลิ้มลอง ‘ส้มตำ’ เมนูอาหารรสจัดจ้านที่เสพติดได้ง่ายๆ มันมากพอที่จะเปลี่ยนให้คุณกลายเป็นสาวกอาหารอีสานแบบถอนตัวไม่ขึ้น งาน ISAN UNBOXED FEST 2026 คือเทศกาลที่ถูกสร้างสรรค์มาเพื่อคุณโดยเฉพาะ
เทศกาลเข้าชมฟรีในครั้งนี้ ที่ มิวเซียมสยาม กรุงเทพฯ วันที่ 28-30 สิงหาคม ยกเอาหัวใจของภาคอีสานมาเสิร์ฟให้คุณถึงกลางกรุงเทพฯ โดยไม่ต้องจองตั๋วเครื่องบิน รวบรวมตั้งแต่ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น วิถีชีวิต ท่วงทำนองดนตรี งานฝีมือ หัตถกรรม ไปจนถึงวัฒนธรรมอาหารรสจัดจ้านอันเป็นเอกลักษณ์ มารวบตึงประสบการณ์อีสานแบบจัดเต็มตลอด 3 วัน
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมเปิดกล่อง ‘Unbox’ ดินแดนอีสานผ่าน 5 โซนไฮไลต์ และเมื่อขึ้นชื่อเรื่องรสชาติที่เข้มข้นดุดัน เราขอแนะนำให้คุณเปิดประเดิมที่โซนอาหารและคาเฟ่อีสาน เพื่อเสาะหาเมนูท้องถิ่นที่หาทานได้ยากในกรุงเทพฯ
ท่ามกลางจังหวะการปั้นข้าวเหนียวเข้าปาก ลองแวะไปเสพเสียงเพลงอีสานแบบสดๆ ท่วงทำนองอันคึกคักและสุ้มเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของ ‘หมอลำ’ อาจทำให้คุณเผลอลุกขึ้นขยับเรือนร่างและโยกย้ายตามจังหวะก่อนที่จะเคี้ยวอาหารหมดคำเสียอีก นอกจากนี้ในโซน Isan acoustic and talk ยังเปิดสเปซให้คุณได้เพลิดเพลินกับการแสดงสด พร้อมรับฟังเรื่องราวลึกซึ้งเกี่ยวกับภูมิภาค วัฒนธรรม และประสบการณ์การท่องเที่ยวจากคนในพื้นที่
เมื่อเดินชิมและเต้นจนเต็มอิ่มแล้ว ได้เวลาชะลอจังหวะชีวิตให้ช้าลงที่โซน ‘ISAN มาม่วน มามู’ ที่รวบรวมศาสตร์การดูแลสุขภาพแบบภูมิปัญญาท้องถิ่น ความเชื่อ และวิถีสายมูเข้าไว้ด้วยกัน เปิดโอกาสให้คุณได้ชาร์จพลังกายและพลังใจให้กลับมาเต็มเปี่ยม
จากนั้นแวะไปช็อปปิ้งบำบัดกันต่อที่โซนงานคราฟต์และของกิมมิกอย่าง Isan souvenir พื้นที่ที่งานหัตถกรรมแฮนด์เมดโคจรมาพบกับเวิร์กช็อปเชิงสร้างสรรค์ คุณสามารถเลือกซื้อของฝากส่งตรงจากชุมชน หรือจะลงมือลองทำของหมักดองและงานคราฟต์ด้วยตัวเองก็ย่อมได้
และหากบรรยากาศในงานทำให้อะดรีนาลีนการเดินทางของคุณสูบฉีดจนพร้อมกดจองตั๋วเครื่องบิน แวะไปที่โซน Isan hot deals ที่ซึ่งผู้ประกอบการท่องเที่ยวจากทั่วทั้งภาคอีสานขนเอาดีลสุดพิเศษและโปรโมชันท่องเที่ยวมานำเสนอ ชนิดที่ว่าทริปถัดไปของคุณอาจถูกวางแผนจนเสร็จสรรพก่อนที่คุณจะก้าวเท้าออกจากงานด้วยซ้ำ
ถึงแม้ตัวคุณจะยังยืนอยู่ในกรุงเทพฯ แต่เพียงแค่ได้สัมผัสรสชาติและกลิ่นอายของอีสานในงานนี้ มันจะช่วยยืนยันให้คุณเห็นอย่างชัดเจนว่า... อะไรคือสิ่งที่ทำให้ภูมิภาคแห่งนี้มีเสน่ห์พิเศษไม่เหมือนใครในโลก
ที่ มิวเซียมสยาม (Museum Siam) กรุงเทพฯ (ไม่มีค่าเข้างาน) วันที่ 28-30 สิงหาคม เวลา 15.00-21.00 น.

Things to do
‘เร่หนัง’ โรงหนังชุมชนแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ที่อยากให้ ‘หนัง’ พาคนกลับมาเจอกันอีกครั้ง
ในวันที่การดูหนังสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่บนหน้าจอส่วนตัว การมีโรงหนังสักแห่งที่ชวนคนแปลกหน้ามานั่งดูเรื่องเดียวกันจึงอาจมีความหมายมากกว่าการฉายภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว นี่คือแนวคิดเบื้องหลัง ‘เร่หนัง (Rae-Nang)’ โครงการทดลองสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรมของชุมชนในกรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนห้องเรียนเดิมภายในโรงเรียนสตรีจุลนาคให้กลายเป็นโรงภาพยนตร์ทางเลือกที่ขับเคลื่อนด้วยอาสาสมัครและกลุ่มภัณฑารักษ์อิสระ
ชื่อ ‘เร่หนัง’ หยิบความทรงจำของ ‘หนังเร่’ ในอดีตกลับมาการฉายหนังตามลานวัด ตลาด หรือพื้นที่สาธารณะ ที่เปิดกว้าง เข้าถึงง่าย และทำให้ผู้คนมานั่งล้อมวงร่วมกัน นั่นคือการสร้างโอกาสให้คนได้พบกันผ่านเรื่องเล่า ก่อนที่บทสนทนาจะเดินทางต่อหลังเครดิตท้ายเรื่อง
Photograph: jaeryngRae–Nang’s co-operative community cinema
เร่หนังดำเนินงานร่วมกับกลุ่มอีเลิ้งและโรงเรียนสตรีจุลนาคในรูปแบบ Co-operative โดยทดลองแนวทางการจัดโปรแกรมฉายอิสระและในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย โครงการยังได้รับการสนับสนุนจาก Atlas in Motion ร่วมกับ Atlas Cinema สหกรณ์โรงหนังในลอนดอน ซึ่งมีประสบการณ์เปลี่ยนพื้นที่ใต้สะพานรถไฟให้เป็นโรงหนังชุมชน
Photograph: jaeryngRae–Nang’s co-operative community cinema
พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับคนดูเท่านั้น แต่เปิดรับอาสาสมัคร นักจัดโปรแกรม ภัณฑารักษ์ รวมถึงผู้ที่อยากจัดฉายภาพยนตร์ วงสนทนา เวิร์กช็อป เสวนา หรืองานเสียง โดยตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 ถึงมกราคม 2570 ผู้สนใจสามารถเข้ามาใช้พื้นที่และอุปกรณ์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยเร่หนังจะหัก 20 เปอร์เซ็นต์จากรายได้ค่าตั๋วเพื่อเป็นค่าบำรุงรักษาพื้นที่
ผู้จัดจะต้องเข้าร่วมอบรมการใช้งาน และสามารถดำเนินการฉายได้ด้วยตัวเอง ทั้งการขอลิขสิทธิ์ ประชาสัมพันธ์ และจัดการจำหน่ายที่นั่ง โดยทางโครงการแนะนำให้ผู้จัดสร้างโปรแกรมอย่างน้อยสองครั้งตลอดระยะเวลาโครงการ ขณะเดียวกันพื้นที่ก็อาศัยระบบอาสาสมัครในการดูแลทั้งโรงหนังและอุปกรณ์
Photograph: jaeryngRae–Nang’s co-operative community cinema
สำหรับ Opening Weekend เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา เร่หนังเปิดพื้นที่ด้วยโปรแกรมอย่าง ‘ทรานส์จอย: เฉลิมฉลองทรานส์เฟมผิวสี’ โดย พุฒิเมธ จันทรโชติชัชวาล ซึ่งนำเสนอหนังสั้น 5 เรื่องว่าด้วยตัวตนและความสุขของทรานส์เฟมและผู้หญิงข้ามเพศผิวสี ควบคู่กับ ‘ดาดฟ้า (Open Call & Programming)’ โดยดาดฟ้า คอลเลคทีฟ ที่รวบรวมผลงาน 11 ชิ้นเพื่อสำรวจอำนาจที่กระทำต่อร่างกายผ่านภาพเคลื่อนไหวและการแสดงสด
ท้ายที่สุด เร่หนังอาจไม่ได้พยายามแข่งขันกับโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ แต่กำลังเสนอคำถามที่น่าสนใจกว่านั้น ถ้าโรงหนังเป็นพื้นที่สำหรับการพบปะของผู้คน แล้วเราจะสร้างโรงหนังที่เป็นของชุมชนได้อย่างไร คำตอบของเร่หนังอาจเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย ด้วยห้องเรียนหนึ่งห้อง เครื่องฉายหนึ่งเครื่อง และผู้คนที่อยากนั่งดูหนังเรื่องเดียวกัน
สามารถตรวจสอบโปรแกรมฉายในอนาคต และรายละเอียดต่างๆ ได้ทาง @atlas_rae_nang
เร่หนังยังทำลายแทงไว้สำหรับพื้นที่ใกล้เคียงที่คุณสามารถออกไปท่องเที่ยวตามหมุดสำคัญอื่นๆ บริเวณรอบๆ ของพื้นที่แห่งนี้ไปด้วย สามารถเข้าไปดูได้ ที่นี่

Nightlife
ราตรีนี้อีกยาวไกล! กรุงเทพฯ คว้าอันดับ 1 เมืองที่มีไนต์ไลฟ์ดีที่สุดในโลกประจำปี 2026
เตรียมตัวฉลองให้กับค่ำคืนต่อไปของคุณได้เลย! เพราะล่าสุด Time Out ได้ประกาศรายชื่อเมืองที่มีไนต์ไลฟ์ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2026 และข่าวดีคือ กรุงเทพฯ ผงาดขึ้นมาคว้าอันดับ 1 ไปครองอย่างสมศักดิ์ศรี โดยก้าวกระโดดจากอันดับ 13 ในปีที่แล้ว ซึ่งการจัดอันดับครั้งนี้การันตีจากผลสำรวจความคิดเห็นของผู้คนทั่วโลก ผสานกับมุมมองเจาะลึกจากเครือข่ายนักเขียนสายไนต์ไลฟ์ของ Time Out โดยเฉพาะ
กรุงเทพฯ เอาชนะบรรดาเมืองปาร์ตีชื่อดังที่ครองตำแหน่งมายาวนาน โดยมีเบอร์ลิน นิวยอร์ก เมลเบิร์น และเซาเปาโล ตามมาเป็น 5 อันดับแรก
Photograph: ÆTHERBangkok
และถ้าถามเรา ตอนนี้คงไม่มีช่วงเวลาไหนเหมาะไปกับการออกไปเที่ยวกลางคืนในกรุงเทพฯ มากกว่านี้อีกแล้ว คลับอย่าง DUAL และ Bar Temp ยังคงคึกคักแทบทุกคืน พร้อมไลน์อัปที่ชวนออกไปโยกกันให้เต็มที่ ขณะที่บาร์รูฟท็อปใหม่ๆ ก็ทยอยเปิดตัวทั่วเมือง ไม่ว่าจะเป็น ÆTHER ค็อกเทลบาร์บนชั้น 44 ของดุสิต เซ็นทรัล พาร์คที่มาพร้อมวิวเมืองแบบ 360 องศา หรือ Sato San บาร์สไตล์ญี่ปุ่นที่เติมกลิ่นอายอีสาน ตั้งอยู่บนชั้น 32 ของ Moxy Bangkok Ratchaprasong
ส่วน ศาลาเสน่หา ในอาคารอายุ 70 ปีบนซอยเดโช ยังคงเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่น่าสนใจ เพราะที่นี่รวมไวน์บาร์ ร้านอาหาร โรงหนังขนาดเล็ก และร้านหนังสือไว้ภายใต้หลังคาเดียวกัน โดยทีมงานเบื้องหลังมีความตั้งใจเพียงอยาก ‘ทำให้โรงหนังกลับมาโรแมนติกอีกครั้ง’
Photograph: Tep BarBangkok
แต่เหตุผลสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯ คว้ามงกุฎในครั้งนี้ไม่ได้มีแค่บาร์หรือคลับ เพราะปาร์ตีของกรุงเทพฯ ไม่เคยถูกจำกัดอยู่แค่ภายในร้าน มันไหลออกมาสู่ท้องถนนที่ยังคงคึกคัก และปลอดภัยไปจนดึกดื่น
ลองเดินไปยังซอยนานาในเยาวราช ถนนเส้นเล็กๆ ที่ซ่อนบาร์และร้านอาหารในตึกแถวเก่า ทั้ง G.O.D (Genius on Drugs), เทพบาร์ และ Ba Hao ซึ่งนำเอาวัฒนธรรมจีนมาผสมผสานเข้ากับโลกของค็อกเทล หรือ Sing Sing Theater คลับและคาบาเรต์ที่โดดเด่นด้วยโคมไฟสีแดง ซึ่งแฟนๆ อาจคุ้นตาจากซีซันสามของ The White Lotus
บาร์ไทยเทสรอบกรุง ที่มีอาหารและดนตรีดีๆ เป็นส่วนประกอบ
และแน่นอนว่าไนต์ไลฟ์ไม่ได้หมุนรอบฟลอร์เต้นรำเพียงอย่างเดียว เพราะเรื่องกินดึก กรุงเทพฯ ก็ไม่เป็นสองรองใคร ครัวทั่วเมืองปรากฏอยู่ในลิสต์ ‘best of’ มากมาย ตั้งแต่ไฟน์ไดนิงแบบคอร์ส ไปจนถึงอาหารริมทางจานร้อนที่ยังมีเสียงกระทะดังฉ่าอยู่ตรงหน้า
ทองหล่อและสีลมยังคงเป็นสองย่านที่ถูกพูดถึงมากที่สุด โดยเฉพาะสีลมที่เต็มไปด้วยบาร์และคลับที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน LGBTQ+ ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ทุกคนเข้ามาสนุกด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นบาร์สำหรับเหล่าแดร็กควีน หรือพื้นที่สำหรับสาวๆ ก็ตาม
ดังนั้น หากคุณกำลังมองหาเหตุผลที่จะออกไปฉลองในค่ำคืนนี้ กรุงเทพฯ อาจมีคำตอบให้แล้ว เพราะเมื่อกลางวันของเมืองร้อนระอุขนาดนี้ ก็ไม่แปลกที่กรุงเทพฯ จะมีชีวิตชีวาที่สุดหลังพระอาทิตย์ตกดิน
เอาเป็นว่า ถ้ายังไม่อยากออกไปหาอาหารดีๆ สักมื้อ ตามด้วยเครื่องดื่มสักแก้วที่บาร์โปรด เราก็ไม่รู้แล้วว่าจะต้องพูดอะไรอีก
Photograph: DUALBangkok
และนี่คือ 10 เมืองที่มีไนต์ไลฟ์ดีที่สุดในโลกประจำปี 2026 จากการจัดอันดับของ Time Out
กรุงเทพฯ
เบอร์ลิน
นิวยอร์ก
เมลเบิร์น
เซาเปาโล
เมเดยิน
โจฮันเนสเบิร์ก
ไบรตัน
ปักกิ่ง
อัมสเตอร์ดัม
หากอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดอันดับเมืองที่มีไนต์ไลฟ์ดีที่สุดในโลกของ Time Out สามารถอ่านต่อได้ที่นี่
สมัครรับจดหมายข่าวฟรีของเรา เพื่อรับเรื่องราวและสิ่งที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ ส่งตรงถึง inbox
บทความแนะนำ: 🌃 เมืองที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2026 🖼️ เมืองที่ดีที่สุดสำหรับสายวัฒนธรรมประจำปี 2026 🍴 เมืองที่ดีที่สุดสำหรับสายกินประจำปี 2026 🎧 เมืองที่ดีที่สุดสำหรับ Gen Z ประจำปี 2026
การโฆษณา
อีเวนต์และกิจกรรมน่าสนใจในกรุงเทพฯ

Things to do
กิจกรรมน่าทำในกรุงเทพฯ สุดสัปดาห์นี้ (27- 30 สิงหาคม)
ส่งท้ายเดือนสิงหาคมไปกับกองทัพอีเวนต์สุดครีเอทีฟและความบันเทิงหลากหลายรูปแบบทั่วกรุงเทพฯ แม้ฟ้าฝนจะคอยเทลงมาให้ชุ่มฉ่ำ แต่บอกเลยว่าสุดสัปดาห์นี้เมืองหลวงของเราอัดแน่นไปด้วยกิจกรรมน่าไปปักหมุด ครบครันทุกมู้ดและทุกไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง
เริ่มต้นด้วยหมวดคอนเสิร์ตและดนตรี ที่สัปดาห์นี้บอกเลยละลานตามากๆ เริ่มต้นกับการเดินทางมาไทยครั้งสุดท้ายในคอนเสิร์ตบอกลาของวงอินดี้โฟล์กระดับตำนาน Kodaline , โชว์สำรวจตัวตนสุดล่องลอยของ YONLAPA ใน Fungjai SOLO Series 02, คอนเสิร์ตใหญ่รวม 7 วงอัลเทอร์เนทีฟไทยตัวเก๋าอย่าง Moderndog, SLUR, Apartment Khunpa ที่เดอะสตรีท รัชดา รวมถึงค่ำคืนทริบิวต์บทเพลงอมตะของไมเคิล แจ็กสัน ใน OFF The WALL ณ SIWILAI Sound Club
ขยับมาที่หมวดเดินย่าน นิทรรศการ และกิจกรรมสุดเก๋ ชวนสาวก Laufey ไปเดินฮอปปิ้งตามรอยในกิจกรรม A Very Laufey Day 2026 ตาม 5 คาเฟ่ย่านทรงวาด, ย้อนรอยประวัติศาสตร์กับนิทรรศการของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่เปิดให้ชมกรณีพิเศษเพียง 2 เดือน, ชวนสายส่องแผ่นเสียงไปขุดกรุที่งาน Grand Opening Sale: Hidden Jockey ย่านอารีย์ หรือแวะไปเดินเล่นชิมอาหารและสินค้าวัฒนธรรมในงาน มหานครแฟร์ ณ ลานคนเมือง
ปิดท้ายด้วยหมวดภาพยนตร์ ศิลปะการแสดง เริ่มด้วยการกลับมาของ The Silent Film Festival ชมหนังเงียบคลาสสิกพร้อมดนตรีสด ณ ศาลาศีนิมา, การเล่าใหม่ของนิทรรศการละครนอกสุดซุกซน ซินเดอเรลลาที่ GalileOasis, เปิดโลกแมลงใกล้สูญพันธุ์พันธุ์แรร์ใน Insect Fest ที่ร้านหนังสือริมขอบฟ้า และความมันส์ขั้นสุดกับสังเวียนวางเชกเกอร์ขึ้นชกมวยของเหล่าบาร์เทนเดอร์ทั่วเอเชียใน Bartender Fight ณ Bar335

Things to do
อีเวนต์น่าสนใจในกรุงเทพฯ ตลอดเดือนกันยายนนี้
ก้าวเข้าสู่เดือนกันยายนอย่างเป็นทางการ เดือนที่กรุงเทพมหานครกลับมามีชีวิตชีวาและเต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันแห่งความสร้างสรรค์ แม้จะเป็นช่วงเวลาที่สายฝนยังคงโปรยปรายลงมาทักทายเราอยู่บ้าง แต่ความเข้มข้นของอีเวนต์และกิจกรรมต่างๆ ในเดือนนี้ก็พร้อมจะดึงดูดให้ทุกคนก้าวเท้าออกจากบ้าน เพื่อไปค้นหาแรงบันดาลใจและเติมเต็มความหมายให้กับการใช้ชีวิต
สำหรับเดือนนี้ เราขอพาคุณไปสัมผัสกับความหลากหลายที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ตสเกลยักษ์ระดับโลกที่สายดนตรีต้องเตรียมตัวกดบัตรกันให้ทัน ทั้งการมาเยือนของศิลปินท็อปชาร์ตฝั่งอเมริกาและวงดนตรีเจป็อปผู้ทรงอิทธิพลแห่งยุค ไปจนถึงคอนเสิร์ตย้อนวัยที่จะพาคุณกลับไปสัมผัสซาวนด์ดนตรียุค 2000s และออร์เคสตราสุดอลังการ ในส่วนของสายอาร์ตและประวัติศาสตร์ เดือนนี้ถือเป็นช่วงเวลาทองที่คุณจะได้เสพผลงานของศิลปินระดับปรมาจารย์ระดับโลก ไปจนถึงการเปิดพื้นที่พิเศษให้เข้าชมสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่หาชมได้ยากยิ่ง
นอกจากนี้ เรายังมีเทศกาลภาพยนตร์เงียบสุดคลาสสิก มหกรรมกาแฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ไปจนถึงกิจกรรมฮีลใจที่ชวนคุณมานั่งพักนิ่งๆ กลางสวนสาธารณะ และนิทรรศการศิลปะที่พร้อมโอบกอดเยียวยาความรู้สึก เพื่อไม่ให้คุณพลาดความพิเศษเหล่านี้ เราได้คัดสรร 15 อีเวนต์และนิทรรศการไฮไลต์ประจำเดือนกันยายน 2569 มาจัดเสิร์ฟไว้ให้คุณแล้ว เตรียมกางปฏิทิน ล็อกวันหยุด ชวนคนรู้ใจ แล้วออกไปสร้างความทรงจำบทใหม่ตลอดเดือนนี้ไปด้วยกัน

Things to do
Table talk in Bangkok (27 สิงหาคม – 2 กันยายน)
เตรียมตารางของคุณให้พร้อม เพราะแพลนกินดื่มประจำสัปดาห์นี้ในกรุงเทพฯ อัดแน่นไปด้วยความน่าสนใจ เริ่มด้วย Bar Sathorn ที่หยิบเอาลูกฟิกไทยส่งตรงจากฟาร์มท้องถิ่นในชลบุรีมารังสรรค์เป็นค็อกเทลแก้วพิเศษ ขณะที่ เสน่ห์จันทน์ ฉลองครบรอบหนึ่งทศวรรษพร้อมเปิดตัว จันทน์รัญจวน ค็อกเทลและทีเลานจ์แห่งใหม่ เขยิบไปที่ย่านทองหล่อ FRICKIN’ Fried Chicken พร้อมเสิร์ฟไก่ทอดเผ็ดร้อนสไตล์แนชวิลล์ คู่กับค็อกเทลและซอสฉ่ำๆ สำหรับมื้อเช้า EGGDAY แท็กทีมกับ ออน ล็อก หยุ่น เพื่อนำเสนอความอร่อยที่เชื่อมระหว่างยุคสมัย ส่วนยามค่ำคืน Studio Larb เตรียมยึดพื้นที่ Studiyo Bar บนถนนพระอาทิตย์ เสิร์ฟข้าวเหนียว เครื่องดื่ม และความสนุกสุดคึกคัก
ตั้งแต่เมนูใหม่แกะกล่อง ไปจนถึงร้านโปรดในดวงใจที่กลับมาสร้างสีสันใหม่

Art
นิทรรศการศิลปะที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ เดือนสิงหาคม
ฤดูฝนของกรุงเทพฯ มาถึงอย่างเป็นทางการแล้ว ถ้ากำลังมองหาข้ออ้างดีๆ เพื่อหลบฝน ลองออกไปเดินแกลเลอรีดูสิ
เดือนสิงหาคมนี้เต็มไปด้วยนิทรรศการน่าสนใจ ตั้งแต่งานเปิดตัวครั้งสำคัญ การกลับมาของศิลปินที่หลายคนรอคอย ไปจนถึงงานอินเทอร์แอ็กทีฟที่ชวนมีส่วนร่วม และนิทรรศการเดี่ยวที่ค่อยๆ เล่าเรื่องอย่างละเอียดอ่อน ขณะเดียวกันก็มีพื้นที่สร้างสรรค์แห่งใหม่ทยอยเปิดตัว พร้อมกับหลายนิทรรศการเด่นที่ยังเปิดให้เข้าชมต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะมีเวลาแค่หนึ่งชั่วโมงระหว่างแวะคาเฟ่ หรืออยากใช้เวลาทั้งบ่ายวันเสาร์กับงานศิลปะ นี่คือรวมนิทรรศการที่ไม่ควรพลาดในกรุงเทพฯ เดือนนี้
กำลังมองหาไอเดียเที่ยวเพิ่มเติมอยู่หรือเปล่า? ลองอ่านคู่มือแนะนำบาร์ ร้านอาหาร สวนสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ และบทสัมภาษณ์น่าสนใจจาก Time Out หรือเริ่มเช็กลิสต์กิจกรรมห้ามพลาดในกรุงเทพฯ ได้เลย
ไม่ว่าจะเป็นคอแกลเลอรีตัวยง หรือเพิ่งเริ่มสนใจศิลปะ คู่มือนี้จะพาคุณใช้ชีวิตแบบคนรักศิลป์ได้ตลอดเดือน

Restaurants
พาเที่ยวรอบโลกผ่านจานอาหาร กับ 5 ร้านเด็ดในภูเก็ต
จังหวัดภูเก็ตอาจขึ้นชื่อเรื่องทะเลสวย หาดทรายขาว และร้านอาหารวิวดี แต่ถ้าคิดว่าเกาะนี้มีแค่ซีฟู้ดกับอาหารใต้ก็คงพลาดไปเยอะ...

Things to do
ออกไปทำเวิร์กช็อปน่าสนใจทั่วกรุงเทพฯ ประจำปี 2569
ท่ามกลางมหานครที่จังหวะชีวิตไม่เคยหยุดนิ่งอย่างกรุงเทพฯ บ่อยครั้งที่เราเผลอปล่อยให้เข็มนาฬิกาเดินแซงหน้าความรู้สึกของตัวเองไปอย่างไม่รู้ตัว ในปี 2569 นี้...

Movies
แด่การเดินทางไกลของ ‘เร แมคโดนัลด์’ รำลึกถึง 14 ผลงานในจอที่หลายคนโตมาด้วยกัน
มีพบก็ต้องมีจาก แต่บางคนแม้จะจากไปแล้ว ก็ยังทิ้งบางอย่างไว้ให้เรานึกถึงอยู่เสมอเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา หลายคนคงได้ยินข่าวการจากไปของ ‘เร...

Restaurants
เช็กลิสต์ร้านอาหารนอกเมือง ที่คุ้มค่าแก่การขับรถไปกิน
ใครเคยบอกว่าสิ่งสำคัญคือการเดินทาง ไม่ใช่จุดหมาย อาจต้องคิดใหม่เมื่อมื้อเย็นดีๆ สักมื้อคุ้มค่าพอให้เราเติมน้ำมันแล้วขับรถออกนอกเมือง...

Shopping
ร้อยรักผ่านเกลียวมาลัย 8 ดีไซน์ร่วมสมัย ในวันแม่
กลิ่นหอมเย็นชื่นใจ สีขาวผ่องบริสุทธิ์ตา และการเบ่งบานอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปีของ ดอกมะลิ ล้วนเป็นดั่งภาพสะท้อนอันสมบูรณ์แบบของความรักจากแม่ ความมั่นคง บริสุทธิ์...
เผื่อคุณจะพลาดสิ่งนี้ไป...

Shopping
ได้รับการสนับสนุน
Happitat เปิดตัวแล้วที่บางนา World’s First Happiness Destination อาณาจักรแห่งความสุขแห่งใหม่ที่พร้อมให้ทุกคนดื่มด่ำความสุขแบบเต็มสเกล
ขับรถลัดเลาะไปตามทางด่วนมุ่งหน้าสู่บางนา คุณจะสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด หมู่ตึกคอนโดมิเนียมเกิดใหม่เรียงราย...

Restaurants
ได้รับการสนับสนุน
เปลี่ยนวันปกติให้กลายเป็นโมเมนต์ที่น่าจดจำ กับประสบการณ์สุดคูลจาก Hoegaarden Space
เคยสังเกตไหมว่าช่วงเวลาหลังเลิกงาน คนเมืองยุคนี้ไม่ได้มองหาแค่สถานที่นั่งชิล แต่กำลังมองหาเหตุผลที่จะทำให้ช่วงเวลาหลังวันทำงานที่ยาวนานไม่ให้จบไปแบบๆ...

Restaurants
ได้รับการสนับสนุน
ไม่ต้องตีตั๋วไปถึงอเมริกา! ก็สัมผัสรสชาติระดับตำนานของ Lawry’s ที่กรุงเทพฯ ได้แล้ววันนี้
Lawry's The Prime Rib ร้านระดับตำนานจากเบเวอร์ลีฮิลส์ผู้ให้กำเนิดพิธีการหั่นเนื้อโชว์ข้างโต๊ะ มาตั้งแต่ปี 1938...

Music
นิทรรศการแห่งนิทรา เมื่อความรักร้างหล่น จบลง แต่ไม่เคยหายไป
เมื่อความรักร้างหล่น แต่ไม่เคยหายไป...
มันเพียงย้ายที่ตั้งจากโลกแห่งความจริง กลายเป็นตะกอนอารมณ์ตกผลึกอยู่ ณ ดินแดนกึ่งตื่นกึ่งฝัน...

Shopping
ได้รับการสนับสนุน
สายแคมป์ปิ้งต้องไม่พลาด! สยามดิสคัฟเวอรี่ ยกคอมมูนิตี้เอาต์ดอร์มาไว้ใจกลางเมืองในงาน ‘Siam Discovery Camper Car Culture’
ถ้าพูดถึงเทรนด์การพักผ่อนของสายเดินทางยุคนี้ เชื่อว่าหลายคนคงขยับจากการนอนรีสอร์ตชิลๆ มาเป็นการจัดทริปเดินป่า ตะลุยเทรล...
คอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรีในกรุงเทพฯ

Things to do
รวมลิสต์เฟสติวัลน่าไปทั่วไทย ลากยาวจนถึงสิ้นปีนี้
ปีนี้มีเฟสติวัลให้เลือกเยอะจนแทบตัดสินใจไม่ถูก แถมความสนุกยังลากยาวไปจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม ใครคิดจะเก็บหลายงานอาจต้องวางแผนกันสักหน่อย เพราะตารางแน่นตั้งแต่ปาร์ตี้ริมทะเลในอากาศเย็นๆ ไปจนถึงเฟสติวัลใหญ่ที่พร้อมส่งท้ายปีแบบจัดเต็ม
อยากใช้วันหยุดไปนั่งฟังเพลงริมทะเล หรือเต้นยับในโกดังจนพระอาทิตย์ขึ้น? เป็นสายกางเต็นท์นอนกลางงาน หรือแค่คิดถึงคิวห้องน้ำก็อยากกลับบ้าน? ชอบเทศกาลที่รวมศิลปินโปรดไว้แน่นๆ หรืออยากลองเสี่ยงดวงกับไลน์อัปใหม่ๆ เพื่อค้นพบเพลงโปรดวงต่อไป ไม่ว่าคุณจะเป็นสายไหน ก็น่าจะมีสักงานที่เข้าทาง ตั้งแต่ปาร์ตี้ริมชายหาด ฮิปฮอปบนรูฟท็อป แจ๊สใต้ร่มไม้ ไปจนถึงอีเวนต์อิเล็กทรอนิกส์ที่ลากยาวข้ามคืน ประเทศไทยจัดมาให้ครบ และบางสัปดาห์ยังมีหลายงานให้เลือกพร้อมกันอีกด้วย
ตั้งแต่โลเคชันกลางกรุงเทพฯ ไปจนถึงชายหาดบนเกาะและพื้นที่กลางป่า หมุดหมายของเหล่าเฟสติวัลกำลังค่อยๆ ปักเต็มแผนที่ แต่ถ้ายังไม่ได้จองก็ไม่ต้องรีบร้อน เพราะเราจะคอยอัปเดตลิสต์นี้ให้ทันสมัยอยู่เสมอ พร้อมรวบรวมงานที่ยังมีบัตรให้จับจอง ก่อนที่งานโปรดจะ Sold Out ไปเสียก่อน
ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เตรียมพบกับ 808 Festival, DIAGE Festival, Wonderfruit และ Tomorrowland Thailand ที่กำลังจะยกขบวนมาสร้างสีสันบนผืนดินไทย เลื่อนดูไกด์ของเรา แล้วเลือกงานที่ถูกใจได้เลย เราจะอัปเดตลิสต์นี้อย่างต่อเนื่องทุกครั้งที่มีงานใหม่หรือไลน์อัปใหม่ประกาศออกมา
ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปไหนดี? ลองดูไกด์ของเราเกี่ยวกับ บาร์ที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ, ร้านอาหาร, สวนสาธารณะ และ แกลเลอรี หรือจะเปิด ลิสต์กิจกรรมน่าทำในกรุงเทพฯ ของเราเพื่อหาไอเดียสำหรับวันว่างครั้งต่อไปก็ได้
วางแผนช่วงที่เหลือของ เดือนนี้ ด้วยไกด์รวมอีเวนต์ที่กำลังเกิดขึ้น และติดตามลิสต์ กิจกรรมน่าทำที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ ของเราไว้ให้ดี
สมัครรับ จดหมายข่าวฟรี เพื่อรับเรื่องราวดีๆ จากกรุงเทพฯ ส่งตรงถึงอินบ็อกซ์

Music
Post Malone ไม่มาแล้ว คอนเสิร์ต THE BIG ASS Stadium World Tour เลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เปิดคืนเงิน 29 ส.ค. นี้
ข่าวร้ายสำหรับแฟนเพลง Post Malone ในประเทศไทย เมื่อ Live Nation Tero ยืนยันว่า Post Malone Presents THE BIG ASS Stadium World Tour ซึ่งเดิมมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 22 กันยายน ที่ราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพฯ ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด
สำหรับผู้ที่ซื้อบัตรเข้าชม ทางผู้จัดจะดำเนินการคืนเงินให้ทั้งหมด โดยผู้ที่ชำระเงินผ่านบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตจะได้รับเงินคืนเข้าบัญชีโดยอัตโนมัติ และไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดเพิ่มเติม ส่วนผู้ที่ชำระเงินผ่านช่องทางอื่น สามารถยื่นคำขอคืนเงินได้ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม–31 ตุลาคม ในเวลาทำการ ผ่าน Thaiticketmajor หรือ จุดจำหน่ายทั้ง 11 สาขาหลักของ Thaiticketmajor ทั่วประเทศ
นอกจากประเทศไทยแล้ว Post Malone ยังประกาศเลื่อนการแสดงในหลายประเทศทั่วเอเชียและโอเชียเนีย ขณะที่เทศกาลดนตรีบางงานในช่วงเวลาเดียวกันก็ได้รับผลกระทบและถูกยกเลิกหรือเลื่อนกำหนดการเช่นกัน
โดยขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าจะสามารถกลับมาจัดการแสดงตามกำหนดใหม่ได้เมื่อใด เราจะติดตามและอัปเดตข้อมูลบนหน้านี้ทันทีที่มีประกาศเพิ่มเติมจากผู้จัด ดังนั้นหากยังรอคอยการกลับมาของโชว์นี้อยู่ แนะนำให้ติดตามความเคลื่อนไหวกันต่อไป

Music
ประกาศยกเลิกคอนเสิร์ต Fujii Kaze ในกรุงเทพฯ เดือนธันวาคมนี้
ใครล็อกคิววันที่ 26 ธันวาคมนี้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับค่ำคืนสุดพิเศษที่สนามศุภชลาศัยเอาไว้ คงต้องสูดหายใจลึกๆ เพราะเรามีข่าวเศร้าที่ต้องแจ้งให้ทราบ
คอนเสิร์ต Fujii Kaze ‘Prema World Tour’ ในกรุงเทพฯ ที่เคยวางกำหนดการไว้ในวันที่ 26 ธันวาคม ท่ามกลางช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ได้ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการแล้ว โดยการแสดงครั้งนี้จำต้องยกเลิกเนื่องจากเหตุขัดข้องที่ไม่คาดคิด และทางผู้จัดงานยังไม่ได้ระบุสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับแฟนๆ หลายคนที่เฝ้านับถอยหลังรอมาตั้งแต่วันแรกที่เปิดขายบัตร
ทัวร์คอนเสิร์ตครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อโปรโมท Prema อัลบั้มภาษาอังกฤษชุดแรกและสตูดิโออัลบั้มเต็มชุดที่ 3 ของศิลปินหนุ่มชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่ทำให้เขากวาดหัวใจแฟนๆ ไปไกลกว่าแค่ในญี่ปุ่นแต่ดังข้ามไปทั่วเอเชีย ความผิดหวังครั้งนี้จึงกระทบใจแฟนเพลงไม่น้อย
Photograph: Live Nation TeroBangkok
ทางผู้จัดงานอย่าง Live Nation Tero และ HEHN RECORDS ได้ออกมากล่าวขออภัยอย่างสุดซึ้งต่อผู้ชมทุกท่านที่ซื้อบัตร พร้อมทั้งชี้แจงขั้นตอนการขอรับเงินคืนไว้อย่างชัดเจน ดังนี้
ชำระผ่านบัตรเครดิตหรือเดบิต: ไม่ต้องดำเนินการใดๆ ระบบจะทำการคืนเงินกลับไปยังบัตรใบเดิมของคุณโดยอัตโนมัติ ภายใน 2 รอบบิล
ชำระด้วยช่องทางอื่น: ให้นำหลักฐานการซื้อบัตรไปติดต่อที่เคาน์เตอร์ Thai Ticket Major สาขาหลักทั้ง 11 แห่ง ได้ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม ถึง 31 ตุลาคม 2569 ในเวลาทำการ
อย่างไรก็ตาม ทีมงานและตัวของ Fujii Kaze เองได้เผยความตั้งใจว่า พวกเขาหวังจะได้กลับมาพบปะและชดเชยความรู้สึกให้กับแฟนๆ ชาวไทยในเร็วๆ นี้ หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโทรติดต่อ Thai Ticket Major ได้ที่ 02-262-3456 หรืออีเมล cs@thaiticketmajor.com

Things to do
Maroon 5 ประกาศจัดคอนเสิร์ตที่ประเทศไทยอีกครั้ง 9 ก.พ. 2027 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี
แฟนเพลงชาวไทยดูจะยังไม่เคยเบื่อ Maroon 5 และดูเหมือนว่าพวกเขาเองก็ยังคิดถึงกรุงเทพฯ เช่นกัน เพราะล่าสุดวงป็อปร็อกเจ้าของเพลงฮิตมากมายจากลอสแอนเจลิส ประกาศเตรียมกลับมาเปิดคอนเสิร์ตที่ประเทศไทยอีกครั้งในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2027 ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี นับเป็นการกลับมาเยือนบ้านเราเป็นครั้งที่ 8 ของ อดัม เลวีน และสมาชิกในวง
View this post on Instagram
A post shared by Live Nation Tero (@livenationth)
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Maroon 5 คือหนึ่งในวงต่างประเทศที่มีฐานแฟนเพลงเหนียวแน่นที่สุดในไทย กับเพลงฮิตที่หลายคนร้องตามได้ตั้งแต่ She Will Be Loved, Makes Me Wonder, Moves Like Jagger ไปจนถึง Sugar ซึ่งยังคงถูกเปิดวนในเพลย์ลิสต์และตามงานปาร์ตี้อยู่เสมอ
เมื่อปีที่ผ่านมา วงเพิ่งปล่อยอัลบั้มล่าสุด Love Is Like ที่มาพร้อมเพลง Priceless ซึ่งได้ LISA มาร่วมฟีเจอริง ก่อนจะตามมาด้วยซิงเกิลใหม่ Heroine และเตรียมขนทั้งเพลงคลาสสิกและผลงานชุดใหม่มาให้แฟนๆ ชาวไทยได้ร้องตามกันแบบเต็มอิ่ม
Photograph: Live Nation TeroMaroon 5 live in Bangkok 2027
บัตรเข้าชมเริ่มต้นที่ 2,800 บาท และสูงสุด 8,500 บาท โดยมีราคาขั้นกลางอยู่ที่ 5,300–6,300 บาท ส่วนแพ็กเกจ VIP ราคา 9,700 บาท และ 10,800 บาท
รอบพรีเซล เปิดจำหน่ายระหว่างวันที่ 18-20 สิงหาคม เวลา 10.00 น. ก่อนเปิดขายบัตรรอบทั่วไปในวันที่ 21 สิงหาคม เวลา 10.00 น. รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่ www.livenationtero.co.th
ปีนี้กรุงเทพฯ ยังคงเป็นหมุดหมายของศิลปินระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Givēon, Central Cee, Kraftwerk, Post Malone รวมถึง BTS ที่เตรียมปิดท้ายปีด้วยคอนเสิร์ตในเดือนธันวาคม และถ้าคุณกำลังมองหาเหตุผลในการล็อกคิวช่วงต้นปีหน้าไว้ล่วงหน้า คอนเสิร์ตของ Maroon 5 ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย

Music
เตรียมร้องตามกันให้ลั่นฮอลล์ PREP กลับมาเล่นคอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง 17 ต.ค. นี้
PREP วงอินดี้ป็อปจากลอนดอนที่ครองใจแฟนเพลงชาวไทยมาอย่างต่อเนื่อง เตรียมกลับมาอีกครั้งกับ PREP Asia Tour: Live in Bangkok 2026 วันที่ 17 ตุลาคม ที่ Melt Livehouse Cloud 11 หนึ่งในโชว์ของ Maho Rasop Series โดย Seen Scene Space งานนี้แฟนเพลงเตรียมตัวร้องตามกันได้ทั้งฮอลล์
PREP ก่อตั้งในปี 2015 จากกลุ่มนักดนตรีที่หลงใหลป็อปยุค 80s, R&B และแจ๊ส ก่อนหลอมรวมออกมาเป็นซาวด์นุ่มละมุนที่กลายเป็นลายเซ็นของวง ไม่ว่าจะเป็น Cheapest Flight, Who's Got You Singing Again หรือ Line by Line ที่หลายคนคุ้นหู ถ้ามีวงต่างชาติวงไหนที่แฟนเพลงไทยพร้อมร้องตามตั้งแต่เพลงแรกจนเพลงสุดท้าย PREP น่าจะเป็นหนึ่งในนั้น
ทุกครั้งที่พวกเขามาเล่นในกรุงเทพฯ ฮอลล์มักเต็มไปด้วยเสียงร้องประสานและแสงจากหน้าจอโทรศัพท์ที่ยกขึ้นพร้อมกันแทบทุกเพลง จนกรุงเทพฯ กลายเป็นอีกหนึ่งจุดหมายประจำของวงไปแล้ว รอบนี้ PREP จะพาเพลงจาก EP ใหม่ One Day In The Sun มาเล่นสดเป็นครั้งแรกในไทย พร้อมขนเพลงฮิตที่แฟนๆ ร้องตามได้ทุกคำกลับมาด้วย
คอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Maho Rasop Series โปรเจกต์จาก Seen Scene Space, Have You Heard? และ Fungjai ที่ปีนี้ยังขนศิลปินมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโปรดิวเซอร์อิเล็กทรอนิกส์ อย่าง Caribou (27 พฤศจิกายน ที่ Ambience Space), ดูโอโฟล์กนอร์เวย์ Kings of Convenience (1 ธันวาคม ที่ SiamPic Hall) และ Silica Gel วงร็อกจากเกาหลีใต้ (18 ตุลาคม ที่ Lido Connect Hall 2) ทำให้ซีรีส์นี้เป็นอีกหนึ่งไลน์อัปที่คออินดี้ไม่ควรละสายตา
บัตรราคา 3,500 บาท (Zone A) และ 2,500 บาท (Zone B) จำหน่ายผ่าน Ticketmelon โดย Pre-sale เปิดวันที่ 29 กรกฎาคม เวลา 10.00 น. – 30 กรกฎาคม เวลา 23.59 น. ก่อนเปิดจำหน่ายรอบทั่วไปในวันที่ 31 กรกฎาคม เวลา 10.00 น.

Music
Tahiti 80 วงอินดี้ป๊อประดับตำนานจากฝรั่งเศส เตรียมกลับมาแสดงสดที่กรุงเทพฯ 29 พฤศจิกายนนี้
เพียงอินโทรแรกดังขึ้น ความทรงจำก็เริ่มทำงาน และ Heartbeat คือหนึ่งในนั้น เพลงที่พาผู้คนจากหลายยุคหลายสมัยกลับไปยังฤดูร้อนของตัวเอง ไม่ว่าจะเคยเกิดขึ้นจริง หรือเป็นเพียงความทรงจำที่ดนตรีสร้างขึ้น
Photograph: Tahiti 80Bangkok
หลังจากโลดแล่นบนเส้นทางดนตรีมากว่า 30 ปี Tahiti 80 วงอินดี้ป๊อปจากเมืองรูอ็อง ประเทศฝรั่งเศส เตรียมหวนคืนสู่กรุงเทพฯ อีกครั้งกับ VERY Live Presents: Tahiti 80 Live in Bangkok 2026 ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2569 ที่ Volume Livehouse พร้อมพาแฟนเพลงย้อนเวลากลับไปพบกับบทเพลงที่เคยเป็นซาวด์แทร็กของชีวิต และเปิดประตูสู่ผลงานบทใหม่จากอัลบั้มชุดที่ 11 Rejoice (An Inventory of Pop Maps)
นับตั้งแต่อัลบั้ม Puzzle ในปี 1999 Tahiti 80 ได้กลายเป็นหนึ่งในวงที่นิยามคำว่า ‘อินดี้ป๊อป’ ได้อย่างงดงาม ด้วยเมโลดี้อบอุ่น ซาวด์ที่ได้รับอิทธิพลจากป๊อปยุค ’60s โซล ฟังก์ และดิสโก้ หล่อหลอมเป็นภาษาดนตรีที่อ่อนโยนแต่มีชีวิตชีวา จนสร้างเพลงคลาสสิกอย่าง Heartbeat, 1000 Times, Big Day และ Easy ที่ยังคงถูกเปิดฟังซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า
นี่คือค่ำคืนแห่งการพบกันของอดีตและปัจจุบัน เป็นคืนที่เพลงเก่าจะถูกขับร้องด้วยหัวใจดวงเดิม ขณะที่บทเพลงใหม่จะค่อยๆ เข้ามาเติมเต็มแผนที่แห่งความทรงจำอีกหน้า ราวกับชื่ออัลบั้มล่าสุดที่รวบรวมทุกแรงบันดาลใจและทุกเส้นทางของวงไว้ในแผนที่ดนตรีใบเดียว
Photograph: Tahiti 80VERY Live Presents: Tahiti 80 Live in Bangkok 2026
สำหรับแฟนเพลงชาวไทยที่เติบโตมากับเสียงร้องนุ่มละมุนของ Xavier Boyer หรือผู้ที่เพิ่งค้นพบเสน่ห์ของ Tahiti 80 นี่คือโอกาสที่จะได้สัมผัสวงดนตรีที่เดินทางข้ามกาลเวลา และทำให้หัวใจยังเต้นในจังหวะเดิม
บัตร Early Bird ราคา 1,600 บาท และ บัตรทั่วไป ราคา 1,900 บาท เปิดจำหน่ายวันที่ 28 กรกฎาคม เวลา 12.00 น. ทางเว็บไซต์ Ticketmelon

Music
โมเดิร์นด็อกชวนปัดฝุ่นบทเพลงหน้าบีอีกครั้ง ในคอนเสิร์ต 'The Very Beside of Moderndog'
ถ้าคอนเสิร์ต DogDox Concert เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมายังทำให้คุณไม่หนำใจพอ เตรียมวอร์มเสียงกันอีกรอบ เพราะ Moderndog กำลังจะพาแฟนเพลงกลับไปสำรวจอีกด้านของวง กับ ‘The Very Beside of Moderndog’ คอนเสิร์ตที่ไม่ได้หยิบแค่เพลงฮิตขึ้นมาเล่น แต่เลือกเพลงหน้าบีที่หลายคนอาจไม่เคยได้ฟังสดมาก่อนมาร้องอีกครั้ง
Photograph: ModerndogBangkok
หลังจากซีรีส์ The Very เคยพาแฟนๆ ไปรู้จักทั้ง The Very Common และ The Very Normal มาแล้ว ครั้งนี้ถึงคิวของ The Very Beside ที่จะหยิบเอาบทเพลงจากตลอดกว่า 30 ปีของ Moderndog กลับมามีชีวิตบนเวทีอีกครั้ง พร้อมกับเวทีรอบด้านแบบ 360 องศา ที่จะได้มองเห็นพวกเขาในทุกมิติมุมมอง
Photograph: ModerndogBangkok
คอนเสิร์ตนี้จะเป็นการคัดเลือกเพลงจากตัวตนของวง ทั้งเพลงที่ไม่ค่อยถูกเล่นบนเวที เพลงที่หน้าบีที่ซ่อนอยู่หลังอัลบั้ม และบทเพลงที่เหล่าแฟนเพลงหลายคนเฝ้ารอจะได้ฟัง บางเพลงอาจไม่เคยถูกแสดงสดมาก่อน ขณะที่บางเพลงอาจกลับมามีชีวิตอีกครั้งเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี สำหรับแฟนโมเดิร์นด็อก นี่จึงเป็นมากกว่าคอนเสิร์ต แต่เป็นโอกาสที่จะได้ย้อนกลับไปพบกับเรื่องราว ความทรงจำ และอีกแง่มุมของวงที่ไม่ได้ถูกเล่าผ่านเพลงฮิตเสมอไป
The Very Beside of Moderndog จัดขึ้นในวันที่ 19 กันยายน 2569 เวลา 19.00 น. ณ One Bangkok Forum บัตรยืนราคา 1,500 บาท ส่วนบัตรนั่งราคา 4,500 / 4,000 / 3,500 / 3,000 / 2,500 และ 1,800 บาท (จองบัตร)
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Facebook: Suud Entertainment
IG: @suudentertainment

Things to do
Atsuko Okatsuka พา The Big Bowl Tour มาเปิดการแสดงที่กรุงเทพฯ วันที่ 27 พฤศจิกายนนี้
ลองนึกภาพค่ำคืนวันศุกร์ในเดือนพฤศจิกายนที่ Union Hall ผู้ชมทั้งฮอลล์ต่างสวมวิกทรงบ๊อบหน้าม้า ในแบบของตัวเอง นั่นอาจเป็นภาพที่คุณจะได้เห็น เมื่อ Atsuko Okatsuka เดินทางมาเปิดการแสดงครั้งแรกในกรุงเทพฯ
นักแสดงตลกและนักแสดงเจ้าของรางวัลจะพาเวิลด์ทัวร์สแตนด์อัพชุดใหม่ The Big Bowl Tour มาขึ้นเวทีที่ Union Hall ในวันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายนนี้ โดยเป็นการแสดงเพียงรอบเดียวเท่านั้น ภายในงานจะเริ่มด้วยการเปิดประตู ตามด้วยโชว์จากศิลปินรับเชิญ ก่อนเข้าสู่การแสดงหลักของ Okatsuka ที่ยาวประมาณ 90 นาที
Photograph: Disney/Mary Ellen Matthews | Atsuko OkatsukaThe Big Bowl Tour
Okatsuka มีสไตล์การเล่าเรื่องที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งมุกหน้าตาย จังหวะการเล่าที่ไม่เร่งรีบ และอารมณ์ขันที่ชวนประหลาดใจ เรื่องราวของเธอมักวนเวียนอยู่กับคุณยาย ชีวิตคู่ และความน่าอึดอัดเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน แต่กลับเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกได้อย่างน่าทึ่ง ทัวร์ก่อนหน้า FULL GROWN ขายบัตรหมดกว่า 200 รอบ ในมากกว่า 100 เมือง และกว่า 20 ประเทศ ทำให้เธอเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ พร้อมชื่อเสียงอันแข็งแกร่งไม่แพ้ทรงผม bowl cut อันเป็นซิกเนเจอร์ของตัวเอง ส่วนสแตนด์อัพสเปเชียลเรื่องที่สอง FATHER เปิดตัวบน Hulu ในสหรัฐฯ และ Disney+ ในหลายประเทศ ก่อนทะยานขึ้นสู่อันดับ Top 10 ของ Hulu ภายในเวลาไม่กี่วัน
ผลงานก่อนหน้านี้ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน สแตนด์อัพพิเศษเรื่องแรกบน HBO อย่าง THE INTRUDER คว้ารางวัล Gracie Award 2023 สาขา Best Comedy Special ขณะที่ The New York Times ยกให้เป็นผลงานเปิดตัวที่ดีที่สุดของปี 2022 และทั้ง Vulture กับ Variety ต่างจัดให้เป็นหนึ่งในโชว์ตลกยอดเยี่ยมแห่งปี นอกจากนี้ Okatsuka ยังได้รับเลือกให้อยู่ในลิสต์ Variety's 10 Comics to Watch ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Best Comedian จาก Wowie Awards และเคยสร้างความประทับใจบนเวทีรายการดึกของ James Corden
ในโลกออนไลน์ เธอคือปรากฏการณ์เช่นกัน คลิปจาก THE INTRUDER มียอดรับชมรวมกว่า 100 ล้านครั้ง ส่วนชาเลนจ์ไวรัล #DropChallenge ที่ชวนผู้คนย่อตัวเต้นไปกับเพลง Partition ของ Beyoncé ก็กลายเป็นกระแสจนช่วยให้เพลงกลับมาติดชาร์ตอีกครั้ง ทุกวันนี้แฟน ๆ หลายคนยังใส่วิกทรง bowl cut ไปชมการแสดง ซึ่งก็บอกได้แทบทุกอย่างเกี่ยวกับบรรยากาศของผู้ชมในงาน
เปิดจำหน่ายบัตร Artist Presale ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม เวลา 12.00 น. และเปิดจำหน่ายบัตรทั่วไปในวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม เวลา 10.00 น. ซื้อบัตรได้ ที่นี่

Music
‘Comfort Tone’ Concert คอนเสิร์ตเดี่ยวเต็มรูปแบบของ เอิ๊ต ภัทรวี ที่อยากชวนทุกคนมาพักใจไปพร้อมกัน
หลังพาผู้ฟังผ่านเรื่องราวของความรัก ความคิดถึง และวันธรรมดาที่แสนพิเศษผ่านบทเพลงมาตลอดหลายปี เอิ๊ต ภัทรวี (Earth Patravee) ก็พร้อมชวนทุกคนกลับมาพักใจอีกครั้งในคอนเสิร์ตเดี่ยวเต็มรูปแบบ ‘Comfort Tone Concert’ ที่ตั้งใจให้เป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนรักเสียงเพลง
หากคอนเสิร์ตครั้งแรกอย่าง Once Upon a Dream เมื่อปลายปี 2024 เปรียบเสมือนการทำความฝันให้เป็นจริง คอนเสิร์ตครั้งนี้ก็เหมือนการชวนทุกคนกลับบ้าน บ้านที่มีเสียงเพลง บทสนทนา และบรรยากาศแสนอบอุ่นคอยต้อนรับเสมอ พร้อมชวนให้ปล่อยตัว ปล่อยใจ และใช้เวลาร่วมกันอย่างสบายที่สุด
นอกจากเซ็ตลิสต์ที่แฟนเพลงรอคอย งานนี้ยังได้ ยี่–ชยปัญญ์ จันทรานุสนธิ์ โปรดิวเซอร์มากฝีมือ มารับหน้าที่เป็น Music Director ของโชว์ รับประกันว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้จะยกระดับทั้งพาร์ตดนตรี การเรียบเรียง และบรรยากาศการแสดงให้เข้มข้นยิ่งกว่าครั้งก่อน
Comfort Tone Concert จะจัดขึ้นในวันที่ 19 กันยายน 2569 ณ centralwOrld LIVE บัตรราคา 3,500 / 3,000 / 2,500 / 2,000 / 1,800 / 1,500 บาท เปิดจำหน่ายพร้อมกันในวันที่ 1 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. ผ่านแอปพลิเคชัน EVENTPOP หรือ https://www.eventpop.me/
ส่วนใครที่กำลังรอลุ้นผังที่นั่งและสิทธิพิเศษของแต่ละโซน อดใจอีกนิด เพราะรายละเอียดจะประกาศเพิ่มเติมเร็วๆ นี้ทาง Facebook: EarthPatravee
หากปีนี้คุณกำลังมองหาคอนเสิร์ตที่ไม่ได้มีแค่เสียงเพลง แต่ยังมีพื้นที่ให้หัวใจได้พัก Comfort Tone อาจเป็นค่ำคืนที่คุณกำลังตามหาอยู่ก็ได้

Music
BIG ASS กลับมาครบวงในรอบ 15 ปี กับคอนเสิร์ตใหญ่ ‘ก่อนตาย’ 13-14-15 พ.ย. นี้
ถ้าบทเพลงของ BIG ASS คือส่วนหนึ่งของวัยเยาว์ (หรือวัยทำงาน) หรือในช่วงเวลาไหนก็ตามของชีวิตคุณไม่มากก็น้อย และปลายปีนี้ ถึงเวลาที่แฟนเพลงจะได้กลับไปร้องทุกเพลงเหล่านั้นพร้อมกันอีกครั้งในคอนเสิร์ตใหญ่ที่หลายคนรอคอย
หลังปล่อยให้แฟนๆ ลุ้นกันอยู่นาน BIG ASS ประกาศรียูเนียนสมาชิกครบวงเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี พร้อมการกลับมาของแด๊กซ์ บนเวทีเดียวกับเพื่อนร่วมวงอีกครั้งในคอนเสิร์ต BIG ASS คอนเสิร์ตใหญ่ ก่อนตาย การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การรวมตัวของศิลปิน แต่เป็นการกลับมาของเรื่องราว มิตรภาพ และเพลงร็อกที่อยู่ในความทรงจำของคนฟังมาตลอดหลายทศวรรษ
อีกหนึ่งโมเมนต์ที่แฟนๆ พูดถึงจากทีเซอร์และโปสเตอร์ที่เพิ่งปล่อยมาล่าสุด คือการปรากฏตัวของ ตั้ม-อธิพงษ์ หวานเหลือ มือกลองแบ็กอัพผู้รับหน้าที่แทน กบ BIG ASS ซึ่งอยู่ในช่วงพักการแสดงสดเนื่องจากปัญหาสุขภาพ โดยกบจะหันไปดูแลงานเบื้องหลังเพื่อให้คอนเสิร์ตของวงเดินหน้าต่อได้อย่างเต็มที่
เตรียมวอร์มเสียงให้พร้อม เพราะนี่อาจเป็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่คุณจะได้ร้องเพลงโปรดไปพร้อมกับคนหลายหมื่นคน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการรียูเนียนครั้งประวัติศาสตร์ของ BIG ASS
สถานที่จัดงาน
วันที่ 13-15 พฤศจิกายน 2569
อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี
ราคาบัตร
บัตรยืน 2,200 บาท
บัตรนั่ง 4,000 / 3,500 / 2,500 / 2,000 / 1,500 บาท
เปิดจำหน่ายบัตรวันที่ 2 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ผ่าน Thaiticketmajor ทุกสาขา หรือเว็บไซต์ www.thaiticketmajor.com
รวมถึงติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: BIG ASS Rockband
รีวิวร้านอาหารและคาเฟ่ในกรุงเทพฯ

Restaurants
ตะลุยชิม 9 ร้านอาหารหลากสัญชาติจากรอบโลก โดยไม่ต้องบินออกจากกรุงเทพฯ
กรุงเทพฯ ขึ้นชื่อเรื่องสตรีตฟู้ดและอาหารไทยรสจัดจ้านก็จริง แต่รู้ไหมว่าเมืองนี้ยังซ่อนรสชาติจากทั่วโลกเอาไว้อีกเพียบ จนบางครั้งมื้ออาหารธรรมดาๆ ก็สามารถพาเราออกเดินทางไปไกลได้โดยไม่ต้องขึ้นเครื่องบิน
บทความนี้อ้างอิงจากลิสต์ของ Koktail Thailand Restaurant Guide ขอพาคุณไปตะลุยกิน 9 ร้านทั่วกรุงเทพฯ ที่เสิร์ฟอาหารหลากหลายสไตล์ ตั้งแต่สเต๊กฉ่ำๆ แบบอเมริกัน เทปันยากิร้อนๆ จากญี่ปุ่น อาหารไทย-มลายูรสเข้ม ไปจนถึงซีฟู้ดฝรั่งเศส ใครที่กำลังเบื่อเมนูเดิมๆ หรืออยากลองเปิดโลกผ่านจานอาหาร ลิสต์นี้มีหลากหลายร้านให้ชิมตั้งแต่ต้นทางจนสุดสาย เตรียมท้องให้ว่าง เตรียมช้อนส้อมให้พร้อม แล้วออกไปชิมกันเลย!

Restaurants
ตามหา ลอนดอนเค้ก ทั่วกรุงเทพฯ
ช็อกโกแลตกานาช
วิปซอลต์คาราเมล
เค้กช็อกเนื้อฉ่ำ
นี่คือเลเยอร์หลักๆ ที่ประกอบอยู่ใน ลอนดอนเค้ก (London Cake) เค้กช็อกโกแลตชั้นเลิศสลับชั้นกับวิปคาราเมลรสหอมนัวที่เคยวาดมนต์เสน่ห์และสร้างแถวยาวเหยียดบนถนนสายลอนดอน ความลงตัวระหว่างความขมเข้มข้นของดาร์กช็อกโกแลต ความหวานเค็มกลมกล่อม และสัมผัสฉ่ำนุ่มในทุกคำ ได้กลายมาเป็นมิชชั่นใหม่ประจำปีของเหล่าคนรักขนมหวานที่ต้องตามหามาลิ้มลอง ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ความอร่อยสุดไวรัล แต่มันคือตัวแทนของความรื่นรมย์ที่หยิบยื่นความอบอุ่นให้หัวใจในทุกๆ คำ
Photograph: toppingbooksEdd Kimber
แท้จริงแล้วลอนดอนเค้กไม่ใช่เค้กโบราณสูตรดั้งเดิมประจำเมืองผู้ดี หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งสุนทรียภาพยุคใหม่ที่ปฏิวัติวงการขนมหวาน เกิดขึ้นจากเค้กช็อกโกแลตถาด (Slab Cake) สูตรพิเศษของ Edd Kimber นักทำขนมชาวอังกฤษในลอนดอน ซึ่งถูกนำมาเผยแพร่ต่อจนกลายเป็นกระแสไวรัลไปทั่วโลกออนไลน์ ด้วยการรังสรรค์ศิลปะบนจานขนมผ่านองค์ประกอบสำคัญ 3 เลเยอร์
Photograph: hemm54London Cake in Bangkok
เหล่าเชฟและสตูดิโอขนมหวานทั่วเมืองหลวงต่างหยิบยกรสชาตินี้มาตีความใหม่ในแบบฉบับของตัวเอง ตั้งแต่สไตล์โฮมมี่เรียบง่าย การเติมเทกซ์เจอร์กรุบกรอบเพิ่มมิติ ไปจนถึงพาสทรีบาร์ชั้นสูงที่พิถีพิถันทุกองค์ประกอบ หากคุณกำลังมองหาชิ้นงานศิลปะที่ทานได้เพื่อปลอบประโลมวันเวลา
สำหรับใครที่มองหาเค้กวันเกิดที่เกิดมาเพื่อสายคราฟต์ เรายังมีบทความรวบรวมพิกัดเค้กวันเกิดทั่วกรุงเทพฯ ที่เหมาะกับคุณอย่างแน่นอน

Restaurants
รวม 16 ร้านเจลาโตเนียนนุ่มระดับอัลตร้าสมูทในกรุงเทพฯ ตอนนี้
ในช่วงที่อุณหภูมิพุ่งสูงแบบนี้ ไอศกรีมคือคำตอบที่ใช่ที่สุด แต่ถ้าเป็น ‘เจลาโต้’ (Gelato) ล่ะก็? นั่นคือความฟินที่เหนือระดับไปอีกขั้น ด้วยเนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่มที่ค่อยๆ ละลายในปาก ช่วยคลายร้อนได้ในทุกคำที่กัด เจลาโต้เดินทางไกลจากอิตาลีมาถึงเมืองไทย และปรับตัวเข้ากับบ้านเราได้อย่างกลมกลืนจนเราแทบจะลืมไปเลยว่านี่คือเมนูที่มีต้นกำเนิดจากยุโรป
เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน เจลาโต้จะมีไขมันน้อยกว่า ปั่นด้วยความเร็วที่ช้ากว่า และเสิร์ฟในอุณหภูมิที่อุ่นกว่าไอศกรีมทั่วไปเล็กน้อย ทำให้เนื้อแน่น เนียน และรสชาติเข้มข้นกว่า ส่วนไอศกรีมปกติจะปั่นเร็วและเสิร์ฟเย็นจัด จึงมีความเบาและมีอากาศแทรกอยู่มากกว่า ทำให้เนื้อสัมผัสดูฟูๆ นั่นเอง
ด้วยความเข้มข้นของครีมและความนุ่มละมุนระดับอัลตร้าสมูท เจลาโต้จึงครองตำแหน่งสุดยอดของหวานรับซัมเมอร์ในไทยไปโดยปริยาย วันนี้ Time Out ได้รวบรวม 16 ร้านเจลาโต้ในกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียงที่เหมาะแก่การไปหลบแดด (หรือไปดื่มด่ำกับความร้อน) มาฝากกัน จะมีอะไรบ้างไปดู!

Restaurants
9 ร้านไฟน์ไดนิ่งในกรุงเทพฯ ที่ควรหาโอกาสไปสัมผัสสักครั้ง
ไฟน์ไดนิ่งอาจเป็นคำที่หลายคนนึกถึงความหรูหรา แต่สิ่งที่ทำให้มื้ออาหารระดับนี้น่าจดจำ ไม่ใช่แค่การจัดจานสวยหรือวัตถุดิบราคาแพง หากเป็นวิธีที่เชฟถ่ายทอดเรื่องราว ความคิดสร้างสรรค์ และเทคนิคการทำอาหารออกมาผ่านทุกคอร์ส จนบางครั้งคำบรรยายก็ไม่อาจถ่ายทอดประสบการณ์ทั้งหมดได้ และยิ่งไปกว่านั้น ไฟน์ไดนิ่งก็ไม่ได้มีนิยามตายตัว เพราะแต่ละร้านต่างก็มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง
บทความนี้อ้างอิงจากลิสต์ของ Koktail Kuisine ขอพาไปรู้จัก 9 ร้านไฟน์ไดนิ่งในกรุงเทพฯ ที่โดดเด่นทั้งด้านรสชาติ บรรยากาศ และแนวคิด ตั้งแต่อาหารจีนกวางตุ้ง ไทย เกาหลี ไปจนถึงฝรั่งเศส เยอรมัน และอเมริกัน แต่ละร้านล้วนมีบุคลิกที่แตกต่าง และพร้อมมอบประสบการณ์ที่อาจทำให้คุณเข้าใจว่า บางมื้ออาหารก็ต้องไปลิ้มลองด้วยตัวเองจริงๆ

Restaurants
8 ร้านโปเกโบวล์ในกรุงเทพฯ สำหรับมื้อเฮลท์ตี้ที่กินได้ทุกวัน
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่โปเกโบวล์กลายเป็นเมนูที่โผล่อยู่ในมือคนกรุงเทพฯ แทบทุกออฟฟิศ จากเดิมที่เป็นอาหารพื้นเมืองของฮาวาย ก่อนเดินทางไปโด่งดังในแคลิฟอร์เนีย วันนี้ชามข้าวปลาดิบหน้าตาสดใสได้กลายมาเป็นหนึ่งในมื้อกลางวันยอดฮิตของคนเมืองไปแล้ว จะเลือกข้าวญี่ปุ่น ข้าวไรซ์เบอร์รี หรือสลัดก็ได้ เติมอะโวคาโด เพิ่มสไปซีมาโย แล้วสั่งกาแฟแก้วนึง เท่านี้ก็เป็นมื้อที่ทั้งอิ่มและรู้สึกดีกับตัวเอง
แน่นอนว่าโปเกโบวล์ที่ดีไม่ได้มีแค่ปลาแซลมอนสดหรือทูน่าคุณภาพดี แต่ยังรวมถึงข้าวที่หุงได้พอดี ซอสที่ช่วยดึงรสชาติ วัตถุดิบสดใหม่ และการจับคู่ท็อปปิงที่ลงตัว เราเลยออกตระเวนชิมโปเกโบวล์ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อคัดร้านที่โดดเด่นจริงๆ บางร้านยังคงรสชาติแบบฮาวายดั้งเดิม บางร้านเติมลูกเล่นใหม่ๆ จนกลายเป็นเมนูประจำของใครหลายคน และนี่คือร้านโปเกโบวล์ที่เราคิดว่าอร่อยพอให้คุณกลับไปสั่งซ้ำอีกครั้ง

Restaurants
เติมคาร์บหลังวิ่งกับ 7 พิกัดร้านซาวโดวจ์เนื้อนุ่มหนึบใกล้สวนลุมฯ
ปัจจุบันเทรนด์การวิ่งยังคงมาแรงแบบหยุดไม่อยู่ ทุกเช้าที่สวนลุมพินีจึงเต็มไปด้วยพี่นักวิ่งที่ออกมาสะสมระยะ เติมเอ็นดอร์ฟิน และเริ่มต้นวันใหม่อย่างสดชื่น แต่เมื่อวิ่งเสร็จ คำถามถัดไปก็คือ ‘เช้านี้กินอะไรดี?’ สำหรับสายเฮลตี้ช่วงนี้ คำตอบของหลายคนคงหนีไม่พ้นเมนูซาวโดวจ์ ขนมปังหมักธรรมชาติที่ทั้งอิ่มท้อง ย่อยง่าย และกลายเป็นเมนูเติมคาร์บยอดฮิตหลังออกกำลังกายไปแล้ว
โชคดีที่รอบสวนลุมฯ มีทั้งคาเฟ่และเบเกอรีที่อบซาวโดวจ์สดใหม่ทุกวัน บางร้านเสิร์ฟเป็นโลฟเนื้อนุ่มหนึบ บางร้านมีเมนูแซนด์วิชและบรันช์จานใหญ่ไว้เติมพลังหลังวิ่งโดยเฉพาะ วันนี้ Time Out เลยคัดมาให้กับ 7 พิกัดร้านซาวโดวจ์เนื้อนุ่มหนึบใกล้สวนลุมฯ ที่ไม่ว่าคุณจะเพิ่งวิ่งจบ ปั่นจักรยานเสร็จ หรือแค่อยากหาอาหารเช้าดีๆ พร้อมกาแฟสักแก้ว ลิสต์นี้ก็พร้อมเป็นจุดหมายถัดไปของทุกเช้าของคุณได้

Restaurants
7 ร้านอาหารบรรยากาศอบอุ่นในกรุงเทพฯ ที่เหมาะกับวันฝนพรำ
ฝนตกทีไร หลายคนอาจเลือกกลับบ้านไวแล้วซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม แต่สำหรับสายกินแล้ว สภาพอากาศครึ้มๆ แบบนี้กลับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการหาร้านดีๆ นั่งพักกาย พักใจ พร้อมปล่อยให้กลิ่นอาหารอุ่นๆ ช่วยเติมความสุขให้วันฝนพรำ
ไม่ว่าจะเป็นมื้อญี่ปุ่นที่เสิร์ฟตรงหน้าเคาน์เตอร์บาร์ ร้านอาหารในบ้านไม้เก่าที่อบอวลด้วยเสน่ห์คลาสสิก หรือมื้อพิเศษที่ยิ่งอร่อยขึ้นเมื่อมองสายฝนโปรยผ่านกระจก บรรยากาศเหล่านี้ล้วนทำให้การออกจากบ้านในวันที่ฟ้าหม่นดูคุ้มค่ากว่าที่คิด
บทความนี้อ้างอิงจากลิสต์ของ Koktail Kuisine สัปดาห์นี้เราขอแนะนำ 7 ร้านอาหารบรรยากาศอบอุ่นทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่เหมาะสำหรับหลบฝน เติมพลัง และเปลี่ยนวันอากาศมืดครึ้มให้กลายเป็นอีกหนึ่งมื้อพิเศษที่น่าจดจำ เพราะบางครั้งเสียงฝนที่ตกอยู่ข้างนอก ก็อาจเป็นส่วนผสมสำคัญที่ทำให้อาหารมื้อนั้นอร่อยขึ้นกว่าทุกวันก็ได้

Restaurants
7 ร้านอาหารในกรุงเทพฯ ที่เสิร์ฟทั้งอาหารรสเยี่ยมและวิวเมืองสุดตระการตา
การเลือกร้านอาหารสักแห่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับรสชาติเพียงอย่างเดียว เพราะบรรยากาศก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ทำให้มื้อธรรมดากลายเป็นประสบการณ์น่าจดจำ วิวเมือง แม่น้ำ หรือพื้นที่สีเขียวที่มองเห็นจากโต๊ะอาหาร ล้วนช่วยเติมเสน่ห์ให้ทุกคำอร่อยขึ้น และทำให้เราอยากใช้เวลากับมื้อนั้นให้นานกว่าเดิม
บทความนี้อ้างอิงจากลิสต์ของ Koktail Kuisine พาไปสำรวจ 7 ร้านอาหารในกรุงเทพฯ ที่ผสานอาหารคุณภาพเข้ากับโลเคชันและการออกแบบได้อย่างลงตัว ตั้งแต่ห้องอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา รูฟท็อปที่มองเห็นเส้นขอบฟ้าของเมือง ไปจนถึงร้านที่เปิดรับวิวสนามแข่งม้า ทุกแห่งพิสูจน์ว่าเมื่ออาหารดีและบรรยากาศสวยเดินไปด้วยกัน มื้อหนึ่งก็สามารถกลายเป็นความทรงจำดีๆ ได้ไม่ยาก

Restaurants
8 ร้านอาหารในกรุงเทพฯ ที่ตอบโจทย์วันพักผ่อนสบายๆ
ด้วยจำนวนร้านอาหารมากมายในกรุงเทพฯ หลายคนอาจคิดว่าการหามื้อสบายๆ คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่เอาเข้าจริง เมืองนี้ก็เต็มไปด้วยจังหวะชีวิตที่เร่งรีบ จนบางครั้งสิ่งที่ยากที่สุดกลับเป็นการหาร้านที่ทำให้เราอยากนั่งนานๆ ปล่อยเวลาไหลไปช้าๆ พร้อมอาหารดีๆ และบรรยากาศที่ชวนผ่อนคลายจริงๆบทความนี้อ้างอิงจากลิสต์ของ Koktail Kuisine รวบรวม 8 ร้านอาหารในกรุงเทพฯ ที่เหมาะสำหรับวันชิลๆ หรือมื้อเย็นสบายๆ ทั้งอาหารหน้าตาน่ากิน บรรยากาศเป็นกันเอง และคอนเซปต์ที่มีเสน่ห์แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะได้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวส่วนตัว วัฒนธรรม หรือไอเดียการเสิร์ฟอาหารที่ทำให้ทุกมื้อรู้สึกสนุกกว่าที่คิด

Restaurants
15 ร้านอิซากายะในกรุงเทพฯ เหมาะสำหรับการสังสรรค์หลังเลิกงาน
หลายๆ คนคงเคยได้ยินชื่อร้านอิซากายะกันอยู่บ่อยๆ ‘อิซากายะ’ (Izakaya) คือ ร้านกินดื่มสไตล์ญี่ปุ่นที่เปรียบเหมือนพื้นที่สำหรับการพักผ่อนหลังเลิกงาน ให้ผู้คนได้นั่งกินอาหาร จิบเครื่องดื่ม และใช้เวลาพูดคุยกับเพื่อนหรือคนรู้ใจในบรรยากาศสบายๆ ซึ่งปัจจุบันในกรุงเทพฯ ก็มีร้านอิซากายะเปิดใหม่มากมาย แต่ละร้านต่างก็มีสไตล์และเสน่ห์เฉพาะตัว ตั้งแต่ร้านเล็กๆ ฟีลโลคอลญี่ปุ่น ไปจนถึงร้านสไตล์โมเดิร์นที่เพิ่มลูกเล่นให้เหมาะกับสายแฮงเอาต์ยุคใหม่
อิรัชชัยมาเสะ! วันนี้เราเลยอยากพาไปเปิดวาร์ปร้านอิซากายะบรรยากาศดี ที่ให้ฟีลเหมือนได้นั่งกินอยู่กลางญี่ปุ่นจริงๆ ทั้งการตกแต่งร้าน แสงไฟอบอุ่น เสียงเพลงคลอๆ รวมถึงอาหารญี่ปุ่นที่จัดเต็มทั้งเมนูเสียบไม้ ซาชิมิ ของกินเล่น และเครื่องดื่มแบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะอยากหาที่นั่งผ่อนคลายหลังวันเหนื่อยๆ นัดสังสรรค์กับเพื่อน หรือมองหาร้านดินเนอร์บรรยากาศดี ลิสต์นี้ก็มีให้เลือกครบทุกสไตล์
บทสัมภาษณ์ล่าสุด

Movie theaters
ปีแห่งการเดินทางของ ‘เอิงเอย ประภามณฑล’ เรื่องราวชีวิต และการเดินทางที่ไม่ได้อยู่แค่ในหนัง
หากพูดถึงนักแสดงหญิงที่อยู่ในวงการภาพยนตร์ไทยมาราว 10 ปี ชื่อของ เอิงเอย-ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์ อาจไม่ได้เป็นชื่อที่ทุกคนคุ้นเคยจากหนังตลาด แต่สำหรับคนดูหนังนอกกระแส หนังสั้น หรือผลงานที่เดินทางไปตามเทศกาลภาพยนตร์ เธอน่าจะเป็นหนึ่งในชื่อที่คุ้นตา
เอิงเอยเริ่มต้นเส้นทางนักแสดงจาก ‘Motel Mist โรงแรมต่างดาว’ ของ ปราบดา หยุ่น ก่อนจะมีผลงานตามมาอีกหลายเรื่อง และในปีนี้ ‘Human Resources พนักงานใหม่โปรดรับไว้พิจารณา’ ก็พาเธอออกเดินทางไปยังเทศกาลภาพยนตร์หลายแห่ง ตั้งแต่เวนิส ไต้หวัน ไปจนถึงนิวยอร์ก
การเดินทางครั้งนี้ทำให้เรามีคำถามมากมายที่อยากชวนเอิงเอยพูดคุย ตั้งแต่มุมมองต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ คนทำหนัง ศิลปิน พื้นที่ฉายหนัง ศิลปะ และคนดู ไปจนถึงชีวิตธรรมดาๆ ในวันที่ไม่ได้เข้ากอง
2026 ปีแห่งการเดินทาง
Photograph: putmeunderwaterUnoey Prapamonton
‘ปีนี้สำหรับเอิงก็ถือว่าเป็นปีแห่งการเดินทาง’
เธอพูดขึ้นง่ายๆ ก่อนจะย้อนกลับไปนึกถึงจำนวนครั้งที่ตัวเองต้องเก็บกระเป๋าเดินทางไปสนามบิน ที่ผ่านมา การได้เดินทางไปเทศกาลหนังอาจเกิดขึ้นเพียงปีละหนึ่งหรือสองครั้ง บางครั้งคือการไปฉายรอบพรีเมียร์แล้วกลับ แต่ปีนี้กลับต่างออกไป เพราะเธอไม่ได้เพียงเดินทางไปเทศกาล หากหนังเองก็ออกเดินทางไปเรื่อยๆ ตามเส้นทางของมันและนั่นทำให้เธอได้เห็นบางอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ในอีกด้านหนึ่ง ปีนี้ก็เป็นปีที่งานของเธอเข้ามาเป็นช่วงๆ เช่นกัน มีช่วงที่งานติดกัน และมีช่วงที่ว่างยาว การเป็นนักแสดงไม่ได้หมายความว่าจะมีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอทุกเดือน แม้หนังที่ตัวเองแสดงจะกำลังเดินทางไปไกลแค่ไหนก็ตาม
เทศกาลหนังไม่ได้มีไว้แค่สำหรับคนทำหนัง
Photograph: putmeunderwaterUnoey Prapamonton
เราถามเอิงเอยถึงประสบการณ์ทำงานทั้งในและนอกประเทศในช่วงที่ผ่านมา เพราะเธอมีโอกาสสัมผัสทั้งกองถ่ายและเทศกาลภาพยนตร์ในต่างประเทศ ทำให้เธอไม่ได้มองประสบการณ์ครั้งนี้จากมุมของนักแสดงที่เพิ่งออกไปเห็นโลกเป็นครั้งแรก แต่เป็นคนที่เริ่มสังเกตโครงสร้างของสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวมากขึ้น
เธอเล่าว่า สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้ชัดเจนโดยเฉพาะจากเทศกาลระดับนานาชาติ คือการที่ภาพยนตร์ไม่ได้ถูกแยกออกจากชีวิตประจำวันของผู้คน เธอยกตัวอย่าง Venice International Film Festival (เทศกาลภาพยนตร์เวนิส) ซึ่งแม้จะเป็นหนึ่งในเทศกาลหนังที่เก่าแก่และสำคัญของโลก แต่บรรยากาศของเทศกาลกลับไม่ได้สร้างกำแพงขึ้นมาระหว่าง ‘คนทำหนัง’ กับ ‘คนดูหนัง’ อย่างที่เราอาจจินตนาการ
“เอิงรู้สึกว่ามันไม่ใช่เทศกาลหนังที่แบ่งแยกสำหรับคนดูหนังหรือไม่ดูหนัง”
สำหรับเธอ ความน่าสนใจไม่ได้อยู่เพียงที่จำนวนหนังหรือรายชื่อผู้กำกับ แต่เป็นการที่เทศกาลสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเมืองได้จริง มีทั้งการฉายหนัง การพูดคุย เวิร์กช็อป การสร้างเครือข่ายสำหรับคนในอุตสาหกรรม และพื้นที่ที่เปิดให้คนดูเข้ามามีส่วนร่วม เพราะในมุมของเอิงเอย คนดูก็ไม่ได้เป็นเพียงปลายทางของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบทั้งหมด
เมื่อคนดูเข้าถึงหนังได้ง่ายขึ้น หนังจึงมีพื้นที่ให้ถูกพูดถึง มีคนเข้าชม มีเงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่อุตสาหกรรม และทำให้ระบบสามารถเดินหน้าต่อไปได้ สิ่งที่เธอพบในหลายเทศกาลจึงไม่ใช่คำถามว่า หนังเรื่องนี้ดูยากไหม? แต่เป็นบรรยากาศที่ทำให้ภาพยนตร์และศิลปะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปโดยแทบไม่ต้องตั้งคำถาม
“มันครอบคลุมโดยที่เราไม่ต้องมานั่งพูดว่าหนังมันเป็นหนัง หรือศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไหม เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไหม”
เอิงเอยเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะพูดถึงสิ่งที่เธอรู้สึกว่ายังแตกต่างจากบ้านเรา
Photograph: putmeunderwaterUnoey Prapamonton
สำหรับเธอ สิ่งที่น่าสนใจของเทศกาลอย่าง Taipei Golden Horse Film Festival รวมถึงบรรยากาศของเทศกาลในเกาหลีอย่าง Busan International Film Festival คือการที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ดูเหมือนจะฝังอยู่ในชีวิตประจำวันของเมืองอยู่แล้ว คนทำหนัง คนดูหนัง โรงภาพยนตร์ และกิจกรรมทางวัฒนธรรมไม่ได้ถูกแบ่งออกเป็นโลกคนละใบ
“คนทำอาร์ตก็คือคนทำอาร์ต คนทำหนังก็คือคนที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมแล้ว มันไม่ได้แยกจากกัน”
เมืองที่มีพื้นที่ให้หนังหายใจ
Photograph: Elena DaganUnoey Prapamonton
เมื่อเดินทางมาถึง New York Asian Film Festival (เทศกาลภาพยนตร์เอเชียแห่งนิวยอร์ก) ความรู้สึกของเอิงเอยก็ไม่ได้ต่างไปจากเดิมมากนัก เพียงแต่ครั้งนี้ เธอได้เห็นความสำคัญของ สิ่งที่เรียกว่า ‘พื้นที่ฉายหนัง’ ได้ชัดเจนขึ้น
เทศกาลแห่งนี้มีขนาดเล็กกว่าเทศกาลระดับนานาชาติที่เธอเคยไป แต่สิ่งหนึ่งที่เธอสังเกตได้คือ เมืองอย่างนิวยอร์กมีพื้นที่สำหรับการฉายภาพยนตร์อยู่มากมายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรงหนังขนาดเล็ก พื้นที่ฉายหนังของคนท้องถิ่น หรือสถานที่ทางวัฒนธรรมต่างๆ ภาพยนตร์จึงไม่ได้มีชีวิตอยู่แค่ในช่วงเวลาที่เทศกาลจัดขึ้น แต่มันสามารถไหลเวียนอยู่ในเมืองได้ตลอดทั้งปี
“เมืองมันมีคัลเจอร์ของการดูหนัง ดูละครเวทีอยู่แล้ว”
เราถามเอิงเอยต่อว่า มองอุตสาหรรมฝั่งประเทศไทยเป็นอย่างไร เธอเล่าว่า หากวันหนึ่งเรามีพื้นที่ฉายหนังที่หลากหลายและแข็งแรงพอ พื้นที่เหล่านั้นอาจไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับฉายภาพยนตร์ แต่มันอาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมที่ช่วยประคองหนังเล็กๆ ให้มีชีวิตต่อไปได้
Photograph: Elena DaganUnoey Prapamonton
และเมื่อถามถึงปฏิกิริยาของผู้ชมต่างชาติที่มีต่อ Human Resources เอิงเอยไม่ได้รู้สึกว่าความเป็นหนังไทยกลายเป็นกำแพงระหว่างเธอกับผู้ชมเสียทีเดียว เธออธิบายว่า ผู้ชมในเทศกาลที่นิวยอร์กมีทั้งชาวเอเชียและชาวต่างชาติ และด้วยความหลากหลายของเมืองนิวยอร์กเอง เธอเองก็ไม่อาจสรุปปฏิกิริยาของผู้ชมทั้งหมดได้ แต่สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้จากช่วง Q&A คือ หลายประเด็นในหนังสามารถเชื่อมโยงกับผู้ชมได้ง่ายกว่าที่คิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง เพศ อำนาจ และความเหลื่อมล้ำ
เมื่ออาชีพเลือกเรา ก่อนที่เราจะเลือกอาชีพ
เมื่อขยับมาคุยกันถึงเรื่องการแสดง เอิงเอยเล่าว่า.. เธอไม่เคยเป็นคนเลือกว่าจะต้องเป็นนักแสดงแบบไหน หลายครั้งอาชีพกลับเป็นฝ่ายเลือกเธอก่อนเสมอ และเมื่อคนในอุตสาหกรรมจดจำเธอจากงานแบบหนึ่ง งานแบบนั้นก็มักจะพาเธอไปสู่งานชิ้นถัดไปโดยอัตโนมัติ
Photograph: Motel Mist (2016), Nakorn-Sawan (2018), Anatomy of Time (2021), Human Resources (2026), The White Rabbit (2026), Haunted Universities 4 (2026)Unoey Prapamonton
“ถ้าคนเขาจำว่าเราเล่นงานอะไร เขาก็จะให้เราเล่นงานต่อๆ ไปแบบนั้น”เอิงเอยหัวเราะเบาๆ เมื่อเล่าถึงเส้นทางที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะจริงๆ แล้วเธอไม่ได้เคยวางตำแหน่งให้ตัวเองว่าเป็นนักแสดงหนังนอกกระแส หรือเลือกว่าจะต้องทำงานกับภาพยนตร์ประเภทใดเป็นพิเศษ งานในวงการบันเทิงของเธออย่างแรกที่เธอเล่นก็เป็นหนัง และนั่นทำให้เส้นทางการทำงานค่อยๆ แตกแขนงออกไปตามโอกาสที่เข้ามา
“เอิงไม่ได้ตั้งใจจะจำกัดกรอบตัวเอง พยายามทำหมดแล้ว ไปแคสต์ทั้งโฆษณา หนังสั้นนักศึกษา เล่นเอ็มวีก็เล่น”
แม้กระทั่งมิวสิกวิดีโอที่หลายคนอาจมองว่าเป็นงานที่สั้นและง่ายกว่าภาพยนตร์
“ใครบอกว่าง่ายกว่า เราก็ว่ายากมั้ง”
เธอกลับมองว่าความสั้นนั้นเองคือความยาก เพราะเมื่อเรื่องราวถูกบีบให้เหลือเพียงไม่กี่นาที นักแสดงก็ต้องสกัดอารมณ์ออกมาให้ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะมิวสิกวิดีโอที่เลือกเล่าเรื่องในรูปแบบหนังสั้น ยิ่งต้องหาวิธีทำให้อารมณ์ของตัวละครเดินทางไปถึงคนดูภายในเวลาที่จำกัด
‘เจ้าแม่หนังอินดี้’ ที่ไม่เคยเลือกตัวเองเป็นแบบนั้น
Photograph: Human Resources2026
คำว่า ‘เจ้าแม่หนังอินดี้’ เป็นฉายาที่คนดูมักใช้เรียกเธอจนติดปาก แต่สำหรับเจ้าตัวเอง เอิงเอยกลับหัวเราะแล้วบอกว่า จนถึงตอนนี้ก็ยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคำนี้เริ่มมาจากไหน
“เขาพูดเหมือนราวกับว่าเรากำลังเป็นเสาหลักค้ำจุนไพโอเนียร์ของวงการหนังอินดี้ เอาจริงๆ นี่ไม่ได้เลือกเลยนะ งานต้องเลือกเราก่อนเราถึงจะได้มีโอกาสอยู่ในจุดที่เราต่อรองแล้วก็เลือกมันได้”
ประโยคนี้ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่กลับสะท้อนโครงสร้างของอาชีพนักแสดงได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะในประเทศที่โอกาสไม่ได้มีเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ การได้ทำงานหนึ่งชิ้นอาจเป็นสิ่งที่ต้องคว้าเอาไว้ก่อนจะได้มีสิทธิ์คิดว่าชอบหรือไม่ชอบ
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่เธอไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังสร้างภาพจำของ ‘นักแสดงหนังอินดี้’ แต่เอิงเอยกำลังจะบอกว่า เธอก็เป็นเพียงนักแสดงคนหนึ่งที่ทำงานตามโอกาสที่เข้ามา และบังเอิญว่าโอกาสเหล่านั้นพาเธอเดินทางมาในเส้นทางนี้
เมื่อคนดูไม่ได้ไม่เข้าใจ แต่ชีวิตอาจเหนื่อยเกินกว่าจะทำความเข้าใจ
เอิงเอยเข้าใจว่าหนังที่ซับซ้อนและคลุมเครืออาจต้องใช้เวลาจากคนดูมากกว่า และอาจไม่ใช่สิ่งที่ได้รับความนิยมในตลาดแมส เพราะในชีวิตจริง คนเราก็เหนื่อยมากพออยู่แล้ว
Photograph: Human Resources2026
“ทุกวันนี้ ชีวิตเรามันเหนื่อยมากพอแล้ว”
หลังจากใช้เวลาทั้งวันกับเรื่องยากๆ การกลับมาดูหนังในเวลาส่วนตัวจึงอาจเป็นช่วงที่เราอยากเลือกอะไรที่เข้าใจง่ายและไม่ต้องใช้พลังงานมากนัก แต่เธอไม่ได้มองว่าคนดู ‘ไม่เข้าใจศิลปะ’ แต่มันคือเรื่องของบริบทและวิถีชีวิต และอยากเห็นความหลากหลายของงานศิลปะกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน รวมถึงมีพื้นที่ในตลาดกระแสหลักมากขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง เอิงเอยเองก็ต้องเผชิญกับความท้าทายของการทำงานในวงการที่อาศัยทั้งคอนเนกชันและการถูกมองเห็น แม้เธอจะไม่ใช่คนที่ชอบเข้าสังคมก็ตาม
Photograph: Human Resources2026
“วงการนี้มันชัดเจนว่ามันใช้ความจำหน้า จำชื่อได้ มันไม่เหมือนอาชีพอื่นที่เข้าผ่านเอชอาร์ แต่อันนี้เราเข้าผ่านแคสติ้ง มันก็ทำให้เอิงเหนื่อยเหมือนกัน”
สำหรับเธอ การเป็นนักแสดงจึงไม่ได้มีแค่การพร้อมเมื่ออยู่หน้ากล้อง แต่ยังหมายถึงการทำให้ตัวเองยังคงอยู่ในสายตาของคนในอุตสาหกรรม และเปิดพื้นที่ให้โอกาสเดินเข้ามาหา
นอกกองถ่าย เอิงเอยมีชีวิตอีกหลายอย่างให้หลงใหล
เมื่อไม่มีงาน ไม่มีคิวถ่าย ชีวิตของเอิงเอยยังเต็มไปด้วยสิ่งที่อยากลองและอยากค้นพบ เธอใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการเล่นเกม แต่ก็พยายามพาตัวเองออกไปเจอโลกข้างนอกมากขึ้น ทั้งดูหนัง ดูงานศิลปะของเพื่อน หรือแวะไปนิทรรศการและงานใหม่ๆ ที่สนใจ
นอกจากนั้น เธอยังทำอาหาร ถักโครเชต์ อ่านหนังสือ อ่านมังงะ และมีอีกหนึ่งสิ่งที่อยากลองมาตลอดคือการเล่นดนตรี โดยเฉพาะกลอง แม้จะยังต้องเก็บเงินและหาพื้นที่ให้พร้อมเสียก่อน
ความสนใจด้านดนตรีของเอิงเอยไม่ได้หยุดอยู่แค่การอยากเล่นกลอง เพราะเธอยังทำดีเจในบางโอกาสด้วย รสนิยมการฟังเพลงของเธอก็กว้างกว่าที่ภาพจำ ‘นักแสดงหนังอินดี้’ อาจทำให้คิดไว้ ตั้งแต่ร็อก เมทัล แดนซ์มิวสิก เทคโน เบส จังเกิล ดรัมแอนด์เบส ไปจนถึงป็อป
ช่วงนี้เธอฟัง Sleep Token, Deftones และ Boris เป็นพิเศษ ส่วนเพลงไทยที่ชอบมีทั้ง Bomb at Track, LITTLE JOHN และ The Darkest Romance ขณะที่เพลงไทยที่เธอคุ้นเคยที่สุดกลับเป็นงานจากอีกยุค ตั้งแต่ ป๊อด โมเดิร์นด็อก และศิลปินรุ่นเดียวกัน
ดูเหมือนว่าทั้งงานอดิเรก หนัง ศิลปะ และดนตรี ล้วนเป็นพื้นที่ที่ทำให้เอิงเอยได้กลับมาเป็นตัวเองในแบบที่ไม่จำเป็นต้องมีคำจำกัดความเดียว
หนังนอกกระแสไม่ได้ขาดแค่คนดู แต่ขาด ‘พื้นที่’
Photograph: putmeunderwaterUnoey Prapamonton
เมื่อพูดถึงภาพยนตร์นอกกระแสในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เอิงเอยไม่คิดว่ามันมีคำตอบง่ายๆ ว่าดีขึ้นหรือแย่ลง เพราะสิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือมันถูกมองเห็นมากขึ้น
“โซเชียลมีเดียเปิดพื้นที่ให้คนทำหนังสามารถเผยแพร่งานของตัวเองได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านสื่อใหญ่เหมือนในอดีต หนังอินดี้ หนังนักศึกษา หรือผลงานจากคนทำหนังรุ่นใหม่จึงสามารถเดินทางออกไปหาคนดูได้ด้วยตัวเองมากขึ้น”
ในอีกด้านหนึ่ง การที่หนังไทยนอกกระแสหลายเรื่องเดินทางไปถึงเทศกาลระดับนานาชาติ ก็ทำให้คนดูเริ่มคุ้นเคยกับความจริงที่ว่า หนังไทยไม่ได้มีเพียงภาพยนตร์กระแสหลักที่เราเห็นอยู่ตามโรงใหญ่แต่ขณะที่การมองเห็นเพิ่มขึ้น พื้นที่กลับไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน
“เราอยู่ในยุคที่เรามี Grab และ Uber แล้ว แต่เราไม่รู้จะไปไหน เพราะมันเหมือนพื้นที่พวกนั้นมันไม่สามารถอยู่รอดได้”
หนังอินดี้ที่เธอเคยทำแทบทุกเรื่องมักมีระยะเวลาฉายในโรงไม่เกินหนึ่งเดือน และหลายเรื่องไม่ได้ถูกฉายทั่วประเทศ นั่นทำให้เธอรู้สึกว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หนังอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ‘พื้นที่’ ที่หนังจะสามารถไปพบกับคนดูได้ด้วย
ในระบบที่ต้องคิดถึงกำไรสูงสุด หนังทุกเรื่องจึงถูกวัดด้วยมาตรวัดเดียวกัน ทั้งที่หนังบางประเภทอาจต้องการการสนับสนุนในรูปแบบอื่นเพื่อให้มันสามารถเดินทางไปหาผู้ชมได้ไกลขึ้น
“เราก็อยากให้หนังอินดี้มียอดขายหรือยอดผู้ชมที่เยอะขึ้น แต่ในขณะเดียวกันมันถูกคิดว่ามันจะทำกำไรสูงสุดยังไงเป็นหลักเหมือนหนังกระแสหลักไม่ได้”
สำหรับเอิงเอย งานศิลปะจึงไม่ควรถูกมองผ่านผลกำไรเพียงอย่างเดียว เพราะคุณค่าของมันอาจอยู่ที่การสร้างบทสนทนา การทดลอง หรือการเปิดพื้นที่ให้เรื่องบางเรื่องที่ไม่เคยถูกเล่าได้มีโอกาสถูกเล่า และทั้งหมดนั้นต้องอาศัยพื้นที่
ถ้าคนทำหนังเป็นส่วนหนึ่งของสังคม แล้วทำไมคนดูหนังถึงไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมด้วย
Photograph: putmeunderwaterUnoey Prapamonton
คำถามเรื่องพื้นที่พาหนังไปสู่ประเด็นที่ใหญ่กว่าเดิม นั่นคือ ทำไมการดูหนังและการเข้าถึงศิลปะจึงยังคงกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ?
สำหรับเอิงเอย เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาของอุตสาหกรรมภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว แต่มันเชื่อมโยงไปถึงระบบขนส่ง การกระจายความเจริญ และโครงสร้างทางสังคมทั้งหมด เพราะต่อให้คนต่างจังหวัดรับรู้ว่ามีหนังเรื่องหนึ่งที่อยากดู แต่ถ้าหนังเรื่องนั้นฉายอยู่แค่ในกรุงเทพฯ พวกเขาจะต้องเดินทางมาอย่างไร ต้องบินมาไหม ต้องนั่งรถทัวร์มาไหม หรือต้องหาที่พักเพื่อดูหนังหนึ่งเรื่องหรือเปล่า
“มันเหมือนจะง่ายขึ้น แต่ก็ยากเท่าเดิม”
เทคโนโลยีทำให้การรับรู้เกิดขึ้นง่ายกว่าเดิม แต่การเดินทางไปถึงสถานที่จริงยังคงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เอิงเอยจึงมองว่าการแก้ปัญหานี้ต้องมองให้ใหญ่กว่าอุตสาหกรรมหนัง เพราะมันเกี่ยวข้องกับการกระจายโอกาสและความเจริญไปยังพื้นที่ต่างๆ รวมถึงระบบขนส่งสาธารณะด้วย
ในโลกที่อินเทอร์เน็ตไทยเร็วและผู้คนสามารถเห็นสิ่งต่างๆ จากทั่วโลกได้ในไม่กี่วินาที คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘เรามองเห็นงานศิลปะมากขึ้นหรือยัง’ แต่คือ ‘เราสามารถเดินทางไปหามันได้หรือยัง’
พื้นที่เล็กๆ ที่ทำให้ศิลปะมีโอกาสหายใจ
เราถามถึงประเด็นไมโครซีนิม่าที่มีอยู่ในไทยตอนนี้ เอิงเอยมองว่า พื้นที่ฉายหนังขนาดเล็กมีความสำคัญตรงความเรียบง่ายของมัน ยิ่งพื้นที่เล็กลง โอกาสที่หนังฟอร์มเล็กซึ่งไม่มีทุนมหาศาลจะได้เข้ามาอยู่ในโปรแกรมก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เธอเปรียบพื้นที่เหล่านี้เหมือนร้านสะดวกซื้อที่ตั้งอยู่ตรงหน้า หากมันอยู่ตรงนั้น คนก็มีโอกาสเดินเข้าไปใช้บริการได้โดยไม่ต้องวางแผนมากมาย ดังนั้นพื้นที่เล็กๆ จึงไม่ใช่เพียงโรงหนังขนาดย่อส่วน แต่เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้คนทำงานตัวเล็กๆ มีโอกาสได้พบกับคนดู
“มันคือความง่ายของการที่สิ่งนี้มันจะได้ถูกฉายและคนดูจะได้เข้าถึงโดยที่ไม่ได้ต้องอาศัยทรัพยากรเยอะ”
แต่การจะทำให้พื้นที่เหล่านี้อยู่รอดกลับไม่ง่าย เพราะนอกจากเรื่องธุรกิจแล้ว ยังมีเรื่องกฎหมายและข้อกำหนดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง และดำเนินพื้นที่ฉายหนังหรือโรงละครขนาดเล็ก สำหรับเอิงเอย นี่จึงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ควรถูกพูดถึง เพราะถ้าสังคมต้องการให้งานศิลปะมีความเป็นไปได้อื่นๆ มากขึ้น เราก็ต้องมีสถานที่ให้ความเป็นไปได้เหล่านั้นเกิดขึ้นจริงด้วย
อยากฝากอะไรถึงคนทำงานในวงการนี้
Photograph: Human Resources20262026
“ทุกคนอย่าไปยอม เราอย่าไปท้อกับชั่วโมงทำงาน”
น้ำเสียงของเธอจริงจังขึ้นเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เพราะเบื้องหลังตัวเลขของชั่วโมงทำงานไม่ได้มีเพียงเรื่องประสิทธิภาพของกองถ่าย แต่มีชีวิตของคนที่ทำงานอยู่ในนั้น
“เราไม่อยากเห็นพี่ๆ น้าๆ ในกองที่เรายิ้มให้กัน แล้วอยู่ดีๆ วันต่อไปแล้วเขาไม่อยู่แล้ว”
สำหรับเอิงเอย สิ่งที่ควรเรียกร้องจึงอาจไม่ใช่เรื่องซับซ้อนนัก แต่มันคือสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนควรมีตั้งแต่ต้น การได้ทำงานในจำนวนชั่วโมงที่ไม่ทำให้ชีวิตต้องแลกด้วยสุขภาพ
“มันคือ work hours ที่ healthy กับชีวิตขึ้น”
และบางที การทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์เดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน อาจไม่ได้เริ่มจากการสร้างหนังที่ใหญ่ขึ้น แต่เริ่มจากการทำให้คนที่อยู่หลังกล้องและหน้ากล้องยังมีแรงกลับมาเจอกันในวันพรุ่งนี้ต่างหาก คือสิ่งสำคัญ

Music
พูดคุยกับ ‘PUN’ การเดินทางจากห้วงความฝันสู่รุ่งเช้า ผ่านนิทรรศการและคัมแบ็กโชว์ครั้งแรก
Photograph: LalitphatPUN
สามเดือนที่หายไปจากโลกของเสียงเพลง ปัน-สรณวรรธ พิชัยรณรงค์สงคราม หรือ PUN ศิลปินที่แจ้งเกิดจาก ‘KRYPTONITE’ และสร้างชื่อจากบทเพลงว่าด้วยความรักและความสัมพันธ์ เลือกหยุดทุกอย่างเพื่อไปใช้ชีวิตในฐานะพระ ก่อนกลับมาอีกครั้งพร้อมบทเพลง มุมมอง และเรื่องราวจากช่วงเวลาที่หายไป
ระหว่างนั้น เขาได้ทิ้ง MUSEUM OF SOMNIA – An Embodied Music Experience Inspired by PUN นิทรรศการที่เปลี่ยนโลกแห่งความฝัน ความทรงจำ และบทเพลง ให้กลายเป็นพื้นที่ที่สัมผัสได้จริง ไว้เป็นของขวัญให้แฟนๆ ก่อนกลับมาขึ้นเวทีอีกครั้งใน PUN: The Space Between Dream and Dawn – Comeback Show เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่ผ่านมา
จากห้วงความฝันสู่รุ่งเช้า วันนี้เราได้ชวน PUN มาพูดคุยถึงการกลับมา ยังโลกที่สร้างทิ้งไว้ระหว่างที่ไม่อยู่ และผลงานใหม่ๆ ของที่เราจะได้เห็นต่อไปในปีนี้
หลังจากลาสิกขาแล้ว การกลับมาใช้ชีวิตในฐานะฆราวาสเป็นอย่างไรบ้าง?
ปัน: ปรับตัวครับ ตอนนี้ก็ประมาณเดือนหนึ่งแล้ว ความเป็นพระค่อยๆ ลดเลือนลง ตอนแรกมีหลุดโยมบ้าง แต่ตอนนี้เริ่มโอเคแล้วครับ
แล้ว DAY ONE หลังจากลาสิกขา จำความรู้สึกตอนนั้นได้ไหม?
ปัน: เหมือนอยู่อีกโลกเลยครับ เหมือนเป็นมนุษย์ถ้ำที่หลุดออกมาในเมืองที่วุ่นวาย มีเทคโนโลยีเต็มไปหมด ทุกอย่างไวไปหมด หลายอย่างไม่เหมือนตอนเป็นพระเลย ก็ต้องค่อยๆ ปรับตัวครับ
การกลับมาของปันไม่ได้มีเพียงเพลงใหม่ แต่ยังมาพร้อมกับ Museum of Somnia – An Embodied Music Experience Inspired by PUN นิทรรศการที่เติบโตขึ้นไปพร้อมกับเส้นทางดนตรีของเขา จากงานเล็กๆ ในวันที่ปล่อยซิงเกิลแรก สู่พื้นที่ที่ใหญ่ขึ้นในวันนี้ และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ปันกำลังจะหายไปจากสายตาของแฟนเพลง
Photograph: Lalitphatปัน-สรณวรรธ พิชัยรณรงค์สงคราม
นิทรรศการครั้งนี้แตกต่างจากสองครั้งก่อนอย่างไร?
ปัน: ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้วครับ จากครั้งแรกที่เป็นงานเล็กๆ ตอนปล่อยซิงเกิลแรกกับ Universal Music Thailand ครั้งที่สองตอนอัลบั้ม PUN และครั้งนี้คือ EP. While I’m Away เราก็ค่อยๆ เพิ่มดีเทล ขยายสเกล และใส่สตอรีเข้าไปมากขึ้นในแต่ละ chapter
สำหรับครั้งนี้เป็น chapter แห่งการรอคอย เป็นช่วงที่แฟนๆ กำลังรอคนที่หายไป ซึ่งก็คือผมเอง While I’m Away เลยเป็นเหมือนของขวัญที่ทำให้เขาหายคิดถึง เป็นการบอกว่า ‘เรายังทิ้งสิ่งนี้ไว้ให้คุณนะ’ ถ้าในความฝันคุณอยากเข้ามาเจอเรา ก็มาเจอได้ในโลกที่เราทิ้งไว้ให้ครับ
ปันมีส่วนร่วมในการออกแบบนิทรรศการนี้อย่างไรบ้าง?
ปัน: จริงๆ แล้วแทบจะทุกขั้นตอนเลยครับ เราคุยกันค่อนข้างละเอียด ต้องขอบคุณทีมงาน และทีมออโต้เซฟที่ช่วยถอดภาพในหัวของผมออกมาให้เป็นภาพจริง ตั้งแต่แต่ละฤดูไปจนถึงกิมมิกต่างๆ ที่ใส่เข้าไปครับ
Photograph: Universal Music ThailandPUN: The Space Between Dream and Dawn – Comeback Show
เวลาทำเพลง ปันเริ่มจากภาพ ความทรงจำ หรืออารมณ์ แล้วนำวิธีคิดนั้นมาใช้กับนิทรรศการอย่างไร?
ปัน: จริงๆ ใช้ทั้งภาพและอารมณ์ครับ เอามาประกอบกันเพื่อให้เพลงเข้าถึงอารมณ์มากที่สุด พอเอามาใช้กับนิทรรศการก็คล้ายกัน แต่ครั้งนี้เราไม่ได้มีแค่เสียง มีทั้งภาพ วิชวล แสง สี เสียง พร็อพ และกลิ่น ทุกอย่างถูกใส่เข้ามาเพื่อให้คนดูรู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในโลกที่เราสร้างไว้จริงๆ ครับ
Photograph: CentralWorldMuseum of Somnia - An Embodied Music Experience
ทำไมถึงเลือกเล่าเรื่องผ่านสามฤดู Summer, Rainy และ Autumn-Winter?
ปัน: ผมรู้สึกว่าฤดูกาลมันแทนความรู้สึกได้ แล้วก็เห็นภาพด้วยครับ เวลาเรารู้สึกอะไร พอมีฤดูกาลมาช่วยเล่า มันทำให้เห็นโทนและมู้ดชัดขึ้น อย่างความเศร้ามันอาจไม่ได้มีความอบอุ่นหรือความสว่างมากนัก ถ้าแทนด้วยฤดู ผมว่ามันเข้าถึงอารมณ์ได้มากกว่าครับ
แล้วในสามฤดู ปันชอบฤดูไหนที่สุด
ปัน: ส่วนตัวผมชอบ Rainy ครับ ผมเป็นคนชอบความเศร้า เสพติดความเศร้านิดนึง
ถ้าให้เลือกหนึ่งช่วงของความรักที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำเพลงมากที่สุด จะเป็นช่วงไหน?
ปัน: ผมว่าความเศร้านะครับ เพราะสุดท้ายบทเพลงมันค่อนข้างเป็นเรื่องส่วนตัวของผมเอง ไม่ว่าจะเป็นเพลงรักหรือเพลงอะไรก็ตาม มันมักมีความทุกข์ใจหรือความเศร้าอยู่ก่อนเสมอ ยิ่งไปบวชมา ผมยิ่งรู้ว่าความรักนี่เป็นทุกข์อย่างยิ่ง แม้มันจะดูสว่างไสวแค่ไหน แต่เพลงส่วนใหญ่ของผมมักเริ่มต้นจากความเศร้า แล้วผมก็แปรมันออกมาเป็นความสวยงามได้ เลยรู้สึกว่าความเศร้าเป็นเหมือนสารตั้งต้นที่ผมใช้บ่อยที่สุดครับ แต่จริงๆ ก็มีทั้งความรัก ความสุข และความรู้สึกอื่นๆ ด้วยเหมือนกัน
Photograph: Lalitphatปัน-สรณวรรธ พิชัยรณรงค์สงคราม
หลังจากบวชมา มุมมองเรื่องความรักเปลี่ยนไปอย่างไร และมีอะไรที่นำกลับมาปรับใช้กับการทำเพลงและการใช้ชีวิตบ้าง?
ปัน: ในแง่ของเพลง ผมก็ยังให้มันไหลไปตามอารมณ์ครับ เพราะเวลาทำเพลงเราต้องไหลไปกับความรู้สึกอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมได้กลับมาปรับใช้กับชีวิตจริงๆ คือการลดความยึดติดลง
เมื่อก่อนเวลาทำเพลง เราต้องยึดกับอารมณ์มากๆ ซึ่งมันก็ถูกในแง่ของการสร้างสรรค์ผลงาน แต่สิ่งที่ได้จากการบวชคือการกลับมาใช้ชีวิตให้มันได้ ลดความยึดติดกับความรัก รวมถึงเกือบทุกสิ่งในชีวิต พอลดตรงนี้ลงได้ ผมรู้สึกว่าใช้ชีวิตง่ายขึ้นมากๆ ครับ
Photograph: CentralWorldMuseum of Somnia - An Embodied Music Experience
Museum of Somnia พูดถึงความฝัน ความทรงจำ และพื้นที่ทางอารมณ์ สำหรับปันแล้ว ‘ความฝัน’ หมายถึงอะไร?
ปัน: ถ้าเป็นก่อนบวชกับตอนนี้ ผมรู้สึกว่ามันต่างกันครับ ก่อนบวชผมอินกับความฝันมาก รู้สึกว่ามันคือเรื่องจริงที่อาจเกิดขึ้นได้ ถ้าฝันเรื่องเศร้าก็จะดาวน์ไปพักใหญ่ หรือถ้าฝันว่าได้สมหวังกับคนที่รัก ก็จะอินไปกับมัน
แต่หลังจากบวช ผมรู้สึกว่าฝันก็คือฝัน มันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่มีการปรุงแต่งขึ้นมา ชีวิตจริงก็คือชีวิตจริง สองอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เราฝันได้ แต่อย่าไปยึดติดว่ามันจะต้องกลายมาเป็นชีวิตเราครับ
แปลว่าการบวชเปลี่ยนมุมมองเรื่องความฝันของปันไปด้วย?
ปัน: ใช่ครับ ก่อนบวชผมอยากทำนิทรรศการให้เป็นฝันที่เหมือนจริงที่สุด อยากให้คนเข้ามาอยู่ในโลกนั้นแล้วอินจนเอาความรู้สึกกลับบ้านไป แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่ากลับมาใช้ชีวิตมากขึ้น ฝันก็คือฝัน ชีวิตก็คือชีวิต เราต้องทำชีวิตให้ไปต่อ ไม่ใช่หยุดอยู่แค่ความฝันครับ
Photograph: Lalitphatปัน-สรณวรรธ พิชัยรณรงค์สงคราม
ถ้าต้องเลือกเพลงเดียวเป็นตัวแทนของ Museum of Somnia ปันจะเลือกเพลงอะไร?
ปัน: ผมคงเลือกทั้งสามเพลงใน EP ครับ เพราะมันเป็นสารตั้งต้นของงานทั้งหมด เราทำเพลง While I’m Away ขึ้นมาเพื่อมอบให้แฟนๆ ที่กำลังรอการกลับมาของเรา เหมือนบอกว่า ‘เราหายไปนะ แต่ยังมีสิ่งนี้เป็นของขวัญให้ทุกคน’ จากสามเพลงนี้เองที่ค่อยๆ แตกแขนงออกมาเป็นนิทรรศการ ให้แฟนๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมและนึกถึงช่วงเวลาที่ผมหายไปด้วยกัน
Photograph: Universal Music ThailandPUN: The Space Between Dream and Dawn – Comeback Show
ถ้าต้องเลือกทางในโลกแห่งความฝัน ปันจะเลือก snooze หรือ wake?
ปัน: wake แน่นอนครับ เพราะฝันก็คือฝัน สุดท้ายเราต้องมีชีวิตของเราเอง ต้องตื่นออกจากความฝัน และแยกให้ออกว่าอะไรสำคัญกับเราจริงๆ ฝันมันผ่านไปแล้ว เป็นอดีต เราก็เก็บไว้เป็นบทเรียน แล้วเดินหน้าต่อไปครับ
ถ้าเลือกหนึ่งเพลงจากทุกอัลบั้มที่ตรงกับชีวิตช่วงนี้ที่สุด จะเลือกเพลงอะไร?
ปัน: ‘I Just Wanna Know’ แล้วกันครับ เพราะผมอยากเมคชัวร์อีกครั้งว่าความรักของเรายังมีอยู่ไหม หมายถึงผมกับแฟนคลับนะ เพราะเราหายไปนาน เลยอยากรู้ว่ามันคือรักจริงหรือเปล่า? ยังรอกันอยู่หรือเปล่า
หลังจากลาสิกขาออกมา ช่วงนี้ได้ทำอะไรบ้าง?
ปัน: หลังจากสึกผมยังไม่ค่อยได้ไปไหนครับ ส่วนใหญ่ก็ไปยิมแถวบ้าน กลับมาออกกำลังกายเหมือนเดิม แต่ตอนนี้มีกิจกรรมเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างคือกลับไปวัดที่ผมบวช ไปนั่งสมาธิ แล้วก็ไปเป็นเด็กวัดครับ ผมภูมิใจนะที่ได้เป็นเด็กวัด รู้สึกว่าไปแล้วสบายใจ เป็นอีกที่ที่สงบดี เหมือนได้ย้อนกลับไปตอนที่เป็นพระแล้วเราไม่ต้องมีเรื่องอะไรให้เครียด
Photograph: Lalitphatปัน-สรณวรรธ พิชัยรณรงค์สงคราม
เรื่องราวจากช่วงบวช มีอะไรที่อยากเอามาเขียนเป็นเพลงไหม?
ปัน: ได้เยอะครับ ตอนบวชผมชอบถามพระรูปอื่นๆ ว่าทำไมถึงมาบวช ชีวิตก่อนหน้านี้เป็นยังไง มีครอบครัว มีคนรัก มีลูกไหม แล้วทำไมถึงทิ้งสิ่งเหล่านั้นมาอยู่ตรงนี้ ผมได้ฟังเรื่องราวของแต่ละคน แล้วรู้สึกว่าหลายๆ เรื่องมันเป็นอินสไปเรชันที่เอามาเขียนเพลงต่อได้ครับ
หลังจากหายไปสามเดือน พอกลับมาแล้วต้องรื้อฟื้นอะไรใหม่บ้าง ทั้งการร้องเพลงและการเพอร์ฟอร์ม?
ปัน: แน่นอนครับ เพราะไม่ได้ร้องเพลงหรือเพอร์ฟอร์มมานาน ก็จะตื่นเต้นเป็นพิเศษ ต้องรื้อฟื้นหลายอย่าง ทั้งออกกำลังกาย ฝึกร้องเพลง ฝึกเพอร์ฟอร์แมนซ์ รวมถึงปรับเวลานอนและการกิน ซึ่งช่วงนี้เป็นสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับผม เพราะน้ำหนักลดไปหกกิโลตอนบวชครับ
แต่ตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้วครับ อยู่มาได้เดือนนึงก็เริ่มปรับตัวได้ รู้สึกว่าหลายๆ สิ่งจะคอยเข้ามาแทรกแซงความสงบของเราตลอดเวลา แต่เราก็พยายามบาลานซ์ให้ยังทำงานได้ และยังอยู่กับความจริงที่เราต้องเดินไล่ล่าความฝันต่อไป
Photograph: Lalitphatปัน-สรณวรรธ พิชัยรณรงค์สงคราม
หลังจบคอนเสิร์ตแล้ว ก้าวต่อไปของปันคืออะไร?
ปัน: ก็มีทำเพลงครับ แล้วก็อยากจะปล่อยอัลบั้มที่สอง ตอนนี้กำลังทำเพลงสต็อกไว้เพิ่มเรื่อยๆ แล้วก็กลับมาทัวร์ แต่ก็จะคิดเรื่องบาลานซ์มากขึ้น รู้ว่าลิมิตของตัวเองควรอยู่ตรงไหนที่จะทำให้เราไม่หักโหมเกินไป แต่ก็ไม่ได้เบาเกินไปครับ
แล้วมองภาพตัวเองในปีหน้าไว้อย่างไร?
ปัน: ผมว่าน่าจะจริงมากขึ้นครับ อยากขยายความจริงในทุกอย่างที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นผลงานหรือสเตตัสของตัวเอง จากเมื่อก่อนที่อาจจะมีการปรุงแต่งอยู่บ้าง ปีหน้าผมอยากให้มันเพียวที่สุด สิ่งที่ผมยึดมาตลอดคือความเรียล ความจริงกับผลงาน และความชัดเจน รู้สึกว่าอยากอัปเกรดตรงนี้ให้มากขึ้นครับ

Restaurants
เมื่อ ‘ศาลาเสน่หา’ เปลี่ยนการดูหนังให้กลายเป็นเรื่องของความรัก
เราเดินทางมาถึงถนนเดโชในช่วงบ่าย แดดยังคงแรงกล้าอยู่ภายนอกทว่าความกดอากาศที่เริ่มลดต่ำลงเป็นสัญญาณเตือนว่าสายฝนกำลังจะมา
มันเป็นเรื่องแปลกอยู่สักหน่อยที่เรามาถึงก่อนเวลาเปิดร้าน จึงถือโอกาสมุดผ่านประตูด้านหลังแล้วก้าวขึ้นบันไดไปยังบาร์ไวน์ ซึ่งมีโรงภาพยนตร์ขนาดกะทัดรัดซ่อนตัวอย่างลงตัวอยู่ที่ชั้นบน การมาถึงในลักษณะนี้ หากเป็นในภาพยนตร์คงต้องเคล้าด้วยเสียงดนตรีเครื่องสายที่ค่อยๆ ดังขึ้นพร้อมเทคนิคภาพสโลว์ซบตา แต่สำหรับที่นี่ สิ่งที่ต้อนรับเรากลับเป็นไวน์เย็นๆ สักแก้วและกลิ่นอายจางๆ ของไม้ปาร์เกต์สุดคลาสสิก
และนั่น... คือคอนเซปต์ทั้งหมดของสถานที่แห่งนี้
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
ในยุคสมัยที่โรงภาพยนตร์อิสระทั่วเมืองกรุงกำลังค่อยๆ ปิดไฟมืดลงและทยอยหายไปอย่างเงียบเชียบ วะนา-ณัฐชนน วะนา, เมี่ยง-ภัคพล ศรีรองเมือง และ ดิตถ์ ธนะเศรษฐวิไล กลับเลือกที่จะเดินสวนกระแส พวกเขานำสิ่งที่ตัวเองรัก ทั้งภาพยนตร์ ไวน์ อาหาร และหนังสือ มารวมกันไว้ในตึกเก่าอายุราว 70 ปี โดยมีกลุ่มเพื่อนพ้องกว่าสิบชีวิตจากแวดวงบันเทิงและศิลปะมาร่วมแรงร่วมใจ
ผลลัพธ์ที่ได้คือ ‘ศาลาเสน่หา’ สถานที่ที่สร้างขึ้นจากความเชื่ออันแสนคลาสสิกที่ว่า การตีตั๋วออกไปดูหนังนอกบ้าน ควรเป็นเรื่องของความโรแมนติกอีกครั้ง
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
เราพบกับพวกเขาทั้งสามคนที่ชั้นบนบริเวณโซนร้านหนังสือ นั่งลงบนเก้าอี้ท่ามกลางงานไม้ ในขณะที่แสงบ่ายลอดผ่านทิวไม้ภายนอกลงมาทาบทับบนพื้นห้อง ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณบ่ายสองโมงพอดี
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
ตึกเก่าที่มีหลายชีวิตในอดีต
พวกเขามีเงื่อนไขที่ค่อนข้างพิถีพิถันและชัดเจน ตัวร้านจะต้องไม่รบกวนชุมชนดั้งเดิมที่ตั้งรกรากอยู่ก่อนแล้ว และมันต้องเป็นพื้นที่ที่สามารถดึงดูดให้ผู้คนทอดน่องอยู่ได้นานถึงสามสี่ชั่วโมง ไม่ใช่สถานที่ที่คุณแค่แวะมาทำธุระแล้วรีบจากไป แต่เป็น ‘ห้องนั่งเล่นทางวัฒนธรรม’ ที่คุณพร้อมจะทิ้งตัวจมดิ่งลงไปกับมัน
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Seneha
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
โครงสร้างของตึกนี้ตอบรับความทะเยอทะยานดังกล่าวได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยอายุกว่า 70 ปี (และถ้านับอายุของที่ตั้งก็ยาวนานกว่านั้นอีก) ตึกนี้เคยสวมบทบาทมาแล้วมากมาย ตั้งแต่บ้านพักอาศัยของครอบครัวหนึ่งนานกว่าสามทศวรรษ คลินิก ร้านขายยา ร้านขายของเก่า มาจนถึงร้านเครื่องประดับ
“ตอนที่เรามาดูตึกนี้ครั้งแรก เราใช้เวลาเดินดูแค่ 15 นาที แล้วก็รู้เลยว่า... ใช่ ที่นี่แหละ”
ร่องรอยในอดีตยังคงมีให้เห็นหากคุณสังเกตดีๆ เช่น ลิฟต์ขนเพชรพลอยโบราณ และห้องเซฟนิรภัยซึ่งปัจจุบันถูกเปลี่ยนหน้าที่ไปเก็บขวดไวน์ได้อย่างมีเสน่ห์ ทั้งสามคนตั้งใจแน่วแน่ว่าจะรักษาอดีตเหล่านี้ไว้ให้ได้มากที่สุด ไม้ปาร์เกต์ดั้งเดิม เฉดสีบนกำแพง หรือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์ ถูกเก็บรักษา ซ่อมแซม และปล่อยให้เป็นไปตามกาลเวลา
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
ทาง Godmother Studio เป็นผู้ดูแลเรื่องสถาปัตยกรรม และลายเซ็นที่ชาญฉลาดที่สุดของพวกเขาอยู่เหนือศีรษะเราขึ้นไป ทีมสถาปนิกนำรูปทรงของกันสาดเพดานเก่ามาตีความใหม่ ให้กลายเป็นห้องอาหารที่มีความโค้งมนละมุนตา ดูเหมือนเปลือกหอยที่ราบรื่นและมีเส้นสายที่โฉบเฉี่ยว เราตกหลุมรักมันทันทีที่เห็น รูปทรงประติมากรรมอันจัดจ้านที่ซ่อนตัวอยู่ใต้โครงหลังคาของตึกเก่าคร่ำคร่าขนาดนี้ เป็นการจับคู่ที่สร้างความประหลาดใจอย่างเงียบเชียบ และความประหลาดใจนั้นเองคือเสน่ห์ที่แท้จริง
ไวน์ที่จดจำสถานที่
ถัดมาคือเรื่องของไวน์ ซึ่งพวกเขาจริงจังไม่แพ้โปรแกรมฉายหนัง วะนาดูแลบาร์อีกสามแห่งอยู่แล้ว (ซึ่งได้แก่ no bar wine bar, Khaoya Archive และ Salon Kiku) และเขาหลงใหลในศาสตร์นี้มากจนถึงขั้นไปเรียนต่อด้านนี้อย่างเอาจริงเอาจัง โดยมีเขาและดิตถ์ร่วมกันดูแลเรื่องเครื่องดื่มของที่นี่ วะนากล่าวว่า ไวน์เป็นเครื่องดื่มที่เหมาะกับการหวนระลึกถึงความหลัง ส่วนเมี่ยงเสริมว่า เพื่อนของเขาคนนี้ไม่มีวันบอกคุณหรอกว่าเขาชอบไวน์ขวดไหนที่สุด เพราะคำตอบมักจะขึ้นอยู่กับอารมณ์หรือห้วงเวลาที่คุณกำลังเผชิญอยู่ ณ ขณะนั้นมากกว่า
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
ดังนั้น บาร์จึงถูกหลอมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ภาพยนตร์ แทนที่จะวางแยกไว้ข้างๆ จุดประสงค์คือการผลักดันให้ภาพยนตร์ก้าวข้ามผ่านแค่ภาพและเสียง ไปสู่รสชาติและกลิ่นสัมผัส คุณสามารถถือแก้วไวน์เข้าไปในโรงภาพยนตร์ได้ ซึ่งภายในจัดวางด้วยที่นั่งแบบนุ่มและโต๊ะตัวเล็ก โดยพื้นที่สามารถปรับเปลี่ยนเลย์เอาต์ได้ตามความเหมาะสมของกิจกรรมในแต่ละสัปดาห์ การจับคู่ ระหว่างหนังและไวน์นั้นผ่านกระบวนการคิดมาอย่างละเอียด ‘มีหนังหลายเรื่องมากครับที่เราดูปุ๊บ แล้วคิดขึ้นมาทันทีว่ามันควรจะดื่มคู่กับไวน์ตัวไหน’ วะนาเล่า ‘บางครั้งมีเมนูอาหารที่เชื่อมโยงกับเนื้อเรื่องในหนังที่คุณสามารถสั่งมาทานได้ด้วย’ ส่วนดิตถ์มองในมุมของตัวแปรที่ต่างออกไป นั่นคือสภาวะอารมณ์ของผู้ชมยามที่มาถึง
“ความรู้สึกตอนที่คุณกำลังกรึ่มๆ กับตอนที่สติครบถ้วน สามารถเปลี่ยนวิธีที่คุณมองหนังเรื่องหนึ่งไปเลยนะ”
‘มันอาจจะทำให้หนังสนุกขึ้น หรือไม่ก็ดูไม่รู้เรื่องไปเลย มันขึ้นอยู่กับว่าหนังเรื่องนั้นเล่าเรื่องเกี่ยวกับอะไร’
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
ด้านอาหารก็ใช้สัญชาตญาณเดียวกัน ในช่วงกลางวัน พื้นที่ชั้นล่างจะเสิร์ฟชาจีนกลิ่นหอมกรุ่น ทว่าเมื่อราตรีมาเยือน มันจะกลายร่างเป็นบาร์ที่มีไวน์กว่า 2,000 ฉลากจากทั่วทุกมุมโลก โอบล้อมด้วยราวผ้าม่านวงกลมขนาดใหญ่ที่ห้อยลงมาจากกึ่งกลางเพดาน งานดีไซน์ที่ช่วยทลายความแข็งของโครงสร้างตึก และเมื่อเคล้ากับเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า มันช่วยขับเน้นแสงไฟให้มีมิติอย่างปฏิเสธไม่ได้ ส่วนเมนูอาหารเน้นความอบอุ่นเรียบง่ายมากกว่าการโชว์เทคนิคซับซ้อน ทานง่าย อยู่ท้อง มีกลิ่นอายความเป็นไทย และปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาลหรือเทศกาลภาพยนตร์ โดยมีการวางแผนเมนูล่วงหน้าถึงสองเดือน
ในเดือนกรกฎาคมนี้ พวกเขามีนัดสำคัญ ภาพยนตร์ระทึกขวัญล้างแค้นของผู้กำกับ ‘เป็นเอก รัตนเรือง’ เรื่อง ครัวสาว (Morte Cucina) เรื่องราวความแค้นอันเยือกเย็นที่ซ่อนอยู่ในอาหารจานโปรด กำลังจะเข้าฉาย และตลอดโปรแกรมนี้ ทางครัวจะรังสรรค์เมนูสุดพิเศษเพื่อเสิร์ฟคู่กัน เพื่อให้อาหารบนโต๊ะและอาหารบนจอบรรเลงทำนองตอบรับซึ่งกันและกัน
Photograph: Sala SanehaMorte Cucina
เสียงที่เป็นตัวของตัวเอง
ถึงแม้จะพูดเรื่องมู้ดแอนด์โทนเป็นหลัก แต่เมี่ยง ผู้รับหน้าที่ดูแลตารางฉาย ยืนยันหนักแน่นว่าที่นี่ไม่ใช่เทวสถานสำหรับภาพยนตร์ที่ดูยากจนเกินไป หนังอาร์ตเฮาส์และหนังคลาสสิกน่ะมีแน่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ตารางฉายจะปรับเปลี่ยนตามบรรยากาศ เวลา และอารมณ์ของผู้คนในวันนั้นๆ
“เราชอบพื้นที่ที่อุทิศตนให้กับอะไรบางอย่าง และเราอยากให้โรงหนังแห่งนี้มีเสียงที่เป็นตัวของตัวเอง”
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
‘มันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อล่าเงินทุนอย่างเดียว มันไม่ได้เกี่ยวว่าจะเป็นหนังอินดี้หรือไม่ แต่มันคือเรื่องของความหลากหลาย’ ด้วยความที่คลุกคลีอยู่ในวงการนี้มาตั้งแต่สมัยเรียน เมี่ยงรู้ดีว่าเส้นทางของคนทำหนังหน้าใหม่หรือผู้เริ่มต้นนั้นยากลำบากเพียงใด ดังนั้น ส่วนหนึ่งของรอบฉายจะถูกกันไว้ให้กับผู้กำกับรุ่นใหม่และคนทำหนังหน้าใหม่ที่เพิ่งมีผลงานชิ้นแรก รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้กับศิลปินได้ถ่ายทอดผลงานและทัศนศิลป์ โดยหวังว่าจะทำให้หมุดหมายแห่งนี้เป็นมากกว่าแค่ ‘สถานที่’ แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนจะได้มาปะทะสังสรรค์กับชีวิตในหลากหลายรูปแบบพร้อมๆ กัน
เราถามทิ้งท้ายว่า พวกเขาไม่กลัวหรือว่าทุกอย่างอาจจะพังครืนและไม่สามารถประคับประคองไปด้วยกันได้ เมี่ยงตอบโดยไม่ลังเล ‘ศาลาเสน่หารวมสองสิ่งที่เราหลงใหลเข้าไว้ด้วยกันครับ ต่อให้เราถอยออกมามองในฐานะคนนอก เราก็ยังอยากให้ที่นี่อยู่ไปนานๆ เพราะเราคิดว่าพื้นที่แบบนี้มันจำเป็นสำหรับเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ’ ความฝันของพวกเขา ทั้งเรียบง่ายทว่ายิ่งใหญ่ในคราวเดียว ก็คือการได้เห็นผู้คนก้าวเท้าออกจากบ้าน แล้วมานั่งรวมตัวกันในความมืดอีกครั้ง และหวังว่าสิ่งนี้จะจุดประกายให้คนอื่นๆ ในพื้นที่อื่น ลุกขึ้นมาสร้างสรรค์ห้องนั่งเล่นเล็กๆ แบบนี้ในชุมชนของตัวเองบ้าง
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
ร้านหนังสือที่เรานั่งคุยกันก็ทำหน้าที่ของมันอย่างแข็งขัน มันคือห้องสมุดขนาดย่อมที่รวบรวมหนังสือที่ได้รับบริจาคจากผู้ก่อตั้งและกลุ่มเพื่อนสนิท ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องการเมือง สังคม ไปจนถึงศิลปะ บนชั้นไม้จัดวางสลับกับผลงานศิลปะหมุนเวียนจากศิลปินชื่อดัง โดยมีหนังสือจากสำนักพิมพ์ Vacilando Bookshop และ shortshorts.bkk ร่วมอวดโฉมอยู่บนแผงด้วย
Photograph: Daniel McFadden / Sony Pictures Classics / EverettWhiplash (2014)
หากสถานที่แห่งนี้เป็นภาพยนตร์สักเรื่อง พวกเขาทั้งสามคนเห็นพ้องต้องกันว่ามันคือเรื่อง Whiplash (2014) ไม่ใช่เพราะความโหดร้ายทารุณในเนื้อเรื่องหรอกนะ แต่เป็นเพราะความเข้มข้นของการลงมือสร้างสรรค์มันขึ้นมา และยิ่งไปกว่านั้น มันคือการเฉลิมฉลองให้กับสิ่งที่คุณเชื่อมั่น...เชื่ออย่างเข้าเนื้อและลึกเข้าไปถึงกระดูกดำ
ตอนที่เราเดินออกมา แสงแดดบ่ายได้ลบเลือนไปจากพื้นห้องแล้ว แทนที่ด้วยกลุ่มก้อนของเมฆฝน และใครบางคน จากที่ไหนสักแห่งในตึก... เริ่มต้นเปิดขวดไวน์แล้ว

Music
บันทึกทศวรรษของสองปลา ‘Whal & Dolph’ การเดินทางจากเพลงรักรสขม สู่คอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งที่ 3
‘ดนตรีนมเย็น เนื้อเพลงอเมริกาโน่’
ประโยคนี้อาจเป็นคำอธิบาย ‘Whal & Dolph’ ที่ชัดที่สุดในความทรงจำของใครหลายคน
ตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา วงอินดี้ป็อปดูโอ้อย่าง Whal & Dolph ค่อยๆ แหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทรของวงการเพลงไทย ภายใต้ท่วงทำนองนุ่มๆ และดนตรีสีพาสเทลแบบที่หลายคนคุ้นเคย บทเพลงของพวกเขามักซ่อนเรื่องราวความสัมพันธ์ที่ทั้งขมปร่าและเปราะบางเอาไว้เสมอ เหมือนเพลงรักที่ฟังง่าย แต่กลับแทงใจดำแบบไม่รู้ตัว แต่ขณะเดียวกันเมื่อทั้งคู่ทำเพลงรัก ก็สามารถเล่ามันออกมาได้จริงใจจนยากที่จะไม่รู้สึกอะไรตาม
จากวันที่เริ่มต้นในฐานะวงเล็กๆ เติบโตมาพร้อมซีนอินดี้ วันนี้ ‘น้ำวน-วนนท์ กุลวรรธไพสิฐ’ และ ‘ปอ-กฤษสรัญ จ้องสุวรรณ’ กำลังจะพา Whal & Dolph เดินเข้าสู่ปีที่ 10 พร้อมคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่ 3 และเป็นคอนเสิร์ตอะคูสติกเต็มรูปแบบครั้งแรกของวง บทสนทนาครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคอนเสิร์ตใหม่ แต่อาจเป็นเหมือนการชวนย้อนมองการเดินทางเกือบหนึ่งทศวรรษของทั้งคู่ ผ่านบทเพลง ความสัมพันธ์ และการเติบโตของคนสองคนที่ยังคงรักการทำดนตรีเหมือนวันแรกที่เริ่มต้น
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่ 3 ทำไมถึงเลือกเล่าเรื่องผ่านซาวด์อะคูสติก?
ปอ: เพราะว่าเราทำแบบไม่อะคูสติกมาแล้วสองครั้ง มันเริ่มมาจากเราไปเล่นคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่แล้ว ซึ่งมันมีเซตอะคูสติกอยู่ช่วงกลางของคอนเสิร์ต เราเลยรู้สึกว่า เห้ย.. มันงดงามจังเลย ถ้าเอาส่วนนั้นมาขยายให้เป็นโชว์เต็มๆ ทั้งโชว์มันจะเป็นยังไงนะ ก็เลยเป็นที่มาของคอนเสิร์ตนี้ครับ
น้ำวน: พูดถ้าพูดจริงๆ เลยคือค่ายอยากดูครับ (หัวเราะ) เขาดู session นั้นแล้วประทับใจมาก ก็เลยอยากเห็น เราสองคนก็สนใจด้วยและคิดว่าคนดูน่าจะอยากดูไปพร้อมกัน
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
ปีนี้ Whal & Dolph กำลังจะครบรอบ 10 ปี พอมองย้อนกลับไป ทั้งสองคนรู้สึกอย่างไรกับเส้นทางที่ผ่านมา?
น้ำวน: จริงๆ ก็รู้สึกแป๊บเดียวเลยครับ ยังรู้สึกกันว่าเหมือนเพิ่งทำกันอยู่เลย ทุกวันนี้ก็รู้สึกยังสนุกอยู่
แล้วก็ถ้าจะรู้สึกจริงๆ ว่าวงเราผ่านมา 10 ปี ก็ขอพูดถึงแฟนเพลงแล้วกันครับ มันจะมีช่วงแรกนะที่เราทำวงแล้วก็มีคนมาตามที่หน้าเวที จนถึงทุกวันนี้ผ่านมาจะสิบปีแล้วยังมีคนหน้าเดิมตั้งแต่วันแรกมาเลย
ปอ: เขาก็เริ่มมีอายุมากขึ้น เราก็เริ่มมีอายุมากขึ้น
น้ำวน: อันนั้นคือข้อเท็จจริงนะ (หัวเราะ)
ปอ: หลายๆ คนที่เราเจอตั้งแต่เขาเป็นนักเรียน ทุกวันนี้ก็ทำงานแล้ว บางคนมาทำงานกับเราก็มี
แฟนคลับเราบางคนตอนนี้ก็เป็นศิลปินด้วยนะ ต้องใช้คำว่าเติบโตไปด้วยกัน ภูมิใจไปด้วยกันครับ
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
‘Whal & Dolph Shine Rain Acoustic Concert’ ทำไมต้องชายเลน?
ปอ: ตอนแรกเรายังคิดไม่ออกว่าจะเอาชื่อคอนเสิร์ตไหนดี แต่มีวันหนึ่งเราไปเล่นที่เชียงใหม่ นั่งกินข้าวกันอยู่แล้วอยู่ดีๆ พี่ท็อปมือเบสก็พูดขึ้นมาว่า ‘เห้ย.. ชื่อชายเลน ป่าชายเลน’
เราเลยคิดว่า คำว่า ‘ชายเลน’ มันดูมีเสน่ห์ดี เราเอามาทำอะไรได้บ้างนะ เราก็เลยคิดว่าถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ‘ไชน์’ (Shine) ก็คือ ‘แสง’ ‘เรน’ (Rain) ก็คือ ‘ฝน’
เราเลยคิดว่ามันก็เหมือนเพลงของเราที่มีทั้งเพลงที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนแดดส่องลงมา แล้วก็มีบางเพลงที่ฟังแล้วก็รู้สึกเหมือนฝนกำลังตกอยู่ เลยคิดว่าเป็นคอนเซปต์ที่ดีครับ
น้ำวน: มันก็ดูเหมาะสมกับวงด้วย อย่างคอนเสิร์ตครั้งแรกเราใช้ชื่อว่า ‘Whal & Dolph Fish Market’ ก็จะเกี่ยวกับตลาดปลา อันที่สอง ‘Whal & Dolph Ocean Park Concert’ ก็ยังอยู่ในมหาสมุทรอีก แล้วพอมาเป็นชายเลนมันดูไทยๆ ดี แต่ก็ยังอยู่ติดทะเลนะ แล้วเหมาะกับพวกเราด้วย เราก็เลยเอามาปรับแก้ให้มันไม่ได้รู้สึกถึงโคลนขนาดนั้น เลยเป็นที่มาของชื่อนี้
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
เมื่อลดทอนทุกอย่างให้เหลือเพียงเสียงร้องกับเครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้น ซาวด์ของ Whal & Dolph เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง
ปอ: พอถอดเครื่องดนตรีหลายๆ ชิ้นไป หรือบางทีอาจจะไม่ได้ถอดทั้งหมด อาจจะเปลี่ยนจากกีตาร์ไฟฟ้ามาเป็นกีตาร์ที่มันดูอะคูสติกมากขึ้น ผมว่ามันให้ความจริงใจที่เพิ่มขึ้นนะ อย่างเพลง ‘รอให้เธอบอก’ พอมันมาเป็นกีตาร์โปร่งผมว่ามันให้ความรู้สึกที่ออแกนิคขึ้น เหมือนปกติพอฟังไลน์นี้มันอาจจะเหมือนนั่งอยู่ในเมืองใหญ่ แต่พอมันมาเป็นกีตาร์โปร่งมันกลายเป็นเหมือนเรานั่งอยู่ในป่า
น้ำวน: พอเป็นอะคูสติกมันจะมีแค่เนื้อร้องแล้วก็ดนตรีที่มันคลอกันไป โดยที่มันจะไม่ได้เป็นสีสันที่ฉูดฉาดมาก คุณก็จะได้ฟังเนื้อเพลงด้วยอารมณ์แบบนั้นจริงๆ มันจะไม่มีอะไรมาดึงความสนใจมากไปกว่าการมีดนตรีแล้วก็มีเนื้อร้อง
ปอ: วิธีการร้องและวิธีการเล่นมันก็ไม่เหมือนกันด้วย สมมติปกติเลเวลในการร้องออกไปในโชว์เต็มๆ อาจจะต้องใช้พลังในการร้อง 80%
แต่อะคูสติกอาจจะใช้พลัง 80-90% แต่มันจะมีช่วงที่เบาก็เบาเลย ดังก็ดังเลย แต่โชว์ปกติช่วงที่เบามันก็ไม่ได้เบามาก เพราะฉะนั้นมันจะเห็นถึงอารมณ์ที่ชัดเจนขึ้น บางเพลงผมอาจจะต้องหลบเสียงหรือร้องให้เบาลง เพราะถ้าร้องดังแล้วดนตรีมันเบา มันก็จะไม่พอดี อะคูสติกจะได้เห็นความแตกต่างตรงนั้นซึ่งมันจะไม่เหมือนกับโชว์ปกติ
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
ซิงเกิ้ลใหม่ ‘สักวันหนึ่ง’ เพลงที่มีกลิ่นอายโซลและกรูฟแตกต่างจากเพลงก่อนๆ
ปอ: สักวันหนึ่ง เป็นเพลงที่เราอยากลองทำดนตรีแบบที่เราฟังอยู่ตอนนี้ ช่วงนี้ต้องบอกว่าเราก็ชอบฟังเพลงโซลมาก อาจจะด้วยวัยที่มันมากขึ้นนิดหน่อยจากเดิม (หัวเราะ) ก็เริ่มหาอะไรที่รู้สึกว่าเราชอบ อยากมีเพลงแบบนี้บ้างในแบบของเรา ก็เลยออกมาเป็นแบบสักวันหนึ่ง พอทำออกมาแล้วก็รู้สึกว่า เออ.. เจ๋งดีเหมือนกันนะ ไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน
น้ำวน: เหมือนเราพยายามจะทำเพลงแบบนี้หลายเพลง แต่ก่อนหน้านี้ทำกันเองแล้วเราก็ยังไม่เข้าใจมัน เลยทำออกมาไม่ได้โซลขนาดนั้น แต่เพลงนี้เรามีพี่มดที่เป็น co-producer มาช่วย แล้วเขาก็เก่งด้านนี้ เลยช่วยกันทำออกมาได้อย่างน่าพอใจ
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
‘สักวันหนึ่ง’ เป็นเพลงรักหรือเพลงเศร้า?
ปอ: ผมว่ามันเป็นทั้งสองมุมเลยนะ ในมุมผมความเศร้าของเพลงนี้มันคือการที่คนๆ นึงไม่ถูกมองเห็น อาจจะรู้จัก อาจจะได้เจอกัน แต่ความสุขของเพลงนี้มันก็คือการที่เราได้แอบรู้สึกดี และหวังดีต่อใครสักคนนึง มันเป็นความรู้สึกที่ดีแต่ก็ยังแอบเศร้าอยู่ เพราะเราก็อยากให้เค้ามองเห็นเราเหมือนกัน
‘มันเหมือนเพลงเพลงนึงที่คุณชอบฟัง แต่คุณก็ไม่รู้หรอกว่าเพลงนั้นมันอยู่ตรงนี้มาตลอด’
น้ำวน: ผมว่ามันมีความหวังแล้วกัน มันอยู่สองขาระหว่างระหว่างเศร้ากับไม่เศร้า ฟังแล้วก็รู้สึกว่าเรามีความหวังที่ดีๆ ให้กันแต่สุดท้ายแล้วก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไง
อัลบัมใหม่ที่กำลังทำอยู่ แตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง?
ปอ: ปกติอย่างอัลบั้มแรก ‘RAYON’ เราทำทีเดียวเพราะมีของที่เก็บไว้หลายปีตั้งแต่เด็กๆ ส่วนอีพีที่ 2 ก็คือ ‘EP. PAR-K’ เป็นช่วงรอยต่อระหว่างอัลบั้มหนึ่ง เราอยากทำอัลบั้มสองแต่รู้สึกว่าเราต้องปล่อยสี่ตัวนี้ออกมาก่อน
จากนั้นชุดเต็มชุดที่ 2 คือ ‘WILLISHMARA (วิลิศมาหรา)’ มันเป็นช่วงโควิด เราก็ทำตามใจของเรานี่แหละ ส่วนอัลบั้มใหม่เราไม่ได้ปล่อยมาหลายปีแล้วถ้าพูดตรงๆ
อัลบั้มนี้มันเป็นอะไรที่เชื่อมโยงกับพวกผมตอนนี้ ซึ่งจริงๆ ทุกอันมันก็เชื่อมโยงกับพวกเราในตอนนั้น
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
น้ำวน: พอหลังจากวิลิศมาหรามันจะเริ่มทำงานยากขึ้นเพราะเราก็เริ่มทำเพลงมาเยอะขึ้น การทำอัลบั้มจริงๆ แล้วผมตั้งใจอยากทำทีเดียวให้เป็นเรื่องเดียวกัน แต่มันก็ทำอย่างนั้นไม่ได้ซะทีเดียว ช่วงรอยต่อระหว่างวิลิศมาหราและอัลบั้มใหม่ที่จะถึง มันจะมีซิงเกิ้ลที่จะถูกปล่อยออกมาประมาณ 4-6 เพลง ผมถือว่าเป็นการทดลองของพวกเรา ซึ่งมันก็จะไม่ได้ไปรวมอยู่ในอัลบั้มใหม่
ปอ: ถ้าใครตามเรามาตั้งแต่เด็กจนโตจะรู้ว่าการเติบโตของพวกเรามันอยู่ในบทเพลงทุกเพลงของเราอยู่แล้ว ซึ่งผมเชื่อว่ามันจะมีเพลงอีกหลายเพลงที่เป็นเพลงโปรดของผมที่อยู่ในอัลบั้มนี้แล้วยังไม่ได้ปล่อยออกมา ก็อยากให้รอฟังกันครับ
น้ำวน: แล้วก็หวังว่าทุกคนจะได้เพลงโปรดเพลงใหม่เพิ่มขึ้นนะ
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
วันธรรมดาของสองปลา กับสถานที่โปรดในกรุงเทพฯ ช่วงนี้
น้ำวน: ถ้าโปรดเบอร์หนึ่งเลยคือบ้านครับ ผมชอบอยู่บ้านมากไม่ชอบออกไปเจอคน แต่ว่าถ้าที่โปรดอีกที่หน่ึงที่ไปบ่อยก็คือแม็คโครครับ ชอบไปซื้อของมาทำอาหาร
ปอ: ถ้าเอาตอนนี้อันดับหนึ่งก็คือที่ปีนผา เพราะรู้สึกว่าหลังๆ ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเท่าไหร่ เมื่อก่อนชอบไปเตะบอลกับเพื่อนหรือไปตีแบด แต่หลังๆ เริ่มรวมตัวยากเลยคิดว่าไปคนเดียวก็ได้ รู้สึกว่ายิมปีนผาเป็นที่ฮีลใจของผมตอนนี้
เวลาไป ไปคนเดียว?
ปอ: ไปคนเดียวครับ แต่ก็บางครั้งก็จะมีน้องๆ ติดสอยห้อยตามไป แต่จริงๆ แล้วคนที่ชวนผมไปก็คือ ‘อูปิม ลานดอกไม้’ เขาก็ไปปีนกับผมบ่อยๆ
น้ำวน: เดี๋ยวจบคอนเสิร์ตนี้ผมจะไปลองปีนเขาดู เผื่อผมจะเป็นที่โปรดที่ใหม่บ้าง
ในฐานะศิลปิน ทั้งสองรู้สึกอย่างไรกับการเติบโตของซีนไลฟ์เฮาส์ในกรุงเทพฯ ช่วงที่ผ่านมา
ปอ: ผมมองว่าจริงๆ แล้วไลฟ์เฮาส์มันเป็นที่ที่ดีมากเลยนะ อย่างตอนเราเด็กๆ ช่วงเรียนมหาลัยมันมีไลฟ์เฮ้าส์ในกรุงเทพฯ แต่ไม่ได้เหมือนตอนนี้ซะขนาดนั้น เราก็เคยเป็นหนึ่งในวงดนตรีเล็กๆ ที่เคยไปเล่นไลฟ์เฮ้าส์พวกนั้น ไปเล่นกันเอง ดูกันเอง ขายบัตรกันเอง แต่ทุกวันนี้กรุงเทพฯ มันไม่เหมือนเดิม เพราะตอนนี้มีลูกค้าที่เป็นแฟนคลับแต่ละไลฟ์เฮ้าส์แล้วมันสวยงาม
เรียกว่าพอแต่ละที่ลงโพสต์ปุ๊บบางทีเขาก็ไม่รู้หรอกว่าวงอะไรจะมาบ้าง แต่คนก็เข้าไปสนับสนุน เปิดใจมากขึ้น ผมรู้สึกว่าความเจ๋งคือมันมีผู้ลงทุน มีโชว์ทุกอาทิตย์ แต่ละอาทิตย์บางที่ในหนึ่งวันมี 5-6 วง ซึ่งเป็นวงใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลย แล้วก็มีวงเล็กๆ มาพ่วงด้วยเพื่อที่จะทำให้คนมารู้จักกับศิลปินใหม่ๆ มากขึ้น
น้ำวน: มันเจ๋งนะ อยู่ดีๆ มันก็ค่อยๆ มา มันไม่ใช่แค่เรื่องของแฟนคลับวงแล้ว มันมีกลุ่มแฟนคลับของเขา แล้วไม่ว่าเขาจะเอาวงอะไรมาคนก็จะรอแล้วก็ตื่นเต้น เหมือนไปแล้วเขาก็ได้ความประทับใจกลับบ้าน มันเป็นอุตสาหกรรมที่จะช่วยกันไป วงดนตรีก็จะมีที่ไปเล่นมากขึ้น แล้วพอไลฟ์เฮ้าส์เขาจัดแล้วมันประสบความสําเร็จเขาก็อยากจัดบ่อยๆ เพราะการจัดบ่อยมันก็จะรีเทิร์นกลับมาหาวง วงก็จะถูกจ้างซ้ำไปเรื่อยๆ ผมว่ามันดีนะ
ถ้าให้เลือก 3 ไลฟ์เฮาส์ในกรุงเทพฯ ที่ประทับใจ
ปอ: ที่หนึ่งผมให้ Melt Livehouse ผมว่าเมลท์เป็นไลฟ์เฮ้าส์ที่มาแรงมาก แล้วก็มีงานเกือบทุกวัน เรียกว่าเป็นตัวตึงเลย แล้วพวกเราก็เคยไปมาแล้วทั้งสองที่ (สาขาพระราม 4 และ Cloud 11) ดีทั้งสองที่เลย
น้ำวน: จริงๆ Blueprint Livehouse ผมก็ชอบนะ สถานที่มันเท่ แปลนมันจะเป็นแนวยาวแล้วก็ไม่ได้ใหญ่โตมาก รู้สึกว่าเล่นแล้วก็ได้ใกล้ชิดกับแฟนๆ เหมือนกัน
ปอ: จริงๆ ขอ 4 ที่ได้ไหม (หัวเราะ) เมื่อก่อนมี ‘Decommune’ เดอคอมมูน ก็เป็นที่เท่ๆ แล้วล่าสุดน่าจะเป็น Volume Livehouse ซึ่งก็เป็นไลฟ์เฮ้าส์ที่มาแรงมากๆ ตอนนี้ ส่วนตัวผมเองบางทีก็ไปดูคอนเสิร์ต รู้สึกว่าสถานที่มันดูเป็นไลฟ์เฮ้าส์จริงๆ มีการจัดการที่ดี ซึ่งตอนนี้ก็อยากให้พวกผู้ใหญ่ในวงการหรือคนที่มีทุนทรัพย์ลงทุนกับสิ่งนี้
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
3 เพลง 3 โลเคชันกรุงเทพฯ ในแบบฉบับ Whal & Dolph
ปอ: นี่ผมมีที่นึง ‘บังเอิญ’ กับ ‘Rabbit’s Tale’ ครับ ชื่อภาษาอังกฤษของเพลงบังเอิญชื่อว่า (Rabbit’s Tale) มันเป็นชื่อของสถานที่หนึ่ง ลองไปดูนะครับว่ามันคือที่ไหน ตามชื่อเพลงเลย
ทำไมถึงเป็นที่นี่?
ปอ: เหตุผลคือเพราะว่ามันมีบางอย่างของผมเกิดขึ้นที่นั่นครับมันก็เลยเป็น ‘Rabbit’s Tale’ บอกแค่นี้พอ (ยิ้มกรุ้มกริ่ม)
น้ำวน: ผมเอาเพลง ‘สิ่งที่สวยงาม’ เป็น ‘สวนเบญฯ’ แล้วกัน เคยไปวิ่งที่สวนเบญแล้วก็ฟังเพลงนี้ไปด้วย รู้สึกว่ามันเหมาะกับที่นี่มากเลย รู้สึกว่าบรรยากาศของเพลงกับบรรยากาศของที่นั่นมันเหมาะกัน มีความธรรมชาติ มีแสง
ปอ: เพลงสุดท้าย ‘สักวันหนึ่ง’ สำหรับผมมันจะเป็น ‘ตึกช้าง’ เพราะตอนแต่งเพลงนี้ผมขับรถอยู่แล้วก็ผ่านตึกช้างพอดี มันจะเห็นแสงไฟของเมือง
เพลงนี้มันมีความโซลแบบซิตี้ มีความเป็นเมืองตอนกลางคืน ผมคิดว่าถ้าคนเปิดเพลงนี้ฟังในกรุงเทพตอนกลางคืนเสียงแซ็กโซโฟนมันเหมาะมากเลย
ถ้าต้องเลือกหนึ่งเพลงที่สะท้อนความเป็น Whal & Dolph ในวันนี้ได้ชัดเจนที่สุด
ปอ: ถ้าวันนี้ผมให้เพลง ‘ดีใจรึเปล่า’ แล้วกัน รู้สึกว่ามันมีความเป็น New Era ของ Whal & Dolph ในตอนนี้ มันมีทั้งความชิลแล้วก็มีความหนักแน่นอยู่ในเพลง
เพลงพวกเรามันคือเพลงที่คุณจะคาดเดาไม่ได้ว่ามันเป็นเพลงรักหรือเพลงเศร้า แต่เพลงนี้มันตอบทุกอย่างเลย มีทุกๆ อย่างที่สวยงามของพวกเราอยู่ มีเมโลดี้ที่ผมชอบ มีไลน์กีตาร์ของพี่น้ำวนที่มันไพเราะ มีโซโล่ที่ดี มีทุกอย่างมันดูลงตัว
น้ำวน: ผมให้ ‘สิ่งที่สวยงาม’ แล้วกัน คือดีใจรึเปล่ามันเป็นอีกฝั่งหนึ่งนะ
แต่สิ่งที่สวยงามผมมองว่าเป็นอีกฝั่งของวงตอนนี้ที่ยังมีความเป็นเราเดิมๆ อยู่ แล้วก็มีซาวด์ที่มันใหม่ขึ้นแต่ว่าไม่โซลจ๋า
วันนี้ Whal & Dolph ในวัยเกือบ 10 ปี อยากบอกอะไรกับตัวเองในวันแรกที่เริ่มทำวง
ปอ: สำหรับผม ถ้าจะให้บอกตัวเองในวันแรกที่ทำใช่มั้ย.. โห.. ไปบอกอะไรมันดี (ใช้เวลาคิดสักพัก) จริงๆ ผมอยากไปบอกเด็กคนนั้นว่า มันจะมีวันที่ยากอยู่นะ แต่อย่ายอมแพ้ เพราะว่ามันก็จะมีวันที่ดีอยู่เหมือนกัน จริงๆ ผมค่อนข้างแฮปปี้กับสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมด รู้สึกว่ามันมีทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ยาก มันสวยงามทั้งหมดเลย ก็เลยบอกว่า เออ.. มันจะมีวันที่ดีและวันที่แย่แต่จะผ่านไปได้
น้ำวน: ผมก็อยากจะบอกว่าให้เล่นดนตรีต่อไปครับ อย่างผมเรียนดนตรีมา หลายคนที่เป็นเพื่อนก็จะมีความฝันที่อยากเป็นศิลปินหรือได้ทำงานดนตรีต่อ แต่เปอร์เซนต์มันน้อยมากๆ ไม่ค่อยเห็นทางเท่าไหร่เลย แล้วมันก็ไม่มีใครมาสนับสนุนให้มาทำงานตรงนี้ต่อได้นะ
ก็อยากบอกตัวเองว่าเล่นดนตรีต่อไปนะ เดี๋ยวมันจะมีสิ่งที่ดีๆ รออยู่ข้างหน้า
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
อีก 10 ปีต่อจากนี้ อยากให้ผู้คนยังรู้สึกแบบไหนเวลาที่ได้ฟังเพลงของ Whal & Dolph
ปอ: อันนี้เป็นคำถามที่ดีนะ เวลาผมเขียนเพลงทุกๆ เพลง ผมอยากให้เพลงมันอยู่เป็นเพื่อนของคนฟังนะ อย่างเช่นวันที่คุณมีความสุขมากเลย หรือบางทีคุณไม่รู้จะบอกใคร แต่ผมอยากให้รู้ว่าเพลงบางเพลงมันเข้าใจคุณ ในวันที่คุณรู้สึกยาก รู้สึกว่าชีวิตมันเหนื่อยจังเลย ผมก็อยากให้คุณได้ฟังเพลงบางเพลงของเราแล้วรู้สึกว่ายังมีเพลงนี้ที่เข้าใจนะ มันจะผ่านเรื่องแย่ๆ ไป ก็อยากให้เพลงเราอยู่เป็นเพื่อนพวกคุณอีก 10 ปีผ่านไป
น้ำวน: ก็อยากบอกว่าเวลาที่เล่นเพลงของพวกเรากันเอง ผมจะมีความสนุก อยากให้ทุกคนหาความสนุกของเพลงเราให้เจอแม้มันจะเป็นเพลงช้าหรือเพลงเศร้า แต่มันจะมีความสนุกอยู่ในนั้น ลองฟังดู ถ้าหาเจอคุณจะฟังเพลงของพวกเราเพราะขึ้นครับ

Comedy
พูดคุยกับ ‘ป๋อมแป๋ม-นิติ’ ในวัย 45 ปี กับศิลปะของการแก่แบบไม่หมดไฟ
หากพูดถึงคนบันเทิงมากความสามารถของไทย ชื่อของ ‘ป๋อมแป๋ม-นิติ ชัยชิตาทร’ คงเป็นหนึ่งในชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาผ่านมาแล้วแทบทุกบทบาท ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็น พิธีกร นักแสดง โปรดิวเซอร์ ครีเอทีฟ และนักเขียน โดยเฉพาะภาพจำจากรายการ ‘เทยเที่ยวไทย’ ที่อยู่กับผู้ชมมายาวนาน
แต่ในวัย 45 ปี วันนี้ของเขาดูแตกต่างออกไป จากคนที่เคยใช้ชีวิตหนักทั้งงานและปาร์ตี้ เขาค่อยๆ หันกลับมาใส่ใจตัวเองมากขึ้น ทั้งการเลิกดื่ม ออกกำลังกาย เล่นเทนนิส ทำขนม และใช้เวลากับสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้ใจสงบ ทั้งหมดนี้อาจเป็นภาพของป๋อมแป๋มในช่วงวัยที่เข้าใจชีวิตมากที่สุด วันที่เขาไม่ได้พยายามใช้ชีวิตให้เยอะเหมือนเดิมอีกแล้ว แต่เลือกใช้เวลาไปกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ แทน
วันที่ชีวิตเริ่มเบาขึ้น
‘การนอนให้พอ มันช่วยให้สุขภาพดีขึ้นจริง’
ป๋อมแป๋ม นิติ เล่าว่าจุดเริ่มต้นของการเลิกดื่มไม่ได้เกิดจากการอยากเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ แต่อยากลดน้ำหนักเฉยๆ แต่เมื่อหยุดไปสักพัก เขากลับรู้สึกว่าร่างกายเบาขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้น และไม่อยากดื่มเหมือนเดิมอีกแล้ว
แม้จะเป็นหุ้นส่วนบาร์หลายแห่งในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น OFTR Bar หรือ Mutual Bar แต่ทุกวันนี้เวลาไปสังสรรค์ เขามักสั่งโซดามะนาวแทน พร้อมเล่าว่ามนุษย์ยังต้องการการพบปะและวงสนทนา เพียงแค่ไม่จำเป็นต้องมีแอลกอฮอล์อยู่ในมือเสมอไป
ถ้าจะเข้มแข็ง มันต้องเข้มแข็งด้วยตัวเอง ไม่ใช่วิ่งหนี
เขาพูดติดตลกต่อว่า ‘เพื่อนฉันขี้เมาทุกคน ถ้าหนีหมดเพื่อนเลิกคบพอดี’ หลังหันมาเล่นกีฬา กินดี และจัดระเบียบชีวิตใหม่ สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดคือ ‘คุณภาพของเวลา’ ในแต่ละวัน เช้าของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยการวิ่ง ตีเทนนิส ทำขนม อ่านข่าว หรือเล่นกับแก๊งกระต่าย
แค่ได้เวลาอันมีคุณภาพกลับมาวันละสองสามชั่วโมง สำหรับพี่ก็เยอะมากแล้ว
เพราะ ‘ขนมปัง’ สอนให้ใจเย็น
เมื่อเริ่มหันมาดูแลสุขภาพ ป๋อมแป๋มก็เริ่มใส่ใจกับสิ่งที่กินมากขึ้น จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พาเขาเข้าไปเรียนทำอาหารและขนมที่ Le Cordon Bleu จากที่ตั้งใจเรียนแค่คลาสเบสิก กลับเรียนต่อยาวตั้งแต่อาหารคาวไปจนถึงของหวาน ทั้งที่เจ้าตัวยอมรับว่าเป็นคนใจร้อน และไม่คิดว่าจะชอบงานสายละเอียดแบบนี้ แต่สุดท้ายกลับหลงรักจังหวะของการทำขนม เพราะมันเป็นสิ่งที่รีบไม่ได้
View this post on Instagram
A post shared by Niti Chaichitathorn (@theniti)
ขนมปังมันบังคับให้เราใจเย็น จะรีบก็ไม่มีอะไรสุกเร็วขึ้น ทุกอย่างมีเวลาของมัน
จากคนทำงานกองถ่ายที่คุ้นชินกับความเร่งรีบ การอยู่ในครัวจึงกลายเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้เขาค่อยๆ สงบลง และเรียนรู้การปล่อยวางมากขึ้น ความชอบนี้ยังต่อยอดไปถึง CURF Cafe คาเฟ่เล็กๆ ที่หัวหิน ซึ่งเกิดขึ้นจากกลุ่มเพื่อนเรียนทำขนมด้วยกัน
Photograph: curf.curf.curf
ทุกเช้าที่เริ่มต้นด้วยกีฬา
นอกจากการหันมาดูแลสุขภาพด้วยการกินและการพักผ่อน อีกสิ่งที่เห็นได้ชัดในชีวิตของป๋อมแป๋มช่วงนี้ คือการออกกำลังกายที่กลายเป็นกิจวัตรประจำวัน โดยเฉพาะกีฬา ‘เทนนิส’ ที่เจ้าตัวยอมรับว่าอินมากเป็นพิเศษ
View this post on Instagram
A post shared by Niti Chaichitathorn (@theniti)
ก่อนจะพูดถึงสนามเทนนิส เขาเล่าถึงพื้นที่โปรดในกรุงเทพฯ ที่สะท้อนวิธีใช้ชีวิตใหม่ของตัวเองได้ชัด ตั้งแต่ ‘theCOMMONS Thonglor’ ที่ชอบไปนั่งทำงานเพราะบรรยากาศพอดีๆ ซูเปอร์มาร์เก็ต และ ‘ตลาดคลองเตย’ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตหลังเริ่มทำอาหารกินเอง ไปจนถึง ‘สวนลุมพินี’ พื้นที่ที่ทำให้รู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ได้ไป
Photograph: theniti
ส่วนเรื่องเทนนิส ป๋อมแป๋มเล่าถึงทั้งสนามประจำอย่าง ‘The Racquet Club’ สนามซ้อมจริงจังอย่าง ‘Troops Tennis Academy’ และสนามเก่าแก่คลาสสิกอย่าง ‘สนามเทนนิสสมานมิตร’ ด้วยน้ำเสียงสนุกเหมือนกำลังพูดถึงสถานที่โปรดในชีวิต
ปีที่เลือกอยู่กับคนสำคัญ
เมื่อพูดถึงสเตตัสรีแคปชีวิตที่เขาเคยเขียนไว้ว่า ‘ปี 2025 เป็นปีที่รายล้อมไปด้วยคนที่รักและรักเรา’ ป๋อมแป๋มเล่าว่า จริงๆ แล้วไม่ได้ตั้งใจลดงาน เพียงแต่วันนี้ชีวิตไม่ได้วุ่นวายหรือแน่นจนหายใจไม่ออกเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
มันมีเท่านี้ก็ใช้เท่านี้ ไม่เดือดร้อน ก็แฮปปี้แล้ว
เมื่อหลายรายการและบางโปรเจกต์จบลง คนบางกลุ่มที่เคยวนเวียนอยู่เพราะหน้าที่การงานก็ค่อยๆ หายไปตามธรรมชาติ แต่สิ่งที่เหลืออยู่กลับชัดเจนขึ้นกว่าเดิม นั่นคือคนที่สนิทและไว้ใจกันจริงๆ
หนึ่งในช่วงเวลาที่สะท้อนเรื่องนี้ได้ดีที่สุด คือทอล์กโชว์ ‘เกิด แก่ เจ็บ ยาย’ งานสแตนด์อัพคอมเมดี้ครั้งแรกในชีวิต ที่เขาต้องยืนอยู่บนเวทีเพียงลำพัง ไม่มีเพื่อนรับส่งมุก และไม่มีการตัดต่อแบบรายการโทรทัศน์
Photograph: theniti
พี่ยิ่งแก่ยิ่ง stage fright
แม้จะทำงานหน้ากล้องมานาน แต่เขายอมรับว่ายังกลัวเวทีอยู่เสมอ เพียงแต่ครั้งนี้เลือกที่จะไม่ปล่อยให้ความกลัวหยุดตัวเองอีกต่อไป และบางที ในวัย 45 ปี ความสำเร็จอาจไม่ใช่การทำงานให้มากที่สุด แต่คือการได้ใช้เวลากับคนที่รัก ได้ทำงานที่ไว้ใจกัน และยังกล้าลองสิ่งใหม่ๆ แม้จะยังกลัวอยู่ก็ตาม
Photograph: เทยเที่ยวไทย & friends
การกลับมาของ ‘เทยแฟร์ พวกแกเป็นไงมั่ง’
ป๋อมแป๋มยอมรับตรงๆ ว่า ตอนเริ่มต้นทำคอนเสิร์ต ‘เทยแฟร์ พวกแกเป็นไงมั่ง’ ครั้งล่าสุด เขาเองก็แอบไม่มั่นใจเหมือนกันว่าคนดูจะมาหรือเปล่า เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นค่อนข้างปุบปับ แถมฮอลล์ครั้งนี้ยังใหญ่กว่าที่เคยจัดกันมา
ครั้งนี้เขาลงมาดูงานตั้งแต่ต้นในฐานะ Creative Director ดูทั้งคอนเซปต์ เนื้อหา และสคริปต์ เรียกว่าเป็นการเคาะสนิมตัวเองอีกครั้งหลังห่างจากงานลักษณะนี้ไปพักใหญ่ แต่สิ่งที่ทำให้เขาประทับใจที่สุด กลับเป็นพลังของคนรอบตัว
แม้เวลาซ้อมจะน้อยกว่าครั้งก่อนๆ แต่โชว์กลับออกมาดีกว่าที่คิดไว้ อาจเพราะทุกคนบนเวทีต่างคิดถึงความสนุกแบบเดิมๆ พอๆ กัน และเมื่อถึงเวลาจริง พลังเหล่านั้นก็ส่งต่อไปถึงคนดูในฮอลล์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
Photograph: toeytiewthai_fc
‘เทยเที่ยวไทย’ ในวันที่ทุกคนโตขึ้น
แม้จะมีแฟนรายการเรียกร้องให้ ‘เทยเที่ยวไทย’ กลับมาอยู่เสมอ แต่ป๋อมแป๋มตอบเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่า ถ้าเป็นรายการท่องเที่ยวในรูปแบบเดิม คงไม่กลับไปทำแล้ว
เขาเล่าว่า เมื่ออายุ งาน และภาระชีวิตเพิ่มขึ้น การเดินทางก็ไม่ง่ายเหมือนเดิมอีกต่อไป ทุกวันนี้ต้องคิดแล้วว่าไปเช้าเย็นกลับได้ไหม หรือบินไปแล้วกลับเลยไหวหรือเปล่า แม้จะหัวเราะกับคำว่า ‘แก่ขึ้น’ ของตัวเอง แต่ก็ยอมรับตรงๆ ว่าหลายอย่างเริ่มเหนื่อยใจเหนื่อยกายมากกว่าเมื่อก่อน ถึงอย่างนั้น ป๋อมแป๋มก็ไม่ได้ปิดโอกาสการกลับมาทำงานร่วมกับแก๊งเดิม เพราะสิ่งที่ยังเหมือนเดิมเสมอ คือเคมีระหว่างทั้งสี่คน
มันเข้าขากันโดยธรรมชาติ ไม่ต้อง build ใหม่ ไม่ต้องจูนกันใหม่
บางทีสิ่งที่คนดูคิดถึง อาจไม่ใช่แค่รายการท่องเที่ยว แต่คือเอเนจี้ของกลุ่มเพื่อนที่อยู่ด้วยกันแล้วสนุกโดยไม่ต้องปรุงแต่งอะไร และดูเหมือนเขาเองก็ยังรู้สึกแบบนั้นไม่ต่างกัน
กระต่ายและสิ่งฮีลใจ
ในวันที่เหนื่อยล้าจากงานหรือโลกข้างนอก ปลายทางที่ป๋อมแป๋มอยากกลับไปหาเสมอ คือแก๊งกระต่ายที่บ้าน เขาเล่าว่าปีก่อนเพิ่งสูญเสียกระต่ายไปถึงสองตัว จากเดิมที่เคยมีทั้งหมดห้าตัว และแม้จะคิดว่าตัวเองคงเสียใจแค่นิดหน่อย แต่พอถึงเวลาจริงกลับกระทบใจมากกว่าที่คิด
View this post on Instagram
A post shared by Niti Chaichitathorn (@theniti)
‘พอมันหายไปจริงๆ ก็เสียใจเยอะนะ’
ทุกวันนี้เขายังมีกระต่ายอยู่สี่ตัว และเรียกมันว่าเป็น ‘งานบำบัด’ อย่างหนึ่งของชีวิต เพราะกระต่ายไม่ใช่สัตว์ที่แสดงความรักตรงไปตรงมา ยิ่งต้องใช้เวลาและความอดทนในการสร้างความไว้ใจ
Photograph: theniti
‘พอมันยอมมาเลีย มานอนข้างๆ เราจะรู้สึกเหมือนประสบความสำเร็จขั้นสุด’
สำหรับป๋อมแป๋ม การได้กลับบ้านมาอยู่เงียบๆ ในครัวหรือใช้เวลากับกระต่าย อาจเป็นความสุขเรียบง่ายที่ช่วยเยียวยาใจได้มากกว่าความวุ่นวายจากโลกข้างนอกเสียอีก
พื้นที่ส่วนตัวที่สบายใจ
ไม่ต่างจากวิธีที่เขาใช้โซเชียลมีเดียในทุกวันนี้ เรียบง่าย แต่ค่อยๆ ส่งต่อความรู้สึกดีๆ ให้คนอ่าน หลายคนคุ้นเคยกับสเตตัสเล่าเรื่องไรเดอร์ เรื่องในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือโมเมนต์เพ้อเจ้อในชีวิตประจำวันของเขา ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าไม่เคยบังคับตัวเองให้โพสต์อะไร เพียงแค่ถ้ามีเรื่องไหน กระทบใจแล้วอยากเล่าก็จะหยิบมาเล่าตามธรรมชาติ
View this post on Instagram
A post shared by Niti Chaichitathorn (@theniti)
'ช่วงหลังๆ อยากให้พื้นที่อินสตาแกรมมันเข้ามาแล้วสบายใจ'
เขาบอกว่าไม่ได้อยากใช้พื้นที่ออนไลน์ไปกับการด่าหรือระบายความโกรธ เพราะเคยเห็นมาแล้วว่าความรู้สึกด้านลบสามารถลุกลามต่อไปได้ง่ายแค่ไหน เลยเลือกเล่าเรื่องน่าหงุดหงิดต่างๆ ด้วยอารมณ์ขันแทน
คนแก่ที่ยังไม่ยอมแพ้
ในวัย 45 ปี ป๋อมแป๋มไม่ได้พยายามฝืนตัวเองให้ดูเด็ก แต่เลือกยอมรับความแก่ด้วยความเข้าใจ พร้อมดูแลทั้งร่างกายและจิตใจไปพร้อมกัน ทั้งการเรียนต่อ เล่นกีฬา ฝึกสมอง และจัดระเบียบชีวิตให้ไม่จมอยู่กับความวุ่นวายตั้งแต่เช้า
สำหรับเขา ความแก่ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เพราะริ้วรอยคือประสบการณ์ชีวิต สิ่งที่อยากต่อสู้จริงๆ คือการไม่ปล่อยให้ตัวเองหมดไฟ หมดความอยากรู้อยากเห็น หรือกลายเป็นคนแก่ที่ขุ่นมัวกับโลก
ทุกเช้า เขาจึงเลือกเริ่มวันด้วยการออกกำลังกาย อ่านข่าว และใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ก่อนค่อยเปิดรับโลกภายนอก ราวกับเป็นวิธีเล็กๆ ที่ช่วยยืนยันว่า แม้อายุจะเพิ่มขึ้น แต่ชีวิตก็ยังสนุก และยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเสมอ

Shopping
ดาร์กเฟมินิน ดอกไม้ และศิลปะ ‘Miura’ แบรนด์ที่ซ่อนจดหมายไว้ในทุกรอยเย็บ
หากคุณเดินเข้าไปในร้านเสื้อผ้าแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเดินชมงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์ นั่นคือความตั้งใจของ ‘สกาย’ เจ้าของแบรนด์ Miura (มิอุระ) แบรนด์เสื้อผ้าที่ไม่ได้ขายแค่เครื่องนุ่งห่ม แต่ขายเรื่องราว คุณค่าของเวลา และความมั่นใจ
จากจุดเริ่มต้นด้วยเงินทุนเพียงหลักพัน สู่แบรนด์ที่ชาวต่างชาติหลงรักและกวาดซื้อจนหมดร้าน นี่คือเรื่องราวการเดินทางของหญิงสาวที่เปลี่ยนนามสกุลและตัวตนของเธอให้กลายเป็นงานคราฟต์ที่สวมใส่ได้
Photograph: Miura
จุดเริ่มต้นจากญี่ปุ่น และทุนก้อนแรก 9,000 บาท
ชีวิตของสกายผูกพันกับประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่อายุ 14 ปี จนเรียนจบ เธอใช้ชีวิตวัยรุ่นที่นั่นอย่างคุ้มค่าด้วยการทดลองทำทุกอย่างเพื่อค้นหาตัวเอง ตั้งแต่เป็นเด็กเสิร์ฟ ทำงานร้านอาหารไทย พนักงานโรงแรม ไปจนถึงไกด์ทัวร์ การต้องพิสูจน์ตัวเองในต่างแดนหล่อหลอมให้เธอเป็นคนทุ่มเทร้อยเปอร์เซนต์กับทุกสิ่งที่ทำ
เมื่อเรียนจบจากญี่ปุ่น สกายได้มาศึกษาต่อด้านการตลาดที่ไทย และประจวบช่วงโควิดพอดี เธอรู้ตัวว่าไม่ชอบงานสายคอร์ปอเรต เธอหลงใหลในศิลปะและแฟชั่น จึงเริ่มต้นแบรนด์จากสิ่งที่ชอบด้วยเงินทุน 9,000 บาท ที่เก็บหอมรอมริบมาจากการสอนภาษาญี่ปุ่นและขายโกโก้
โปรดักต์แรกของเธอไม่ใช่เสื้อผ้า แต่เป็นรองเท้าแตะทรงโมเดิร์นมิด (Modern-mid) เย็บมือทั้งหมด แต่ด้วยความที่สินค้าเป็นกลุ่มนิช (Niche) มากๆ และมีข้อจำกัดเรื่องไซซ์ เธอจึงตัดสินใจปรับเข็มทิศ นำความชอบด้านงานดีไซน์ เท็กซ์เจอร์ และผ้าพิมพ์ลาย มาทุ่มเทให้กับเสื้อผ้าและชุดเดรสแทน
Photograph: Miura
‘Miura’ นามสกุล ตัวตน และจดหมายถึงตัวเอง
“Miura คือนามสกุล มันเป็นช่วงที่เราเติบโตที่นั่น ได้รับประสบการณ์มากมาย และมันคือสิ่งที่จะติดตัวเราไปจนตาย เลยกลายมาเป็นชื่อแบรนด์”
ชื่อแบรนด์ไม่ได้มาจากไหนไกล แต่มาจากตัวตนของเธอเอง สกายอธิบายว่า Miura สะท้อนคาแรกเตอร์ที่มีความเป็น ดาร์กเฟมินิน มีความลึกลับ นิ่ง ดิบ และพึ่งพาตัวเอง อีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่โดดเด่นคือ ‘ดอกไม้’ สำหรับเธอ ดอกไม้แต่ละดอกมีฟอร์มและเสน่ห์ที่ต่างกัน มันมีช่วงเวลาที่เบ่งบาน ห่อเหี่ยว และตายจากไป แต่สุดท้ายมันก็จะเกิดใหม่ได้เสมอ นอกจากนี้ ลายมือที่ปรากฏบนเสื้อผ้ายังมาจากนิสัยชอบเขียนไดอารี่ของเธอ เสื้อผ้าของ Miura จึงเปรียบเสมือน ‘จดหมาย’ ที่เธอเขียนถึงตัวเองในอนาคต และส่งต่อข้อความแห่งความภูมิใจนั้นไปยังผู้สวมใส่คนอื่นๆ ด้วย
Photograph: Lalitphat
ความท้าทายของการเริ่มทำแบรนด์ตั้งแต่อายุ 21
การเลือกทำแบรนด์งานคราฟต์ที่เจาะตลาด Niche Market ในไทยไม่ใช่เรื่องง่าย สกายเริ่มต้นทำงานตั้งแต่เด็ก ตลอดจนกลับมาไทยในช่วงอายุ 19 ปี หาเงินจากการขายโกโก้ สอนภาษาญี่ปุ่น จนรวบรวมเงินทุนแรกเพื่อสร้างแบรนด์ตอนอายุ 21 ปี ทำให้ต้องเผชิญกับอคติและการถูกเปรียบเทียบในเรื่องของอายุและความคาดหวังที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
“เราไม่ได้มองว่าร้านเราเป็นร้านแฟชั่นจัดๆ แต่มันคือพิพิธภัณฑ์ เป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่ให้คุณได้เข้ามาชม สวมใส่ชุด สวมใส่ความเป็นตัวเองเข้าไป”
‘มันสอนให้เราเชื่อมั่นในตัวเองทุกวันว่าให้ทำต่อไป ทำจนกว่าคนของเราจะมองเห็น เราตอบผลลัพธ์ให้ตัวเองฟังว่าเราตั้งใจแค่ไหน และพอใจกับจุดๆ นั้น’ เธอเล่า
Photograph: Miura
งานศิลปะที่พกพาได้ และความประณีตฉบับ DIY
เสน่ห์ของ Miura คือการเบลนด์งานศิลปะเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานจริง สกายไม่ได้เรียนจบแฟชั่น ทุกอย่างคือการศึกษาด้วยตัวเอง เธอให้ความสำคัญกับ ‘วัสดุ’ เป็นอันดับแรก เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ลูกค้าสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 เธอลงพื้นที่ค้นหาผ้าจากแหล่งต่างๆ อย่างสำเพ็ง หรือร้านประจำอย่างคลองสานและ Bulliontex ด้วยตัวเอง
การผลิตของ Miura ไม่ใช่งานอุตสาหกรรมแมสโปรดักชัน แต่ละคอลเล็กชันผลิตเพียง 25-50 ตัว โดยความร่วมมือจากช่างฝีมือท้องถิ่น คุณลุงคุณป้าที่มีสตูดิโอเล็กๆ ในบ้านตามจังหวัดต่างๆ อย่างกาญจนบุรี
"การที่เราทำทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง มันได้มากกว่าผลกำไร แต่มันคือการเติบโตทางสปิริต เราล้มเอง พลาดเอง มันคือความภูมิใจแบบเงียบๆ ที่ทุกชิ้นผ่านมือและความตั้งใจของเรา ทำให้แบรนด์หยั่งรากลึกและมีชีวิต"
เสื้อผ้าของแบรนด์มักเป็นแบบฟรีไซซ์ที่ปรับแก้มาหลายครั้งเพื่อให้เข้ากับผู้หญิงหลากหลายรูปร่าง ลูกค้าหลายคนบอกว่าชุดของ Miura ดูเหมือนของวินเทจ ซึ่งสกายมองว่าเป็นคำชมที่ดี เพราะของวินเทจคือของที่มีชิ้นเดียวในโลก และคนใส่จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
Photograph: Miura
สีแดงก่ำ โทนสีที่สะท้อนคาแรกเตอร์
หากต้องนิยามสีที่เป็นตัวแทนของ Miura สกายเลือก ‘สีแดงก่ำ’
“พอพูดถึงชื่อ Miura เราจะเห็นภาพผู้หญิงผมสั้น ใส่เดรสสีแดงก่ำ นิ่งๆ มีความมั่นใจในตัวเอง มีความดาร์กเฟมินิน ลึกลับ และผยองในตัวเองนิดๆ”
แม้ในร้านจะไม่ได้มีเสื้อผ้าสีแดงเยอะที่สุด แต่สีนี้กลับสะท้อนจิตวิญญาณของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนที่สุด
Photograph: Miura
การเติบโตอย่างช้าๆ ท่ามกลางยุค Fast Fashion
ในยุคที่ทุกอย่างมาไวไปไว Miura เลือกที่จะเดินในจังหวะของตัวเอง มันไม่ใช่การตีตั๋วเครื่องบินฟาสต์แทร็กเพื่อพุ่งชนเป้าหมายให้เร็วที่สุด แต่มันคือการขับรถเดินทางไกล ค่อยๆ ซึมซับวิวทิวทัศน์สองข้างทาง แวะพูดคุยทำความรู้จักกับช่างฝีมือท้องถิ่นตามต่างจังหวัด และใช้เวลาทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ จนจอดลงสู่จุดหมายปลายทางที่เธอเห็นภาพนั้นอย่างลึกซึ้งในที่สุด สกายไม่ได้ป่าวประกาศว่าแบรนด์ของเธอใช้เวลาทำนานแค่ไหน แต่ปล่อยให้รอยเย็บ การวางผ้า และดีเทลที่ไม่ได้เนี้ยบกริบแบบโรงงาน เป็นตัวเล่าเรื่องว่าสิ่งนี้ ‘ถูกสร้างขึ้น’ ไม่ใช่ ‘ถูกผลิตขึ้น’
“เราขอให้ Miura โตช้าๆ แบบมั่นคง สร้างฐานให้แข็งแกร่ง ดีกว่าที่จะมาพีคแล้วหายไป คนที่เป็นทาร์เก็ตของเราคือคนที่ให้ค่ากับความรู้สึกมากกว่าความเร็ว เขาไม่ต้องมีเสื้อผ้าเยอะ แต่ชิ้นที่เขามีต้องมีความหมาย ใส่ซ้ำได้ และไม่เบื่อ”
ปัจจุบัน ลูกค้า 80-90% ของ Miura คือชาวต่างชาติ ที่หลงใหลในความใกล้ชิดและ ‘ชีวิต’ ของแบรนด์ไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากจากแบรนด์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในประเทศของพวกเขา ทั้งนี้ Miura ยังสามารถสั่งคัสตอมตามความชอบของลูกค้าสำหรับโอกาสพิเศษอีกด้วย โดยเธอจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับรสนิยมของลูกค้า ภูมิหลัง งานอดิเรก หรือแม้แต่แนวเพลงที่ชอบ แล้วร้อยมันเข้าด้วยกันกับตัวตนแบรนด์ ถักทอจนออกมาเป็นชุดที่มีหนึ่งเดียวในโลก
Photograph: Miura
แหล่งชุบชูไอเดีย ตลาดน้อย และ GalileOasis
เมื่อคิดงานไม่ออก สกายไม่บังคับตัวเองให้ต้องโปรดักทีฟตลอดเวลา เธอจะหยุดพักและออกไปซึมซับบรรยากาศรอบตัว แหล่งหาไอเดียโปรดของเธอคือ ตลาดน้อย ย่านเก่าแก่ที่ผสมผสานความโลคอลกับความโมเดิร์นได้อย่างลงตัว โดยไม่ถูกกลืนกินไปด้วยกระแสการท่องเที่ยวจนเสียตัวตน และ GalileOasis คอมมูนิตี้สีเขียวใจกลางกรุงที่รวบรวมตั้งแต่โรงแรมยันศิลปะมาไว้ในพื้นที่เดียว รวมถึง Miura เองด้วย พื้นที่ที่เธอใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน ได้นั่งมองผู้คน พูดคุย และแลกเปลี่ยนบทสนทนากับคนแปลกหน้าที่แวะเวียนมา
ในอนาคตอันใกล้นี้ Miura จะขยายสาขาไปในย่านตลาดน้อย โดยตั้งใจให้เป็น Standalone และคอมมูนิตี้สเปซที่มีคาเฟ่ เพื่อให้ลูกค้าได้มาใช้เวลาและดื่มด่ำกับบรรยากาศ มากกว่าแค่การซื้อมาขายไป รวมถึงการขยายไปเป็นส่วนหนึ่งของ Exhibition ในระดับโกลบอลที่ไต้หวันที่สกายมั่นใจแล้วว่า คนที่เธอส่งมอบให้นั้นรู้สึกในจังหวะเดียวกันกับแบรนด์จริงๆ
Photograph: Lalitphat
เริ่มลงมือทำ อย่ารอให้พร้อม
คำแนะนำของสกายสำหรับดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่อยากทำแบรนด์งานคราฟต์ คือ การลงมือทำทันทีและความสม่ำเสมอ ‘อย่ารอให้พร้อมทั้งหมดค่ะ ถ้าคิดวันนี้ พรุ่งนี้ทำเลย ถ้ามัวแต่รอจังหวะ มันก็จะไม่เกิดการลงมือทำสักที ต้องมีความอดทน ทำมันอย่างสม่ำเสมอในวันที่คนอื่นหยุด สักวันคนจะเห็นความตั้งใจของเราเอง’
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เจ้าของแบรนด์วัยรุ่นคนนี้อยากเห็น ไม่ใช่แค่ยอดขายที่พุ่งทะยาน แต่เป็นจุดมุ่งหมายแสนเรียบง่ายและหนักแน่น ที่อยากให้ผู้หญิงทุกคนที่สวมชุดของ Miura รู้สึกแบบนี้เมื่อมองตัวเองในกระจก
"อยากให้เขามั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น ไม่ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับเสื้อผ้า แต่เสื้อผ้าจะปรับเข้าหาบุคลิกของเขาเอง อยากให้เขารู้สึกสวย เห็นคุณค่าในตัวเอง และกล้าที่จะออกไปใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ค่ะ"
Photograph: Miura
และนั่นคือจิตวิญญาณทั้งหมดที่ถูกซ่อนไว้ในเสื้อผ้าของ Miura เธอไม่ได้อยากให้ลูกค้าพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเข้ากับชุด หรือลดทอนตัวตนเพื่อเอาใจใคร แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณสวมชุดของแบรนด์นี้แล้วมองลึกลงไปในกระจก จงสวมใส่มันอย่างสง่างาม สวยงาม และออกไปใช้ชีวิตใน ‘วิถีทางของคุณเอง’
ปัจจุบัน Miura มีร้านอยู่ที่ Galerie des Amis ในโครงการ GalileOasis (ห่างจาก BTS ราชเทวี ประมาณ 700 เมตร) เปิดทุกพุธ-จันทร์ เวลา 9.00-19.00 น.
สามารถติดตามและสั่งซื้อได้ที่ IG: @miura.th

Restaurants
ถ้านี่ไม่ใช่คุกกี้ที่มีจิตวิญญาณที่สุดในกรุงเทพฯ ในขณะนี้ แถมยังเป็นคุกกี้ที่หายากที่สุดด้วย!
คุกกี้ การ์ตูน และของสะสมเข้ามาปะทะในบ่ายวันหนึ่งที่ออฟฟิศ Time Out กล่อง Super Cookie Friends ปรากฏตัวขึ้น! เมื่อเปิดดูในถุง คล้ายกับกล่องจุ่มสุดฮิต และสิ่งแรกที่เราเห็นคือด้านบนของกล่อง ‘ได้เวลาออกมาทำหน้าที่คุกกี้ที่ดีที่สุดกัน!’
Photograph: Super Cookie Friends
เราหยิบกล่องออกมาแล้วไล่สายตาตามงานภาพสีสันน่ารักไปรอบๆ จากนั้นเจ้าก้อนกลมยิ้มแฉ่งโผล่มา และนี่คือ ‘Chunk’ แห่งเมือง Cookie Town นั่นเอง และถ้าคุณมองดีๆ จะเห็นว่าโปรดักต์และประโยคน่ารักๆ วางซ่อนอยู่ต่อหน้าต่อตา แล้วก็เห็นหน้าเจ้า Chunk อีกครั้ง บินทะลุอวกาศกลับมาพร้อมเพื่อนขนมปังขิงของเขา
Photograph: Super Cookie Friends
เปิดกล่องขึ้นมา คุณจะได้เจอกับเจ้า Chunk (หลายก้อน) ‘สวัสดีเพื่อนยาก ตอนนี้คุณคือเจ้าของกล่องคุกกี้สุดพิเศษ ที่ถูกทำขึ้นด้วยมือเพื่อคุณโดยเฉพาะ’ พร้อมทั้งภาพประกอบแนะนำวิธีการกินให้ได้อรรถรสที่สุด คุณจะสังเกตเห็นปีกข้างกล่อง เปิดออกแล้วฉากก็ขยายต่อเนื่องออกไป เป็นดีเทลสนุกๆ ที่ถูกค้นพบ มองเข้าไปในตัวจะเห็นคำว่า ‘พาฉันไปยัง Cookie Town’ และลิงก์ไปยังชุมชนสะสมแต้ม ความสนุกของ Super Cookie Friends ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
Photograph: Super Cookie Friends
มาถึงตัวคุกกี้ พระเอกของเรา ถูกเรียงจากซ้ายไปขวาที่จัดวางอย่างตั้งใจ สิ่งที่ผู้สร้างเรียกว่า ‘กองทัพความอร่อย’ และผู้อยู่เบื้องหลังความสนุกนี้คือ David Fine ชาวลอนดอนโดยกำเนิด ผู้มีพลังสร้างสรรค์แบบฉุดไม่อยู่ ที่มักพาเขาเลี้ยวออกจากเส้นทางเดิมที่เคยคิดไว้ เขาเคยเป็นหลายอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะกราฟิกดีไซเนอร์, ผู้ช่วยช่างตัดเสื้อที่ได้รับ Royal Warrant to the Queen, ดีเจเฮาส์และเทคโน, ผู้ก่อตั้งค่ายเพลง, แฟชั่นบายเออร์, และนักวางกลยุทธ์แบรนด์, และตอนนี้เขาเป็น ‘คุกกี้เมกเกอร์’ ในกรุงเทพฯ ก็คงเหมือนกับอีกอาชีพหนึ่งของเขา‘ผมหมกมุ่นกับรายละเอียดมาโดยตลอด’ เขาว่า ‘ผมโฟกัสกับดีเทลและทำมันให้ถูกต้องที่สุด และพาไปให้ถึงเวอร์ชันที่ดีที่สุดได้’
Photograph: Super Cookie Friends
เรื่องราวต้นกำเนิดเริ่มต้นอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันเริ่มต้นจากสิ่งที่ดูไม่เกี่ยวกันเลย David เคยทำเอเจนซี่ครีเอทีฟที่กรีซ ช่วยฝาแฝดชาวอเมริกันที่ขายคุกกี้ขนมปังขิงทุกคริสต์มาสจากร้านเบเกอรี่ของพวกเขา คุกกี้ขายดีจนลูกค้าถามหาตลอดทั้งปี ฝาแฝดจึงต้องการความช่วยเหลือด้านการตลาด แต่สิ่งที่ดึงดูด David กลับเป็นอย่างอื่นทั้งหมด ตัวละครขนมปังขิง มาสคอต แอนิเมชัน โลกทั้งใบที่สร้างขึ้นรอบโปรดักต์ แม้ความสัมพันธ์ในการทำงานจบลงค่อนข้างกะทันหัน แต่บางอย่างถูกปลดล็อกแล้ว ‘ประสบการณ์นั้นเป็นแรงกระตุ้นให้ผมเปลี่ยนเส้นทาง’ เขากล่าว
เขากำลังเดินอยู่บนสนามกอล์ฟกับภรรยา ‘Koalie’ ชื่อเล่นที่เขาเรียกเธอจนแทบเป็นชื่อจริง ตอนที่ไอเดียผุดขึ้นมา เขาอยากทำแบรนด์คุกกี้ของตัวเอง อยากเรียกว่า Super Cookie Friends เขาไม่รู้แน่ชัดว่าชื่อนี้มาจากไหน แต่เข้าใจความหมายทันทีที่มันเกิดขึ้น ‘ความหลงใหลในการ์ตูนและของสะสมของผม รวมทั้งผุดไอเดียเรื่องกลุ่มตัวละครหน้ายิ้ม เป็นมิตร และมีพลังงานดี ซึ่งแต่ละตัวก็อยู่บนเส้นทางพัฒนาของตัวเอง ผมคิดว่าเราจะใช้ตัวละครสร้างแรงบันดาลใจและความหมายลึกซึ้งในแบบสนุกๆ ได้’
Photograph: Super Cookie Friends
‘ไปประเทศไทยกันเถอะ’ เขาบอกกับ Koalie พวกเขาเข้าเที่ยวมาตั้งแต่ปี 2556 และวางแผนจะกลับมาเสมอ ‘เราบอกว่าไปลองทำมันให้สำเร็จกัน’ พวกเขาเก็บของแล้วขึ้นเครื่องบิน ปรากฏว่ากรุงเทพฯ ไม่ได้ขาดคุกกี้ สิ่งที่ขาดคือความดื้อรั้นของ David เขาใช้เวลาหลายเดือนเพื่อหาพาร์ตเนอร์เบเกอรี่ ลองคุกกี้หลายร้อยชิ้นทั่วเมือง ทดสอบกับคนทำขนม 3 - 4 คน แต่ไม่มีใครทำให้เขามั่นใจ ‘คุกกี้มันนุ่มเกินไป เหนียวเละ หรือไม่มี texture ที่น่าสนใจ เพราะไม่ได้ใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุด มันจึงไม่ถึงสำหรับผม’
View this post on Instagram
A post shared by Super Cookie Friends (@supercookiefriends)
‘เงินเป็นเรื่องหนึ่ง จิตวิญญาณก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง’ เขากล่าว แต่สำหรับเขา จิตวิญญาณต้องมาก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นค่ายเพลง งานออกแบบ หรือทุกอย่างที่ทำ ล้วนให้ศิลปะนำการค้า และจนถึงตอนนี้ เขาก็ยังยึดถือกับหลักการนั้น
วันหนึ่ง Koalie หยิบตำราอาหารสแกนดิเนเวียจากร้านหนังสือญี่ปุ่น ทั้งคู่ไปนั่งคาเฟ่ใกล้ๆ สั่งกาแฟ David เปิดดูสูตร แล้วความรู้สึกคุ้นเคยก็มาถึง
‘นี่ Koalie ผมมีไอเดียแล้วล่ะ’
‘มาหาวิธีทำคุกกี้ที่ดีที่สุดกันเถอะ’
พวกเขาซื้อเครื่องผสมสีชมพูอ่อนกลับบ้านทันที ‘ครั้งหนึ่งผมเคยมิกซ์แผ่นเสียง’ David กล่าว ‘แต่ตอนนี้ตอนนี้ผมมิกซ์แป้งด้วยล่ะ’
Photograph: Super Cookie Friends
สำหรับคุกกี้ชุดแรกนั้น เขาเดินตรงไปที่ร้าน ‘Tarns coffee’ ในสวนพลู เจ้าของร้านนี้เป็นคนที่กินคุกกี้ของเขาทุกเวอร์ชันมาตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมคุกกี้ตัวหลักจึงถูกตั้งชื่อตามเธอ ‘Atomic choc chunk’
‘เธอชอบมันมาก บอกว่าผมเป็นคนทำขนมที่ยอดเยี่ยม และผมก็คิดว่าผมทำสำเร็จแล้ว’เขาหยุดคิดเล็กน้อย‘แต่ผมคิดว่ามันมีกราฟอยู่’ กราฟที่ David ชี้ให้ดู คือวงจรอารมณ์ของการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ตามมาคือหลายเดือนของการอบ ทดลอง ทิ้ง แจกให้ทุกคนที่ยินดีจะกินมัน ปรับ และปรับอีกครั้ง
เขารู้ว่าคุกกี้แบบไหนที่เขากำลังไล่ตาม คุกกี้สไตล์นิวยอร์ก โดยเฉพาะแบบที่โด่งดังจาก ‘Levain Bakery’ ในแมนฮัตตัน มีความเป็นบิสกิตและค่อนข้างกรอบด้านนอก นุ่มหนึบตรงกลาง และเต็มไปด้วยส่วนผสมจำนวนมาก ไม่ใช่คุกกี้เนื้อนุ่มที่เริ่มปรากฏทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้ชื่อ ‘New York’
‘มีคนจำนวนมากเรียกคุกกี้นุ่มๆ ว่า New York cookies แต่มันเป็นคนละอย่าง’
เขาไม่ต้องการแข่งขันกับสิ่งเหล่านั้น เขาต้องการนำเสนอสิ่งที่คนที่เคยกินของจริง และหาไม่ได้ที่ไหนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะสามารถจดจำได้มันจริงๆ
View this post on Instagram
A post shared by Super Cookie Friends (@supercookiefriends)
David พิถีพิถันกับวัตถุดิบ ช็อกโกแลตเบลเยียม เนยฝรั่งเศส ไข่ออร์แกนิกเลี้ยงปล่อยอิสระ ลดน้ำตาลให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะปรับได้แต่ยังคงโครงสร้างของคุกกี้ไว้ ทำมาร์ชแมลโลว์เอง ทำเมอแรงก์เอง ‘ผมไม่ชอบคุกกี้หวานเลี่ยน และมีเนื้อแฉะ ผมอยากให้มันซับซ้อน’
View this post on Instagram
A post shared by Super Cookie Friends (@supercookiefriends)
แต่ละสูตรมีขั้นตอนของมันเอง เริ่มจากการสร้างสมดุลภายในกล่อง ให้มีการผสมผสานของโปรไฟล์รสชาติอย่างลงตัว ทั้งความนัตตี้ เค็ม หวานจากผลไม้ และช็อกโกแลต จากนั้นฤดูกาลและช่วงเทศกาลจึงเข้ามามีบทบาท และที่สำคัญที่สุดคือแรงบันดาลใจส่วนตัว ‘เราจะคิดถึงรสชาติที่เคยสัมผัสและมีความหมายกับเรา และนำแรงบันดาลใจจากพื้นเพของเรามาใช้’ David เกิดที่ลอนดอน ส่วน Koalie มีรากเหง้าแบบญี่ปุ่น วัยเด็กและการเดินทางของทั้งคู่แทรกซึมอยู่ในทุกสูตร แม้บางครั้งจะไม่ได้ชัดเจนในทันทีนัก สำหรับซีรีส์ขนมพุดดิ้งคลาสสิกสไตล์อังกฤษที่กำลังจะมาถึง เขาเพียงบอกสั้นๆ ว่า ‘โปรดติดตามตอนต่อไป’
Photograph: Super Cookie Friends
เมื่อทิศทางชัดเจนแล้ว เขาจะสเก็ตช์องค์ประกอบของขนม ทั้งส่วนผสมที่คลุกเข้าไป ไส้ด้านใน และท็อปปิ้ง พร้อมคิดล่วงหน้าว่าหน้าตาจะออกมาเป็นอย่างไร และความรู้สึกตอนกัดจะเป็นแบบไหน ตั้งแต่ก่อนจะชั่งแป้งแม้แต่กรัมเดียว จากนั้นขั้นตอนการอบจึงเริ่มขึ้น ‘เราจะอบมันจำนวนมาก เพื่อให้แน่ใจว่าคุณภาพจะออกมาดีอย่างสม่ำเสมอ ทั้งรสชาติและเนื้อสัมผัสมีความสมดุล’
Photograph: Super Cookie Friends
เขาบอกว่าสูตรหนึ่งจะถือว่าเสร็จสมบูรณ์ ‘เมื่อมันอร่อยได้อย่างสม่ำเสมอ’ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะจบลงจริงๆ เสมอไป ตอนนี้เขากำลังทดลองเพิ่มเลมอนดริซเซิลลงในคุกกี้เลมอนเมอแรงก์ที่ใช้ชื่อว่า ‘zest you try’ หากการปรับนี้ได้ผล สูตรก็จะถูกอัปเดตต่อไป
Photograph: Super Cookie Friends
และเรื่องราวของมาร์ชแมลโลว์ที่จะเล่าคือภาพสะท้อนที่ดีที่สุดของวิธีคิดของเขา
เขาเริ่มต้นด้วยการซื้อมาร์ชแมลโลว์สำเร็จรูปมาใช้ในคุกกี้ดับเบิลช็อกโกแลตเฮเซลนัต เมนูคลาสสิกจากวัยเด็ก แต่เมื่ออ่านรายการส่วนผสม เขากลับรู้สึกไม่สบายใจกับมัน จึงตัดสินใจทำมาร์ชแมลโลว์เอง อย่างไรก็ตาม มาร์ชแมลโลว์โฮมเมดไม่สามารถทนต่อความร้อนในเตาอบได้ มันละลายกลายเป็นบางสิ่งที่ ‘เหนียว หนึบ ยืดได้ และสนุกดี’ แต่สุดท้ายแล้วมันก็แทบไม่ต่างจากคาราเมลที่มีน้ำตาลสูงเป็นพิเศษ ซึ่งทำให้คุกกี้เสียไปเลย เขากลับไปใช้มาร์ชแมลโลว์สำเร็จรูปอีกครั้งอยู่หนึ่งสัปดาห์ แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่ใช่คำตอบ
‘ผมบอกตัวเองว่า มันต้องมีวิธีอื่นสิ’ และในที่สุดเขาก็พบทางออก อบคุกกี้ให้เสร็จ จากนั้นโรยเกลือทะเลทันทีที่นำออกจากเตา วางมาร์ชแมลโลว์ลงด้านบนในขณะที่ความร้อนยังคงได้ที่ ปล่อยให้มันเริ่มละลายเองตามธรรมชาติ แล้วจึงใช้ไฟเบิร์นด้านบนเพื่อให้เกิดเอฟเฟกต์เหมือนมาร์ชแมลโลว์ย่างกองไฟ โดยยังคงโครงสร้างของคุกกี้ไว้ได้อย่างสมบูรณ์
ยังมีคุกกี้อีกแบบหนึ่งที่ยังไม่สำเร็จเสียที ในอังกฤษมีรถขายไอศกรีมที่เรียกว่า ‘Mr Whippy’ จะมีซอฟต์เสิร์ฟในโคนเวเฟอร์ที่ขึ้นรูปเป็นเปลือกหอยนางรม ด้านในใส่มาร์ชแมลโลว์ ช็อกโกแลต และเฮเซลนัต มันเป็นความทรงจำในวัยเด็กของเขา David จึงพยายามถ่ายทอดขนมนี้ให้ออกมาในรูปแบบคุกกี้ แต่บัตเตอร์ครีมที่มีความเสถียรพอจะทนต่อการจัดส่งได้นานหนึ่งวันหรือมากกว่านั้นยังคงเป็นสิ่งที่เขาหาคำตอบไม่ได้ ‘แต่เราจะไม่ลืมมัน’ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนว่า oyster cookie ไม่ใช่การทดลองที่ล้มเหลว หากแต่เป็นข้อถกเถียงที่ยังไม่จบสิ้น
กระบวนการทั้งหมดใช้เวลา 2 วัน เขาค่อนข้างมั่นใจในคำพูดของเขา (แทบจะมั่นใจ 100%) ว่าไม่มีใครใช้สูตรหรือวิธีการแบบเดียวกัน ‘นี่ไม่ใช่คุกกี้สูตรคุณป้าแน่นอน!’
Photograph: Super Cookie Friends
Super Cookie Friends ในปีนี้ปล่อยมออกมาทั้งหมด 5 รสชาติ ได้แก่
atomic choc chunk (ช็อกโกแลตชังก์ และวอลนัต)
double choc marsh (ดับเบิลช็อกโกแลตและมาร์ชแมลโลว์)
adults only (ดับเบิลช็อกโกแลตและกราโนลา)
zest you try (เมอแรงก์เลมอน)
apple crumble (แอปเปิลครัมเบิล)
และทั้งหมดนี้จำกัด 100 ชิ้นต่อสัปดาห์ ไม่ใช่กลยุทธ์ทางการตลาด แต่เป็นปรัชญา เขาเฝ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับแบรนด์ที่โด่งดังอย่างรวดเร็ว คำสั่งซื้อหลั่งไหลเข้ามา การผลิตต้องเร่งรีบภายใต้แรงกดดัน คุณภาพเริ่มตกลง และเพียงหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ก็ไม่มีใครจดจำพวกเขาได้อีก
View this post on Instagram
A post shared by Super Cookie Friends (@supercookiefriends)
Photograph: Super Cookie Friends
เขาต้องการสิ่งตรงกันข้าม การเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากรากฐานที่มั่นคง การบอกต่อแบบปากต่อปาก และชุมชนที่เติบโตไปพร้อมกับแบรนด์ แทนที่จะเพียงบริโภคมันแล้วผ่านไปอย่างรวดเร็ว ‘เราต้องการให้มั่นใจว่าคุณภาพและความสม่ำเสมออยู่ในระดับสูง’ เขากล่าว ‘และปล่อยให้ผู้คนบอกต่อเพื่อน แชร์คุกกี้ลงโซเชียล ซื้อให้คนอื่นเป็นของขวัญ เราก็จะเติบโตอย่างมั่นคง บนรากฐานที่แข็งแรง ไปกับผู้คนที่ใส่ใจในคุกกี้อย่างแท้จริง’
Photograph: Super Cookie Friends
ไลน์อัปประจำสัปดาห์ถูกคัดสรรอย่างพิถีพิถันเพื่อความสมดุล มีทั้งรสนัตตี้ เค็ม หวานผลไม้ ช็อกโกแลต และอีกรสชาติอื่นๆ ที่มีความสนุกแฝงอยู่ โดยจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลและช่วงเวลาสำคัญ
View this post on Instagram
A post shared by Super Cookie Friends (@supercookiefriends)
อย่างช่วงวาเลนไทน์ที่ผ่านมา เขาใช้ ‘ruby chocolate’ ซึ่งทำจากเมล็ดโกโก้สีชมพูธรรมชาติที่หายาก เมนูพิเศษช่วงตรุษจีนคือ ‘fortune cup’ ‘การหา Reese’s Cups ในกรุงเทพฯ เปรียบเสมือนการล่าขุมทรัพย์’ นี่คือคำพูดของ David เอง ส่วนช่วงอีสเตอร์จะขึ้นอยู่กับการหาแหล่ง ‘cadbury mini eggs’ ที่เชื่อถือได้ รสชาติต่างๆ จะได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ไลน์อัปทีละสัปดาห์ และในอนาคต ไลน์อัปที่มี 5 รสชาตินี้อาจขยายเพิ่มขึ้น เพราะ David รู้ดีว่าการตัดรสชาติที่ลูกค้ารักออกไป ไม่ใช่การตัดสินใจที่ทำได้อย่างง่ายดาย

Art
กรุงเทพฯ กับทศวรรษนิวยอร์กในสายตา Jesper Haynes
นิวยอร์กคือเมืองที่ถูกบันทึกภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกตรอกซอยถูกเล่าเป็นตำนาน ทุกค่ำคืนถูกบดบังด้วยทัศนคติ แต่สิ่งที่ Jesper Haynes มอบให้กลับเงียบขึ้น และชวนกระอักกระอ่วนมากกว่า นั่นคือบันทึกของการ ‘อยู่ตรงนั้นจริงๆ’ โดยไม่คิดล่วงหน้าว่ามันจะกลายเป็นอะไรในภายหลังNew York Darkroom นิทรรศการล่าสุดของเขาในกรุงเทพฯ พาเราย้อนกลับไปยังดาวน์ทาวน์ในนิวยอร์กช่วงปลายยุค 80s และ 90s แบบไร้ฟิลเตอร์ หรือไร้การยกย่องฮีโร่ เผชิญหน้าอย่างใกล้ชิด ถนนแคบจนรู้สึกได้ และไม่มีใครแสดงเพื่อกล้อง
Photograph: Jesper Haynes
เมื่อได้พูดคุยกับ Haynes สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ งานชุดนี้ไม่ใช่เรื่องของมรดกหรือชื่อเสียง แต่มันคือเรื่องของความใส่ใจ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณปรากฏตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ออกเดินทางไปทุกคืน กดชัตเตอร์เพียงแค่หนึ่งเฟรมแทนที่จะเป็นสิบ และเชื่อในสิ่งที่เหลืออยู่จะอธิบายตัวมันเองในภายหลังภาพถ่ายของเขาที่มีทั้ง Andy Warhol, Willem Dafoe และ John Lurie ปรากฏอยู่ร่วมกับเพื่อน คนรัก และคนแปลกหน้า ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนวัตถุทางวัฒนธรรม แต่คล้ายหลักฐานส่วนตัวมากกว่า หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งนั้นเคยเกิดขึ้นจริง และเขาเคยอยู่ตรงนั้นจริงๆ
นี่ไม่ใช่ความโหยหาอดีต แต่มันคือความทรงจำที่มีศอก มีเหลี่ยม และไม่หลบหน้าใคร
ก่อนที่นิวยอร์กจะกลายเป็นเรื่องเล่า
เมื่อถาม Haynes ว่านิวยอร์กในช่วงเวลาที่เขาถ่ายภาพนั้น รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ท่ามกลางประวัติศาสตร์ไหม เขาตอบแทบจะทันทีว่า ‘มันคือปัจจุบันล้วนๆ’ ไม่มีความรู้สึกว่ากำลังเห็นตำนานในอนาคต ไม่มีการรับรู้ว่าตัวเองอยู่ในจุดอ้างอิงของยุคสมัย มีแค่ ‘ตอนนี้’
สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะภาพใน New York Darkroom ไม่ได้ประกาศตัวว่าเป็นจดหมายเหตุ เขาหมกมุ่นกับช่วงเวลาตรงหน้ามากเกินกว่าจะคิดถึงจุดนั้น Haynes ย้ายมานิวยอร์กตั้งแต่วัยรุ่น หลัง Andy Warhol ชวนเขามาเยี่ยม การเชื้อเชิญครั้งนั้นเปลี่ยนเส้นทางชีวิตเขาอย่างเงียบๆ เขาไม่ได้โหยหาความสำเร็จหรือความมั่นคง ‘ผมไม่ได้สนใจ American Dream’ เขาบอก
“ผมหลงใหลไอเดียที่ว่าศิลปินจากทุกแขนงมารวมกันอยู่ในเมืองเดียว”
สิ่งที่เขาเจอคือนิวยอร์กที่กำลังจะพัง และราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ เมืองล้มละลาย เถื่อน แต่ใจกว้างเพราะความขัดสน ‘ค่าเช่าถูกมาก ผมจ่ายประมาณเดือนละ 150 ดอลลาร์’ เขาพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนยังแปลกใจกับความทรงจำของตัวเอง
Photograph: Jesper Haynes
ทุกคนรอบตัวกำลังสร้างอะไรบางอย่าง นักเขียน ผู้กำกับ นักร้อง นักเต้น ดีเจ ไร้ซึ่งโลกอินเทอร์เน็ต แค่เอาชีวิตรอดไปด้วยกัน ความเร่งด่วนร่วมกันนั้นซึมอยู่ในทุกภาพ นิวยอร์กไม่ได้ถูกทำให้ดูหรู อันตราย หรือโรแมนติก มันแค่ ‘มีอยู่’ และคอยติดตามสำหรับใครก็ตามที่เต็มใจจะใช้ชีวิตตอนดึกดื่น
Photograph: Jesper Haynes
หนึ่งม้วน หนึ่งคืน หนึ่งการตัดสินใจ
Haynes ถ่ายภาพแทบตลอดเวลา อย่างน้อยวันละหนึ่งม้วน ไม่ใช่เพราะหมกมุ่นกับปริมาณของงาน แต่เพราะนั่นคือจังหวะชีวิตของเขา ออกไปข้างนอก 7 คืนต่อสัปดาห์เป็นเวลาหลายปี ไนต์คลับ อพาร์ตเมนต์ ดินเนอร์ที่ลากยาวถึงเช้า และสิ่งที่ยึดทุกอย่างไว้ด้วยกันคือห้องมืด
“สิ่งที่สวยงามของการเข้าห้องมืดหลังออกจากไนต์คลับทั้งคืน คือผมได้อยู่คนเดียว”
เขาบอกว่ามันคือสมาธิรูปแบบหนึ่ง ความโดดเดี่ยวตรงนั้นคือสิ่งที่สำคัญ การล้างฟิล์มสามารถถ่วงเสียงรบกวนต่างๆ ได้ เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ไม่ต้องอธิบายอะไรกับใคร นี่คือเหตุผลที่ New York Darkroom เลือกแสดง contact sheet เพราะ Haynes อยากให้เห็นกระบวนการ ไม่ใช่เพื่อทำลายมนต์ขลัง แต่เพื่อทำให้มันเป็นมนุษย์มีมวลของความลังเล การลองซ้ำ ความไม่แน่ใจ ‘ผมอยากให้มันเสมือจริง อยากให้คนดื่มด่ำและรู้สึกไปกับมัน’
Photograph: Jesper Haynes
สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายภาพมีเพียงเฟรมเดียว ไม่มีสำรอง ‘สมัยนั้นเราถ่ายกันแบบนี้’ เขาอธิบาย คุณต้องตั้งใจ เพราะคุณมีเพียงแค่ 36 รูปที่ไม่สามารถเสียได้แม้แต่ม้วนเดียว เมื่อพูดถึงการกลับมาของฟิล์ม Haynes ไม่สนใจภาษาของเทรนด์ ฟิล์มบังคับให้คุณตัดสินใจ มันทำให้มือช้าลงและสายตาคมขึ้น ‘เวลาผมถ่ายฟิล์ม ผมมีสติมากกว่า’ เขาบอก ฟิล์มบังคับให้คุณตัดสินใจเดี๋ยวนั้น วางสายตาให้ชัด และกดเมื่อมั่นใจ ดิจิทัลยังมีโอกาสให้แก้ไขภายหลัง แต่ฟิล์มต้องการความตั้งใจในขณะนั้น
Photograph: Jesper Haynes
ความใกล้ชิด จริยธรรม และการรู้จักพอ
ความใกล้ชิดในภาพของ Haynes ไม่ได้เกิดจากการแอบถ่าย แต่จากความไว้ใจ ‘มันคือความซื่อสัตย์ระหว่างคนกับคน’ เขาบอก ‘ผมไม่ชอบแอบถ่าย’ เขาไม่ถ่ายภาพที่เอาเปรียบ และไม่สนใจช่วงเวลาที่ความเปราะบางถูกใช้เป็นวัตถุดิบ ในยุค 80s - 90s กล้องถ่ายภาพยังมีความไร้เดียงสาอยู่มาก ‘ผู้คนมีความสุขกับการถูกถ่ายภาพ’ แต่วันนี้ความระแวงมาก่อน ทุกคนกำลังแสดงบทบาทให้กับผู้ชมในอนาคตที่มองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้กระทบแค่การถ่ายภาพ แต่กระทบถึงความรับผิดชอบของคนถือกล้องด้วย
Photograph: Jesper Haynes
แม้ในยุคที่กล้องยังไม่สร้างความระแวง Haynes ก็คิดถึงเรื่องจริยธรรมอยู่แล้วบางคืนเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แอลกอฮอล์ทำให้เส้นแบ่งเลือนราง แต่การตัดสินใจที่แท้จริงเกิดขึ้นในวันถัดมา ‘ผมต้องถามตัวเองว่ามันโอเคไหมที่จะเผยแพร่ภาพเหล่านั้น’ เขาพูด ‘ผมไม่ชอบการถ่ายภาพที่เอาเปรียบผู้คน
เมื่อเวลาผ่านไป สัญชาตญาณนี้ยิ่งคมชัดขึ้น วันนี้เขาแทบไม่แสดงภาพเปลือย ไม่ใช่เพราะระมัดระวังมากขึ้น แต่เพราะรู้สึกถึงความรับผิดชอบ ‘ตอนนั้นพวกเขาอายุแค่ยี่สิบ พวกเขาไม่ได้คิดเลยว่าภาพของตัวเองจะถูกนำมาเผยแพร่ในอนาคต’บางครั้งเขายังติดต่อคนที่ไม่ได้คุยกันมาหลายสิบปี เพื่อขออนุญาตก่อนใช้ภาพ ในโลกที่ถูกหล่อหลอมด้วย AI และการทำซ้ำอย่างไม่รู้จบ ความใส่ใจแบบนี้ดูเงียบงัน แต่กลับทรงพลังอย่างประหลาด ยิ่งฟังเขาพูด ยิ่งรู้สึกว่ามันหาได้ยากเหลือเกิน ที่จะได้ยินช่างภาพพูดถึง ‘การยับยั้งชั่งใจ’ โดยไม่แฝงการโอ้อวดนี่ไม่ใช่คำพูดเชิงศีลธรรมแต่มันคือวิธีที่เขาทำงาน แค่นั้นเอง
Photograph: Jesper Haynes
3 ภาพ 3 บริบท
แม้จะมีบุคคลที่คุ้นชื่อปรากฏอยู่ แต่งานของ Haynes ไม่ได้พูดถึงชื่อเสียง หากแต่พูดถึงบริบท ภาพ Andy Warhol ในสตอกโฮล์มถูกถ่ายตอน Haynes ยังเรียนมัธยม เขาหนีเรียน ปั่นจักรยานไปยังบ้านส่วนตัวที่ Warhol มาถ่ายรายการ 1 ชั่วโมงที่ทั้งสองนั่งรอจัดไฟ Warhol เป็นฝ่ายถามคำถามมากกว่า ภาพนั้นถ่ายเพียงเฟรมเดียวด้วยกล้อง Minox กล้องแบบเดียวกับที่ Warhol ใช้ หนึ่งเฟรม ไม่มีภาพก่อนหน้า ไม่มีภาพถัดไป ‘ผมคิดว่า โอเค ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องถ่ายสองภาพ’
Photograph: Jesper Haynes
ภาพที่สองคือ John Lurie และ Francesco Clemente ที่ Club MK’s ในปี 2532 ค่ำคืนนั้นเป็นดินเนอร์ปาร์ตี้ธรรมดา Haynes รู้จัก Lurie อยู่ก่อนแล้วผ่านกลุ่มเพื่อน เขาถ่ายภาพทั้งคู่ไม่ต่างจากที่ถ่ายทุกคนในคืนนั้น ‘มันไม่ใช่โมเมนต์แบบ อ๋อ นั่น John Lurie’ เขาว่าไว้ Keith Haring ปรากฏในอีกเฟรมหนึ่ง ถัดไปคือใครสักคนที่ไม่มีใครรู้จัก ชื่อเสียงค่อยๆ หายไปเมื่อทุกคนอยู่ใกล้กันในระยะเดียวกัน ความผ่อนคลายทั้งหมดเกิดขึ้นจากความไว้ใจ
Photograph: Jesper Haynes
ภาพที่สามจับ Willem Dafoe ระหว่างสายโทรศัพท์ในนิวยอร์ก ปี 1989 Haynes รู้จักเขาผ่านเพื่อนคนหนึ่งในคณะละครเดียวกัน ไม่มีการกำกับ ไม่มีการขัดจังหวะ‘เขารู้ว่าผมเดินถ่ายรูปอยู่แถวนั้น’ Haynes ว่าไว้ หนึ่งเฟรม เท่านั้นก็พอ
Photograph: Jesper Haynes
กรุงเทพฯ ระยะทาง และสิ่งที่ยังมีชีวิต
การจัด New York Darkroom ที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ Haynes มาเมืองไทยตั้งแต่ปี 2530 ‘ผมรักกรุงเทพฯ’ เขาพูด และไม่ใช่เพราะเมืองนี้เรียบร้อยหรือสวยงาม แต่เพราะความหยาบ ความไม่สมบูรณ์ และพลังของมัน อาคารเก่าข้างตึกใหม่ ถนนใหญ่ที่แตกแขนงเป็นซอยแคบ ‘คุณจะรู้สึกว่าตัวเองอยู่กลางเมืองจริงๆ’ เขาว่า สำหรับช่างภาพ ความขรุขระแบบนี้สำคัญ เพราะมันทำให้เมืองยังมีมิติให้มอง เขายังพูดอย่างจริงจังว่าอยากทำหนังสือเกี่ยวกับกรุงเทพฯ ในอนาคต และยิ่งชัดเจนว่านี่ไม่ใช่ความสนใจชั่วคราว
Photograph: Jesper Haynes
ระยะทางทำให้เขามองนิวยอร์กเปลี่ยนไป หลังจากใช้ชีวิตกับเมืองนั้นมากว่า 40 ปี มันไม่สร้างความตื่นเต้นให้เขาเหมือนเดิม ภาพของนิวยอร์กถูกผลิตซ้ำจนล้น ทั้งในอินสตาแกรม โฆษณา และสื่อทุกชนิด ‘มันมีจุดที่คุณรู้สึกเหมือนจะอาเจียน’ เขาพูดติดตลก แต่แฝงความเหนื่อยล้า
สิ่งที่ยังทำให้เขาสนใจ คือผลงานที่เป็นเรื่องส่วนตัว ‘ยิ่งเป็นส่วนตัวมากเท่าไร ยิ่งน่าสนใจ’แนวคิดนี้คือหัวใจของ New York Darkroom นิทรรศการนี้ไม่ได้พยายามเก็บทุกภาพของนิวยอร์กไว้ แต่มุ่งทำความเข้าใจบางช่วงเวลาให้ชัดเจน
Photograph: Jesper Haynes
สิ่งสำคัญที่สุดที่นิวยอร์กสอนเขา ไม่ใช่ชีวิตกลางคืนหรือไนต์คลับ แม้เขาจะอยู่ในนั้นแทบทุกคืน แต่คือเรื่องของ ‘ชุมชน’ และ ‘บ้าน’ อพาร์ตเมนต์ในย่าน East Village ที่มีผู้คนแวะเวียนไม่ขาดสาย ดินเนอร์ปาร์ตี้หลายคืนต่อสัปดาห์ กระดิ่งหน้าประตูที่ดังต่อเนื่องยาวนานเกือบ 20 ปี
ชีวิตแบบนั้นกลายมาเป็นหนังสือ St Marks 1986 - 2006 ซึ่ง Haynes มองว่าเป็นผลงานที่ซื่อสัตย์ที่สุดของเขา‘นั่นคือสิ่งที่อยู่ข้างใน’ เขาอธิบาย ส่วน New York Darkroom คือสิ่งที่เกิดขึ้นข้างนอก สำหรับ Haynes การถ่ายภาพคือการเก็บรักษาความทรงจำ และเป็นวิธีทำความเข้าใจตัวเอง
“ถ้าผมไม่ถ่ายภาพเหล่านั้น ผมคงลืมมันไปหมดแล้ว”
ราวกับว่าชีวิต ผู้คน และช่วงเวลานั้นอาจหายไปจริงๆ หากไม่มีภาพเหลืออยู่ New York Darkroom ไม่ได้บอกว่าอดีตดีกว่าปัจจุบัน และไม่ได้ทำให้ช่วงเวลานั้นดูบริสุทธิ์หรือโรแมนติกเกินจริง มันเพียงแสดงให้เห็นว่าการมองอย่างตั้งใจ ในยุคที่ผู้คนยังไม่หมกมุ่นกับการมองตัวเองตลอดเวลา มีหน้าตาเป็นอย่างไร
Photograph: Jesper Haynes
หากคุณอยากเห็นเมืองหนึ่งในฐานะชีวิตที่มีประสบการณ์ร่วมกัน ไม่ใช่ตำนานหรือภาพจำ นิทรรศการนี้คือพื้นที่ที่ควรใช้เวลาด้วยกันไปกับคุณ ที่ Chaloem La Art House วันที่ 24 มกราคม – 14 กุมภาพันธ์ เวลา 12.00 - 18.00 น. เข้าชมฟรี ไม่มีค่าจ่าย

Comedy
‘คิ้ว’ คือมงกุฎ ‘ชุด’ คือชีวิต เซเลบสี่ขา แคสเปอร์ & แคลอรี่ น้องหมาผู้สร้างมีมดังทั่วโซเชียล
ในโลกโซเชียลที่คอนเทนต์สัตว์เลี้ยงผุดขึ้นใหม่ทุกวัน มีไม่กี่เพจที่จะทำให้คนหยุดเลื่อน แล้วยอมกดติดตามโดยไม่ลังเล เพจที่เรากำลังพูถึงนั่นก็คือ ‘คิ้วคือมงกุฎของแค’ ไม่ใช่แค่เพราะคิ้วโก่งอันเป็นเอกลักษณ์ วิกผมยาวสลวย หรือแฟชั่นจัดเต็มระดับพรมแดง แต่เพราะเบื้องหลังภาพตลกเหล่านั้น คือเรื่องราวของการดูแล ความรับผิดชอบ และสายใยบางอย่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์ที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นไปพร้อมกัน
สำหรับ แบล็ค-พรหมพิริยะ บัตรวิเศษ การเลี้ยงน้องหมาไม่ใช่แค่การรับสัตว์มาอยู่ด้วย แต่คือการเปิดพื้นที่ใหม่ในชีวิต พื้นที่ที่ต้องเรียนรู้ ปรับตัว และยอมรับว่าไม่ใช่ทุกอย่างจะสวยงามเหมือนในหน้าฟีด การพบกันโดยบังเอิญกับชิวาวาตัวเล็กคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ยังไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจครั้งนั้น จะพาเขาและน้องหมาไปไกลแค่ไหน
Photograph: nesmailova
แรงบันดาลใจในการเริ่มเลี้ยงน้องหมาตัวแรกมาจากไหน?
เริ่มจากความชอบส่วนตัวที่ผมเป็นคนชอบแฟชั่น ชอบงานครีเอทีฟในการใช้ชีวิต และการออกแบบอยู่แล้วครับ แต่ชีวิตนี้ไม่เคยเลี้ยงสัตว์เลย วันหนึ่งผมพาเพื่อนไปซื้อหมา แล้วดันไปสะดุดตากับน้องหมาตัวหนึ่งนอนอยู่ในกรงแล้วเจ็บขา เราก็รู้สึกสงสารที่เขาตัวเล็ก คนขายเขาก็หลอกเราว่า ‘น้องตัวแค่นี้แหละ ไม่โตหรอก’ ซึ่งมันเมื่อ 4 ปีที่แล้วนะ เราก็คิดว่าน่าจะเลี้ยงในคอนโดได้ เลยตัดสินใจรับมา
‘จุดเริ่มต้นคือโดนหลอกทั้งเรื่องขนาดตัวที่เขาบอกว่าน้องจะไม่โต และเรื่องขาที่บอกว่าเดี๋ยวก็หาย สรุปน้องแคเป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรง ต้องพาไปฝังเข็มรักษากันเป็นปีเลยกว่าจะหาย’
Photograph: nesmailova
แล้วกลายเป็น ‘น้องหมามีคิ้ว’ ได้อย่างไร?
‘พอเริ่มเลี้ยง ผมก็ใส่ความเป็นตัวเองลงไปในตัวน้องในทุกๆ วัน พาน้องแต่งตัว ใส่วิกผม แล้วที่สำคัญคือผมเขียนคิ้วให้น้อง’
ปกติคนอื่นอาจจะเขียนคิ้วหมาเป็นปื้นๆ แต่น้องแคเนี่ยต้องคิ้วคม โก่ง และสวย แล้วมันเข้ากับโครงหน้าเขามาก เพราะหน้าเขายาว ตาก็ไม่เหมือนชิวาว่าทั่วไปที่จะกลมๆ แต่ตาเขาเหมือนตาคน พอเขียนคิ้วปุ๊บมันเข้ามากครับ
Photograph: nesmailova
จุดเริ่มต้นของเพจ ‘คิ้วคือมงกุฎของแค’ เกิดขึ้นตอนไหน?
สมัยก่อนยังไม่มี TikTok ครับ ผมจะอยู่ในกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘คนรักชิวาว่า’ ซึ่งมีคนอยู่ประมาณ 2 แสนกว่าคน ผมก็โพสต์รูปลงในกลุ่มนั้นเรื่อยๆ จนเริ่มมีแฟนคลับกลุ่มเล็กๆ บอกว่าเปิดเพจสิ อยากตามน้องทุกวันเพราะในกลุ่มคนเยอะมากเขากลัวหาโพสต์เราไม่เจอ เขาอยากเห็นน้องแต่งตัว เขียนคิ้ว ผมก็เลยตัดสินใจเปิดเพจตามคำเชียร์ครับ
ใช้เวลานานไหมกว่าเพจจะเริ่มมีชื่อเสียง และจุดเปลี่ยนคืออะไร?
อยู่ในกลุ่มประมาณ 1 ปีครับ พอปีที่สองถึงเริ่มทำเพจจริงจัง ช่วงแรกคอนเทนต์ก็มีแค่แต่งตัวแฟชั่นกับเขียนคิ้ว แต่จุดเปลี่ยนจริงๆ คือการ คัฟเวอร์ (Cover) ครับ ช่วงนั้นฮิตแต่งตามดาราพรมแดง นางงาม หรือคนดัง
‘ด้วยความที่บ้านผมเป็นช่างเย็บผ้าอยู่แล้ว ผมก็ออกแบบและตัดชุดกันเดี๋ยวนั้นเลย มันทำให้คนรอดูว่าถ้ามีคนดังใส่ชุดอะไร น้องแคจะมาไหม แล้วมันก็กลายเป็นจุดพีคที่ทำให้ยอดผู้ติดตามพุ่งขึ้นมาครับ’
โพสต์ไหนที่เรียกได้ว่าเป็นที่สุด ของเพจ?
น่าจะเป็นช่วงการ Comeback ของลิซ่า Blackpink ครับ เป็นกระแสที่สุดและมีดราม่าเยอะที่สุดด้วย แต่มันก็ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้นจากจุดนั้นครับ
View this post on Instagram
A post shared by คิ้วคือมงกุฎของแค (@iam.calorie)
View this post on Instagram
A post shared by คิ้วคือมงกุฎของแค (@iam.calorie)
ความรู้สึกตอนเริ่มมีสปอนเซอร์ติดต่อมาหา ‘น้องหมา’ ครั้งแรกเป็นอย่างไร?
ท้าทายมากครับ เพราะสินค้าที่ติดต่อมา 80% เป็นสินค้าของคน ตอนแรกเขาก็ทักมาแนวอยากให้ค่าขนมน้อง ช่วยรีวิวให้หน่อยได้ไหม งานแรกที่รับจริงจังคือแชมพูสุนัขครับ โปรโมทเรื่องเส้นผมสวย คลิปนั้นไวรัลมาก ยอดวิว 5-6 ล้านภายในวันเดียว เพราะเมื่อ 4-5 ปีก่อนยังไม่มีใครเอาหมามาใส่วิกเขียนคิ้วรีวิวแบบนี้
View this post on Instagram
A post shared by คิ้วคือมงกุฎของแค (@iam.calorie)
มีงานไหนที่รู้สึกว่าท้าทายหรือแปลกที่สุดไหม?
ผลิตภัณฑ์ล้างจุดซ่อนเร้นของผู้หญิงครับ (หัวเราะ) ตอนนั้นคิดหนักเลยว่าจะรีวิวยังไงดี โดยที่ในคลิปไม่ต้องมีคนเลย แต่มันคือสิ่งที่เราไม่เคยทำ และผลตอบรับก็ดีมาก คนรู้สึกเซอร์ไพรส์ว่าน้องหมารีวิวของแบบนี้ได้ด้วย หลังจากนั้นงานก็มาเรื่อยๆ ครับ
สมาชิกใหม่ ‘แคสเปอร์’ และมิตรภาพที่น่าประหลาดใจ
Photograph: nesmailova
‘พอเลี้ยงน้องแคเราได้รับโมเมนต์ดีๆ ที่ไม่เคยเจอ การมีหมาทำให้เรามีกิจกรรมทำตลอดเวลา ผมเลยอยากเลี้ยงเพิ่มแต่ตั้งใจว่า ‘จะไม่ซื้อ’ แต่จะรับเลี้ยงหมาจรแทน’
ตอนนี้ที่บ้านมีหมา 4 ตัว น้องแคตัวแรก อีกสองตัวซื้อต่อมาจากฟาร์มที่จะปิด ส่วนน้องแคสเปอร์ ผมไปเจอจาก ‘เพจรักหมา’ เขาประกาศหาบ้านให้น้องหมา 3 ขาที่ช่วยมาจากฟาร์มที่ผลิตสุนัขเยอะจนน้องพิการแล้วเขาไม่เอาเพราะขายไม่ได้ ผมเลยทักไปบอกว่าเรามาจากเพจน้องแคนะ โชคดีที่เขารู้จักน้องแคอยู่แล้ว เขาเลยไว้ใจยกให้ครับ
‘แคสเปอร์’ และมีมปากเบะ ที่กลายเป็นไวรัลระดับประเทศ
View this post on Instagram A post shared by คิ้วคือมงกุฎของแค (@iam.calorie)
ตอนรับมาแรกๆ หน้าเขายังปกติครับ แต่พอโตขึ้นปากเริ่มคว่ำลงเรื่อยๆ น่าจะเพราะเนื้อหนังตรงปากเขามันหย่อน คาแรกเตอร์นี้ชัดขึ้นมากตอนที่ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ อุ้ม ในงาน Major Dog Day ครั้งที่ 4 ครับ ท่านกลัวน้องเจ็บเลยอุ้มแบบหลวมๆ น้องเลยทำหน้าเหมือนกลัวตกจนหน้าแหยะปากคว่ำ กลายเป็นมีมที่ดังมาก
‘หลายคนเถียงกันว่าใช้ AI แต่งรูปหรือเปล่า แล้วก็มีคนใน TikTok แอบถ่ายน้องตอนออกงานมาลง แล้วบอกว่า ‘ฉันเห็นตัวจริง ชีก็ทำหน้าแบบนี้ทั้งวัน!’ คือมันมีคนมาช่วยคอนเฟิร์มเยอะมากว่าไม่ได้แต่งรูปนะ อุ้มไปไหนนางก็หน้าเบะแบบนี้แหละ (หัวเราะ)’
ความสัมพันธ์ของ ‘แคลอรี่’ และ ‘แคสเปอร์’
Photograph: nesmailova
แปลกมากครับ ปกติน้องแคจะไม่เอาใครเลยในบ้าน ขู่หมาตัวอื่นตลอด แต่พอน้องแคสเปอร์มา เขาสองตัวเชื่อมกันได้เองโดยไม่ต้องพยายามเลย
‘แคสเปอร์เขามี 3 ขา เขาจะชอบมานั่งพิงน้องแคเพื่อพยุงตัวเขาจะไม่ยอมนั่งคนเดียว แต่ถ้ามีน้องแคนั่งด้วยเขาจะนั่งนิ่งได้นานมาก’
นิสัยของทั้งคู่ต่างกันแค่ไหน?
น้องแคจะนิ่ง เชิด มีความเป็น ‘ตัวแม่’ รักผมคนเดียว ส่วนน้องแคสเปอร์จะมีจริตเด็กๆ ซน ชอบแกล้ง ชอบงับหูงับขาพี่
ชีวิตประจำวันของแคลอรี่และแคสเปอร์เป็นอย่างไรบ้าง?
ตื่นเช้ามาผมจะพาน้องไปทำธุระในสวนข้างบ้านครับ คุณแม่จะทำอาหารสดให้ทานทุกวัน ทั้งไก่ ตับ ผัก คลุกกับอาหารเม็ดบ้า ง พอตอนเย็นคุณพ่อก็จะพาจูงเดินเล่นในหมู่บ้าน ซึ่งตอนนี้ผมย้ายจากคอนโดมาอยู่บ้านแล้ว เพราะเริ่มมีน้องหมาตัวที่สองที่สาม พื้นที่บ้านเลยจำเป็นมากเพื่อให้เขาไม่เครียด
ได้ยินว่าน้องแต่งตัวจัดเต็มแม้กระทั่งตอนอยู่บ้าน?
View this post on Instagram
A post shared by คิ้วคือมงกุฎของแค (@iam.calorie)
ใช่ครับ อยู่บ้านน้องก็แต่งตัวเต็มทุกวัน ไม่มีชุดธรรมดาเลย เพราะทั้งคุณพ่อคุณแม่เป็นช่างเย็บผ้า ส่วนผมเป็นคนออกแบบ พ่อผมว่างไม่ได้เลยนะ ว่างเมื่อไหร่คือต้องตัดชุดให้หมา จนตอนนี้เรามีชุดใส่ไม่ซ้ำเลย สมมติเทรนด์ลายจุดมา ลายเสือมา พ่อก็จัดให้ทันที
‘แต่ถ้าอยู่บ้านผมจะไม่ถ่ายรูปนะ จะปล่อยให้เขาใช้ชีวิตปกติ แค่เราเดินผ่านแล้วเห็นเขาแต่งตัวสวยๆ ผมก็มีความสุขแล้ว’
คิดอย่างไรกับเทรนด์ Pet-Friendly ในกรุงเทพฯ ปัจจุบัน?
ดีขึ้นมากครับ ยุค 4-5 ปีก่อนผมเคยเจอมาทุกรูปแบบ ทั้งโดนยามด่า หรือโดนคนตำหนิเรื่องพาน้องหมามาห้างว่าสกปรก ยุคนั้นผมไม่อยากพาน้องออกไปไหนเลย แต่เดี๋ยวนี้ห้าง ร้านอาหาร หรือแม้แต่สายการบินเปิดกว้างมาก มันทำให้น้องหมาได้เจอโลกกว้าง ไม่เครียดเหมือนตอนที่ผมเลี้ยงน้องแคในคอนโดช่วงแรกๆ ที่ไปไหนไม่ได้จนเขากลายเป็นหมากลัวคนแปลกหน้า
Photograph: nesmailova
แบ่งเวลาทำคอนเทนต์กับการดูแลสุขภาพจิตน้องอย่างไร?
‘ผมเอาสุขภาพน้องเป็นหลักครับ คอนเทนต์ผมลงน้อยมาก แค่สัปดาห์ละประมาณ 4 คลิป เวลาออกงานถ้าเขาร้อน ผมจะถอดชุดออกทันที’
ในเพจหลักผมวางคาแรกเตอร์เขาเป็นเซเลบที่ต้องสวยตลอด แต่ถ้าอยากดูชีวิตจริงที่เขากัดกัน ซนๆ ผมจะแยกไปลงเพจ ‘ทิ้งหมาเที่ยว’ แทน
มีทริคในการอ่านใจน้องหมาไหมว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไร?
จริงๆ ดูยากครับเพราะเขาตื่นตัวตลอดเวลา แต่ที่สังเกตได้ชัดคือถ้าเขาสั่นไม่หยุด แล้ววิ่งมาหาเราหรืออ้อนให้เราอุ้ม นั่นคือเขากำลังกลัวครับ แต่ถ้าเจอคนอื่นแล้ววิ่งเข้าหาไปดมไปทำความรู้จัก อันนั้นคือเขากำลังมีความสุขและอยากสำรวจครับ
Photograph: nesmailova
คิดเห็นอย่างไรกับกฎหมายจำกัดจำนวนสัตว์เลี้ยงตามพื้นที่?
ผมเห็นด้วยนะ เพราะมันช่วยแก้ปัญหาคนที่เสพติดการเพิ่มสัตว์เลี้ยงโดยไม่พร้อม รักษาไม่ไหว หรือเงินไม่พอจนต้องเอาไปทิ้ง
‘การเลี้ยงหมาเยอะหมายถึงค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ผมอยากให้คนประเมิน Budget ตัวเองก่อน ถ้าไม่มีเงินพาไปหาหมอหรือซื้อข้าวดีๆ ก็อย่าเพิ่งเลี้ยงเลย เพราะสุดท้ายภาระจะไปตกอยู่ที่มูลนิธิสัตว์จรจัดที่เขาต้องรับแบกรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ’
การเลี้ยงหมาในคอนโดกับบ้าน มีความแตกต่างกันอย่างไร
เลี้ยงในบ้านดีกว่าแน่นอนครับ ผมไม่แนะนำให้เลี้ยงหมาในคอนโดเลย แม้จะเป็นหมาเล็กก็ตาม เพราะสมัยก่อนผมเคยแอบเลี้ยง ตอนนั้นเราอาจจะแค่เหงา แต่จริงๆ มันไม่สมควรให้น้องอยู่ในที่แคบๆ ถ้าเป็นไปได้ควรมีพื้นที่ให้เขาได้วิ่งจะได้ไม่เครียด อย่างน้องแคพอโตมาในคอนโดช่วงแรก เขาจะค่อนข้างกลัวคนแปลกหน้า ไม่เหมือนแคสเปอร์ที่โตมาในยุคที่เราพาออกไปไหนมาไหนได้สะดวกกว่า
คิดว่าสถานที่ที่เป็น ‘Pet-Friendly’ จริงๆ ควรเป็นอย่างไร?
ผมมองเรื่องการจัดแบ่งสัดส่วนพื้นที่ครับ เราต้องยอมรับว่าน้องหมาไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน บางตัวชอบเห่า บางตัวตัวใหญ่แรงเยอะ ถ้าทางร้านจัดสถานที่ให้เป็นสัดส่วนชัดเจนว่าตรงไหนเข้าได้หรือไม่ได้ เจ้าของจะสบายใจมาก ไม่ต้องคอยระแวงว่าน้องจะไปรบกวนใคร และคนอื่นที่ไม่ชอบหมาเขาก็จะโอเคด้วย
เวลาเดินทางพาน้องออกไปข้างนอก ใช้วิธีไหน?
ขับรถส่วนตัวตลอดครับ ผมเลี่ยงขนส่งสาธารณะเลย เพราะน้องหมาต้องอยู่ในกรง หรือแม้แต่การขึ้นเครื่องบินที่ต้องเอาน้องไว้ใต้เครื่องผมก็ไม่เคยคิดจะพาไป เพราะมันเสี่ยง เราไม่รู้ว่า 2-3 ชั่วโมงข้างล่างนั้นน้องจะเป็นยังไง เรื่องความปลอดภัยของน้องต้องมาก่อนครับ
ไอเทมที่ต้องมีเวลาพาน้องออกจากบ้าน?
ที่ขาดไม่ได้ก็จะมีทิชชู่เปียกฆ่าเชื้อ, ทิชชู่แห้ง, ถุงเก็บอึ, น้ำ, ขนม และที่สำคัญที่สุดคือ ‘สายจูง’ กับ ‘กระเป๋า’ ครับ เรื่องความปลอดภัยสำคัญมาก เราไม่รู้ว่าจะเจอหมาใหญ่เมื่อไหร่ ต้องดูแลให้อยู่ในสายตาตลอด
เป้าหมายในอนาคตที่อยากเห็น?
อยากทำ YouTube พาน้องเที่ยวแบบจริงๆ จังๆ เพื่อเป็นสื่อบอกคนว่าที่ไหนหมาเข้าได้บ้าง และฝันที่ใหญ่ที่สุดคือ อยากให้น้องแคได้แสดงหนังสักเรื่อง อยากเห็นน้องในจอภาพยนตร์หรือทีวีบ้างครับ
ติดตามความน่ารักและแฟชั่นล้ำๆ ของสองพี่น้องได้ที่เพจเฟซบุ๊ก คิ้วคือมงกุฎของแค และ อินสตาแกรม @iam.calorie
โปรแกรมหนัง

Movie theaters
รวมลิสต์หนังน่าดูประจำเดือนกันยายนนี้
เตรียมตัวต้อนรับเดือนกันยายนด้วยลิสต์หนังน่าดูใหม่ๆ ที่กำลังจะตบเท้าเข้าโรงเร็วๆ นี้ ตั้งแต่หนังรักที่ชวนใจฟู แอ็กชัน ไซไฟ สยองขวัญ สารคดีดนตรีที่พาเราย้อนกลับไปหาวงดนตรีระดับตำนาน หนังแฟนตาซีที่หยิบวรรณคดีไทยมาตีความใหม่ รวมถึงหนังฟอร์มยักษ์ที่เหมาะกับการกลับไปนั่งดูบนจอใหญ่ และสำหรับแฟนเกมก็เตรียมตัวรับมือกับ Resident Evil เวอร์ชันใหม่ที่ตั้งใจยกความรู้สึกแบบตอนเล่นเกมมาไว้ในโรงภาพยนตร์
ถ้ายังไม่รู้ว่าจะเลือกเรื่องไหนดี Time Out คัดมาให้แล้ว 10 เรื่องเน้นๆ ตั้งแต่ต้นเดือนไปจนถึงสิ้นเดือน จะมีเรื่องอะไรบ้าง เซฟลิสต์นี้เก็บไว้แล้วไปใช้เวลาในโรงภาพยนตร์กัน!

Movies
เมื่อดอกบัวกำลังจะผลิบานในแดนไกล ‘Bua’ ตัวแทนหนังไทย ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ครั้งที่ 3
คำโปรยจากโปสเตอร์แรกของ ‘บัว’ (Bua) ภาพยนตร์ไทยเรื่องใหม่ที่เตรียมเดินทางไปไกลถึงเกาหลีใต้ หลังได้รับเลือกให้เข้าร่วม Busan International Film Festival 2026 หรือเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ครั้งที่ 31 ในสาย Vision – Asia หนึ่งใน 11 ผลงานจากเอเชียที่ได้รับคัดเลือกในปีนี้ โดยเทศกาลจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6–15 ตุลาคม 2569 ณ เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้
Photograph: Inthira Charoenpura‘บัว’ (Bua)
‘บัว’ (Bua) เป็นผลงานกำกับร่วมของ ทราย-อินทิรา เจริญปุระ และ เอม-เพ็ญศิริ กลางสุรินทร์ จาก เล่าเรื่องราวของเด็กหญิงคนหนึ่งในประเทศไทยช่วงทศวรรษ 1970 ที่ออกเดินทางจากบ้านเข้าสู่กรุงเทพฯ เพื่อตามหาแม่ที่หายตัวไป การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการตามหาคนคนหนึ่ง แต่ยังพาเธอไปพบกับโลกใบใหม่และการเติบโตที่ไม่อาจย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้
Photograph: Inthira Charoenpura‘บัว’ (Bua)
น่าสนใจตรงที่ ‘บัว’ เลือกใช้นักแสดงหน้าใหม่อย่าง โจรี่ อรปรียา และ แวน ชนินทร จาก 2538 อัลเทอร์มาจีบ มารับบทนำ การเลือกนักแสดงหน้าใหม่เข้ามาเล่าเรื่องยิ่งช่วยเติมความสดให้กับหนัง Coming-of-Age ที่ต้องการถ่ายทอดโลกผ่านสายตาของตัวละครวัยเยาว์
เบื้องหลังภาพยนตร์เรื่องนี้คือ ฉายแสง แอด.เวนเจอร์ ที่ร่วมงานกับ ก้องเกียรติ โปรดักชั่น และ นอร์ธ สตาร์ โปรดักชั่น โดย ‘บัว’ ยังเป็นหนึ่งในผลงานจากยูนิต ‘Common Ground’ ซึ่งทำหน้าที่พัฒนาไอเดีย สร้างคอนเทนต์ และผลักดันภาพยนตร์ไทยไปสู่เวทีระดับนานาชาติ
นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ ‘บัว’ และทีมผู้สร้าง เพราะนอกจากจะเป็นโอกาสในการพาหนังไทยออกไปพบผู้ชมต่างประเทศแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ให้เรื่องราวจากประเทศไทยได้ถูกมองผ่านสายตาของผู้ชมจากทั่วเอเชีย
ส่วนผู้ชมไทยจะได้มีโอกาสชม ‘บัว’ บนจอใหญ่เมื่อไหร่ ตอนนี้ยังต้องรอติดตามกันต่อไป

Movies
12 สิงหาคมนี้ ชวนดู 12 ภาพยนตร์น้ำดีต้อนรับวันแม่แห่งชาติ
วันแม่ปีนี้ ถ้าการ์ดดอกมะลิหรือการพาแม่ออกไปกินข้าวยังไม่ทำให้หัวใจอิ่มไม่พอ ลองเพิ่มความอบอุ่นด้วยการชวนแม่มานั่งดู ภาพยนตร์อบอุ่นหัวใจต้อนรับวันแม่ เพราะความเป็นแม่ไม่ได้มีเพียงภาพจำของความอ่อนโยนเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยพลัง ความเสียสละ ความเข้าใจ และบางครั้งก็มีเรื่องราวดราม่าหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ Time Out ได้คัดสรรภาพยนตร์ 12 เรื่อง จากทั้งไทยและต่างประเทศ ที่ถ่ายทอดความรักและความเป็นแม่ในหลากหลายมิติ ครบทุกอารมณ์ ทั้งความสนุก เสียงหัวเราะ และบทเรียนชีวิตที่จะทำให้คุณเข้าใจแม่มากขึ้น หรืออาจช่วยกระชับสายสัมพันธ์กับแม่ให้แน่นแฟ้นกว่าเดิมก็เป็นได้!

Movie theaters
5 สิ่งที่ควรรู้ ก่อนไปดูมหากาพย์ ‘The Odyssey’ ผลงานการกำกับล่าสุดของ คริสโตเฟอร์ โนแลน
หลังจากฉายรอบสื่อไปไม่นาน The Odyssey (2026) ก็กลายเป็นหนังที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของปี หลายสำนักยกให้เป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซของ คริสโตเฟอร์ โนแลน พร้อมกวาดคะแนนเปิดตัวสูงถึง 98% บน Rotten Tomatoes จนหลายคนยกให้เป็นหนังระดับ S-Tier ของผู้กำกับเจ้าของงานสร้างฟอร์มยักษ์มากมาย อาทิ Interstellar, Dunkirk และ Oppenheimer
ครั้งนี้ โนแลนหยิบหนึ่งในวรรณกรรมที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกอย่าง The Odyssey ของ โฮเมอร์ มาสร้างเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ถ่ายทอดทั้งความอลังการของปกรณัมกรีกและการเดินทางอันยาวนานของวีรบุรุษผู้ต้องต่อสู้กับทั้งเทพเจ้า อสูรกาย และโชคชะตา ถ้าใครกำลังจะตีตั๋วเข้าโรง นี่คือ 5 เรื่องที่ควรรู้ก่อนออกเดินทางสู่มหากาพย์เรื่องนี้

Movies
5 ภาพยนตร์ของ ‘อุ้ม-วัลลภ รุ่งกำจัด’ เตรียมกลับมาฉายอีกครั้งที่ไต้หวัน
หนึ่งปีหลังจากสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะนักแสดงไทยคนแรกที่คว้ารางวัล นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จาก Taipei Film Festival โปรแกรมพิเศษ ‘Five Films with Wanlop Rungkumjad’ ก็ถือกำเนิดขึ้นเพื่อพาผู้ชมย้อนสำรวจเส้นทางการแสดงของ อุ้ม-วัลลภ รุ่งกำจัด ผ่านภาพยนตร์ 5 เรื่องที่สะท้อนพัฒนาการของเขาตลอดกว่าทศวรรษในวงการหนังอิสระไทย ตั้งแต่ผลงานช่วงแรก ไปจนถึงบทบาทล่าสุดที่ส่งให้เขาก้าวขึ้นสู่เวทีภาพยนตร์ระดับนานาชาติ
โปรแกรมนี้ได้รับการสนับสนุนโดย Taiwan Film & Culture Association ร่วมกับ SPOT-Huashan Cinema โดยคัดเลือกผลงานสำคัญ 5 เรื่องที่ร่วมงานกับผู้กำกับแถวหน้าของไทยและเอเชีย เริ่มจาก ‘ที่รัก (Eternity)’ ผลงานกำกับเรื่องแรกของ ศิวโรจณ์ คงสกุล หนังดราม่าที่บอกเล่าเรื่องความรัก การพลัดพราก และการรอคอยผ่านภาพชนบทอันเรียบง่ายแต่งดงาม
Photograph: Eternity, 2010Five Films With Wanlop Rungkumjad
ก่อนจะต่อด้วย ‘36’ ผลงานแจ้งเกิดของ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ที่หยิบเอาภาพถ่าย 36 ภาพมาเป็นโครงสร้างในการสำรวจความทรงจำ ความสัมพันธ์ และช่วงเวลาที่ไม่มีวันหวนกลับ จนกลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของหนังไทยร่วมสมัย
Photograph: 36, 2012Five Films With Wanlop Rungkumjad
ถัดมาคือ ‘กระเบนราหู (Manta Ray)’ ของ พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง เจ้าของรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองเวนิส สาย Orizzonti หนังว่าด้วยมิตรภาพระหว่างชายชาวประมงกับผู้ลี้ภัยไร้ชื่อ ก่อนตั้งคำถามถึงตัวตน พรมแดน และความเป็นมนุษย์ผ่านภาษาภาพอันงดงาม
Photograph: Manta Ray, 2018Five Films With Wanlop Rungkumjad
อีกหนึ่งเรื่องคือ ‘Mongrel’ ผลงานร่วมสร้างระหว่างไต้หวันและไทยของ เจียง เว่ยเหลียง ที่พาผู้ชมติดตามชีวิตของแรงงานข้ามชาติในไต้หวัน ผ่านมุมมองที่ทั้งสมจริงและเปี่ยมด้วยความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งบทบาทในเรื่องนี้เองทำให้วัลลภคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก Taipei Film Festival และสร้างประวัติศาสตร์ให้วงการภาพยนตร์ไทย
Photograph: Mongrel, 2025Five Films With Wanlop Rungkumjad
รวมถึง ‘ผีใช้ได้ค่ะ (A Useful Ghost)’ ผลงานล่าสุดของ รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค หนังที่ผสมทั้งดราม่า โรแมนติก คอมเมดี้ และเหนือธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกันอย่างแปลกใหม่ จนได้รับเสียงชื่นชมจากหลายเทศกาลภาพยนตร์ทั่วโลก และตอกย้ำให้เห็นถึงความหลากหลายของบทบาทที่วัลลภสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าประทับใจ
Photograph: A Useful Ghost, 2025Five Films With Wanlop Rungkumjad
สำหรับผู้ชมในไต้หวัน บัตรเข้าชมโปรแกรม ‘Five Films with Wanlop Rungkumjad’ เปิดจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ 光點華山電影 SPOT-Huashan นี่ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำความรู้จักกับผลงานของหนึ่งในนักแสดงไทยที่น่าจับตามองที่สุด ส่วนแฟนหนังในประเทศไทยก็ได้แต่หวังว่าโปรแกรมพิเศษชุดนี้จะมีโอกาสเดินทางกลับมาจัดฉายในบ้านเรา เพื่อให้ผู้ชมชาวไทยได้ย้อนชมผลงานสำคัญเหล่านี้บนจอใหญ่อีกครั้ง

Movies
รีวิว Obsession: เมื่อ ‘ความรัก’ ถูกแทนที่ด้วย ‘การครอบครอง’ จะยังเรียกว่ารักได้อยู่ไหม?
** บทความนี้ เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์ **
หากมองจากหน้าหนังเพียงอย่างเดียว ‘Obsession’ สาปรัก คลั่งหลอน อาจดูเหมือนหนังสยองขวัญทุนต่ำอีกเรื่องที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์แล้วก็ผ่านไป แต่สิ่งเกิดขึ้นตอนนี้กลับกลายเป็นปรากฏการณ์แห่งปี เพราะหนังทุนสร้างเพียง 750,000 ดอลลาร์สหรัฐ กวาดรายได้ทั่วโลกไปแล้วกว่า 333 ล้านดอลลาร์ ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในหนังทำเงินสูงสุดของปี 2026 และยังสร้างสถิติใหม่ให้กับ Focus Features ในฐานะภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลของค่ายในสหรัฐอเมริกา
เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้คือ ‘เคอร์รี บาร์เกอร์’ ผู้กำกับวัยเพียง 26 ปี ที่หลายคนอาจคุ้นชื่อจากการเป็นครีเอเตอร์ช่องยูทูบอย่าง That's a Bad Idea ก่อนจะก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์เต็มตัว เขาเคยสร้างความประทับใจให้คอหนังอินดี้มาแล้วจาก Milk & Serial แต่ Obsession คือผลงานที่พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาไม่ใช่ผู้กำกับดาวรุ่งธรรมดา เพราะนี่คือหนังที่สามารถผสมความสยอง ความตลกร้าย และความบ้าคลั่งเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว
Photograph: Focus FeaturesObsession
ความยอดเยี่ยมอย่างหนึ่งของหนังคือการหลอกให้คนดูตายใจ ในช่วงยี่สิบนาทีแรก Obsession แทบจะเป็นหนังรักวัยรุ่นธรรมดาเรื่องหนึ่ง เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นจาก ‘แบร์’ เด็กหนุ่มขี้อายผู้ไม่กล้าสารภาพรักกับ ‘นิกกี้’ เพื่อนในกลุ่มที่เขาแอบชอบมานาน ฟังดูแล้วแบร์คงจะเป็นตัวละครประเภท loser ที่พบเห็นได้ทั่วไปในหนัง coming-of-age หลายเรื่อง จนกระทั่งวันหนึ่งเขาไปพบเข้ากับ ‘One Wish Willow’ กิ่งไม้วิลโลว์ต้องคำสาปที่สามารถทำให้คำอธิษฐานเป็นจริง
Photograph: Focus FeaturesObsession
คำขอของแบร์ดูเรียบง่ายมาก เขาเพียงอยากให้นิกกี้รักเขา แต่ปัญหาคือเขาไม่ได้ขอให้นิกกี้รักเขาเฉยๆ เขาขอให้นิกกี้ ‘รักเขามากกว่าใครในโลกนี้’ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะทั้งหมด เมื่อนิกกี้เริ่มรักเขาจริงๆ ความรักนั้นกลับกลายเป็นความคลั่งรัก และความหมกมุ่นที่ผิดธรรมชาติ เธอพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อกำจัดทุกคนที่ขวางทาง ไม่ใช่เพราะความหึงหวงแบบคนรักทั่วไป แต่เป็นเพราะเธอถูกโปรแกรมให้มีชีวิตอยู่เพื่อแบร์เพียงคนเดียว จากหนังรักวัยรุ่นธรรมดา หนังจึงค่อยๆ กลายร่างเป็นหนังสยองขวัญว่าด้วยการครอบครองคนอีกคนหนึ่งอย่างสมบูรณ์
Photograph: Focus FeaturesObsession
แม้ One Wish Willow จะเป็นองค์ประกอบเหนือธรรมชาติของเรื่อง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือมันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาแบบไร้ที่มา ตัวกิ่งไม้วิลโลว์ดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานพื้นบ้านที่เชื่อมโยงต้นวิลโลว์เข้ากับความโศกเศร้า ความโหยหา และพลังลี้ลับ ขณะเดียวกันร้านขายของลึกลับที่ปรากฏในเรื่องอย่าง The Green Man ก็มีอยู่จริงในเมืองเบอร์แบงก์ รัฐแคลิฟอร์เนีย และกำลังกลายเป็นสถานที่เช็กอินใหม่ของแฟนหนังหลังจาก Obsession ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย
Photograph: Focus FeaturesObsession
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือวิธีที่หนังใช้ ‘คำสาป’ เป็นเครื่องมือพูดถึง ความสัมพันธ์ของมนุษย์เพราะลึกลงไปแล้ว One Wish Willow คือสัญลักษณ์ของ ‘ทางลัด’ สำหรับคนที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริง
แบร์ไม่กล้าสารภาพรัก ไม่กล้ายอมรับการถูกปฏิเสธ และไม่กล้ายอมรับว่าบางครั้งคนที่เรารักอาจไม่ได้รักเราตอบ เขาจึงเลือกใช้เวทมนตร์ดำเข้าจัดการสิ่งที่ควรปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของอีกฝ่าย ยิ่งหนังดำเนินไป เราจะยิ่งรู้สึกว่านิกกี้อาจไม่ใช่ปีศาจของเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ เพราะหนังค่อยๆ หยอดเบาะแสให้เห็นว่าความเป็นตัวตนของเธอกำลังถูกกัดกินทีละน้อย โดยเฉพาะรายละเอียดเกี่ยวกับ ‘แซนดี้’ แมวของแบร์ที่ตายไปตั้งแต่ต้นเรื่อง
Photograph: Focus FeaturesObsession
ตอนแรกอาจดูเหมือนไม่มีความสำคัญอะไร แต่เมื่อสังเกตดีๆ จะพบว่านิกกี้เริ่มแสดงพฤติกรรมคล้ายแมวมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการนำซากสัตว์มาเก็บไว้ การเฝ้ามองเจ้าของจากมุมมืด หรือการติดตามแบร์ตลอดเวลา ราวกับว่าคำสาปกำลังบังคับให้เธอเลียนแบบสิ่งที่แบร์รักมากที่สุด รายละเอียดเหล่านี้ทำให้ตัวละครนิกกี้น่าสงสารขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราเริ่มตระหนักว่าความรักที่เธอมีต่อแบร์นั้นไม่ใช่ความรู้สึกของเธอเอง แต่เป็นสิ่งที่ถูกยัดเยียดเข้ามา
นั่นเลยนำไปสู่คำถามสำคัญที่สุดของหนัง ใครคือเหยื่อตัวจริงของเรื่องนี้?
Photograph: Focus FeaturesObession
ในตอนแรกหลายคนอาจมองว่าแบร์คือเหยื่อ เขาเป็นเด็กหนุ่มขี้อาย อ่อนแอ และดูไม่มีพิษมีภัย แต่เมื่อเรื่องราวดำเนินต่อไป ตัวหนังกลับค่อยๆ เผยให้เห็นอีกด้านของตัวละครนี้ จนเราเริ่มตั้งคำถามว่าความน่าสงสารของแบร์เป็นเพียงแค่เปลือกนอกหรือเปล่า? เพราะความจริงแล้วแบร์คือคนที่เห็นทุกอย่าง เขาเห็นว่านิกกี้กำลังเปลี่ยนไป เห็นพฤติกรรมที่ผิดปกติ เห็นการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือของเธอ และรับรู้ว่าความสัมพันธ์นี้กำลังทำลายชีวิตอีกฝ่าย แต่ก็ยังคงเลือกเดินหน้าต่อไป เพราะลึกๆ แล้วเขายังต้องการความรักจากเธออยู่ดี
กระทั่งในช่วงท้ายเรื่อง เมื่อแบร์มีโอกาสแก้ไขคำสาป สิ่งที่เขาเลือกขอกลับไม่ใช่อิสรภาพของนิกกี้ แต่เป็นการขอพรให้นิกกี้รักเขาในฐานะเพื่อนแทน ราวกับว่าแม้จะเรียนรู้บทเรียนทั้งหมดแล้ว เขาก็ยังไม่สามารถปล่อยเธอไปได้จริงๆ ฉากที่สะเทือนใจที่สุดของเรื่องจึงไม่ใช่ฉากจัมพ์สแกร์หรือฉากเลือดสาด แต่เป็นช่วงเวลาที่นิกกี้ตัวจริงหลุดออกมาจากคำสาปชั่วครู่และขอร้องให้แบร์ฆ่าเธอเพื่อยุติความทรมานทั้งหมด
ถ้าใครจำกันได้ ในซีนนั้นแต่แบร์กลับตอบตัวละครนิกกี้ว่า ‘การได้อยู่กับผมมันเลวร้ายมากเลยเหรอ’ ประโยคนี้ทำให้เรารู้ว่าตัวละครแบร์น่ากลัวยิ่งกว่าผีหรือปีศาจตัวไหนในหนังเสียอีก เพราะแม้ในช่วงเวลาที่นิกกี้กำลังร้องขอความช่วยเหลือ เขาก็ยังมองสถานการณ์ผ่านความรู้สึกของตัวเองเป็นหลักอยู่ดี
Photograph: Focus FeaturesObsession
ในแง่ของงานสร้าง Obsession เป็นหนังที่เข้าใจวิธีการดีไซน์ความกลัวให้ออกมาหลอนแบบที่แทบจะไม่ต้องพึ่งพาจัมพ์สแกร์ แต่ผู้กำกับเลือกใช้วิธีเดียวกับหนังผีญี่ปุ่นคลาสสิกอย่าง ‘Kairo’ ที่เน้นสร้างความอึดอัดผ่านบรรยากาศ การเคลื่อนไหวที่ผิดธรรมชาติ และการปล่อยให้คนดูจมอยู่กับความไม่สบายใจเป็นเวลานาน
Photograph: Focus FeaturesObsession
ถ้าสังเกตกันดีๆ ทุกครั้งที่นิกกี้ปรากฏตัวอยู่ในเงามืดหรือยืนนิ่งเกินไป ความรู้สึกหวาดระแวงจะค่อยๆ กัดกินคนดูโดยไม่จำเป็นต้องมีเสียงดังโครมครามเข้ามาช่วยเลย ขณะเดียวกัน พื้นเพของผู้กำกับที่เคยทำคอนเทนต์สายตลกมาก่อน ก็ทำให้หนังมีจังหวะประหลาดที่หาไม่ได้จากหนังสยองขวัญเรื่องอื่น
โดยเฉพาะฉากที่นิกกี้ยืนแอบมองแบร์ในห้องนอนแล้วค่อยๆ เดินเข้ามาด้วยท่าทางบิดเบี้ยวผิดมนุษย์ ซึ่งทั้งน่าขำและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน เป็นฉากที่สะท้อนลายเซ็นการกำกับของบาร์เกอร์ได้อย่างชัดเจน
Photograph: Focus FeaturesObession
อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้หนังเรื่องนี้ออกมาทรงพลัง คือการแสดงของ ‘อินดี้ นาวาเร็ตต์’ ที่เล่นบท ‘นิกกี้’ ได้แบบขึ้นหิ้ง เธอสามารถถ่ายทอดตัวละครที่ต้องแกว่งไปมา ระหว่างความเป็นมนุษย์กับความคลุ้มคลั่งออกมาได้แบบไร้ที่ติ ทั้งสีหน้า แววตา ที่สามารถสวิตช์โหมดจากโกรธ ยิ้มดีใจ สู่ความเศร้าดิ่งลึกภายในเสี้ยววินาที หลายฉากเลยที่อินดี้เล่นได้ดีน่ากลัวจนขนลุก จนอยากเชียร์ให้เข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงปีหน้าเลย
Photograph: Focus FeaturesObsession
ด้าน ‘ไมเคิล จอห์นสตัน’ กับตัวละคร ‘แบร์’ ก็ถ่ายทอดความเป็น เพื่อนชายผู้แสนดีออกมาได้อย่างมีมิติมากๆ เขาไม่ได้เล่นให้แบร์เป็นตัวร้ายตรงๆ แต่เล่นให้เราเห็นว่าบางครั้งคนที่ดูอ่อนโยน หรือดูเข้าถึงง่าย ก็อาจเป็นคนที่สร้างบาดแผลให้ผู้อื่นได้มากที่สุดเช่นกัน
Photograph: Focus FeaturesObsession
สิ่งที่ทำให้ Obsession มีดีมากกว่าการเป็นหนังสยองขวัญทั่วไป คือการที่ตัวหนังไม่ได้ใช้คำสาปเป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างความกลัว แต่ใช้มันเป็นภาพแทนของความสัมพันธ์ที่ปราศจาก ‘การยินยอม’ ตั้งแต่ต้น ในหนังเราจะเห็นเลยว่านิกกี้ไม่เคยมีโอกาสตัดสินใจด้วยตัวเองว่ารักแบร์จริงๆ หรือเปล่า ทุกความรู้สึก ทุกการกระทำ และทุกการตัดสินใจหลังจากนั้น ล้วนเกิดขึ้นจากความต้องการของคนอื่นที่ถูกยัดเยียดเข้ามาในชีวิตเธอทั้งนั้น
Photograph: Focus FeaturesObsession
เมื่อมองในมุมนี้ นิกกี้ภายใต้คำสาปแทบไม่ต่างจาก ‘เหยื่อ’ ในความสัมพันธ์แบบ toxic relationship ที่ถูกควบคุม ถูกก้าวล่วงเส้นแบ่งส่วนตัว และถูกบังคับให้กลายเป็นคนในแบบที่อีกฝ่ายต้องการ แม้หลายครั้งเธอจะพยายามส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือผ่านคำพูด การเขียน หรือแม้กระทั่งการทำร้ายตัวเอง แต่ก็ถูกมองข้ามอยู่เสมอ เพราะคนรอบตัว รวมถึงแบร์เองก็ต่างเลือกเชื่อในสิ่งที่ตัวเองอยากเชื่อมากกว่าความจริงที่กำลังเกิดขึ้น
ความน่าเศร้าของเรื่องนี้จึงไม่ใช่การที่มีคนตายหลายคน แต่เป็นการที่นิกกี้ต้องกลายเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ทั้งหมด ทั้งที่เธอคือคนที่สูญเสียอิสรภาพมากที่สุด
Photograph: Focus FeaturesObsession
ในช่วงท้ายของหนัง หลังจากคำสาปสิ้นสุดลง ตัวผู้กำกับเองก็เคยให้สัมภาษณ์ว่าชีวิตของนิกกี้ไม่น่าจะจบลงอย่างมีความสุข เพราะต่อให้เธอหลุดพ้นจากอำนาจเหนือธรรมชาติแล้ว สิ่งที่รออยู่ตรงหน้าก็คือบ้านที่เต็มไปด้วยศพ หลักฐานการฆาตกรรม และเรื่องราวที่พูดไปก็อาจจะไม่มีใครเชื่อว่าเธอไม่ได้เป็นคนเลือกให้มันเกิดขึ้น
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Obsession เป็นหนังสยองขวัญที่ดูจบแล้วทำให้เราตกตะกอนได้หลายอย่าง เพราะสุดท้ายแล้ว ปีศาจที่น่ากลัวที่สุดในเรื่องอาจไม่ใช่คำสาป แต่คือความเห็นแก่ตัวของคนคนหนึ่ง ที่คิดว่าการรักใครสักคนมากๆ จะทำให้เรามีสิทธิครอบครองเขาได้
ในโลกที่ผู้คนจำนวนมากยังสับสนระหว่างความรักกับความเป็นเจ้าของ Obsession จึงกลายเป็นหนังที่ร่วมสมัยที่ตั้งคำถามกับคนดูอย่างตรงไปตรงมาว่า หากความรักเกิดขึ้นจากการบังคับ อีกฝ่ายไม่มีสิทธิเลือก ไม่มีสิทธิปฏิเสธ และไม่มีทางหนีออกไปได้ สิ่งนั้นยังจะเรียกว่าความรักได้อยู่ไหม?

LGBTQ+
ย้อนมอง 10 ตัวละครเควียร์ในโลกภาพยนตร์ไทย ภาพสะท้อนตัวตนและพื้นที่ของการมีอยู่
เนื่องในเดือนมิถุนายน เดือนแห่งความภาคภูมิใจของผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือ (Pride Month) เราเลยอยากชวนทุกคนย้อนกลับไปมองเรื่องราวของเหล่าตัวละครเควียร์ในโลกภาพยนตร์ไทยกันอีกครั้ง ผ่านเรื่องราวความรัก ความฝัน ความสับสน และการเติบโต ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ภาพยนตร์ไทยค่อยๆ เปิดพื้นที่ให้ตัวละคร LGBTQ+ มีตัวตนมากขึ้น จากวันที่ตัวละครเควียร์มักถูกวางไว้เป็นตัวละครตลก ตัวประกอบ หรือสีสันของเรื่อง สู่วันที่พวกเขากลายเป็นตัวละครหลักที่มีชีวิต มีความรัก มีความเจ็บปวด และมีเรื่องราวเป็นของตัวเอง
บทความนี้จึงอยากชวนทุกคนไปสำรวจ 10 ตัวละครเควียร์จากภาพยนตร์ไทย ที่ไม่เพียงสะท้อนความหลากหลายทางเพศ แต่ยังบอกเล่าความหวัง ความเปราะบาง การต่อสู้ และข้อจำกัดที่คน LGBTQ+ ต้องเผชิญในแต่ละยุคสมัย เพราะแม้โลกวันนี้จะเปิดกว้างขึ้นกว่าเดิม แต่เรื่องราวของพวกเขาก็ยังคงย้ำเตือนว่า การที่ได้เป็นตัวเองอย่างเต็มที่นั้นไม่เคยเป็นเรื่องง่าย และในโลกที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย อย่างน้อยก็คงดีถ้าตัวละครเหล่านี้ รวมถึงผู้คนอีกมากมายในชีวิตจริง ได้มีโอกาสเป็นตัวเอง รักคนที่อยากรัก และได้ใช้ชีวิตในแบบที่พวกเขาเลือกได้อย่างไม่ต้องรู้สึกผิดอีกต่อไป
รีวิวบาร์ในกรุงเทพฯ

Bars
ออกไปจิบน้ำเก๊กฮวยฟองนุ่มกับพิกัด 20 บาร์เบียร์สุดชิลทั่วกรุงเทพฯ
ตามหลักจิตวิทยา (ฉบับสายแฮงเอาต์) ว่ากันว่า เครื่องดื่มสีเหลืองอำพันที่มาพร้อมฟองนุ่มละมุนนั่น มีฤทธิ์ช่วยบำบัดความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนัก ฟื้นฟูอาการอ่อมหลังจบโปรเจกต์ใหญ่ และช่วยเติมความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าให้ร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม
และในเมืองที่ไม่เคยหลับไหลอย่างกรุงเทพฯ วัฒนธรรมการจิบเบียร์ก็ได้ยกระดับจากแค่การดื่มชิลๆ ไปสู่ประสบการณ์สุดชิคที่รวมเอาทั้งเรื่องของซาวด์ดนตรี งานดีไซน์ และกรูฟของคนเมืองเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
ไม่ว่าคุณจะเป็นสายลึกที่ชอบตามล่าหาไอพีเอตัวแรง คราฟต์เบียร์แทปสดสไตล์เบลเยียม ไวเซนหอมกลิ่นผลไม้ หรือแค่กำลังมองหาพิกัดนั่งตากแอร์จิบเบียร์เย็นๆ ฟังเพลงชิลๆ หลังเลิกงานกับแก๊งเพื่อน วันนี้ Time Out ได้มัดรวม 20 บาร์เบียร์ตัวท็อปในกรุงเทพฯ ที่บอกเลยว่าทำถึงทั้งบรรยากาศและเมนูเครื่องดื่มมาให้คุณตามไปเช็กอินกันแล้ว จะมีร้านไหนบ้างไปดูกัน!

Bars
7 เลคเชอร์บาร์ในกรุงเทพฯ ที่เสิร์ฟบทสนทนาจริงจังพอๆ กับเครื่องดื่ม
บาร์ในกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ต่างก็มีลูกเล่นเป็นของตัวเอง เพราะโลกของไนต์ไลฟ์เติบโตได้ด้วยความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นลิสเซินนิ่งบาร์ที่ฟังเพลงอย่างจริงจัง บาร์ธีมเฉพาะทาง สปอร์ตบาร์ หรือบาร์สายศิลปะ แต่ถ้าเป็น ‘เลคเชอร์บาร์ (Lecture Bar)’ ล่ะ ผู้คนกำลังโหยหาความรู้พอๆ กับจินโทนิกในแก้วจริงหรือ
คำตอบคือ ใช่
หากจะสาวรอยเท้าของกระแส ‘ดื่มอย่างมีบทสนทนา’ ในกรุงเทพฯ จุดเริ่มต้นคงต้องย้อนไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เมื่อ บาร์ฐกถา ค่อยๆ ทำให้คำว่าเลคเชอร์บาร์กลายเป็นที่รู้จัก แต่แท้จริงแล้วสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน หากเป็นผลจากวัฒนธรรมการเสวนาสาธารณะที่เติบโตอย่างเงียบๆ ก่อนจะค่อยๆ ไหลออกจากห้องสัมมนาและคาเฟ่ยามบ่าย มาสู่บาร์ยามค่ำคืนที่ผู้คนยกแก้วชนกันแทนการยกมือถาม
ทุกวันนี้ มหาวิทยาลัยไม่ใช่สถานที่เดียวที่เปิดประตูสู่ความรู้อีกต่อไป เมื่อพอดแคสต์ เวทีเสวนา และชุมชนแห่งการแลกเปลี่ยนความคิดเฟื่องฟู ความรู้เองก็เดินทางออกจากกำแพงห้องเรียน มาปะปนอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ จนบทสนทนาระหว่างจิบเครื่องดื่มอาจพลันวกเข้าสู่ปรัชญา ประวัติศาสตร์ หรือเรื่องเล็กๆ ที่เปลี่ยนวิธีมองโลกได้โดยไม่รู้ตัว
บทความนี้อ้างอิงจากลิสต์ของ Koktail Kuisine คัดสรร 7 เลคเชอร์บาร์ ในกรุงเทพฯ ที่ควรค่าแก่การแวะไปนั่ง ทั้งเพื่อดื่ม เพื่อฟัง และเพื่อปล่อยให้บทสนทนาพาใจออกเดินทาง
เพราะนิยามของ ‘เลคเชอร์บาร์’ นั้นกว้างพอที่จะไม่ต้องนิยามให้ตายตัว อยู่ที่การได้ค้นพบว่าความรู้เองก็สามารถเสิร์ฟคู่กับค็อกเทลได้อย่างงดงาม พร้อมกับความคิดใหม่ๆ ที่ติดตัวกลับบ้านหลังแก้วสุดท้ายหมดลง

Bars
ดื่มด่ำไปกับ 14 บาร์แผ่นเสียงไวนิลรอบกรุง จิบเครื่องดื่มเคล้าไปด้วยเสียงดนตรี
ครั้งหนึ่งแผ่นเสียงเคยเป็นรูปแบบหลักของการฟังเพลง ก่อนที่เทคโนโลยีจะพาเราไปสู่ยุคสตรีมมิงที่เพลงนับล้านสามารถกดเล่นได้เพียงปลายนิ้ว แต่แม้โลกจะเปลี่ยนไป เสน่ห์ของเสียงจากแผ่นไวนิลก็ไม่เคยเลือนหาย และยังคงดึงดูดทั้งนักสะสมและคนรักดนตรีให้กลับมาหลงใหลอยู่เสมอ
กระแสบาร์แผ่นเสียงไวนิลเติบโตขึ้นในหลายเมืองทั่วโลก รวมถึงกรุงเทพฯ ที่เริ่มมีร้านเปิดให้เห็นมากขึ้น แต่ละร้านไม่ได้มีดีแค่เครื่องดื่ม หากยังใส่ใจทุกองค์ประกอบของการฟังเพลง ตั้งแต่เครื่องเล่นแผ่นเสียง ระบบเสียง ไปจนถึงบรรยากาศภายในร้าน ที่ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้คนได้ใช้เวลาร่วมกับเสียงดนตรีอย่างเต็มที่
ไม่ว่าคุณจะเป็นนักสะสมแผ่นเสียง คอเพลงตัวยง หรือแค่อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศจากบาร์ทั่วไป การนั่งจิบเครื่องดื่มพร้อมปล่อยให้เสียงเพลงจากแผ่นไวนิลค่อยๆ หมุนไปตลอดค่ำคืน ก็กลายเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ดีๆ ของวันได้แล้ว
เราได้รวบรวม 14 บาร์แผ่นเสียงไวนิลรอบกรุงเทพฯ ที่โดดเด่นทั้งด้านบรรยากาศ ดนตรี และเครื่องดื่มมาไว้ให้แล้ว เลือกร้านที่ถูกใจแล้วออกไปสังสรรค์กันได้เลย
หรือถ้าบาร์แผ่นเสียงอาจจะยังไม่ใช่แนว ลองดูลิสต์ 7 ร้านอาหารและบาร์ไทยเทสรอบกรุง ที่รวมทั้งอาหารอร่อย เครื่องดื่ม และดนตรีไว้ในที่เดียว รับรองว่าถูกใจสายแฮงเอาต์ไม่แพ้กัน

Bars
7 บาร์ไวน์ในกรุงเทพฯ ที่คนรักเนเชอรัลไวน์ควรไปลอง
เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมการดื่มในกรุงเทพฯ หลายคนอาจนึกถึงค็อกเทลบาร์หรือร้านคราฟต์เบียร์เป็นอันดับแรก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อีกหนึ่งกระแสที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องคือ เนเชอรัลไวน์ (Natural Wine) ซึ่งไม่ใช่เรื่องเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป
ปัจจุบัน บาร์ไวน์หลายแห่งทั่วกรุงเทพฯ ต่างนำเสนอไวน์แบบ Low Intervention, ไวน์ส้ม และไวน์จากผู้ผลิตรายย่อยทั่วโลก ให้ผู้คนได้เปิดประสบการณ์ใหม่ในการดื่มไวน์
แล้ว ‘เนเชอรัลไวน์’ คืออะไร? แม้จะไม่มีนิยามที่เป็นทางการเพียงหนึ่งเดียว แต่โดยทั่วไปแล้วหมายถึงไวน์ที่ผลิตโดยแทรกแซงกระบวนการผลิตให้น้อยที่สุด ทั้งในไร่องุ่นและในห้องบ่ม ผู้ผลิตมักเลือกใช้แนวทางเกษตรอินทรีย์หรือไบโอไดนามิก ใช้ยีสต์ธรรมชาติในการหมัก และลดการใช้สารเติมแต่งให้น้อยที่สุด ผลลัพธ์คือไวน์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของพื้นที่ปลูกองุ่นได้อย่างชัดเจน และมีรสชาติที่แตกต่างในแบบของตัวเอง
เสน่ห์สำคัญของเนเชอรัลไวน์คือ ความรู้สึกของการค้นพบ เพราะไวน์แต่ละขวดมีสไตล์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ดื่มง่าย สดชื่น ไปจนถึงรสชาติที่ซับซ้อนและคาดไม่ถึง ขณะที่ไวน์ส้มก็กลายเป็นหนึ่งในสไตล์ที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจโลกของไวน์แบบ Low Intervention มากขึ้น
หลายร้านในกรุงเทพฯ จึงเพิ่มเนเชอรัลไวน์เข้าไปในลิสต์ควบคู่กับไวน์คลาสสิกและไวน์ร่วมสมัย ทำให้เกิดวัฒนธรรมการดื่มที่เปิดกว้าง ชวนให้ผู้คนได้ลองสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ และกลายเป็นหนึ่งในเทรนด์อาหารและเครื่องดื่มที่น่าจับตามองของเมือง
ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนไวน์ส้มอยู่แล้ว หรือแค่อยากรู้ว่าทำไมใครๆ ถึงพูดถึงเนเชอรัลไวน์กันมาก นี่คือ 7 บาร์ไวน์ในกรุงเทพฯ ที่ควรค่าแก่การไปสำรวจ

Nightlife
Bar.Yard โฉมใหม่ การกลับมาของรูฟท็อปสายปาร์ตี้ ที่ให้มากกว่าแค่การกินดื่ม
ใครกำลังมองหาที่แฮงเอาต์ใหม่ที่ให้มากกว่าแค่การกินดื่ม Bar.Yard บนดาดฟ้า Kimpton Maa-Lai Bangkok กลับมาอีกครั้งกับการรีแวมป์ครั้งใหญ่ที่ตั้งใจนิยามไนต์ไลฟ์ของกรุงเทพฯ ใหม่ให้ร้อนแรงกว่าเดิม
ดีไซน์ร้านถูกยกระดับสู่การปรับโฉมใหม่ให้เป็นบาร์ที่ร้อนแรงที่สุดในกรุงเทพฯ อย่างเต็มตัว ผสมกลิ่นอายไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ Pan-Latin เข้าด้วยกันอย่างมีสไตล์ ตั้งแต่แสง สี อินทีเรียร์ ไปจนถึงรายละเอียดที่สายโซเชียลต้องหยิบมือถือขึ้นมาทันที
Photograph: Kimpton Maa-Lai Bangkok
ฝั่งดนตรีเลือกเดินด้วยจังหวะ Afro House ที่ทั้งอินเตอร์ และชวนขยับตัว พร้อมดีเจเซ็ตจากทั้งทีมดีเจประจำและแขกรับเชิญ รวมถึงเอนเตอร์เทนเมนต์ที่ทำให้แต่ละคืนไม่ซ้ำกัน อาหารนำโดยเชฟจากเปรู กับเมนู Pan-Latin x Thai รสจัด คาแรกเตอร์ชัด กินสนุก เข้าคู่ค็อกเทลสร้างสรรค์ที่มีตั้งแต่สายปาร์ตี้ไปจนถึงตัวเลือกเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์
Bar.Yard คือคำตอบของคำถามว่าคืนนี้จะกิน ดื่ม และปาร์ตี้ที่ไหนดีแบบไม่ต้องคิดนาน
ที่ Bar.Yard, Kimpton Maa-Lai Bangkok เปิดบริการวันพฤหัสบดี - เสาร์ เวลา 17.00 - 02.00 น. และวันอาทิตย์ - พุธ เวลา 17.00 - เที่ยงคืน

Bars
Lost in Thaislation
ข้าวมันไก่ ผัดไทย หมูสับเกี้ยมบ๊วย ข้าวเหนียวมะม่วง ทั้งหมดนี้คือชื่อเมนูค็อกเทลของร้าน Lost in Thaislation บาร์ใหม่ย่านทองหล่อโดย ‘ฝาเบียร์ - สุชาดา โสภาจารี’ บาร์เทนเดอร์หญิงที่คลุกคลีอยู่ในวงการบาร์มานาน 10 ปี แต่นี่คือครั้งแรกที่เราจะได้รู้จักเธอในฐานะเจ้าของร้าน
Lost in Thaislation เกิดจากการที่ฝาเบียร์รู้สึกว่า “ไม่อยากทำบาร์ให้ใครแล้ว” เท่านั้นเลย และพอมาทำบาร์ของตัวเอง ทุกๆ องค์ประกอบในร้านเลยมาจากเธอคนเดียวทั้งหมด ตั้งแต่ชื่อร้านที่เธอเล่าให้ฟังว่า ได้ไอเดียมาจากการพูดคุยกับบาร์เทนเดอร์ต่างชาติที่มา guest shift รวมถึงลูกค้าต่างชาติที่ต้องสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ แต่เธอรู้สึกว่ามันไม่สามารถสื่อสารอารมณ์ออกมาได้เต็มที่ บางครั้งพูดแบบ broken english ไปแล้วรู้สึกอินมากกว่า
ไอเดียนั้นต่อยอดมาสู่เครื่องดื่มในคอนเซ็ปต์ Translate Solid to Liquid เล่นกับการแปล (แปร) ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของภาษา แต่เป็นการแปรของแข็งให้อยู่ในรูปของเหลวซึ่งก็คือค็อกเทล โดยสิ่งที่ฝาเบียร์นำมาแปรในช่วงแรกของการเปิดร้านก็คือ ‘อาหาร’
มี 2 เหตุผลที่ฝาเบียร์เลือกนำเมนูอาหารมาทำค็อกเทล อย่างแรกคือจากประสบการณ์ที่ต้องคอยรับบทไกด์พากินอยู่บ่อยๆ และชอบมีลูกค้าต่างชาติถามว่ามากรุงเทพฯ กินอะไรดี? หลังจากบาร์ปิด ครั้งนี้เธอเลยเลือกที่จะตอบด้วยค็อกเทลแทน อีกอย่างคือเธออยากสนับสนุนธุรกิจ F&B ในแบบที่เธอทำได้ และอยากทำให้คนเห็นว่าถึงบาร์จะเป็นธุรกิจกลางคืนที่ถูกมองว่าเทาๆ แต่ก็สามารถช่วยร้านกลางวันได้เหมือนกัน
ก่อนหน้านี้ฝาเบียร์เคยไปอินเทิร์นที่ญี่ปุ่น เธอเลยนำแนวคิดการออกแบบบาร์มาใช้ที่นี่และเรียกมันว่า Thoughful Bar คือบาร์ที่คิดเผื่อลูกค้า (แต่ไม่ใช่ลูกค้าเป็นพระเจ้า) คิดเผื่อในที่นี้คือคิดในมุมของลูกค้าว่ามานั่งบาร์แล้วต้องการอะไร แล้วออกแบบบาร์ตามโจทย์นั้น ที่เห็นได้ชัดเลยก็คือพื้นตรงที่นั่งหน้าบาร์จะถูกยกให้สูงกว่าพื้นด้านหลังบาร์หนึ่งสเต็ป เวลาลูกค้านั่งจะได้อยู่ในระดับเดียวกับบาร์เทนเดอร์ที่ยืนอยู่หลังบาร์ เวลาพูดคุยกันสายตาจะได้อยู่ในระดับเดียวกัน ไม่ต้องมีใครมองสูงหรือมองต่ำ ทำให้รู้สึกถึงความเท่าเทียม
ผนังฝั่งตรงข้ามบาร์จริงๆ เป็นที่สำหรับสแตนดิงเวลาที่นั่งเต็ม แต่แทนที่จะทำเป็นบาร์ยื่นออกมาสำหรับวางแก้ว ฝาเบียร์เลือกทำผนังให้เป็นช่องเข้าไป กว้างพอสำหรับวางแก้ว 2-3 ใบ ลูกค้า (ที่เมาแล้ว) จะได้ไม่ต้องเดินชน
กลับมาที่ค็อกเทลที่ชื่อ – และรสชาติเหมือนอาหาร ฝาเบียร์ย้ำแล้วย้ำอีกว่าไม่ใช่การนำอาหารมาปั่นให้ลูกค้าดื่ม เพราะแบบนั้นดื่มไม่ได้แน่นอน แต่เป็นการหยิบจับองค์ประกอบในแต่ละเมนูมาผ่านกระบวนการจนได้รสชาติและกลิ่นที่ต้องการแล้วนำมาประกอบกันเป็นค็อกเทลอาหารที่ดื่มแล้วเห็นภาพของจานนั้นๆ ลอยมาแบบชัดเจน แต่ก็ยังดื่มง่ายไม่อี๋เลยสักแก้ว
ค็อกเทลแต่ละแก้วได้แรงบันดาลใจมาจากเมนูขึ้นชื่อของร้านอาหารเจ้าดังในย่านทองหล่อ ได้แก่ ‘ข้าวมันไก่’ จากร้านบุญตงเกียรติ แก้วนี้นำวอดก้าไปซูวีกับหนังไก่ เสร็จแล้วนำไปแฟตวอช เติมสาเกอินฟิวส์ข้าวเหนียวให้ได้กลิ่นข้าว ตามด้วยโซดามิโสะขิง เยลที่ทำจากผักชีทั้งต้นกลั่นกับจินและการ์นิชด้วยถั่วงอกดองน้ำมันงาและแตงกวา กลิ่นไก่ต้มหอมๆ (ยืนยันว่าไม่คาว) กลิ่นข้าวและกลิ่นเครื่องปรุงในน้ำจิ้มมากันครบ เป็นดริงก์ที่ลงตัวมาก มีการเสิร์ฟหนังไก่ทอดให้คนที่สั่งข้าวมันไก่ทอดด้วย
‘ข้าวเหนียวมะม่วง’ จากร้านแม่วารี เครื่องดื่มเบสรัมและอามะสาเกที่ตัวดริงก์เป็นตัวแทนของข้าวเหนียวมูน โปะด้วยโฟมเอสพูมามะม่วงนุ่มๆ โรยผงคินาโกะที่ทำจากน้ำมันมะพร้าวกับกะทิ เป็นแก้วที่มีความหวาน มัน หอมเหมือนกินข้าวเหนียวมะม่วงจริงๆ นั่นแหละ แต่ต้องค่อยๆ จิบเพราะแรงเอาเรื่องอยู่
‘ผัดไทชาวเล’ จากร้านหอยทอดชาวเล ใช้บรั่นดีเป็นเบส ใส่ไซรัปมะขาม น้ำตาลมะพร้าวให้ได้รสชาติของซอสผัดไท ใช้ปลาคัตสึโอะที่มีกลิ่นคล้ายเปลือกกุ้งแทนกุ้งจริงๆ เพราะคนแพ้กุ้งเยอะ และใช้อามะสาเกแทนความเป็นแป้งของเส้นจันทน์ โรยผงโทการาชิเพิ่มความเผ็ดและเสิร์ฟพร้อมมะนาวซีกและต้นกุยช่ายเหมือนเวลาผัดไทจริงๆ และ ‘หมูสับเกี้ยมบ๊วย’ เมนูขึ้นชื่อจากร้านข้าวต้มแสงชัย แก้วนี้นำคอนญักไปแฟตวอชกับเบคอนเอากลิ่นหอมๆ ของหมู เตรียมรสเปรี้ยวๆ หวานๆ ด้วยน้ำส้มยูสุและอูเมะชู เสิร์ฟคู่กับบ๊วยดอง เรียบง่ายแต่องคืประกอบรสชาติและกลิ่นของเมนูต้นฉบับอยู่ครบ ทุกแก้วขายราคาเดียว 455 บาท
ค็อกเทลอาหารว่าน่าสนใจแล้ว แต่ฝาเบียร์แย้มๆ มาว่าซีรีส์ต่อไปจะเป็นค็อกเทลที่มาจาก Transportation หรือ การขนส่งในกรุงเทพฯ ทำเอาเราเดาไม่ถูกเลยว่ารสชาติของรถเมล์รถไฟฟ้าจะเป็นยังไงกันนะ
Lost in Thaislation อยู่ติดกับ BTS ทองหล่อ ทางออก 3 เปิด 19.00-02.00 (ปิดวันอังคาร)

Restaurants
Kinki
ร้านอาหารญี่ปุ่นต้นตำรับและบาร์บรรยากาศดีในโรงแรม Ascott Thonglor Bangkok ซอยสุขุมวิท 59 เสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นสไตล์คลาสสิกคัปโปะและไคเซกิที่คัดสรรวัตถุดิบมาอย่างดี และยังมีเครื่องดื่มเย็นๆ ทั้งค็อกเทลและสาเกหายากนำเข้าจากญี่ปุ่น

Bars
Untitled
หลังจากแจ้งเกิดในซอยนานา เยาวราช ด้วย 4 บาร์ดังอย่าง Teens of Thailand, Asia Today, Tax และ Independence และปักหลักเป็นเจ้าถิ่นอยู่นานถึง 7 ปี ตอนนี้ Yolo Group ขอมาประกาศศักดาบนทำเลใหม่ในย่านท่องเที่ยวยามค่ำคืนยอดนิยมของคนกรุงเทพฯ อย่างทองหล่อกับบาร์ใหม่ที่มีชื่อว่า Untitled
ร้านตั้งอยู่ในซอยทองหล่อ 10 ตรงข้ามกับ Donki Mall เกือบทะลุไปถึงเอกมัย (สุขุมวิท 63) เป็นที่มาของการตกแต่งหน้าร้านแบบตะโกนเพื่อให้คนที่ผ่านไปมารู้ว่า “ฉันอยู่นี่” แต่ในความตะโกนนั้นก็บอกไม่ได้บอกชัดซะทีเดียวว่าฉันคือบาร์นะ เพราะถ้าเอาตามที่ป้ายไฟขนาดใหญ่นับสิบป้ายที่หน้าร้านบอก เป็นใครก็คงเข้าใจว่าที่นี่คือ “โรงรับจำนำ” จนกว่าจะได้เข้ามาข้างในนั่นแหละถึงจะรู้
นั่นคือความคอนทราสต์แรกซึ่ง ‘กันต์ ลีฬหะสุวรรณ’ ผู้ออกแบบและตกแต่งร้านตั้งใจเล่นกับเรื่อง "ความเหลื่อมล้ำ" เพราะโรงรับจำนำคือที่พึ่งของคนทำงานหาเช้ากินค่ำส่วนคนรวยๆ คงไม่มีเหตุผลให้เดินเข้าไปในนั้น แต่หลังป้ายโรงรับจำนำแห่งนี้กลับเป็นบาร์ที่ตกแต่งอย่างหรูหราแบบที่คนรวยๆ ชอบเข้าไปนั่งเสพสุข จุดเด่นที่เราแทบละสายตาไม่ได้เลยก็คือ infinity roof–ท่อเหล็กเคลือบสีทองแดงถูกดัดเป็นเส้นโค้งเชื่อมกันทั้งร้าน คล้ายๆ ซุ้ม ถือเป็นงานศิลปะชิ้นใหญ่ที่ทำให้ภายในร้านสวยตาแตกไปเลย
ความคอนทราสต์ยังถูกต่อยอดมาสู่เครื่องดื่มที่ออกแบบโดย 'ณิกษ์ อนุมานราชธน' และ 'อรรถพร เดอ-ซิลวา' ในคอนเซ็ปต์ Exotic Ingredient & Unheard of Combination หรือการจับคู่วัตุดิบที่หลากหลายและดูเหมือนจะไม่เข้ากันให้ออกมาดื่มสนุกลงตัว เราลองชิมมา 3 แก้ว (จาก 6 แก้ว) ดังนี้
Cacti (420 บาท) ค็อกเทลกึ่งรีเฟรชชิ่งที่มีสัดส่วนของแอลกอฮอล์และจูซเท่าๆ กัน เป็นแก้วที่ให้ความสดชื่น ดื่มง่าย แอลกอฮอล์ชัด ส่วนผสมหลักคือเตกีลากับ Prickly Pear – ลูกของต้นกระบองเพชร และเมล่อน ตกแต่งด้วยกระบองเพชรที่ผ่านกระบวนการดองแบบคอมเพรส
My Ghee My Choice (400 บาท) แก้วนี้เบสด้วยจิน ผสมกับมาเดราหรือฟอร์ติไฟด์ไวน์จากโปรตุเกสที่มีรสชาติคล้ายลูกเกด มีความสดชื่น มีรสเปรี้ยวจากโยเกิร์ตและท็อปด้วยโฟมที่ทำจากเคิร์ดของโยเกิร์ตตีรวมกับกีหรือเนยใส แทนการใช้ไข่ขาว–ที่ใครๆ ก็ใช้กัน
ISSA PLANT (420 บาท) ซิกเนเจอร์ค็อกเทลสไตล์ Spirit-forward แก้วเดียวในร้าน ณ ตอนนี้ เบสด้วยไรย์วิสกี้ ผสมกับเชอร์รี่และหญ้าแฝกหอม ตกแต่งด้วยราสป์เบอร์รี่ ชื่อของแก้วนี้มาจากคำว่า It’s a plant ซึ่งมาจากส่วนผสมที่น่าสนใจอย่าง Vetiver หรือ หญ้าแฝกหอม เครื่องหอมจากอินเดียที่นิยมในอุตสาหกรรมน้ำหอมช่วงปีสองปีที่ผ่านมา แต่ทางร้านนำมาใช้ในการทำค็อกเทล แก้วนี้จะเข้มในจิบแรกแต่ถ้าอยากให้ดื่มง่ายขึ้นต้องทิ้งไว้สักพัก แล้วจะมีความฟรุ้ตตี้ชัดขึ้นแต่ไม่เยอะมาก
ด้านดนตรีทางร้านได้ ‘เอกพจน์ ชูเชิดเกียรติสกุล’ หรือ DJ Ekception มาดูแลให้ในฐานะ Music Director โดยดนตรีของที่ร้านจะเป็นแนว Hiphop & Open Format กับไลน์อัปดีเจแถวหน้าของเมืองไทย และแต่ละเดือนก็จะมีอีเวนต์แนวเพลงอื่นๆ ผลัดเปลี่ยนมาสร้างสีสัน เช่น House, Techno หรือ Drum & Bass สามารถอัปเดตไลน์อัปของดีเจในแต่ละเดือนได้ในทุกช่องทางโซเชียลมีเดียของ Untitled

Bars
Racing 76
บาร์น้องใหม่จากเครือ Greyhound ที่อยากนำเสนอแบรนด์ในมุมใหม่ๆ นอกเหนือจากแฟชั่นและอาหาร และอยากเข้าถึงกลุ่มลูกค้าผู้ชายมากขึ้น สุดท้ายเลยมาลงตัวที่การเปิดบาร์สไตล์ Racing Club บรรยากาศสบายๆ ที่ยังคงมีเรื่องของแฟชั่นซึ่งเป็นจุดเด่นของแบรนด์แทรกอยู่ในการตกแต่งร้านด้วย ส่วนค็อกเทลที่นี่จะเน้นดื่มง่าย เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน โดยนำศัพท์ในวงการแข่งรถมาตั้งชื่อเป็นค็อกเทล และมีอาหารเสิร์ฟด้วยซึ่งเป็นเมนูใหม่ทั้งหมด ไม่เหมือนที่ Greyhound Cafe แน่นอน เพราะต้องการแยกชัดเจนระหว่างร้านอาหารและบาร์

Bars
#FindTheLockerRoom
แม้จะเป็นที่รู้จักจากรางวัลการันตีคุณภาพมากมายทั้งที่มอบให้ร้านและบาร์เทนเดอร์แต่ก็ยังยืนหนึ่งเรื่องการเป็น ‘บาร์ลับ’ อยู่ดี สำหรับ #FindTheLockerRoom บาร์ลับหลังห้องล็อกเกอร์อายุ 5 ปีที่ตอนนี้ย้ายจาก Arena 10 ซอยทองหล่อ 10 มาอยู่ในตึกแถวระหว่างซอยทองหล่อ 12-14
ไม่ได้ย้ายโลเคชั่นใหม่อย่างเดียว ตอนนี้ทางร้านปล่อยเมนูใหม่ออกมาด้วย ก่อนหน้านี้เมนูเครื่องดื่มที่ร้านจะใช้คอนเซ็ปต์ Past - Present - Future ตีความค็อกเทลในรูปแบบของช่วงเวลาโดย Past คือคลาสสิกค็อกเทล Present คือการนำคลาสสิกค็อกเทลมาทวิสต์และ Future คือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ส่วนเมนูใหม่มาในคอนเซ็ปต์ Time Capsule ยังคงเล่นกับเรื่องของช่วงเวลาเหมือนเดิม แต่รอบนี้ทุกอย่างจะอยู่ในส่วนของ ‘อดีต’
Time Capsules Menu Vol.1 พาเรากลับสู่ยุค 60’s - 80’s ผ่านค็อกเทล 9 แก้วที่ได้แรงบันดาลใจจากแฟชั่น ของเล่น และดนตรีในแต่ละยุค เราเริ่มออกเดินทางจากยุค 60’s ด้วย Strawberry Fields (490 บาท) ที่หยิบเอาเพลงชื่อเดียวกันของวง The Beatles มาชงเป็นค็อกเทล ซึ่งเพลงนี้เป็นเพลงที่แต่งจากชีวิตวัยเด็กของ จอห์น เลนนอน และเป็นเพลงสุดท้ายที่เขาแต่ง
Strawberry Fields จึงเป็นค็อกเทลติดหวาน มีความครีมมี่ ดื่มง่าย ส่วนผสมหลักๆ คือจินกับโฮมเมดมิกซ์เบอร์รี่ที่ทำจากมะเขือเทศ ราสป์เบอร์รี่ แครนเบอร์รี่และเครื่องเทศอีกหลายอย่าง รวมๆ แล้วทำให้แก้วนี้มีรสชาติคล้ายสตรอว์เบอร์รี่ทั้งที่ไม่มีสตรอว์เบอร์รี่เป็นส่วนผสม
สุ่ยุค 70’s เราสั่ง Who wears short shorts? (460 บาท) ค็อกเทล 3 สี 3 เลเยอร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากกางเกงขาสั้นหลากสี แฟชั่นของสาวๆ ในยุคนั้น โดยสีส้มคือตัวแทนของสาวสดใส น่ารัก มีส่วนผสมของจิน น้ำสับปะรด เครื่องเทศ แครอทและเลมอน สีเขียวเปรียบเป็นผู้หญิงหวานๆ มีมิโดริอินฟิวส์ใบเตยผสมกับมินต์ ส่วนสีแดงคือสาวแซ่บ ทำจากคัมพารีผสมแตงโม น้ำมะเขือเทศและซอสทาบาสโก้ แก้วนี้แนะนำให้จิบก่อนแล้วใช้นิ้วคนให้แต่ละเลเยอร์เข้ากันแล้วค่อยจิบอีกรอบ
แก้วต่อมาคือ Magic F8 (460 บาท) ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Magic 8 Ball หรือลูกบอลทำนาย ของเล่นยอดนิยมจากยุค 80’s แก้วนี้เลยมีอะไรสนุกๆ ให้เล่น โดยในแก้วจะมีกระดาษที่ทำจากวาฟเฟิลในนั้นจะมีคำตอบอยู่ ให้เราคิดคำถามในหัวก่อนแล้วค่อยดูว่าคำตอบคืออะไร ส่วนผสมหลักๆ ของแก้วนี้คือเอจด์รัม เฉาก๊วย มิลก์พันช์ที่ทำจากนม ไซรัปข้าวหอมมะลิและมะพร้าว ออนท็อปด้วยวุ้นใบเตยอัญชัญ
เหนือสิ่งอื่นใด ขอบอกว่าสิ่งที่ดีงามไม่แพ้ค็อกเทลเลยก็คือติ่มซำ ใครไปแบบหิวๆ แนะนำให้สั่งมารองท้องเลย เราสั่งขนมจีบกุ้งกับไก่แช่เหล้าไปอร่อยใช้ได้เลย
#FindTheLockerRoom เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป
แนะนำโรงแรมทั่วกรุงเทพฯ

Hotels
โรงแรมที่คุ้มค่าที่สุดในกรุงเทพฯ ในราคาไม่เกิน 10,000 บาทต่อคืน
หากคุณต้องการสัมผัสประสบการณ์หรูหราโดยไม่ต้องจ่ายในราคาที่ทำให้แทบช็อก ซึ่งมักจะพบได้ตามโรงแรมระดับ 5 ดาวในเมืองใหญ่ทั่วโลก กรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งของแบรนด์โรงแรมชั้นนำระดับโลกมากมายที่มอบระดับการบริการที่อาจหาเทียบไม่ได้จากที่อื่น
จุดเด่นคือ กรุงเทพฯ ยังมีความคุ้มค่าอย่างเหลือเชื่ออีกด้วย ด้วยการติดอันดับรายชื่อเมืองที่ดีที่สุดของ Time Out นักเดินทางตัวยงจะสังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็วว่าที่นี่โดดเด่นในฐานะหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลก ในราคาที่ถูกกว่าที่คุณอาจต้องจ่ายในที่อื่นมาก
ดังนั้นเราจึงตั้งโจทย์ให้ตัวเอง ค้นหาโรงแรมที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ ที่ปกติราคาเข้าพักต่อคืนอยู่ที่ 10,000 บาทหรือน้อยกว่า แต่ให้ประสบการณ์ที่เหนือกว่าราคาห้องพักไปมาก ในสถานที่อย่างลอนดอน นิวยอร์ก หรือปารีส งบประมาณระดับนี้อาจจะได้แค่ห้องพักบูติกดีๆ สักห้อง แต่ที่นี่งบเท่ากันกลับปลดล็อกระดับการบริการที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ห้องสวีทกว้างขวาง วิวแม่น้ำ ห้องอาหารที่ได้รับรางวัล พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี และสวนสาธารณะ ล้วนอยู่แค่เอื้อม ตัวเลือกมีมากมายแต่เกณฑ์ของเรานั้นเรียบง่าย ห้องพักยอดเยี่ยมที่ให้ความรู้สึกหรูหราเกินราคา และเป็นสิ่งที่คุณสามารถนำไปอวดได้เมื่อกลับถึงบ้าน
ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะมาเยือนเมืองนี้หรือกำลังวางแผนสเตย์เคชันแบบจัดเต็ม โรงแรมเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่ากรุงเทพฯ อาจเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในโลกในการสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนในเมืองโดยไม่ต้องเจอบิลตอนเช็คเอาต์ที่ทำให้เหงื่อตก

Travel
Kimpton Kitalay Samui
ใครอยากหนีไปพักผ่อนเงียบๆ แต่ก็อยากเจอบรรยากาศมีชีวิตชีวาให้รู้สึกได้มาพักผ่อน เราว่าอาจจะชอบรีสอร์ทแห่งใหม่ Kimpton Kitalay Samui (คิมป์ตัน คีตาเล สมุย) ก็ได้นะ เพราะครั้งแรกที่เราเดินสำรวจบรรยากาศก็รู้สึกว่าเป็นรีสอร์ทที่อบอุ่น เหมาะชวนกันหนีมาพักร้อนเติมพลังก่อนกลับไปใช้ชีวิตในเมืองต่อ
คิมป์ตัน คีตาเล สมุย จะอยู่บนเกาะสมุยตรงริมหาดเชิงมน ที่นี่เป็นรีสอร์ทแห่งแรกของแบรนด์คิมป์ตันในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มเปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนธันวาคมปีก่อน บนพื้นที่ 19 ไร่ ในความรู้สึกอาจไม่ใช่รีสอร์ทที่ใหญ่โตมาก แต่ก็ไม่เล็กเกินไปที่จะเดินเล่นสำรวจและชมบรรยากาศต่างๆ
และสำหรับชื่อ ‘คีตาเล’ ก็มีความหมายว่า “บทเพลงจากท้องทะเล” (คีตะ = บทเพลงหรือการขับร้อง) เพราะรีสอร์ทแห่งนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากวิถีชีวิตของชาวเลและหมู่บ้านชาวประมงบนเกาะสมุย ทำให้คอนเซ็ปต์การออกแบบได้แรงบันดาลใจมาจาก ‘หมู่บ้านชาวประมง’ แบบเต็มๆ
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
บรรยากาศและดีเทลซิกเนเจอร์
เราเชื่อว่าหากใครมาถึงก็จะสังเกตเห็นทันทีว่ารีสอร์ทเน้นออกแบบโครงสร้างด้วยเส้นขนานเยอะมาก ตั้งแต่ทางเดินเข้าล็อบบี้แบบเปิดโล่ง ทอดยาวไปจนถึงระเบียงทรงตัว U ซึ่งปีกอาคารทั้งสองฝั่งยื่นออกไปหาทะเล ทำให้มองออกไปจะเห็นมุมซิกเนเจอร์ของรีสอร์ทนี้พอดี คือ ปีกอาคารสองข้างที่นำสายตาไปจนเห็นสระน้ำใจกลางรีสอร์ทในมุมเพอร์สเปคทีฟ โดยจุดชมวิวตรงนี้จะอยู่บนชั้นสองของอาคารต้อนรับ ซึ่งอาคารนี้จะทำหน้าที่เป็นพื้นที่สังสรรค์ (Social Hour) และเป็นสถานที่ที่ทุกคนจะมากินอาหารเช้าด้วย
ดีไซน์ทั้งหมดเป็นผลงานของทีม P49 Deesign ผู้รับผิดชอบทั้งโปรเจ็กต์ของคิมป์ตัน คีตาเลฯ และนอกจากโครงสร้างก็ยังมีรายละเอียดอื่นๆ อีก ที่พวกเขาตั้งใจหยิบของท้องถิ่นมาจัดวางให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ชาวเล เช่น ลวดลายบนกำแพงที่เกิดจากการสานอันเป็นเอกลักษณ์ ใช้วัสดุไม้ที่นำมาจากเรือประมงจริงๆ หรือ นำอุปกรณ์จับปลามาใช้ตกแต่งห้องอาหารริมทะเล
ทุกคนจะเห็นดีเทลพวกนี้ได้ตลอดบนกำแพง เพดานห้องอาหาร หรือพื้นทางเดินกระเบื้องส่วนใหญ่ในรีสอร์ท
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
กินดื่มแบบไม่ซ้ำบรรยากาศ
ก่อนจะไปดูห้องพัก เราอยากพาเดินชมห้องอาหารและบาร์ของ คิมป์ตัน คีตาเล สมุย กันก่อน เพราะเห็นกระทัดรัดแบบนี้เขาก็มีห้องอาหารถึง 3 ห้อง พร้อมบาร์ค็อกเทลเมนูไม่ซ้ำอีก 3 แห่ง
เริ่มจากห้องอาหารเช้า “BOHO Thai Lifestyle Café” ที่อยู่ด้านล่างของตึกหลัก (แต่แวะมากินได้ทั้งวัน) เป็นห้องอาหารสไตล์คาเฟ่ที่มาในธีม ‘โบฮีเมียนผสมเรโทร’ ซึ่งเราว่าน่าจะเป็นห้องอาหารที่นั่งชิลได้มากที่สุดแล้ว เพราะมีทั้งโต๊ะด้านในและกลางแจ้ง ถ้าวันไหนลมดีๆ แดดไม่แรง ไม่ว่าใครก็อยากนั่งกินมื้อแรกของวันไปพร้อมๆ กับชมวิวสระน้ำไปด้วย
ส่วนเมนูอาหารจะมีทั้งโซนบุฟเฟ่ต์ และเมนูอะลาคาร์ท ทั้งหมดเป็นอาหารที่ได้แรงบันดาลใจมาจากอาหารไทย แต่ทวิสต์ใหม่ให้น่าสนุก โดยจานที่เราสั่งซ้ำบ่อยที่สุดก็คือ Scottish Smoked Salmon แซลมอนรมควันเสิร์ฟบนขนมปังซาวโดวจ์ พร้อมไข่คน ทรัฟเฟิล แอสพารากัส และต้องบีบเลมอนก่อนกินด้วยนะ
แต่ถ้าเป็นเมนูที่หลายคนพูดถึงมากที่สุด Chao Samui Benedict เป็นปูนิ่มทอดกับซอสแกงกะทิ ท็อปด้วยไข่เบเนดิกต์เยิ้มๆ จานนี้ก็ไม่ควรพลาด
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
ต่อมาเป็นห้องริมชายทะเล “Fishhouse Restaurant & Bar” ที่มีคอนเซ็ปต์เป็นเรื่องราวของชาวประมงที่ออกไปจับปลา และนำกลับมาทำอาหารให้ครอบครัวกิน เมนูส่วนใหญ่เลยจะเน้นความสดใหม่ และกินสนุก อบอุ่นเหมือนอยู่ในห้องนั่งเล่นที่บ้าน โดยอาหารจะเป็นสไตล์สเปนที่ทวิสต์ให้ถูกปากคนไทย มีทั้งเมนูปาเอย่า ทาโก้ เซวิเช่ และอีกหลายเมนูซีฟู้ด รวมถึงบาร์ค็อกเทลที่มาพร้อมเครื่องดื่มกลิ่นอายทรอปิคอลด้วย
โดยช่วงวันหยุดสัปดาห์ ห้องอาหารนี้จะมีดนตรีแจ๊สมาเล่นให้ฟังกันสดๆ หรือบางทีอาจมีมื้ออาหารพิเศษให้ทุกคนแวะมาเอ็นจอยกันได้
Kimpton Kitalay Samui
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
ตามมาด้วยคาเฟ่และล็อบบี้บาร์ “Lanai Bar & Lounge” ที่ใครๆ ก็แวะมานั่งชิลจิบกาแฟ กินอาหาร และอยู่ต่อถึงกลางคืนเลยก็ได้ ที่นี่จะอยู่ตรงปีกซ้ายของอาคารหลัก เน้นเสิร์ฟอาหารอิ่มเป็นมื้อๆ ตอนช่วงเช้า-เย็น ก่อนช่วงเย็น-ค่ำจะเปลี่ยนมาเสิร์ฟของกินจานเล็กๆ คู่กับเครื่องดื่ม และหากใครแวะมาที่ Lanai เราไม่อยากให้พลาดเมนู Salted Caramel Whisky Sour ค็อกเทลคลาสสิคทวิสต์ที่หอมคาราเมลและเป็นเมนูยอดนิยมที่สุดตัวหนึ่ง
สุดท้าย “Shades Ocean Lounge & Bar” เป็นบาร์กลางแจ้งริมสระว่ายน้ำและชายทะเล (ถ้าวันไหนน้ำไม่ขึ้นสูง) ที่เหมาะกับคนอยากได้ความสนุกสนาน เพราะตรงนี้ทุกคนสามารถกินมื้อเช้าเสิร์ฟในสระน้ำได้ สนุกกับปาร์ตี้ริมสระได้ หรือใช้บริการนวดเท้าริมสระพร้อมกินไอศรีมไปด้วยก็ได้อีกเช่นกัน
โดยพูลบาร์จะมาพร้อมเครื่องดื่มค็อกเทลสไตล์ทิกิ (Tiki) มาการิต้า รวมถึงอาหารกินง่ายๆ อย่างแซนด์วิช พิซซ่า หรือของกินเล่นเป็นคำๆ อ้อ! แล้วก็มีดีเจด้วยนะ
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
Kimpton Kitalay Samui
ห้องพักและพูลวิลล่าวิวชายหาด
รีสอร์ทจะมีห้องพักให้เลือกอยู่ 2 แบบหลักๆ คือ ห้องพักบนอาคาร ซึ่งมีทั้งหมด 6 ตึก 138 ห้อง ถ้าใครเลือกชั้นล่างสุดจะได้ห้องพักแบบ pool access คือเปิดระเบียงไปแล้วลงสระน้ำได้เลย แต่หากเป็นชั้นบนขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นห้องวิวทะเล หรือวิวรีสอร์ทแล้วแต่จะเลือก
ส่วนพูลวิลล่าที่หลายคนอยากเห็นมากที่สุด จะมีทั้งหมด 21 หลัง แบ่งเป็นวิลล่าริมชายหาด 12 หลัง และวิวสวนส่วนตัว 8 หลัง โดยทุกหลังจะมาพร้อมพื้นที่อาบน้ำกลางแจ้ง (แต่ไม่เปิดโล่งมากนักหรอก) ซึ่งหากพูดถึงการตกแต่งในห้องทุกๆ แบบแล้ว เราจะชอบโซนห้องน้ำมากเป็นพิเศษเลยสำหรับรีสอร์ทนี้
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
ความพิเศษของคิมป์ตัน คีตาเลฯ
นอกจากฟิตเนสขนาดย่อมที่เปิด 24 ชั่วโมง คลาสออกกำลังกาย และ “Kid’s Club (ศูนย์กิจกรรมเด็ก)” ที่คุณพ่อคุณแม่สายกิจกรรมต้องรัก รีสอร์ทแห่งนี้ก็ยังมี “Pimãanda by HARNN” สปาที่เปิดอยู่ในโซนส่วนตัวพร้อมสวนสีเขียว ทำให้รู้สึกอยากผ่อนคลายทันทีที่เดินเข้าไป โดยที่นี่จะมีบริการทั้งนวดไทย นวดน้ำมัน และสครับต่างๆ
และเนื่องจากรีสอร์ทมาจับมือกับแบรนด์ HARNN ทั้งที ก็เลยได้สร้าง “กลิ่นซิกเนเจอร์” ประจำรีสอร์ทขึ้นมาด้วย คือ “กลิ่นเกลือทะเลและพิมเสน (Sea Salt and Patchouli)” ซึ่งทุกคนจะได้กลิ่นนี้ตามล็อบบี้ สปา หรือห้องน้ำส่วนตัว—ในรูปแบบแชมพู ครีมทาผิว bath bombs
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
แล้วก็อีกหนึ่งกิจกรรมซิกเนเจอร์ของแบรนด์ “Kimpton’s Social Hour” เป็นชั่วโมงที่จะเปิดพื้นที่ปีกขวาของอาคารหลักให้แขกที่มาพักทุกคนพูดคุย ทำความรู้จักกันได้ โดยมีขนมและเครื่องดื่มเตรียมไว้ให้พร้อมแบบไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และที่สำคัญ สามารถพาน้องหมาน้องแมวมาแฮงก์เอาท์พร้อมกันได้อีกด้วย
เพราะแน่นอนว่าที่คิมป์ตัน คีตาเลฯ ก็เป็นรีสอร์ท pet friendly เช่นเดียวกับโรงแรมคิมป์ตัน มาลัยฯ โลเคชั่นแรกของแบรนด์ย่านหลังสวน
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
สำหรับเรา คิมป์ตัน คีตาเล สมุย เป็นรีสอร์ทที่เหมาะสำหรับบินหลบมาพักร้อน หรือมาพักผ่อนช่วงวันหยุดแบบสั้นๆ ก่อนกลับไปใช้ชีวิตต่อ สิ่งที่เราเชื่อว่าทุกคนต้องชอบเหมือนกันคือบรรยากาศที่ค่อนข้างชิล ผ่อนคลายแต่ก็มีชีวิตชีวา โดยเฉพาะกิจกรรมริมสระน้ำ ทั้งเตียงอาบแดด โต๊ะเล่นเกม หรือบาร์ริมสระ ที่คนส่วนใหญ่ชอบมาแฮงก์เอาท์กัน
วันหยุดครั้งหน้าหากใครอยากหาที่พักผ่อน เปลี่ยนบรรยากาศไปสูดลมทะเล ใช้เวลากับตัวเองให้มากขึ้น ลองมองที่นี่เป็นตัวเลือกดูก็ไม่แย่นะ
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ คิมป์ตัน ตีตาเล สมุย

Hotels
Capella Bangkok
โรงแรมคาเพลลา (Capella) แห่งแรกในประเทศไทยตั้งอยู่บนที่ดินผืนงามริมแม่น้ำเจ้าพระยาบนถนนเจริญกรุง ให้บริการห้องพัก ห้องสวีท และวิลลา 101 ห้อง ที่มาพร้อมกับวิวแม่น้ำ ดีไซน์คลาสสิค สิ่งอำนวยความสะดวกทันสมัย และบริการชั้นเลิศ

Hotels
W Bangkok
ถ้าจะบอกว่า W Bangkok คือหนึ่งในโรงแรมหรูที่เท่ที่สุด คูลที่สุด ฮิปที่สุดในกรุงเทพฯ ก็คงไม่ผิด ตั้งแต่สถานที่ใจกลางกรุงเทพฯ ณ แยกสาทร ไปจนถึงการออกแบบที่ผสานจิตวิญญาณของแบรนด์ W Hotels เข้ากับรายละเอียดแบบไทยๆ ได้อย่างลงตัวในห้องพักทั้ง 407 ห้อง รวมไปถึงห้องอาหาร บาร์ และอาคารประวัติศาสตร์ The House on Sathorn ที่พาเราย้อนกลับไปสู่ความรุ่ยรวยของสังคมชั้นสูงไทยเมื่อร้อยกว่าปีก่อน

Hotels
Sindhorn Kempinski Hotel
สินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนเขียวชอุ่มของสินธรวิลเลจ ใกล้กับโรงแรม Kimpton Maa-Lai Bangkok และห้าง Velaa เป็นโรงแรมเคมปินสกี้แห่งที่ 2 ในกรุงเทพฯ ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยล็อบบี้ที่กว้างขวาง โอ่อ่า ซึ่งออกแบบโดย A49 บริษัทสถาปัตยกรรมไทยชื่อดัง
บริการชั้นเลิศที่มาควบคู่กับเรื่องสุขภาพคือหัวใจสำคัญ โรงแรมแห่งนี้จึงเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ
สินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ชวนมาสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนสุดหรูใจกลางกรุงเทพฯ กับข้อเสนอ Staycation สำหรับคนไทยและชาวต่างชาติ เริ่มต้นที่ 6,888 บาทต่อคืน รวมอาหารเช้าทุกวัน สิทธิ์เข้าคลาสฟิตเนส 1 วัน เครดิตอาหารมูลค่า 1,500 บาท และสามารถเช็กอิน-เช็กเอาต์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
โทร. 0 2095 9999 หรือคลิกที่นี่

Hotels
Kimpton Maa-Lai Bangkok
โรงแรมแห่งแรกจากแบรนด์ Kimpton ที่เข้ามาเจาะตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ทันสมัยและการผสมผสานกันอย่างลงตัวของทุกองค์ประกอบ รวมถึงที่ตั้งของโรงแรมที่อยู่ใจกลางย่านหลังสวน ติดกับสวนลุมพินี ในส่วนของห้อง มีมากถึง 362 ห้องพัก และ 131 เซอร์วิซ เรซสิเดนซ์ พร้อมมอบประสบการณ์การพักผ่อนสุดพิเศษที่เชื่อมคุณสู่ทั้งพื้นที่สีเขียวที่ใหญ่ที่สุดของเมืองและย่านธุรกิจ เช่น สุขุมวิท สีลม สยาม และชิดลม นอกจากนี้ยังเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงที่ถือว่าแบรนด์เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้

Hotels
Novotel Suites Bangkok Sukhumvit 34
โรงแรมใหม่ในซอยสุขุมวิท 34 ที่ตกแต่งด้วยโทนสีขาวและไม้ ดูอบอุ่นและโมเดิร์น ภายในมีห้องพัก 148 ห้อง รวมทั้งสระว่ายน้ำ บ่อออนเซ็นญี่ปุ่น รวมถึงบาร์ และร้านอาหารชื่อดังอย่าง White Shuffle ที่ย้ายมาจาก Rainhill โดยได้ Yannick Hollenstein เชฟชาวสวิสเซอร์แลนด์ มาดูแลร้าน โดยจะเปิดตัวด้วยดินเนอร์ 3 คอร์ส ในราคา 899 บาท
โทร. 06 5953 3044 หรือคลิกที่นี่
อาร์ตแกลเลอรีที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ

Museums
22 พิพิธภัณฑ์น่าไปในกรุงเทพฯ

Museums
ย้อนวันวานไปกับ 5 พิกัดวังเก่าทั่วกรุงเทพฯ ชมสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์อันงดงาม
เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตึกสูงผุดขึ้นแทบทุกปี คาเฟ่ใหม่เปิดไม่เว้นแต่ละสัปดาห์ และย่านเก่าหลายแห่งเองก็ถูกแต่งแต้มไปด้วยร้านค้าและพื้นที่สร้างสรรค์รุ่นใหม่ แต่ท่ามกลางความเคลื่อนไหวเหล่านั้น ยังมีอีกหลายสถานที่ในเมืองที่ยังคงเสน่ห์ความคลาสสิกและร่องรอยทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าเอาไว้
หลังกำแพงสูง ประตูเหล็กบานใหญ่ หรือแนวต้นไม้ที่ร่มครึ้ม เป็นพื้นที่ของวังเก่าและพระราชฐานในอดีตที่ยังคงยืนหยัดอยู่ท่ามกลางมหานครสมัยใหม่ แต่ละแห่งไม่เพียงเก็บรักษาสถาปัตยกรรมอันงดงาม หากยังบอกเล่าเรื่องราวของราชสำนัก วิถีชีวิต และประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ ในแต่ละยุคสมัยได้อย่างเงียบงาม
บางแห่งเคยเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ บางแห่งเป็นวังของพระบรมวงศานุวงศ์ ก่อนจะถูกปรับเปลี่ยนบทบาทให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ สถาบัน หรือพื้นที่สาธารณะที่เปิดให้ผู้คนเข้าไปเรียนรู้เรื่องราวในอดีตได้อย่างใกล้ชิด
หากกำลังมองหาทริปเดินเที่ยวที่ได้ทั้งชมความสวยงามของสถาปัตยกรรม และเรื่องราวน่าสนใจ ลองใช้เวลาสักวันออกไปสำรวจ 6 วังเก่ารอบกรุงเทพฯ ที่ยังคงเสน่ห์เหนือกาลเวลาไปด้วยกัน

Art
พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA)
What is it? พิพิธภัณฑ์สูง 5 ชั้นในย่านจตุจักรที่เป็นทั้งผลงานชิ้นเอกทางสถาปัตยกรรมและบ้านของงานศิลปะ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย (MOCA) โดดเด่นด้วยการออกแบบตัวอาคารภายนอกที่ดูงดงามราวกับเครื่องประดับ ด้วยหินที่ฉลุเป็นลายก้านมะลิอันประณีตซึ่งสะท้อนถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรมของประเทศ และช่วยให้แสงแดดส่องผ่านเข้ามาเกิดเป็นลวดลายที่ขยับเคลื่อนย้ายไปตามช่วงเวลาของวัน
Why we love it: แค่ตัวอาคารอย่างเดียวก็คุ้มค่ากับการเดินทางมาแล้ว แต่ในแต่ละชั้นก็ยังมอบเหตุผลใหม่ๆ ให้คุณเดินขึ้นไปชม งานหินฉลุช่วยกระจายแสงในรูปแบบที่ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปทุกๆ ชั่วโมง ทำให้สถานที่แห่งนี้ดูไม่เคยซ้ำเดิม ภายในพิพิธภัณฑ์จัดวางเส้นทางเหมือนการเดินทาง เริ่มต้นด้วยนิทรรศการถาวรที่ชั้นล่าง อุทิศชั้นสองให้กับผลงานไทยร่วมสมัย จากนั้นส่งต่อชั้นสามให้กับงานศิลปะที่ถักทอมาจากความฝันและจินตนาการ เมื่อขึ้นไปสูงกว่านั้นคุณจะพบกับผลงานสะสมถาวรเพิ่มเติม ก่อนที่ชั้นบนสุดจะเปิดพื้นที่สำหรับนิทรรศการระดับนานาชาติ
Time Out tip: วางแผนการมาเยือนของคุณในวันที่ท้องฟ้าสดใส และคอยสังเกตผนังและพื้นอาคาร ไม่ใช่แค่ตัวงานศิลปะ แสงแดดที่สาดส่องผ่านหินฉลุลงมาถือเป็นครึ่งหนึ่งของความงดงามตระการตาของที่นี่ และมันจะสวยงามที่สุดเมื่อสภาพอากาศเป็นใจ
ที่ ถนนกำแพงเพชร 6 จตุจักร เปิดวันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 10.00-18.00 น. ค่าเข้าชม 300 บาท ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

Art
หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)
What is it? หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ศูนย์กลางทางวัฒนธรรมทรงกระบอกสูง 9 ชั้น เปิดพื้นที่เฟสแรกในเดือนสิงหาคม ปีพ.ศ. 2548 และเสร็จสมบูรณ์ในปีพ.ศ. 2551 ภายในคุณจะพบกับห้องจัดนิทรรศการ โรงภาพยนตร์ ห้องสมุด คลังเก็บงานศิลปะ พื้นที่จัดประชุม ร้านค้า และร้านอาหาร ทั้งหมดนี้เดินทางไปถึงได้ง่ายและเหมาะกับการใช้เวลาช่วงบ่ายอย่างเพลิดเพลิน
Why we love it: ความชาญฉลาดอยู่ที่การออกแบบสถาปัตยกรรม ตั้งแต่ชั้น 6 ขึ้นไป ทางเดินลาดเอียงเล็กน้อยจะวนเป็นเกลียวรอบตัวอาคาร ทำให้คุณสามารถเดินชมงานแสดงได้อย่างต่อเนื่องเป็นวงเดียวโดยไม่ต้องเดินย้อนกลับไปมาตามทางเดินที่สิ้นสุด แสงธรรมชาติที่สาดส่องเข้ามาทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นจุดดึงดูดสำหรับใครก็ตามที่มีกล้องถ่ายรูปและชอบการถ่ายภาพสถาปัตยกรรมภายในสวยๆ ทว่าการออกแบบนั้นก็ชาญฉลาดพอที่จะป้องกันไม่ให้แสงแดดส่องโดนงานศิลปะโดยตรง สำหรับคนรักศิลปะที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจ มีสถานที่เพียงไม่กี่แห่งในเมืองที่จะทำออกมาได้อย่างลงตัวขนาดนี้
Time Out tip: เริ่มต้นจากชั้นบนสุดแล้วปล่อยให้ทางเดินวนพาคุณลงมาด้านล่าง ดื่มด่ำกับแสงแดดระหว่างทาง และอย่าลืมเผื่อเวลาสำหรับร้านค้าและคาเฟ่ที่ชั้นล่าง เพื่อพักเท้าและทบทวนสิ่งที่คุณเพิ่งได้ชมมา
ที่ ถนนพระรามที่ 1 ปทุมวัน (บริเวณสี่แยกปทุมวัน) เปิดวันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 10.00-20.00 น. เข้าชมฟรีสำหรับผู้เข้าชมทุกคน

Art
บางกอก คุนสตาเล่อ (Bangkok Kunsthalle)
What is it? พื้นที่ทางวัฒนธรรมที่ฟื้นคืนชีพมาจากโรงพิมพ์เก่า ซึ่งถูกทิ้งร้างมานานกว่า 20 ปีหลังจากถูกไฟไหม้เสียหายครั้งใหญ่ นำทีมโดย ‘มาริสา เจียรวนนท์’ ผู้อุปถัมภ์ศิลปะ และบริหารงานโดยผู้อำนวยการ ‘สเตฟาโน ราโบลลี แพนเซรา’ อดีตผู้บริหารจาก Hauser & Wirth ครอบคลุมทั้งศิลปะ ภาพยนตร์ ดนตรี สถาปัตยกรรม และอื่นๆ อีกมากมาย
Why we love it: มีเสน่ห์บางอย่างที่ยากจะต้านทานเกี่ยวกับอาคารที่ฟื้นคืนชีพมาจากความตาย และสถานที่แห่งนี้ก็นำเสนอชีวิตที่สองของมันได้อย่างงดงาม แทนที่จะจำกัดอยู่แค่สาขาวิชาเดียว ที่นี่กลับเปิดประตูต้อนรับงานสร้างสรรค์ทุกประเภท โดยมีแนวคิดที่จะปล่อยให้รูปแบบการแสดงออกที่แตกต่างกันได้มาพบเจอและจุดประกายสิ่งใหม่ๆ การผสมผสานข้ามสายพันธุ์นี้คือเสน่ห์ที่แท้จริง เปลี่ยนสิ่งที่อาจเป็นเพียงแกลเลอรีผนังสีขาวอีกแห่งให้กลายเป็นศูนย์กลางที่แท้จริง เบื้องหลังที่นี่มีทั้งการสนับสนุนและประวัติการทำงานที่จริงจัง ทว่าความสนใจยังคงมุ่งเน้นไปที่ตัวงานศิลปะมากกว่าชื่อเสียงของบุคคลที่เกี่ยวข้อง สำหรับใครก็ตามที่ชอบวัฒนธรรมที่เปิดกว้างและคาดเดาไม่ได้เล็กน้อย ที่นี่ถือเป็นส่วนเติมเต็มที่น่าตื่นเต้นอย่างเงียบๆ ให้กับเมือง
Time Out tip: ตั้งเป้าที่จะไปถึงประมาณ 16.00 น. วิธีนี้จะช่วยให้คุณได้สัมผัสนิทรรศการโดยมีผู้คนหนาแน่นน้อยลง และยังช่วยให้ทันแสงยามเย็นที่ตกกระทบลงบนผนังคอนกรีตเปลือยด้านหน้าอาคารพอดี
ที่ ตรอกปานจิตต์ (เยาวราช) เปิดวันพุธ-วันอาทิตย์ เวลา 14.00-20.00 น. เข้าชมฟรีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

Things to do
GalileOasis
What is it? พื้นที่จัดนิทรรศการที่เปิดประตูต้อนรับศิลปินทุกรุ่นและทุกสาขาวิชา โดยเน้นผลงานที่เข้าถึงได้ง่ายและสอดคล้องกับชีวิตประจำวัน ตั้งอยู่ภายใน GalileOasis ศูนย์รวมความคิดสร้างสรรค์อันกว้างขวางในย่านบรรทัดทอง ซึ่งผสมผสานแกลเลอรี โรงละคร คาเฟ่ ร้านอาหาร และโรงแรมบูติกเข้าไว้ด้วยกันในจุดหมายปลายทางที่ร่มรื่นแห่งเดียว
Why we love it: โครงการทั้งหมดให้ความรู้สึกเหมือนได้สูดหายใจเข้าลึกๆ ท่ามกลางความวุ่นวายของเมือง แทนที่จะมองว่าศิลปะเป็นสิ่งสูงส่งที่เข้าถึงยาก แกลเลอรีแห่งนี้กลับพยายามทำให้มันเข้าถึงได้ง่าย โดยจัดแสดงชิ้นงานที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของผู้คนจริงๆ นอกจากนี้ยังถักทอเข้ากับชุมชนโดยรอบ ทำหน้าที่เป็นจุดนัดพบสำหรับความคิดสร้างสรรค์ กิจกรรม และจิตวิญญาณของชุมชน บรรยากาศโดยรอบมีส่วนช่วยอย่างมาก ด้วยพื้นที่สีเขียวและการออกแบบที่คิดมาอย่างดี เปลี่ยนตึกแถวเก่า 20 ห้องที่มีอายุกว่า 40 ปีให้กลายเป็นสถานที่พักผ่อนในเมืองที่เงียบสงบ การบูรณะอย่างระมัดระวังยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้มากมาย ทั้งสถาปัตยกรรมแบบดิบๆ และพื้นไม้ที่ผ่านกาลเวลา ทำให้สถานที่แห่งนี้ให้ความรู้สึกย้อนยุคและร่วมสมัยไปพร้อมกัน
Time Out tip: ตรอกซอกซอยแถวนี้ค่อนข้างแคบและหลงทางได้ง่าย ดังนั้นข้ามการเดินตากแดดจนเหงื่อซึมไปได้เลย แล้วโบกมอเตอร์ไซค์รับจ้างจากทางออก BTS ใช้เวลาประมาณ 3-5 นาที และมีค่าบริการประมาณ 30-50 บาท
ที่ ซอยโรงเรียนกิ่งเพชร เปิดวันพุธ-วันจันทร์ เวลา 09.00-19.00 น. เข้าชมฟรี แต่อาจนิทรรศการเฉพาะหรือการแสดงบางชุดอาจมีการเก็บค่าเข้าชมแยกต่างหาก

Art
Joyman Gallery
What is it? แกลเลอรีร่วมสมัยที่เปิดตัวในปีพ.ศ. 2561 และให้การสนับสนุนศิลปินหน้าใหม่และศิลปินที่มีชื่อเสียงจากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ด้วยพื้นที่กว่า 325.16 ตารางเมตรที่แบ่งออกเป็นสองห้องนิทรรศการ แกลเลอรีขับเคลื่อนด้วยแนวคิดหลักคือ 'Joy and Join' เพื่อสื่อถึงความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรมสมัยใหม่ และสายสัมพันธ์ระหว่างผู้สร้างสรรค์ผลงานกับผู้คนที่เดินทางมาเข้าชม
Why we love it: ขอบเขตงานของที่นี่เปิดกว้างอย่างน่าประทับใจ โดยครอบคลุมทั้งศิลปะแนวเออร์บันและสตรีทอาร์ต ป็อปอาร์ต เซอร์เรียลลิสม์ยุคใหม่ ศิลปะนามธรรมร่วมสมัย ไปจนถึงดิจิทัลอาร์ตและสื่อผสม ความหลากหลายนี้ช่วยให้โปรแกรมจัดนิทรรศการมีความคึกคักอยู่เสมอ โดยนิทรรศการมักสร้างขึ้นรอบๆ หัวข้อที่บอกเล่าถึงชีวิตในเมืองจริงๆ มากกว่าจะล่องลอยไปในเชิงนามธรรม ทีมภัณฑารักษ์ที่มีประสบการณ์ช่วยร้อยเรียงทุกอย่างเข้าด้วยกัน ทำให้การจัดแสดงดูผ่านการคิดมาอย่างดีไม่ใช่แค่การหยิบมาแขวนไว้เฉยๆ และผลงานมักจะเข้าถึงใจผู้ชมไม่ว่าคุณจะเป็นนักสะสมที่มีประสบการณ์หรือแค่คนทั่วไปที่สนใจ นอกจากนี้แกลเลอรียังไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ โดยมีการไปออกบูธตามงานอาร์ตแฟร์ต่าง ๆ ตลอดทั้งปี ซึ่งช่วยเสริมพลังความกระตือรือร้นและวิสัยทัศน์ที่มองไปข้างหน้าให้กับองค์กรทั้งหมด
Time Out tip: เผื่อเวลาไว้ประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง เพื่อเดินชมทั้งสองชั้นให้ทั่ว ซึ่งเพียงพอสำหรับการเดินทอดน่องในทั้งสองพื้นที่ ถ่ายรูปสักเล็กน้อย และหยุดอ่านบันทึกของภัณฑารักษ์อย่างจริงจัง แทนที่จะเดินผ่านไปเฉย ๆ
ที่ ถนนมหาไชย พระนคร เปิดวันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 11.00-16.00 น. เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
Quick Meal: ดูคลิปเมนูทำง่ายจากร้านดังทั่วกรุงเทพฯ

Restaurants
พล่ากุ้งอบวุ้นเส้น
Time Out: Quick Meal คลิปนี้ ชวนเชฟเรณู หอมสมบัติ จากร้าน Saffron โรงแรม Banyan Tree กรุงเทพฯ หนึ่งในร้านอาหารที่ร่วมฉลองครบรอบ 25 ปีเบียร์ช้าง ในงาน Time Out...






