Joe Biden

สำรวจ 'นโยบายฟื้นฟูธุรกิจร้านอาหาร' ในสหรัฐอเมริกา ของประธานาธิบดี โจ ไบเดน

โครงการหลัก 8 หมื่นล้านบาทของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะมากอบกู้วงการ Food & Beverage

โดย Kenika Ruaytanapanich
การโฆษณา

แม้โคโรน่าไวรัสจะเกิดขึ้นมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว แต่ดูเหมือนการระบาดรอบใหม่ของปีนี้จะส่งผลชัดเจนมากขึ้นกว่าเมื่อปีก่อน โดยเฉพาะกับ ‘ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage)’ ที่พวกเราต้องใช้จ่ายกันอยู่ทุกๆ วัน แต่กลายเป็นว่า ที่จริงแล้วพวกเขากำลังลำบากสุดๆ จนตอนนี้ก็มีหลายร้านที่ต้องปิดตัวลงไปอย่างถาวร ซึ่งส่วนหนึ่งก็บอกว่าเป็นเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว (อีกต่อไป) รวมถึงความไม่แน่นอนของคนออกคำสั่งด้วย ที่ทำให้พวกเขาเตรียมความพร้อมได้ยากลำบาก

การสั่งปิดร้านอาหารและบาร์ต่างๆ เราก็เห็นว่าเป็นเรื่องเหมาะสมกับสถานการณ์ เพราะต้องลดความเสี่ยงกระจายโรคติดต่อนี้ให้ลดน้อยลงที่สุด เพื่อจะควบคุมไวรัสได้ ซึ่งเป็นวิธีที่ประเทศส่วนใหญ่เลือกทำด้วย อย่างเช่น สิงคโปร์ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา หรือ สวิตเซอร์แลนด์

The White House Jo Biden
The White House

ทว่าสิ่งที่ทำให้แต่ละประเทศแตกต่างกัน นั่นก็คือ “การให้ความช่วยเหลือจากรัฐบาล” ที่เรามองว่าสะท้อนการมองเห็นความสำคัญของธุรกิจ F&B ในประเทศได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับประเทศไทยที่พูดกันตลอดว่า อาหารเป็นอุตสาหกรรมสร้างรายได้หลักให้ประเทศ แต่ดูเหมือนว่าเวลาที่ผ่านมากว่าหนึ่งปี จะยังไม่มีแผนการช่วยเหลือคนในวงการนี้อย่างจริงจังเลย

ดังนั้น วันนี้เราเลยมี “ตัวอย่างนโยบายช่วยเหลือร้านอาหาร” จากประเทศสหรัฐอเมริกามาให้ดูกัน เพราะดูเหมือนว่าจะเป็นประเทศที่มีแนวทางกางมาอย่างชัดเจนที่สุดในตอนนี้ ว่าในฐานะผู้นำประเทศ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ประกาศต่อประชาชนชาวอเมริกันว่าจะกอบกู้ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่เขาให้ความสำคัญได้อย่างไรบ้าง

อันดับแรก มีการตั้งโครงการที่ว่าชื่อ "Restaurant Revitalization Fund" หรือ กองทุกฟื้นฟูธุรกิจร้านอาหาร ขึ้นมา ซึ่งโครงการนี้ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ประกาศทุ่มงบประมาณถึง 28,600 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 8.9 แสนล้านบาท โดยสาเหตุที่มุ่งให้ความสำคัญกับกลุ่มธุรกิจนี้ เนื่องจากก่อนมีโควิดนั้น ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเป็นหนึ่งในกลุ่มที่เติบโตสูงที่สุดในประเทศ สร้างเม็ดเงินเป็นจำนวนกว่า 774 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.3% ของ GDP และจ้างแรงงานรวมทั้งหมดเป็นจำนวนกว่า 12 ล้านคน

และยังมีคำกล่าวที่ว่างานร้านอาหารและบาร์เป็น "งานแรก" ของชาวอเมริกันถึง 1 ใน 3 ธุรกิจนี้เลยใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของพวกเขาอย่างแทบแยกไม่ออก 

ทำให้เมื่อกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มได้รับผลกระทบ ก็ย่อมส่งผลต่อแรงงานจำนวนมหาศาล การสั่งปิดร้านอาหารทั่วประเทศทำให้ยอดรายได้ในธุรกิจนี้ลดลงราวครึ่งหนึ่ง และจากการสำรวจ แม้จะมีการจ้างงานเพิ่มราว 450,000 ตำแหน่งในช่วงต้นปีนี้ นับตั้งแต่สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศสหรัฐอเมริกาดีขึ้น แต่ยอดผู้ตกงานในธุรกิจนี้ก็ยังแตะ 1.8 ล้านคน โครงการกองทุนฟื้นฟูร้านอาหารนี้ จึงมีความสำคัญมาก

งานแรกของ 1 ใน 3 ของชาวอเมริกา คือ ร้านอาหาร

Restaurant Revitazation Fund จะจัดสรรเงินประมาณ 8.4 หมื่นล้านบาท เป็นเงินให้เปล่าในการช่วยเหลือทุกธุรกิจเกี่ยวกับอาหารการกิน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร บาร์ เบเกอรี่ ฟู้ดทรัค ร้านไวน์ โรงแรม และธุรกิจอาหารอื่นๆ โดยจะให้นำเงินไปใช้จ่ายค่าจ้าง ค่าเช่าที่ หนี้ การจัดพื้นที่กินนอกร้าน และค่าใช้จ่ายจิปาถะทั่วไปที่จำเป็น ซึ่งรัฐบาลได้เปิดให้ลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือไปตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค. 64 ที่ผ่านมา โดยแบ่งให้ผู้ประกอบการลงทะเบียนตามกลุ่มที่กำหนด

รายเกี่ยวกับเกี่ยวกับ Restaurant Revitalization Fund มีดังนี้ 

1. ช่วยเหลือธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่มทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร เชนร้านอาหาร บาร์ โรงกลั่น เบเกอรี่ ฟู้ดทรัค โรงแรม และอื่นๆ

2. ทุกธุรกิจอาหารจะเบิกกองทุนได้สูงสุด 10 ล้านเหรียญ/ธุรกิจ แต่ไม่เกิน 5 ล้านเหรียญ/สถานที่ โดยขั้นต่ำที่จะได้รับคือ 1,000 เหรียญ ซึ่งจะพิจารณาตามรายได้ที่หายไป

3. การลงทะเบียน 21 วันแรก จะเปิดให้ร้านอาหารขนาดเล็ก (Small Business Association) ที่มีเจ้าของเป็นผู้หญิง ทหารผ่านศึก และผู้ด้อยโอกาสทางสังคมและเศรษฐกิจ ได้ลงทะเบียนก่อน

4. หลังจาก 21 วันแรก จะเปิดให้ธุรกิจอาหารทั่วไปลงทะเบียน

5. การให้เงินสนับสนุนจะเป็นตามหลัก มาก่อนได้ก่อน (first-come first-served) โดยจะใช้เวลาดำเนินการไม่เกิน 14 วัน

6. เงินสนับสนุนที่ได้รับ หากเหลือไม่จำเป็นต้องคืน และเก็บไว้ใช้ได้ถึงวันที่ 11 มีนาคม 2023 (เก็บไว้ใช้ได้นาน 2 ปี)

หลังจากที่เปิดลงทะเบียนสองวันแรก ก็มีร้านอาหารทั่วประเทศกว่า 186,200 แห่งได้ลงชื่อเข้าร่วมโครงการ และเกินกว่าครึ่งก็เป็นร้านอาหารในกลุ่มแรกด้วย นอกจากนี้ธุรกิจเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มของประเทศอเมริกา ก็ยังถือว่าเป็นส่วนที่ทำให้ชาวอเมริกาหลายคนได้มีงานทำ เพราะมีตำแหน่งงานให้กับพลเมืองคิดเป็นสัดส่วน 12% จากอาชีพทั้งหมด อีกทั้งประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยังบอกอีกว่า เป็นอุตสาหกรรมที่มอบโอกาสให้คนทำธุรกิจรายย่อยมากกว่าด้านอื่นๆ ด้วย

ธุรกิจนี้ทำให้หลายคนได้มีครอบครัว และบ่อยครั้งก็สร้างครอบครัวให้เช่นกัน

โครงการ Restaurant Revitalization Fund มีการแปลเป็นภาษาต่างประเทศมากถึง 34 ภาษา (รวมถึงภาษาไทยด้วย) ซึ่งอาจมองได้ว่า รัฐบาลเขาให้ความสำคัญกับทุกหน่วยธุรกิจจริงๆ ไม่ว่าเจ้าของจะเป็นเชื้อชาติใดก็ตาม และกองทุนนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็กต์ ‘American Rescue Plan’ ที่เป็นแผนการช่วยเหลือชาวอเมริกาให้มีงานทำ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ และเพื่อฟื้นฟูผลกระทบจากโควิด-19 รวมถึงทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณะสุขได้อย่างทั่วถึงด้วย

( ข้อมูลจาก: www.sba.gov/funding-programs/ )

แชร์เนื้อหา

บทความล่าสุด

    การโฆษณา