วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล
Sereechai Puttes/Time Out
Sereechai Puttes/Time Out

ตาม วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ไปสำรวจความหมายของหลายชีวิตบนโลก ผ่านนิทรรศการภาพถ่ายครั้งแรกของเขา

นักเขียน-นักเดินทางสายเถื่อน เล่าเรื่องนิทรรศการภาพถ่าย Serenity in Chaos (จลาจลอันงดงาม)

การโฆษณา

เรารู้จัก สิงห์–วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ในฐานะลูกชายคนสุดท้องของ กวีซีไรต์ จิระนันท์ พิตรปรีชา และศิลปินแห่งชาติ เสกสรร ประเสริฐกุล พอๆ กับการเป็นนักเขียน นักเดินทางผู้ผลิตรายการ เถื่อน ทราเวล สารคดีท่องเที่ยวที่วรรณสิงห์แบ็กแพ็กพาผู้ชมลุยสำรวจสถานเปี่ยมอันตรายมากมายทั่วโลก

ตลอดสิบกว่าปีที่ปผ่านมา วรรณสิงห์เดินทางปักหมุดไปถึง 71 ประเทศ ซึ่งเขาได้บันทึกความทรงจำการเดินผ่านภาพถ่ายอย่าสม่ำเสมอ แต่ยังไม่เคยมีโอกาสนำภาพแห่งความทรงจำเหล่านั้นไปจัดแสดงที่ไหน กระทั่งได้รับการชักชวนจาก UNHCR ประเทศไทย (ซึ่งวรรณสิงห์เคยร่วมทำกิจกรรมในหลายโปรเจ็คก่อนหน้านี้) จนเกิดเป็นนิทรรศการ Serenity in Chaos (จลาจลอันงดงาม) ที่แสดงภาพถ่าย 55 ภาพ พร้อมเรื่องราวที่จะสะท้อนความงดงามของโลก ใน 4 หัวข้อ คือ War, Human, Nature และ Civillization ที่อาจทำให้เราเข้าใจถึงปัญหาผู้ลี้ภัยได้มากขึ้นด้วย และเราได้ไปนั่งพูดคุยถึงเบื้องหลังการทำงานครั้งนี้มาฝาก

ปัญหาเรื่องผู้ลี้ภัย มีความสำคัญต่อคนนอกพื้นที่นั้นอย่างไร

เรื่องแบบนี้คงจะขึ้นอยู่กับมุมมองครับ ผมคิดว่าปัญหาทุกปัญหา ตั้งแต่สิ่งแวดล้อมยันปัญหาทางการเมือง ถ้าเราจะหาคำตอบว่ามันเกี่ยวข้องกับชีวิตเรายังไง มันคงน้อยมากเลยนะครับ เอาแค่เรื่องการเมืองไทยที่คนจำนวนมากคงไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่พวกเราทุกคนก็ยังมีความรู้สึกร่วมต่อการเมืองด้วยกันทั้งนั้น แล้วแต่ว่าจะรู้สึกร่วมในมุมไหน มันก็แตกต่างกันออกไป

ส่วนปัญหาผู้ลี้ภัย ถ้าถามว่ามันส่งผลกระทบต่อคนภายนอกขนาดไหน ก็คงตอบว่าไม่มากมายอะไร แต่ถ้ามองในฐานะเพื่อนร่วมโลกมันก็เป็นสิ่งที่ควรจะรับผิดชอบด้วยกัน และในเมื่อมันอยู่มีจริง เป้าหมายของผมกับ UNHCR ก็คือเราจะทำยังไงให้คนภายนอกมารู้สึกร่วมกับปัญหานี้มากขึ้น เราอยากกระตุ้นให้คนไทยหันมามองปัญหานี้มากขึ้น ให้เกิดความช่วยเหลือที่มากขึ้นตามไป ซึ่งผมกับ UNHCR เห็นตรงกันว่าวิธีหนึ่งที่ทำได้คือทำผ่านงานศิลปะ

Serenity in Chaos

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

ความจราจลงดงามอย่างไร

พอมานั่งดูภาพที่ถ่ายไว้ อยู่ดีๆ คำนี้ก็โผล่เข้ามาในหัว เพราะรู้สึกว่าทุกสถานที่ที่เราไป ถ้ามองจากข้างนอกมันจะดูโหดร้ายและอันตราย แต่พอไปถึงสถานที่นั้นแล้วผมกลับพบความงดงามที่มีรสชาติเฉพาะของแต่ละสถานที่ที่แฮะ ผมได้เห็นเรื่องราวความสวยงามของธรรมชาติ ของมนุษย์หรือของอารยธรรม ซึ่งผมว่ามันเซอร์ไพรส์เราทุกคนอยู่เสมอ

ผมคิดว่าสิ่งนี้มันคือแก่นของการเดินทางเลยนะ มันคือการที่มนุษย์ต้องพาตัวเองออกไปพบเจอเรื่องราวแปลกใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่เรารู้อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นก็คงน่าเบื่อตาย เพราะฉะนั้น พอผมกลับมาดูรูปที่ผมถ่ายมา ก็ได้กลับมาย้อนนึกดูว่ากว่าจะไปถึงตรงนั้นได้ ตอนที่ไปฟังคนคนนี้พูด ตอนที่เห็นวิวตรงนี้ มันรู้สึกยังไงบ้าง ผมเอ็นจอยขั้นตอนการเลือกรูปจากทั้งหมดเป็นหมื่นๆ รูปมาก เพราะมันเหมือนพาผมกลับไปในช่วงเวลานั้นจริงๆ เลยเกิดเป็นชื่อคอนเซ็ปต์นี้ขึ้นมา ซึ่งผมชอบมาก แถมมันก็ตรงกับเรื่องหลักที่ผมกับ UNHCR เน้นในเทศกาลนี้ คือ เรื่องสงคราม โดยมีจุดมุ่งหมายให้คนมาสนใจกับปัญหาของผู้ลี้ภัย แต่ว่าเราก็ไม่ได้พูดเพียงเรื่องผู้ลี้ภัยจากสงครามนะ นิทรรศการนี้ยังมีอีก 3 หัวข้อ รวมเป็น 4 หัวข้อ คือ War (สงคราม), Human (มนุษย์), Nature (ธรรมชาติ) และ Civillization (อารยธรรม)

ในหัวข้อสงคราม นอกจากพูดถึงเรื่องผู้ลี้ภัย เรายังพูดถึงผู้คนที่ไม่เกี่ยวกับสงครามแต่ใช้ชีวิตอยู่ในบริเวณสงคราม ท่ามกลางเสียงปืนและเสียงระเบิด แต่พวกเขากลับหาความสุขในแบบของตัวเองได้ หรือบางสถานที่เรามองมาจากข้างนอกมันดูโหดร้ายอันตรายมาก แต่พอเข้าไปอยู่จริงๆ แล้วมันก็มีแง่มุมดีๆ อยู่บ้าง ยกตัวอย่างเช่นแบกแดด (Baghdad) เป็นเมืองที่ผมว่ามีอารยะธรรมที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา เดินไปไหนมาไหนก็จะมีคาเฟ่ หรือร้านหนังสือเต็มไปหมด รวมถึงตลาดนัดศิลปินที่คนเยอะมาก มาเล่นดนตรี จัดการแสดงต่างๆ ของเขาไปโดยที่ไม่ต้องมีเวที ไม่ต้องมีการเรี่ยไรเงิน ทุกคนมาเพียงจุดประสงค์เดียวคือแลกเปลี่ยนศิลปะกัน ซึ่งเป็นด้านที่หลายคนไม่เคยนึกถึงหรอก แต่เราก็ยังต้องนำเสนอถึงความโหดร้ายและความทุกข์ยากของแบกแดดที่มีอยู่จริงด้วยเช่นกัน

การทำนิทรรศการภาพถ่ายเป็นสิ่งที่อยากทำมานานแล้วหรือเปล่า

อยากทำมานานแล้วครับ แต่ไม่รู้จะเอาไปปล่อยที่ไหน ถึงไม่ได้ทำร่วมกับ UNHCR ก็คงเอาไปปล่อยสักที่หนึ่ง แล้วเผอิญว่า UNHCR เชิญมาพอดีและเรามีเป้าหมายเดียวกัน ก็ถือว่าวิน-วินทั้งสองฝ่าย ผมได้โชว์ผลงาน ผู้ลี้ภัยได้รับการช่วยเหลือ

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

การเล่าเรื่องด้วยภาพถ่ายมีเสน่ห์แตกต่างจากการเขียน หรือ ทำรายการสารคดีอย่างไร

สิ่งผมรู้สึกมาตลอดคือ เมื่อเราเป็นนักเล่าเรื่อง ไม่ว่าเราจะเล่าผ่านสื่ออะไรมันก็ยังเป็นเรื่องราวอยู่ดี ก่อนหน้านี้ผมเขียนหนังสือตลอด และในนิทรรศการนี้ผมก็ยังเอาทักษะนั้นมาใช้ เพียงแต่เปลี่ยนมาใช้รูปภาพเป็นตัวเล่าหลัก แล้วใช้ตัวหนังสือเป็นส่วนประกอบ ให้รูปภาพดึงสายตาคนก่อนเข้ามาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่เราเขียน

แล้วยากกว่าการทำแบบวีดีโอไหม

ยากคนละแบบ วีดีโอเหนื่อยกว่า เพราะต้องคิดอะไรหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งเทคนิคการถ่ายทำ การอัดเสียง การวัดแสง อุปการณ์กล้อง ถ่ายเสร็จแล้วยังต้องกลับมาตัดต่ออีก แล้วก็กว่าจะหาทุนเพื่อทำออกมาเป็นงานได้แต่ละงานด้วย แต่ภาพถ่ายเหมือนเป็นผลพวงจากการที่ผมออกไปทำงานวีดีโอมากกว่า เพราะผมมีนิสัยชอบจำเรื่องราวในแต่ละวันให้หมดด้วยการถ่ายภาพเอาไว้ เพราะมันคือข้อมูลทั้งหมดของสารคดีผม แล้วในจำนวนภาพพวกนี้มันก็พอมีภาพที่สวยที่ยังไม่เคยเอามาแสดงให้คนอื่นเห็น ก็เลยทำนิทรรศการนี้ขึ้นมา

ชอบภาพไหนมากที่สุด

ภาพของชนเผ่า Korowai ซึ่งเป็นเผ่ากินคน ซึ่งผมต้องใช้เวลาเดินกว่า 5 วันถึงจะเข้าไปถ่ายทำได้ ซึ่งตอนถ่ายภาพนี้พวกเขากำลังเดินทางไปล่าหมูกัน ผมว่ามันน่าสนใจมากเพราะเป็นสิ่งที่คนภายนอกไม่ค่อยได้รับรู้มาก่อน

คุณดูมีความสนใจในหลายด้านมากๆ มีวิธีแบ่งเวลาทำสิ่งต่างๆ อย่างไร

ทำไม่ทันครับ คงต้องตายแล้วเกิดใหม่ค่อยมาทำต่อ (หัวเราะ) คือถ้าเป็นตอนเด็กๆ คงต้องทำแข่งกับเวลาที่กำหนดไว้ให้ทันตลอด แต่พอตอนนี้อายุ 34 แล้ว รู้สึกว่าเหลืออีกตั้ง 50 ปีกว่า ถึงจะตาย เลยค่อยๆ ทำ เหนื่อยเมื่อไหร่ก็พัก แต่ยังมีสิ่งที่อยากทำอยู่เรื่อยๆ ในทุกช่วงเวลา

เคยกดดันไหมกับการเป็นลูกของคนที่มีผลงานเป็นตำนาน

จริงๆ ก็เป็นปมของผมตั้งแต่เด็กแล้วนะครับ แต่พอโตมาจนอายุ 30 ก็เลิกคิดเรื่องนี้แล้ว เลิกเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับพ่อแม่ เพราะผมก็มีจุดยืนของตัวเองที่ชัดเจนอยู่แล้วในตอนนี้ ที่สำคัญคือเราไม่ได้ต้องการจะแข่งกับท่าน ตัวท่านเองก็ภูมิใจและคอยสนับสนุนผมมาโดยตลอด มันเลยทำให้ผมเลิกเปรียบเทียบกับพ่อแม่ต่อไป แต่ก็ต้องขอบคุณปมนี้ที่ช่วยผลักดันเราให้ทำผลงานออกมา ถึงตอนนี้ก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว คิดแค่ว่าทำงานยังไงให้สนุกมากกว่า

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

อ่านบทสัมภาษณ์อื่นๆ

  • Comedy
  • นักแสดงตลก

หากพูดถึงคนบันเทิงมากความสามารถของไทย ชื่อของ ‘ป๋อมแป๋ม-นิติ ชัยชิตาทร’ คงเป็นหนึ่งในชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาผ่านมาแล้วแทบทุกบทบาท ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็น พิธีกร นักแสดง โปรดิวเซอร์ ครีเอทีฟ และนักเขียน โดยเฉพาะภาพจำจากรายการ ‘เทยเที่ยวไทย’ ที่อยู่กับผู้ชมมายาวนาน

แต่ในวัย 45 ปี วันนี้ของเขาดูแตกต่างออกไป จากคนที่เคยใช้ชีวิตหนักทั้งงานและปาร์ตี้ เขาค่อยๆ หันกลับมาใส่ใจตัวเองมากขึ้น ทั้งการเลิกดื่ม ออกกำลังกาย เล่นเทนนิส ทำขนม และใช้เวลากับสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้ใจสงบ ทั้งหมดนี้อาจเป็นภาพของป๋อมแป๋มในช่วงวัยที่เข้าใจชีวิตมากที่สุด วันที่เขาไม่ได้พยายามใช้ชีวิตให้เยอะเหมือนเดิมอีกแล้ว แต่เลือกใช้เวลาไปกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ แทน

วันที่ชีวิตเริ่มเบาขึ้น

‘การนอนให้พอ มันช่วยให้สุขภาพดีขึ้นจริง’

ป๋อมแป๋ม นิติ เล่าว่าจุดเริ่มต้นของการเลิกดื่มไม่ได้เกิดจากการอยากเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ แต่อยากลดน้ำหนักเฉยๆ แต่เมื่อหยุดไปสักพัก เขากลับรู้สึกว่าร่างกายเบาขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้น และไม่อยากดื่มเหมือนเดิมอีกแล้ว

แม้จะเป็นหุ้นส่วนบาร์หลายแห่งในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น OFTR Bar หรือ Mutual Bar แต่ทุกวันนี้เวลาไปสังสรรค์ เขามักสั่งโซดามะนาวแทน พร้อมเล่าว่ามนุษย์ยังต้องการการพบปะและวงสนทนา เพียงแค่ไม่จำเป็นต้องมีแอลกอฮอล์อยู่ในมือเสมอไป

ถ้าจะเข้มแข็ง มันต้องเข้มแข็งด้วยตัวเอง ไม่ใช่วิ่งหนี

เขาพูดติดตลกต่อว่า ‘เพื่อนฉันขี้เมาทุกคน ถ้าหนีหมดเพื่อนเลิกคบพอดี’  หลังหันมาเล่นกีฬา กินดี และจัดระเบียบชีวิตใหม่ สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดคือ ‘คุณภาพของเวลา’ ในแต่ละวัน เช้าของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยการวิ่ง ตีเทนนิส ทำขนม อ่านข่าว หรือเล่นกับแก๊งกระต่าย

แค่ได้เวลาอันมีคุณภาพกลับมาวันละสองสามชั่วโมง สำหรับพี่ก็เยอะมากแล้ว

เพราะ ‘ขนมปัง’ สอนให้ใจเย็น

เมื่อเริ่มหันมาดูแลสุขภาพ ป๋อมแป๋มก็เริ่มใส่ใจกับสิ่งที่กินมากขึ้น จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พาเขาเข้าไปเรียนทำอาหารและขนมที่ Le Cordon Bleu จากที่ตั้งใจเรียนแค่คลาสเบสิก กลับเรียนต่อยาวตั้งแต่อาหารคาวไปจนถึงของหวาน ทั้งที่เจ้าตัวยอมรับว่าเป็นคนใจร้อน และไม่คิดว่าจะชอบงานสายละเอียดแบบนี้ แต่สุดท้ายกลับหลงรักจังหวะของการทำขนม เพราะมันเป็นสิ่งที่รีบไม่ได้

ขนมปังมันบังคับให้เราใจเย็น จะรีบก็ไม่มีอะไรสุกเร็วขึ้น ทุกอย่างมีเวลาของมัน

จากคนทำงานกองถ่ายที่คุ้นชินกับความเร่งรีบ การอยู่ในครัวจึงกลายเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้เขาค่อยๆ สงบลง และเรียนรู้การปล่อยวางมากขึ้น ความชอบนี้ยังต่อยอดไปถึง CURF Cafe คาเฟ่เล็กๆ ที่หัวหิน ซึ่งเกิดขึ้นจากกลุ่มเพื่อนเรียนทำขนมด้วยกัน

curf.curf.curf
Photograph: curf.curf.curf

ทุกเช้าที่เริ่มต้นด้วยกีฬา

นอกจากการหันมาดูแลสุขภาพด้วยการกินและการพักผ่อน อีกสิ่งที่เห็นได้ชัดในชีวิตของป๋อมแป๋มช่วงนี้ คือการออกกำลังกายที่กลายเป็นกิจวัตรประจำวัน โดยเฉพาะกีฬา ‘เทนนิส’ ที่เจ้าตัวยอมรับว่าอินมากเป็นพิเศษ

ก่อนจะพูดถึงสนามเทนนิส เขาเล่าถึงพื้นที่โปรดในกรุงเทพฯ ที่สะท้อนวิธีใช้ชีวิตใหม่ของตัวเองได้ชัด ตั้งแต่ ‘theCOMMONS Thonglor’ ที่ชอบไปนั่งทำงานเพราะบรรยากาศพอดีๆ ซูเปอร์มาร์เก็ต และ ‘ตลาดคลองเตย’ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตหลังเริ่มทำอาหารกินเอง ไปจนถึง ‘สวนลุมพินี’ พื้นที่ที่ทำให้รู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ได้ไป

theniti
Photograph: theniti

ส่วนเรื่องเทนนิส ป๋อมแป๋มเล่าถึงทั้งสนามประจำอย่าง The Racquet Club สนามซ้อมจริงจังอย่าง Troops Tennis Academy และสนามเก่าแก่คลาสสิกอย่าง ‘สนามเทนนิสสมานมิตร’ ด้วยน้ำเสียงสนุกเหมือนกำลังพูดถึงสถานที่โปรดในชีวิต

ปีที่เลือกอยู่กับคนสำคัญ

เมื่อพูดถึงสเตตัสรีแคปชีวิตที่เขาเคยเขียนไว้ว่า ‘ปี 2025 เป็นปีที่รายล้อมไปด้วยคนที่รักและรักเรา’ ป๋อมแป๋มเล่าว่า จริงๆ แล้วไม่ได้ตั้งใจลดงาน เพียงแต่วันนี้ชีวิตไม่ได้วุ่นวายหรือแน่นจนหายใจไม่ออกเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

มันมีเท่านี้ก็ใช้เท่านี้ ไม่เดือดร้อน ก็แฮปปี้แล้ว

เมื่อหลายรายการและบางโปรเจกต์จบลง คนบางกลุ่มที่เคยวนเวียนอยู่เพราะหน้าที่การงานก็ค่อยๆ หายไปตามธรรมชาติ แต่สิ่งที่เหลืออยู่กลับชัดเจนขึ้นกว่าเดิม นั่นคือคนที่สนิทและไว้ใจกันจริงๆ

หนึ่งในช่วงเวลาที่สะท้อนเรื่องนี้ได้ดีที่สุด คือทอล์กโชว์ ‘เกิด แก่ เจ็บ ยาย’ งานสแตนด์อัพคอมเมดี้ครั้งแรกในชีวิต ที่เขาต้องยืนอยู่บนเวทีเพียงลำพัง ไม่มีเพื่อนรับส่งมุก และไม่มีการตัดต่อแบบรายการโทรทัศน์

theniti
Photograph: theniti
พี่ยิ่งแก่ยิ่ง stage fright

แม้จะทำงานหน้ากล้องมานาน แต่เขายอมรับว่ายังกลัวเวทีอยู่เสมอ เพียงแต่ครั้งนี้เลือกที่จะไม่ปล่อยให้ความกลัวหยุดตัวเองอีกต่อไป และบางที ในวัย 45 ปี ความสำเร็จอาจไม่ใช่การทำงานให้มากที่สุด แต่คือการได้ใช้เวลากับคนที่รัก ได้ทำงานที่ไว้ใจกัน และยังกล้าลองสิ่งใหม่ๆ แม้จะยังกลัวอยู่ก็ตาม

เทยเที่ยวไทย & friends
Photograph: เทยเที่ยวไทย & friends

การกลับมาของ ‘เทยแฟร์ พวกแกเป็นไงมั่ง’

ป๋อมแป๋มยอมรับตรงๆ ว่า ตอนเริ่มต้นทำคอนเสิร์ต ‘เทยแฟร์ พวกแกเป็นไงมั่ง’ ครั้งล่าสุด เขาเองก็แอบไม่มั่นใจเหมือนกันว่าคนดูจะมาหรือเปล่า เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นค่อนข้างปุบปับ แถมฮอลล์ครั้งนี้ยังใหญ่กว่าที่เคยจัดกันมา

ครั้งนี้เขาลงมาดูงานตั้งแต่ต้นในฐานะ Creative Director ดูทั้งคอนเซปต์ เนื้อหา และสคริปต์ เรียกว่าเป็นการเคาะสนิมตัวเองอีกครั้งหลังห่างจากงานลักษณะนี้ไปพักใหญ่ แต่สิ่งที่ทำให้เขาประทับใจที่สุด กลับเป็นพลังของคนรอบตัว

แม้เวลาซ้อมจะน้อยกว่าครั้งก่อนๆ แต่โชว์กลับออกมาดีกว่าที่คิดไว้ อาจเพราะทุกคนบนเวทีต่างคิดถึงความสนุกแบบเดิมๆ พอๆ กัน และเมื่อถึงเวลาจริง พลังเหล่านั้นก็ส่งต่อไปถึงคนดูในฮอลล์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

toeytiewthai_fc
Photograph: toeytiewthai_fc

‘เทยเที่ยวไทย’ ในวันที่ทุกคนโตขึ้น

แม้จะมีแฟนรายการเรียกร้องให้ ‘เทยเที่ยวไทย’ กลับมาอยู่เสมอ แต่ป๋อมแป๋มตอบเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่า ถ้าเป็นรายการท่องเที่ยวในรูปแบบเดิม คงไม่กลับไปทำแล้ว

เขาเล่าว่า เมื่ออายุ งาน และภาระชีวิตเพิ่มขึ้น การเดินทางก็ไม่ง่ายเหมือนเดิมอีกต่อไป ทุกวันนี้ต้องคิดแล้วว่าไปเช้าเย็นกลับได้ไหม หรือบินไปแล้วกลับเลยไหวหรือเปล่า แม้จะหัวเราะกับคำว่า ‘แก่ขึ้น’ ของตัวเอง แต่ก็ยอมรับตรงๆ ว่าหลายอย่างเริ่มเหนื่อยใจเหนื่อยกายมากกว่าเมื่อก่อน ถึงอย่างนั้น ป๋อมแป๋มก็ไม่ได้ปิดโอกาสการกลับมาทำงานร่วมกับแก๊งเดิม เพราะสิ่งที่ยังเหมือนเดิมเสมอ คือเคมีระหว่างทั้งสี่คน

มันเข้าขากันโดยธรรมชาติ ไม่ต้อง build ใหม่ ไม่ต้องจูนกันใหม่

บางทีสิ่งที่คนดูคิดถึง อาจไม่ใช่แค่รายการท่องเที่ยว แต่คือเอเนจี้ของกลุ่มเพื่อนที่อยู่ด้วยกันแล้วสนุกโดยไม่ต้องปรุงแต่งอะไร และดูเหมือนเขาเองก็ยังรู้สึกแบบนั้นไม่ต่างกัน

กระต่ายและสิ่งฮีลใจ

ในวันที่เหนื่อยล้าจากงานหรือโลกข้างนอก ปลายทางที่ป๋อมแป๋มอยากกลับไปหาเสมอ คือแก๊งกระต่ายที่บ้าน เขาเล่าว่าปีก่อนเพิ่งสูญเสียกระต่ายไปถึงสองตัว จากเดิมที่เคยมีทั้งหมดห้าตัว และแม้จะคิดว่าตัวเองคงเสียใจแค่นิดหน่อย แต่พอถึงเวลาจริงกลับกระทบใจมากกว่าที่คิด

‘พอมันหายไปจริงๆ ก็เสียใจเยอะนะ’

ทุกวันนี้เขายังมีกระต่ายอยู่สี่ตัว และเรียกมันว่าเป็น ‘งานบำบัด’ อย่างหนึ่งของชีวิต เพราะกระต่ายไม่ใช่สัตว์ที่แสดงความรักตรงไปตรงมา ยิ่งต้องใช้เวลาและความอดทนในการสร้างความไว้ใจ

theniti
Photograph: theniti

‘พอมันยอมมาเลีย มานอนข้างๆ เราจะรู้สึกเหมือนประสบความสำเร็จขั้นสุด’ 

สำหรับป๋อมแป๋ม การได้กลับบ้านมาอยู่เงียบๆ ในครัวหรือใช้เวลากับกระต่าย อาจเป็นความสุขเรียบง่ายที่ช่วยเยียวยาใจได้มากกว่าความวุ่นวายจากโลกข้างนอกเสียอีก

พื้นที่ส่วนตัวที่สบายใจ

ไม่ต่างจากวิธีที่เขาใช้โซเชียลมีเดียในทุกวันนี้ เรียบง่าย แต่ค่อยๆ ส่งต่อความรู้สึกดีๆ ให้คนอ่าน หลายคนคุ้นเคยกับสเตตัสเล่าเรื่องไรเดอร์ เรื่องในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือโมเมนต์เพ้อเจ้อในชีวิตประจำวันของเขา ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าไม่เคยบังคับตัวเองให้โพสต์อะไร เพียงแค่ถ้ามีเรื่องไหน กระทบใจแล้วอยากเล่าก็จะหยิบมาเล่าตามธรรมชาติ

'ช่วงหลังๆ อยากให้พื้นที่อินสตาแกรมมันเข้ามาแล้วสบายใจ'

เขาบอกว่าไม่ได้อยากใช้พื้นที่ออนไลน์ไปกับการด่าหรือระบายความโกรธ เพราะเคยเห็นมาแล้วว่าความรู้สึกด้านลบสามารถลุกลามต่อไปได้ง่ายแค่ไหน เลยเลือกเล่าเรื่องน่าหงุดหงิดต่างๆ ด้วยอารมณ์ขันแทน

คนแก่ที่ยังไม่ยอมแพ้

ในวัย 45 ปี ป๋อมแป๋มไม่ได้พยายามฝืนตัวเองให้ดูเด็ก แต่เลือกยอมรับความแก่ด้วยความเข้าใจ พร้อมดูแลทั้งร่างกายและจิตใจไปพร้อมกัน ทั้งการเรียนต่อ เล่นกีฬา ฝึกสมอง และจัดระเบียบชีวิตให้ไม่จมอยู่กับความวุ่นวายตั้งแต่เช้า

สำหรับเขา ความแก่ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เพราะริ้วรอยคือประสบการณ์ชีวิต สิ่งที่อยากต่อสู้จริงๆ คือการไม่ปล่อยให้ตัวเองหมดไฟ หมดความอยากรู้อยากเห็น หรือกลายเป็นคนแก่ที่ขุ่นมัวกับโลก

ทุกเช้า เขาจึงเลือกเริ่มวันด้วยการออกกำลังกาย อ่านข่าว และใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ก่อนค่อยเปิดรับโลกภายนอก ราวกับเป็นวิธีเล็กๆ ที่ช่วยยืนยันว่า แม้อายุจะเพิ่มขึ้น แต่ชีวิตก็ยังสนุก และยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเสมอ

  • Shopping
  • ดีไซเนอร์

หากคุณเดินเข้าไปในร้านเสื้อผ้าแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเดินชมงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์ นั่นคือความตั้งใจของ ‘สกาย’ เจ้าของแบรนด์ Miura (มิอุระ) แบรนด์เสื้อผ้าที่ไม่ได้ขายแค่เครื่องนุ่งห่ม แต่ขายเรื่องราว คุณค่าของเวลา และความมั่นใจ

จากจุดเริ่มต้นด้วยเงินทุนเพียงหลักพัน สู่แบรนด์ที่ชาวต่างชาติหลงรักและกวาดซื้อจนหมดร้าน นี่คือเรื่องราวการเดินทางของหญิงสาวที่เปลี่ยนนามสกุลและตัวตนของเธอให้กลายเป็นงานคราฟต์ที่สวมใส่ได้

Miura
Photograph: Miura

จุดเริ่มต้นจากญี่ปุ่น และทุนก้อนแรก 9,000 บาท

ชีวิตของสกายผูกพันกับประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่อายุ 14 ปี จนเรียนจบ เธอใช้ชีวิตวัยรุ่นที่นั่นอย่างคุ้มค่าด้วยการทดลองทำทุกอย่างเพื่อค้นหาตัวเอง ตั้งแต่เป็นเด็กเสิร์ฟ ทำงานร้านอาหารไทย พนักงานโรงแรม ไปจนถึงไกด์ทัวร์ การต้องพิสูจน์ตัวเองในต่างแดนหล่อหลอมให้เธอเป็นคนทุ่มเทร้อยเปอร์เซนต์กับทุกสิ่งที่ทำ

เมื่อเรียนจบจากญี่ปุ่น สกายได้มาศึกษาต่อด้านการตลาดที่ไทย และประจวบช่วงโควิดพอดี เธอรู้ตัวว่าไม่ชอบงานสายคอร์ปอเรต เธอหลงใหลในศิลปะและแฟชั่น จึงเริ่มต้นแบรนด์จากสิ่งที่ชอบด้วยเงินทุน 9,000 บาท ที่เก็บหอมรอมริบมาจากการสอนภาษาญี่ปุ่นและขายโกโก้

โปรดักต์แรกของเธอไม่ใช่เสื้อผ้า แต่เป็นรองเท้าแตะทรงโมเดิร์นมิด (Modern-mid) เย็บมือทั้งหมด แต่ด้วยความที่สินค้าเป็นกลุ่มนิช (Niche) มากๆ และมีข้อจำกัดเรื่องไซซ์ เธอจึงตัดสินใจปรับเข็มทิศ นำความชอบด้านงานดีไซน์ เท็กซ์เจอร์ และผ้าพิมพ์ลาย มาทุ่มเทให้กับเสื้อผ้าและชุดเดรสแทน

Miura
Photograph: Miura

‘Miura’ นามสกุล ตัวตน และจดหมายถึงตัวเอง

“Miura คือนามสกุล มันเป็นช่วงที่เราเติบโตที่นั่น ได้รับประสบการณ์มากมาย และมันคือสิ่งที่จะติดตัวเราไปจนตาย เลยกลายมาเป็นชื่อแบรนด์”

 ชื่อแบรนด์ไม่ได้มาจากไหนไกล แต่มาจากตัวตนของเธอเอง สกายอธิบายว่า Miura สะท้อนคาแรกเตอร์ที่มีความเป็น ดาร์กเฟมินิน มีความลึกลับ นิ่ง ดิบ และพึ่งพาตัวเอง อีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่โดดเด่นคือ ‘ดอกไม้’ สำหรับเธอ ดอกไม้แต่ละดอกมีฟอร์มและเสน่ห์ที่ต่างกัน มันมีช่วงเวลาที่เบ่งบาน ห่อเหี่ยว และตายจากไป แต่สุดท้ายมันก็จะเกิดใหม่ได้เสมอ นอกจากนี้ ลายมือที่ปรากฏบนเสื้อผ้ายังมาจากนิสัยชอบเขียนไดอารี่ของเธอ เสื้อผ้าของ Miura จึงเปรียบเสมือน ‘จดหมาย’ ที่เธอเขียนถึงตัวเองในอนาคต และส่งต่อข้อความแห่งความภูมิใจนั้นไปยังผู้สวมใส่คนอื่นๆ ด้วย

Lalitphat
Photograph: Lalitphat

ความท้าทายของการเริ่มทำแบรนด์ตั้งแต่อายุ 21

การเลือกทำแบรนด์งานคราฟต์ที่เจาะตลาด Niche Market ในไทยไม่ใช่เรื่องง่าย สกายเริ่มต้นทำงานตั้งแต่เด็ก ตลอดจนกลับมาไทยในช่วงอายุ 19 ปี หาเงินจากการขายโกโก้ สอนภาษาญี่ปุ่น จนรวบรวมเงินทุนแรกเพื่อสร้างแบรนด์ตอนอายุ 21 ปี ทำให้ต้องเผชิญกับอคติและการถูกเปรียบเทียบในเรื่องของอายุและความคาดหวังที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

“เราไม่ได้มองว่าร้านเราเป็นร้านแฟชั่นจัดๆ แต่มันคือพิพิธภัณฑ์ เป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่ให้คุณได้เข้ามาชม สวมใส่ชุด สวมใส่ความเป็นตัวเองเข้าไป” 

‘มันสอนให้เราเชื่อมั่นในตัวเองทุกวันว่าให้ทำต่อไป ทำจนกว่าคนของเราจะมองเห็น เราตอบผลลัพธ์ให้ตัวเองฟังว่าเราตั้งใจแค่ไหน และพอใจกับจุดๆ นั้น’ เธอเล่า

Miura
Photograph: Miura

งานศิลปะที่พกพาได้ และความประณีตฉบับ DIY

เสน่ห์ของ Miura คือการเบลนด์งานศิลปะเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานจริง สกายไม่ได้เรียนจบแฟชั่น ทุกอย่างคือการศึกษาด้วยตัวเอง เธอให้ความสำคัญกับ ‘วัสดุ’ เป็นอันดับแรก เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ลูกค้าสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 เธอลงพื้นที่ค้นหาผ้าจากแหล่งต่างๆ อย่างสำเพ็ง หรือร้านประจำอย่างคลองสานและ Bulliontex ด้วยตัวเอง

การผลิตของ Miura ไม่ใช่งานอุตสาหกรรมแมสโปรดักชัน แต่ละคอลเล็กชันผลิตเพียง 25-50 ตัว โดยความร่วมมือจากช่างฝีมือท้องถิ่น คุณลุงคุณป้าที่มีสตูดิโอเล็กๆ ในบ้านตามจังหวัดต่างๆ อย่างกาญจนบุรี

"การที่เราทำทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง มันได้มากกว่าผลกำไร แต่มันคือการเติบโตทางสปิริต เราล้มเอง พลาดเอง มันคือความภูมิใจแบบเงียบๆ ที่ทุกชิ้นผ่านมือและความตั้งใจของเรา ทำให้แบรนด์หยั่งรากลึกและมีชีวิต"

เสื้อผ้าของแบรนด์มักเป็นแบบฟรีไซซ์ที่ปรับแก้มาหลายครั้งเพื่อให้เข้ากับผู้หญิงหลากหลายรูปร่าง ลูกค้าหลายคนบอกว่าชุดของ Miura ดูเหมือนของวินเทจ ซึ่งสกายมองว่าเป็นคำชมที่ดี เพราะของวินเทจคือของที่มีชิ้นเดียวในโลก และคนใส่จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

Miura
Photograph: Miura

สีแดงก่ำ โทนสีที่สะท้อนคาแรกเตอร์

หากต้องนิยามสีที่เป็นตัวแทนของ Miura สกายเลือก ‘สีแดงก่ำ’ 

“พอพูดถึงชื่อ Miura เราจะเห็นภาพผู้หญิงผมสั้น ใส่เดรสสีแดงก่ำ นิ่งๆ มีความมั่นใจในตัวเอง มีความดาร์กเฟมินิน ลึกลับ และผยองในตัวเองนิดๆ”

แม้ในร้านจะไม่ได้มีเสื้อผ้าสีแดงเยอะที่สุด แต่สีนี้กลับสะท้อนจิตวิญญาณของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนที่สุด

Miura
Photograph: Miura

การเติบโตอย่างช้าๆ ท่ามกลางยุค Fast Fashion

ในยุคที่ทุกอย่างมาไวไปไว Miura เลือกที่จะเดินในจังหวะของตัวเอง มันไม่ใช่การตีตั๋วเครื่องบินฟาสต์แทร็กเพื่อพุ่งชนเป้าหมายให้เร็วที่สุด แต่มันคือการขับรถเดินทางไกล ค่อยๆ ซึมซับวิวทิวทัศน์สองข้างทาง แวะพูดคุยทำความรู้จักกับช่างฝีมือท้องถิ่นตามต่างจังหวัด และใช้เวลาทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ จนจอดลงสู่จุดหมายปลายทางที่เธอเห็นภาพนั้นอย่างลึกซึ้งในที่สุด สกายไม่ได้ป่าวประกาศว่าแบรนด์ของเธอใช้เวลาทำนานแค่ไหน แต่ปล่อยให้รอยเย็บ การวางผ้า และดีเทลที่ไม่ได้เนี้ยบกริบแบบโรงงาน เป็นตัวเล่าเรื่องว่าสิ่งนี้ ‘ถูกสร้างขึ้น’ ไม่ใช่ ‘ถูกผลิตขึ้น’ 

“เราขอให้ Miura โตช้าๆ แบบมั่นคง สร้างฐานให้แข็งแกร่ง ดีกว่าที่จะมาพีคแล้วหายไป คนที่เป็นทาร์เก็ตของเราคือคนที่ให้ค่ากับความรู้สึกมากกว่าความเร็ว เขาไม่ต้องมีเสื้อผ้าเยอะ แต่ชิ้นที่เขามีต้องมีความหมาย ใส่ซ้ำได้ และไม่เบื่อ” 

ปัจจุบัน ลูกค้า 80-90% ของ Miura คือชาวต่างชาติ ที่หลงใหลในความใกล้ชิดและ ‘ชีวิต’ ของแบรนด์ไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากจากแบรนด์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในประเทศของพวกเขา ทั้งนี้ Miura ยังสามารถสั่งคัสตอมตามความชอบของลูกค้าสำหรับโอกาสพิเศษอีกด้วย โดยเธอจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับรสนิยมของลูกค้า ภูมิหลัง งานอดิเรก หรือแม้แต่แนวเพลงที่ชอบ แล้วร้อยมันเข้าด้วยกันกับตัวตนแบรนด์ ถักทอจนออกมาเป็นชุดที่มีหนึ่งเดียวในโลก

Miura
Photograph: Miura

แหล่งชุบชูไอเดีย ตลาดน้อย และ GalileOasis

เมื่อคิดงานไม่ออก สกายไม่บังคับตัวเองให้ต้องโปรดักทีฟตลอดเวลา เธอจะหยุดพักและออกไปซึมซับบรรยากาศรอบตัว แหล่งหาไอเดียโปรดของเธอคือ ตลาดน้อย ย่านเก่าแก่ที่ผสมผสานความโลคอลกับความโมเดิร์นได้อย่างลงตัว โดยไม่ถูกกลืนกินไปด้วยกระแสการท่องเที่ยวจนเสียตัวตน และ GalileOasis คอมมูนิตี้สีเขียวใจกลางกรุงที่รวบรวมตั้งแต่โรงแรมยันศิลปะมาไว้ในพื้นที่เดียว รวมถึง Miura เองด้วย พื้นที่ที่เธอใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน ได้นั่งมองผู้คน พูดคุย และแลกเปลี่ยนบทสนทนากับคนแปลกหน้าที่แวะเวียนมา

ในอนาคตอันใกล้นี้ Miura จะขยายสาขาไปในย่านตลาดน้อย โดยตั้งใจให้เป็น Standalone และคอมมูนิตี้สเปซที่มีคาเฟ่ เพื่อให้ลูกค้าได้มาใช้เวลาและดื่มด่ำกับบรรยากาศ มากกว่าแค่การซื้อมาขายไป รวมถึงการขยายไปเป็นส่วนหนึ่งของ Exhibition ในระดับโกลบอลที่ไต้หวันที่สกายมั่นใจแล้วว่า คนที่เธอส่งมอบให้นั้นรู้สึกในจังหวะเดียวกันกับแบรนด์จริงๆ

Lalitphat
Photograph: Lalitphat

เริ่มลงมือทำ อย่ารอให้พร้อม

คำแนะนำของสกายสำหรับดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่อยากทำแบรนด์งานคราฟต์ คือ การลงมือทำทันทีและความสม่ำเสมอ ‘อย่ารอให้พร้อมทั้งหมดค่ะ ถ้าคิดวันนี้ พรุ่งนี้ทำเลย ถ้ามัวแต่รอจังหวะ มันก็จะไม่เกิดการลงมือทำสักที ต้องมีความอดทน ทำมันอย่างสม่ำเสมอในวันที่คนอื่นหยุด สักวันคนจะเห็นความตั้งใจของเราเอง’

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เจ้าของแบรนด์วัยรุ่นคนนี้อยากเห็น ไม่ใช่แค่ยอดขายที่พุ่งทะยาน แต่เป็นจุดมุ่งหมายแสนเรียบง่ายและหนักแน่น ที่อยากให้ผู้หญิงทุกคนที่สวมชุดของ Miura รู้สึกแบบนี้เมื่อมองตัวเองในกระจก

"อยากให้เขามั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น ไม่ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับเสื้อผ้า แต่เสื้อผ้าจะปรับเข้าหาบุคลิกของเขาเอง อยากให้เขารู้สึกสวย เห็นคุณค่าในตัวเอง และกล้าที่จะออกไปใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ค่ะ"
Miura
Photograph: Miura

และนั่นคือจิตวิญญาณทั้งหมดที่ถูกซ่อนไว้ในเสื้อผ้าของ Miura เธอไม่ได้อยากให้ลูกค้าพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเข้ากับชุด หรือลดทอนตัวตนเพื่อเอาใจใคร แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณสวมชุดของแบรนด์นี้แล้วมองลึกลงไปในกระจก จงสวมใส่มันอย่างสง่างาม สวยงาม และออกไปใช้ชีวิตใน ‘วิถีทางของคุณเอง’

ปัจจุบัน Miura มีร้านอยู่ที่ Galerie des Amis ในโครงการ GalileOasis (ห่างจาก BTS ราชเทวี ประมาณ 700 เมตร) เปิดทุกพุธ-จันทร์ เวลา 9.00-19.00 น. 

สามารถติดตามและสั่งซื้อได้ที่ IG: @miura.th

การโฆษณา
  • เบเกอรี่

คุกกี้ การ์ตูน และของสะสมเข้ามาปะทะในบ่ายวันหนึ่งที่ออฟฟิศ Time Out กล่อง Super Cookie Friends ปรากฏตัวขึ้น! เมื่อเปิดดูในถุง คล้ายกับกล่องจุ่มสุดฮิต  และสิ่งแรกที่เราเห็นคือด้านบนของกล่อง ‘ได้เวลาออกมาทำหน้าที่คุกกี้ที่ดีที่สุดกัน!’

Super Cookie Friends
Photograph: Super Cookie Friends

เราหยิบกล่องออกมาแล้วไล่สายตาตามงานภาพสีสันน่ารักไปรอบๆ จากนั้นเจ้าก้อนกลมยิ้มแฉ่งโผล่มา และนี่คือ ‘Chunk’ แห่งเมือง Cookie Town นั่นเอง และถ้าคุณมองดีๆ จะเห็นว่าโปรดักต์และประโยคน่ารักๆ วางซ่อนอยู่ต่อหน้าต่อตา แล้วก็เห็นหน้าเจ้า Chunk อีกครั้ง บินทะลุอวกาศกลับมาพร้อมเพื่อนขนมปังขิงของเขา

Super Cookie Friends
Photograph: Super Cookie Friends

เปิดกล่องขึ้นมา คุณจะได้เจอกับเจ้า Chunk (หลายก้อน) ‘สวัสดีเพื่อนยาก ตอนนี้คุณคือเจ้าของกล่องคุกกี้สุดพิเศษ ที่ถูกทำขึ้นด้วยมือเพื่อคุณโดยเฉพาะ’ พร้อมทั้งภาพประกอบแนะนำวิธีการกินให้ได้อรรถรสที่สุด คุณจะสังเกตเห็นปีกข้างกล่อง เปิดออกแล้วฉากก็ขยายต่อเนื่องออกไป เป็นดีเทลสนุกๆ ที่ถูกค้นพบ มองเข้าไปในตัวจะเห็นคำว่า ‘พาฉันไปยัง Cookie Town’ และลิงก์ไปยังชุมชนสะสมแต้ม ความสนุกของ Super Cookie Friends ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

Super Cookie Friends
Photograph: Super Cookie Friends

มาถึงตัวคุกกี้ พระเอกของเรา ถูกเรียงจากซ้ายไปขวาที่จัดวางอย่างตั้งใจ สิ่งที่ผู้สร้างเรียกว่า ‘กองทัพความอร่อย’ และผู้อยู่เบื้องหลังความสนุกนี้คือ David Fine ชาวลอนดอนโดยกำเนิด ผู้มีพลังสร้างสรรค์แบบฉุดไม่อยู่ ที่มักพาเขาเลี้ยวออกจากเส้นทางเดิมที่เคยคิดไว้ เขาเคยเป็นหลายอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะกราฟิกดีไซเนอร์, ผู้ช่วยช่างตัดเสื้อที่ได้รับ Royal Warrant to the Queen, ดีเจเฮาส์และเทคโน, ผู้ก่อตั้งค่ายเพลง, แฟชั่นบายเออร์, และนักวางกลยุทธ์แบรนด์, และตอนนี้เขาเป็น ‘คุกกี้เมกเกอร์’ ในกรุงเทพฯ ก็คงเหมือนกับอีกอาชีพหนึ่งของเขา
‘ผมหมกมุ่นกับรายละเอียดมาโดยตลอด’ เขาว่า ‘ผมโฟกัสกับดีเทลและทำมันให้ถูกต้องที่สุด และพาไปให้ถึงเวอร์ชันที่ดีที่สุดได้’

Super Cookie Friends
Photograph: Super Cookie Friends

เรื่องราวต้นกำเนิดเริ่มต้นอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันเริ่มต้นจากสิ่งที่ดูไม่เกี่ยวกันเลย David เคยทำเอเจนซี่ครีเอทีฟที่กรีซ ช่วยฝาแฝดชาวอเมริกันที่ขายคุกกี้ขนมปังขิงทุกคริสต์มาสจากร้านเบเกอรี่ของพวกเขา คุกกี้ขายดีจนลูกค้าถามหาตลอดทั้งปี ฝาแฝดจึงต้องการความช่วยเหลือด้านการตลาด แต่สิ่งที่ดึงดูด David กลับเป็นอย่างอื่นทั้งหมด ตัวละครขนมปังขิง มาสคอต แอนิเมชัน โลกทั้งใบที่สร้างขึ้นรอบโปรดักต์ แม้ความสัมพันธ์ในการทำงานจบลงค่อนข้างกะทันหัน แต่บางอย่างถูกปลดล็อกแล้ว ‘ประสบการณ์นั้นเป็นแรงกระตุ้นให้ผมเปลี่ยนเส้นทาง’ เขากล่าว

เขากำลังเดินอยู่บนสนามกอล์ฟกับภรรยา ‘Koalie’ ชื่อเล่นที่เขาเรียกเธอจนแทบเป็นชื่อจริง ตอนที่ไอเดียผุดขึ้นมา เขาอยากทำแบรนด์คุกกี้ของตัวเอง อยากเรียกว่า Super Cookie Friends เขาไม่รู้แน่ชัดว่าชื่อนี้มาจากไหน แต่เข้าใจความหมายทันทีที่มันเกิดขึ้น ‘ความหลงใหลในการ์ตูนและของสะสมของผม รวมทั้งผุดไอเดียเรื่องกลุ่มตัวละครหน้ายิ้ม เป็นมิตร และมีพลังงานดี ซึ่งแต่ละตัวก็อยู่บนเส้นทางพัฒนาของตัวเอง ผมคิดว่าเราจะใช้ตัวละครสร้างแรงบันดาลใจและความหมายลึกซึ้งในแบบสนุกๆ ได้’

Super Cookie Friends
Photograph: Super Cookie Friends

‘ไปประเทศไทยกันเถอะ’ เขาบอกกับ Koalie พวกเขาเข้าเที่ยวมาตั้งแต่ปี 2556 และวางแผนจะกลับมาเสมอ ‘เราบอกว่าไปลองทำมันให้สำเร็จกัน’ พวกเขาเก็บของแล้วขึ้นเครื่องบิน ปรากฏว่ากรุงเทพฯ ไม่ได้ขาดคุกกี้ สิ่งที่ขาดคือความดื้อรั้นของ David เขาใช้เวลาหลายเดือนเพื่อหาพาร์ตเนอร์เบเกอรี่ ลองคุกกี้หลายร้อยชิ้นทั่วเมือง ทดสอบกับคนทำขนม 3 - 4 คน แต่ไม่มีใครทำให้เขามั่นใจ ‘คุกกี้มันนุ่มเกินไป เหนียวเละ หรือไม่มี texture ที่น่าสนใจ เพราะไม่ได้ใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุด มันจึงไม่ถึงสำหรับผม’

‘เงินเป็นเรื่องหนึ่ง จิตวิญญาณก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง’ เขากล่าว แต่สำหรับเขา จิตวิญญาณต้องมาก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นค่ายเพลง งานออกแบบ หรือทุกอย่างที่ทำ ล้วนให้ศิลปะนำการค้า และจนถึงตอนนี้ เขาก็ยังยึดถือกับหลักการนั้น

วันหนึ่ง Koalie หยิบตำราอาหารสแกนดิเนเวียจากร้านหนังสือญี่ปุ่น ทั้งคู่ไปนั่งคาเฟ่ใกล้ๆ สั่งกาแฟ David เปิดดูสูตร แล้วความรู้สึกคุ้นเคยก็มาถึง 

‘นี่ Koalie ผมมีไอเดียแล้วล่ะ’

‘มาหาวิธีทำคุกกี้ที่ดีที่สุดกันเถอะ’

พวกเขาซื้อเครื่องผสมสีชมพูอ่อนกลับบ้านทันที ‘ครั้งหนึ่งผมเคยมิกซ์แผ่นเสียง’ David กล่าว ‘แต่ตอนนี้ตอนนี้ผมมิกซ์แป้งด้วยล่ะ’

Super Cookie Friends
Photograph: Super Cookie Friends

สำหรับคุกกี้ชุดแรกนั้น เขาเดินตรงไปที่ร้าน ‘Tarns coffee’ ในสวนพลู เจ้าของร้านนี้เป็นคนที่กินคุกกี้ของเขาทุกเวอร์ชันมาตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมคุกกี้ตัวหลักจึงถูกตั้งชื่อตามเธอ ‘Atomic choc chunk’

‘เธอชอบมันมาก บอกว่าผมเป็นคนทำขนมที่ยอดเยี่ยม และผมก็คิดว่าผมทำสำเร็จแล้ว’
เขาหยุดคิดเล็กน้อย
‘แต่ผมคิดว่ามันมีกราฟอยู่’ กราฟที่ David ชี้ให้ดู คือวงจรอารมณ์ของการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ตามมาคือหลายเดือนของการอบ ทดลอง ทิ้ง แจกให้ทุกคนที่ยินดีจะกินมัน ปรับ และปรับอีกครั้ง

เขารู้ว่าคุกกี้แบบไหนที่เขากำลังไล่ตาม คุกกี้สไตล์นิวยอร์ก โดยเฉพาะแบบที่โด่งดังจาก ‘Levain Bakery’ ในแมนฮัตตัน มีความเป็นบิสกิตและค่อนข้างกรอบด้านนอก นุ่มหนึบตรงกลาง และเต็มไปด้วยส่วนผสมจำนวนมาก ไม่ใช่คุกกี้เนื้อนุ่มที่เริ่มปรากฏทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้ชื่อ ‘New York’

‘มีคนจำนวนมากเรียกคุกกี้นุ่มๆ ว่า New York cookies แต่มันเป็นคนละอย่าง’

เขาไม่ต้องการแข่งขันกับสิ่งเหล่านั้น เขาต้องการนำเสนอสิ่งที่คนที่เคยกินของจริง และหาไม่ได้ที่ไหนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะสามารถจดจำได้มันจริงๆ

David พิถีพิถันกับวัตถุดิบ ช็อกโกแลตเบลเยียม เนยฝรั่งเศส ไข่ออร์แกนิกเลี้ยงปล่อยอิสระ ลดน้ำตาลให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะปรับได้แต่ยังคงโครงสร้างของคุกกี้ไว้ ทำมาร์ชแมลโลว์เอง ทำเมอแรงก์เอง ‘ผมไม่ชอบคุกกี้หวานเลี่ยน และมีเนื้อแฉะ ผมอยากให้มันซับซ้อน’

แต่ละสูตรมีขั้นตอนของมันเอง เริ่มจากการสร้างสมดุลภายในกล่อง ให้มีการผสมผสานของโปรไฟล์รสชาติอย่างลงตัว ทั้งความนัตตี้ เค็ม หวานจากผลไม้ และช็อกโกแลต จากนั้นฤดูกาลและช่วงเทศกาลจึงเข้ามามีบทบาท และที่สำคัญที่สุดคือแรงบันดาลใจส่วนตัว ‘เราจะคิดถึงรสชาติที่เคยสัมผัสและมีความหมายกับเรา และนำแรงบันดาลใจจากพื้นเพของเรามาใช้’ David เกิดที่ลอนดอน ส่วน Koalie มีรากเหง้าแบบญี่ปุ่น วัยเด็กและการเดินทางของทั้งคู่แทรกซึมอยู่ในทุกสูตร แม้บางครั้งจะไม่ได้ชัดเจนในทันทีนัก สำหรับซีรีส์ขนมพุดดิ้งคลาสสิกสไตล์อังกฤษที่กำลังจะมาถึง เขาเพียงบอกสั้นๆ ว่า ‘โปรดติดตามตอนต่อไป’

Super Cookie Friends
Photograph: Super Cookie Friends

เมื่อทิศทางชัดเจนแล้ว เขาจะสเก็ตช์องค์ประกอบของขนม ทั้งส่วนผสมที่คลุกเข้าไป ไส้ด้านใน และท็อปปิ้ง พร้อมคิดล่วงหน้าว่าหน้าตาจะออกมาเป็นอย่างไร และความรู้สึกตอนกัดจะเป็นแบบไหน ตั้งแต่ก่อนจะชั่งแป้งแม้แต่กรัมเดียว จากนั้นขั้นตอนการอบจึงเริ่มขึ้น ‘เราจะอบมันจำนวนมาก เพื่อให้แน่ใจว่าคุณภาพจะออกมาดีอย่างสม่ำเสมอ  ทั้งรสชาติและเนื้อสัมผัสมีความสมดุล’

Super Cookie Friends
Photograph: Super Cookie Friends

เขาบอกว่าสูตรหนึ่งจะถือว่าเสร็จสมบูรณ์ ‘เมื่อมันอร่อยได้อย่างสม่ำเสมอ’ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะจบลงจริงๆ เสมอไป ตอนนี้เขากำลังทดลองเพิ่มเลมอนดริซเซิลลงในคุกกี้เลมอนเมอแรงก์ที่ใช้ชื่อว่า ‘zest you try’ หากการปรับนี้ได้ผล สูตรก็จะถูกอัปเดตต่อไป

Super Cookie Friends
Photograph: Super Cookie Friends

และเรื่องราวของมาร์ชแมลโลว์ที่จะเล่าคือภาพสะท้อนที่ดีที่สุดของวิธีคิดของเขา

เขาเริ่มต้นด้วยการซื้อมาร์ชแมลโลว์สำเร็จรูปมาใช้ในคุกกี้ดับเบิลช็อกโกแลตเฮเซลนัต เมนูคลาสสิกจากวัยเด็ก แต่เมื่ออ่านรายการส่วนผสม เขากลับรู้สึกไม่สบายใจกับมัน จึงตัดสินใจทำมาร์ชแมลโลว์เอง อย่างไรก็ตาม มาร์ชแมลโลว์โฮมเมดไม่สามารถทนต่อความร้อนในเตาอบได้ มันละลายกลายเป็นบางสิ่งที่ ‘เหนียว หนึบ ยืดได้ และสนุกดี’ แต่สุดท้ายแล้วมันก็แทบไม่ต่างจากคาราเมลที่มีน้ำตาลสูงเป็นพิเศษ ซึ่งทำให้คุกกี้เสียไปเลย เขากลับไปใช้มาร์ชแมลโลว์สำเร็จรูปอีกครั้งอยู่หนึ่งสัปดาห์ แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่ใช่คำตอบ 

‘ผมบอกตัวเองว่า มันต้องมีวิธีอื่นสิ’ และในที่สุดเขาก็พบทางออก อบคุกกี้ให้เสร็จ จากนั้นโรยเกลือทะเลทันทีที่นำออกจากเตา วางมาร์ชแมลโลว์ลงด้านบนในขณะที่ความร้อนยังคงได้ที่ ปล่อยให้มันเริ่มละลายเองตามธรรมชาติ แล้วจึงใช้ไฟเบิร์นด้านบนเพื่อให้เกิดเอฟเฟกต์เหมือนมาร์ชแมลโลว์ย่างกองไฟ โดยยังคงโครงสร้างของคุกกี้ไว้ได้อย่างสมบูรณ์ 

ยังมีคุกกี้อีกแบบหนึ่งที่ยังไม่สำเร็จเสียที ในอังกฤษมีรถขายไอศกรีมที่เรียกว่า ‘Mr Whippy’ จะมีซอฟต์เสิร์ฟในโคนเวเฟอร์ที่ขึ้นรูปเป็นเปลือกหอยนางรม ด้านในใส่มาร์ชแมลโลว์ ช็อกโกแลต และเฮเซลนัต มันเป็นความทรงจำในวัยเด็กของเขา David จึงพยายามถ่ายทอดขนมนี้ให้ออกมาในรูปแบบคุกกี้ แต่บัตเตอร์ครีมที่มีความเสถียรพอจะทนต่อการจัดส่งได้นานหนึ่งวันหรือมากกว่านั้นยังคงเป็นสิ่งที่เขาหาคำตอบไม่ได้ ‘แต่เราจะไม่ลืมมัน’ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนว่า oyster cookie ไม่ใช่การทดลองที่ล้มเหลว หากแต่เป็นข้อถกเถียงที่ยังไม่จบสิ้น 

กระบวนการทั้งหมดใช้เวลา 2 วัน เขาค่อนข้างมั่นใจในคำพูดของเขา (แทบจะมั่นใจ 100%) ว่าไม่มีใครใช้สูตรหรือวิธีการแบบเดียวกัน ‘นี่ไม่ใช่คุกกี้สูตรคุณป้าแน่นอน!’

Super Cookie Friends
Photograph: Super Cookie Friends

Super Cookie Friends ในปีนี้ปล่อยมออกมาทั้งหมด 5 รสชาติ ได้แก่ 

atomic choc chunk (ช็อกโกแลตชังก์ และวอลนัต) 

double choc marsh (ดับเบิลช็อกโกแลตและมาร์ชแมลโลว์) 

adults only (ดับเบิลช็อกโกแลตและกราโนลา) 

zest you try (เมอแรงก์เลมอน)  

apple crumble (แอปเปิลครัมเบิล)

และทั้งหมดนี้จำกัด 100 ชิ้นต่อสัปดาห์ ไม่ใช่กลยุทธ์ทางการตลาด แต่เป็นปรัชญา เขาเฝ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับแบรนด์ที่โด่งดังอย่างรวดเร็ว คำสั่งซื้อหลั่งไหลเข้ามา การผลิตต้องเร่งรีบภายใต้แรงกดดัน คุณภาพเริ่มตกลง และเพียงหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ก็ไม่มีใครจดจำพวกเขาได้อีก

Super Cookie Friends
Photograph: Super Cookie Friends

เขาต้องการสิ่งตรงกันข้าม การเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากรากฐานที่มั่นคง การบอกต่อแบบปากต่อปาก และชุมชนที่เติบโตไปพร้อมกับแบรนด์ แทนที่จะเพียงบริโภคมันแล้วผ่านไปอย่างรวดเร็ว ‘เราต้องการให้มั่นใจว่าคุณภาพและความสม่ำเสมออยู่ในระดับสูง’ เขากล่าว ‘และปล่อยให้ผู้คนบอกต่อเพื่อน แชร์คุกกี้ลงโซเชียล ซื้อให้คนอื่นเป็นของขวัญ เราก็จะเติบโตอย่างมั่นคง บนรากฐานที่แข็งแรง ไปกับผู้คนที่ใส่ใจในคุกกี้อย่างแท้จริง’

Super Cookie Friends
Photograph: Super Cookie Friends

ไลน์อัปประจำสัปดาห์ถูกคัดสรรอย่างพิถีพิถันเพื่อความสมดุล มีทั้งรสนัตตี้ เค็ม หวานผลไม้ ช็อกโกแลต และอีกรสชาติอื่นๆ ที่มีความสนุกแฝงอยู่ โดยจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลและช่วงเวลาสำคัญ

อย่างช่วงวาเลนไทน์ที่ผ่านมา เขาใช้ ‘ruby chocolate’ ซึ่งทำจากเมล็ดโกโก้สีชมพูธรรมชาติที่หายาก เมนูพิเศษช่วงตรุษจีนคือ ‘fortune cup’ ‘การหา Reese’s Cups ในกรุงเทพฯ เปรียบเสมือนการล่าขุมทรัพย์’ นี่คือคำพูดของ David เอง ส่วนช่วงอีสเตอร์จะขึ้นอยู่กับการหาแหล่ง ‘cadbury mini eggs’ ที่เชื่อถือได้ รสชาติต่างๆ จะได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ไลน์อัปทีละสัปดาห์ และในอนาคต ไลน์อัปที่มี 5 รสชาตินี้อาจขยายเพิ่มขึ้น เพราะ David รู้ดีว่าการตัดรสชาติที่ลูกค้ารักออกไป ไม่ใช่การตัดสินใจที่ทำได้อย่างง่ายดาย

เรื่องเด่น
    บทความล่าสุด
      การโฆษณา