วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล
Sereechai Puttes/Time Out
Sereechai Puttes/Time Out

ตาม วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ไปสำรวจความหมายของหลายชีวิตบนโลก ผ่านนิทรรศการภาพถ่ายครั้งแรกของเขา

นักเขียน-นักเดินทางสายเถื่อน เล่าเรื่องนิทรรศการภาพถ่าย Serenity in Chaos (จลาจลอันงดงาม)

การโฆษณา

เรารู้จัก สิงห์–วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ในฐานะลูกชายคนสุดท้องของ กวีซีไรต์ จิระนันท์ พิตรปรีชา และศิลปินแห่งชาติ เสกสรร ประเสริฐกุล พอๆ กับการเป็นนักเขียน นักเดินทางผู้ผลิตรายการ เถื่อน ทราเวล สารคดีท่องเที่ยวที่วรรณสิงห์แบ็กแพ็กพาผู้ชมลุยสำรวจสถานเปี่ยมอันตรายมากมายทั่วโลก

ตลอดสิบกว่าปีที่ปผ่านมา วรรณสิงห์เดินทางปักหมุดไปถึง 71 ประเทศ ซึ่งเขาได้บันทึกความทรงจำการเดินผ่านภาพถ่ายอย่าสม่ำเสมอ แต่ยังไม่เคยมีโอกาสนำภาพแห่งความทรงจำเหล่านั้นไปจัดแสดงที่ไหน กระทั่งได้รับการชักชวนจาก UNHCR ประเทศไทย (ซึ่งวรรณสิงห์เคยร่วมทำกิจกรรมในหลายโปรเจ็คก่อนหน้านี้) จนเกิดเป็นนิทรรศการ Serenity in Chaos (จลาจลอันงดงาม) ที่แสดงภาพถ่าย 55 ภาพ พร้อมเรื่องราวที่จะสะท้อนความงดงามของโลก ใน 4 หัวข้อ คือ War, Human, Nature และ Civillization ที่อาจทำให้เราเข้าใจถึงปัญหาผู้ลี้ภัยได้มากขึ้นด้วย และเราได้ไปนั่งพูดคุยถึงเบื้องหลังการทำงานครั้งนี้มาฝาก

ปัญหาเรื่องผู้ลี้ภัย มีความสำคัญต่อคนนอกพื้นที่นั้นอย่างไร

เรื่องแบบนี้คงจะขึ้นอยู่กับมุมมองครับ ผมคิดว่าปัญหาทุกปัญหา ตั้งแต่สิ่งแวดล้อมยันปัญหาทางการเมือง ถ้าเราจะหาคำตอบว่ามันเกี่ยวข้องกับชีวิตเรายังไง มันคงน้อยมากเลยนะครับ เอาแค่เรื่องการเมืองไทยที่คนจำนวนมากคงไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่พวกเราทุกคนก็ยังมีความรู้สึกร่วมต่อการเมืองด้วยกันทั้งนั้น แล้วแต่ว่าจะรู้สึกร่วมในมุมไหน มันก็แตกต่างกันออกไป

ส่วนปัญหาผู้ลี้ภัย ถ้าถามว่ามันส่งผลกระทบต่อคนภายนอกขนาดไหน ก็คงตอบว่าไม่มากมายอะไร แต่ถ้ามองในฐานะเพื่อนร่วมโลกมันก็เป็นสิ่งที่ควรจะรับผิดชอบด้วยกัน และในเมื่อมันอยู่มีจริง เป้าหมายของผมกับ UNHCR ก็คือเราจะทำยังไงให้คนภายนอกมารู้สึกร่วมกับปัญหานี้มากขึ้น เราอยากกระตุ้นให้คนไทยหันมามองปัญหานี้มากขึ้น ให้เกิดความช่วยเหลือที่มากขึ้นตามไป ซึ่งผมกับ UNHCR เห็นตรงกันว่าวิธีหนึ่งที่ทำได้คือทำผ่านงานศิลปะ

Serenity in Chaos

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

ความจราจลงดงามอย่างไร

พอมานั่งดูภาพที่ถ่ายไว้ อยู่ดีๆ คำนี้ก็โผล่เข้ามาในหัว เพราะรู้สึกว่าทุกสถานที่ที่เราไป ถ้ามองจากข้างนอกมันจะดูโหดร้ายและอันตราย แต่พอไปถึงสถานที่นั้นแล้วผมกลับพบความงดงามที่มีรสชาติเฉพาะของแต่ละสถานที่ที่แฮะ ผมได้เห็นเรื่องราวความสวยงามของธรรมชาติ ของมนุษย์หรือของอารยธรรม ซึ่งผมว่ามันเซอร์ไพรส์เราทุกคนอยู่เสมอ

ผมคิดว่าสิ่งนี้มันคือแก่นของการเดินทางเลยนะ มันคือการที่มนุษย์ต้องพาตัวเองออกไปพบเจอเรื่องราวแปลกใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่เรารู้อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นก็คงน่าเบื่อตาย เพราะฉะนั้น พอผมกลับมาดูรูปที่ผมถ่ายมา ก็ได้กลับมาย้อนนึกดูว่ากว่าจะไปถึงตรงนั้นได้ ตอนที่ไปฟังคนคนนี้พูด ตอนที่เห็นวิวตรงนี้ มันรู้สึกยังไงบ้าง ผมเอ็นจอยขั้นตอนการเลือกรูปจากทั้งหมดเป็นหมื่นๆ รูปมาก เพราะมันเหมือนพาผมกลับไปในช่วงเวลานั้นจริงๆ เลยเกิดเป็นชื่อคอนเซ็ปต์นี้ขึ้นมา ซึ่งผมชอบมาก แถมมันก็ตรงกับเรื่องหลักที่ผมกับ UNHCR เน้นในเทศกาลนี้ คือ เรื่องสงคราม โดยมีจุดมุ่งหมายให้คนมาสนใจกับปัญหาของผู้ลี้ภัย แต่ว่าเราก็ไม่ได้พูดเพียงเรื่องผู้ลี้ภัยจากสงครามนะ นิทรรศการนี้ยังมีอีก 3 หัวข้อ รวมเป็น 4 หัวข้อ คือ War (สงคราม), Human (มนุษย์), Nature (ธรรมชาติ) และ Civillization (อารยธรรม)

ในหัวข้อสงคราม นอกจากพูดถึงเรื่องผู้ลี้ภัย เรายังพูดถึงผู้คนที่ไม่เกี่ยวกับสงครามแต่ใช้ชีวิตอยู่ในบริเวณสงคราม ท่ามกลางเสียงปืนและเสียงระเบิด แต่พวกเขากลับหาความสุขในแบบของตัวเองได้ หรือบางสถานที่เรามองมาจากข้างนอกมันดูโหดร้ายอันตรายมาก แต่พอเข้าไปอยู่จริงๆ แล้วมันก็มีแง่มุมดีๆ อยู่บ้าง ยกตัวอย่างเช่นแบกแดด (Baghdad) เป็นเมืองที่ผมว่ามีอารยะธรรมที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา เดินไปไหนมาไหนก็จะมีคาเฟ่ หรือร้านหนังสือเต็มไปหมด รวมถึงตลาดนัดศิลปินที่คนเยอะมาก มาเล่นดนตรี จัดการแสดงต่างๆ ของเขาไปโดยที่ไม่ต้องมีเวที ไม่ต้องมีการเรี่ยไรเงิน ทุกคนมาเพียงจุดประสงค์เดียวคือแลกเปลี่ยนศิลปะกัน ซึ่งเป็นด้านที่หลายคนไม่เคยนึกถึงหรอก แต่เราก็ยังต้องนำเสนอถึงความโหดร้ายและความทุกข์ยากของแบกแดดที่มีอยู่จริงด้วยเช่นกัน

การทำนิทรรศการภาพถ่ายเป็นสิ่งที่อยากทำมานานแล้วหรือเปล่า

อยากทำมานานแล้วครับ แต่ไม่รู้จะเอาไปปล่อยที่ไหน ถึงไม่ได้ทำร่วมกับ UNHCR ก็คงเอาไปปล่อยสักที่หนึ่ง แล้วเผอิญว่า UNHCR เชิญมาพอดีและเรามีเป้าหมายเดียวกัน ก็ถือว่าวิน-วินทั้งสองฝ่าย ผมได้โชว์ผลงาน ผู้ลี้ภัยได้รับการช่วยเหลือ

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

การเล่าเรื่องด้วยภาพถ่ายมีเสน่ห์แตกต่างจากการเขียน หรือ ทำรายการสารคดีอย่างไร

สิ่งผมรู้สึกมาตลอดคือ เมื่อเราเป็นนักเล่าเรื่อง ไม่ว่าเราจะเล่าผ่านสื่ออะไรมันก็ยังเป็นเรื่องราวอยู่ดี ก่อนหน้านี้ผมเขียนหนังสือตลอด และในนิทรรศการนี้ผมก็ยังเอาทักษะนั้นมาใช้ เพียงแต่เปลี่ยนมาใช้รูปภาพเป็นตัวเล่าหลัก แล้วใช้ตัวหนังสือเป็นส่วนประกอบ ให้รูปภาพดึงสายตาคนก่อนเข้ามาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่เราเขียน

แล้วยากกว่าการทำแบบวีดีโอไหม

ยากคนละแบบ วีดีโอเหนื่อยกว่า เพราะต้องคิดอะไรหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งเทคนิคการถ่ายทำ การอัดเสียง การวัดแสง อุปการณ์กล้อง ถ่ายเสร็จแล้วยังต้องกลับมาตัดต่ออีก แล้วก็กว่าจะหาทุนเพื่อทำออกมาเป็นงานได้แต่ละงานด้วย แต่ภาพถ่ายเหมือนเป็นผลพวงจากการที่ผมออกไปทำงานวีดีโอมากกว่า เพราะผมมีนิสัยชอบจำเรื่องราวในแต่ละวันให้หมดด้วยการถ่ายภาพเอาไว้ เพราะมันคือข้อมูลทั้งหมดของสารคดีผม แล้วในจำนวนภาพพวกนี้มันก็พอมีภาพที่สวยที่ยังไม่เคยเอามาแสดงให้คนอื่นเห็น ก็เลยทำนิทรรศการนี้ขึ้นมา

ชอบภาพไหนมากที่สุด

ภาพของชนเผ่า Korowai ซึ่งเป็นเผ่ากินคน ซึ่งผมต้องใช้เวลาเดินกว่า 5 วันถึงจะเข้าไปถ่ายทำได้ ซึ่งตอนถ่ายภาพนี้พวกเขากำลังเดินทางไปล่าหมูกัน ผมว่ามันน่าสนใจมากเพราะเป็นสิ่งที่คนภายนอกไม่ค่อยได้รับรู้มาก่อน

คุณดูมีความสนใจในหลายด้านมากๆ มีวิธีแบ่งเวลาทำสิ่งต่างๆ อย่างไร

ทำไม่ทันครับ คงต้องตายแล้วเกิดใหม่ค่อยมาทำต่อ (หัวเราะ) คือถ้าเป็นตอนเด็กๆ คงต้องทำแข่งกับเวลาที่กำหนดไว้ให้ทันตลอด แต่พอตอนนี้อายุ 34 แล้ว รู้สึกว่าเหลืออีกตั้ง 50 ปีกว่า ถึงจะตาย เลยค่อยๆ ทำ เหนื่อยเมื่อไหร่ก็พัก แต่ยังมีสิ่งที่อยากทำอยู่เรื่อยๆ ในทุกช่วงเวลา

เคยกดดันไหมกับการเป็นลูกของคนที่มีผลงานเป็นตำนาน

จริงๆ ก็เป็นปมของผมตั้งแต่เด็กแล้วนะครับ แต่พอโตมาจนอายุ 30 ก็เลิกคิดเรื่องนี้แล้ว เลิกเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับพ่อแม่ เพราะผมก็มีจุดยืนของตัวเองที่ชัดเจนอยู่แล้วในตอนนี้ ที่สำคัญคือเราไม่ได้ต้องการจะแข่งกับท่าน ตัวท่านเองก็ภูมิใจและคอยสนับสนุนผมมาโดยตลอด มันเลยทำให้ผมเลิกเปรียบเทียบกับพ่อแม่ต่อไป แต่ก็ต้องขอบคุณปมนี้ที่ช่วยผลักดันเราให้ทำผลงานออกมา ถึงตอนนี้ก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว คิดแค่ว่าทำงานยังไงให้สนุกมากกว่า

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

อ่านบทสัมภาษณ์อื่นๆ

  • Art

นิวยอร์กคือเมืองที่ถูกบันทึกภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกตรอกซอยถูกเล่าเป็นตำนาน ทุกค่ำคืนถูกบดบังด้วยทัศนคติ แต่สิ่งที่ Jesper Haynes มอบให้กลับเงียบขึ้น และชวนกระอักกระอ่วนมากกว่า นั่นคือบันทึกของการ ‘อยู่ตรงนั้นจริงๆ’ โดยไม่คิดล่วงหน้าว่ามันจะกลายเป็นอะไรในภายหลัง
New York Darkroom นิทรรศการล่าสุดของเขาในกรุงเทพฯ พาเราย้อนกลับไปยังดาวน์ทาวน์ในนิวยอร์กช่วงปลายยุค 80s และ 90s แบบไร้ฟิลเตอร์ หรือไร้การยกย่องฮีโร่ เผชิญหน้าอย่างใกล้ชิด ถนนแคบจนรู้สึกได้ และไม่มีใครแสดงเพื่อกล้อง

Jesper Haynes
Photograph: Jesper Haynes

เมื่อได้พูดคุยกับ Haynes สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ งานชุดนี้ไม่ใช่เรื่องของมรดกหรือชื่อเสียง แต่มันคือเรื่องของความใส่ใจ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณปรากฏตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ออกเดินทางไปทุกคืน กดชัตเตอร์เพียงแค่หนึ่งเฟรมแทนที่จะเป็นสิบ และเชื่อในสิ่งที่เหลืออยู่จะอธิบายตัวมันเองในภายหลัง
ภาพถ่ายของเขาที่มีทั้ง Andy Warhol, Willem Dafoe และ John Lurie ปรากฏอยู่ร่วมกับเพื่อน คนรัก และคนแปลกหน้า ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนวัตถุทางวัฒนธรรม แต่คล้ายหลักฐานส่วนตัวมากกว่า หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งนั้นเคยเกิดขึ้นจริง และเขาเคยอยู่ตรงนั้นจริงๆ

นี่ไม่ใช่ความโหยหาอดีต แต่มันคือความทรงจำที่มีศอก มีเหลี่ยม และไม่หลบหน้าใคร

ก่อนที่นิวยอร์กจะกลายเป็นเรื่องเล่า

เมื่อถาม Haynes ว่านิวยอร์กในช่วงเวลาที่เขาถ่ายภาพนั้น รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ท่ามกลางประวัติศาสตร์ไหม เขาตอบแทบจะทันทีว่า ‘มันคือปัจจุบันล้วนๆ’ ไม่มีความรู้สึกว่ากำลังเห็นตำนานในอนาคต ไม่มีการรับรู้ว่าตัวเองอยู่ในจุดอ้างอิงของยุคสมัย มีแค่ ‘ตอนนี้’

สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะภาพใน New York Darkroom ไม่ได้ประกาศตัวว่าเป็นจดหมายเหตุ เขาหมกมุ่นกับช่วงเวลาตรงหน้ามากเกินกว่าจะคิดถึงจุดนั้น Haynes ย้ายมานิวยอร์กตั้งแต่วัยรุ่น หลัง Andy Warhol ชวนเขามาเยี่ยม การเชื้อเชิญครั้งนั้นเปลี่ยนเส้นทางชีวิตเขาอย่างเงียบๆ เขาไม่ได้โหยหาความสำเร็จหรือความมั่นคง ‘ผมไม่ได้สนใจ American Dream’ เขาบอก


“ผมหลงใหลไอเดียที่ว่าศิลปินจากทุกแขนงมารวมกันอยู่ในเมืองเดียว”

สิ่งที่เขาเจอคือนิวยอร์กที่กำลังจะพัง และราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ เมืองล้มละลาย เถื่อน แต่ใจกว้างเพราะความขัดสน ‘ค่าเช่าถูกมาก ผมจ่ายประมาณเดือนละ 150 ดอลลาร์’ เขาพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนยังแปลกใจกับความทรงจำของตัวเอง

Jesper Haynes
Photograph: Jesper Haynes

ทุกคนรอบตัวกำลังสร้างอะไรบางอย่าง นักเขียน ผู้กำกับ นักร้อง นักเต้น ดีเจ ไร้ซึ่งโลกอินเทอร์เน็ต แค่เอาชีวิตรอดไปด้วยกัน ความเร่งด่วนร่วมกันนั้นซึมอยู่ในทุกภาพ นิวยอร์กไม่ได้ถูกทำให้ดูหรู อันตราย หรือโรแมนติก มันแค่ ‘มีอยู่’ และคอยติดตามสำหรับใครก็ตามที่เต็มใจจะใช้ชีวิตตอนดึกดื่น

Jesper Haynes
Photograph: Jesper Haynes

หนึ่งม้วน หนึ่งคืน หนึ่งการตัดสินใจ

Haynes ถ่ายภาพแทบตลอดเวลา อย่างน้อยวันละหนึ่งม้วน ไม่ใช่เพราะหมกมุ่นกับปริมาณของงาน แต่เพราะนั่นคือจังหวะชีวิตของเขา ออกไปข้างนอก 7 คืนต่อสัปดาห์เป็นเวลาหลายปี ไนต์คลับ อพาร์ตเมนต์ ดินเนอร์ที่ลากยาวถึงเช้า และสิ่งที่ยึดทุกอย่างไว้ด้วยกันคือห้องมืด

“สิ่งที่สวยงามของการเข้าห้องมืดหลังออกจากไนต์คลับทั้งคืน คือผมได้อยู่คนเดียว”


เขาบอกว่ามันคือสมาธิรูปแบบหนึ่ง ความโดดเดี่ยวตรงนั้นคือสิ่งที่สำคัญ การล้างฟิล์มสามารถถ่วงเสียงรบกวนต่างๆ ได้ เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ไม่ต้องอธิบายอะไรกับใคร นี่คือเหตุผลที่ New York Darkroom เลือกแสดง contact sheet เพราะ Haynes อยากให้เห็นกระบวนการ ไม่ใช่เพื่อทำลายมนต์ขลัง แต่เพื่อทำให้มันเป็นมนุษย์มีมวลของความลังเล การลองซ้ำ ความไม่แน่ใจ ‘ผมอยากให้มันเสมือจริง อยากให้คนดื่มด่ำและรู้สึกไปกับมัน’

Jesper Haynes
Photograph: Jesper Haynes

สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายภาพมีเพียงเฟรมเดียว ไม่มีสำรอง ‘สมัยนั้นเราถ่ายกันแบบนี้’ เขาอธิบาย คุณต้องตั้งใจ เพราะคุณมีเพียงแค่ 36 รูปที่ไม่สามารถเสียได้แม้แต่ม้วนเดียว เมื่อพูดถึงการกลับมาของฟิล์ม Haynes ไม่สนใจภาษาของเทรนด์ ฟิล์มบังคับให้คุณตัดสินใจ มันทำให้มือช้าลงและสายตาคมขึ้น ‘เวลาผมถ่ายฟิล์ม ผมมีสติมากกว่า’ เขาบอก ฟิล์มบังคับให้คุณตัดสินใจเดี๋ยวนั้น วางสายตาให้ชัด และกดเมื่อมั่นใจ ดิจิทัลยังมีโอกาสให้แก้ไขภายหลัง แต่ฟิล์มต้องการความตั้งใจในขณะนั้น

Jesper Haynes
Photograph: Jesper Haynes

ความใกล้ชิด จริยธรรม และการรู้จักพอ

ความใกล้ชิดในภาพของ Haynes ไม่ได้เกิดจากการแอบถ่าย  แต่จากความไว้ใจ ‘มันคือความซื่อสัตย์ระหว่างคนกับคน’ เขาบอก ‘ผมไม่ชอบแอบถ่าย’ เขาไม่ถ่ายภาพที่เอาเปรียบ และไม่สนใจช่วงเวลาที่ความเปราะบางถูกใช้เป็นวัตถุดิบ ในยุค 80s - 90s กล้องถ่ายภาพยังมีความไร้เดียงสาอยู่มาก ‘ผู้คนมีความสุขกับการถูกถ่ายภาพ’ แต่วันนี้ความระแวงมาก่อน ทุกคนกำลังแสดงบทบาทให้กับผู้ชมในอนาคตที่มองไม่เห็น
การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้กระทบแค่การถ่ายภาพ แต่กระทบถึงความรับผิดชอบของคนถือกล้องด้วย

Jesper Haynes
Photograph: Jesper Haynes

แม้ในยุคที่กล้องยังไม่สร้างความระแวง Haynes ก็คิดถึงเรื่องจริยธรรมอยู่แล้ว
บางคืนเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แอลกอฮอล์ทำให้เส้นแบ่งเลือนราง แต่การตัดสินใจที่แท้จริงเกิดขึ้นในวันถัดมา ‘ผมต้องถามตัวเองว่ามันโอเคไหมที่จะเผยแพร่ภาพเหล่านั้น’ เขาพูด ‘ผมไม่ชอบการถ่ายภาพที่เอาเปรียบผู้คน

เมื่อเวลาผ่านไป สัญชาตญาณนี้ยิ่งคมชัดขึ้น วันนี้เขาแทบไม่แสดงภาพเปลือย ไม่ใช่เพราะระมัดระวังมากขึ้น แต่เพราะรู้สึกถึงความรับผิดชอบ ‘ตอนนั้นพวกเขาอายุแค่ยี่สิบ พวกเขาไม่ได้คิดเลยว่าภาพของตัวเองจะถูกนำมาเผยแพร่ในอนาคต’
บางครั้งเขายังติดต่อคนที่ไม่ได้คุยกันมาหลายสิบปี เพื่อขออนุญาตก่อนใช้ภาพ ในโลกที่ถูกหล่อหลอมด้วย AI และการทำซ้ำอย่างไม่รู้จบ ความใส่ใจแบบนี้ดูเงียบงัน แต่กลับทรงพลังอย่างประหลาด ยิ่งฟังเขาพูด ยิ่งรู้สึกว่ามันหาได้ยากเหลือเกิน ที่จะได้ยินช่างภาพพูดถึง ‘การยับยั้งชั่งใจ’ โดยไม่แฝงการโอ้อวด
นี่ไม่ใช่คำพูดเชิงศีลธรรมแต่มันคือวิธีที่เขาทำงาน แค่นั้นเอง

Jesper Haynes
Photograph: Jesper Haynes

3 ภาพ 3 บริบท

แม้จะมีบุคคลที่คุ้นชื่อปรากฏอยู่ แต่งานของ Haynes ไม่ได้พูดถึงชื่อเสียง หากแต่พูดถึงบริบท ภาพ Andy Warhol ในสตอกโฮล์มถูกถ่ายตอน Haynes ยังเรียนมัธยม เขาหนีเรียน ปั่นจักรยานไปยังบ้านส่วนตัวที่ Warhol มาถ่ายรายการ 1 ชั่วโมงที่ทั้งสองนั่งรอจัดไฟ Warhol เป็นฝ่ายถามคำถามมากกว่า ภาพนั้นถ่ายเพียงเฟรมเดียวด้วยกล้อง Minox กล้องแบบเดียวกับที่ Warhol ใช้ หนึ่งเฟรม ไม่มีภาพก่อนหน้า ไม่มีภาพถัดไป ‘ผมคิดว่า โอเค ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องถ่ายสองภาพ’

Jesper Haynes
Photograph: Jesper Haynes

ภาพที่สองคือ John Lurie และ Francesco Clemente ที่ Club MK’s ในปี 2532 ค่ำคืนนั้นเป็นดินเนอร์ปาร์ตี้ธรรมดา Haynes รู้จัก Lurie อยู่ก่อนแล้วผ่านกลุ่มเพื่อน เขาถ่ายภาพทั้งคู่ไม่ต่างจากที่ถ่ายทุกคนในคืนนั้น ‘มันไม่ใช่โมเมนต์แบบ อ๋อ นั่น John Lurie’ เขาว่าไว้ Keith Haring ปรากฏในอีกเฟรมหนึ่ง ถัดไปคือใครสักคนที่ไม่มีใครรู้จัก ชื่อเสียงค่อยๆ หายไปเมื่อทุกคนอยู่ใกล้กันในระยะเดียวกัน ความผ่อนคลายทั้งหมดเกิดขึ้นจากความไว้ใจ

Jesper Haynes
Photograph: Jesper Haynes

ภาพที่สามจับ Willem Dafoe ระหว่างสายโทรศัพท์ในนิวยอร์ก ปี 1989 Haynes รู้จักเขาผ่านเพื่อนคนหนึ่งในคณะละครเดียวกัน ไม่มีการกำกับ ไม่มีการขัดจังหวะ
‘เขารู้ว่าผมเดินถ่ายรูปอยู่แถวนั้น’ Haynes ว่าไว้ หนึ่งเฟรม เท่านั้นก็พอ

Jesper Haynes
Photograph: Jesper Haynes

กรุงเทพฯ ระยะทาง และสิ่งที่ยังมีชีวิต

การจัด New York Darkroom ที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ Haynes มาเมืองไทยตั้งแต่ปี 2530 ‘ผมรักกรุงเทพฯ’ เขาพูด และไม่ใช่เพราะเมืองนี้เรียบร้อยหรือสวยงาม แต่เพราะความหยาบ ความไม่สมบูรณ์ และพลังของมัน อาคารเก่าข้างตึกใหม่ ถนนใหญ่ที่แตกแขนงเป็นซอยแคบ ‘คุณจะรู้สึกว่าตัวเองอยู่กลางเมืองจริงๆ’ เขาว่า สำหรับช่างภาพ ความขรุขระแบบนี้สำคัญ เพราะมันทำให้เมืองยังมีมิติให้มอง เขายังพูดอย่างจริงจังว่าอยากทำหนังสือเกี่ยวกับกรุงเทพฯ ในอนาคต และยิ่งชัดเจนว่านี่ไม่ใช่ความสนใจชั่วคราว

Jesper Haynes
Photograph: Jesper Haynes

ระยะทางทำให้เขามองนิวยอร์กเปลี่ยนไป หลังจากใช้ชีวิตกับเมืองนั้นมากว่า 40 ปี มันไม่สร้างความตื่นเต้นให้เขาเหมือนเดิม ภาพของนิวยอร์กถูกผลิตซ้ำจนล้น ทั้งในอินสตาแกรม โฆษณา และสื่อทุกชนิด ‘มันมีจุดที่คุณรู้สึกเหมือนจะอาเจียน’ เขาพูดติดตลก แต่แฝงความเหนื่อยล้า 

สิ่งที่ยังทำให้เขาสนใจ คือผลงานที่เป็นเรื่องส่วนตัว ‘ยิ่งเป็นส่วนตัวมากเท่าไร ยิ่งน่าสนใจ’
แนวคิดนี้คือหัวใจของ New York Darkroom นิทรรศการนี้ไม่ได้พยายามเก็บทุกภาพของนิวยอร์กไว้ แต่มุ่งทำความเข้าใจบางช่วงเวลาให้ชัดเจน

Jesper Haynes
Photograph: Jesper Haynes

สิ่งสำคัญที่สุดที่นิวยอร์กสอนเขา ไม่ใช่ชีวิตกลางคืนหรือไนต์คลับ แม้เขาจะอยู่ในนั้นแทบทุกคืน แต่คือเรื่องของ ‘ชุมชน’ และ ‘บ้าน’ อพาร์ตเมนต์ในย่าน East Village ที่มีผู้คนแวะเวียนไม่ขาดสาย ดินเนอร์ปาร์ตี้หลายคืนต่อสัปดาห์ กระดิ่งหน้าประตูที่ดังต่อเนื่องยาวนานเกือบ 20 ปี

ชีวิตแบบนั้นกลายมาเป็นหนังสือ St Marks 1986 - 2006 ซึ่ง Haynes มองว่าเป็นผลงานที่ซื่อสัตย์ที่สุดของเขา
‘นั่นคือสิ่งที่อยู่ข้างใน’ เขาอธิบาย ส่วน New York Darkroom คือสิ่งที่เกิดขึ้นข้างนอก สำหรับ Haynes การถ่ายภาพคือการเก็บรักษาความทรงจำ และเป็นวิธีทำความเข้าใจตัวเอง


“ถ้าผมไม่ถ่ายภาพเหล่านั้น ผมคงลืมมันไปหมดแล้ว”

ราวกับว่าชีวิต ผู้คน และช่วงเวลานั้นอาจหายไปจริงๆ หากไม่มีภาพเหลืออยู่ New York Darkroom ไม่ได้บอกว่าอดีตดีกว่าปัจจุบัน และไม่ได้ทำให้ช่วงเวลานั้นดูบริสุทธิ์หรือโรแมนติกเกินจริง มันเพียงแสดงให้เห็นว่าการมองอย่างตั้งใจ ในยุคที่ผู้คนยังไม่หมกมุ่นกับการมองตัวเองตลอดเวลา มีหน้าตาเป็นอย่างไร

Jesper Haynes
Photograph: Jesper Haynes

หากคุณอยากเห็นเมืองหนึ่งในฐานะชีวิตที่มีประสบการณ์ร่วมกัน ไม่ใช่ตำนานหรือภาพจำ นิทรรศการนี้คือพื้นที่ที่ควรใช้เวลาด้วยกันไปกับคุณ ที่ Chaloem La Art House วันที่ 24 มกราคม – 14 กุมภาพันธ์ เวลา 12.00 - 18.00 น. เข้าชมฟรี ไม่มีค่าจ่าย

  • Comedy

ในโลกโซเชียลที่คอนเทนต์สัตว์เลี้ยงผุดขึ้นใหม่ทุกวัน มีไม่กี่เพจที่จะทำให้คนหยุดเลื่อน แล้วยอมกดติดตามโดยไม่ลังเล เพจที่เรากำลังพูถึงนั่นก็คือ ‘คิ้วคือมงกุฎของแค’ ไม่ใช่แค่เพราะคิ้วโก่งอันเป็นเอกลักษณ์ วิกผมยาวสลวย หรือแฟชั่นจัดเต็มระดับพรมแดง แต่เพราะเบื้องหลังภาพตลกเหล่านั้น คือเรื่องราวของการดูแล ความรับผิดชอบ และสายใยบางอย่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์ที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นไปพร้อมกัน

สำหรับ แบล็ค-พรหมพิริยะ บัตรวิเศษ การเลี้ยงน้องหมาไม่ใช่แค่การรับสัตว์มาอยู่ด้วย แต่คือการเปิดพื้นที่ใหม่ในชีวิต พื้นที่ที่ต้องเรียนรู้ ปรับตัว และยอมรับว่าไม่ใช่ทุกอย่างจะสวยงามเหมือนในหน้าฟีด การพบกันโดยบังเอิญกับชิวาวาตัวเล็กคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ยังไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจครั้งนั้น จะพาเขาและน้องหมาไปไกลแค่ไหน

nesmailova
Photograph: nesmailova

แรงบันดาลใจในการเริ่มเลี้ยงน้องหมาตัวแรกมาจากไหน?

เริ่มจากความชอบส่วนตัวที่ผมเป็นคนชอบแฟชั่น ชอบงานครีเอทีฟในการใช้ชีวิต และการออกแบบอยู่แล้วครับ แต่ชีวิตนี้ไม่เคยเลี้ยงสัตว์เลย วันหนึ่งผมพาเพื่อนไปซื้อหมา แล้วดันไปสะดุดตากับน้องหมาตัวหนึ่งนอนอยู่ในกรงแล้วเจ็บขา เราก็รู้สึกสงสารที่เขาตัวเล็ก คนขายเขาก็หลอกเราว่า ‘น้องตัวแค่นี้แหละ ไม่โตหรอก’ ซึ่งมันเมื่อ 4 ปีที่แล้วนะ เราก็คิดว่าน่าจะเลี้ยงในคอนโดได้ เลยตัดสินใจรับมา

‘จุดเริ่มต้นคือโดนหลอกทั้งเรื่องขนาดตัวที่เขาบอกว่าน้องจะไม่โต และเรื่องขาที่บอกว่าเดี๋ยวก็หาย สรุปน้องแคเป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรง ต้องพาไปฝังเข็มรักษากันเป็นปีเลยกว่าจะหาย’
nesmailova
Photograph: nesmailova

แล้วกลายเป็น ‘น้องหมามีคิ้ว’ ได้อย่างไร?

‘พอเริ่มเลี้ยง ผมก็ใส่ความเป็นตัวเองลงไปในตัวน้องในทุกๆ วัน พาน้องแต่งตัว ใส่วิกผม แล้วที่สำคัญคือผมเขียนคิ้วให้น้อง’

ปกติคนอื่นอาจจะเขียนคิ้วหมาเป็นปื้นๆ แต่น้องแคเนี่ยต้องคิ้วคม โก่ง และสวย แล้วมันเข้ากับโครงหน้าเขามาก เพราะหน้าเขายาว ตาก็ไม่เหมือนชิวาว่าทั่วไปที่จะกลมๆ แต่ตาเขาเหมือนตาคน พอเขียนคิ้วปุ๊บมันเข้ามากครับ

nesmailova
Photograph: nesmailova

จุดเริ่มต้นของเพจ ‘คิ้วคือมงกุฎของแค’ เกิดขึ้นตอนไหน? 

สมัยก่อนยังไม่มี TikTok ครับ ผมจะอยู่ในกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘คนรักชิวาว่า’ ซึ่งมีคนอยู่ประมาณ 2 แสนกว่าคน ผมก็โพสต์รูปลงในกลุ่มนั้นเรื่อยๆ จนเริ่มมีแฟนคลับกลุ่มเล็กๆ บอกว่าเปิดเพจสิ อยากตามน้องทุกวันเพราะในกลุ่มคนเยอะมากเขากลัวหาโพสต์เราไม่เจอ เขาอยากเห็นน้องแต่งตัว เขียนคิ้ว ผมก็เลยตัดสินใจเปิดเพจตามคำเชียร์ครับ

ใช้เวลานานไหมกว่าเพจจะเริ่มมีชื่อเสียง และจุดเปลี่ยนคืออะไร? 

อยู่ในกลุ่มประมาณ 1 ปีครับ พอปีที่สองถึงเริ่มทำเพจจริงจัง ช่วงแรกคอนเทนต์ก็มีแค่แต่งตัวแฟชั่นกับเขียนคิ้ว แต่จุดเปลี่ยนจริงๆ คือการ คัฟเวอร์ (Cover) ครับ ช่วงนั้นฮิตแต่งตามดาราพรมแดง นางงาม หรือคนดัง

‘ด้วยความที่บ้านผมเป็นช่างเย็บผ้าอยู่แล้ว ผมก็ออกแบบและตัดชุดกันเดี๋ยวนั้นเลย มันทำให้คนรอดูว่าถ้ามีคนดังใส่ชุดอะไร น้องแคจะมาไหม แล้วมันก็กลายเป็นจุดพีคที่ทำให้ยอดผู้ติดตามพุ่งขึ้นมาครับ’

โพสต์ไหนที่เรียกได้ว่าเป็นที่สุด ของเพจ? 

น่าจะเป็นช่วงการ Comeback ของลิซ่า Blackpink ครับ เป็นกระแสที่สุดและมีดราม่าเยอะที่สุดด้วย แต่มันก็ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้นจากจุดนั้นครับ

ความรู้สึกตอนเริ่มมีสปอนเซอร์ติดต่อมาหา ‘น้องหมา’ ครั้งแรกเป็นอย่างไร? 

ท้าทายมากครับ เพราะสินค้าที่ติดต่อมา 80% เป็นสินค้าของคน ตอนแรกเขาก็ทักมาแนวอยากให้ค่าขนมน้อง ช่วยรีวิวให้หน่อยได้ไหม งานแรกที่รับจริงจังคือแชมพูสุนัขครับ โปรโมทเรื่องเส้นผมสวย คลิปนั้นไวรัลมาก ยอดวิว 5-6 ล้านภายในวันเดียว เพราะเมื่อ 4-5 ปีก่อนยังไม่มีใครเอาหมามาใส่วิกเขียนคิ้วรีวิวแบบนี้

มีงานไหนที่รู้สึกว่าท้าทายหรือแปลกที่สุดไหม? 

ผลิตภัณฑ์ล้างจุดซ่อนเร้นของผู้หญิงครับ (หัวเราะ) ตอนนั้นคิดหนักเลยว่าจะรีวิวยังไงดี โดยที่ในคลิปไม่ต้องมีคนเลย แต่มันคือสิ่งที่เราไม่เคยทำ และผลตอบรับก็ดีมาก คนรู้สึกเซอร์ไพรส์ว่าน้องหมารีวิวของแบบนี้ได้ด้วย หลังจากนั้นงานก็มาเรื่อยๆ ครับ

สมาชิกใหม่ ‘แคสเปอร์’ และมิตรภาพที่น่าประหลาดใจ

nesmailova
Photograph: nesmailova
‘พอเลี้ยงน้องแคเราได้รับโมเมนต์ดีๆ ที่ไม่เคยเจอ
การมีหมาทำให้เรามีกิจกรรมทำตลอดเวลา ผมเลยอยากเลี้ยงเพิ่มแต่ตั้งใจว่า
‘จะไม่ซื้อ’ แต่จะรับเลี้ยงหมาจรแทน’

ตอนนี้ที่บ้านมีหมา 4 ตัว น้องแคตัวแรก อีกสองตัวซื้อต่อมาจากฟาร์มที่จะปิด ส่วนน้องแคสเปอร์ ผมไปเจอจาก ‘เพจรักหมา’ เขาประกาศหาบ้านให้น้องหมา 3 ขาที่ช่วยมาจากฟาร์มที่ผลิตสุนัขเยอะจนน้องพิการแล้วเขาไม่เอาเพราะขายไม่ได้ ผมเลยทักไปบอกว่าเรามาจากเพจน้องแคนะ โชคดีที่เขารู้จักน้องแคอยู่แล้ว เขาเลยไว้ใจยกให้ครับ

‘แคสเปอร์’ และมีมปากเบะ ที่กลายเป็นไวรัลระดับประเทศ

ตอนรับมาแรกๆ หน้าเขายังปกติครับ แต่พอโตขึ้นปากเริ่มคว่ำลงเรื่อยๆ น่าจะเพราะเนื้อหนังตรงปากเขามันหย่อน คาแรกเตอร์นี้ชัดขึ้นมากตอนที่ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ อุ้ม  ในงาน Major Dog Day ครั้งที่ 4 ครับ ท่านกลัวน้องเจ็บเลยอุ้มแบบหลวมๆ น้องเลยทำหน้าเหมือนกลัวตกจนหน้าแหยะปากคว่ำ กลายเป็นมีมที่ดังมาก 

‘หลายคนเถียงกันว่าใช้ AI แต่งรูปหรือเปล่า แล้วก็มีคนใน TikTok แอบถ่ายน้องตอนออกงานมาลง แล้วบอกว่า ‘ฉันเห็นตัวจริง ชีก็ทำหน้าแบบนี้ทั้งวัน!’ คือมันมีคนมาช่วยคอนเฟิร์มเยอะมากว่าไม่ได้แต่งรูปนะ อุ้มไปไหนนางก็หน้าเบะแบบนี้แหละ (หัวเราะ)’

ความสัมพันธ์ของ ‘แคลอรี่’ และ ‘แคสเปอร์’

nesmailova
Photograph: nesmailova

แปลกมากครับ ปกติน้องแคจะไม่เอาใครเลยในบ้าน ขู่หมาตัวอื่นตลอด แต่พอน้องแคสเปอร์มา เขาสองตัวเชื่อมกันได้เองโดยไม่ต้องพยายามเลย

‘แคสเปอร์เขามี 3 ขา เขาจะชอบมานั่งพิงน้องแคเพื่อพยุงตัว
เขาจะไม่ยอมนั่งคนเดียว แต่ถ้ามีน้องแคนั่งด้วยเขาจะนั่งนิ่งได้นานมาก’

นิสัยของทั้งคู่ต่างกันแค่ไหน? 

น้องแคจะนิ่ง เชิด มีความเป็น ‘ตัวแม่’ รักผมคนเดียว ส่วนน้องแคสเปอร์จะมีจริตเด็กๆ ซน ชอบแกล้ง ชอบงับหูงับขาพี่ 

ชีวิตประจำวันของแคลอรี่และแคสเปอร์เป็นอย่างไรบ้าง? 

ตื่นเช้ามาผมจะพาน้องไปทำธุระในสวนข้างบ้านครับ คุณแม่จะทำอาหารสดให้ทานทุกวัน ทั้งไก่ ตับ ผัก คลุกกับอาหารเม็ดบ้า ง พอตอนเย็นคุณพ่อก็จะพาจูงเดินเล่นในหมู่บ้าน ซึ่งตอนนี้ผมย้ายจากคอนโดมาอยู่บ้านแล้ว เพราะเริ่มมีน้องหมาตัวที่สองที่สาม พื้นที่บ้านเลยจำเป็นมากเพื่อให้เขาไม่เครียด

ได้ยินว่าน้องแต่งตัวจัดเต็มแม้กระทั่งตอนอยู่บ้าน?

ใช่ครับ อยู่บ้านน้องก็แต่งตัวเต็มทุกวัน ไม่มีชุดธรรมดาเลย เพราะทั้งคุณพ่อคุณแม่เป็นช่างเย็บผ้า ส่วนผมเป็นคนออกแบบ พ่อผมว่างไม่ได้เลยนะ ว่างเมื่อไหร่คือต้องตัดชุดให้หมา จนตอนนี้เรามีชุดใส่ไม่ซ้ำเลย สมมติเทรนด์ลายจุดมา ลายเสือมา พ่อก็จัดให้ทันที 

‘แต่ถ้าอยู่บ้านผมจะไม่ถ่ายรูปนะ จะปล่อยให้เขาใช้ชีวิตปกติ แค่เราเดินผ่านแล้วเห็นเขาแต่งตัวสวยๆ ผมก็มีความสุขแล้ว’

คิดอย่างไรกับเทรนด์ Pet-Friendly ในกรุงเทพฯ ปัจจุบัน? 

ดีขึ้นมากครับ ยุค 4-5 ปีก่อนผมเคยเจอมาทุกรูปแบบ ทั้งโดนยามด่า หรือโดนคนตำหนิเรื่องพาน้องหมามาห้างว่าสกปรก ยุคนั้นผมไม่อยากพาน้องออกไปไหนเลย แต่เดี๋ยวนี้ห้าง ร้านอาหาร หรือแม้แต่สายการบินเปิดกว้างมาก มันทำให้น้องหมาได้เจอโลกกว้าง ไม่เครียดเหมือนตอนที่ผมเลี้ยงน้องแคในคอนโดช่วงแรกๆ ที่ไปไหนไม่ได้จนเขากลายเป็นหมากลัวคนแปลกหน้า

nesmailova
Photograph: nesmailova

แบ่งเวลาทำคอนเทนต์กับการดูแลสุขภาพจิตน้องอย่างไร? 

‘ผมเอาสุขภาพน้องเป็นหลักครับ คอนเทนต์ผมลงน้อยมาก
แค่สัปดาห์ละประมาณ 4 คลิป เวลาออกงานถ้าเขาร้อน ผมจะถอดชุดออกทันที’

ในเพจหลักผมวางคาแรกเตอร์เขาเป็นเซเลบที่ต้องสวยตลอด แต่ถ้าอยากดูชีวิตจริงที่เขากัดกัน ซนๆ ผมจะแยกไปลงเพจ ทิ้งหมาเที่ยว แทน

มีทริคในการอ่านใจน้องหมาไหมว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไร?

จริงๆ ดูยากครับเพราะเขาตื่นตัวตลอดเวลา แต่ที่สังเกตได้ชัดคือถ้าเขาสั่นไม่หยุด แล้ววิ่งมาหาเราหรืออ้อนให้เราอุ้ม นั่นคือเขากำลังกลัวครับ แต่ถ้าเจอคนอื่นแล้ววิ่งเข้าหาไปดมไปทำความรู้จัก อันนั้นคือเขากำลังมีความสุขและอยากสำรวจครับ

nesmailova
Photograph: nesmailova

คิดเห็นอย่างไรกับกฎหมายจำกัดจำนวนสัตว์เลี้ยงตามพื้นที่? 

ผมเห็นด้วยนะ เพราะมันช่วยแก้ปัญหาคนที่เสพติดการเพิ่มสัตว์เลี้ยงโดยไม่พร้อม
รักษาไม่ไหว หรือเงินไม่พอจนต้องเอาไปทิ้ง 

‘การเลี้ยงหมาเยอะหมายถึงค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ผมอยากให้คนประเมิน Budget ตัวเองก่อน ถ้าไม่มีเงินพาไปหาหมอหรือซื้อข้าวดีๆ ก็อย่าเพิ่งเลี้ยงเลย เพราะสุดท้ายภาระจะไปตกอยู่ที่มูลนิธิสัตว์จรจัดที่เขาต้องรับแบกรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ’

การเลี้ยงหมาในคอนโดกับบ้าน มีความแตกต่างกันอย่างไร

เลี้ยงในบ้านดีกว่าแน่นอนครับ ผมไม่แนะนำให้เลี้ยงหมาในคอนโดเลย แม้จะเป็นหมาเล็กก็ตาม เพราะสมัยก่อนผมเคยแอบเลี้ยง ตอนนั้นเราอาจจะแค่เหงา แต่จริงๆ มันไม่สมควรให้น้องอยู่ในที่แคบๆ ถ้าเป็นไปได้ควรมีพื้นที่ให้เขาได้วิ่งจะได้ไม่เครียด อย่างน้องแคพอโตมาในคอนโดช่วงแรก เขาจะค่อนข้างกลัวคนแปลกหน้า ไม่เหมือนแคสเปอร์ที่โตมาในยุคที่เราพาออกไปไหนมาไหนได้สะดวกกว่า

คิดว่าสถานที่ที่เป็น ‘Pet-Friendly’ จริงๆ ควรเป็นอย่างไร? 

ผมมองเรื่องการจัดแบ่งสัดส่วนพื้นที่ครับ เราต้องยอมรับว่าน้องหมาไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน บางตัวชอบเห่า บางตัวตัวใหญ่แรงเยอะ ถ้าทางร้านจัดสถานที่ให้เป็นสัดส่วนชัดเจนว่าตรงไหนเข้าได้หรือไม่ได้ เจ้าของจะสบายใจมาก ไม่ต้องคอยระแวงว่าน้องจะไปรบกวนใคร และคนอื่นที่ไม่ชอบหมาเขาก็จะโอเคด้วย

เวลาเดินทางพาน้องออกไปข้างนอก ใช้วิธีไหน?

ขับรถส่วนตัวตลอดครับ ผมเลี่ยงขนส่งสาธารณะเลย เพราะน้องหมาต้องอยู่ในกรง หรือแม้แต่การขึ้นเครื่องบินที่ต้องเอาน้องไว้ใต้เครื่องผมก็ไม่เคยคิดจะพาไป เพราะมันเสี่ยง เราไม่รู้ว่า 2-3 ชั่วโมงข้างล่างนั้นน้องจะเป็นยังไง เรื่องความปลอดภัยของน้องต้องมาก่อนครับ

ไอเทมที่ต้องมีเวลาพาน้องออกจากบ้าน? 

ที่ขาดไม่ได้ก็จะมีทิชชู่เปียกฆ่าเชื้อ, ทิชชู่แห้ง, ถุงเก็บอึ, น้ำ, ขนม และที่สำคัญที่สุดคือ ‘สายจูง’ กับ ‘กระเป๋า’ ครับ เรื่องความปลอดภัยสำคัญมาก เราไม่รู้ว่าจะเจอหมาใหญ่เมื่อไหร่ ต้องดูแลให้อยู่ในสายตาตลอด

เป้าหมายในอนาคตที่อยากเห็น? 

อยากทำ YouTube พาน้องเที่ยวแบบจริงๆ จังๆ เพื่อเป็นสื่อบอกคนว่าที่ไหนหมาเข้าได้บ้าง และฝันที่ใหญ่ที่สุดคือ อยากให้น้องแคได้แสดงหนังสักเรื่อง อยากเห็นน้องในจอภาพยนตร์หรือทีวีบ้างครับ

ติดตามความน่ารักและแฟชั่นล้ำๆ ของสองพี่น้องได้ที่เพจเฟซบุ๊ก คิ้วคือมงกุฎของแค และ อินสตาแกรม @iam.calorie

การโฆษณา
  • LGBTQ+

แดร็กควีนไทยเปิดใจถึงการเป็นตัวแทนหนึ่งเดียวในห้องเวิร์ครูม เมื่อต้องสู้กับคนทั้งโลก และค่ำคืนในสีลม

GAWDLAND กับการลงแข่ง RuPaul's Drag Race ด้วยความกล้าแบบ Gen Z ไทยไม่เหมือนใคร
แดร็กควีนชาวไทยพูดถึงการเป็นคนไทยเพียงหนึ่งเดียวในเวิร์กรูม การยืนชนทั้งโลก และค่ำคืนในสีลม

GAWDLAND is loud, proud และได้รับการการันตีจากแม่ RuPaul เรียบร้อยแล้ว ควีนสาวจากเมืองเหนือที่มาปักหลักในกรุงเทพฯ คนนี้ เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนบนเวที Drag Race Thailand ซีซัน 3 จนกลายมาเป็นตัวแม่ขาประจำย่านสีลม และตอนนี้เธอก็ก้าวไปอีกขั้นในฐานะควีนไทยเพียงหนึ่งเดียวบนเวที RuPaul's Drag Race VS The World Season 3 ศึกรวมดาวนานาชาติที่จะต้องประชันโฉมต่อหน้าแม่รูตัวจริงเสียงจริง และนี่คือเรื่องราวของเธอ ทั้งความภูมิใจในความเป็นไทย พลังไฟของ Gen Z และความหมายของการออกไปปะทะกับคนทั้งโลก

GAWDLAND – ชื่อนี้มาจากไหน?

 Laliphat Bumrungkarn
Photograph: Laliphat Bumrungkarn

มาจากชื่อจริงค่ะ ‘ธราเทพ’ ซึ่งในภาษาไทยหมายถึง ‘ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน’ ประมาณว่าเป็นบิ๊กบอสของโลกใบนี้ แล้วก็คิดว่าทำให้มันเควียร์ขึ้นดีกว่า จากคำว่า ‘God’ (G-O-D) ก็เลยเปลี่ยนเป็น ‘GAWD’ (G-A-W-D) ใส่ความ GAWD ลงไปค่ะ

ถ้าพูดถึง GAWDLAND อะไรคือเอกลักษณ์ของคุณ? 

‘คิดว่าคือความตะโกน ความเสียงดังค่ะ ทุกครั้งที่ปรากฏตัว ก็อดแลนด์จะเหมือนประทัดลูกเล็กๆ แต่อิมแพคมหาศาล ทุกคนจะต้องหันมามอง รำคาญบ้าง ชอบบ้าง แสบตาบ้าง แสบหูบ้าง แต่ว่าเรียกความสนใจได้แน่นอน’

หลายคนให้คำนิยามแดร็กต่างกันไป ทั้งศิลปะ การขับเคลื่อนสังคม หรือความบันเทิง สำหรับคุณมันคืออะไร?

 Laliphat Bumrungkarn
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
'เป็นทั้งหมดที่พูดมา เป็นทั้งศิลปะ ทั้งเอนเตอร์เทนเมนต์ การเคลื่อนไหวทางสังคม เป็นทุกอย่างของชีวิต'

ชีวิตก็อดแลนด์ขับเคลื่อนด้วยสิ่งนี้ ตื่นมาก็คิดถึงมัน ก่อนนอนก็ยังคิด ว่าจะทำยังไงให้เราเป็น a better drag queen? มันอยู่ในหัวตลอดเวลา มันคือทุกอย่างของชีวิต เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้มีชีวิตต่อไป อธิบายยังไงก็ไม่หมด มันคือทุกอย่างเลย

กว่าจะออกมาเป็นหนึ่งลุค มีขั้นตอนยังไงบ้าง?

มันขึ้นอยู่กับโจทย์ค่ะว่าเราจะเอาแดร็กของเราไปทำอะไร เป็นถ่ายแบบ แฟชั่น เป็นโชว์ หรือเป็นการแสดงแบบไหน แล้วค่อยดึงเอาความเป็นตัวตนที่เป็นแดร็กของเราเข้าไปผนวกกับ activity นั้น ส่วนใหญ่เราทำงานภายใต้โจทย์ ทุกอย่างมีธีม

 Laliphat Bumrungkarn
Photograph: Laliphat Bumrungkarn

แดร็กมีกรอบของมัน ทุกรันเวย์มีธีม พอคุณได้โจทย์มาแล้วมันขึ้นอยู่กับคุณว่าจะตีความยังไง ใส่ตัวตนของคุณลงไปยังไง และส่งต่อผลงานที่เป็นทั้งตัวเราและสิ่งที่เขาต้องการออกมาให้ได้

เล่าให้ฟังหน่อยเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นทางความคิดสร้างสรรค์ของคุณ

 Laliphat Bumrungkarn
Photograph: Laliphat Bumrungkarn

ก็อดแลนด์โตมาในภาคเหนือ และครอบครัวก็ไม่ได้เปิดรับเรื่องความหลากหลายทางเพศเท่าไหร่ แต่ก็จะโตมากับการฟ้อน การรำ ตอนเด็กๆ จำได้เลยว่าแอบไปรำหน้ากระจกเงียบๆ คนเดียว พ่อแม่เคยจับได้ครั้งหนึ่งแล้วก็ดุเรา เรารู้สึกว่าโตมากับการแสดงตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะการแสดงท้องถิ่น มันเป็นแรงบันดาลใจสำคัญมากที่ทำให้เราอยากเป็น Performer on stage แล้วก็พัฒนามาเรื่อยๆ และตอนนี้ฉันก็ได้ทำมันเป็นอาชีพจริงๆ แล้ว

วัฒนธรรมไทยทั้งดั้งเดิมและร่วมสมัยมาก คุณบาลานซ์สองอย่างนี้ยังไง?

 Laliphat Bumrungkarn
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
'ก็อดแลนด์เป็นแดร็กควีน Gen Z ที่ชอบความโมเดิร์นมาก แล้วเวลาที่ทำงานศิลปะหรือทำแดร็ก ก็จะพยายามทำให้มันใหม่ เข้าถึงได้ และไม่เชย'

ดังนั้นการที่ได้ไปเป็นตัวแทนของประเทศไทยในครั้งนี้ มันคือความ Conservative ที่เอามาผนวกกับความเป็นปัจจุบันในตัวเรา  

 Laliphat Bumrungkarn
Photograph: Laliphat Bumrungkarn

สิ่งที่ก็อดแลนด์กำลังจะได้ไปนำเสนอบนเวที  RuPaul's Drag Race มันจะเป็นแฟชั่นไทยที่ทั้งใหม่และเก่า เป็นการแคลชกันระหว่าง 2 เจนเนอเรชั่น 

ก็อดแลนด์รู้เลยว่าต้องผสมผสานความดั้งเดิมเข้ากับความร่วมสมัย 

โดยมี พี่อาร์ต อารยา เป็น Creative Director ให้ พี่อาร์ตคือไอคอนแดร็กไทย เป็นดีไซเนอร์ และสไตลิสต์ที่อยู่ในวงการแฟชั่นมา 3 ทศวรรษ และเป็นกรรมการ Drag Race Thailand ด้วย พี่เขาดูแลทุกอย่างตั้งแต่เริ่มจนจบเลย

'พี่อาร์ตเป็นรุ่นใหญ่ ก็อดแลนด์เป็นรุ่นใหม่ การปะทะกันของมุมมองสองเจเนอเรชันนี้ ทำให้เกิดอะไรที่บาลานซ์ ความสดใหม่ ยังคงเคารพรากเหง้า และแสดงความเป็นตัวตนของเรา และก็อดแลนด์มั่นจะว่าจะทำมันออกมาได้ดีมากๆ แน่นอนค่ะ'

แล้วตอนนี้คุณได้ไปอยู่บนเวทีที่ใหญ่ที่สุดอย่าง RuPaul's Drag Race VS The World รู้สึกยังไงบ้าง?

 Laliphat Bumrungkarn
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
'มันคือความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่มากค่ะ ก็อดแลนด์ไม่ได้เป็นตัวแทนแค่ตัวเอง แต่เป็นตัวแทนประเทศไทย แดร็กไทย ชุมชนไทย และศิลปินไทยทั้งหมด มันเป็นเรื่องของระดับประเทศไปแล้ว'

ถึงจะพยายามไม่กดดันตัวเอง แต่เสียงมันก็วนเวียนอยู่ในหัวตลอดว่า ‘ฉันมาที่นี่เพื่อเป็นตัวแทนประเทศ’ รู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจมากจริงๆ และเอาจริงๆ ในระดับสากลวัฒนธรรมไทยเราโดดเด่น มีเสน่ห์ และชัดเจนมาก ก็อดแลนด์ภูมิใจมากที่ได้โชว์สิ่งนี้ให้โลกเห็น

คุณหยิบวัฒนธรรมมาตีความใหม่ ก้าวข้ามภาพจำเดิมๆ มีกังวลบ้างไหมว่าคนอื่นจะไม่เข้าใจ?

‘ถ้าใครไม่เข้าใจ เขาก็สามารถไปหาข้อมูลต่อเองได้ค่ะ นั่นคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ บางครั้งเราก็ไม่ได้นำเสนอแบบตรงๆ (หัวเราะ) เอามันมาผสม ทำให้ร่วมสมัย ทำให้มันแคมป์ ทำให้มันเควียร์และเป็นตัวเราสุดๆ และมันจะออกมาดีมาก นั่นแหละคือการเผยแพร่ความเป็นไทยในรูปแบบที่สวยงาม ทำให้คนสงสัยและเชิญชวนให้เขามาค้นหาคำตอบด้วยตัวเองในแบบของเขาค่ะ’

เล่าเหตุการณ์วันที่ได้รับสายเรียกตัวไป VS The World หน่อย

 Laliphat Bumrungkarn
Photograph: Laliphat Bumrungkarn

มีคนโทรมาค่ะ เขาถามก่อนว่าสนใจไหม เพราะตอนนั้น Drag Race Thailand Season 3 ยังออนแอร์อยู่เลย เขาห่วงว่าก็อดแลนด์จะพร้อมไหม แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดเลยค่ะ ตอบตกลงทันที ไม่มีลังเล พอได้รับการยืนยันปุ๊บก็ดีใจมากๆ เพราะสำหรับแดร็กควีนหลายคน การได้เจอ RuPaul คือจุดสูงสุด และสำหรับก็อดแลนด์มันคือเครื่องยืนยันว่าเราทำได้ดี และทำให้ประเทศไทยภูมิใจค่ะ

Pangina Heals เป็นแดร็กควีนไทยคนแรกที่ขึ้นเวทีนี้ การเฝ้าดูเส้นทางของเธอให้อะไรกับคุณบ้าง?

พี่เขาคือตำนานค่ะ เป็นแดร็กควีนคนแรกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไปยืนบนเวทีโลก เขาไม่ได้แค่เปิดประตูให้ประเทศไทยแต่เขาพังประตูให้พวกเราทุกคนเลย นั่นคือสิ่งที่เขาทิ้งไว้ตลอดไป ก็อดแลนด์ก็เรียนรู้จากพี่เขาในมุมที่หลายคนอาจไม่คาดคิดด้วย ทั้งจุดสูงสุด และแรงกดดันจากการแบกความหวังของทั้งภูมิภาคไว้บนบ่า เพราะฉะนั้น ใช่ค่ะ

'ก็อดแลนด์เป็นตัวแทนประเทศไทย เดินเข้าไปในฐานะตัวเอง เพื่อส่งต่อความรัก พลังบวก สร้างแรงบันดาลใจ และโชว์ศิลปะที่เราเชื่อมั่น ก็อดแลนด์ไปเพื่อตัวเอง และความเป็นไทยมันก็ผสมอยู่ในทุกอย่างที่ทำอยู่แล้ว พอคิดได้แบบนี้ มันก็ช่วยปลดล็อกความกดดันไปได้มาก'

หนึ่งในโมเมนต์ไวรัลคือการแต่งแดร็กจัดเต็มไปงานรับปริญญาที่จุฬาฯ เรื่องนี้มันเป็นยังไง?

Gawdland
Photograph: Gawdland

'(หัวเราะ) ใช่ค่ะ สนุกมาก จุฬาฯ เป็นสถาบันที่มีเกียรติมาก และก็อดแลนด์เรียนคณะนิเทศศาสตร์  ซึ่งสอนให้คิดเชิงวิพากษ์ เข้าใจโครงสร้างสังคม เรื่องเพศ การเมือง และศิลปะเควียร์ ทั้งหมดนี้เลย แดร็กคือเรื่องการเมือง นิเทศฯ ก็คือเรื่องการเมือง ปริญญาใบนี้ทำให้ความเป็นแดร็กของก็อดแลนด์แข็งแรงขึ้นจริงๆ ไม่มีใครคาดคิดว่าเราจะแต่งแดร็กเต็มยศไปรับปริญญา แต่นั่นแหละคือการแสดงจุดยืน'

'เพราะทั้งแดร็กและงานสื่อสารมวลชน คือการสร้างสรรค์เรื่องราวที่มีความหมายต่อสังคมค่ะ'
Gawdland
Photograph: Gawdland

คู่มือสไตล์ GAWDLAND สำหรับการเที่ยวกรุงเทพฯ 

 

‘นวดก่อนเลยค่ะ อันดับแรกไม่ว่าจะที่ไหน นวดน้ำมัน นวดเท้า ก็อดแลนด์ชอบมาก 

 

จากนั้นก็ของกิน ร้าน ณ เรื่องเหล้า (Na Rueang Lao) แถวเจ้าพระยา ชิลมาก ให้ฟีลโลคอล อาหารอร่อยมาก หรือร้าน Tahona สุขุมวิท สำหรับเดตมื้อค่ำ 

ที่นั่นจะเป็นอาหารไทยรสชาติคลาสสิกที่ตีความใหม่ด้วยเทคนิคและการจัดจานร่วมสมัยหน่อย

 

ส่วนเรื่องดื่มแนะนำ Hippie de Bar ถนนข้าวสาร ค่ะ แต่ถ้าเป็นเดทตอนกลางวัน เริ่มที่พิพิธภัณฑ์หรือวัดโพธิ์ วัดอรุณ อะไรก็ได้ ต้องลองเทสต์ไวบ์กันก่อน’

 

และนี่คือลิสต์พื้นที่ของ GAWDLAND

beef.bkk
Photograph: beef.bkk

สีลมซอย 4 เท่านั้นค่ะ นี่คือบ้าน ถ้าก็อดแลนด์ไม่ได้ขึ้นแสดงก็จะไปยืนเป็นคนดู ตั้งแต่ House of Heals, Eau de Toilette, The Stranger Bar, Beef ทั้งหมดอยู่บนถนนสีลม ทุกคนสามารถ เดินเซจากร้านหนึ่งไปอีกร้านหนึ่งได้เลย เป็นบาร์ครอลล์สายเกย์แบบเต็มรูปแบบ

ทุกอย่างที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ทั้งชื่อเสียง การถูกจับจ้อง ตอนนี้คุณรู้สึกยังไง?

‘โลกมันกว้างใหญ่กว่าที่ก็อดแลนด์เคยคิด เราเข้าใจผู้คนมากขึ้น การที่ได้อยู่บนหน้าจอ การถูกมองเห็นตลอดเวลาทำให้รู้ว่าเราไม่สามารถทำให้ทุกคนรักเราได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือถามตัวเองว่า ‘เรามีความสุขกับจุดที่ยืนอยู่ไหม?’ ‘เรามาที่นี่ด้วยเหตุผลที่ถูกต้องไหม?’ และคำตอบของคือใช่’

‘ก็อดแลนด์ได้ทำงานศิลปะที่รัก ได้สร้างแรงบันดาลใจ และได้รับแรงบันดาลใจกลับมา ได้พิสูจน์ว่าความฝันมันขยับเข้ามาใกล้เราได้จริงๆ เวทีโลกที่เคยดูไกลตัว ตอนนี้อยู่ในกำมือของเราแล้ว มันไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ ก็อดแลนด์คือหลักฐานที่มีชีวิตค่ะทุกคน guys, girls and gays’

GAWDLAND จะเข้าร่วมแข่งขันใน RuPaul's Drag Race VS The World Season 3 เริ่มสตรีมมิ่ง 27 มกราคม 2026

เรื่องเด่น
    บทความล่าสุด
      การโฆษณา