ข่าว

เปลี่ยนวันปกติให้กลายเป็นโมเมนต์ที่น่าจดจำ กับประสบการณ์สุดคูลจาก Hoegaarden Space

พาเดินสำรวจอีเวนต์ที่เปลี่ยน Raynue ให้กลายเป็น Experience Playground พร้อมกิจกรรมและไฮไลต์ที่เปลี่ยนวันปกติให้พิเศษยิ่งขึ้น

Time Out in partnership with Hoegaarden Space
Supathat Thardrak
Photograph: Supathat Thardrak | Hoegaarden Space
การโฆษณา

เคยสังเกตไหมว่าช่วงเวลาหลังเลิกงาน คนเมืองยุคนี้ไม่ได้มองหาแค่สถานที่นั่งชิล แต่กำลังมองหาเหตุผลที่จะทำให้ช่วงเวลาหลังวันทำงานที่ยาวนานไม่ให้จบไปแบบๆ เดิมเหมือนทุกที จะเป็นพื้นที่ให้ได้เจอเพื่อน พูดคุย แลกเปลี่ยนเรื่องราว หรือแค่เดินดูอะไรใหม่ๆ ก็เพียงพอที่จะทำให้วันปกติดูไม่น่าเบื่อ เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่หลายคนตามหาอาจไม่ใช่แพลนทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ แต่คือประสบการณ์พิเศษเล็กๆ ที่ทำให้วันปกติแตกต่างจากออกไปจากวันอื่นๆ 

แนวคิด ‘Live A Little’ ของ Hoegaarden จึงเปรียบเหมือนคำชวนอันแสนเรียบง่าย ที่ให้คนเมืองได้เว้นจังหวะจากชีวิตที่รีบเร่งแล้วออกมาใช้เวลากับประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ ดนตรี การออกแบบ หรือวัฒนธรรมการเสิร์ฟที่มีเรื่องราวซ่อนอยู่เบื้องหลัง

หลายคนอาจคุ้นชื่อ Hoegaarden (อ่านว่า WHO-GAR-DEN) ในฐานะแบรนด์ระดับโลกจากเบลเยียม แต่เบื้องหลังชื่อที่ออกเสียงยากนิดหน่อยนี้ มีต้นกำเนิดจากหมู่บ้านเล็กๆ ที่ใช้ชื่อเดียวกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์การทำเบียร์ยาวนานหลายร้อยปี ก่อนที่แนวทางการเสิร์ฟ และความพิถีพิถันในรายละเอียดจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเอกลักษณ์ที่ส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน

Supathat Thardrak
Photograph: Supathat ThardrakHoegaarden Space

แนวคิดนั้นถูกหยิบมาตีความใหม่ในอีเวนต์ Live A Little ที่เปลี่ยนพื้นที่ Raynue Gaysorn Amarin ให้กลายเป็นเหมือน Experience Playground ขนาดย่อม ตั้งแต่ก้าวแรกก็จะเจอกับ Archway Entrance ซุ้มทางเข้าที่ออกแบบด้วยโทนสีขาวและเหลืองอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ให้อารมณ์เหมือนหลุดเข้าไปในพื้นที่พักผ่อนกลางเมือง ที่เต็มไปด้วยมุมให้เดินสำรวจ ถ่ายรูป และใช้เวลากับเพื่อนแบบไม่ต้องเร่งรีบ

Supathat Thardrak
Photograph: Supathat ThardrakHoegaarden Space

เดินเข้ามาอีกนิดก็จะพบกับ Hoegaarden Hexagon Giant Tap อินสตอลเลชันขนาดยักษ์ที่กลายเป็นแลนด์มาร์กของงาน ด้วยรูปทรงหกเหลี่ยม (Hoegaarden Hexagon Glass) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากแก้วซิกเนเจอร์ของแบรนด์ และกลายเป็นจุดเช็กอินที่หลายคนต้องแวะเเก็บภาพก่อนเริ่มออกเดินสำรวจโซนต่างๆ

ภาพจำของแบรนด์ที่หลายคนคุ้นเคย นอกจากการเป็นแบรนด์อิมพอร์ตระดับโลก ยังมาจากการที่แบรนด์คงการเสิร์ฟด้วยแก้วหกเหลี่ยม (Hoegaarden Hexagon Glass) มากว่า 500 ปี โดยการออกแบบที่แตกต่างนี้ ริเริ่มมาจากความคิดเพื่อคงรสชาติและคุณภาพของเบียร์ เพราะการดื่มเบียร์ให้มีรสชาติที่ดีควรดื่มขณะที่มีอุณหภูมิต่ำ แต่เมื่อเรายกแก้วขึ้นมาดื่ม ความร้อนจากมือจะค่อย ๆ ส่งผ่านไปยังแก้ว ทำให้เครื่องดื่มอุ่นขึ้น และเมื่อแก้วอุ่นขึ้น น้ำเบียร์ในแก้วก็จะมีอุณหภูมิสูงขึ้นตามไปด้วย

การใช้แก้วหกเหลี่ยม (Hoegaarden Hexagon Glass) คือการออกแบบที่มาช่วยแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะในแบบของ Hoegaarden เพราะมุมเหลี่ยมของแก้วจะทำให้มือของเรามีหน้าสัมผัสกับแก้วน้อยลง ทำให้ความเย็นของเบียร์คงอยู่ได้นานยิ่งขึ้น พร้อมรักษาคุณภาพ และคงรสชาติสดชื่นเต็มที่ในทุกแก้ว

Supathat Thardrak
Photograph: Supathat ThardrakHoegaarden Space

หนึ่งในไฮไลต์ที่น่าสนใจมากๆ ของงานนี้ คือการสาธิต The iconic Belgian Perfect Serve โดย Draught Master ที่พาผู้เข้าร่วมไปรู้จักกับศาสตร์การเสิร์ฟอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ผ่าน 6-Step Perfect Serve ซึ่งเป็นขั้นตอนการเตรียมเครื่องดื่มที่สืบทอดต่อกันมายาวนาน เพื่อคงคุณภาพ ดึงรสชาติ กลิ่น และสัมผัสที่ดีที่สุดในทุกแก้ว

Supathat Thardrak
Photograph: Supathat ThardrakHoegaarden Space

 

ตั้งแต่การเตรียมแก้วหกเหลี่ยม (Hoegaarden Hexagon Glass) แบบ Frozen Glass ที่แช่ในอุณหภูมิ 2-3 องศา การเตรียมหัวจ่าย การรินในองศาที่เหมาะสม การจัดชั้นฟอง การเก็บรายละเอียดของแก้ว ไปจนถึงการหันด้านเสิร์ฟที่ถูกต้อง ทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของพิธีการเสิร์ฟตามมาตรฐานของแบรนด์ ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นเพียงเทคนิค แต่สะท้อนถึงความพิถีพิถันและวัฒนธรรมการเสิร์ฟที่อยู่คู่ Hoegaarden มาอย่างยาวนาน

Supathat Thardrak
Photograph: Supathat ThardrakHoegaarden Space

ถัดจากโซนสาธิตคือกิจกรรม Perfect Serve Competition การแข่งขันกดเครื่องดื่มจาก Hoegaarden Hexagon Giant Tap ที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ลองทำตามขั้นตอนของ 6-Step Perfect Serve ด้วยตัวเอง ภายใต้คำแนะนำโดย Draught Master บรรยากาศแต่ละรอบเต็มไปด้วยเสียงเชียร์ เสียงหัวเราะ ถือเป็นกิจกรรมที่ทำให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสเบื้องหลังงานฝีมือของการเสิร์ฟในรูปแบบที่สนุกและเข้าถึงได้ง่าย

Supathat Thardrak
Photograph: Supathat ThardrakHoegaarden Space

เมื่อเดินไปต่อก็ยังมีกิจกรรมให้แวะอีกหลายจุด ไม่ว่าจะเป็น Hoegaarden Ice Cream ที่คิดมาจาก 2 รสชาติ Signature ของ Hoegaarden ทั้ง Brown Butter Biscuit Witbier และ
Lychee Rosée

Supathat Thardrak
Photograph: Supathat ThardrakHoegaarden Space
Supathat Thardrak
Photograph: Supathat ThardrakHoegaarden Space

ก่อนจะไปต่อที่มุมโฟโต้บูธ ตู้ถ่ายรูปที่ใช้เฟรม แก้วหกเหลี่ยม (Hoegaarden Hexagon Glass) และ Hoegaarden Botanicals ออกมาเป็น ID Card โดยเมื่อถ่ายเสร็จก็สามารถนำ ID Card ไปคัสตอมต่อในโซน Customize Keychain ที่ให้เลือกตกแต่งพวงกุญแจด้วยตัวอักษรและลูกเล่นต่างๆ ได้ตามสไตล์ของตัวเอง

Supathat Thardrak
Photograph: Supathat ThardrakHoegaarden Space
Supathat Thardrak
Photograph: Supathat ThardrakHoegaarden Space
Supathat Thardrak
Photograph: Supathat ThardrakHoegaarden Space

นอกเหนือจากนี้ภายในงานยังมี Board Game ให้ได้แวะนั่งเล่นกันแบบเพลินๆ ขณะที่ตลอดทั้งค่ำคืนก็มี Live Band จากวง Jack'et Jill และ DJ NONGPIM ผลัดเปลี่ยนกันมาสร้างบรรยากาศ เติมสีสันให้พื้นที่แห่งนี้มีชีวิตชีวาตั้งแต่ช่วงเย็นไปจนถึงค่ำ

บางครั้งการทำให้วันปกติ..พิเศษขึ้น อาจไม่จำเป็นรอเพื่อออกไปเที่ยวในวันหยุด หรือออกไปทำอะไรยิ่งใหญ่เสมอไป แค่ได้ออก Routine เดิมๆ เปลี่ยนบรรยากาศ เดินเล่นในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยไอเดียใหม่ๆ และใช้เวลาร่วมกับผู้คน ก็เพียงพอจะสร้างโมเมนต์พิเศษที่น่าจดจำได้แล้ว และนั่นเองคือหัวใจของ ‘Live A Little’ ในปีนี้ของ Hoegaarden Space ที่อยากชวนทุกคนมาเติมความพิเศษเล็กๆ ในแต่ละวัน ที่อาจทำให้ความปกติเดิมๆ กลายเป็นประสบการณ์ความสนุกของทั้งสัปดาห์ได้อย่างไม่รู้ตัว

รอบหน้า Hoegaarden Space จะพาทุกคนไป ‘Live A Little’ ที่ไหนอีก อย่าลืมติดตาม

บทความล่าสุด
    การโฆษณา