ข่าว

ทำไมการมาถึงของ Tomorrowland ถึงกลายเป็นโจทย์ปวดหัวของ Wonderfruit

เมื่อปาร์ตี้ EDM ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Tommorrowland มาถึงไทย แต่ช่วงเวลาอาจชนกับ Wonderfruit เฟสติวัลขวัญใจคนท้องถิ่น

Chalisa Nuttarang
เขียนโดย
Chalisa Nuttarang
Time Out Bangkok
Photograph: Time Out Bangkok
การโฆษณา

หากต้องพูดกันตามตรง ตอนเห็นข่าวว่า Tomorrowland จะมาจัดที่ประเทศไทย ความรู้สึกแรกไม่ได้เป็นความตื่นเต้นไปซะทั้งหมด

ไม่ใช่ว่ามันไม่ใช่ข่าวดี แต่ตรงกันข้าม การที่หนึ่งในเทศกาลดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเลือกเอเชียเป็นหมุดหมายครั้งแรกมันคือเรื่องใหญ่และเป็นก้าวสำคัญของวงการดนตรีบ้านเรา แต่ความรู้สึกดีใจนั้นก็ตามมาด้วยความหน่วงใจเล็กๆ ทันทีที่เห็นช่วงเวลาจัดงาน

เพราะ Wonderfruit เทศกาลที่เติบโตมาจากดินแดนไทย และกลายเป็นพื้นที่พิเศษของคนรักดนตรี ศิลปะ และความยั่งยืน ก็มักจะจัดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมเช่นเดียวกัน

ใครที่เคยผ่านงานเฟสติวัลมาบ้างจะรู้ดีว่างานระดับนี้ไม่ได้แข่งกันขายบัตร แต่มันคือการแย่งทรัพยากร คนทำงาน ทีมโปรดักชัน ศิลปิน โลจิสติกส์ และความสนใจของผู้ชม ดังนั้นงานยักษ์สองงานในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่กระทบกัน คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จึงลอยขึ้นมา ‘แล้ว Wonderfruit จะเดินหน้าต่ออย่างไร?’

แต่เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ภาพของสองเทศกาลที่ชนกันบนปฏิทิน เพราะในความเป็นจริงแล้ว Tomorrowland กับ Wonderfruit อยู่คนละจักรวาลกัน ทั้งสองอีเวนต์มีหัวใจ วิธีคิด และกลุ่มผู้ชมที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

Wonderfruit
Photograph: Wonderfruit
Wonderfruit
Photograph: Wonderfruit

สิ่งหนึ่งที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Wonderfruit คือ หลายคนมองว่ามันเป็นแค่งานดนตรี (ซึ่งไม่ผิด) เพลงมีเยอะมาก แถมเปิดยาวทั้งคืน กระจายอยู่ตามเวทีต่างๆ ตั้งแต่ Solar Creature ไปจนถึงเวทีขวัญใจสายแสบอย่าง Forbidden Fruits แต่ถ้าเรียก Wonderfruit ว่าเป็น ‘เทศกาลดนตรี’ อย่างเดียว นั่นแหละ คือพลาดแก่นสำคัญของงานไปทั้งหมด

สาเหตุเป็นเพราะตลอดเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา งานนี้คือการทดลองของการรวมตัวกันแบบตั้งใจ เป็นพื้นที่ที่ชวนคนมาคิด มาใช้ชีวิต และอยู่ร่วมกันในรูปแบบใหม่ห้าวันเต็มๆ กับโปรแกรมที่ไม่เคยหลับ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง

กลางวันคือช่วงเวลาของเวิร์กช็อป คลาสโยคะ งานศิลปะ ไปจนถึงบทสนทนาเรื่องอาหาร วัฒนธรรม และความยั่งยืน พอพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า บทบาทก็ส่งต่อให้เสียงดนตรีเข้าครอบครองพื้นที่ทั้งหมด

Wonderfruit จึงไม่ใช่แค่งานที่คุณไปฟังเพลง แต่มันคือประสบการณ์ที่คุณเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ข้างในนั้นจริงๆ

Wonderfruit
Photograph: Wonderfruit

สิ่งที่ผู้คนฮือฮากัน คือไอเดียการนำวัสดุจากปีก่อนๆ กลับมาใช้ใหม่ให้เศษขยะเหล่านั้นมีชีวิตอีกครั้ง ถือเป็นการสร้างพื้นที่ที่ทำงานไปพร้อมกับธรรมชาติ ไม่ใช่ฝืนหรือทำลายแต่อย่างใด ภายในงานมีเวทีกว่า 40 เวที และพาวิลเลียนกระจายตัวอยู่ตามโซนต่างๆ ตั้งแต่เวทีหมอลำ ไปจนถึง Living Village

ทั้งหมดนี้ร่วมกันสร้างความรู้สึกให้เหมือนคุณได้เข้าไปอาศัยอยู่ในโลกชั่วคราวใบหนึ่ง เป็นโลกที่ถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจ อยู่ได้ ใช้ได้ สนุกได้ แบบที่ไม่ทิ้งร่องรอยบาดแผลไว้ให้โลกจริงใบเดิมต้องรับภาระต่อไป

Tomorrowland
Photograph: Tomorrowland
Tomorrowland
Photograph: Tomorrowland

ในอีกฝั่งหนึ่ง Tomorrowland คือเฟสติวัลในเวอร์ชันเดียวกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ต้นฉบับจากเมืองบูม ประเทศเบลเยียม (ใช่ เมืองนี้ชื่อ Boom จริงๆ) ถูกปั้นจนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของวงการดนตรีแดนซ์

ลองนึกภาพศิลปินกว่า 1,000 คน บน 18 เวที ธีมจัดเต็ม โปรดักชันระดับนั้นเรียกได้ว่าอลังการแบบไม่เกรงใจใคร ตั้งแต่มังกรพ่นไฟ ป่าเห็ดแฟนตาซี น้ำตกไหลเป็นฉาก ไปจนถึง Mainstage อันเป็นตำนาน

เวทีที่ภาพ แสง สี เสียง ผสานกับนักแสดงกลางอากาศและพลุไฟ จนบางจังหวะอาจทำให้เผลอคิดว่า ‘หรือเราจะเผลอกินอะไรแปลกๆ เข้าไป’ เรียกได้ว่าทุกเวทีมีโลกของตัวเอง ตั้งแต่ CORE, The Great Library ไปจนถึง Planaxis ที่ครอบคลุมทุกเฉดของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ แถมจัดเต็มตลอดสองสุดสัปดาห์ แบบไม่มีคำว่าพอ

Tomorrowland
Photograph: Tomorrowland

ส่วน Tomorrowland ในประเทศไทยที่กำลังจะมาถึง คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมราว 50,000 คน และตรงนี้แหละที่ตัวเลขเริ่มชวนปวดหัวขึ้นมา ลองสมมติว่าเฟสติวัลทั้งสองจัดชนกัน ประเทศไทยแทบไม่มีโครงสร้างรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาพร้อมกัน เพื่อประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกันขนาดนั้น ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม การเดินทาง ทีมงาน โปรดักชัน ระบบรักษาความปลอดภัย ไปจนถึงบริการทางการแพทย์

มันไม่ใช่แค่เรื่องอยากให้ทั้งสองงานไปได้สวยแต่คือความจริงที่ว่า ทรัพยากรของประเทศมีไม่เพียงพอ แล้วคำถามที่น่าจะตามมาคือ…ต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น?

จนถึงตอนนี้ Wonderfruit ยังไม่ประกาศวันจัดงานปี 2026 ขณะที่ Tomorrowland กำหนดช่วงเวลาของตัวเองไว้แล้ว ทำให้ตัวเลือกของ Wonderfruit เหลือไม่มากนัก เพราะไม่ว่าจะขยับมาจัดเร็วขึ้นในเดือนธันวาคม หรือเลื่อนไปเป็นมกราคม-กุมภาพันธ์ ซึ่งอากาศยังเหมาะกับการจัดงาน ทุกทางเลือกก็ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหน มันก็หมายถึงการสั่นคลอนธรรมเนียมที่สั่งสมมากว่าสิบปีสำหรับเหล่า ‘Wonderers’ แฟนพันธุ์แท้ของ Wonderfruit ที่ผูกจังหวะชีวิตประจำปีของตัวเองไว้กับการเดินทางในเดือนธันวาคมมาโดยตลอด

Wonderfruit
Photograph: Wonderfruit

หลังจากนั่งคิดทบทวนข่าวนี้อยู่สักพัก มุมมองที่อยากเลือกจะเก็บไว้คือความหวังมากกว่าความกังวล เพราะชุมชนของ Wonderfruit ไม่ได้ไล่ตามแค่วันที่บนปฏิทิน หากแต่พวกเขาไล่ตามบางสิ่งที่ลึกกว่านั้น เช่น ความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งของการรวมตัวที่มีความหมาย มากกว่าแค่เสียงดนตรี ซึ่งเราขอทำนายว่าคนกลุ่มนั้นก็จะมาไม่ว่างานจะจัดเมื่อไหร่ เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมา พวกเขาพิสูจน์เรื่องนี้ให้เราเห็นกันทุกปี

สุดท้ายนี้ วัย 25 ปี ทำให้เรียนรู้ว่าการรวมตัวที่ดีจริงๆ อยู่รอดได้ด้วยการปรับตัว ไม่ใช่การยึดติด บางทีการมาของ Tomorrowland อาจไม่ใช่วิกฤต แต่เป็นโอกาสให้ Wonderfruit ได้จินตนาการตัวเองใหม่ ในฤดูกาลที่แตกต่างออกไป หรืออาจเป็นแรงผลักให้โครงสร้างพื้นฐานด้านเฟสติวัลของประเทศไทยพัฒนาไปอีกขั้นหรือบางทีทั้งสองงานอาจเติบโตไปด้วยกัน

แต่ไม่ว่าจะออกมาแบบไหน อย่างน้อยนี่ก็ถือว่าเป็นความรู้สึกที่ดี ที่ประเทศไทย ‘มีปัญหาแบบนี้ให้ต้องคิด’

บทความล่าสุด
    การโฆษณา