0 รักสิ่งนี้
บันทึกข้อมูล

9 มุมน่ารู้ กว่าจะมาเป็น 9 ศาสตรา

เวลา 4 ปีกับทุน 230 ล้าน และเส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบของอนิเมชั่นไทยคุณภาพระดับฮอลลีวู้ด

วินาทีนี้คงไม่มีหนังเรื่องไหนฮ็อตไปกว่า 9 ศาสตรา ไม่ว่าจะเป็นกระแสตอบรับที่ดีตั้งแต่ปล่อยตัวอย่างหนัง จนถึงรายได้ที่ทะลุหลัก 20 ล้านบาทตั้งแต่การเข้าฉายเพียงแค่สี่วันแรก 9 ศาสตรา จึงไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จของหนังอนิเมชันการผจญภัย แต่ยังเป็นบทพิสูจน์เส้นทางการทำงานของทีมงานที่ไม่เคยทำหนังมาก่อนที่ทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และแรงเงิน เพื่อให้ได้ออกมาเป็นภาพยนตร์ที่ใครๆ ก็ต้องพูดถึงกันในตอนนี้

 

 

(1) มวยไทยดังกว่าที่หลายคนคิด

หลังจาก Igloo Studio นำโปรเจ็กต์การ์ตูนซีรีส์มาเสนอ กลุ่มเพื่อนและสมาชิกครอบครัวกว่าสิบชีวิตในนาม Exformat Films จึงตัดสินใจจะทำภาพยนตร์อนิเมชั่นสักเรื่องโดยเน้นเป็นหนังคอนเทนต์ดีที่ขายได้ทั้งในเมืองไทยและตลาดต่างประเทศ “เราก็รู้ว่าอนิเมชั่นเมืองไทยมันยาก ตั้งแต่ day 1 เราคุยกันว่าถ้าจะทำหนัง full feature ที่มันขายต่างชาติได้ด้วย เราเลยกลับมาคิดควรต้องเป็นอะไร เรามาทำมวยไทยกันดีกว่า” อภิเษก วงศ์วสุ หนึ่งในทีมผู้อำนวยการสร้างกล่าว “เรามาจบลงที่มวยไทยครับ เพราะต่างชาติให้ความสำคัญค่อนข้างเยอะ เช่น MMA หรือ mixed martial art หรือ UFC Ultimate Fight Club ส่วนใหญ่เขาใช้มวยไทย” แน่นอนว่าการทำเรื่องนักมวยอย่างเดียวอาจไม่น่าสนใจ หน้าที่การเขียนบทจึงตกเป็นของ ณัฐ ยศวัฒนานนท์ และศุภชัย เหรียญสุวรรณในการดราฟต์บทแรก โดยเพิ่มความเป็นแอ็คชั่น แฟนตาซี และอาวุธวิเศษ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับเนื้อเรื่อง

 

กันย์ พันธ์สุวรรณ (ซ้าย) และอภิเษก วงศ์วสุ (ขวา) ผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้าง 9 ศาสตรา

 

(2) อนิเมชั่นไทยไม่ต้องเกี่ยวกับชาติไทยเสมอไป

ถึงแม้อนิเมชั่นไทยจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่บริษัท Exformat Films ตัดสินใจทำ 9 ศาสตรา เป็นอนิเมชั่น เพราะมีความมั่นใจใน Igloo Studio แถมยังมองว่าอนิเมชั่นมีความเป็นกลาง ไม่มีเชื้อชาติ เข้าถึงตลาดต่างชาติได้ง่ายกว่า แถมยังสามารถต่อยอดไปทำของเล่น สวนสนุก หรือเกมได้อีกต่างหาก “ทำไมคนไทยชอบทำหนังที่เกี่ยวกับคนไทย? ผมว่าเพราะเขารู้สึกว่าพอขายเมืองไทย คนไทยจะได้รู้สึกฮึกเหิมว่าเป็นหนังไทย ส่วนตัวถ้าถามว่าจำเป็นไหม ไม่จำเป็นนะ” อภิเษกตอบถึงคำถามว่าทำไมอนิเมชั่นไทยถึงมักมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักชาติ กู้ชาติ หรือวัฒนธรรมไทย “ส่วนตัวหนังเรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นมาใหม่ให้ไม่อิงกับประวัติศาสตร์ แต่อาจจะมี element บางอย่างที่เราใส่กลับเข้าไปเพื่อให้มีรสชาติความเป็นหนังไทยอยู่ มันคือการขาย culture เหตุผลของเราคือการขายเมืองนอก การใส่บางอย่างที่เป็นไทยเข้าไป เช่น ตึกรามบ้านช่อง ลายกนก ตัวละครที่เป็นยักษ์หรือลิง ก็เพื่อให้ remind ถึงไทย และเป็นการหาบาลานซ์ระหว่างความเป็นไทยสุดๆ และความไม่ไทยเลยด้วยครับ”

 

 

(3) ถึงจะมีความเป็นหนังแอ็คชั่น เกม การ์ตูน แต่ 9 ศาสตรา ก็ไม่ใช่หนังสำหรับผู้ชายเท่านั้น

ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจเหมือนศูนย์รวมแฟนตาซีของผู้ชาย เช่น การใช้มุมกล้องที่ผสมผสานความเป็นหนังแอ็คชั่นและเกม แต่ก็มีการปรับเปลี่ยนพลิกแผลงบทให้น่าสนใจ เช่นการเปลี่ยนฮีโร่ที่ปกติต้องเป็นคนหล่อ แข็งแรง ให้เป็นอ๊อด ที่มีความนอบน้อม ส่วนนางเอกอย่างเสี่ยวหลานจะเป็นตัวละครเท่ๆ แทน หนังเรื่องนี้จึงดูสนุกและเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย “จริงๆ มันก็คือพวกเราเอง เราโตกันมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นที่เราเห็นกันมา เช่น หมัดเทพเจ้าดาวเหนือ ทีม Exformat Films ก็โตมาจากนิยายจีน เลยมี element และความชอบส่วนตัวของพวกเรา” อภิเษกอธิบาย “ผมว่าเสน่ห์มันอยู่ที่หนังมาจากความคิดและการกระทำของคนไม่เคยทำหนัง เราเลยไม่ถูกปิดกั้นหรือตีกรอบ มันคือการผสมผสานของทุกอย่าง ไลน์เรื่องอาจจะ basic แต่มันก็ basic เกือบทุกเรื่อง คือพระเอกเดินทาง ต่อสู้ ชนะ แต่รายละเอียดหรือไคลแมกซ์ที่เราใส่เข้าไปต่างหากคือสิ่งที่ทำให้หนังมีเสน่ห์ เราคงบอกไม่ได้ 100% ว่ามันเป็นการ์ตูนอนิเมชั่น เพราะมันมีความเป็นแอ็คชั่น ดราม่า มีครบรสในนั้น... ผมว่ามันเป็นหนังดีๆ เรื่องหนึ่งที่เล่าผ่านอนิเมชั่นมากกว่าครับ”

 

 

(4) หนังเรื่องนี้ผ่านตาผู้กำกับ Old Boy มาแล้ว... แถมเขาไม่ชอบด้วยนะ

หลังจากทำตอนนำร่องหรือ pilot ความยาว 2 นาทีสำเร็จ ทีมงานจึงบินลัดฟ้าไปประเทศเกาหลี เพื่อหิ้วตัวอย่างง่ายไปให้ Park Chan-wook ผู้กำกับ Old Boy ดูแต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เป็นไปตามคาด “Quality ใช้ไม่ได้ บทไม่น่าสนใจพอ เขาบอกให้เราเลิกทำดีกว่า อนิเมชั่นใช้ทุนเยอะ ทำไมไม่ทำคอมิกส์ก่อนให้มันติดตลาด แล้วค่อยหาเงินทำหนังต่อ” กันย์ พันธ์สุวรรณ หนึ่งในผู้กำกับ 9 ศาสตรา เล่า เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ทีมงานวางแผนกันใหม่ (แต่ยืนยันว่าไม่ได้ท้อนะ) เริ่มตั้งแต่เพิ่มงบจากแต่เดิม 30 ล้านบาทขึ้นมาเป็น 60 ล้านบาท โดยดึงตัวคนเก่งๆ ที่มีความสนใจเข้ามาร่วมโปรเจ็กต์ รวมไปถึงการซื้อคอมพิวเตอร์และโปรแกรมใหม่ๆ มาเพื่อทำงานให้ดีมากขึ้น “มันเริ่มมี word of mouth กระจายออกไปว่ามีโปรเจ็กต์ชื่อ 9 ศาสตรา วงการอนิเมชั่นมันไม่ได้ใหญ่ เวลาใครทำอะไรอันหนึ่งขึ้นมา คนจะรู้ และจะบอกกันต่อ คนก็อยากมีส่วนร่วม เพราะเป็นโปรเจ็กต์ที่ดูมีอะไรจากปกติที่เคยทำ” อภิเษกเสริม

 

 

(5) 2 ปีแรก ทีมงานทำหนังได้แค่ 7 นาทีเท่านั้น

“เราไม่เคยทำหนัง เราไม่รู้ว่าทำหนังทำอย่างไร เราคิดว่าเวลาทำบท ทำสตอรี่บอร์ด และอนิเมชั่นต้องไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดมาก ตอนนั้นที่ตัดสินใจแบบนี้ เพราะเทคโนโลยีไปเร็ว ถ้าเราช้า ก็จะถูกแซงด้วยเทคโนโลยีและมันก็เป็รแบบนั้น” อภิเษกเล่าถึงเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น การทำหิมะใน Frozen ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน และหลังจากผ่านไป 2 ปีเต็มๆ ทีมงานก็ได้ตัวอย่างหนังความยาวเพียง 7 นาทีเพื่อนำมาทดลองฉายในโรงภาพยนตร์เพื่อดูคุณภาพของอนิเมชั่นอย่างเป็นทางการเท่านั้น

 

 

(6) 9 ศาสตรา ได้ทีมงานระดับฮอลลีวู้ดเสริมทัพด้วยนะ

9 ศาสตรา ได้ Bryan Edward Hills นักเขียนการ์ตูน บรรณาธิการสำนักพิมพ์ และมือพัฒนาบทมาร่วมปรับบทให้กระชับกว่าเดิม (ไบรอันมีผลงานคอมิกส์ดังๆ เช่น Postal และ Broken Trinity) โดยมีกันย์รับหน้าที่ประสานงานระหว่างทีมไทยและไบรอันเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็มๆ “สองสามวันแรกนั่งคุยกันว่าตอนนี้บทเป็นแบบนี้ ซีนนี้พูดอะไร แนะนำวัฒนธรรมไทย มวยไทยเป็นอย่างไร เขาก็แนะนำว่ามันยาวเกินไป ถ้าเราจะเข้าสากลแบบฮอลลีวู้ด มันต้องมีสเต็ปหรือสูตรสำเร็จ ซีนหนึ่งต้องห้ามเกินกี่นาที ต้องวาดกราฟว่ามู้ดตอนดูซีนนี้ต้องขึ้นลงประมาณไหน” กันย์ยังยกตัวอย่างเทหะยักษา ตัวร้ายของเรื่องที่ตอนแรกยังไม่น่ากลัวพอ และแนะนำให้ดูลักษณะการพูดหรือการใช้มุมกล้องของ Darth Vader จาก Star Wars เป็นตัวอย่าง ท้ายที่สุดแล้ว 9 ศาสตรา จึงถูกตัดจาก 138 นาทีเหลือเพียง 98 นาทีอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

 

 

(7) แถมยังมีคุณภาพเสียงระดับต้องดูในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

นอกจากภาพที่จัดเต็มแล้ว ระบบเสียงของหนังก็ไม่กัน เพราะหลังจากชมหนังตัวอย่าง 7 นาทีในโรงเป็นครั้งแรก สุธี แสงเสรีชน ผู้ควบคุมดนตรีของ 9 ศาสตรา ได้แนะนำให้หนังใช้ live orchestra เพื่อให้ได้เสียงที่ยิ่งใหญ่สมภาพ โดยสกอร์เพลงหรือดนตรีประกอบของเรื่องจึงได้ Ryan Shore ผู้ประพันธ์ดนตรีประกอบ ทายาทรุ่นสองของมือประพันธ์ดนตรีประกอบระดับรางวัลออสการ์ในฮอลลีวูดอย่าง Howard Shore (ผู้ประพันธ์เพลงให้ภาพยนตร์ The Lord of the Rings และ The Hobbit ทุกภาค) โดยไรอันแนะนำให้ทีมงานยกทีมไปอัดเสียงกันที่ประเทศมาซิโดเนีย และใช้เครื่องดนตรีมากถึง 90 ชิ้น “นักดนตรีเขาไม่ได้ดูภาพ ดูแต่โน้ต เห็นแล้วก็เล่นเลย คนที่เห็นจอคนเดียวคือไรอัน เขาจะเห็นว่ามู้ดเป็นอย่างไร มีอยู่ซีนหนึ่ง นักไวโอลินเขาเล่นแล้วร้องไห้เลย เขามาถามทีหลังว่าซีนนี้มีคนตายใช่ไหม เพราะโน๊ตมันเศร้ามาก” อภิเษกเล่า

 

 

(8) การขายเมืองนอกที่ไม่ราบรื่นอย่างที่คิด

ในแง่ของการตลาด เส้นทางของการขายในตลาดต่างประเทศก็เป็นการผจญภัยไม่แพ้ตัวหนัง เพราะหลังจากตกลงกับค่ายหนังยักษ์ใหญ่ของจีน รวมถึงเปลี่ยนตัวละครนางเอกให้เป็นลูกครึ่งจีน รวมไปถึงการเสริมวัฒนธรรมจีนบางส่วนเข้าไปแล้ว (บทเดิมนางเอกเป็นลูกครึ่งฮอลันดา) กำหนดฉายในจีนกลับต้องประสบปัญหาหลังภาพยนตร์ทำไปเสร็จได้เกือบ 90% เมื่อทางบริษัทจีนมีกำหนดฉายอนิเมชั่นในช่วงเวลาเดียวกัน และตัดสินใจไม่ฉาย 9 ศาสตราอย่างที่ตกลงกันไว้ แต่โชคดีที่กระทรวงวัฒนธรรมได้ช่วยเหลือติดต่อกับเมืองจีน จนได้โควตาฉายแบบ Revenue Sharing มาในที่สุด (การข้าฉายภาพยนตร์ในประเทศจีนของหนังต่างประเทศแบ่งออกเป็นการ Buy Out หรือบริษัทจีนซื้อสิทธิ์ขาดทั้งหมด หรือ Revenue Sharing ที่จะให้หนังต่างประเทศเข้าฉายเพียงปีละ 34 เรื่อง โดย 28 เรื่องจะเป็นหนังฮอลลีวู้ด)

 

 

(9) ไม่มีใครยอมฉาย เพราะไม่มีใครรู้จัก 

ทางทีมงานได้มีโอกาสเข้าไปคุยกับสตูดิโอใหญ่ๆ มากมาย แต่ทุกที่บอกปฏิเสธทั้งหมด “เหตุผลง่ายๆ เลยคือเราเป็นสตูดิโอที่ไม่มีใครรู้จัก หนังเกี่ยวกับมวยไทยและเมืองไทย ฮีโร่คนใหม่ เขาจะทำโฆษณาในประเทศเขาได้ยังไง ต้องใช้เงินเยอะขนาดไหนเพื่อจะ build คาแรกเตอร์นี้ขึ้นมา สู้เขาไปทำหนังแฟรนไชส์ เช่น Fast & Furious, Marvel, DC Comics พวกหนังภาคต่อ ไม่ต้องโฆษณาเยอะ แถมทำเงินได้แน่นอน” อภิเษกเล่า มีเพียงแต่ The Weinstein Company เพียงแห่งเดียวที่สนใจซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายทั่วโลก แต่อย่างที่หลายคนรู้ๆ กัน Harvey Weinstein ถูกฟ้องร้องข้อหาคุกคามทางเพศ รวมไปถึงฟ้องล้มละลาย ทาง Exformat Films จึงได้ร่างจดหมายขอภาพยนตร์คืนกลับมา ตอนนี้จึงเปรียบเสมือนการเริ่มใหม่ และดูฟีดแบ็คจากเมืองไทย ก่อนกลับไปเสนอสตูดิโอเมืองนอกต่อไป

 

9 ศาสตรา เข้าฉาย 11 มกราคม (สำหรับพากย์ภาษาอังกฤษ สามารถชมได้ที่โรงภาพยนตร์ใน Central Embassy และ EmQuartier เท่านั้น)

 

ข้อคิดเห็น

0 comments