วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล
Sereechai Puttes/Time Out
Sereechai Puttes/Time Out

ตาม วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ไปสำรวจความหมายของหลายชีวิตบนโลก ผ่านนิทรรศการภาพถ่ายครั้งแรกของเขา

นักเขียน-นักเดินทางสายเถื่อน เล่าเรื่องนิทรรศการภาพถ่าย Serenity in Chaos (จลาจลอันงดงาม)

การโฆษณา

เรารู้จัก สิงห์–วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ในฐานะลูกชายคนสุดท้องของ กวีซีไรต์ จิระนันท์ พิตรปรีชา และศิลปินแห่งชาติ เสกสรร ประเสริฐกุล พอๆ กับการเป็นนักเขียน นักเดินทางผู้ผลิตรายการ เถื่อน ทราเวล สารคดีท่องเที่ยวที่วรรณสิงห์แบ็กแพ็กพาผู้ชมลุยสำรวจสถานเปี่ยมอันตรายมากมายทั่วโลก

ตลอดสิบกว่าปีที่ปผ่านมา วรรณสิงห์เดินทางปักหมุดไปถึง 71 ประเทศ ซึ่งเขาได้บันทึกความทรงจำการเดินผ่านภาพถ่ายอย่าสม่ำเสมอ แต่ยังไม่เคยมีโอกาสนำภาพแห่งความทรงจำเหล่านั้นไปจัดแสดงที่ไหน กระทั่งได้รับการชักชวนจาก UNHCR ประเทศไทย (ซึ่งวรรณสิงห์เคยร่วมทำกิจกรรมในหลายโปรเจ็คก่อนหน้านี้) จนเกิดเป็นนิทรรศการ Serenity in Chaos (จลาจลอันงดงาม) ที่แสดงภาพถ่าย 55 ภาพ พร้อมเรื่องราวที่จะสะท้อนความงดงามของโลก ใน 4 หัวข้อ คือ War, Human, Nature และ Civillization ที่อาจทำให้เราเข้าใจถึงปัญหาผู้ลี้ภัยได้มากขึ้นด้วย และเราได้ไปนั่งพูดคุยถึงเบื้องหลังการทำงานครั้งนี้มาฝาก

ปัญหาเรื่องผู้ลี้ภัย มีความสำคัญต่อคนนอกพื้นที่นั้นอย่างไร

เรื่องแบบนี้คงจะขึ้นอยู่กับมุมมองครับ ผมคิดว่าปัญหาทุกปัญหา ตั้งแต่สิ่งแวดล้อมยันปัญหาทางการเมือง ถ้าเราจะหาคำตอบว่ามันเกี่ยวข้องกับชีวิตเรายังไง มันคงน้อยมากเลยนะครับ เอาแค่เรื่องการเมืองไทยที่คนจำนวนมากคงไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่พวกเราทุกคนก็ยังมีความรู้สึกร่วมต่อการเมืองด้วยกันทั้งนั้น แล้วแต่ว่าจะรู้สึกร่วมในมุมไหน มันก็แตกต่างกันออกไป

ส่วนปัญหาผู้ลี้ภัย ถ้าถามว่ามันส่งผลกระทบต่อคนภายนอกขนาดไหน ก็คงตอบว่าไม่มากมายอะไร แต่ถ้ามองในฐานะเพื่อนร่วมโลกมันก็เป็นสิ่งที่ควรจะรับผิดชอบด้วยกัน และในเมื่อมันอยู่มีจริง เป้าหมายของผมกับ UNHCR ก็คือเราจะทำยังไงให้คนภายนอกมารู้สึกร่วมกับปัญหานี้มากขึ้น เราอยากกระตุ้นให้คนไทยหันมามองปัญหานี้มากขึ้น ให้เกิดความช่วยเหลือที่มากขึ้นตามไป ซึ่งผมกับ UNHCR เห็นตรงกันว่าวิธีหนึ่งที่ทำได้คือทำผ่านงานศิลปะ

Serenity in Chaos

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

ความจราจลงดงามอย่างไร

พอมานั่งดูภาพที่ถ่ายไว้ อยู่ดีๆ คำนี้ก็โผล่เข้ามาในหัว เพราะรู้สึกว่าทุกสถานที่ที่เราไป ถ้ามองจากข้างนอกมันจะดูโหดร้ายและอันตราย แต่พอไปถึงสถานที่นั้นแล้วผมกลับพบความงดงามที่มีรสชาติเฉพาะของแต่ละสถานที่ที่แฮะ ผมได้เห็นเรื่องราวความสวยงามของธรรมชาติ ของมนุษย์หรือของอารยธรรม ซึ่งผมว่ามันเซอร์ไพรส์เราทุกคนอยู่เสมอ

ผมคิดว่าสิ่งนี้มันคือแก่นของการเดินทางเลยนะ มันคือการที่มนุษย์ต้องพาตัวเองออกไปพบเจอเรื่องราวแปลกใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่เรารู้อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นก็คงน่าเบื่อตาย เพราะฉะนั้น พอผมกลับมาดูรูปที่ผมถ่ายมา ก็ได้กลับมาย้อนนึกดูว่ากว่าจะไปถึงตรงนั้นได้ ตอนที่ไปฟังคนคนนี้พูด ตอนที่เห็นวิวตรงนี้ มันรู้สึกยังไงบ้าง ผมเอ็นจอยขั้นตอนการเลือกรูปจากทั้งหมดเป็นหมื่นๆ รูปมาก เพราะมันเหมือนพาผมกลับไปในช่วงเวลานั้นจริงๆ เลยเกิดเป็นชื่อคอนเซ็ปต์นี้ขึ้นมา ซึ่งผมชอบมาก แถมมันก็ตรงกับเรื่องหลักที่ผมกับ UNHCR เน้นในเทศกาลนี้ คือ เรื่องสงคราม โดยมีจุดมุ่งหมายให้คนมาสนใจกับปัญหาของผู้ลี้ภัย แต่ว่าเราก็ไม่ได้พูดเพียงเรื่องผู้ลี้ภัยจากสงครามนะ นิทรรศการนี้ยังมีอีก 3 หัวข้อ รวมเป็น 4 หัวข้อ คือ War (สงคราม), Human (มนุษย์), Nature (ธรรมชาติ) และ Civillization (อารยธรรม)

ในหัวข้อสงคราม นอกจากพูดถึงเรื่องผู้ลี้ภัย เรายังพูดถึงผู้คนที่ไม่เกี่ยวกับสงครามแต่ใช้ชีวิตอยู่ในบริเวณสงคราม ท่ามกลางเสียงปืนและเสียงระเบิด แต่พวกเขากลับหาความสุขในแบบของตัวเองได้ หรือบางสถานที่เรามองมาจากข้างนอกมันดูโหดร้ายอันตรายมาก แต่พอเข้าไปอยู่จริงๆ แล้วมันก็มีแง่มุมดีๆ อยู่บ้าง ยกตัวอย่างเช่นแบกแดด (Baghdad) เป็นเมืองที่ผมว่ามีอารยะธรรมที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา เดินไปไหนมาไหนก็จะมีคาเฟ่ หรือร้านหนังสือเต็มไปหมด รวมถึงตลาดนัดศิลปินที่คนเยอะมาก มาเล่นดนตรี จัดการแสดงต่างๆ ของเขาไปโดยที่ไม่ต้องมีเวที ไม่ต้องมีการเรี่ยไรเงิน ทุกคนมาเพียงจุดประสงค์เดียวคือแลกเปลี่ยนศิลปะกัน ซึ่งเป็นด้านที่หลายคนไม่เคยนึกถึงหรอก แต่เราก็ยังต้องนำเสนอถึงความโหดร้ายและความทุกข์ยากของแบกแดดที่มีอยู่จริงด้วยเช่นกัน

การทำนิทรรศการภาพถ่ายเป็นสิ่งที่อยากทำมานานแล้วหรือเปล่า

อยากทำมานานแล้วครับ แต่ไม่รู้จะเอาไปปล่อยที่ไหน ถึงไม่ได้ทำร่วมกับ UNHCR ก็คงเอาไปปล่อยสักที่หนึ่ง แล้วเผอิญว่า UNHCR เชิญมาพอดีและเรามีเป้าหมายเดียวกัน ก็ถือว่าวิน-วินทั้งสองฝ่าย ผมได้โชว์ผลงาน ผู้ลี้ภัยได้รับการช่วยเหลือ

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

การเล่าเรื่องด้วยภาพถ่ายมีเสน่ห์แตกต่างจากการเขียน หรือ ทำรายการสารคดีอย่างไร

สิ่งผมรู้สึกมาตลอดคือ เมื่อเราเป็นนักเล่าเรื่อง ไม่ว่าเราจะเล่าผ่านสื่ออะไรมันก็ยังเป็นเรื่องราวอยู่ดี ก่อนหน้านี้ผมเขียนหนังสือตลอด และในนิทรรศการนี้ผมก็ยังเอาทักษะนั้นมาใช้ เพียงแต่เปลี่ยนมาใช้รูปภาพเป็นตัวเล่าหลัก แล้วใช้ตัวหนังสือเป็นส่วนประกอบ ให้รูปภาพดึงสายตาคนก่อนเข้ามาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่เราเขียน

แล้วยากกว่าการทำแบบวีดีโอไหม

ยากคนละแบบ วีดีโอเหนื่อยกว่า เพราะต้องคิดอะไรหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งเทคนิคการถ่ายทำ การอัดเสียง การวัดแสง อุปการณ์กล้อง ถ่ายเสร็จแล้วยังต้องกลับมาตัดต่ออีก แล้วก็กว่าจะหาทุนเพื่อทำออกมาเป็นงานได้แต่ละงานด้วย แต่ภาพถ่ายเหมือนเป็นผลพวงจากการที่ผมออกไปทำงานวีดีโอมากกว่า เพราะผมมีนิสัยชอบจำเรื่องราวในแต่ละวันให้หมดด้วยการถ่ายภาพเอาไว้ เพราะมันคือข้อมูลทั้งหมดของสารคดีผม แล้วในจำนวนภาพพวกนี้มันก็พอมีภาพที่สวยที่ยังไม่เคยเอามาแสดงให้คนอื่นเห็น ก็เลยทำนิทรรศการนี้ขึ้นมา

ชอบภาพไหนมากที่สุด

ภาพของชนเผ่า Korowai ซึ่งเป็นเผ่ากินคน ซึ่งผมต้องใช้เวลาเดินกว่า 5 วันถึงจะเข้าไปถ่ายทำได้ ซึ่งตอนถ่ายภาพนี้พวกเขากำลังเดินทางไปล่าหมูกัน ผมว่ามันน่าสนใจมากเพราะเป็นสิ่งที่คนภายนอกไม่ค่อยได้รับรู้มาก่อน

คุณดูมีความสนใจในหลายด้านมากๆ มีวิธีแบ่งเวลาทำสิ่งต่างๆ อย่างไร

ทำไม่ทันครับ คงต้องตายแล้วเกิดใหม่ค่อยมาทำต่อ (หัวเราะ) คือถ้าเป็นตอนเด็กๆ คงต้องทำแข่งกับเวลาที่กำหนดไว้ให้ทันตลอด แต่พอตอนนี้อายุ 34 แล้ว รู้สึกว่าเหลืออีกตั้ง 50 ปีกว่า ถึงจะตาย เลยค่อยๆ ทำ เหนื่อยเมื่อไหร่ก็พัก แต่ยังมีสิ่งที่อยากทำอยู่เรื่อยๆ ในทุกช่วงเวลา

เคยกดดันไหมกับการเป็นลูกของคนที่มีผลงานเป็นตำนาน

จริงๆ ก็เป็นปมของผมตั้งแต่เด็กแล้วนะครับ แต่พอโตมาจนอายุ 30 ก็เลิกคิดเรื่องนี้แล้ว เลิกเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับพ่อแม่ เพราะผมก็มีจุดยืนของตัวเองที่ชัดเจนอยู่แล้วในตอนนี้ ที่สำคัญคือเราไม่ได้ต้องการจะแข่งกับท่าน ตัวท่านเองก็ภูมิใจและคอยสนับสนุนผมมาโดยตลอด มันเลยทำให้ผมเลิกเปรียบเทียบกับพ่อแม่ต่อไป แต่ก็ต้องขอบคุณปมนี้ที่ช่วยผลักดันเราให้ทำผลงานออกมา ถึงตอนนี้ก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว คิดแค่ว่าทำงานยังไงให้สนุกมากกว่า

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

อ่านบทสัมภาษณ์อื่นๆ

เราเดินทางมาถึงถนนเดโชในช่วงบ่าย แดดยังคงแรงกล้าอยู่ภายนอกทว่าความกดอากาศที่เริ่มลดต่ำลงเป็นสัญญาณเตือนว่าสายฝนกำลังจะมา

มันเป็นเรื่องแปลกอยู่สักหน่อยที่เรามาถึงก่อนเวลาเปิดร้าน จึงถือโอกาสมุดผ่านประตูด้านหลังแล้วก้าวขึ้นบันไดไปยังบาร์ไวน์ ซึ่งมีโรงภาพยนตร์ขนาดกะทัดรัดซ่อนตัวอย่างลงตัวอยู่ที่ชั้นบน การมาถึงในลักษณะนี้ หากเป็นในภาพยนตร์คงต้องเคล้าด้วยเสียงดนตรีเครื่องสายที่ค่อยๆ ดังขึ้นพร้อมเทคนิคภาพสโลว์ซบตา แต่สำหรับที่นี่ สิ่งที่ต้อนรับเรากลับเป็นไวน์เย็นๆ สักแก้วและกลิ่นอายจางๆ ของไม้ปาร์เกต์สุดคลาสสิก

และนั่น... คือคอนเซปต์ทั้งหมดของสถานที่แห่งนี้

Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha

ในยุคสมัยที่โรงภาพยนตร์อิสระทั่วเมืองกรุงกำลังค่อยๆ ปิดไฟมืดลงและทยอยหายไปอย่างเงียบเชียบ วะนา-ณัฐชนน วะนา, เมี่ยง-ภัคพล ศรีรองเมือง และ ดิตถ์ ธนะเศรษฐวิไล กลับเลือกที่จะเดินสวนกระแส พวกเขานำสิ่งที่ตัวเองรัก ทั้งภาพยนตร์ ไวน์ อาหาร และหนังสือ มารวมกันไว้ในตึกเก่าอายุราว 70 ปี โดยมีกลุ่มเพื่อนพ้องกว่าสิบชีวิตจากแวดวงบันเทิงและศิลปะมาร่วมแรงร่วมใจ

ผลลัพธ์ที่ได้คือ ‘ศาลาเสน่หา’ สถานที่ที่สร้างขึ้นจากความเชื่ออันแสนคลาสสิกที่ว่า การตีตั๋วออกไปดูหนังนอกบ้าน ควรเป็นเรื่องของความโรแมนติกอีกครั้ง

Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha

เราพบกับพวกเขาทั้งสามคนที่ชั้นบนบริเวณโซนร้านหนังสือ นั่งลงบนเก้าอี้ท่ามกลางงานไม้ ในขณะที่แสงบ่ายลอดผ่านทิวไม้ภายนอกลงมาทาบทับบนพื้นห้อง ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณบ่ายสองโมงพอดี

Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha

ตึกเก่าที่มีหลายชีวิตในอดีต

พวกเขามีเงื่อนไขที่ค่อนข้างพิถีพิถันและชัดเจน ตัวร้านจะต้องไม่รบกวนชุมชนดั้งเดิมที่ตั้งรกรากอยู่ก่อนแล้ว และมันต้องเป็นพื้นที่ที่สามารถดึงดูดให้ผู้คนทอดน่องอยู่ได้นานถึงสามสี่ชั่วโมง ไม่ใช่สถานที่ที่คุณแค่แวะมาทำธุระแล้วรีบจากไป แต่เป็น ‘ห้องนั่งเล่นทางวัฒนธรรม’ ที่คุณพร้อมจะทิ้งตัวจมดิ่งลงไปกับมัน

Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Seneha
Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha

โครงสร้างของตึกนี้ตอบรับความทะเยอทะยานดังกล่าวได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยอายุกว่า 70 ปี (และถ้านับอายุของที่ตั้งก็ยาวนานกว่านั้นอีก) ตึกนี้เคยสวมบทบาทมาแล้วมากมาย ตั้งแต่บ้านพักอาศัยของครอบครัวหนึ่งนานกว่าสามทศวรรษ คลินิก ร้านขายยา ร้านขายของเก่า มาจนถึงร้านเครื่องประดับ

ตอนที่เรามาดูตึกนี้ครั้งแรก เราใช้เวลาเดินดูแค่ 15 นาที แล้วก็รู้เลยว่า... ใช่ ที่นี่แหละ

ร่องรอยในอดีตยังคงมีให้เห็นหากคุณสังเกตดีๆ เช่น ลิฟต์ขนเพชรพลอยโบราณ และห้องเซฟนิรภัยซึ่งปัจจุบันถูกเปลี่ยนหน้าที่ไปเก็บขวดไวน์ได้อย่างมีเสน่ห์ ทั้งสามคนตั้งใจแน่วแน่ว่าจะรักษาอดีตเหล่านี้ไว้ให้ได้มากที่สุด ไม้ปาร์เกต์ดั้งเดิม เฉดสีบนกำแพง หรือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์ ถูกเก็บรักษา ซ่อมแซม และปล่อยให้เป็นไปตามกาลเวลา

Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha

ทาง Godmother Studio เป็นผู้ดูแลเรื่องสถาปัตยกรรม และลายเซ็นที่ชาญฉลาดที่สุดของพวกเขาอยู่เหนือศีรษะเราขึ้นไป ทีมสถาปนิกนำรูปทรงของกันสาดเพดานเก่ามาตีความใหม่ ให้กลายเป็นห้องอาหารที่มีความโค้งมนละมุนตา ดูเหมือนเปลือกหอยที่ราบรื่นและมีเส้นสายที่โฉบเฉี่ยว เราตกหลุมรักมันทันทีที่เห็น รูปทรงประติมากรรมอันจัดจ้านที่ซ่อนตัวอยู่ใต้โครงหลังคาของตึกเก่าคร่ำคร่าขนาดนี้ เป็นการจับคู่ที่สร้างความประหลาดใจอย่างเงียบเชียบ และความประหลาดใจนั้นเองคือเสน่ห์ที่แท้จริง

ไวน์ที่จดจำสถานที่

ถัดมาคือเรื่องของไวน์ ซึ่งพวกเขาจริงจังไม่แพ้โปรแกรมฉายหนัง วะนาดูแลบาร์อีกสามแห่งอยู่แล้ว (ซึ่งได้แก่ no bar wine bar, Khaoya Archive และ Salon Kiku) และเขาหลงใหลในศาสตร์นี้มากจนถึงขั้นไปเรียนต่อด้านนี้อย่างเอาจริงเอาจัง โดยมีเขาและดิตถ์ร่วมกันดูแลเรื่องเครื่องดื่มของที่นี่ วะนากล่าวว่า ไวน์เป็นเครื่องดื่มที่เหมาะกับการหวนระลึกถึงความหลัง ส่วนเมี่ยงเสริมว่า เพื่อนของเขาคนนี้ไม่มีวันบอกคุณหรอกว่าเขาชอบไวน์ขวดไหนที่สุด เพราะคำตอบมักจะขึ้นอยู่กับอารมณ์หรือห้วงเวลาที่คุณกำลังเผชิญอยู่ ณ ขณะนั้นมากกว่า

Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha

ดังนั้น บาร์จึงถูกหลอมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ภาพยนตร์ แทนที่จะวางแยกไว้ข้างๆ จุดประสงค์คือการผลักดันให้ภาพยนตร์ก้าวข้ามผ่านแค่ภาพและเสียง ไปสู่รสชาติและกลิ่นสัมผัส คุณสามารถถือแก้วไวน์เข้าไปในโรงภาพยนตร์ได้ ซึ่งภายในจัดวางด้วยที่นั่งแบบนุ่มและโต๊ะตัวเล็ก โดยพื้นที่สามารถปรับเปลี่ยนเลย์เอาต์ได้ตามความเหมาะสมของกิจกรรมในแต่ละสัปดาห์ การจับคู่ ระหว่างหนังและไวน์นั้นผ่านกระบวนการคิดมาอย่างละเอียด ‘มีหนังหลายเรื่องมากครับที่เราดูปุ๊บ แล้วคิดขึ้นมาทันทีว่ามันควรจะดื่มคู่กับไวน์ตัวไหน’ วะนาเล่า ‘บางครั้งมีเมนูอาหารที่เชื่อมโยงกับเนื้อเรื่องในหนังที่คุณสามารถสั่งมาทานได้ด้วย’ ส่วนดิตถ์มองในมุมของตัวแปรที่ต่างออกไป นั่นคือสภาวะอารมณ์ของผู้ชมยามที่มาถึง

ความรู้สึกตอนที่คุณกำลังกรึ่มๆ กับตอนที่สติครบถ้วน สามารถเปลี่ยนวิธีที่คุณมองหนังเรื่องหนึ่งไปเลยนะ

‘มันอาจจะทำให้หนังสนุกขึ้น หรือไม่ก็ดูไม่รู้เรื่องไปเลย มันขึ้นอยู่กับว่าหนังเรื่องนั้นเล่าเรื่องเกี่ยวกับอะไร’

Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha

ด้านอาหารก็ใช้สัญชาตญาณเดียวกัน ในช่วงกลางวัน พื้นที่ชั้นล่างจะเสิร์ฟชาจีนกลิ่นหอมกรุ่น ทว่าเมื่อราตรีมาเยือน มันจะกลายร่างเป็นบาร์ที่มีไวน์กว่า 2,000 ฉลากจากทั่วทุกมุมโลก โอบล้อมด้วยราวผ้าม่านวงกลมขนาดใหญ่ที่ห้อยลงมาจากกึ่งกลางเพดาน งานดีไซน์ที่ช่วยทลายความแข็งของโครงสร้างตึก และเมื่อเคล้ากับเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า มันช่วยขับเน้นแสงไฟให้มีมิติอย่างปฏิเสธไม่ได้ ส่วนเมนูอาหารเน้นความอบอุ่นเรียบง่ายมากกว่าการโชว์เทคนิคซับซ้อน ทานง่าย อยู่ท้อง มีกลิ่นอายความเป็นไทย และปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาลหรือเทศกาลภาพยนตร์ โดยมีการวางแผนเมนูล่วงหน้าถึงสองเดือน

ในเดือนกรกฎาคมนี้ พวกเขามีนัดสำคัญ ภาพยนตร์ระทึกขวัญล้างแค้นของผู้กำกับ ‘เป็นเอก รัตนเรือง’ เรื่อง ครัวสาว (Morte Cucina) เรื่องราวความแค้นอันเยือกเย็นที่ซ่อนอยู่ในอาหารจานโปรด กำลังจะเข้าฉาย และตลอดโปรแกรมนี้ ทางครัวจะรังสรรค์เมนูสุดพิเศษเพื่อเสิร์ฟคู่กัน เพื่อให้อาหารบนโต๊ะและอาหารบนจอบรรเลงทำนองตอบรับซึ่งกันและกัน

Sala Saneha
Photograph: Sala SanehaMorte Cucina

เสียงที่เป็นตัวของตัวเอง

ถึงแม้จะพูดเรื่องมู้ดแอนด์โทนเป็นหลัก แต่เมี่ยง ผู้รับหน้าที่ดูแลตารางฉาย ยืนยันหนักแน่นว่าที่นี่ไม่ใช่เทวสถานสำหรับภาพยนตร์ที่ดูยากจนเกินไป หนังอาร์ตเฮาส์และหนังคลาสสิกน่ะมีแน่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ตารางฉายจะปรับเปลี่ยนตามบรรยากาศ เวลา และอารมณ์ของผู้คนในวันนั้นๆ

เราชอบพื้นที่ที่อุทิศตนให้กับอะไรบางอย่าง และเราอยากให้โรงหนังแห่งนี้มีเสียงที่เป็นตัวของตัวเอง

 

Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha

‘มันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อล่าเงินทุนอย่างเดียว มันไม่ได้เกี่ยวว่าจะเป็นหนังอินดี้หรือไม่ แต่มันคือเรื่องของความหลากหลาย’ ด้วยความที่คลุกคลีอยู่ในวงการนี้มาตั้งแต่สมัยเรียน เมี่ยงรู้ดีว่าเส้นทางของคนทำหนังหน้าใหม่หรือผู้เริ่มต้นนั้นยากลำบากเพียงใด ดังนั้น ส่วนหนึ่งของรอบฉายจะถูกกันไว้ให้กับผู้กำกับรุ่นใหม่และคนทำหนังหน้าใหม่ที่เพิ่งมีผลงานชิ้นแรก รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้กับศิลปินได้ถ่ายทอดผลงานและทัศนศิลป์ โดยหวังว่าจะทำให้หมุดหมายแห่งนี้เป็นมากกว่าแค่ ‘สถานที่’ แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนจะได้มาปะทะสังสรรค์กับชีวิตในหลากหลายรูปแบบพร้อมๆ กัน

เราถามทิ้งท้ายว่า พวกเขาไม่กลัวหรือว่าทุกอย่างอาจจะพังครืนและไม่สามารถประคับประคองไปด้วยกันได้ เมี่ยงตอบโดยไม่ลังเล ‘ศาลาเสน่หารวมสองสิ่งที่เราหลงใหลเข้าไว้ด้วยกันครับ ต่อให้เราถอยออกมามองในฐานะคนนอก เราก็ยังอยากให้ที่นี่อยู่ไปนานๆ เพราะเราคิดว่าพื้นที่แบบนี้มันจำเป็นสำหรับเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ’ ความฝันของพวกเขา ทั้งเรียบง่ายทว่ายิ่งใหญ่ในคราวเดียว ก็คือการได้เห็นผู้คนก้าวเท้าออกจากบ้าน แล้วมานั่งรวมตัวกันในความมืดอีกครั้ง และหวังว่าสิ่งนี้จะจุดประกายให้คนอื่นๆ ในพื้นที่อื่น ลุกขึ้นมาสร้างสรรค์ห้องนั่งเล่นเล็กๆ แบบนี้ในชุมชนของตัวเองบ้าง

Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha

ร้านหนังสือที่เรานั่งคุยกันก็ทำหน้าที่ของมันอย่างแข็งขัน มันคือห้องสมุดขนาดย่อมที่รวบรวมหนังสือที่ได้รับบริจาคจากผู้ก่อตั้งและกลุ่มเพื่อนสนิท ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องการเมือง สังคม ไปจนถึงศิลปะ บนชั้นไม้จัดวางสลับกับผลงานศิลปะหมุนเวียนจากศิลปินชื่อดัง โดยมีหนังสือจากสำนักพิมพ์ Vacilando Bookshop และ shortshorts.bkk ร่วมอวดโฉมอยู่บนแผงด้วย

Daniel McFadden / Sony Pictures Classics / Everett
Photograph: Daniel McFadden / Sony Pictures Classics / EverettWhiplash (2014)

หากสถานที่แห่งนี้เป็นภาพยนตร์สักเรื่อง พวกเขาทั้งสามคนเห็นพ้องต้องกันว่ามันคือเรื่อง Whiplash (2014) ไม่ใช่เพราะความโหดร้ายทารุณในเนื้อเรื่องหรอกนะ แต่เป็นเพราะความเข้มข้นของการลงมือสร้างสรรค์มันขึ้นมา และยิ่งไปกว่านั้น มันคือการเฉลิมฉลองให้กับสิ่งที่คุณเชื่อมั่น...เชื่ออย่างเข้าเนื้อและลึกเข้าไปถึงกระดูกดำ

ตอนที่เราเดินออกมา แสงแดดบ่ายได้ลบเลือนไปจากพื้นห้องแล้ว แทนที่ด้วยกลุ่มก้อนของเมฆฝน และใครบางคน จากที่ไหนสักแห่งในตึก... เริ่มต้นเปิดขวดไวน์แล้ว

  • Music

‘ดนตรีนมเย็น เนื้อเพลงอเมริกาโน่’ 

ประโยคนี้อาจเป็นคำอธิบาย ‘Whal & Dolph’ ที่ชัดที่สุดในความทรงจำของใครหลายคน

ตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา วงอินดี้ป็อปดูโอ้อย่าง Whal & Dolph ค่อยๆ แหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทรของวงการเพลงไทย ภายใต้ท่วงทำนองนุ่มๆ และดนตรีสีพาสเทลแบบที่หลายคนคุ้นเคย บทเพลงของพวกเขามักซ่อนเรื่องราวความสัมพันธ์ที่ทั้งขมปร่าและเปราะบางเอาไว้เสมอ เหมือนเพลงรักที่ฟังง่าย แต่กลับแทงใจดำแบบไม่รู้ตัว แต่ขณะเดียวกันเมื่อทั้งคู่ทำเพลงรัก ก็สามารถเล่ามันออกมาได้จริงใจจนยากที่จะไม่รู้สึกอะไรตาม

จากวันที่เริ่มต้นในฐานะวงเล็กๆ เติบโตมาพร้อมซีนอินดี้ วันนี้ ‘น้ำวน-วนนท์ กุลวรรธไพสิฐ’ และ ‘ปอ-กฤษสรัญ จ้องสุวรรณ’ กำลังจะพา Whal & Dolph เดินเข้าสู่ปีที่ 10 พร้อมคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่ 3 และเป็นคอนเสิร์ตอะคูสติกเต็มรูปแบบครั้งแรกของวง บทสนทนาครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคอนเสิร์ตใหม่ แต่อาจเป็นเหมือนการชวนย้อนมองการเดินทางเกือบหนึ่งทศวรรษของทั้งคู่ ผ่านบทเพลง ความสัมพันธ์ และการเติบโตของคนสองคนที่ยังคงรักการทำดนตรีเหมือนวันแรกที่เริ่มต้น

Lalitphat
Photograph: LalitphatWhal&Dolph

คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่ 3 ทำไมถึงเลือกเล่าเรื่องผ่านซาวด์อะคูสติก?

ปอ: เพราะว่าเราทำแบบไม่อะคูสติกมาแล้วสองครั้ง มันเริ่มมาจากเราไปเล่นคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่แล้ว ซึ่งมันมีเซตอะคูสติกอยู่ช่วงกลางของคอนเสิร์ต เราเลยรู้สึกว่า เห้ย.. มันงดงามจังเลย ถ้าเอาส่วนนั้นมาขยายให้เป็นโชว์เต็มๆ ทั้งโชว์มันจะเป็นยังไงนะ ก็เลยเป็นที่มาของคอนเสิร์ตนี้ครับ

น้ำวน: พูดถ้าพูดจริงๆ เลยคือค่ายอยากดูครับ (หัวเราะ) เขาดู session นั้นแล้วประทับใจมาก ก็เลยอยากเห็น เราสองคนก็สนใจด้วยและคิดว่าคนดูน่าจะอยากดูไปพร้อมกัน

Lalitphat
Photograph: LalitphatWhal&Dolph

ปีนี้ Whal & Dolph กำลังจะครบรอบ 10 ปี พอมองย้อนกลับไป ทั้งสองคนรู้สึกอย่างไรกับเส้นทางที่ผ่านมา?

น้ำวน:  จริงๆ ก็รู้สึกแป๊บเดียวเลยครับ ยังรู้สึกกันว่าเหมือนเพิ่งทำกันอยู่เลย ทุกวันนี้ก็รู้สึกยังสนุกอยู่

แล้วก็ถ้าจะรู้สึกจริงๆ ว่าวงเราผ่านมา 10 ปี ก็ขอพูดถึงแฟนเพลงแล้วกันครับ มันจะมีช่วงแรกนะที่เราทำวงแล้วก็มีคนมาตามที่หน้าเวที จนถึงทุกวันนี้ผ่านมาจะสิบปีแล้วยังมีคนหน้าเดิมตั้งแต่วันแรกมาเลย 

ปอ: เขาก็เริ่มมีอายุมากขึ้น เราก็เริ่มมีอายุมากขึ้น 

น้ำวน: อันนั้นคือข้อเท็จจริงนะ (หัวเราะ)

ปอ: หลายๆ คนที่เราเจอตั้งแต่เขาเป็นนักเรียน ทุกวันนี้ก็ทำงานแล้ว บางคนมาทำงานกับเราก็มี 

แฟนคลับเราบางคนตอนนี้ก็เป็นศิลปินด้วยนะ ต้องใช้คำว่าเติบโตไปด้วยกัน ภูมิใจไปด้วยกันครับ

Lalitphat
Photograph: LalitphatWhal&Dolph

‘Whal & Dolph Shine Rain Acoustic Concert’ ทำไมต้องชายเลน?

ปอ: ตอนแรกเรายังคิดไม่ออกว่าจะเอาชื่อคอนเสิร์ตไหนดี แต่มีวันหนึ่งเราไปเล่นที่เชียงใหม่ นั่งกินข้าวกันอยู่แล้วอยู่ดีๆ พี่ท็อปมือเบสก็พูดขึ้นมาว่า  ‘เห้ย.. ชื่อชายเลน ป่าชายเลน’

เราเลยคิดว่า คำว่า ‘ชายเลน’ มันดูมีเสน่ห์ดี เราเอามาทำอะไรได้บ้างนะ เราก็เลยคิดว่าถ้าเป็นภาษาอังกฤษ  ‘ไชน์’ (Shine) ก็คือ ‘แสง’ ‘เรน’ (Rain) ก็คือ ‘ฝน’

เราเลยคิดว่ามันก็เหมือนเพลงของเราที่มีทั้งเพลงที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนแดดส่องลงมา แล้วก็มีบางเพลงที่ฟังแล้วก็รู้สึกเหมือนฝนกำลังตกอยู่ เลยคิดว่าเป็นคอนเซปต์ที่ดีครับ

น้ำวน: มันก็ดูเหมาะสมกับวงด้วย อย่างคอนเสิร์ตครั้งแรกเราใช้ชื่อว่า ‘Whal & Dolph Fish Market’ ก็จะเกี่ยวกับตลาดปลา อันที่สอง ‘Whal & Dolph Ocean Park Concert’ ก็ยังอยู่ในมหาสมุทรอีก แล้วพอมาเป็นชายเลนมันดูไทยๆ ดี แต่ก็ยังอยู่ติดทะเลนะ แล้วเหมาะกับพวกเราด้วย เราก็เลยเอามาปรับแก้ให้มันไม่ได้รู้สึกถึงโคลนขนาดนั้น เลยเป็นที่มาของชื่อนี้

Lalitphat
Photograph: LalitphatWhal&Dolph

เมื่อลดทอนทุกอย่างให้เหลือเพียงเสียงร้องกับเครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้น ซาวด์ของ Whal & Dolph เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ปอ: พอถอดเครื่องดนตรีหลายๆ ชิ้นไป หรือบางทีอาจจะไม่ได้ถอดทั้งหมด อาจจะเปลี่ยนจากกีตาร์ไฟฟ้ามาเป็นกีตาร์ที่มันดูอะคูสติกมากขึ้น ผมว่ามันให้ความจริงใจที่เพิ่มขึ้นนะ อย่างเพลง ‘รอให้เธอบอก’ พอมันมาเป็นกีตาร์โปร่งผมว่ามันให้ความรู้สึกที่ออแกนิคขึ้น เหมือนปกติพอฟังไลน์นี้มันอาจจะเหมือนนั่งอยู่ในเมืองใหญ่ แต่พอมันมาเป็นกีตาร์โปร่งมันกลายเป็นเหมือนเรานั่งอยู่ในป่า

น้ำวน: พอเป็นอะคูสติกมันจะมีแค่เนื้อร้องแล้วก็ดนตรีที่มันคลอกันไป โดยที่มันจะไม่ได้เป็นสีสันที่ฉูดฉาดมาก คุณก็จะได้ฟังเนื้อเพลงด้วยอารมณ์แบบนั้นจริงๆ มันจะไม่มีอะไรมาดึงความสนใจมากไปกว่าการมีดนตรีแล้วก็มีเนื้อร้อง

ปอ: วิธีการร้องและวิธีการเล่นมันก็ไม่เหมือนกันด้วย สมมติปกติเลเวลในการร้องออกไปในโชว์เต็มๆ อาจจะต้องใช้พลังในการร้อง 80%

แต่อะคูสติกอาจจะใช้พลัง 80-90% แต่มันจะมีช่วงที่เบาก็เบาเลย ดังก็ดังเลย แต่โชว์ปกติช่วงที่เบามันก็ไม่ได้เบามาก เพราะฉะนั้นมันจะเห็นถึงอารมณ์ที่ชัดเจนขึ้น บางเพลงผมอาจจะต้องหลบเสียงหรือร้องให้เบาลง เพราะถ้าร้องดังแล้วดนตรีมันเบา มันก็จะไม่พอดี อะคูสติกจะได้เห็นความแตกต่างตรงนั้นซึ่งมันจะไม่เหมือนกับโชว์ปกติ

Lalitphat
Photograph: LalitphatWhal&Dolph

ซิงเกิ้ลใหม่ ‘สักวันหนึ่ง’ เพลงที่มีกลิ่นอายโซลและกรูฟแตกต่างจากเพลงก่อนๆ 

ปอ: สักวันหนึ่ง เป็นเพลงที่เราอยากลองทำดนตรีแบบที่เราฟังอยู่ตอนนี้ ช่วงนี้ต้องบอกว่าเราก็ชอบฟังเพลงโซลมาก อาจจะด้วยวัยที่มันมากขึ้นนิดหน่อยจากเดิม (หัวเราะ) ก็เริ่มหาอะไรที่รู้สึกว่าเราชอบ อยากมีเพลงแบบนี้บ้างในแบบของเรา ก็เลยออกมาเป็นแบบสักวันหนึ่ง พอทำออกมาแล้วก็รู้สึกว่า เออ.. เจ๋งดีเหมือนกันนะ ไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน

น้ำวน: เหมือนเราพยายามจะทำเพลงแบบนี้หลายเพลง แต่ก่อนหน้านี้ทำกันเองแล้วเราก็ยังไม่เข้าใจมัน เลยทำออกมาไม่ได้โซลขนาดนั้น แต่เพลงนี้เรามีพี่มดที่เป็น co-producer มาช่วย แล้วเขาก็เก่งด้านนี้ เลยช่วยกันทำออกมาได้อย่างน่าพอใจ

Lalitphat
Photograph: LalitphatWhal&Dolph

‘สักวันหนึ่ง’ เป็นเพลงรักหรือเพลงเศร้า?

ปอ: ผมว่ามันเป็นทั้งสองมุมเลยนะ ในมุมผมความเศร้าของเพลงนี้มันคือการที่คนๆ นึงไม่ถูกมองเห็น อาจจะรู้จัก อาจจะได้เจอกัน แต่ความสุขของเพลงนี้มันก็คือการที่เราได้แอบรู้สึกดี และหวังดีต่อใครสักคนนึง มันเป็นความรู้สึกที่ดีแต่ก็ยังแอบเศร้าอยู่ เพราะเราก็อยากให้เค้ามองเห็นเราเหมือนกัน 

‘มันเหมือนเพลงเพลงนึงที่คุณชอบฟัง แต่คุณก็ไม่รู้หรอกว่าเพลงนั้นมันอยู่ตรงนี้มาตลอด’

น้ำวน: ผมว่ามันมีความหวังแล้วกัน มันอยู่สองขาระหว่างระหว่างเศร้ากับไม่เศร้า ฟังแล้วก็รู้สึกว่าเรามีความหวังที่ดีๆ ให้กันแต่สุดท้ายแล้วก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไง

อัลบัมใหม่ที่กำลังทำอยู่ แตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง?

ปอ: ปกติอย่างอัลบั้มแรก ‘RAYON’ เราทำทีเดียวเพราะมีของที่เก็บไว้หลายปีตั้งแต่เด็กๆ ส่วนอีพีที่ 2 ก็คือ ‘EP. PAR-K’ เป็นช่วงรอยต่อระหว่างอัลบั้มหนึ่ง เราอยากทำอัลบั้มสองแต่รู้สึกว่าเราต้องปล่อยสี่ตัวนี้ออกมาก่อน 

จากนั้นชุดเต็มชุดที่ 2 คือ ‘WILLISHMARA (วิลิศมาหรา)’ มันเป็นช่วงโควิด เราก็ทำตามใจของเรานี่แหละ ส่วนอัลบั้มใหม่เราไม่ได้ปล่อยมาหลายปีแล้วถ้าพูดตรงๆ

อัลบั้มนี้มันเป็นอะไรที่เชื่อมโยงกับพวกผมตอนนี้ ซึ่งจริงๆ ทุกอันมันก็เชื่อมโยงกับพวกเราในตอนนั้น

Lalitphat
Photograph: LalitphatWhal&Dolph

น้ำวน: พอหลังจากวิลิศมาหรามันจะเริ่มทำงานยากขึ้นเพราะเราก็เริ่มทำเพลงมาเยอะขึ้น การทำอัลบั้มจริงๆ แล้วผมตั้งใจอยากทำทีเดียวให้เป็นเรื่องเดียวกัน แต่มันก็ทำอย่างนั้นไม่ได้ซะทีเดียว ช่วงรอยต่อระหว่างวิลิศมาหราและอัลบั้มใหม่ที่จะถึง มันจะมีซิงเกิ้ลที่จะถูกปล่อยออกมาประมาณ 4-6 เพลง ผมถือว่าเป็นการทดลองของพวกเรา ซึ่งมันก็จะไม่ได้ไปรวมอยู่ในอัลบั้มใหม่ 

ปอ: ถ้าใครตามเรามาตั้งแต่เด็กจนโตจะรู้ว่าการเติบโตของพวกเรามันอยู่ในบทเพลงทุกเพลงของเราอยู่แล้ว ซึ่งผมเชื่อว่ามันจะมีเพลงอีกหลายเพลงที่เป็นเพลงโปรดของผมที่อยู่ในอัลบั้มนี้แล้วยังไม่ได้ปล่อยออกมา ก็อยากให้รอฟังกันครับ

น้ำวน: แล้วก็หวังว่าทุกคนจะได้เพลงโปรดเพลงใหม่เพิ่มขึ้นนะ

Lalitphat
Photograph: LalitphatWhal&Dolph

วันธรรมดาของสองปลา กับสถานที่โปรดในกรุงเทพฯ ช่วงนี้

น้ำวน: ถ้าโปรดเบอร์หนึ่งเลยคือบ้านครับ ผมชอบอยู่บ้านมากไม่ชอบออกไปเจอคน แต่ว่าถ้าที่โปรดอีกที่หน่ึงที่ไปบ่อยก็คือแม็คโครครับ ชอบไปซื้อของมาทำอาหาร

ปอ: ถ้าเอาตอนนี้อันดับหนึ่งก็คือที่ปีนผา เพราะรู้สึกว่าหลังๆ ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเท่าไหร่ เมื่อก่อนชอบไปเตะบอลกับเพื่อนหรือไปตีแบด แต่หลังๆ เริ่มรวมตัวยากเลยคิดว่าไปคนเดียวก็ได้ รู้สึกว่ายิมปีนผาเป็นที่ฮีลใจของผมตอนนี้

เวลาไป ไปคนเดียว?

ปอ: ไปคนเดียวครับ แต่ก็บางครั้งก็จะมีน้องๆ ติดสอยห้อยตามไป แต่จริงๆ แล้วคนที่ชวนผมไปก็คือ ‘อูปิม ลานดอกไม้’ เขาก็ไปปีนกับผมบ่อยๆ

น้ำวน: เดี๋ยวจบคอนเสิร์ตนี้ผมจะไปลองปีนเขาดู เผื่อผมจะเป็นที่โปรดที่ใหม่บ้าง

ในฐานะศิลปิน ทั้งสองรู้สึกอย่างไรกับการเติบโตของซีนไลฟ์เฮาส์ในกรุงเทพฯ ช่วงที่ผ่านมา

ปอ: ผมมองว่าจริงๆ แล้วไลฟ์เฮาส์มันเป็นที่ที่ดีมากเลยนะ อย่างตอนเราเด็กๆ ช่วงเรียนมหาลัยมันมีไลฟ์เฮ้าส์ในกรุงเทพฯ แต่ไม่ได้เหมือนตอนนี้ซะขนาดนั้น เราก็เคยเป็นหนึ่งในวงดนตรีเล็กๆ ที่เคยไปเล่นไลฟ์เฮ้าส์พวกนั้น ไปเล่นกันเอง ดูกันเอง ขายบัตรกันเอง แต่ทุกวันนี้กรุงเทพฯ มันไม่เหมือนเดิม เพราะตอนนี้มีลูกค้าที่เป็นแฟนคลับแต่ละไลฟ์เฮ้าส์แล้วมันสวยงาม 

เรียกว่าพอแต่ละที่ลงโพสต์ปุ๊บบางทีเขาก็ไม่รู้หรอกว่าวงอะไรจะมาบ้าง แต่คนก็เข้าไปสนับสนุน เปิดใจมากขึ้น ผมรู้สึกว่าความเจ๋งคือมันมีผู้ลงทุน มีโชว์ทุกอาทิตย์ แต่ละอาทิตย์บางที่ในหนึ่งวันมี 5-6 วง ซึ่งเป็นวงใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลย แล้วก็มีวงเล็กๆ มาพ่วงด้วยเพื่อที่จะทำให้คนมารู้จักกับศิลปินใหม่ๆ มากขึ้น 

น้ำวน: มันเจ๋งนะ อยู่ดีๆ มันก็ค่อยๆ มา มันไม่ใช่แค่เรื่องของแฟนคลับวงแล้ว มันมีกลุ่มแฟนคลับของเขา แล้วไม่ว่าเขาจะเอาวงอะไรมาคนก็จะรอแล้วก็ตื่นเต้น เหมือนไปแล้วเขาก็ได้ความประทับใจกลับบ้าน มันเป็นอุตสาหกรรมที่จะช่วยกันไป วงดนตรีก็จะมีที่ไปเล่นมากขึ้น แล้วพอไลฟ์เฮ้าส์เขาจัดแล้วมันประสบความสําเร็จเขาก็อยากจัดบ่อยๆ เพราะการจัดบ่อยมันก็จะรีเทิร์นกลับมาหาวง วงก็จะถูกจ้างซ้ำไปเรื่อยๆ ผมว่ามันดีนะ

ถ้าให้เลือก 3 ไลฟ์เฮาส์ในกรุงเทพฯ ที่ประทับใจ

ปอ: ที่หนึ่งผมให้ Melt Livehouse ผมว่าเมลท์เป็นไลฟ์เฮ้าส์ที่มาแรงมาก แล้วก็มีงานเกือบทุกวัน เรียกว่าเป็นตัวตึงเลย แล้วพวกเราก็เคยไปมาแล้วทั้งสองที่ (สาขาพระราม 4 และ Cloud 11) ดีทั้งสองที่เลย 

น้ำวน: จริงๆ Blueprint Livehouse ผมก็ชอบนะ สถานที่มันเท่ แปลนมันจะเป็นแนวยาวแล้วก็ไม่ได้ใหญ่โตมาก รู้สึกว่าเล่นแล้วก็ได้ใกล้ชิดกับแฟนๆ เหมือนกัน

ปอ: จริงๆ ขอ 4 ที่ได้ไหม (หัวเราะ) เมื่อก่อนมี ‘Decommune’ เดอคอมมูน ก็เป็นที่เท่ๆ แล้วล่าสุดน่าจะเป็น Volume Livehouse ซึ่งก็เป็นไลฟ์เฮ้าส์ที่มาแรงมากๆ ตอนนี้ ส่วนตัวผมเองบางทีก็ไปดูคอนเสิร์ต รู้สึกว่าสถานที่มันดูเป็นไลฟ์เฮ้าส์จริงๆ มีการจัดการที่ดี ซึ่งตอนนี้ก็อยากให้พวกผู้ใหญ่ในวงการหรือคนที่มีทุนทรัพย์ลงทุนกับสิ่งนี้

Lalitphat
Photograph: LalitphatWhal&Dolph

3 เพลง 3 โลเคชันกรุงเทพฯ ในแบบฉบับ Whal & Dolph

ปอ: นี่ผมมีที่นึง ‘บังเอิญ’ กับ Rabbit’s Tale’ ครับ ชื่อภาษาอังกฤษของเพลงบังเอิญชื่อว่า (Rabbit’s Tale) มันเป็นชื่อของสถานที่หนึ่ง ลองไปดูนะครับว่ามันคือที่ไหน ตามชื่อเพลงเลย

ทำไมถึงเป็นที่นี่?

ปอ: เหตุผลคือเพราะว่ามันมีบางอย่างของผมเกิดขึ้นที่นั่นครับมันก็เลยเป็น Rabbit’s Tale’ บอกแค่นี้พอ (ยิ้มกรุ้มกริ่ม)

น้ำวน: ผมเอาเพลง ‘สิ่งที่สวยงาม’ เป็น ‘สวนเบญฯ’ แล้วกัน เคยไปวิ่งที่สวนเบญแล้วก็ฟังเพลงนี้ไปด้วย รู้สึกว่ามันเหมาะกับที่นี่มากเลย รู้สึกว่าบรรยากาศของเพลงกับบรรยากาศของที่นั่นมันเหมาะกัน มีความธรรมชาติ มีแสง

ปอ: เพลงสุดท้าย ‘สักวันหนึ่ง’ สำหรับผมมันจะเป็น ‘ตึกช้าง’ เพราะตอนแต่งเพลงนี้ผมขับรถอยู่แล้วก็ผ่านตึกช้างพอดี มันจะเห็นแสงไฟของเมือง

เพลงนี้มันมีความโซลแบบซิตี้ มีความเป็นเมืองตอนกลางคืน ผมคิดว่าถ้าคนเปิดเพลงนี้ฟังในกรุงเทพตอนกลางคืนเสียงแซ็กโซโฟนมันเหมาะมากเลย

ถ้าต้องเลือกหนึ่งเพลงที่สะท้อนความเป็น Whal & Dolph ในวันนี้ได้ชัดเจนที่สุด

ปอ: ถ้าวันนี้ผมให้เพลง ‘ดีใจรึเปล่า’ แล้วกัน รู้สึกว่ามันมีความเป็น New Era ของ Whal & Dolph ในตอนนี้ มันมีทั้งความชิลแล้วก็มีความหนักแน่นอยู่ในเพลง 

เพลงพวกเรามันคือเพลงที่คุณจะคาดเดาไม่ได้ว่ามันเป็นเพลงรักหรือเพลงเศร้า แต่เพลงนี้มันตอบทุกอย่างเลย มีทุกๆ อย่างที่สวยงามของพวกเราอยู่ มีเมโลดี้ที่ผมชอบ มีไลน์กีตาร์ของพี่น้ำวนที่มันไพเราะ มีโซโล่ที่ดี มีทุกอย่างมันดูลงตัว

น้ำวน: ผมให้ ‘สิ่งที่สวยงาม’ แล้วกัน คือดีใจรึเปล่ามันเป็นอีกฝั่งหนึ่งนะ

แต่สิ่งที่สวยงามผมมองว่าเป็นอีกฝั่งของวงตอนนี้ที่ยังมีความเป็นเราเดิมๆ อยู่ แล้วก็มีซาวด์ที่มันใหม่ขึ้นแต่ว่าไม่โซลจ๋า

วันนี้ Whal & Dolph ในวัยเกือบ 10 ปี อยากบอกอะไรกับตัวเองในวันแรกที่เริ่มทำวง

ปอ: สำหรับผม ถ้าจะให้บอกตัวเองในวันแรกที่ทำใช่มั้ย.. โห.. ไปบอกอะไรมันดี (ใช้เวลาคิดสักพัก) จริงๆ ผมอยากไปบอกเด็กคนนั้นว่า มันจะมีวันที่ยากอยู่นะ แต่อย่ายอมแพ้ เพราะว่ามันก็จะมีวันที่ดีอยู่เหมือนกัน จริงๆ ผมค่อนข้างแฮปปี้กับสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมด รู้สึกว่ามันมีทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ยาก มันสวยงามทั้งหมดเลย ก็เลยบอกว่า เออ.. มันจะมีวันที่ดีและวันที่แย่แต่จะผ่านไปได้

น้ำวน: ผมก็อยากจะบอกว่าให้เล่นดนตรีต่อไปครับ อย่างผมเรียนดนตรีมา หลายคนที่เป็นเพื่อนก็จะมีความฝันที่อยากเป็นศิลปินหรือได้ทำงานดนตรีต่อ แต่เปอร์เซนต์มันน้อยมากๆ ไม่ค่อยเห็นทางเท่าไหร่เลย แล้วมันก็ไม่มีใครมาสนับสนุนให้มาทำงานตรงนี้ต่อได้นะ 

ก็อยากบอกตัวเองว่าเล่นดนตรีต่อไปนะ เดี๋ยวมันจะมีสิ่งที่ดีๆ รออยู่ข้างหน้า

Lalitphat
Photograph: LalitphatWhal&Dolph

อีก 10 ปีต่อจากนี้ อยากให้ผู้คนยังรู้สึกแบบไหนเวลาที่ได้ฟังเพลงของ Whal & Dolph

ปอ: อันนี้เป็นคำถามที่ดีนะ เวลาผมเขียนเพลงทุกๆ เพลง ผมอยากให้เพลงมันอยู่เป็นเพื่อนของคนฟังนะ อย่างเช่นวันที่คุณมีความสุขมากเลย หรือบางทีคุณไม่รู้จะบอกใคร แต่ผมอยากให้รู้ว่าเพลงบางเพลงมันเข้าใจคุณ ในวันที่คุณรู้สึกยาก รู้สึกว่าชีวิตมันเหนื่อยจังเลย ผมก็อยากให้คุณได้ฟังเพลงบางเพลงของเราแล้วรู้สึกว่ายังมีเพลงนี้ที่เข้าใจนะ มันจะผ่านเรื่องแย่ๆ ไป ก็อยากให้เพลงเราอยู่เป็นเพื่อนพวกคุณอีก 10 ปีผ่านไป

น้ำวน: ก็อยากบอกว่าเวลาที่เล่นเพลงของพวกเรากันเอง ผมจะมีความสนุก อยากให้ทุกคนหาความสนุกของเพลงเราให้เจอแม้มันจะเป็นเพลงช้าหรือเพลงเศร้า แต่มันจะมีความสนุกอยู่ในนั้น ลองฟังดู ถ้าหาเจอคุณจะฟังเพลงของพวกเราเพราะขึ้นครับ

การโฆษณา
  • Comedy
  • นักแสดงตลก

หากพูดถึงคนบันเทิงมากความสามารถของไทย ชื่อของ ‘ป๋อมแป๋ม-นิติ ชัยชิตาทร’ คงเป็นหนึ่งในชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาผ่านมาแล้วแทบทุกบทบาท ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็น พิธีกร นักแสดง โปรดิวเซอร์ ครีเอทีฟ และนักเขียน โดยเฉพาะภาพจำจากรายการ ‘เทยเที่ยวไทย’ ที่อยู่กับผู้ชมมายาวนาน

แต่ในวัย 45 ปี วันนี้ของเขาดูแตกต่างออกไป จากคนที่เคยใช้ชีวิตหนักทั้งงานและปาร์ตี้ เขาค่อยๆ หันกลับมาใส่ใจตัวเองมากขึ้น ทั้งการเลิกดื่ม ออกกำลังกาย เล่นเทนนิส ทำขนม และใช้เวลากับสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้ใจสงบ ทั้งหมดนี้อาจเป็นภาพของป๋อมแป๋มในช่วงวัยที่เข้าใจชีวิตมากที่สุด วันที่เขาไม่ได้พยายามใช้ชีวิตให้เยอะเหมือนเดิมอีกแล้ว แต่เลือกใช้เวลาไปกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ แทน

วันที่ชีวิตเริ่มเบาขึ้น

‘การนอนให้พอ มันช่วยให้สุขภาพดีขึ้นจริง’

ป๋อมแป๋ม นิติ เล่าว่าจุดเริ่มต้นของการเลิกดื่มไม่ได้เกิดจากการอยากเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ แต่อยากลดน้ำหนักเฉยๆ แต่เมื่อหยุดไปสักพัก เขากลับรู้สึกว่าร่างกายเบาขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้น และไม่อยากดื่มเหมือนเดิมอีกแล้ว

แม้จะเป็นหุ้นส่วนบาร์หลายแห่งในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น OFTR Bar หรือ Mutual Bar แต่ทุกวันนี้เวลาไปสังสรรค์ เขามักสั่งโซดามะนาวแทน พร้อมเล่าว่ามนุษย์ยังต้องการการพบปะและวงสนทนา เพียงแค่ไม่จำเป็นต้องมีแอลกอฮอล์อยู่ในมือเสมอไป

ถ้าจะเข้มแข็ง มันต้องเข้มแข็งด้วยตัวเอง ไม่ใช่วิ่งหนี

เขาพูดติดตลกต่อว่า ‘เพื่อนฉันขี้เมาทุกคน ถ้าหนีหมดเพื่อนเลิกคบพอดี’  หลังหันมาเล่นกีฬา กินดี และจัดระเบียบชีวิตใหม่ สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดคือ ‘คุณภาพของเวลา’ ในแต่ละวัน เช้าของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยการวิ่ง ตีเทนนิส ทำขนม อ่านข่าว หรือเล่นกับแก๊งกระต่าย

แค่ได้เวลาอันมีคุณภาพกลับมาวันละสองสามชั่วโมง สำหรับพี่ก็เยอะมากแล้ว

เพราะ ‘ขนมปัง’ สอนให้ใจเย็น

เมื่อเริ่มหันมาดูแลสุขภาพ ป๋อมแป๋มก็เริ่มใส่ใจกับสิ่งที่กินมากขึ้น จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พาเขาเข้าไปเรียนทำอาหารและขนมที่ Le Cordon Bleu จากที่ตั้งใจเรียนแค่คลาสเบสิก กลับเรียนต่อยาวตั้งแต่อาหารคาวไปจนถึงของหวาน ทั้งที่เจ้าตัวยอมรับว่าเป็นคนใจร้อน และไม่คิดว่าจะชอบงานสายละเอียดแบบนี้ แต่สุดท้ายกลับหลงรักจังหวะของการทำขนม เพราะมันเป็นสิ่งที่รีบไม่ได้

ขนมปังมันบังคับให้เราใจเย็น จะรีบก็ไม่มีอะไรสุกเร็วขึ้น ทุกอย่างมีเวลาของมัน

จากคนทำงานกองถ่ายที่คุ้นชินกับความเร่งรีบ การอยู่ในครัวจึงกลายเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้เขาค่อยๆ สงบลง และเรียนรู้การปล่อยวางมากขึ้น ความชอบนี้ยังต่อยอดไปถึง CURF Cafe คาเฟ่เล็กๆ ที่หัวหิน ซึ่งเกิดขึ้นจากกลุ่มเพื่อนเรียนทำขนมด้วยกัน

curf.curf.curf
Photograph: curf.curf.curf

ทุกเช้าที่เริ่มต้นด้วยกีฬา

นอกจากการหันมาดูแลสุขภาพด้วยการกินและการพักผ่อน อีกสิ่งที่เห็นได้ชัดในชีวิตของป๋อมแป๋มช่วงนี้ คือการออกกำลังกายที่กลายเป็นกิจวัตรประจำวัน โดยเฉพาะกีฬา ‘เทนนิส’ ที่เจ้าตัวยอมรับว่าอินมากเป็นพิเศษ

ก่อนจะพูดถึงสนามเทนนิส เขาเล่าถึงพื้นที่โปรดในกรุงเทพฯ ที่สะท้อนวิธีใช้ชีวิตใหม่ของตัวเองได้ชัด ตั้งแต่ ‘theCOMMONS Thonglor’ ที่ชอบไปนั่งทำงานเพราะบรรยากาศพอดีๆ ซูเปอร์มาร์เก็ต และ ‘ตลาดคลองเตย’ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตหลังเริ่มทำอาหารกินเอง ไปจนถึง ‘สวนลุมพินี’ พื้นที่ที่ทำให้รู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ได้ไป

theniti
Photograph: theniti

ส่วนเรื่องเทนนิส ป๋อมแป๋มเล่าถึงทั้งสนามประจำอย่าง The Racquet Club สนามซ้อมจริงจังอย่าง Troops Tennis Academy และสนามเก่าแก่คลาสสิกอย่าง ‘สนามเทนนิสสมานมิตร’ ด้วยน้ำเสียงสนุกเหมือนกำลังพูดถึงสถานที่โปรดในชีวิต

ปีที่เลือกอยู่กับคนสำคัญ

เมื่อพูดถึงสเตตัสรีแคปชีวิตที่เขาเคยเขียนไว้ว่า ‘ปี 2025 เป็นปีที่รายล้อมไปด้วยคนที่รักและรักเรา’ ป๋อมแป๋มเล่าว่า จริงๆ แล้วไม่ได้ตั้งใจลดงาน เพียงแต่วันนี้ชีวิตไม่ได้วุ่นวายหรือแน่นจนหายใจไม่ออกเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

มันมีเท่านี้ก็ใช้เท่านี้ ไม่เดือดร้อน ก็แฮปปี้แล้ว

เมื่อหลายรายการและบางโปรเจกต์จบลง คนบางกลุ่มที่เคยวนเวียนอยู่เพราะหน้าที่การงานก็ค่อยๆ หายไปตามธรรมชาติ แต่สิ่งที่เหลืออยู่กลับชัดเจนขึ้นกว่าเดิม นั่นคือคนที่สนิทและไว้ใจกันจริงๆ

หนึ่งในช่วงเวลาที่สะท้อนเรื่องนี้ได้ดีที่สุด คือทอล์กโชว์ ‘เกิด แก่ เจ็บ ยาย’ งานสแตนด์อัพคอมเมดี้ครั้งแรกในชีวิต ที่เขาต้องยืนอยู่บนเวทีเพียงลำพัง ไม่มีเพื่อนรับส่งมุก และไม่มีการตัดต่อแบบรายการโทรทัศน์

theniti
Photograph: theniti
พี่ยิ่งแก่ยิ่ง stage fright

แม้จะทำงานหน้ากล้องมานาน แต่เขายอมรับว่ายังกลัวเวทีอยู่เสมอ เพียงแต่ครั้งนี้เลือกที่จะไม่ปล่อยให้ความกลัวหยุดตัวเองอีกต่อไป และบางที ในวัย 45 ปี ความสำเร็จอาจไม่ใช่การทำงานให้มากที่สุด แต่คือการได้ใช้เวลากับคนที่รัก ได้ทำงานที่ไว้ใจกัน และยังกล้าลองสิ่งใหม่ๆ แม้จะยังกลัวอยู่ก็ตาม

เทยเที่ยวไทย & friends
Photograph: เทยเที่ยวไทย & friends

การกลับมาของ ‘เทยแฟร์ พวกแกเป็นไงมั่ง’

ป๋อมแป๋มยอมรับตรงๆ ว่า ตอนเริ่มต้นทำคอนเสิร์ต ‘เทยแฟร์ พวกแกเป็นไงมั่ง’ ครั้งล่าสุด เขาเองก็แอบไม่มั่นใจเหมือนกันว่าคนดูจะมาหรือเปล่า เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นค่อนข้างปุบปับ แถมฮอลล์ครั้งนี้ยังใหญ่กว่าที่เคยจัดกันมา

ครั้งนี้เขาลงมาดูงานตั้งแต่ต้นในฐานะ Creative Director ดูทั้งคอนเซปต์ เนื้อหา และสคริปต์ เรียกว่าเป็นการเคาะสนิมตัวเองอีกครั้งหลังห่างจากงานลักษณะนี้ไปพักใหญ่ แต่สิ่งที่ทำให้เขาประทับใจที่สุด กลับเป็นพลังของคนรอบตัว

แม้เวลาซ้อมจะน้อยกว่าครั้งก่อนๆ แต่โชว์กลับออกมาดีกว่าที่คิดไว้ อาจเพราะทุกคนบนเวทีต่างคิดถึงความสนุกแบบเดิมๆ พอๆ กัน และเมื่อถึงเวลาจริง พลังเหล่านั้นก็ส่งต่อไปถึงคนดูในฮอลล์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

toeytiewthai_fc
Photograph: toeytiewthai_fc

‘เทยเที่ยวไทย’ ในวันที่ทุกคนโตขึ้น

แม้จะมีแฟนรายการเรียกร้องให้ ‘เทยเที่ยวไทย’ กลับมาอยู่เสมอ แต่ป๋อมแป๋มตอบเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่า ถ้าเป็นรายการท่องเที่ยวในรูปแบบเดิม คงไม่กลับไปทำแล้ว

เขาเล่าว่า เมื่ออายุ งาน และภาระชีวิตเพิ่มขึ้น การเดินทางก็ไม่ง่ายเหมือนเดิมอีกต่อไป ทุกวันนี้ต้องคิดแล้วว่าไปเช้าเย็นกลับได้ไหม หรือบินไปแล้วกลับเลยไหวหรือเปล่า แม้จะหัวเราะกับคำว่า ‘แก่ขึ้น’ ของตัวเอง แต่ก็ยอมรับตรงๆ ว่าหลายอย่างเริ่มเหนื่อยใจเหนื่อยกายมากกว่าเมื่อก่อน ถึงอย่างนั้น ป๋อมแป๋มก็ไม่ได้ปิดโอกาสการกลับมาทำงานร่วมกับแก๊งเดิม เพราะสิ่งที่ยังเหมือนเดิมเสมอ คือเคมีระหว่างทั้งสี่คน

มันเข้าขากันโดยธรรมชาติ ไม่ต้อง build ใหม่ ไม่ต้องจูนกันใหม่

บางทีสิ่งที่คนดูคิดถึง อาจไม่ใช่แค่รายการท่องเที่ยว แต่คือเอเนจี้ของกลุ่มเพื่อนที่อยู่ด้วยกันแล้วสนุกโดยไม่ต้องปรุงแต่งอะไร และดูเหมือนเขาเองก็ยังรู้สึกแบบนั้นไม่ต่างกัน

กระต่ายและสิ่งฮีลใจ

ในวันที่เหนื่อยล้าจากงานหรือโลกข้างนอก ปลายทางที่ป๋อมแป๋มอยากกลับไปหาเสมอ คือแก๊งกระต่ายที่บ้าน เขาเล่าว่าปีก่อนเพิ่งสูญเสียกระต่ายไปถึงสองตัว จากเดิมที่เคยมีทั้งหมดห้าตัว และแม้จะคิดว่าตัวเองคงเสียใจแค่นิดหน่อย แต่พอถึงเวลาจริงกลับกระทบใจมากกว่าที่คิด

‘พอมันหายไปจริงๆ ก็เสียใจเยอะนะ’

ทุกวันนี้เขายังมีกระต่ายอยู่สี่ตัว และเรียกมันว่าเป็น ‘งานบำบัด’ อย่างหนึ่งของชีวิต เพราะกระต่ายไม่ใช่สัตว์ที่แสดงความรักตรงไปตรงมา ยิ่งต้องใช้เวลาและความอดทนในการสร้างความไว้ใจ

theniti
Photograph: theniti

‘พอมันยอมมาเลีย มานอนข้างๆ เราจะรู้สึกเหมือนประสบความสำเร็จขั้นสุด’ 

สำหรับป๋อมแป๋ม การได้กลับบ้านมาอยู่เงียบๆ ในครัวหรือใช้เวลากับกระต่าย อาจเป็นความสุขเรียบง่ายที่ช่วยเยียวยาใจได้มากกว่าความวุ่นวายจากโลกข้างนอกเสียอีก

พื้นที่ส่วนตัวที่สบายใจ

ไม่ต่างจากวิธีที่เขาใช้โซเชียลมีเดียในทุกวันนี้ เรียบง่าย แต่ค่อยๆ ส่งต่อความรู้สึกดีๆ ให้คนอ่าน หลายคนคุ้นเคยกับสเตตัสเล่าเรื่องไรเดอร์ เรื่องในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือโมเมนต์เพ้อเจ้อในชีวิตประจำวันของเขา ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าไม่เคยบังคับตัวเองให้โพสต์อะไร เพียงแค่ถ้ามีเรื่องไหน กระทบใจแล้วอยากเล่าก็จะหยิบมาเล่าตามธรรมชาติ

'ช่วงหลังๆ อยากให้พื้นที่อินสตาแกรมมันเข้ามาแล้วสบายใจ'

เขาบอกว่าไม่ได้อยากใช้พื้นที่ออนไลน์ไปกับการด่าหรือระบายความโกรธ เพราะเคยเห็นมาแล้วว่าความรู้สึกด้านลบสามารถลุกลามต่อไปได้ง่ายแค่ไหน เลยเลือกเล่าเรื่องน่าหงุดหงิดต่างๆ ด้วยอารมณ์ขันแทน

คนแก่ที่ยังไม่ยอมแพ้

ในวัย 45 ปี ป๋อมแป๋มไม่ได้พยายามฝืนตัวเองให้ดูเด็ก แต่เลือกยอมรับความแก่ด้วยความเข้าใจ พร้อมดูแลทั้งร่างกายและจิตใจไปพร้อมกัน ทั้งการเรียนต่อ เล่นกีฬา ฝึกสมอง และจัดระเบียบชีวิตให้ไม่จมอยู่กับความวุ่นวายตั้งแต่เช้า

สำหรับเขา ความแก่ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เพราะริ้วรอยคือประสบการณ์ชีวิต สิ่งที่อยากต่อสู้จริงๆ คือการไม่ปล่อยให้ตัวเองหมดไฟ หมดความอยากรู้อยากเห็น หรือกลายเป็นคนแก่ที่ขุ่นมัวกับโลก

ทุกเช้า เขาจึงเลือกเริ่มวันด้วยการออกกำลังกาย อ่านข่าว และใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ก่อนค่อยเปิดรับโลกภายนอก ราวกับเป็นวิธีเล็กๆ ที่ช่วยยืนยันว่า แม้อายุจะเพิ่มขึ้น แต่ชีวิตก็ยังสนุก และยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเสมอ

เรื่องเด่น
    บทความล่าสุด
      การโฆษณา