0 รักสิ่งนี้
บันทึกข้อมูล

อิมเมจ-สุธิตา กับซิงเกิ้ลใหม่และชีวิตในวงการเพลง

รองแชมป์ The Voice Thailand กลับมาพร้อมกับซิงเกิ้ลภาษาอังกฤษที่เธอทั้งร้องและแต่งด้วยตัวเอง

เมื่อสามปีก่อน อิมเมจ-สุธิตา ชนะชัยสุวรรณ เข้าร่วมการแข่งขัน The Voice Thailand ในฤดูกาลที่ 3 ก่อนคว้าตำแหน่งรองแชมป์ไปครองด้วยวัยเพียง 16 ปีด้วยน้ำเสียงเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ผ่านบทเพลงสืออารมณ์อย่าง “Falling Slowly” และ “Torn” ในการแข่งขัน และหลังจากได้ร้องเพลงประกอบละคร และมีผลงานในวงการเพลงอยู่บ้าง ตอนนี้อิมเมจก็ได้ฤกษ์ปล่อยซิงเกิ้ลภาษาอังกฤษ "Not a Goodbye" ที่เธอทั้งร้องและแต่งเองมาให้แฟนๆ อีกด้วย 

 

อิมเมจได้แรงบันดาลใจในการแต่ง Not a Goodbye มาจากไหน?

ตอนแรกเลยแต่งให้รุ่นพี่ในคณะสำหรับงานบายเนียร์ แต่ละรุ่นต้องทำของขวัญ ส่วนมากเขาก็จะทำวีดิโอแล้วเอาเพลงความหมายดีๆ มาใส่เข้าไป แต่รุ่นเราอยากทำอะไรให้มันพิเศษหน่อย ก็เลยแต่งเพลง แล้วส่งให้เพื่อนเอาไปทำวีดิโอ ... เนื้อหาของเพลงก็ไม่เชิงว่าเป็นการจากลา เพราะเดี๋ยวก็ได้เจอกัน สมัยนี้การติดต่อมันง่ายไปหมด 

 

 

ถ้าให้อธิบายแนวเพลงตัวเอง คิดว่าเพลงของอิมเมจเป็นแบบไหน?

ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ แต่ถ้ามีโอกาสได้ทำอัลบั้ม ก็อยากทำอินดี้โฟลก์ แบบพวก Damien Rice

 

นักร้องสมัยก่อนมีความฝันที่จะออกอัลบั้ม มีคอนเสิร์ตใหญ่ แล้วศิลปินรุ่นใหม่อย่างอิมเมจ มีความฝันของการเป็นศิลปินอย่างไรบ้าง?

ความฝันของอิมเมจ คืออยากจะทำเพลงแบบที่ซื่อสัตย์กับตัวเองที่สุด แล้วก็มีกลุ่มคนฟังที่ซื่อสัตย์กับเรา ไม่ใช่กลุ่มคนฟังที่เห็นว่าคนนี้กำลังเป็นเทรนด์เลยตามมาฟัง ความฝันสูงสุดคืออยากมีกลุ่มแฟนสักกลุ่ม ไม่รู้ว่าจะใหญ่หรือเล็ก แต่แค่มีกลุ่มคนแบบนี้ก็พอแล้ว

 

ศิลปินคัฟเวอร์หลายคนไม่ประสบความสำเร็จเมื่อทำเพลงของตัวเอง อิมเมจเครียดเรื่องนี้บ้างไหม?

คิดอยู่แล้วว่ามันจะแป้ก เพราะว่ามันเป็นเพลงภาษาอังกฤษ ซึ่งส่วนใหญ่มันก็ไม่ค่อยดังอยู่แล้ว ... อย่างวง My Life as Ali Thomas หรือ Part Time Musician ก็มีกลุ่มคนฟังของเขา เป็นกลุ่มเฉพาะที่พอมีเพลงอะไรออกมาก็จะฟัง แต่ก็จะมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่รู้จักวงนี้เลย สุดท้ายแล้วเพลงแบบนี้วัดที่ความดังไม่ได้ แต่ต้องวัดกันได้ที่ความชื่นชมมากกว่า

 

อิมเมจเป็นคนประเมินตัวเองต่ำใช่ไหม?

ใช่ค่ะ เป็นคนที่มั่นใจในตัวเองต่ำอยู่แล้ว

 

ซึ่งเป็นนิสัยที่ขัดกับความอยากเป็นศิลปินไหม เพราะศิลปินต้องอยู่บนเวทีตลอดเวลา?

ใช่ค่ะ มันขัดกัน บางทีก็รู้สึกเหมือนมีสองภาคอยู่ในตัวเอง คนหนึ่งที่แบบ "ขึ้นไปร้องสิ ขึ้นไปบนเวทีสิ" กับอีกคนที่บอกว่า "ร้องอะไร ไม่มีใครอยากฟังหรอก" ความรู้สึกมันตีกัน แล้วบางทีโชว์วันนั้นมันก็แป้กไปเลย เพราะมัวแต่ตีกับตัวเองอยู่

 

มีแป้กด้วยหรอ?

มีค่ะ อย่างเราเป็นคนฟังยังรู้เลยว่าวันนี้นักร้องคนนี้เสียงโน้ตแตะถึงหมดเลย แต่เขาไม่รู้สึก มันต้องมีคนดูที่ฟังแล้วรู้ว่าวันนั้นเราไม่รู้สึกเหมือนกัน

 

Image Suthita

 

เคยมีวันที่รู้สึกว่าการร้องเพลงซึ่งเป็นสิ่งที่เรารัก กลายเป็นงานประจำไปแล้วบ้างไหม?

พักหลังบ่อยมาก อันนี้พูดได้หมดเลยใช่ไหม? บางครั้งก็รู้สึกว่าไม่อยากร้องเพลงที่ทุกคนอยากให้เราร้องแล้ว เพราะคนรีเควสต์เพลงเดิมๆ จนเริ่มสงสัยว่าเขาชอบเสียงเรา หรือชอบเพลงที่เราเลือก ... ส่วนมากมักมีงานในห้าง พอร้องเพลงที่คนรู้จัก 3-4 เพลงติดกัน คนจะเดินเข้ามาออกัน แต่พอเป็นเพลงที่เราอยากร้องมากเลย ขึ้นปุ๊บไม่รู้จัก เขาก็เดินออก ก็เข้าใจว่าเขาไม่ได้ตั้งใจมาดูเราตั้งแต่ต้น แต่มันก็น้อยใจเหมือนกัน

 

คิดอย่างไรกับคนที่ Facebook Live เวลาไปดูคอนเสิร์ต ในฐานะที่เราเองก็เป็นศิลปิน?

เวลาไปดูคอนเสิร์ตจะพยายามไม่ถ่ายไว้ ยกเว้นว่าเป็นเพลงนี้ตั้งใจมาดู เราเข้าใจว่าก็มันอัดได้ เพราะเสียตังค์มาแล้ว จะเอาไปดูซ้ำ แต่จากประสบการณ์ตัวเอง อัดไปไม่เคยได้ดูซ้ำเลย เพราะพอมาเปิดดูอีกครั้ง มันไม่อินแล้ว ... อิมเมจไม่เสียใจขนาดนั้นถ้ามีคน Facebook Live ระหว่างคอนเสิร์ตเราเอง แต่แอบเสียดาย เพราะถ้าเขาวางโทรศัพท์ลง เจาน่าจะอินเพลงได้มากกว่านี้นะ

 

สิ่งที่คนเข้าใจผิดมากที่สุดเกี่ยวกับอิมเมจคืออะไร?

เนิร์ด เพราะว่านี่ (ชี้ไปที่แว่น) ตอนนี้ว่าจะไม่ใส่แล้ว เวลามีคนบอกว่าใส่แว่นเถอะๆ คือจะยิ่งไม่ใส่ ไม่ชอบตัวเองเวลาใส่แว่นมากๆ ตอนมัธยมคือไม่ป็อบเลย หน้าตาแย่มาก ตอนนั้นคนเรียกแบบอีเนิร์ด แล้วตอนนี้อยู่ดีๆ มีคนมาบอกว่าใส่แว่นสิ ดูเนิร์ดดี เวลามีคนเข้ามาคอมเม้นต์ในรูปให้กลับมาใส่แว่นเถอะ ก็ไม่รู้ว่าควรรู้สึกอย่างไรดี สรุปว่าชอบแว่นใช่ไหม จะได้ทำแว่นขาย (หัวเราะ)

 

จากสเกล 1-10 ความสำเร็จของอิมเมจตอนนี้อยู่ที่ตรงไหน?

ถ้าได้ทำในสิ่งที่อยากทำก็ 5 แล้วกัน ตอนเข้าแข่ง The Voice ก็ 10 แหละ แต่ความฝันก็ต้องใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตอนนั้นการเข้ารายการแค่ผ่านรอบ Blind Audition ก็ 10 แล้ว พอผ่านมาได้ก็เหลือ 8 การผ่านรอบต่อไปก็เป็น 10 แทน ตอนนี้การเข้า The Voice ได้ก็เหลืออยู่ตรง 5 การได้ทำเพลงก็ 5.5 แล้วกัน สุดท้าย 10 มันอาจจะเป็นการที่เรามีเพลงเดียวที่อยู่ทุกยุคเลย แบบวง Pause ที่มีเพลง "ความลับ", "รักเธอหมดหัวใจ" และ "ดาว" ที่เป็นเพลงฮิตที่ทุกยุคทุกสมัย 

ข้อคิดเห็น

0 comments