นิวยอร์กคือเมืองที่ถูกบันทึกภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกตรอกซอยถูกเล่าเป็นตำนาน ทุกค่ำคืนถูกบดบังด้วยทัศนคติ แต่สิ่งที่ Jesper Haynes มอบให้กลับเงียบขึ้น และชวนกระอักกระอ่วนมากกว่า นั่นคือบันทึกของการ ‘อยู่ตรงนั้นจริงๆ’ โดยไม่คิดล่วงหน้าว่ามันจะกลายเป็นอะไรในภายหลัง
New York Darkroom นิทรรศการล่าสุดของเขาในกรุงเทพฯ พาเราย้อนกลับไปยังดาวน์ทาวน์ในนิวยอร์กช่วงปลายยุค 80s และ 90s แบบไร้ฟิลเตอร์ หรือไร้การยกย่องฮีโร่ เผชิญหน้าอย่างใกล้ชิด ถนนแคบจนรู้สึกได้ และไม่มีใครแสดงเพื่อกล้อง
เมื่อได้พูดคุยกับ Haynes สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ งานชุดนี้ไม่ใช่เรื่องของมรดกหรือชื่อเสียง แต่มันคือเรื่องของความใส่ใจ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณปรากฏตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ออกเดินทางไปทุกคืน กดชัตเตอร์เพียงแค่หนึ่งเฟรมแทนที่จะเป็นสิบ และเชื่อในสิ่งที่เหลืออยู่จะอธิบายตัวมันเองในภายหลัง
ภาพถ่ายของเขาที่มีทั้ง Andy Warhol, Willem Dafoe และ John Lurie ปรากฏอยู่ร่วมกับเพื่อน คนรัก และคนแปลกหน้า ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนวัตถุทางวัฒนธรรม แต่คล้ายหลักฐานส่วนตัวมากกว่า หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งนั้นเคยเกิดขึ้นจริง และเขาเคยอยู่ตรงนั้นจริงๆ
นี่ไม่ใช่ความโหยหาอดีต แต่มันคือความทรงจำที่มีศอก มีเหลี่ยม และไม่หลบหน้าใคร
ก่อนที่นิวยอร์กจะกลายเป็นเรื่องเล่า
เมื่อถาม Haynes ว่านิวยอร์กในช่วงเวลาที่เขาถ่ายภาพนั้น รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ท่ามกลางประวัติศาสตร์ไหม เขาตอบแทบจะทันทีว่า ‘มันคือปัจจุบันล้วนๆ’ ไม่มีความรู้สึกว่ากำลังเห็นตำนานในอนาคต ไม่มีการรับรู้ว่าตัวเองอยู่ในจุดอ้างอิงของยุคสมัย มีแค่ ‘ตอนนี้’
สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะภาพใน New York Darkroom ไม่ได้ประกาศตัวว่าเป็นจดหมายเหตุ เขาหมกมุ่นกับช่วงเวลาตรงหน้ามากเกินกว่าจะคิดถึงจุดนั้น Haynes ย้ายมานิวยอร์กตั้งแต่วัยรุ่น หลัง Andy Warhol ชวนเขามาเยี่ยม การเชื้อเชิญครั้งนั้นเปลี่ยนเส้นทางชีวิตเขาอย่างเงียบๆ เขาไม่ได้โหยหาความสำเร็จหรือความมั่นคง ‘ผมไม่ได้สนใจ American Dream’ เขาบอก
“ผมหลงใหลไอเดียที่ว่าศิลปินจากทุกแขนงมารวมกันอยู่ในเมืองเดียว”
สิ่งที่เขาเจอคือนิวยอร์กที่กำลังจะพัง และราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ เมืองล้มละลาย เถื่อน แต่ใจกว้างเพราะความขัดสน ‘ค่าเช่าถูกมาก ผมจ่ายประมาณเดือนละ 150 ดอลลาร์’ เขาพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนยังแปลกใจกับความทรงจำของตัวเอง
ทุกคนรอบตัวกำลังสร้างอะไรบางอย่าง นักเขียน ผู้กำกับ นักร้อง นักเต้น ดีเจ ไร้ซึ่งโลกอินเทอร์เน็ต แค่เอาชีวิตรอดไปด้วยกัน ความเร่งด่วนร่วมกันนั้นซึมอยู่ในทุกภาพ นิวยอร์กไม่ได้ถูกทำให้ดูหรู อันตราย หรือโรแมนติก มันแค่ ‘มีอยู่’ และคอยติดตามสำหรับใครก็ตามที่เต็มใจจะใช้ชีวิตตอนดึกดื่น
หนึ่งม้วน หนึ่งคืน หนึ่งการตัดสินใจ
Haynes ถ่ายภาพแทบตลอดเวลา อย่างน้อยวันละหนึ่งม้วน ไม่ใช่เพราะหมกมุ่นกับปริมาณของงาน แต่เพราะนั่นคือจังหวะชีวิตของเขา ออกไปข้างนอก 7 คืนต่อสัปดาห์เป็นเวลาหลายปี ไนต์คลับ อพาร์ตเมนต์ ดินเนอร์ที่ลากยาวถึงเช้า และสิ่งที่ยึดทุกอย่างไว้ด้วยกันคือห้องมืด
“สิ่งที่สวยงามของการเข้าห้องมืดหลังออกจากไนต์คลับทั้งคืน คือผมได้อยู่คนเดียว”
เขาบอกว่ามันคือสมาธิรูปแบบหนึ่ง ความโดดเดี่ยวตรงนั้นคือสิ่งที่สำคัญ การล้างฟิล์มสามารถถ่วงเสียงรบกวนต่างๆ ได้ เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ไม่ต้องอธิบายอะไรกับใคร นี่คือเหตุผลที่ New York Darkroom เลือกแสดง contact sheet เพราะ Haynes อยากให้เห็นกระบวนการ ไม่ใช่เพื่อทำลายมนต์ขลัง แต่เพื่อทำให้มันเป็นมนุษย์มีมวลของความลังเล การลองซ้ำ ความไม่แน่ใจ ‘ผมอยากให้มันเสมือจริง อยากให้คนดื่มด่ำและรู้สึกไปกับมัน’
สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายภาพมีเพียงเฟรมเดียว ไม่มีสำรอง ‘สมัยนั้นเราถ่ายกันแบบนี้’ เขาอธิบาย คุณต้องตั้งใจ เพราะคุณมีเพียงแค่ 36 รูปที่ไม่สามารถเสียได้แม้แต่ม้วนเดียว เมื่อพูดถึงการกลับมาของฟิล์ม Haynes ไม่สนใจภาษาของเทรนด์ ฟิล์มบังคับให้คุณตัดสินใจ มันทำให้มือช้าลงและสายตาคมขึ้น ‘เวลาผมถ่ายฟิล์ม ผมมีสติมากกว่า’ เขาบอก ฟิล์มบังคับให้คุณตัดสินใจเดี๋ยวนั้น วางสายตาให้ชัด และกดเมื่อมั่นใจ ดิจิทัลยังมีโอกาสให้แก้ไขภายหลัง แต่ฟิล์มต้องการความตั้งใจในขณะนั้น
ความใกล้ชิด จริยธรรม และการรู้จักพอ
ความใกล้ชิดในภาพของ Haynes ไม่ได้เกิดจากการแอบถ่าย แต่จากความไว้ใจ ‘มันคือความซื่อสัตย์ระหว่างคนกับคน’ เขาบอก ‘ผมไม่ชอบแอบถ่าย’ เขาไม่ถ่ายภาพที่เอาเปรียบ และไม่สนใจช่วงเวลาที่ความเปราะบางถูกใช้เป็นวัตถุดิบ ในยุค 80s - 90s กล้องถ่ายภาพยังมีความไร้เดียงสาอยู่มาก ‘ผู้คนมีความสุขกับการถูกถ่ายภาพ’ แต่วันนี้ความระแวงมาก่อน ทุกคนกำลังแสดงบทบาทให้กับผู้ชมในอนาคตที่มองไม่เห็น
การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้กระทบแค่การถ่ายภาพ แต่กระทบถึงความรับผิดชอบของคนถือกล้องด้วย
แม้ในยุคที่กล้องยังไม่สร้างความระแวง Haynes ก็คิดถึงเรื่องจริยธรรมอยู่แล้ว
บางคืนเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แอลกอฮอล์ทำให้เส้นแบ่งเลือนราง แต่การตัดสินใจที่แท้จริงเกิดขึ้นในวันถัดมา ‘ผมต้องถามตัวเองว่ามันโอเคไหมที่จะเผยแพร่ภาพเหล่านั้น’ เขาพูด ‘ผมไม่ชอบการถ่ายภาพที่เอาเปรียบผู้คน
เมื่อเวลาผ่านไป สัญชาตญาณนี้ยิ่งคมชัดขึ้น วันนี้เขาแทบไม่แสดงภาพเปลือย ไม่ใช่เพราะระมัดระวังมากขึ้น แต่เพราะรู้สึกถึงความรับผิดชอบ ‘ตอนนั้นพวกเขาอายุแค่ยี่สิบ พวกเขาไม่ได้คิดเลยว่าภาพของตัวเองจะถูกนำมาเผยแพร่ในอนาคต’
บางครั้งเขายังติดต่อคนที่ไม่ได้คุยกันมาหลายสิบปี เพื่อขออนุญาตก่อนใช้ภาพ ในโลกที่ถูกหล่อหลอมด้วย AI และการทำซ้ำอย่างไม่รู้จบ ความใส่ใจแบบนี้ดูเงียบงัน แต่กลับทรงพลังอย่างประหลาด ยิ่งฟังเขาพูด ยิ่งรู้สึกว่ามันหาได้ยากเหลือเกิน ที่จะได้ยินช่างภาพพูดถึง ‘การยับยั้งชั่งใจ’ โดยไม่แฝงการโอ้อวด
นี่ไม่ใช่คำพูดเชิงศีลธรรมแต่มันคือวิธีที่เขาทำงาน แค่นั้นเอง
3 ภาพ 3 บริบท
แม้จะมีบุคคลที่คุ้นชื่อปรากฏอยู่ แต่งานของ Haynes ไม่ได้พูดถึงชื่อเสียง หากแต่พูดถึงบริบท ภาพ Andy Warhol ในสตอกโฮล์มถูกถ่ายตอน Haynes ยังเรียนมัธยม เขาหนีเรียน ปั่นจักรยานไปยังบ้านส่วนตัวที่ Warhol มาถ่ายรายการ 1 ชั่วโมงที่ทั้งสองนั่งรอจัดไฟ Warhol เป็นฝ่ายถามคำถามมากกว่า ภาพนั้นถ่ายเพียงเฟรมเดียวด้วยกล้อง Minox กล้องแบบเดียวกับที่ Warhol ใช้ หนึ่งเฟรม ไม่มีภาพก่อนหน้า ไม่มีภาพถัดไป ‘ผมคิดว่า โอเค ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องถ่ายสองภาพ’
ภาพที่สองคือ John Lurie และ Francesco Clemente ที่ Club MK’s ในปี 2532 ค่ำคืนนั้นเป็นดินเนอร์ปาร์ตี้ธรรมดา Haynes รู้จัก Lurie อยู่ก่อนแล้วผ่านกลุ่มเพื่อน เขาถ่ายภาพทั้งคู่ไม่ต่างจากที่ถ่ายทุกคนในคืนนั้น ‘มันไม่ใช่โมเมนต์แบบ อ๋อ นั่น John Lurie’ เขาว่าไว้ Keith Haring ปรากฏในอีกเฟรมหนึ่ง ถัดไปคือใครสักคนที่ไม่มีใครรู้จัก ชื่อเสียงค่อยๆ หายไปเมื่อทุกคนอยู่ใกล้กันในระยะเดียวกัน ความผ่อนคลายทั้งหมดเกิดขึ้นจากความไว้ใจ
ภาพที่สามจับ Willem Dafoe ระหว่างสายโทรศัพท์ในนิวยอร์ก ปี 1989 Haynes รู้จักเขาผ่านเพื่อนคนหนึ่งในคณะละครเดียวกัน ไม่มีการกำกับ ไม่มีการขัดจังหวะ
‘เขารู้ว่าผมเดินถ่ายรูปอยู่แถวนั้น’ Haynes ว่าไว้ หนึ่งเฟรม เท่านั้นก็พอ
กรุงเทพฯ ระยะทาง และสิ่งที่ยังมีชีวิต
การจัด New York Darkroom ที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ Haynes มาเมืองไทยตั้งแต่ปี 2530 ‘ผมรักกรุงเทพฯ’ เขาพูด และไม่ใช่เพราะเมืองนี้เรียบร้อยหรือสวยงาม แต่เพราะความหยาบ ความไม่สมบูรณ์ และพลังของมัน อาคารเก่าข้างตึกใหม่ ถนนใหญ่ที่แตกแขนงเป็นซอยแคบ ‘คุณจะรู้สึกว่าตัวเองอยู่กลางเมืองจริงๆ’ เขาว่า สำหรับช่างภาพ ความขรุขระแบบนี้สำคัญ เพราะมันทำให้เมืองยังมีมิติให้มอง เขายังพูดอย่างจริงจังว่าอยากทำหนังสือเกี่ยวกับกรุงเทพฯ ในอนาคต และยิ่งชัดเจนว่านี่ไม่ใช่ความสนใจชั่วคราว
ระยะทางทำให้เขามองนิวยอร์กเปลี่ยนไป หลังจากใช้ชีวิตกับเมืองนั้นมากว่า 40 ปี มันไม่สร้างความตื่นเต้นให้เขาเหมือนเดิม ภาพของนิวยอร์กถูกผลิตซ้ำจนล้น ทั้งในอินสตาแกรม โฆษณา และสื่อทุกชนิด ‘มันมีจุดที่คุณรู้สึกเหมือนจะอาเจียน’ เขาพูดติดตลก แต่แฝงความเหนื่อยล้า
สิ่งที่ยังทำให้เขาสนใจ คือผลงานที่เป็นเรื่องส่วนตัว ‘ยิ่งเป็นส่วนตัวมากเท่าไร ยิ่งน่าสนใจ’
แนวคิดนี้คือหัวใจของ New York Darkroom นิทรรศการนี้ไม่ได้พยายามเก็บทุกภาพของนิวยอร์กไว้ แต่มุ่งทำความเข้าใจบางช่วงเวลาให้ชัดเจน
สิ่งสำคัญที่สุดที่นิวยอร์กสอนเขา ไม่ใช่ชีวิตกลางคืนหรือไนต์คลับ แม้เขาจะอยู่ในนั้นแทบทุกคืน แต่คือเรื่องของ ‘ชุมชน’ และ ‘บ้าน’ อพาร์ตเมนต์ในย่าน East Village ที่มีผู้คนแวะเวียนไม่ขาดสาย ดินเนอร์ปาร์ตี้หลายคืนต่อสัปดาห์ กระดิ่งหน้าประตูที่ดังต่อเนื่องยาวนานเกือบ 20 ปี
ชีวิตแบบนั้นกลายมาเป็นหนังสือ St Marks 1986 - 2006 ซึ่ง Haynes มองว่าเป็นผลงานที่ซื่อสัตย์ที่สุดของเขา
‘นั่นคือสิ่งที่อยู่ข้างใน’ เขาอธิบาย ส่วน New York Darkroom คือสิ่งที่เกิดขึ้นข้างนอก สำหรับ Haynes การถ่ายภาพคือการเก็บรักษาความทรงจำ และเป็นวิธีทำความเข้าใจตัวเอง
“ถ้าผมไม่ถ่ายภาพเหล่านั้น ผมคงลืมมันไปหมดแล้ว”
ราวกับว่าชีวิต ผู้คน และช่วงเวลานั้นอาจหายไปจริงๆ หากไม่มีภาพเหลืออยู่ New York Darkroom ไม่ได้บอกว่าอดีตดีกว่าปัจจุบัน และไม่ได้ทำให้ช่วงเวลานั้นดูบริสุทธิ์หรือโรแมนติกเกินจริง มันเพียงแสดงให้เห็นว่าการมองอย่างตั้งใจ ในยุคที่ผู้คนยังไม่หมกมุ่นกับการมองตัวเองตลอดเวลา มีหน้าตาเป็นอย่างไร
หากคุณอยากเห็นเมืองหนึ่งในฐานะชีวิตที่มีประสบการณ์ร่วมกัน ไม่ใช่ตำนานหรือภาพจำ นิทรรศการนี้คือพื้นที่ที่ควรใช้เวลาด้วยกันไปกับคุณ ที่ Chaloem La Art House วันที่ 24 มกราคม – 14 กุมภาพันธ์ เวลา 12.00 - 18.00 น. เข้าชมฟรี ไม่มีค่าจ่าย






