วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล
Sereechai Puttes/Time Out
Sereechai Puttes/Time Out

ตาม วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ไปสำรวจความหมายของหลายชีวิตบนโลก ผ่านนิทรรศการภาพถ่ายครั้งแรกของเขา

นักเขียน-นักเดินทางสายเถื่อน เล่าเรื่องนิทรรศการภาพถ่าย Serenity in Chaos (จลาจลอันงดงาม)

การโฆษณา

เรารู้จัก สิงห์–วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ในฐานะลูกชายคนสุดท้องของ กวีซีไรต์ จิระนันท์ พิตรปรีชา และศิลปินแห่งชาติ เสกสรร ประเสริฐกุล พอๆ กับการเป็นนักเขียน นักเดินทางผู้ผลิตรายการ เถื่อน ทราเวล สารคดีท่องเที่ยวที่วรรณสิงห์แบ็กแพ็กพาผู้ชมลุยสำรวจสถานเปี่ยมอันตรายมากมายทั่วโลก

ตลอดสิบกว่าปีที่ปผ่านมา วรรณสิงห์เดินทางปักหมุดไปถึง 71 ประเทศ ซึ่งเขาได้บันทึกความทรงจำการเดินผ่านภาพถ่ายอย่าสม่ำเสมอ แต่ยังไม่เคยมีโอกาสนำภาพแห่งความทรงจำเหล่านั้นไปจัดแสดงที่ไหน กระทั่งได้รับการชักชวนจาก UNHCR ประเทศไทย (ซึ่งวรรณสิงห์เคยร่วมทำกิจกรรมในหลายโปรเจ็คก่อนหน้านี้) จนเกิดเป็นนิทรรศการ Serenity in Chaos (จลาจลอันงดงาม) ที่แสดงภาพถ่าย 55 ภาพ พร้อมเรื่องราวที่จะสะท้อนความงดงามของโลก ใน 4 หัวข้อ คือ War, Human, Nature และ Civillization ที่อาจทำให้เราเข้าใจถึงปัญหาผู้ลี้ภัยได้มากขึ้นด้วย และเราได้ไปนั่งพูดคุยถึงเบื้องหลังการทำงานครั้งนี้มาฝาก

ปัญหาเรื่องผู้ลี้ภัย มีความสำคัญต่อคนนอกพื้นที่นั้นอย่างไร

เรื่องแบบนี้คงจะขึ้นอยู่กับมุมมองครับ ผมคิดว่าปัญหาทุกปัญหา ตั้งแต่สิ่งแวดล้อมยันปัญหาทางการเมือง ถ้าเราจะหาคำตอบว่ามันเกี่ยวข้องกับชีวิตเรายังไง มันคงน้อยมากเลยนะครับ เอาแค่เรื่องการเมืองไทยที่คนจำนวนมากคงไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่พวกเราทุกคนก็ยังมีความรู้สึกร่วมต่อการเมืองด้วยกันทั้งนั้น แล้วแต่ว่าจะรู้สึกร่วมในมุมไหน มันก็แตกต่างกันออกไป

ส่วนปัญหาผู้ลี้ภัย ถ้าถามว่ามันส่งผลกระทบต่อคนภายนอกขนาดไหน ก็คงตอบว่าไม่มากมายอะไร แต่ถ้ามองในฐานะเพื่อนร่วมโลกมันก็เป็นสิ่งที่ควรจะรับผิดชอบด้วยกัน และในเมื่อมันอยู่มีจริง เป้าหมายของผมกับ UNHCR ก็คือเราจะทำยังไงให้คนภายนอกมารู้สึกร่วมกับปัญหานี้มากขึ้น เราอยากกระตุ้นให้คนไทยหันมามองปัญหานี้มากขึ้น ให้เกิดความช่วยเหลือที่มากขึ้นตามไป ซึ่งผมกับ UNHCR เห็นตรงกันว่าวิธีหนึ่งที่ทำได้คือทำผ่านงานศิลปะ

Serenity in Chaos

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

ความจราจลงดงามอย่างไร

พอมานั่งดูภาพที่ถ่ายไว้ อยู่ดีๆ คำนี้ก็โผล่เข้ามาในหัว เพราะรู้สึกว่าทุกสถานที่ที่เราไป ถ้ามองจากข้างนอกมันจะดูโหดร้ายและอันตราย แต่พอไปถึงสถานที่นั้นแล้วผมกลับพบความงดงามที่มีรสชาติเฉพาะของแต่ละสถานที่ที่แฮะ ผมได้เห็นเรื่องราวความสวยงามของธรรมชาติ ของมนุษย์หรือของอารยธรรม ซึ่งผมว่ามันเซอร์ไพรส์เราทุกคนอยู่เสมอ

ผมคิดว่าสิ่งนี้มันคือแก่นของการเดินทางเลยนะ มันคือการที่มนุษย์ต้องพาตัวเองออกไปพบเจอเรื่องราวแปลกใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่เรารู้อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นก็คงน่าเบื่อตาย เพราะฉะนั้น พอผมกลับมาดูรูปที่ผมถ่ายมา ก็ได้กลับมาย้อนนึกดูว่ากว่าจะไปถึงตรงนั้นได้ ตอนที่ไปฟังคนคนนี้พูด ตอนที่เห็นวิวตรงนี้ มันรู้สึกยังไงบ้าง ผมเอ็นจอยขั้นตอนการเลือกรูปจากทั้งหมดเป็นหมื่นๆ รูปมาก เพราะมันเหมือนพาผมกลับไปในช่วงเวลานั้นจริงๆ เลยเกิดเป็นชื่อคอนเซ็ปต์นี้ขึ้นมา ซึ่งผมชอบมาก แถมมันก็ตรงกับเรื่องหลักที่ผมกับ UNHCR เน้นในเทศกาลนี้ คือ เรื่องสงคราม โดยมีจุดมุ่งหมายให้คนมาสนใจกับปัญหาของผู้ลี้ภัย แต่ว่าเราก็ไม่ได้พูดเพียงเรื่องผู้ลี้ภัยจากสงครามนะ นิทรรศการนี้ยังมีอีก 3 หัวข้อ รวมเป็น 4 หัวข้อ คือ War (สงคราม), Human (มนุษย์), Nature (ธรรมชาติ) และ Civillization (อารยธรรม)

ในหัวข้อสงคราม นอกจากพูดถึงเรื่องผู้ลี้ภัย เรายังพูดถึงผู้คนที่ไม่เกี่ยวกับสงครามแต่ใช้ชีวิตอยู่ในบริเวณสงคราม ท่ามกลางเสียงปืนและเสียงระเบิด แต่พวกเขากลับหาความสุขในแบบของตัวเองได้ หรือบางสถานที่เรามองมาจากข้างนอกมันดูโหดร้ายอันตรายมาก แต่พอเข้าไปอยู่จริงๆ แล้วมันก็มีแง่มุมดีๆ อยู่บ้าง ยกตัวอย่างเช่นแบกแดด (Baghdad) เป็นเมืองที่ผมว่ามีอารยะธรรมที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา เดินไปไหนมาไหนก็จะมีคาเฟ่ หรือร้านหนังสือเต็มไปหมด รวมถึงตลาดนัดศิลปินที่คนเยอะมาก มาเล่นดนตรี จัดการแสดงต่างๆ ของเขาไปโดยที่ไม่ต้องมีเวที ไม่ต้องมีการเรี่ยไรเงิน ทุกคนมาเพียงจุดประสงค์เดียวคือแลกเปลี่ยนศิลปะกัน ซึ่งเป็นด้านที่หลายคนไม่เคยนึกถึงหรอก แต่เราก็ยังต้องนำเสนอถึงความโหดร้ายและความทุกข์ยากของแบกแดดที่มีอยู่จริงด้วยเช่นกัน

การทำนิทรรศการภาพถ่ายเป็นสิ่งที่อยากทำมานานแล้วหรือเปล่า

อยากทำมานานแล้วครับ แต่ไม่รู้จะเอาไปปล่อยที่ไหน ถึงไม่ได้ทำร่วมกับ UNHCR ก็คงเอาไปปล่อยสักที่หนึ่ง แล้วเผอิญว่า UNHCR เชิญมาพอดีและเรามีเป้าหมายเดียวกัน ก็ถือว่าวิน-วินทั้งสองฝ่าย ผมได้โชว์ผลงาน ผู้ลี้ภัยได้รับการช่วยเหลือ

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

การเล่าเรื่องด้วยภาพถ่ายมีเสน่ห์แตกต่างจากการเขียน หรือ ทำรายการสารคดีอย่างไร

สิ่งผมรู้สึกมาตลอดคือ เมื่อเราเป็นนักเล่าเรื่อง ไม่ว่าเราจะเล่าผ่านสื่ออะไรมันก็ยังเป็นเรื่องราวอยู่ดี ก่อนหน้านี้ผมเขียนหนังสือตลอด และในนิทรรศการนี้ผมก็ยังเอาทักษะนั้นมาใช้ เพียงแต่เปลี่ยนมาใช้รูปภาพเป็นตัวเล่าหลัก แล้วใช้ตัวหนังสือเป็นส่วนประกอบ ให้รูปภาพดึงสายตาคนก่อนเข้ามาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่เราเขียน

แล้วยากกว่าการทำแบบวีดีโอไหม

ยากคนละแบบ วีดีโอเหนื่อยกว่า เพราะต้องคิดอะไรหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งเทคนิคการถ่ายทำ การอัดเสียง การวัดแสง อุปการณ์กล้อง ถ่ายเสร็จแล้วยังต้องกลับมาตัดต่ออีก แล้วก็กว่าจะหาทุนเพื่อทำออกมาเป็นงานได้แต่ละงานด้วย แต่ภาพถ่ายเหมือนเป็นผลพวงจากการที่ผมออกไปทำงานวีดีโอมากกว่า เพราะผมมีนิสัยชอบจำเรื่องราวในแต่ละวันให้หมดด้วยการถ่ายภาพเอาไว้ เพราะมันคือข้อมูลทั้งหมดของสารคดีผม แล้วในจำนวนภาพพวกนี้มันก็พอมีภาพที่สวยที่ยังไม่เคยเอามาแสดงให้คนอื่นเห็น ก็เลยทำนิทรรศการนี้ขึ้นมา

ชอบภาพไหนมากที่สุด

ภาพของชนเผ่า Korowai ซึ่งเป็นเผ่ากินคน ซึ่งผมต้องใช้เวลาเดินกว่า 5 วันถึงจะเข้าไปถ่ายทำได้ ซึ่งตอนถ่ายภาพนี้พวกเขากำลังเดินทางไปล่าหมูกัน ผมว่ามันน่าสนใจมากเพราะเป็นสิ่งที่คนภายนอกไม่ค่อยได้รับรู้มาก่อน

คุณดูมีความสนใจในหลายด้านมากๆ มีวิธีแบ่งเวลาทำสิ่งต่างๆ อย่างไร

ทำไม่ทันครับ คงต้องตายแล้วเกิดใหม่ค่อยมาทำต่อ (หัวเราะ) คือถ้าเป็นตอนเด็กๆ คงต้องทำแข่งกับเวลาที่กำหนดไว้ให้ทันตลอด แต่พอตอนนี้อายุ 34 แล้ว รู้สึกว่าเหลืออีกตั้ง 50 ปีกว่า ถึงจะตาย เลยค่อยๆ ทำ เหนื่อยเมื่อไหร่ก็พัก แต่ยังมีสิ่งที่อยากทำอยู่เรื่อยๆ ในทุกช่วงเวลา

เคยกดดันไหมกับการเป็นลูกของคนที่มีผลงานเป็นตำนาน

จริงๆ ก็เป็นปมของผมตั้งแต่เด็กแล้วนะครับ แต่พอโตมาจนอายุ 30 ก็เลิกคิดเรื่องนี้แล้ว เลิกเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับพ่อแม่ เพราะผมก็มีจุดยืนของตัวเองที่ชัดเจนอยู่แล้วในตอนนี้ ที่สำคัญคือเราไม่ได้ต้องการจะแข่งกับท่าน ตัวท่านเองก็ภูมิใจและคอยสนับสนุนผมมาโดยตลอด มันเลยทำให้ผมเลิกเปรียบเทียบกับพ่อแม่ต่อไป แต่ก็ต้องขอบคุณปมนี้ที่ช่วยผลักดันเราให้ทำผลงานออกมา ถึงตอนนี้ก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว คิดแค่ว่าทำงานยังไงให้สนุกมากกว่า

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

อ่านบทสัมภาษณ์อื่นๆ

  • Movie theaters

หากพูดถึงนักแสดงหญิงที่อยู่ในวงการภาพยนตร์ไทยมาราว 10 ปี ชื่อของ เอิงเอย-ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์ อาจไม่ได้เป็นชื่อที่ทุกคนคุ้นเคยจากหนังตลาด แต่สำหรับคนดูหนังนอกกระแส หนังสั้น หรือผลงานที่เดินทางไปตามเทศกาลภาพยนตร์ เธอน่าจะเป็นหนึ่งในชื่อที่คุ้นตา

เอิงเอยเริ่มต้นเส้นทางนักแสดงจาก ‘Motel Mist โรงแรมต่างดาว’ ของ ปราบดา หยุ่น ก่อนจะมีผลงานตามมาอีกหลายเรื่อง และในปีนี้ ‘Human Resources พนักงานใหม่โปรดรับไว้พิจารณา’ ก็พาเธอออกเดินทางไปยังเทศกาลภาพยนตร์หลายแห่ง ตั้งแต่เวนิส ไต้หวัน ไปจนถึงนิวยอร์ก

การเดินทางครั้งนี้ทำให้เรามีคำถามมากมายที่อยากชวนเอิงเอยพูดคุย ตั้งแต่มุมมองต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ คนทำหนัง ศิลปิน พื้นที่ฉายหนัง ศิลปะ และคนดู ไปจนถึงชีวิตธรรมดาๆ ในวันที่ไม่ได้เข้ากอง

2026 ปีแห่งการเดินทาง

putmeunderwater
Photograph: putmeunderwaterUnoey Prapamonton
‘ปีนี้สำหรับเอิงก็ถือว่าเป็นปีแห่งการเดินทาง’


เธอพูดขึ้นง่ายๆ ก่อนจะย้อนกลับไปนึกถึงจำนวนครั้งที่ตัวเองต้องเก็บกระเป๋าเดินทางไปสนามบิน ที่ผ่านมา การได้เดินทางไปเทศกาลหนังอาจเกิดขึ้นเพียงปีละหนึ่งหรือสองครั้ง บางครั้งคือการไปฉายรอบพรีเมียร์แล้วกลับ แต่ปีนี้กลับต่างออกไป เพราะเธอไม่ได้เพียงเดินทางไปเทศกาล หากหนังเองก็ออกเดินทางไปเรื่อยๆ ตามเส้นทางของมันและนั่นทำให้เธอได้เห็นบางอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ในอีกด้านหนึ่ง ปีนี้ก็เป็นปีที่งานของเธอเข้ามาเป็นช่วงๆ เช่นกัน มีช่วงที่งานติดกัน และมีช่วงที่ว่างยาว การเป็นนักแสดงไม่ได้หมายความว่าจะมีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอทุกเดือน แม้หนังที่ตัวเองแสดงจะกำลังเดินทางไปไกลแค่ไหนก็ตาม

เทศกาลหนังไม่ได้มีไว้แค่สำหรับคนทำหนัง

putmeunderwater
Photograph: putmeunderwaterUnoey Prapamonton

เราถามเอิงเอยถึงประสบการณ์ทำงานทั้งในและนอกประเทศในช่วงที่ผ่านมา เพราะเธอมีโอกาสสัมผัสทั้งกองถ่ายและเทศกาลภาพยนตร์ในต่างประเทศ ทำให้เธอไม่ได้มองประสบการณ์ครั้งนี้จากมุมของนักแสดงที่เพิ่งออกไปเห็นโลกเป็นครั้งแรก แต่เป็นคนที่เริ่มสังเกตโครงสร้างของสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวมากขึ้น

เธอเล่าว่า สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้ชัดเจนโดยเฉพาะจากเทศกาลระดับนานาชาติ คือการที่ภาพยนตร์ไม่ได้ถูกแยกออกจากชีวิตประจำวันของผู้คน เธอยกตัวอย่าง Venice International Film Festival (เทศกาลภาพยนตร์เวนิส) ซึ่งแม้จะเป็นหนึ่งในเทศกาลหนังที่เก่าแก่และสำคัญของโลก แต่บรรยากาศของเทศกาลกลับไม่ได้สร้างกำแพงขึ้นมาระหว่าง ‘คนทำหนัง’ กับ ‘คนดูหนัง’ อย่างที่เราอาจจินตนาการ

“เอิงรู้สึกว่ามันไม่ใช่เทศกาลหนังที่แบ่งแยกสำหรับคนดูหนังหรือไม่ดูหนัง”



สำหรับเธอ ความน่าสนใจไม่ได้อยู่เพียงที่จำนวนหนังหรือรายชื่อผู้กำกับ แต่เป็นการที่เทศกาลสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเมืองได้จริง มีทั้งการฉายหนัง การพูดคุย เวิร์กช็อป การสร้างเครือข่ายสำหรับคนในอุตสาหกรรม และพื้นที่ที่เปิดให้คนดูเข้ามามีส่วนร่วม เพราะในมุมของเอิงเอย คนดูก็ไม่ได้เป็นเพียงปลายทางของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบทั้งหมด

เมื่อคนดูเข้าถึงหนังได้ง่ายขึ้น หนังจึงมีพื้นที่ให้ถูกพูดถึง มีคนเข้าชม มีเงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่อุตสาหกรรม และทำให้ระบบสามารถเดินหน้าต่อไปได้ สิ่งที่เธอพบในหลายเทศกาลจึงไม่ใช่คำถามว่า หนังเรื่องนี้ดูยากไหม? แต่เป็นบรรยากาศที่ทำให้ภาพยนตร์และศิลปะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปโดยแทบไม่ต้องตั้งคำถาม

“มันครอบคลุมโดยที่เราไม่ต้องมานั่งพูดว่าหนังมันเป็นหนัง
หรือศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไหม เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไหม”

เอิงเอยเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะพูดถึงสิ่งที่เธอรู้สึกว่ายังแตกต่างจากบ้านเรา

putmeunderwater
Photograph: putmeunderwaterUnoey Prapamonton

สำหรับเธอ สิ่งที่น่าสนใจของเทศกาลอย่าง Taipei Golden Horse Film Festival รวมถึงบรรยากาศของเทศกาลในเกาหลีอย่าง Busan International Film Festival คือการที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ดูเหมือนจะฝังอยู่ในชีวิตประจำวันของเมืองอยู่แล้ว คนทำหนัง คนดูหนัง โรงภาพยนตร์ และกิจกรรมทางวัฒนธรรมไม่ได้ถูกแบ่งออกเป็นโลกคนละใบ

“คนทำอาร์ตก็คือคนทำอาร์ต
คนทำหนังก็คือคนที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมแล้ว มันไม่ได้แยกจากกัน”

เมืองที่มีพื้นที่ให้หนังหายใจ

Elena Dagan
Photograph: Elena DaganUnoey Prapamonton

เมื่อเดินทางมาถึง New York Asian Film Festival (เทศกาลภาพยนตร์เอเชียแห่งนิวยอร์ก) ความรู้สึกของเอิงเอยก็ไม่ได้ต่างไปจากเดิมมากนัก เพียงแต่ครั้งนี้ เธอได้เห็นความสำคัญของ สิ่งที่เรียกว่า ‘พื้นที่ฉายหนัง’ ได้ชัดเจนขึ้น

เทศกาลแห่งนี้มีขนาดเล็กกว่าเทศกาลระดับนานาชาติที่เธอเคยไป แต่สิ่งหนึ่งที่เธอสังเกตได้คือ เมืองอย่างนิวยอร์กมีพื้นที่สำหรับการฉายภาพยนตร์อยู่มากมายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรงหนังขนาดเล็ก พื้นที่ฉายหนังของคนท้องถิ่น หรือสถานที่ทางวัฒนธรรมต่างๆ ภาพยนตร์จึงไม่ได้มีชีวิตอยู่แค่ในช่วงเวลาที่เทศกาลจัดขึ้น แต่มันสามารถไหลเวียนอยู่ในเมืองได้ตลอดทั้งปี

“เมืองมันมีคัลเจอร์ของการดูหนัง ดูละครเวทีอยู่แล้ว”

เราถามเอิงเอยต่อว่า มองอุตสาหรรมฝั่งประเทศไทยเป็นอย่างไร เธอเล่าว่า หากวันหนึ่งเรามีพื้นที่ฉายหนังที่หลากหลายและแข็งแรงพอ พื้นที่เหล่านั้นอาจไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับฉายภาพยนตร์ แต่มันอาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมที่ช่วยประคองหนังเล็กๆ ให้มีชีวิตต่อไปได้

Elena Dagan
Photograph: Elena DaganUnoey Prapamonton

และเมื่อถามถึงปฏิกิริยาของผู้ชมต่างชาติที่มีต่อ Human Resources เอิงเอยไม่ได้รู้สึกว่าความเป็นหนังไทยกลายเป็นกำแพงระหว่างเธอกับผู้ชมเสียทีเดียว เธออธิบายว่า ผู้ชมในเทศกาลที่นิวยอร์กมีทั้งชาวเอเชียและชาวต่างชาติ และด้วยความหลากหลายของเมืองนิวยอร์กเอง เธอเองก็ไม่อาจสรุปปฏิกิริยาของผู้ชมทั้งหมดได้ แต่สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้จากช่วง Q&A คือ หลายประเด็นในหนังสามารถเชื่อมโยงกับผู้ชมได้ง่ายกว่าที่คิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง เพศ อำนาจ และความเหลื่อมล้ำ

เมื่ออาชีพเลือกเรา ก่อนที่เราจะเลือกอาชีพ


เมื่อขยับมาคุยกันถึงเรื่องการแสดง เอิงเอยเล่าว่า..

เธอไม่เคยเป็นคนเลือกว่าจะต้องเป็นนักแสดงแบบไหน หลายครั้งอาชีพกลับเป็นฝ่ายเลือกเธอก่อนเสมอ และเมื่อคนในอุตสาหกรรมจดจำเธอจากงานแบบหนึ่ง งานแบบนั้นก็มักจะพาเธอไปสู่งานชิ้นถัดไปโดยอัตโนมัติ

Motel Mist (2016), Nakorn-Sawan (2018), Anatomy of Time (2021), Human Resources (2026), The White Rabbit (2026), Haunted Universities 4 (2026)
Photograph: Motel Mist (2016), Nakorn-Sawan (2018), Anatomy of Time (2021), Human Resources (2026), The White Rabbit (2026), Haunted Universities 4 (2026)Unoey Prapamonton

“ถ้าคนเขาจำว่าเราเล่นงานอะไร เขาก็จะให้เราเล่นงานต่อๆ ไปแบบนั้น”

เอิงเอยหัวเราะเบาๆ เมื่อเล่าถึงเส้นทางที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะจริงๆ แล้วเธอไม่ได้เคยวางตำแหน่งให้ตัวเองว่าเป็นนักแสดงหนังนอกกระแส หรือเลือกว่าจะต้องทำงานกับภาพยนตร์ประเภทใดเป็นพิเศษ งานในวงการบันเทิงของเธออย่างแรกที่เธอเล่นก็เป็นหนัง และนั่นทำให้เส้นทางการทำงานค่อยๆ แตกแขนงออกไปตามโอกาสที่เข้ามา

“เอิงไม่ได้ตั้งใจจะจำกัดกรอบตัวเอง พยายามทำหมดแล้ว
ไปแคสต์ทั้งโฆษณา หนังสั้นนักศึกษา เล่นเอ็มวีก็เล่น”

แม้กระทั่งมิวสิกวิดีโอที่หลายคนอาจมองว่าเป็นงานที่สั้นและง่ายกว่าภาพยนตร์ 

“ใครบอกว่าง่ายกว่า เราก็ว่ายากมั้ง”

เธอกลับมองว่าความสั้นนั้นเองคือความยาก เพราะเมื่อเรื่องราวถูกบีบให้เหลือเพียงไม่กี่นาที นักแสดงก็ต้องสกัดอารมณ์ออกมาให้ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะมิวสิกวิดีโอที่เลือกเล่าเรื่องในรูปแบบหนังสั้น ยิ่งต้องหาวิธีทำให้อารมณ์ของตัวละครเดินทางไปถึงคนดูภายในเวลาที่จำกัด

‘เจ้าแม่หนังอินดี้’ ที่ไม่เคยเลือกตัวเองเป็นแบบนั้น

Human Resources
Photograph: Human Resources2026

คำว่า ‘เจ้าแม่หนังอินดี้’ เป็นฉายาที่คนดูมักใช้เรียกเธอจนติดปาก แต่สำหรับเจ้าตัวเอง เอิงเอยกลับหัวเราะแล้วบอกว่า จนถึงตอนนี้ก็ยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคำนี้เริ่มมาจากไหน 

“เขาพูดเหมือนราวกับว่าเรากำลังเป็นเสาหลัก
ค้ำจุนไพโอเนียร์ของวงการหนังอินดี้ เอาจริงๆ นี่ไม่ได้เลือกเลยนะ งานต้องเลือกเราก่อนเราถึงจะได้มีโอกาสอยู่ในจุดที่เราต่อรองแล้วก็เลือกมันได้”

ประโยคนี้ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่กลับสะท้อนโครงสร้างของอาชีพนักแสดงได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะในประเทศที่โอกาสไม่ได้มีเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ การได้ทำงานหนึ่งชิ้นอาจเป็นสิ่งที่ต้องคว้าเอาไว้ก่อนจะได้มีสิทธิ์คิดว่าชอบหรือไม่ชอบ

นั่นอาจเป็นเหตุผลที่เธอไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังสร้างภาพจำของ ‘นักแสดงหนังอินดี้’ แต่เอิงเอยกำลังจะบอกว่า เธอก็เป็นเพียงนักแสดงคนหนึ่งที่ทำงานตามโอกาสที่เข้ามา และบังเอิญว่าโอกาสเหล่านั้นพาเธอเดินทางมาในเส้นทางนี้

เมื่อคนดูไม่ได้ไม่เข้าใจ แต่ชีวิตอาจเหนื่อยเกินกว่าจะทำความเข้าใจ

เอิงเอยเข้าใจว่าหนังที่ซับซ้อนและคลุมเครืออาจต้องใช้เวลาจากคนดูมากกว่า และอาจไม่ใช่สิ่งที่ได้รับความนิยมในตลาดแมส เพราะในชีวิตจริง คนเราก็เหนื่อยมากพออยู่แล้ว

Human Resources
Photograph: Human Resources2026
“ทุกวันนี้ ชีวิตเรามันเหนื่อยมากพอแล้ว”



หลังจากใช้เวลาทั้งวันกับเรื่องยากๆ การกลับมาดูหนังในเวลาส่วนตัวจึงอาจเป็นช่วงที่เราอยากเลือกอะไรที่เข้าใจง่ายและไม่ต้องใช้พลังงานมากนัก แต่เธอไม่ได้มองว่าคนดู ‘ไม่เข้าใจศิลปะ’ แต่มันคือเรื่องของบริบทและวิถีชีวิต และอยากเห็นความหลากหลายของงานศิลปะกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน รวมถึงมีพื้นที่ในตลาดกระแสหลักมากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง เอิงเอยเองก็ต้องเผชิญกับความท้าทายของการทำงานในวงการที่อาศัยทั้งคอนเนกชันและการถูกมองเห็น แม้เธอจะไม่ใช่คนที่ชอบเข้าสังคมก็ตาม

Human Resources
Photograph: Human Resources2026
“วงการนี้มันชัดเจนว่ามันใช้ความจำหน้า
จำชื่อได้ มันไม่เหมือนอาชีพอื่นที่เข้าผ่านเอชอาร์
แต่อันนี้เราเข้าผ่านแคสติ้ง มันก็ทำให้เอิงเหนื่อยเหมือนกัน”



สำหรับเธอ การเป็นนักแสดงจึงไม่ได้มีแค่การพร้อมเมื่ออยู่หน้ากล้อง แต่ยังหมายถึงการทำให้ตัวเองยังคงอยู่ในสายตาของคนในอุตสาหกรรม และเปิดพื้นที่ให้โอกาสเดินเข้ามาหา

นอกกองถ่าย เอิงเอยมีชีวิตอีกหลายอย่างให้หลงใหล

เมื่อไม่มีงาน ไม่มีคิวถ่าย ชีวิตของเอิงเอยยังเต็มไปด้วยสิ่งที่อยากลองและอยากค้นพบ เธอใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการเล่นเกม แต่ก็พยายามพาตัวเองออกไปเจอโลกข้างนอกมากขึ้น ทั้งดูหนัง ดูงานศิลปะของเพื่อน หรือแวะไปนิทรรศการและงานใหม่ๆ ที่สนใจ

นอกจากนั้น เธอยังทำอาหาร ถักโครเชต์ อ่านหนังสือ อ่านมังงะ และมีอีกหนึ่งสิ่งที่อยากลองมาตลอดคือการเล่นดนตรี โดยเฉพาะกลอง แม้จะยังต้องเก็บเงินและหาพื้นที่ให้พร้อมเสียก่อน

ความสนใจด้านดนตรีของเอิงเอยไม่ได้หยุดอยู่แค่การอยากเล่นกลอง เพราะเธอยังทำดีเจในบางโอกาสด้วย รสนิยมการฟังเพลงของเธอก็กว้างกว่าที่ภาพจำ ‘นักแสดงหนังอินดี้’ อาจทำให้คิดไว้ ตั้งแต่ร็อก เมทัล แดนซ์มิวสิก เทคโน เบส จังเกิล ดรัมแอนด์เบส ไปจนถึงป็อป

ช่วงนี้เธอฟัง Sleep Token, Deftones และ Boris เป็นพิเศษ ส่วนเพลงไทยที่ชอบมีทั้ง Bomb at Track, LITTLE JOHN และ The Darkest Romance ขณะที่เพลงไทยที่เธอคุ้นเคยที่สุดกลับเป็นงานจากอีกยุค ตั้งแต่ ป๊อด โมเดิร์นด็อก และศิลปินรุ่นเดียวกัน

ดูเหมือนว่าทั้งงานอดิเรก หนัง ศิลปะ และดนตรี ล้วนเป็นพื้นที่ที่ทำให้เอิงเอยได้กลับมาเป็นตัวเองในแบบที่ไม่จำเป็นต้องมีคำจำกัดความเดียว

หนังนอกกระแสไม่ได้ขาดแค่คนดู แต่ขาด ‘พื้นที่’

putmeunderwater
Photograph: putmeunderwaterUnoey Prapamonton

เมื่อพูดถึงภาพยนตร์นอกกระแสในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เอิงเอยไม่คิดว่ามันมีคำตอบง่ายๆ ว่าดีขึ้นหรือแย่ลง เพราะสิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือมันถูกมองเห็นมากขึ้น

“โซเชียลมีเดียเปิดพื้นที่ให้คนทำหนังสามารถเผยแพร่งานของตัวเองได้
โดยไม่จำเป็นต้องผ่านสื่อใหญ่เหมือนในอดีต หนังอินดี้ หนังนักศึกษา หรือผลงานจากคนทำหนังรุ่นใหม่จึงสามารถเดินทางออกไปหาคนดูได้ด้วยตัวเองมากขึ้น”

ในอีกด้านหนึ่ง การที่หนังไทยนอกกระแสหลายเรื่องเดินทางไปถึงเทศกาลระดับนานาชาติ ก็ทำให้คนดูเริ่มคุ้นเคยกับความจริงที่ว่า หนังไทยไม่ได้มีเพียงภาพยนตร์กระแสหลักที่เราเห็นอยู่ตามโรงใหญ่แต่ขณะที่การมองเห็นเพิ่มขึ้น พื้นที่กลับไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน

“เราอยู่ในยุคที่เรามี Grab และ Uber แล้ว แต่เราไม่รู้จะไปไหน เพราะมันเหมือนพื้นที่พวกนั้นมันไม่สามารถอยู่รอดได้”

หนังอินดี้ที่เธอเคยทำแทบทุกเรื่องมักมีระยะเวลาฉายในโรงไม่เกินหนึ่งเดือน และหลายเรื่องไม่ได้ถูกฉายทั่วประเทศ นั่นทำให้เธอรู้สึกว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หนังอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ‘พื้นที่’ ที่หนังจะสามารถไปพบกับคนดูได้ด้วย

ในระบบที่ต้องคิดถึงกำไรสูงสุด หนังทุกเรื่องจึงถูกวัดด้วยมาตรวัดเดียวกัน ทั้งที่หนังบางประเภทอาจต้องการการสนับสนุนในรูปแบบอื่นเพื่อให้มันสามารถเดินทางไปหาผู้ชมได้ไกลขึ้น

“เราก็อยากให้หนังอินดี้มียอดขายหรือยอดผู้ชมที่เยอะขึ้น แต่ในขณะเดียวกันมันถูกคิดว่ามันจะทำกำไรสูงสุดยังไงเป็นหลักเหมือนหนังกระแสหลักไม่ได้”

สำหรับเอิงเอย งานศิลปะจึงไม่ควรถูกมองผ่านผลกำไรเพียงอย่างเดียว เพราะคุณค่าของมันอาจอยู่ที่การสร้างบทสนทนา การทดลอง หรือการเปิดพื้นที่ให้เรื่องบางเรื่องที่ไม่เคยถูกเล่าได้มีโอกาสถูกเล่า และทั้งหมดนั้นต้องอาศัยพื้นที่

ถ้าคนทำหนังเป็นส่วนหนึ่งของสังคม แล้วทำไมคนดูหนังถึงไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมด้วย

putmeunderwater
Photograph: putmeunderwaterUnoey Prapamonton

คำถามเรื่องพื้นที่พาหนังไปสู่ประเด็นที่ใหญ่กว่าเดิม นั่นคือ ทำไมการดูหนังและการเข้าถึงศิลปะจึงยังคงกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ?

สำหรับเอิงเอย เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาของอุตสาหกรรมภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว แต่มันเชื่อมโยงไปถึงระบบขนส่ง การกระจายความเจริญ และโครงสร้างทางสังคมทั้งหมด เพราะต่อให้คนต่างจังหวัดรับรู้ว่ามีหนังเรื่องหนึ่งที่อยากดู แต่ถ้าหนังเรื่องนั้นฉายอยู่แค่ในกรุงเทพฯ พวกเขาจะต้องเดินทางมาอย่างไร ต้องบินมาไหม ต้องนั่งรถทัวร์มาไหม หรือต้องหาที่พักเพื่อดูหนังหนึ่งเรื่องหรือเปล่า

“มันเหมือนจะง่ายขึ้น แต่ก็ยากเท่าเดิม”

เทคโนโลยีทำให้การรับรู้เกิดขึ้นง่ายกว่าเดิม แต่การเดินทางไปถึงสถานที่จริงยังคงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เอิงเอยจึงมองว่าการแก้ปัญหานี้ต้องมองให้ใหญ่กว่าอุตสาหกรรมหนัง เพราะมันเกี่ยวข้องกับการกระจายโอกาสและความเจริญไปยังพื้นที่ต่างๆ รวมถึงระบบขนส่งสาธารณะด้วย

ในโลกที่อินเทอร์เน็ตไทยเร็วและผู้คนสามารถเห็นสิ่งต่างๆ จากทั่วโลกได้ในไม่กี่วินาที คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘เรามองเห็นงานศิลปะมากขึ้นหรือยัง’ แต่คือ ‘เราสามารถเดินทางไปหามันได้หรือยัง’



พื้นที่เล็กๆ ที่ทำให้ศิลปะมีโอกาสหายใจ

เราถามถึงประเด็นไมโครซีนิม่าที่มีอยู่ในไทยตอนนี้ เอิงเอยมองว่า พื้นที่ฉายหนังขนาดเล็กมีความสำคัญตรงความเรียบง่ายของมัน ยิ่งพื้นที่เล็กลง โอกาสที่หนังฟอร์มเล็กซึ่งไม่มีทุนมหาศาลจะได้เข้ามาอยู่ในโปรแกรมก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เธอเปรียบพื้นที่เหล่านี้เหมือนร้านสะดวกซื้อที่ตั้งอยู่ตรงหน้า หากมันอยู่ตรงนั้น คนก็มีโอกาสเดินเข้าไปใช้บริการได้โดยไม่ต้องวางแผนมากมาย ดังนั้นพื้นที่เล็กๆ จึงไม่ใช่เพียงโรงหนังขนาดย่อส่วน แต่เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้คนทำงานตัวเล็กๆ มีโอกาสได้พบกับคนดู

“มันคือความง่ายของการที่สิ่งนี้มันจะได้ถูกฉาย
และคนดูจะได้เข้าถึงโดยที่ไม่ได้ต้องอาศัยทรัพยากรเยอะ”

แต่การจะทำให้พื้นที่เหล่านี้อยู่รอดกลับไม่ง่าย เพราะนอกจากเรื่องธุรกิจแล้ว ยังมีเรื่องกฎหมายและข้อกำหนดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง และดำเนินพื้นที่ฉายหนังหรือโรงละครขนาดเล็ก สำหรับเอิงเอย นี่จึงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ควรถูกพูดถึง เพราะถ้าสังคมต้องการให้งานศิลปะมีความเป็นไปได้อื่นๆ มากขึ้น เราก็ต้องมีสถานที่ให้ความเป็นไปได้เหล่านั้นเกิดขึ้นจริงด้วย

อยากฝากอะไรถึงคนทำงานในวงการนี้

Human Resources
Photograph: Human Resources20262026
“ทุกคนอย่าไปยอม เราอย่าไปท้อกับชั่วโมงทำงาน”

น้ำเสียงของเธอจริงจังขึ้นเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เพราะเบื้องหลังตัวเลขของชั่วโมงทำงานไม่ได้มีเพียงเรื่องประสิทธิภาพของกองถ่าย แต่มีชีวิตของคนที่ทำงานอยู่ในนั้น

“เราไม่อยากเห็นพี่ๆ น้าๆ ในกองที่เรายิ้มให้กัน แล้วอยู่ดีๆ วันต่อไปแล้วเขาไม่อยู่แล้ว”

สำหรับเอิงเอย สิ่งที่ควรเรียกร้องจึงอาจไม่ใช่เรื่องซับซ้อนนัก แต่มันคือสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนควรมีตั้งแต่ต้น การได้ทำงานในจำนวนชั่วโมงที่ไม่ทำให้ชีวิตต้องแลกด้วยสุขภาพ

“มันคือ work hours ที่ healthy กับชีวิตขึ้น”

และบางที การทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์เดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน อาจไม่ได้เริ่มจากการสร้างหนังที่ใหญ่ขึ้น แต่เริ่มจากการทำให้คนที่อยู่หลังกล้องและหน้ากล้องยังมีแรงกลับมาเจอกันในวันพรุ่งนี้ต่างหาก คือสิ่งสำคัญ

การโฆษณา
  • Music
Photograph: Lalitphat
Photograph: LalitphatPUN

สามเดือนที่หายไปจากโลกของเสียงเพลง ปัน-สรณวรรธ พิชัยรณรงค์สงคราม หรือ PUN ศิลปินที่แจ้งเกิดจาก ‘KRYPTONITE’ และสร้างชื่อจากบทเพลงว่าด้วยความรักและความสัมพันธ์ เลือกหยุดทุกอย่างเพื่อไปใช้ชีวิตในฐานะพระ ก่อนกลับมาอีกครั้งพร้อมบทเพลง มุมมอง และเรื่องราวจากช่วงเวลาที่หายไป

ระหว่างนั้น เขาได้ทิ้ง MUSEUM OF SOMNIA – An Embodied Music Experience Inspired by PUN นิทรรศการที่เปลี่ยนโลกแห่งความฝัน ความทรงจำ และบทเพลง ให้กลายเป็นพื้นที่ที่สัมผัสได้จริง ไว้เป็นของขวัญให้แฟนๆ ก่อนกลับมาขึ้นเวทีอีกครั้งใน PUN: The Space Between Dream and Dawn – Comeback Show เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่ผ่านมา

จากห้วงความฝันสู่รุ่งเช้า วันนี้เราได้ชวน PUN มาพูดคุยถึงการกลับมา ยังโลกที่สร้างทิ้งไว้ระหว่างที่ไม่อยู่ และผลงานใหม่ๆ ของที่เราจะได้เห็นต่อไปในปีนี้

หลังจากลาสิกขาแล้ว การกลับมาใช้ชีวิตในฐานะฆราวาสเป็นอย่างไรบ้าง?

ปัน: ปรับตัวครับ ตอนนี้ก็ประมาณเดือนหนึ่งแล้ว ความเป็นพระค่อยๆ ลดเลือนลง ตอนแรกมีหลุดโยมบ้าง แต่ตอนนี้เริ่มโอเคแล้วครับ

แล้ว DAY ONE หลังจากลาสิกขา จำความรู้สึกตอนนั้นได้ไหม?

ปัน: เหมือนอยู่อีกโลกเลยครับ เหมือนเป็นมนุษย์ถ้ำที่หลุดออกมาในเมืองที่วุ่นวาย มีเทคโนโลยีเต็มไปหมด ทุกอย่างไวไปหมด หลายอย่างไม่เหมือนตอนเป็นพระเลย ก็ต้องค่อยๆ ปรับตัวครับ

การกลับมาของปันไม่ได้มีเพียงเพลงใหม่ แต่ยังมาพร้อมกับ Museum of Somnia – An Embodied Music Experience Inspired by PUN นิทรรศการที่เติบโตขึ้นไปพร้อมกับเส้นทางดนตรีของเขา จากงานเล็กๆ ในวันที่ปล่อยซิงเกิลแรก สู่พื้นที่ที่ใหญ่ขึ้นในวันนี้ และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ปันกำลังจะหายไปจากสายตาของแฟนเพลง

Lalitphat
Photograph: Lalitphatปัน-สรณวรรธ พิชัยรณรงค์สงคราม

นิทรรศการครั้งนี้แตกต่างจากสองครั้งก่อนอย่างไร?

ปัน: ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้วครับ จากครั้งแรกที่เป็นงานเล็กๆ ตอนปล่อยซิงเกิลแรกกับ Universal Music Thailand ครั้งที่สองตอนอัลบั้ม PUN และครั้งนี้คือ EP. While I’m Away เราก็ค่อยๆ เพิ่มดีเทล ขยายสเกล และใส่สตอรีเข้าไปมากขึ้นในแต่ละ chapter

สำหรับครั้งนี้เป็น chapter แห่งการรอคอย เป็นช่วงที่แฟนๆ กำลังรอคนที่หายไป ซึ่งก็คือผมเอง While I’m Away เลยเป็นเหมือนของขวัญที่ทำให้เขาหายคิดถึง เป็นการบอกว่า ‘เรายังทิ้งสิ่งนี้ไว้ให้คุณนะ’ ถ้าในความฝันคุณอยากเข้ามาเจอเรา ก็มาเจอได้ในโลกที่เราทิ้งไว้ให้ครับ

ปันมีส่วนร่วมในการออกแบบนิทรรศการนี้อย่างไรบ้าง?

ปัน: จริงๆ แล้วแทบจะทุกขั้นตอนเลยครับ เราคุยกันค่อนข้างละเอียด ต้องขอบคุณทีมงาน และทีมออโต้เซฟที่ช่วยถอดภาพในหัวของผมออกมาให้เป็นภาพจริง ตั้งแต่แต่ละฤดูไปจนถึงกิมมิกต่างๆ ที่ใส่เข้าไปครับ

Universal Music Thailand
Photograph: Universal Music ThailandPUN: The Space Between Dream and Dawn – Comeback Show

เวลาทำเพลง ปันเริ่มจากภาพ ความทรงจำ หรืออารมณ์ แล้วนำวิธีคิดนั้นมาใช้กับนิทรรศการอย่างไร?

ปัน: จริงๆ ใช้ทั้งภาพและอารมณ์ครับ เอามาประกอบกันเพื่อให้เพลงเข้าถึงอารมณ์มากที่สุด พอเอามาใช้กับนิทรรศการก็คล้ายกัน แต่ครั้งนี้เราไม่ได้มีแค่เสียง มีทั้งภาพ วิชวล แสง สี เสียง พร็อพ และกลิ่น ทุกอย่างถูกใส่เข้ามาเพื่อให้คนดูรู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในโลกที่เราสร้างไว้จริงๆ ครับ

CentralWorld
Photograph: CentralWorldMuseum of Somnia - An Embodied Music Experience

ทำไมถึงเลือกเล่าเรื่องผ่านสามฤดู Summer, Rainy และ Autumn-Winter?

ปัน: ผมรู้สึกว่าฤดูกาลมันแทนความรู้สึกได้ แล้วก็เห็นภาพด้วยครับ เวลาเรารู้สึกอะไร พอมีฤดูกาลมาช่วยเล่า มันทำให้เห็นโทนและมู้ดชัดขึ้น อย่างความเศร้ามันอาจไม่ได้มีความอบอุ่นหรือความสว่างมากนัก ถ้าแทนด้วยฤดู ผมว่ามันเข้าถึงอารมณ์ได้มากกว่าครับ

แล้วในสามฤดู ปันชอบฤดูไหนที่สุด

ปัน: ส่วนตัวผมชอบ Rainy ครับ ผมเป็นคนชอบความเศร้า เสพติดความเศร้านิดนึง

ถ้าให้เลือกหนึ่งช่วงของความรักที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำเพลงมากที่สุด จะเป็นช่วงไหน?

ปัน: ผมว่าความเศร้านะครับ เพราะสุดท้ายบทเพลงมันค่อนข้างเป็นเรื่องส่วนตัวของผมเอง ไม่ว่าจะเป็นเพลงรักหรือเพลงอะไรก็ตาม มันมักมีความทุกข์ใจหรือความเศร้าอยู่ก่อนเสมอ ยิ่งไปบวชมา ผมยิ่งรู้ว่าความรักนี่เป็นทุกข์อย่างยิ่ง แม้มันจะดูสว่างไสวแค่ไหน แต่เพลงส่วนใหญ่ของผมมักเริ่มต้นจากความเศร้า แล้วผมก็แปรมันออกมาเป็นความสวยงามได้ เลยรู้สึกว่าความเศร้าเป็นเหมือนสารตั้งต้นที่ผมใช้บ่อยที่สุดครับ แต่จริงๆ ก็มีทั้งความรัก ความสุข และความรู้สึกอื่นๆ ด้วยเหมือนกัน

Lalitphat
Photograph: Lalitphatปัน-สรณวรรธ พิชัยรณรงค์สงคราม


หลังจากบวชมา มุมมองเรื่องความรักเปลี่ยนไปอย่างไร และมีอะไรที่นำกลับมาปรับใช้กับการทำเพลงและการใช้ชีวิตบ้าง?

ปัน: ในแง่ของเพลง ผมก็ยังให้มันไหลไปตามอารมณ์ครับ เพราะเวลาทำเพลงเราต้องไหลไปกับความรู้สึกอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมได้กลับมาปรับใช้กับชีวิตจริงๆ คือการลดความยึดติดลง

เมื่อก่อนเวลาทำเพลง เราต้องยึดกับอารมณ์มากๆ ซึ่งมันก็ถูกในแง่ของการสร้างสรรค์ผลงาน แต่สิ่งที่ได้จากการบวชคือการกลับมาใช้ชีวิตให้มันได้ ลดความยึดติดกับความรัก รวมถึงเกือบทุกสิ่งในชีวิต พอลดตรงนี้ลงได้ ผมรู้สึกว่าใช้ชีวิตง่ายขึ้นมากๆ ครับ

CentralWorld
Photograph: CentralWorldMuseum of Somnia - An Embodied Music Experience

Museum of Somnia พูดถึงความฝัน ความทรงจำ และพื้นที่ทางอารมณ์ สำหรับปันแล้ว ‘ความฝัน’ หมายถึงอะไร?

ปัน: ถ้าเป็นก่อนบวชกับตอนนี้ ผมรู้สึกว่ามันต่างกันครับ ก่อนบวชผมอินกับความฝันมาก รู้สึกว่ามันคือเรื่องจริงที่อาจเกิดขึ้นได้ ถ้าฝันเรื่องเศร้าก็จะดาวน์ไปพักใหญ่ หรือถ้าฝันว่าได้สมหวังกับคนที่รัก ก็จะอินไปกับมัน

แต่หลังจากบวช ผมรู้สึกว่าฝันก็คือฝัน มันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่มีการปรุงแต่งขึ้นมา ชีวิตจริงก็คือชีวิตจริง สองอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เราฝันได้ แต่อย่าไปยึดติดว่ามันจะต้องกลายมาเป็นชีวิตเราครับ

แปลว่าการบวชเปลี่ยนมุมมองเรื่องความฝันของปันไปด้วย?

ปัน: ใช่ครับ ก่อนบวชผมอยากทำนิทรรศการให้เป็นฝันที่เหมือนจริงที่สุด อยากให้คนเข้ามาอยู่ในโลกนั้นแล้วอินจนเอาความรู้สึกกลับบ้านไป แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่ากลับมาใช้ชีวิตมากขึ้น ฝันก็คือฝัน ชีวิตก็คือชีวิต เราต้องทำชีวิตให้ไปต่อ ไม่ใช่หยุดอยู่แค่ความฝันครับ

Lalitphat
Photograph: Lalitphatปัน-สรณวรรธ พิชัยรณรงค์สงคราม

ถ้าต้องเลือกเพลงเดียวเป็นตัวแทนของ Museum of Somnia ปันจะเลือกเพลงอะไร?

ปัน: ผมคงเลือกทั้งสามเพลงใน EP ครับ เพราะมันเป็นสารตั้งต้นของงานทั้งหมด เราทำเพลง While I’m Away ขึ้นมาเพื่อมอบให้แฟนๆ ที่กำลังรอการกลับมาของเรา เหมือนบอกว่า ‘เราหายไปนะ แต่ยังมีสิ่งนี้เป็นของขวัญให้ทุกคน’ จากสามเพลงนี้เองที่ค่อยๆ แตกแขนงออกมาเป็นนิทรรศการ ให้แฟนๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมและนึกถึงช่วงเวลาที่ผมหายไปด้วยกัน

Universal Music Thailand
Photograph: Universal Music ThailandPUN: The Space Between Dream and Dawn – Comeback Show

ถ้าต้องเลือกทางในโลกแห่งความฝัน ปันจะเลือก snooze หรือ wake?

ปัน: wake แน่นอนครับ เพราะฝันก็คือฝัน สุดท้ายเราต้องมีชีวิตของเราเอง ต้องตื่นออกจากความฝัน และแยกให้ออกว่าอะไรสำคัญกับเราจริงๆ ฝันมันผ่านไปแล้ว เป็นอดีต เราก็เก็บไว้เป็นบทเรียน แล้วเดินหน้าต่อไปครับ

ถ้าเลือกหนึ่งเพลงจากทุกอัลบั้มที่ตรงกับชีวิตช่วงนี้ที่สุด จะเลือกเพลงอะไร?

ปัน: ‘I Just Wanna Know’ แล้วกันครับ เพราะผมอยากเมคชัวร์อีกครั้งว่าความรักของเรายังมีอยู่ไหม หมายถึงผมกับแฟนคลับนะ เพราะเราหายไปนาน เลยอยากรู้ว่ามันคือรักจริงหรือเปล่า? ยังรอกันอยู่หรือเปล่า

หลังจากลาสิกขาออกมา ช่วงนี้ได้ทำอะไรบ้าง?

ปัน: หลังจากสึกผมยังไม่ค่อยได้ไปไหนครับ ส่วนใหญ่ก็ไปยิมแถวบ้าน กลับมาออกกำลังกายเหมือนเดิม แต่ตอนนี้มีกิจกรรมเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างคือกลับไปวัดที่ผมบวช ไปนั่งสมาธิ แล้วก็ไปเป็นเด็กวัดครับ ผมภูมิใจนะที่ได้เป็นเด็กวัด รู้สึกว่าไปแล้วสบายใจ เป็นอีกที่ที่สงบดี เหมือนได้ย้อนกลับไปตอนที่เป็นพระแล้วเราไม่ต้องมีเรื่องอะไรให้เครียด

Lalitphat
Photograph: Lalitphatปัน-สรณวรรธ พิชัยรณรงค์สงคราม

เรื่องราวจากช่วงบวช มีอะไรที่อยากเอามาเขียนเป็นเพลงไหม?

ปัน: ได้เยอะครับ ตอนบวชผมชอบถามพระรูปอื่นๆ ว่าทำไมถึงมาบวช ชีวิตก่อนหน้านี้เป็นยังไง มีครอบครัว มีคนรัก มีลูกไหม แล้วทำไมถึงทิ้งสิ่งเหล่านั้นมาอยู่ตรงนี้ ผมได้ฟังเรื่องราวของแต่ละคน แล้วรู้สึกว่าหลายๆ เรื่องมันเป็นอินสไปเรชันที่เอามาเขียนเพลงต่อได้ครับ

หลังจากหายไปสามเดือน พอกลับมาแล้วต้องรื้อฟื้นอะไรใหม่บ้าง ทั้งการร้องเพลงและการเพอร์ฟอร์ม?

ปัน: แน่นอนครับ เพราะไม่ได้ร้องเพลงหรือเพอร์ฟอร์มมานาน ก็จะตื่นเต้นเป็นพิเศษ ต้องรื้อฟื้นหลายอย่าง ทั้งออกกำลังกาย ฝึกร้องเพลง ฝึกเพอร์ฟอร์แมนซ์ รวมถึงปรับเวลานอนและการกิน ซึ่งช่วงนี้เป็นสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับผม เพราะน้ำหนักลดไปหกกิโลตอนบวชครับ

แต่ตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้วครับ อยู่มาได้เดือนนึงก็เริ่มปรับตัวได้ รู้สึกว่าหลายๆ สิ่งจะคอยเข้ามาแทรกแซงความสงบของเราตลอดเวลา แต่เราก็พยายามบาลานซ์ให้ยังทำงานได้ และยังอยู่กับความจริงที่เราต้องเดินไล่ล่าความฝันต่อไป

Lalitphat
Photograph: Lalitphatปัน-สรณวรรธ พิชัยรณรงค์สงคราม

หลังจบคอนเสิร์ตแล้ว ก้าวต่อไปของปันคืออะไร?

ปัน: ก็มีทำเพลงครับ แล้วก็อยากจะปล่อยอัลบั้มที่สอง ตอนนี้กำลังทำเพลงสต็อกไว้เพิ่มเรื่อยๆ แล้วก็กลับมาทัวร์ แต่ก็จะคิดเรื่องบาลานซ์มากขึ้น รู้ว่าลิมิตของตัวเองควรอยู่ตรงไหนที่จะทำให้เราไม่หักโหมเกินไป แต่ก็ไม่ได้เบาเกินไปครับ

แล้วมองภาพตัวเองในปีหน้าไว้อย่างไร?

ปัน: ผมว่าน่าจะจริงมากขึ้นครับ อยากขยายความจริงในทุกอย่างที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นผลงานหรือสเตตัสของตัวเอง จากเมื่อก่อนที่อาจจะมีการปรุงแต่งอยู่บ้าง ปีหน้าผมอยากให้มันเพียวที่สุด สิ่งที่ผมยึดมาตลอดคือความเรียล ความจริงกับผลงาน และความชัดเจน รู้สึกว่าอยากอัปเกรดตรงนี้ให้มากขึ้นครับ

เรื่องเด่น
    บทความล่าสุด
      การโฆษณา