Music & Nightlife

ดนตรีสด ไนต์คลับ บาร์ ปาร์ตี้ และเทศกาลดนตรีในกรุงเทพฯ ที่คุณไม่ควรพลาด

Morvasu กับเรื่องราวบทใหม่ที่ต้องเรียนรู้ในฐานะศิลปินเดี่ยว
Music

Morvasu กับเรื่องราวบทใหม่ที่ต้องเรียนรู้ในฐานะศิลปินเดี่ยว

วันนี้คงมีน้อยคนที่จะไม่รู้จัก Morvasu เจ้าของเพลงดัง ‘Melbourne’ และ ‘เทาเทา’ เพลงใหม่ล่าสุดของเขาที่ติดหูหลายคนอยู่ในตอนนี้ เช่นเดียวกับเมื่อสิบปีก่อนที่เพลง ‘ภาวนา’ ของ Ten to Twelve เป็นเพลงที่ใครๆ ก็ร้องตามได้ ซึ่งเจ้าของเสียงฟังสบายในเพลงเหล่านี้ก็คือ ‘มอร์-วสุพล เกรียงประภากิจ’ Nuti Pramoch / Time Out Bangkok   นักร้องชายวัย 33 ปี คนนี้ ปัจจุบันมีอายุในวงการเพลงราว 12 ปี แจ้งเกิดจากการก่อตั้งวงกับเพื่อนๆ และทำเพลงกันเอง เคยเล่นประกวดบ้างแต่ก็ไม่ค่อยชนะ ถึงอย่างนั้นก็ถือว่าความสามารถไม่ธรรมดา จนมีค่ายชวนไปทำเพลงและเริ่มเป็นที่รู้จักในชื่อวง Ten to Twelve จากที่เคยเล่นเป็นวงและห่างหายจากการทำเพลงไปพักใหญ่ๆ มอร์กลับสู่วงการเพลงอีกครั้งในฐานะศิลปินเดี่ยว ซึ่งเดบิวต์ไปเมื่อปี 2018 ด้วยเพลง ‘เวรกรรม’ หลายคนคงอยากรู้ว่าทำไมถึงออกมาทำเพลงคนเดียว นี่จึงเป็นคำถามแรกที่เราใช้เปิดบทสนทนากับเขา “เริ่มจากวง Ten to Twelve พักแบบไม่มีกำหนด แต่เรายังอยากทำเพลงอยู่ ก็เลยเริ่มดีไซน์ว่าถ้าเราจะมีโปรเจ็กต์เดี่ยวมันต้องมีซาวนด์ไม่เหมือน Ten to Twelve แล้วมันจะเป็นแบบไหนล่ะ เราก็เลยใช้เวลาค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบอยู่ประมาน 2 ปี” มอร์ เล่าถึงจุดเปลี่ยนสู่การเป็นศิลปินเดี่ยว Nuti Pramoch / Time Out Bangkok   ไม่ใช่แค่วงของเขาที่เปลี่ยนไป เพราะในช่วงเวลาเดียวกัน วงการเพลงไทยก็มีการเปลี่ยนแปลงมากเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องวิธีการทำเพลง ซึ่งในฐานะศิลปินที่เขียนเพลงเอง เขาจึงต้องเรียนรู้สิ่งนี้ไปด้วย โดยมอร์เล่าว่า “วัยรุ่นยุคนี้เขาทำเพลงไม่เหมือนกับที่เราทำเมื่อก่อน ยุคก่อนส่วนใหญ่จะขึ้นจากกีตาร์โปร่ง ดีดคอร์ด ร้องเพลง แล้วค่อยเอาไปใส่เครื่องดนตรี แต่ยุคนี้เหมือนทำดนตรีก่อน ทำลูปขึ้นมาก่อนแล้วค่อยหาเนื้อร้องให้มัน” การทำเพลงสักเพลงอาจไม่ใช่เรื่องยากเท่าทำเพลงยังไงให้โดนและเข้าไปอยู่ในใจคนฟัง แต่สำหรับผู้ชายคนนี้ เราว่าเขาทำได้ดีแล้วทั้ง 2 อย่าง ซึ่งสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ ในการทำเพลงให้ประสบความสำเร็จ เราว่าน่าจะเป็นเรื่องของแรงบันดาลใจการเขียนเพลง สำหรับมอร์แรงบันดาลใจมาจากเรื่องรอบตัวที่เจอแล้วจำได้หรือเขียนเรื่องราวเหล่านั้นเก็บไว้ “ตอนทำเพลง ส่วนใหญ่ก็เริ่มจากการทำเมโลดีก่อน แล้วเวลาเมโลดีมันพูดอะไรกับเรา เราค่อยเอาเรื่องที่เราเก็บไว้มาเขียน เหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตเรากับเมโลดีที่เราทำได้มันแมชต์กัน ก็จะเขียนเป็นเพลงขึ้นมา” Nuti Pramoch / Time Out Bangkok   ดนตรี เมโลดี วิธีเขียนเนื้อร้อง คือสิ่งที่มอร์ ตั้งใจออกแบบให้ Morvasu แตกต่างไปจาก Ten to Twelve ซึ่งเขาบอกว่าถึงคนเล่าเรื่องจะเป็นคนเดียวกัน แต่อยู่ในคนละช่วงวัย เพราะฉะนั้นเรื่องที่เล่าก็จะต่างกันออกไป และเขาเองก็ชอบทั้งสองอย่างในคนละแบบ “I Melbourne You” เราเคยเห็นมอร์เขียนคำนี้ในแคปชันบนอินสตาแกรมของเขา ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ความหมายของคำนี้คืออะไร ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ แต่ก็เล่าที่มาที่ไปให้ฟังว่า  “จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่คนฟังเอาไปพูดต่อ เราก็ดีใจและตื่นเต้นมากที่งานมันมีชีวิตของตัวเอง คนจะเอาไปทำอะไรก็ได้ ถ้ามันโดนเขา ซึ่งดีใจมากที่มันโดนเขา Melbourne ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน แต่เท่าที่เราเข้าใจมันคงเป็นความรู้สึกแบบ ฉันชอบเธอนะ ฉันดีใจที่มีเธออยู่ใกล้ๆ อยากอยู่ใกล้เธอจังเลย ซึ่งความหมายมันเป็นอะไรก็ได้ที่แทนความรู้สึกดีๆ ให้กับคนที่เรารัก แฟน เพื่อน อะไรอย่างนี้” Nuti Pramoch / Time Out Bangkok   อย่างที่บอกว่า Melbourne คือเพลงที่ทำให้หลายคนได้รู้จักมอร์ในมุมใหม่ๆ ซึ่งเพลงนี้เขาแต่งมาจากความรู้สึกตอนไปโรดทริปกับแฟนที่เมลเบิร์น เมืองใหญ่ของออสเตรเลีย แต่เนื่องจากช่วงนี้เดินทางไปต่างประเทศยังไม่ได้ เราเลยชวนมอร์จินตนาการถึงโรดทริปในกรุงเทพฯ แล้วแต่งเพลงดูบ้างซิว่าเพลงนั้นจะเล่าเรื่องอะไร “Bangkok ใช่ไหม นึกถึงอะไรลอฟต์ๆ เสียงดังๆ ความยุ่งเหยิง ร้อน แต่ก็น่าจะทำยากเนอะ” ไม่ต่างจากที่เราคิดเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อเราให้เปรียบเทียบ Melbourne กับ Bangkok มอร์ก็ยังเลือกให้ Bangkok เป็นบ้าน ที่ต่อให้ยุ่งเหยิงแต่เราก็รักมัน ส่วน Melbourne ก็เปรียบเสมือนการพักร้อนที่นานๆ จะแวะไปเยือน แล้วคิดว่าคนฟังชอบเพลงคุณเพราะอะไร? เราถามทิ้งท้ายก่อนจบบทสนทนาเพื่อให้มอร์ไปเตรียมตัวขึ้นร้องเพลงบนเวที “เคยปาร์ตี้กับเพื่อนแล้วก็ร้องเพลงกัน ตอนเราร้องเราเหมือนเจออะไรบางอย่าง พอเราเล่นเพลงที่ไม่เคยมีใครฟังมาก่อน คนก็ดูอินกับมัน ซึ่งเราอาจจะไม่ใช่นักร้อง แต่เป็นแค่คนเล่าเรื่อง และเล่าไปด้วยน้ำเสียงแบบนี้ คนอาจจะชอบที่เราเป็นแบบนี้ก็ได้ เดานะครับ”

9 กิจกรรมแนะนำสำหรับมนุษย์กลางคืนที่ไม่ชอบไปปาร์ตี้
Things to do

9 กิจกรรมแนะนำสำหรับมนุษย์กลางคืนที่ไม่ชอบไปปาร์ตี้

เป็นที่รู้กันดีแหละว่าสีสันของงานปาร์ตี้และการกินดื่มแทบจะไม่เคยเหือดหายไปจากช่วงเวลายามค่ำคืนในกรุงเทพฯ (ยกเว้นวันพระ) โดยที่มีแหล่งแฮงเอาต์ยามดึกหลายสไตล์กระจายตัวตามย่านต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ย่านทองหล่อ เอกมัย สำหรับกลุ่มคนชื่นชอบดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ ย่านถนนข้าวสารสำหรับคนที่ชอบบรรยากาศเป็นกันเอง หรือย่านเจริญกรุงสำหรับคนที่ปลื้มความสงบ ดู ๆ แล้วก็ตอบโจทย์สายปาร์ตี้เกือบทุกรูปแบบแล้วนะ  แต่ถ้าเราเป็นคนอีกกลุ่มที่มักจะนอนไม่หลับและอยากออกมาสังสรรค์ช่วงกลางคืนโดยไม่ไปปาร์ตี้หรือนั่งดื่มตามร้านเหล่านี้ จริง ๆ ตอนกลางคืนในกรุงเทพฯ ก็มีอะไรสนุก ๆ ให้ทำอีกเพียบที่หลายคนอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนด้วยนะ เพราะอย่างนั้นเราเลยไปลิสต์กิจกรรมทางเลือกสำหรับมนุษย์กลางคืนที่ไม่อยากปาร์ตี้มาให้ใต้นี้เลยยยย

ร้านอาหารและคาเฟ่ 24 ชั่วโมงในกรุงเทพฯ
Restaurants

ร้านอาหารและคาเฟ่ 24 ชั่วโมงในกรุงเทพฯ

คำพูดที่ว่า "กรุงเทพฯ ไม่เคยหลับใหล" เป็นเครื่องยืนยันที่ดีว่า ไม่ว่าตอนไหน คุณก็มีร้านอาหาร หรือของกินในกรุงเทพฯ เสมอๆ ดังนั้นไม่ต้องกลัวหิวยามดึก เพราะเราได้รวบรวมร้านอร่อยที่เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมงเต็มๆ นอกเหนือจากร้านอาหารและคาเฟ่ 24 ชั่วโมงแล้ว เรายังได้รวบรวม ร้านอาหารรอบดึก และ ร้านข้าวต้มโต้รุ่ง ไว้ให้คุณด้วย

ร้านอาหารรอบดึกในกรุงเทพฯ
Restaurants

ร้านอาหารรอบดึกในกรุงเทพฯ

เพราะ "กรุงเทพฯ ไม่เคยหลับใหล" ดังนั้นเราจึงไม่แปลกใจเมื่อยังเห็นคิวยาวเหยียดต่อแถวเข้าร้านอาหารในช่วงกลางดึก ไม่ว่าจะร้านข้าวต้ม ร้านไดเนอร์ หรือร้านอาหารใดๆ ก็ตาม กรุงเทพฯ มีตัวเลือกให้คุณเลือกกินมากมาย ถึงแม้จะเป็นยามวิกาลแล้วก็ตาม นอกเหนือจากร้านอาหารรอบดึกแล้ว เรายังได้รวบรวม ร้านอาหารและคาเฟ่ 24 ชั่วโมง และ ร้านข้าวต้มโต้รุ่ง ไว้ให้คุณด้วย

สถานที่อื่นๆ ที่เปิดให้บริการหลังเที่ยงคืน
Things to do

สถานที่อื่นๆ ที่เปิดให้บริการหลังเที่ยงคืน

นอกเหนือจาก ร้านอาหารและคาเฟ่ 24 ชั่วโมง ร้านอาหารรอบดึก และ ร้านข้าวต้มโต้รุ่ง กรุงเทพฯ ในยามค่ำคืนยังมีสถานที่ต่างๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น วัด ตลาดสด หรือซูเปอร์มาร์เก็ต ที่เปิดให้บริการกันจนดึก เรียกได้ว่า ต่อให้ดึกแค่ไหน กรุงเทพฯ ก็มีกิจกรรมให้ทำเสมอ

คอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรีในกรุงเทพฯ

ไนต์คลับยอดนิยมในกรุงเทพฯ

Sing Sing Theater
Nightlife

Sing Sing Theater

ผลงานสร้างสรรค์แห่งใหม่ของแอชลีย์ ซัตตัน ดีไซเนอร์ชาวออสเตรเลียที่ฝากฝีไม้ลายมือไว้กับร้านอาหารและบาร์จำนวนมากในกรุงเทพฯ และสัญญา สุวรรณภูมา โดยได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมจีน บอกเล่าเรื่องราวอันมีสีสันและน่าหลงใหลบนถนนสายเล็กๆ แต่ก็ผสมผสานด้วยสไตล์ฟิวเจอริสติคแบบภาพยนตร์เรื่อง Blade Runner ... คลับแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนสถานที่เก่าที่อยู่ในอนาคต โดยมองผ่านมุมมองแบบในอดีต ตั้งแต่โปสเตอร์สไตล์จีนตรงบริเวณทางเข้า เรื่อยมาจนถึงประตูการผสมผสานงานไม้และงานโลหะรวมไปถึงลายเรขาคณิต โคมจีน และกรงนก การตกแต่งของ Sing SingTheatre นั้นจับเอาแรงบันดาลใจจากรอยัลคอร์ตยาร์ดของจีน ผสมผสานกับโลกอนาคตของไฟนีออน พัดลม และจอสกรีนทำจากไม้ไผ่ที่ให้ความรู้สึกของโฮโลแกรม 3 มิติ นอกจากนี้บริเวณที่เดินทั่วถึงกันตั้งแต่บาร์ชั้นล่าง แดนซ์ฟลอร์ตรงกลางที่บางครั้งก็กลายร่างเป็นเวทีสำหรับการแสดง รวมไปถึงบริเวณระเบียงและที่นั่งชั้นลอย ยังเน้นที่การไหลเวียนของพลังฉี ดังที่ทางร้านกล่าวไว้ว่า ... มังกรแห่งซิงซิงสามารถเคลื่อนไหวและเต้นได้อย่างเป็นอิสระในคลับแห่งนี้

Beam
Nightlife

Beam

ไนต์คลับสุดหรูในย่านทองหล่อมาพร้อมกับแสงสีเสียงอย่างเต็มพิกัด Beam แบ่งพื้นที่เป็น 2 ชั้นที่มีเพลงแตกต่างกันออกไป ในขณะที่ดีเจชั้นนำระดับโลกคอยเปิดเพลงมันส์ๆ ที่ชั้นบย ด้านล่างจะเปิดเป็นเพลงฟังสบายโดยฝีมือดีเจชาวไทย ในส่วนของบาร์นั้นก็มีเครื่องดื่มให้เลือกมากมายทั้ง 2 ชั้น ไม่ว่าจะเป็นค็อกเทลอย่าง Back Burner (เบอร์เบิน Evan Williams Bourbon พริก อบเชย และน้ำผึ้ง) Black Rain (วิสกี้ Kakubin whisky ขิง น้ำตาลทรายดำากญี่ปุ่น) รวมไปถึงแชมเปญอย่าง Moet Mini และ Ace of Spades

Time Out พูดว่า
5 จาก 5 ดาว
Maggie Choo’s
Nightlife

Maggie Choo’s

บาร์และไนต์คลับที่ได้แรงบันดาลใจจากห้องที่กองทัพอังกฤษใช้เก็บเครื่องเคลือบลายเพื่อนำกลับไปถวายสมเด็จพระราชินี

Violett
Nightlife

Violett

ไนต์คลับสุดเท่ในย่านทองหล่อ ที่ต้องลองผลักประตูเข้าไปแล้วจะเจอสเปซดิบๆ ฉาบด้วยไฟนีออนที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากคลับใต้ดินในยุโรป (โดยเฉพาะกรุงเบอร์ลิน) และไฟเลเซอร์สุดอลังการ เพลงที่ Violette เน้นไปที่เพลงเทคโน (วันพุธและวันศุกร์) และเพลงฮิปฮอป (วันพฤหัสบดี วันเสาร์ และวันอาทิตย์) โดยคัดเลือกดีเจดังๆ ไม่ว่าจะเป็น Nakadia, Kolour’s Coran และคู่หู Soi Dogs แบบการันตีว่าเต้นสนุก ส่วนที่เจ๋งไม่แพ้การตกแต่ง เพลง และไฟ ก็คือเครื่องดื่ม ที่หน้าตาดีน่าถ่ายรูปแทบทุกตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้า Jelly Fish (280 บาท) ที่เป็นการผสมผสานของ triple sec, orange and blue curaçao, amaretto, Baileys Irish Cream และ absinthe หรือ Suicide Bomber (280 บาท) ซึ่งเป็นค็อกเทลเบสวอดก้าผสมกับ Malibu rum, amaretto, curaçao และ Baileys Irish Cream รวมไปถึง Nebular 272 (340 บาท) ซึ่งเป็นวอดก้า ท้อปด้านบนด้วยแอบวินธ์ น้ำเสาวรส และน้ำมะนาว

Time Out พูดว่า
4 จาก 5 ดาว
CÉ LA VI
Nightlife

CÉ LA VI

CÉ LA VI ตั้งอยู่บนชั้น 39 ของอาคารสาทร สแควร์ซึ่งมีทั้งส่วนบาร์ แดนซ์ฟลอร์ขนาดใหญ่ และที่นั่งด้านนอกที่มองเห็นวิวสวยๆ ของย่านสาทร

Time Out พูดว่า
4 จาก 5 ดาว
ไนต์คลับอื่นๆ ในกรุงเทพฯ

สุดยอดร้านดนตรีสดในกรุงเทพฯ

Hard Rock Café
Restaurants

Hard Rock Café

ร้านอาหารที่มีของสะสมจากวงดนตรีชื่อดังในระดับตำนานอย่างเครื่องแต่งกายของเอลวิส เพรสลีย์

เทพบาร์
Bars

เทพบาร์

บาร์ประยุกต์แบบไทยที่มาพร้อมชื่อร้านเก๋ๆ อย่าง “เทพ” ที่สื่อความหมายถึงกรุงเทพมหานคร 

The Cavern Club Bangkok
Nightlife

The Cavern Club Bangkok

บาร์สุดเก๋ที่มาพร้อมกับการตกแต่งที่พาเรากลับไปยังประเทศอังกฤษในยุคฮิปปี้ 

Sing Sing Theater
Nightlife

Sing Sing Theater

บาร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมจีน ผสมผสานด้วยสไตล์ฟิวเจอริสติคแบบ Blade Runner