
Entertainment
รวมช่าวบันเทิงบทความและรีวิวภาพยนตร์และซีรีส์ล่าสุด ที่เราอยากให้คุณดูตอนนี้

Movies
ใกล้เข้าสู่ช่วงกลางปีกันแล้ว พฤษภาคมนี้เป็นอีกหนึ่งเดือนที่มีโปรแกรมหนังใหม่เพิ่มเข้ามาแบบไม่ขาดสาย...

Movies
รวมลิสต์ซีรีส์ใหม่แกะกล่อง ฉบับอัปเดตในเดือนเมษายน
เมษายนนี้เตรียมวอร์มรีโมตไว้ให้พร้อม เพราะปีนี้มีไลน์อัปซีรีส์ที่ทยอยเข้าสตรีมแบบไม่มีพัก ตั้งแต่ Beef Season 2 ที่ยกระดับความปั่นสู่สงครามประสาทขั้นสุด...

Movies
อนิเมะที่ดีที่สุดของปี 2026 ณ ตอนนี้ มาดูกันว่ามีเรื่องไหนน่าดูบ้าง
บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกทาง Time Out Worldwide เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 และถูกนำมาเรียบเรียงใหม่เป็นภาษาไทย
ปี 2026...

Movies
รวมหนังฟอร์มยักษ์ 26 เรื่องที่ห้ามพลาดในปี 2026
หลังจากวงการภาพยนต์ผ่านช่วงขึ้นๆ ลงๆ มาหลายปี ปี 2026 นี้กำลังถูกมองว่าเป็นปีชี้ชะตาของอุตสาหกรรมภาพยนต์ ตลอด 12 เดือนที่กำลังจะถึง...

Movies
รวมซีรีส์และสตรีมมิ่งยอดเยี่ยมแห่งปี 2026
ปี 2026 เริ่มต้นขึ้นด้วยจังหวะที่ทำเอาคอหนังแทบหายใจหายคอไม่ทัน ทั้งการกลับมาของสายลับมาดเนี้ยบใน The Night Manager, ความดุเดือดของโลกการเงินใน Industry...
การโฆษณา
อัปเดตข่าวล่าสุดจากวงการบันเทิงไทย-เทศ

Movies
The Sheep Detectives เมื่อแกะช่างจ้อขอสวมรอยนักสืบ ในคดีฆาตกรรมสุดหรรษา
ผลงานชิ้นนี้ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมเยาวชนระดับขึ้นหิ้งอย่าง ‘Three Bags Full’ ของ ‘Leonie Swann’ ที่บอกเล่าเรื่องราวของเหล่าสัตว์พูดได้ที่พร้อมจะละลายหัวใจอันแข็งแกร่งที่สุด ผสมโรงด้วยมุกตลกชั้นดีที่หยอดมาได้อย่างถูกจังหวะ ผู้กำกับอย่าง ‘Kyle Balda’ จาก ‘Minions’ ทำหน้าที่ต้อนพล็อตคดีฆาตกรรมอันซับซ้อน แกะช่างพูด และแง่คิดที่ลึกซึ้ง ให้เข้าที่เข้าทางได้อย่างน่าประทับใจ พร้อมมอบรอยยิ้มให้กับผู้ชมทุกเพศทุกวัย
Photograph: The Sheep Detectives
การร่วมงานกันระหว่าง ‘Balda’ และคนเขียนบทมือทองอย่าง ‘Craig Mazin’ ผู้มีผลงานสุดขั้วตั้งแต่ ‘The Last of Us’ ไปจนถึง ‘Scary Movie’ ได้ตัดสินใจย้ายฉากหลังของเรื่องจากไอร์แลนด์มาสู่ชนบทของอังกฤษแทน ผลลัพธ์ที่ได้คือภาพชีวิตในหมู่บ้านอังกฤษละมุนละไม ตัวละครในหมู่บ้านเต็มไปด้วยสีสันที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น ‘Hugh Jackman’ ในบท ‘จอร์จ ฮาร์ดี้’ คนเลี้ยงแกะจอมหงุดหงิด ตำรวจที่ดูพึ่งพาไม่ได้ซึ่งรับบทโดย ‘Nicholas Braun’ เกษตรกรคู่ปรับอย่าง ‘Tosin Cole’ ไปจนถึงคนขายเนื้อที่เกลียดมังสวิรัติเข้าไส้และบาทหลวงท่าทางมีเลศนัย และเมื่อนักข่าวจากเมืองกรุงอย่าง ‘Nicholas Galitzine’ เดินทางมาเพื่อหาข่าวใหญ่ เบาะแสเดียวที่เขาพอจะหาได้อาจมาจากเจ้าของโรงแรมจอมแส่ที่นำแสดงโดย ‘Hong Chau’ เพราะนี่คือหมู่บ้านที่ปกติแทบไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
Photograph: The Sheep Detectives
ทว่าในความเงียบสงบนั้น จอร์จกลับถูกวางยาพิษเสียชีวิตอย่างปริศนาท่ามกลางทุ่งหญ้ายามวิกาล โชคดีที่ก่อนตายจอร์จได้ฟูมฟักฝูงแกะของเขาด้วยการอ่านนิยายสืบสวนสอบสวนให้ฟังเป็นประจำทุกคืน ดังนั้นเมื่อเหล่าสมาชิกขนปุยพบศพเจ้านาย ภารกิจตามล่าฆาตกรจึงเริ่มต้นขึ้นทันที ยิ่งเมื่อทนายความสาวผู้เย่อหยิ่งอย่าง ‘Emma Thompson’ เผยว่าคนเลี้ยงแกะผู้ล่วงลับทิ้งมรดกไว้มหาศาลถึง 30 ล้านเหรียญ เกมการสืบสวนฉบับ ‘กีบเท้า’ จึงเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยหนังสร้างโลกที่แกะสื่อสารกันเองได้อย่างคล่องแคล่ว ในขณะที่มนุษย์จะได้ยินเพียงเสียงร้องปกติเท่านั้น ซึ่งความใส่ใจเล็กๆ ที่น่ารักคือแม้แต่สิงโต MGM ในตอนเปิดเรื่องยังส่งเสียงร้องเป็นแกะแทนเสียงคำรามเดิม
Photograph: The Sheep Detectives
เบื้องหลังฝูงแกะเหล่านี้คือการระดมพลนักแสดงระดับซูเปอร์สตาร์มาให้เสียงพากย์ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษ นำโดย ‘Julia Louis-Dreyfus’ ในบท ‘ลิลลี่’ แกะจอมอัจฉริยะผู้นำทีมสืบสวน เสริมทัพด้วย ‘Bryan Cranston’ ในบท ‘เซบาสเตียน’ แกะตัวผู้รักสันโดษ และ ‘Chris O’Dowd’ ในบท ‘ม็อพเพิล’ แกะที่มีบุคลิกหม่นๆ ราวกับทหารผ่านศึก
The Sheep Detectives คือภาพยนตร์ที่มอบความบันเทิงอย่างเปี่ยมล้น เป็นการใช้เวลา 2 ชั่วโมงได้อย่างรื่นรมย์และคุ้มค่า พร้อมฝากข้อความกินใจเรื่องความจงรักภักดีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเอาไว้ได้อย่างงดงาม
วันนี้ในโรงภาพยนตร์

Movies
ผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ ผ่านภาพยนตร์ M Studio นำภาพยนตร์ไทยเปิดตลาดที่เมืองคานส์
นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ เมื่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกำลังสยายปีกก้าวข้ามพรมแดนไปผงาดบนเวทีระดับโลกอย่างสง่างาม ในปีนี้ค่ายหนังยักษ์ใหญ่อย่าง M Studio ได้เป็นหัวหอกสำคัญในการนำทัพภาพยนตร์ไทยบุกเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ 2026 (Cannes Film Festival) ณ ประเทศฝรั่งเศส เพื่อเปิดตัวใน Marché du Film ตลาดซื้อขายภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำศักยภาพและยกระดับซอฟต์พาวเวอร์ของไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในสายตานานาชาติ
Photograph: Death Whisperer
Photograph: The Confession of a Sorcerer
สิ่งที่น่าจับตามองและตอกย้ำถึงความก้าวหน้าของวงการหนังไทย คือไลน์อัป ภาพยนตร์ที่ถูกคัดสรรไปโชว์ศักยภาพในปีนี้ ล้วนเต็มไปด้วยความหลากหลายและมีมาตรฐานการผลิตที่ทัดเทียมสากล นำทัพโดยสองผลงานไฮไลต์ที่น่าภาคภูมิใจ ได้แก่ ‘สมิงเขาขวาง’ ภาพยนตร์สยองขวัญพื้นบ้าน (Folk Horror) ฟอร์มยักษ์ภาคแยกจากจักรวาล ‘ธี่หยด’ ที่ไม่ได้มีดีแค่ความสยองขวัญตามเอกลักษณ์แบบไทยๆ แต่ยังจัดเต็มด้วยสเกลงานสร้างและ วิชวลเอฟเฟกต์ระดับโลก เพื่อประกาศให้รู้ว่างานโปรดักชันของไทยก็ทำถึงและยิ่งใหญ่ไม่แพ้ชาติใด ควบคู่ไปกับ ‘คำสารภาพของหมอผี’ ที่หยิบยกเรื่องเล่าสุดฮิตจาก The Ghost Radio มาตีแผ่เป็นภาพยนตร์ที่เน้นความเข้มข้นของบทและการเล่าเรื่องผ่านมิติของความเป็นมนุษย์และไสยศาสตร์
Photograph: M Studio
นอกจากนี้ ความน่าตื่นเต้นยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะ M Studio ยังขนทัพโปรเจกต์ที่โชว์ความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัดของคนทำหนังไทยไปอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น ‘GOD SKIN’ แอ็กชันแฟนตาซีสุดล้ำที่ผสานเทคโนโลยีรอยสักเข้ากับมวยใต้ดิน, ‘สุขสุดท้าย’, ‘Exchange เรียนแลกผี’ และ ‘ของแขก 2’ ซึ่งทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์ชั้นดีว่า คอนเทนต์ไทยมีความหลากหลายและพร้อมเจาะกลุ่มผู้ชมคนรุ่นใหม่ทั่วโลก
การเดินทางไปเมืองคานส์ของ M Studio ภายใต้ทิศทางของ ‘สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์’ ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การนำภาพยนตร์ไปทำตลาดซื้อขาย แต่เป็นการหอบเอาความภาคภูมิใจ ของคนไทยไปประกาศศักดา นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่เราจะได้เห็นภาพยนตร์ไทยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และก้าวขึ้นไปยืนหยัดได้รับการยอมรับอย่างเต็มภาคภูมิบนเวทีโลกอย่างแท้จริง

Things to do
‘เกิด แก่ เจ็บ งาน’ มองชีวิตชนชั้นแรงงานผ่าน 10 ตัวละคร ในโลกภาพยนตร์ไทย
เนื่องในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ตรงกับ ‘วันแรงงาน’ (Labour Day) เราเลยอยากชวนทุกคนลองหันกลับมามอง ชีวิตการทำงานใกล้ตัวกันอีกครั้ง ไม่ใช่ผ่านตัวเลขเศรษฐกิจหรือข่าวนโยบาย แต่ผ่านตัวละครในหนังไทย ที่เล่าเรื่องของคนธรรมดาได้เจ็บแสบไม่แพ้ชีวิตจริง
หลายคนอาจะรู้กันดีว่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กฎหมายแรงงานไทยอาจมีการขยับอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสิทธิลาคลอด การปรับค่าแรงขั้นต่ำในบางพื้นที่ หรืออัปเดตสิทธิประกันสังคมใหม่ๆ แต่คำถามคือ ในชีวิตของคนทำงานจริงๆ สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนอะไรได้มากแค่ไหน?
บทความนี้เลยอยากชวนไปสำรวจ 10 ตัวละครชนชั้นแรงงานในโลกภาพยนตร์ไทย ที่สะท้อนทั้งความฝัน ความเปราะบาง และแรงกดดันในแต่ละอาชีพ ตั้งแต่พนักงานออฟฟิศ ฟรีแลนซ์ คนขับแท็กซี่ ไปจนถึงแรงงานนอกระบบ เพื่อดูว่าสุดท้ายแล้วชีวิตของคนทำงานบนจอ กับนอกจอ มันต่างกันมากน้อยแค่ไหน หรือจริงๆ แล้ว เราอาจกำลังดูเรื่องเดียวกันอยู่ก็ได้

Movies
‘Brand New Landscape’ ระยะสร้างรัก กับครอบครัวที่พังทลาย
‘Brand New Landscape’ (ระยะสร้างรัก) ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ ‘ยุยงะ ดันซึกะ (Yuiga Danzuka)’ ผู้กำกับวัย 26 ปี ที่เพิ่งไปสร้างชื่อในสาย Directors' Fortnight ที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่แค่หนังครอบครัวทั่วไป แต่เป็นภาพสะท้อนของสังคมเมืองยุคใหม่ ที่ตั้งคำถามตัวโตๆ ถึงราคาของความสำเร็จ และสมดุลของวงล้อชีวิตที่ถูกละเลย
ความโดดเด่นประการแรกของภาพยนตร์คือการถ่ายทอด ‘ทัศนียภาพของความเหงา’ ผู้กำกับดันซึกะได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากคุณพ่อของเขาซึ่งเป็นนักภูมิสถาปนิกผู้ออกแบบสวนสาธารณะ ‘Miyashita Park’ ในชิบูย่า งานกำกับภาพของ ‘โคอิจิ ฟุรุยะ (Koichi Furuya)’ ในสัดส่วน 2:1 จึงเต็มไปด้วยการจับภาพวิวเมืองที่กว้างใหญ่ เลี่ยงการโคลสอัพใบหน้าตัวละคร แต่เลือกที่จะปล่อยให้พวกเขาถูกกลืนหายไปกับพื้นที่รอบตัว
Photograph: Brand New Landscape
Photograph: Brand New Landscape
หนังชวนให้เราตระหนักถึงความย้อนแย้งที่น่าเจ็บปวด ฮาจิเมะ (รับบทโดย เคนอิจิ เอนโด) สถาปนิกผู้เป็นพ่อ สร้างเมืองและพื้นที่ที่ดึงดูดให้ผู้คนมากมายมาตกหลุมรัก แต่ในขณะเดียวกัน โครงการพัฒนาเมืองของเขากลับไล่ที่คนไร้บ้าน และในชีวิตจริง เขาก็ ‘ไล่ที่’ ความสัมพันธ์ของครอบครัวตัวเองออกไปเพื่อแลกกับชื่อเสียง เงินทอง และความสำเร็จที่สิงคโปร์
จังหวะของหนังดำเนินไปอย่างเงียบงัน หนังแบ่งพาร์ทเวลาชัดเจนจากจุดเริ่มต้นที่ครอบครัวเริ่มร้าวฉาน นำไปสู่การสูญเสียผู้เป็นแม่ (ฮารุกะ อิกาวะ) และกระโดดข้ามเวลา 10 ปีมายังปัจจุบัน ที่ลูกชายอย่าง เรน (โคได คุโรซากิ) และลูกสาวอย่าง เอมิ (ไม คิริว) เติบโตขึ้นมาพร้อมกับรอยแผลเป็นทางใจ และการโคจรกลับมาเจอกันของพ่อและลูกๆ หลังจากผ่านไปนับทศวรรษ จึงไม่ใช่ฉากเคล้าน้ำตาแบบสูตรสำเร็จ แต่เป็นบทสนทนาแห่งความเงียบเหงาและอึมครึม หนังโยนความจริงใส่หน้าผู้ชม
Photograph: Brand New Landscape
Photograph: Brand New Landscape
‘Brand New Landscape’ อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่มอบความบันเทิงในรสชาติที่จัดจ้าน แต่เป็นงานภาพยนตร์ที่ทำงานกับความคิดหลังดูจบ มันดึงเราเข้าไปสำรวจซอกหลืบความเหงาของเมืองใหญ่ และเตือนสติเราว่า ในขณะที่เรากำลังมุ่งมั่นสร้าง ‘แลนด์สเคป’ แห่งความสำเร็จในชีวิตการงาน เราได้เผลอทุบทำลาย ‘บ้าน’ ของตัวเองทิ้งไปแล้วหรือยัง?
เข้าฉายแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์

Movies
‘The Drama’ หนังที่จะทำให้การแต่งงานเป็นวันที่อึดอัดที่สุดในชีวิต
หนังเรื่องนี้จงใจสร้างความอึดอัดแบบทำให้คนดูรู้สึกกระสับกระส่าย โดยจับคู่ ‘เซ็นเดยา (Zendaya)’ และ ‘โรเบิร์ต แพตตินสัน (Robert Pattinson)’ เป็น ‘เอ็มม่า’ และ ‘ชาร์ลี’ หนุ่มสาววัยมิลเลนส์เนียลหน้าตาดีที่ความสัมพันธ์เริ่มต้นเหมือนฉากพบกันแบบโรแมนติกคอมเมดี้ เขาเป็นหนุ่มอังกฤษใส่แว่น บุคลิกเคร่งขรึมเล็กน้อย พร้อมผมหน้าม้าที่ดูยุ่งๆ แบบหนุ่มฮ็อตเนิร์ด ส่วนเธอเป็นหญิงสาววัย 30 ที่สวยสะดุดตา มีความบกพร่องทางการได้ยินบางส่วน และไม่เคยตกหลุมรักใครมาก่อน
ขณะที่ทั้งคู่กำลังจะเข้าสู่พิธีแต่งงาน พวกเขานั่งดื่มไวน์ส้มระหว่างชิมอาหารของบริษัทจัดเลี้ยงในงานวิวาห์ เมื่อเพื่อนสนิท ‘เรเชล’ (อลานา แห่งวง Haim) และ ‘ไมค์’ (มามูดู อาธี) ที่เริ่มเมา เสนอเกมขึ้นมา ทุกคนต้องสารภาพสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่เคยทำ
เอ็มม่าเป็นคนสุดท้าย และสิ่งที่เธอพูดออกมาก็กลายเป็นประเด็นที่สั่นสะเทือนโลกอินเทอร์เน็ต หากคุณยังไม่รู้ว่า ‘เรื่องนั้น’ คืออะไรที่ทำให้ชาร์ลีถึงกับตั้งตัวไม่ทัน เราจะไม่สปอยล์ แต่บอกได้แค่ว่ามันไปแตะจุดเจ็บปวดแบบอเมริกันอย่างชัดเจน ในแบบที่ให้ความรู้สึกตื้นเขิน และตัดสินใจเล่าได้อย่างผิดพลาด
โดยหนังเรื่องนี้พูดถึงความลังเลก่อนแต่งงาน และคำถามว่าเรารู้จักคนคนที่เราตัดสินใจจะให้เป็นคู่ชีวิตด้วยดีแค่ไหน หรืออยากจะรู้จักมากแค่ไหน นี่จึงไม่ใช่แค่ภาพยนตร์ แต่มันคือประเด็นให้ถกเถียง
Photograph: The Drama
Photograph: The Drama
ผู้กำกับชาวนอร์เวย์ ‘Kristoffer Borgli’ ชื่นชอบการทำให้ผู้ชมรู้สึกไม่สบายใจ เช่นเดียวกับ ‘Ari Aster’ ผู้กำกับ ‘Midsommar’ ที่มารับหน้าที่โปรดิวเซอร์บริหาร ผลงานก่อนหน้าของ ‘Borgli’ อย่าง ‘Dream Scenario’ (เรื่องที่ ‘นิโคลัส เคจ’ ไปปรากฏในความฝันของคนแปลกหน้า) ก็เคยหยิบประเด็นวัฒนธรรมการแบนคนดังมาเล่นอย่างกล้าหาญและแปลกใหม่เช่นกัน แต่สิ่งที่เขายังขาดคือการต่อยอดไอเดียอย่างเป็นผู้ใหญ่ เขาโยนประเด็นมากมายออกมาแบบกระจัดกระจาย เช่น การคิดในแง่ลบของผู้หญิงเชื้อสายผสม กับการกระทำผิดของคนผิวขาว อะไรแย่กว่ากัน? แต่ก็ไม่ได้พัฒนามันต่อ จนถึงประเด็นที่หยิบยกมาเล่าในหนังเรื่อง แต่จะเป็นประเด็นอะไรนั้น คงต้องรอติดตามพร้อมกัน
Photograph: The Drama
Photograph: The Drama
หนังมีจังหวะให้หัวเราะอยู่บ้าง และในช่วงหนึ่งก็สร้างความตึงเครียดได้น่าติดตาม มาลุ้นกันว่า ‘เรื่องนั้น’ จะถูกเปิดเผยเมื่อไร และเขาจะได้ลงเอยแบบคู่ชีวิต หรือแบบคนแปลกหน้า กับ ‘The Drama แต่งก็บ้า…ดราม่าเบอร์นี้’ 23 เมษายนนี้ ในโรงภาพยนตร์
สำหรับใครที่อยากเลือกชมโปรแกรมเพิ่มเติม เรามีรวมลิสต์หนังน่าดูประจำเดือนเมษายน มาให้คุณด้วย

Movies
ปลุกไฟนักทำหนังรุ่นใหม่ หอภาพยนตร์ชวนส่งโปรเจกต์หนังสั้นชิงทุนสร้างปี 2569
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีไอเดียหนังสั้นอยู่ในหัว หรือกำลังปั้นโปรเจกต์หนังของตัวเองอยู่ นี่อาจเป็นโอกาสดีที่จะทำให้มันเกิดขึ้นจริง เพราะตอนนี้หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) เปิดรับสมัครโครงการ สนับสนุนการผลิตภาพยนตร์สั้น ปีงบประมาณ 2569 เพื่อช่วยผลักดันนักทำหนังได้มีโอกาสสร้างผลงาน และเตรียมก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อสร้างสรรค์ในอนาคต
โครงการนี้ตั้งใจจะใช้ภาพยนตร์เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเผยแพร่ซอฟต์พาวเวอร์ของไทย ไม่ว่าจะเป็นศิลปวัฒนธรรม การท่องเที่ยว หรืออัตลักษณ์ของประเทศ พร้อมทั้งช่วยยกระดับคุณภาพการสร้างสรรค์ผลงานของบุคลากรในวงการภาพยนตร์ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกัน
สำหรับผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการของโครงการ จะได้รับ ทุนสนับสนุนการผลิตภาพยนตร์สั้นสูงสุดโครงการละ 400,000 บาท โดยเปิดรับโครงการหนังสั้นความยาว ไม่เกิน 30 นาที และ ไม่จำกัดรูปแบบ จะเป็นหนังเรื่อง สารคดี หรือแนวทดลองก็ได้
อีกข้อที่น่าสนใจคือโปรเจกต์ที่ส่งสมัคร สามารถอยู่ในขั้นตอนไหนของการทำหนังก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นช่วงพัฒนาบท ก่อนการผลิต ระหว่างการถ่ายทำ หรือหลังการผลิต หากต้องการทุนเพื่อช่วยให้โปรเจกต์เสร็จสมบูรณ์ก็สามารถส่งเข้าร่วมได้เช่นกัน
เงื่อนไขการรับสมัคร
ผู้สมัครต้องมีสัญชาติไทยและมีอายุ 20 ปีขึ้นไป
ต้องเคยมีผลงานภาพยนตร์สั้น อย่างน้อย 1 เรื่อง
สามารถส่งได้ มากกว่า 1 โครงการ แต่จะได้รับทุนสนับสนุน เพียง 1 โครงการ
โครงการที่ได้รับทุนต้องผลิตภาพยนตร์ให้เสร็จ ภายในวันที่ 15 กันยายน 2569
สำหรับนักทำหนังที่อยากเปลี่ยนไอเดียในหัวให้กลายเป็นภาพบนจอ นี่อาจเป็นจังหวะดีที่จะลองส่งโปรเจกต์ของคุณดูสักครั้ง ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.fapot.or.th หมดเขตการรับสมัครวันที่ 20 มีนาคม 2569

Movies
‘โกฮัง..หัวใจโกโฮม’ หนังฟีลกู้ดเรื่องใหม่จาก GDH เมื่อรักแท้มี 4 ขา และความหมายของบ้านอาจหมายถึงใครสักคน
ถ้าใครเคยเสียน้ำตาให้ หลานม่า มาแล้ว มีสิทธิ์สูงมากที่คุณจะต้องเตรียมทิชชูไว้ให้พร้อมสำหรับหนังเรื่องใหม่จาก GDHเพราะแค่ตัวอย่างแรกของ ‘โกฮัง..หัวใจโกโฮม’ ก็ทำหลายคนใจบางตั้งแต่ยังไม่ทันได้ดูเต็มเรื่อง หลายเสียงบอกตรงกันว่า แค่ดูตัวอย่างก็แทบจะน้ำตาคลอแล้ว
Photograph: GDH
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการร่วมงานกันระหว่าง GDH และ BASK ที่หยิบเรื่องราวเรียบง่ายของหมาจรหนึ่งตัวกับเจ้านาย 3 คน มาเล่าผ่าน 3 ช่วงชีวิตของมัน ตั้งแต่วัยเด็ก วัยหนุ่ม ไปจนถึงวัยแก่ โดยแบ่งการเล่าเรื่องออกเป็น 3 มุมมองจาก 3 ผู้กำกับ ได้แก่ ชยนพ บุญประกอบ, พูนพิริยะ และ อัตตา เหมวดี พร้อมได้ วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ โปรดิวเซอร์จาก หลานม่ามาดูแลภาพรวมของโปรเจกต์อีกครั้ง
เรื่องราวเริ่มต้นจากลูกหมาจรพันธุ์บางแก้วขนสีขาวจมูกชมพูตัวหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยอยู่หน้าเซเว่น กิน นอน และวิ่งเล่นไปวันๆ แต่ลึกๆ แล้วมันก็มีความฝันเล็กๆ ว่าอยากมีบ้านที่อบอุ่นสักครั้งในชีวิต จนวันหนึ่งได้มาพบกับเจ้าของคนแรก ‘ฮิโระ’ (ยาซูชิ คิตะจิมะ) วิศวกรรถยนต์ชาวญี่ปุ่นวัยใกล้เกษียณ ผู้ตั้งชื่อให้มันว่า ‘โกฮัง’ จากนั้นโชคชะตาก็พามันไปพบกับเจ้าของคนที่สอง ‘น้ำชา’ (พิ้งกี้ ปู มามี ตา) แม่บ้านชาวเมียนมาที่คอยดูแลและปกป้องมันในช่วงเวลาที่อาศัยอยู่ในบ้านพักพิงสุนัขจรจัด
เมื่อเวลาผ่านไป โกฮังเติบโตเป็นหมาคณะรุ่นเก๋า และได้มาเจอกับเจ้าของคู่ใหม่ ‘เปเล่’ (จินเจษฎ์ วรรธนะสิน) และ ‘ใจดี’ (ต้นตะวัน ตันติเวชกุล) สองนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ตัดสินใจช่วยกันดูแลมัน และสำหรับหมาแก่ตัวนี้ วิธีตอบแทนความรักของมันก็คือการค่อยๆ สอนให้ทั้งคู่ได้เข้าใจความหมายของคำว่า ความรักอีกครั้งผ่านชีวิตธรรมดาๆ ของสัตว์สี่ขา
Photograph: GDH
ในฝั่งนักแสดง หนังรวมทีมนักแสดงจากสามสัญชาติ ทั้งไทย ญี่ปุ่น และเมียนมา และดาวเด่นของเรื่องก็คือ น้องหมาขนสีขาวจมูกสีชมพูสายพันธุ์บางแก้ว ที่มารับบทโกฮัง โดยเรื่องนี้ใช้สุนัขถึงสามตัวเพื่อแสดงในแต่ละช่วงวัย ได้แก่ โกฮัง, มีโชค และ หิมะ
Photograph: GDH
นี่คือหนังอบอุ่นฟีลกู้ดในแบบที่ถนัดมือของ GDH ที่พร้อมชวนคุณไปยิ้มทั้งน้ำตากับเรื่องราวของสี่ขาที่อาจทำให้คำว่า ‘บ้าน’ มีความหมายมากขึ้นอีกนิด
2 เมษายนนี้ ‘โกฮัง..หัวใจโกโฮม’ เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ

Music
เตรียมดำดิ่งสู่ห้วงอารมณ์หม่นเศร้า JOJI ประกาศเวิลด์ทัวร์ครั้งใหม่ ปักหมุดประเทศไทย 24 พ.ย.นี้
ใครที่คิดถึงโชว์ของชายหนุ่มหน้ามึนที่ทำเพลงเศร้าได้เหงาจับใจ เตรียมกลับไปดื่มด่ำกับซาวด์หม่นๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของเขากันอีกครั้ง เพราะล่าสุด JOJI ศิลปินขวัญใจสาย alternative r&b ได้ประกาศเวิลด์ทัวร์ครั้งใหม่ในชื่อ ‘OLARIS TOUR 2026’ โดยผู้จัด Live Nation Tero พร้อมปักหมุดแลนดิ้งที่กรุงเทพฯ วันที่ 24 พฤศจิกายนนี้
หลังจากที่ปล่อยให้แฟนเพลงชาวไทยนั่งฟังเพลย์ลิสต์เก่าวนไปเกือบ 4 ปีเต็ม นับตั้งแต่คอนเสิร์ต Smithereens Tour เมื่อปี 2022 ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา JOJI ได้มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการซุ่มทำงานเพลงและทยอยปล่อยผลงานใหม่ๆ ออกมาสร้างความฮือฮาในโลกออนไลน์
Photograph: LiveNation Asia
โดยเฉพาะโปรเจกต์อัลบั้มล่าสุดอย่าง ‘Piss In The Wind’ ผลงานชุดใหม่ที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม ทั้งในแง่ของงานภาพ และกลยุทธ์การโปรโมตที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งการใช้นายแบบหน้าคล้ายมาเป็นภาพแทนตัวเองในมิวสิกวิดีโอ รวมถึงทิศทางของดนตรีที่ทวีความเข้มข้นขึ้น โดยยังคงกลิ่นอายความหม่นและเนื้อหาที่เข้าถึงอารมณ์ ซึ่งเป็นลายเซ็นสำคัญที่ทำให้เขามีฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นทั่วโลก
การกลับมาครั้งนี้จึงใช่การนำผลงานใหม่มาถ่ายทอดสดบนเวที แต่ยังเป็นการตอกย้ำกระแสความนิยมของเขาในประเทศไทยที่ยังคงพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ก่อนหน้านี้เจ้าตัวได้โพสต์ข้อความสั้นๆ ผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัวว่า ‘tour’ เพื่อส่งสัญญาณ วันนี้แฟนๆ ชาวไทยก็ไม่ต้องลุ้นกันอีกต่อไป เตรียมทิชชู่ไปซับน้ำตา พร้อมเข้าถึงขั้วอารมณ์หม่นหมองอันเป็นลายเซ็นต์ลับเฉพาะของเขาได้สิ้นปีนี้
ติดตามรายละเอียดผังที่นั่งและราคาบัตรเพิ่มเติมได้เร็วๆ นี้ที่: Live Nation Tero

Movies
ตามรอยสถานที่ถ่ายทำ ‘Wuthering Heights’ มหากาพย์รักกอธิคฉบับปี 2026
ถ้าคุณคิดว่า Wuthering Heights คือวรรณกรรมรักคลาสสิกที่มีแต่หมอก ทุ่งมัวร์ และความโศกเศร้าแบบผู้ดีอังกฤษ ขอต้อนรับสู่ปี 2026 ที่ เอเมอรัลด์ เฟนเนลล์ กำลังจะพานิยายกอธิคของ เอมิลี บรอนเต กลับมามีชีวิตอีกครั้งในเวอร์ชันที่จัดจ้านและเข็ดฟัน สมกับลายเซ็นผู้กำกับ Saltburn แบบไม่ต้องทำเป็นสุภาพ
ครั้งนี้ความสัมพันธ์ระหว่าง แคทธี (มาร์โกต์ ร็อบบี) และ ฮีทคลิฟฟ์ (เจค็อบ เอลอร์ดี) ไม่ได้ถูกเล่าด้วยความโรแมนติกแบบนุ่มนวล แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงปรารถนา ความแค้น และพลังทำลายล้างที่เหมือนพายุในยอร์กเชียร์ พายุที่เฟนเนลล์ตั้งใจจะถ่ายให้เห็นเป็นตัวละคร อีกตัวหนึ่งของเรื่อง
และถึงแม้ผู้กำกับจะตีความเรื่องนี้ผ่านสายตาวัยรุ่นที่ร้อนแรงกว่าเดิม แต่สิ่งหนึ่งที่เธอไม่ยอมละทิ้งคือภูมิทัศน์ อันเป็นหัวใจของนิยายต้นฉบับ เพราะในโลกของบรอนเต ทุ่งมัวร์ไม่ได้เป็นแค่ฉากหลัง แต่มันคืออารมณ์ คือบาดแผล และคือความทรงจำที่กัดกินคนได้พอๆ กับความรัก
ตัวผู้เขียนอย่างเอมิลี บรอนเต เกิดและเสียชีวิตที่เวสต์ยอร์กเชียร์ในวัยเพียง 30 ปี และ วูเธอริง ไฮต์ส คือผลงานเพียงเล่มเดียวที่เธอฝากไว้ แต่กลับดังพอจะกลายเป็นหนึ่งในตำนานรักที่ถูกหยิบมาดัดแปลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์อังกฤษ
เวอร์ชันของเฟนเนลล์เลือกใช้ทุ่งมัวร์ เนินเขา และหุบเขาแถบยอร์กเชียร์ (โดยเฉพาะนอร์ทยอร์กเชียร์) เป็นพื้นที่หลักในการจำลองโลกชนบทระหว่างบ้านในวัยเด็กของแคทธี และคฤหาสน์ทรัชครอส แกรนจ์ที่เธอแต่งงานเข้าไปอยู่ แม้จะไม่ใช่ฮาเวิร์ธ บ้านเกิดของบรอนเตแบบเป๊ะๆ แต่ก็ใกล้พอจะทำให้สายลมบนจอมีน้ำหนักแบบที่คนอ่านนิยายจำได้ทันที
และมันสมจริงกว่าเวอร์ชันปี 1939 ของ ลอเรนซ์ โอลิวิเยร์ ที่ฉากหลังดันเหมือนหลุดมาจากแคลิฟอร์เนียอยู่พอสมควร (แม้ว่าเวอร์ชันปี 2011 ของ แอนเดรีย อาร์โนลด์ จะเลือกถ่ายที่นอร์ทยอร์กเชียร์เหมือนกันก็ตาม)
ต่อไปนี้คือโลเคชันสำคัญที่คุณจะได้เห็นในภาพยนตร์
Photograph: Warner Bros.
โขดหินที่แคทธีนั่งรอฮีทคลิฟฟ์ คือ Healaugh Crag ที่ North Yorkshireหลังจากฮีทคลิฟฟ์ จากวูเธอริง ไฮต์สไป และทิ้งให้แคทธีจมอยู่กับความโหยหา ฉากเศร้าหลายช่วงของเธอถูกวางไว้บนโขดหินที่ยื่นออกมาใน Reeth Estate ใกล้กับ Richmond จุดนี้คือแนวสันเขาที่อยู่เหนือตัวบ้านในภาพยนตร์ วิวสวยแบบที่คุณยืนอยู่แล้วจะเข้าใจทันทีว่าทำไมคนถึงยอมให้ความรักทำลายตัวเองได้
Photograph: Warner Bros.
ภายนอกของบ้าน Wuthering Heights ถ่ายทำที่ Old Gang Smelting Mill ใน Yorkshire Dalesบ้านที่แคทธีและฮีทคลิฟฟ์เติบโตมา ภายใต้การดูแลแบบไม่ค่อยใส่ใจนักของ มิสเตอร์เอิร์นชอว์ (มาร์ติน คลูนส์) ถ่ายทำฉากกว้างที่ Old Gang Smelting Mill ใกล้หมู่บ้าน Langthwaite ในพื้นที่นอร์ทยอร์กเชียร์และที่น่าสนใจคือสถานที่แห่งนี้เคยเป็นโรงถลุงตะกั่วในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 ก่อนจะกลายเป็นโบราณสถานระดับเกรดทูในปัจจุบัน ใครอยากไปตามรอย แนะนำให้พกบูทเดินป่าและเตรียมแผนที่ไว้ให้ดี เพราะเส้นทางไม่ได้ใจดีกับคนเมืองเท่าไหร่
Photograph: Warner Bros.
ฉากต้นไม้ถ่ายทำที่ Booze Moor ใน Yorkshire Dalesถ้าในนิยายเราจะจำภาพของแคทธีและฮีทคลิฟฟ์เป็นคู่รักที่กัดกันมากกว่ากอดกัน แต่เวอร์ชันนี้ดูเหมือนตัวผู้กำกับจะเพิ่มฉากกิจกรรมกลางแจ้งให้มากขึ้น โดยเฉพาะช่วงต้นเรื่องที่จบลงด้วยฉากที่หนุ่มหล่อมาดเซอร์อุ้มเธอไปวางไว้บนกิ่งไม้ในชุดจัดเต็ม ฉากนี้ถ่ายทำที่มุมตะวันออกเฉียงเหนือของ Yorkshire Dales รวมถึงฉากควบม้าสุดระทึกในช่วงองก์ที่สามของเจค็อบ เอลอร์ดี ในลุค ‘Georgian fuckboy’
Photograph: Warner Bros.
ฉากภายในของ Thrushcross Grange และ Wuthering Heights ถ่ายทำที่ Leavesden Studios
สตูดิโอยักษ์ใหญ่ของ Warner Bros. นอกลอนดอน ซึ่งเป็นบ้านของ Harry Potter และ Barbie ถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำฉากภายในที่หรูหราและเซ็ตฉากอันวิจิตร ผลงานของโปรดักชั่นดีไซเนอร์ ซูซี เดวีส์ ทั้งห้องรับรองและห้องนอนของ Thrushcross Grange ไปจนถึงห้องนอนที่ทรุดโทรมและห้องครัวของ Wuthering Heights ถูกสร้างขึ้นและถ่ายทำที่นี่
Photograph: ©National Trust Images/James DobsonKnole House in Kent was used extensively in ‘Wuthering Heights’
ฉากแขวนคอและการหนีตามกันถ่ายทำที่ Knole House ใน Kent
คฤหาสน์อายุ 500 ปีของ National Trust แห่งนี้ตั้งอยู่ในสวนกวางยุคกลาง และมีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ยุคอาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรีไปจนถึงพระเจ้าเฮนรีที่ 8 ที่สำคัญคือ โนล เฮาส์ เป็นโลเคชันที่วงการภาพยนตร์อังกฤษใช้บ่อยมาก The Beatles เคยมาถ่ายมิวสิกวิดีโอเพลง Strawberry Fields Forever ที่นี่ และภายนอกอาคารยังเคยถูกใช้เป็นพระราชวังไวท์ฮอลล์ใน Sherlock Holmes (2011) ของ กาย ริตชี สำหรับหนังเวอร์ชันนี้ เปิดด้วยฉากแขวนคอที่ถ่ายในลานบ้านของโนล และกลับมาที่นี่อีกครั้งเพื่อใช้เป็นเมือง Gretna Green ในฉากที่ฮีทคลิฟฟ์หนีตามไปกับ อิซาเบลลา (อลิสัน โอลิเวอร์)
📍 Here’s how to visit Knole House
West Yorkshire (Bridestones Moor) ใช้ถ่ายทำฉากทุ่งกว้างอีกหนึ่งสถานที่อันสมบุกสมบันที่เป็นฉากหลังของรักอันเร่าร้อนนี้ อยู่ใกล้กับหัวใจของบรอนเต ใน West Yorkshire มากขึ้นอีกนิด Bridestones Moor เป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติที่ตั้งอยู่ใกล้กับเมือง Todmorden แหล่งเดินป่ายอดนิยมที่รู้จักกันจากหินรูปทรงประหลาดที่ถูกลมกัดเซาะมานานนับพันปี ภูมิทัศน์ที่นี่มีมรดกทางวรรณกรรมของตัวเองด้วย เพราะมันเคยถูกจารึกไว้ในบทกวี ‘Bridestones’ ของ เท็ด ฮิวจ์ส และเพื่อฉลองการเข้าฉายของหนัง
Wuthering Heights เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วโลกแล้ววันนี้

Theater
เซ็กซ์ ผี และ ‘The Matrix’ ฉลอง 130 ปีของ ‘Regent Street Cinema’
ด้วยจำนวนโรงภาพยนตร์มากกว่า 100 แห่ง ลอนดอน จึงเป็นดินแดนมหัศจรรย์สำหรับคนรักภาพยนตร์ เพียงแง้มม่านของโรงภาพยนตร์อันเป็นที่รักบางแห่ง คุณจะได้พบกับประวัติศาสตร์อันน่าหลงใหลมากมาย และ ‘Regent Street Cinema’ ก็เป็นหนึ่งในสถานที่เหล่านั้น
ในเดือนนี้ โรงภาพยนตร์แห่งนี้กำลังเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปี นับตั้งแต่กลายเป็นสถานที่กำเนิดของภาพยนตร์อังกฤษ ด้วยการฉายการแสดง Cinématographe ที่ปฏิวัติวงการของพี่น้องลูมิแอร์ ในปี 1896 ที่พลิกโฉมโลกแห่งความบันเทิงไปตลอดกาล
ตลอดหลายทศวรรษนับจากนั้นมา สถาบันแห่งนี้เคยจัดฉายทั้งสารคดีธรรมชาติที่ชวนถกเถียง ภาพยนตร์เรท R การแสดงละครเปลือย และแม้กระทั่งต้อนรับสมาชิกของราชวงศ์และดาวร็อกแอนด์โรล ขณะที่โรงภาพยนตร์จอเดียวอันเปล่งประกายราวกับทองคำแห่งนี้ กำลังเฉลิมฉลองวาระครบรอบด้วยกิจกรรมยาว 10 วัน
ในเดือนนี้ Time Out ได้พาไปสำรวจคลังเอกสารของ University of Westminster เพื่อเปิดเผยเรื่องราวเบื้องหลังหนึ่งในโรงภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์มากที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองหลวงอังกฤษ
เตรียมป๊อปคอร์นให้พร้อม แล้วเตรียมตัวออกเดินทางข้ามกาลเวลาไปด้วยกัน
Photograph: University of Westminster
การระเบิดและการทดลอง (1838 - 1862)
ในปี 1838 The Polytechnic Institution ที่ 309 Regent Street เปิดให้สาธารณชนเข้าชม และท่ามกลางการเปิดสตูดิโอถ่ายภาพแห่งแรกของยุโรปบนดาดฟ้าในปี 1841 และการเพิ่มโรงละครที่สำคัญในปี 1848 ศูนย์การศึกษาแห่งนี้ก็พัฒนาชื่อเสียงอย่างรวดเร็วในฐานะศูนย์กลางของนวัตกรรมเทคโนโลยีในยุควิกตอเรีย
‘มันเหมือนกับการผสมระหว่าง Science Museum ในปัจจุบัน กับการบรรยายและห้องทดลอง’ Elaine Penn ผู้ดูแลคลังเอกสารของ University of Westminster กล่าว ‘มีการทดลองเกี่ยวกับไฟฟ้า การระเบิด และแม้กระทั่งระฆังดำน้ำ ที่สามารถบรรจุคนได้ 6 คน’
ภาพลวงตาทางแสงที่มีชื่อเสียงอย่างหนึ่ง ซึ่งรู้จักกันในชื่อ ‘Pepper’s Ghost’ ทำให้ภาพผีปรากฏบนเวที ระหว่างการแสดงคืนคริสต์มาสอีฟของ The Haunted Man ของ Charles Dickens ในปี 1862 ซึ่งเป็นลางบอกเหตุถึงอนาคตของสถานที่แห่งนี้ในฐานะวิหารของการเล่าเรื่องด้วยภาพ ‘ทุกวันนี้เรามอง CGI เป็นเรื่องปกติ’ Penn กล่าวต่อ ‘แต่สิ่งเหล่านี้ทำด้วยมือ และมันมหัศจรรย์จริงๆ’
สถานที่กำเนิดของภาพยนตร์อังกฤษ (1896)
ประวัติศาสตร์ถูกสร้างขึ้นอีกครั้งในปี 1896 เมื่อพี่น้องลูมิแอร์เลือก ‘Regent Street Theatre’ เพื่อแสดงภาพยนตร์สั้น ‘Workers Leaving the Lumière Factory’ และ’ Train Pulling into a Station’ ด้วยเครื่อง Cinématographe ที่ปฏิวัติวงการของพวกเขา และนี่คือครั้งแรกที่ภาพเคลื่อนไหวถูกฉายบนจอในสหราชอาณาจักร
เรื่องเล่าว่าผู้ชมที่จ่ายเงินวิ่งหนีออกจากอาคารด้วยความตื่นตระหนกอาจเป็นเรื่องเกินจริง แต่ Polytechnic Magazine ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 1896 ก็ยืนยันถึงความน่าทึ่งนี้ ‘มันคือการถ่ายภาพที่มีชีวิต’ บทความกล่าวอย่างชื่นชม ‘เอฟเฟกต์นั้นน่ามหัศจรรย์เสียจริงๆ’ แต่การปฏิวัติไม่ได้เกิดขึ้นทันที ในปี 1899 โรงละครยังถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น รวมถึงชั้นเรียนตัดเย็บเสื้อผ้า
Photograph: University of Westminster
การปลุกใจทหาร (1899 - 1913)
ในรุ่งอรุณของศตวรรษที่ 20 โรงละครแห่งนี้กำลังสร้างสถานะของตนในฐานะ ‘หนึ่งในพื้นที่ฉายภาพยนตร์ถาวรแห่งแรกของประเทศ’ เมื่อภาพยนตร์ ‘Our Navy’ และ ‘Our Army’ ของ Alfred West ถูกฉายอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 14 ปี ตั้งแต่ปี 1899
เมื่อสงครามบูร์ครั้งที่ 2 (Second Boer War) เริ่มต้นในปีเดียวกัน ภาพยนตร์สั้นเพื่อการส่งเสริมเหล่านี้ แสดงภาพทหารระหว่างการฝึก ถูกตั้งใจเพื่อช่วยในการรับสมัครทหาร ซึ่ง West อ้างว่ามีผู้ชมมากกว่า 2 ล้านคน
Photograph: University of Westminster
สิ่งมหัศจรรย์ของโลก (1923 - 1931)
โปรแกรมฉายภาพยนตร์มีสีสันมากขึ้นเมื่อ ‘The Times’ ประกาศว่า ‘Polytechnic Cinema’ เป็น ‘บ้านถาวรของภาพยนตร์ท่องเที่ยว’ ในปี 1923 ‘มันกลายเป็นที่รู้จักอย่างมากสำหรับภาพยนตร์ธรรมชาติที่แสดงการสำรวจสถานที่อย่างแอฟริกาและเทือกเขาหิมาลัย’ Penn กล่าว ภาพยนตร์เหล่านั้นรวมถึง ‘Chang: The Serendipitous Screen Epic of the Jungle’ ซึ่งถ่ายทำในประเทศไทย และ ‘Climbing Mt. Everest’ และ ‘The Wonderland of Big Game’ ซึ่งถูกฉาย 280 ครั้ง ในเวลาเพียง 3 เดือน ซึ่งภาพยนตร์เหล่านี้เป็นภาพยนตร์เงียบ แต่ได้รับการเสริมด้วยคำบรรยาย ดนตรี และเสียงสัตว์
Photograph: University of Westminster
สิ่งต่างๆ กลายเป็นเสียงดนตรี (1936)
การปรับปรุงครั้งใหญ่ระหว่างปี 1923 ถึง 1927 เพิ่มระเบียงโค้ง และสไตล์ art deco ในปี 1936 โรงภาพยนตร์ซื้อออร์แกน ‘John Compton’ อันมีชื่อเสียง ซึ่งยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน สำหรับการแสดงรายเดือนและการบรรเลงประกอบภาพยนตร์คลาสสิก เช่น The Cabinet of Dr Caligari, The Third Man, The Ladykillers
การยกระดับขวัญกำลังใจ (1939 - 1951)
สถานที่แห่งนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ‘Cameo News Theatre’ และต่อมาเป็น ‘Cameo Polytechnic’ โดยสร้างชื่อเสียงจากการฉายภาพยนตร์ต่างประเทศที่มีเนื้อหายั่วยวนซึ่งอยู่บน ‘เส้นแบ่งระหว่างศิลปะ และเซ็กซ์’ โปสเตอร์โปรโมทชวนตื่นเต้น ถูกใช้เพื่อดึงดูดผู้ชมให้มาชมภาพยนตร์อย่าง ‘The Secret of Mayerling’ (1949) และ ‘Minne, l'ingénue libertine’ (1950)
ในปี 1951 ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ก็ถูกสร้างขึ้นอีกครั้ง เมื่อสถานที่แห่งนี้กลายเป็นแห่งแรกในสหราชอาณาจักรที่ฉายภาพยนตร์เรทอาร์ แม้ว่าในความเป็นจริง การจัดเรท ‘สำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น’ ของ ‘La Vie Commence Demain’ (1950) จะฉายภาพการผ่าชำแหละสัตว์และการทำลายล้างด้วยอาวุธนิวเคลียร์ มากกว่าจะเกี่ยวข้องกับเนื้อหาทางเพศโดยตรงก็ตาม
ยุคร็อกสตาร์ (1962–1970)
ในขณะที่กลุ่มนักศึกษาของ ‘Polytechnic’ ได้สร้างวงดนตรีอย่าง ‘Pink Floyd’ ขึ้นมาในช่วงทศวรรษ 1960 ไอคอนแห่ง pop culture ตั้งแต่ ‘Keith Richards’ แห่งวง The Rolling Stones ไปจนถึงนักแสดงหญิง ‘Sharon Tate’ ต่างหลั่งไหลมายัง ‘Cameo Poly’ เพื่อเข้าร่วมงานพรีเมียร์ของภาพยนตร์ เช่น ‘Cul-de-sac’ (1966) ของผู้กำกับ ‘Roman Polanski’
นี่คือทศวรรษที่โรงภาพยนตร์แห่งนี้รุ่งเรืองในฐานะโรงหนังอาร์ตเฮาส์ที่ทันสมัย โดยในสัปดาห์หนึ่งมีการตกแต่งโถงทางเข้าให้เป็นฉากจากภาพยนตร์คลาสสิกญี่ปุ่นเรื่อง ‘Kwaidan’ (1964) และในสัปดาห์ถัดมาก็จัดแสดงผลงานของผู้กำกับสายออเตอร์ชาวอิตาลีอย่าง ‘Federico Fellini’ และ ‘Michelangelo Antonioni’
‘มันกลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนมาเพื่อให้ตัวเองถูกมองเห็น’ Penn กล่าว มีบุคคลสำคัญอย่าง ‘Princess Anne’ เข้าร่วมงานพรีเมียร์รอบกาล่าของภาพยนตร์ ‘Three Sisters’ ในปี 1970 ซึ่งกำกับโดย ‘Laurence Olivier’ ด้วย
Photograph: University of Westminster
เปิดเผยออกมาให้หมด (1972–1977)
เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงในช่วงกลางทศวรรษ 1970 โรงภาพยนตร์แห่งนี้ (ซึ่งถูกเรียกว่า ‘Classic Poly’ ตั้งแต่ปี 1972) ได้เปลี่ยนบทบาทเป็นโรงละคร โดยจัดแสดงละครเพลงและการแสดงที่มีเนื้อหายั่วยวน เช่น ‘Let My People Come’ ซึ่งย้ายมาจากย่าน ‘Greenwich Village’ ในนครนิวยอร์ก ‘มันเป็นการแสดงละครแบบเปลือย’ ‘Kate Fothergill’ ไกด์นำชมของ ‘Regent Street Cinema’ อธิบาย นักแสดงเปลือยกายทั้งคณะ การแสดงนี้จัดแสดงต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี และประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย สำหรับสถานที่ที่รู้จักในชื่อ ‘Regent Theatre’ ในขณะนั้น
Photograph: University of Westminster
ครบรอบหนึ่งศตวรรษที่น่าจดจำ (1996)
ในปี 1980 โรงละคร - ภาพยนตร์แห่งนี้ ถูกนำกลับมาใช้งานโดย ‘Polytechnic Institution’ อย่างเต็มรูปแบบเพื่อใช้เป็นพื้นที่การเรียนการสอน และปิดไม่ให้สาธารณชนเข้าชม และกลับมาเปิดอีกครั้งในปี 1996 สำหรับงาน ‘The Lumière Festival’ ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของการฉายภาพยนตร์ครั้งแรก ณ สถานที่แห่งนี้ หนึ่งในผู้ที่เข้าร่วมงานคือผู้กำกับ ‘Nagisa Ōshima’ จากภาพยนตร์ ‘Merry Christmas, Mr. Lawrence’ ซึ่งถูกถ่ายภาพร่วมกับตัวละคร ‘Teenage Mutant Ninja Turtle’ ขณะโปรโมทสารคดีของเขาเอง เรื่อง ‘100 Years of Japanese Cinema’
Photograph: Regent Street Cinema
การปรับโฉม (2012 - 2022)
ระหว่างปี 2012 ถึง 2015 มหาวิทยาลัย University of Westminster ได้ดำเนินการบูรณะอาคารครั้งใหญ่ทั้งหมด ด้วยงบประมาณ 6.1 ล้านปอนด์ โดยโรงภาพยนตร์ได้รับการออกแบบใหม่โดย ‘Tim Ronalds’ สถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลัง ‘Hackney Empire’ และ ‘Wilton’s Music Hall’
และในที่สุด สถานที่แห่งนี้ก็กลายเป็น ‘Regent Street Cinema’ อย่างเต็มรูปแบบ โดย ‘Shira MacLeod’ อดีตผู้อำนวยการโรงภาพยนตร์ ได้เน้นย้ำถึงความตั้งใจของเธอที่จะให้พื้นที่ฉายภาพยนตร์จอเดียวจำนวน 187 ที่นั่งแห่งนี้ ‘สนับสนุนภาพยนตร์อังกฤษ’ รวมถึงเป็นโรงภาพยนตร์แบบ repertory ที่มีการจัดโปรแกรม ‘ฉายควบสองเรื่อง’ (double-bills) ผู้กำกับและนักแสดงตั้งแต่ ‘Edgar Wright’ และ Luca Guadagnino ไปจนถึง Gary Oldman และ Daniel Craig ต่างก็เคยนั่งอยู่บนเก้าอี้กำมะหยี่สีเหลืองหรูหราเหล่านั้น
ปัจจุบัน ‘Regent Street Cinema’ ฉายภาพยนตร์หลากหลายประเภท ตั้งแต่ Wicked, Marty Supreme และ Sunset Boulevard ไปจนถึงสารคดีเกี่ยวกับ ‘The Doors’ และ ‘Pablo Picasso’ โดยมีทั้งการฉายฟิล์ม 35 มม. และระบบดิจิทัล 4K พร้อมระบบเสียงเซอร์ราวด์ 7.1 และเทคโนโลยีสมัยใหม่อื่นๆ ครบครัน
เดือนกุมภาพันธ์ถือเป็นวาระครบรอบ 130 ปีของการฉายภาพยนตร์ครั้งประวัติศาสตร์ครั้งแรก และโรงภาพยนตร์แห่งนี้ก็จัดการเฉลิมฉลองอย่างเต็มที่
‘เรากำลังฉายทุกอย่าง ตั้งแต่ภาพยนตร์ของ พี่น้องลูมิแอร์ และ The General ของ Buster Keaton ไปจนถึง The Matrix และ Parasite โดยอุทิศเวลาประมาณหนึ่งวันให้กับแต่ละทศวรรษของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์’ Anna Paprocka หัวหน้าฝ่ายโปรแกรมกล่าว ‘พวกเราอาจต้องลางานทั้งสัปดาห์เพื่อดูโปรแกรมทั้งหมด!’
Photograph: Regent Street Cinema
นอกจากนี้ ยังมีตั๋วราคาเพียง 4 ปอนด์สำหรับบางอีเวนต์ เพื่อย้อนกลับไปสู่ราคาของอดีต ‘ราคานั้นสอดคล้องกับราคาตั๋วในอดีต’ Paprocka กล่าว ‘เราคำนวณจากหน่วยเงิน shilling!’ ไม่เคยมีช่วงเวลาไหนที่เหมาะไปกว่านี้ในการกลับมาค้นพบ หนึ่งในวิหารภาพยนตร์ที่เก่าแก่และมีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดของอังกฤษอีกแล้ว
การเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปีของ ‘Regent Street Cinema’ จะจัดขึ้นตลอดปี 2026 สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ อย่างเป็นทางการ เพื่อดูข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมพิเศษและโปรแกรมฉายภาพยนตร์ต่างๆ
บทสัมภาษณ์ล่าสุด
Shopping
ดาร์กเฟมินิน ดอกไม้ และศิลปะ ‘Miura’ แบรนด์ที่ซ่อนจดหมายไว้ในทุกรอยเย็บ
หากคุณเดินเข้าไปในร้านเสื้อผ้าแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเดินชมงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์ นั่นคือความตั้งใจของ ‘สกาย - กันย์จิรา เอกอัครนราพงศ์’ เจ้าของแบรนด์...
Restaurants
ถ้านี่ไม่ใช่คุกกี้ที่มีจิตวิญญาณที่สุดในกรุงเทพฯ ในขณะนี้ แถมยังเป็นคุกกี้ที่หายากที่สุดด้วย!
คุกกี้ การ์ตูน และของสะสมเข้ามาปะทะในบ่ายวันหนึ่งที่ออฟฟิศ Time Out กล่อง Super Cookie Friends ปรากฏตัวขึ้น! เมื่อเปิดดูในถุง คล้ายกับกล่องจุ่มสุดฮิต ...
Art
กรุงเทพฯ กับทศวรรษนิวยอร์กในสายตา Jesper Haynes
นิวยอร์กคือเมืองที่ถูกบันทึกภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกตรอกซอยถูกเล่าเป็นตำนาน ทุกค่ำคืนถูกบดบังด้วยทัศนคติ แต่สิ่งที่ Jesper Haynes มอบให้กลับเงียบขึ้น...
Comedy
‘คิ้ว’ คือมงกุฎ ‘ชุด’ คือชีวิต เซเลบสี่ขา แคสเปอร์ & แคลอรี่ น้องหมาผู้สร้างมีมดังทั่วโซเชียล
ในโลกโซเชียลที่คอนเทนต์สัตว์เลี้ยงผุดขึ้นใหม่ทุกวัน มีไม่กี่เพจที่จะทำให้คนหยุดเลื่อน แล้วยอมกดติดตามโดยไม่ลังเล เพจที่เรากำลังพูถึงนั่นก็คือ...
Restaurants
ร้านอาหารไทยดาวมิชลินหนึ่งเดียวในลอนดอนที่ ‘ไม่เสิร์ฟข้าว’ และนี่คือเรื่องราวของเขา
จอห์น จันทระศักดิ์ เชฟลูกครึ่งไทย-อังกฤษ นั่งอยู่ที่ด้านหลังของหอประชุมในเมืองกลาสโกว์ ในงานประกาศรางวัลมิชลินไกด์ปี 2025 ‘ท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด...
การโฆษณา
LGBTQ+
GAWDLAND กับการโกอินเตอร์บนเวที RuPaul's Drag Race พร้อมความกล้าฉบับ Thai Gen Z
แดร็กควีนไทยเปิดใจถึงการเป็นตัวแทนหนึ่งเดียวในห้องเวิร์ครูม เมื่อต้องสู้กับคนทั้งโลก และค่ำคืนในสีลม
GAWDLAND กับการลงแข่ง RuPaul's Drag Race ด้วยความกล้าแบบ...
Art
พบกับ Taylor Srirat เจ้าของช่องพอดแคสต์ ‘House of TayTay’
ในยุคที่พอดแคสต์ได้รับความนิยมจนเรียกได้ว่าหลายคนเลือกฟังมากกว่าดนตรี ผู้ฟังสามารถค้นหาช่องบนยูทูบได้แทบทุกหัวข้อเพียงคลิกเดียว แต่ท่ามกลางเนื้อหาที่ล้นหลามนี้...
Travel
โจ คัมมิงส์ ชายผู้ปักหมุดประเทศไทยบนแผนที่การท่องเที่ยวระดับโลก
ก่อนจะมียุคออนไลน์ในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยติ๊กต็อก เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ และแฮชแท็กสารพัด...
Restaurants
พูดคุยกับ ‘มีมี่ สุวิสุทธิ์’ ผู้ผลักดันกฎหมายใหม่ว่าด้วยอนาคตสุราไทย
ในทุกๆ วัฒนธรรม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มักมีบทบาทเป็นเสมือน ‘ตัวกลาง’ ในการเชื่อม โยงระหว่างผู้คนเข้าด้วยกัน หากกล่าวถึงงานสังสรรค์ในไทยเอง...
Movies
ก้องเกียรติ โขมศิริ และ ปราบดา หยุ่น กับด้านมืดของเมืองหลวงใน 'Bangkok Breaking'
เรารู้อะไรเกี่ยวกับกรุงเทพฯ บ้าง? เป็นไปได้ว่าต่อให้ร่ายยาวมาหลายหน้ากระดาษก็อาจจะยังตอบไม่หมดเพราะมหานครแห่งนี้อาจจะเป็นทั้งเมืองหลวงและเมืองลวงก็ได้



















