คุณชอบวัฒนธรรมดิบ สด แถมยังเย้ายวนใจไหม? หากใช่ นี่คือ พิพิธภัณฑ์ระดับโลกเปิดใหม่ในชื่อ ‘ดิบ บางกอก’ (Dib Bangkok) ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในอดีต เบียนนาเล อาจพาเราได้เห็นผลงานของศิลปินต่างชาติระดับแนวหน้ามาแบบชั่วคราว แต่ครั้งนี้ กรุงเทพฯ มีหมุดหมายใหม่ ที่นำเข้าศิลปะร่วมสมัยอย่างแท้จริงเสียที
นักสะสมศิลปะผู้ล่วงลับ ‘เพชร โอสถานุเคราะห์’ ได้สะสมผลงานศิลปะชิ้นสำคัญไว้มากกว่าพันชิ้น จากศิลปินชื่อดังทั่วทุกมุมโลก คอลเล็กชันนี้ถูกนำมาจัดแสดงในซอยเงียบสงบแห่งหนึ่ง ระหว่างความหรูหราของเอกมัย แต่ความดิบเท่ของคลองเตย หลังการจากไปกะทันหันของเพชร ลูกชายของเขา ‘ช้าง - ภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์’ ก็ได้สานต่อโครงการร่วมกับสถาปนิกและผู้อำนวยการที่พ่อเลือกไว้ ผลลัพธ์ที่ออกนั้นน่าประทับใจอย่างยิ่ง
แม้ภาพรวมจะดูเนี้ยบล้ำสมัย แต่คำว่า ‘ดิบ’ (Dib) ก็แปลได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะพันธกิจของพิพิธภัฑณ์แห่งนี้คือการแสวงหา ‘ความดิบแท้’ ซึ่งนิทรรศการเปิดตัวที่ชื่อว่า ‘(In)visible Presence’ เต็มไปด้วยดราม่า พื้นผิว และกระตุ้นปฏิกิริยาดิบจากผู้ชม ผลงานรวม 81 ชิ้น จาก 40 ศิลปิน กระตุ้นประสาทสัมผัสหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่กลิ่นสมุนไพร ประติมากรรมเคลื่อนไหว ซาวด์ศิลป์ พื้นที่ที่เปลี่ยนสีตามอากาศ ไปจนถึงงานอาร์ตที่คุณสามารถนั่งได้
‘(In)visible Presence’ ยังเป็นการอุทิศแด่ เพชร ผู้มีบุคลิกซุกซน และเคยเป็นป๊อปสตาร์มาก่อน รูปเหมือนของเขาในรูปแบบ ‘ประติมากรรม’ ตุ๊กตาพลาสติก ถือกีตาร์ ถูกจัดวางไว้ด้านบนของคาเฟ่ ราวกับคอยมองดูพิพิธภัณฑ์ในสภาพดิบๆ เช่นกัน
ดิบ เริ่มต้นประสบการณ์แบบ ‘เปิดมาปุ๊บ กระแทกปั๊บ’ เพราะทันทีที่ก้าวเข้าไป ไม้เบสบอลหนึ่งอันถูกล่ามโซ่ไว้กับกำแพงสีขาวยาวตลอดทางเข้า อันเป็นผลงานของศิลปินออสซี่ Marco Fusinato ในชื่อ ‘Constellations’ เกิดจากรอยแตกร้าวที่ผู้ชมสร้างขึ้นด้วยการฟาดไม้เบสบอลใส่ฝนังปูนอย่างรุนแรง มันเลยเป็นการระบายความเครียดอย่างสะใจ แต่ยังมีลูกเล่นซ่อนอยู่ เซนเซอร์ในผนังจะขยายเสียงกระแทกดังถึง 120 เดซิเบล ทั้งอาคารสั่นสะเทือน ไม่ใช่แค่อารมณ์ แต่คือประสบการณ์ทางกายภาพจริงๆ
นอกจากนี้ความ ‘ดิบ’ ยังสะท้อนอยู่ในสถาปัตยกรรม ตัวอาคารดัดแปลงจากโกดัง มีเสาเก่าที่ผ่านการกัดกร่อนและลูกกรงจีน-ไทยดั้งเดิม มิวาโกะ เทซึกะ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ (อดีตผู้บริหาร Japan Society และ Asia Society ในนิวยอร์ก) กล่าวว่า ‘เราทุกคนมีรอยแผลและร่องรอยจากเรื่องราวชีวิตของตัวเอง ลองมองดิบเป็นสิ่งมีชีวิตที่เติบโตไปพร้อมกับเรา ดังนั้นเราจะไม่มีวันสมบูรณ์ ไม่มีวันสุก เพราะเรากำลังวิวัฒน์อยู่เสมอ’
ตัวอาคารเองก็เป็นนิทรรศการหนึ่ง ถูกดีไซน์ด้วยรูปทรงเรขาคณิตสุดสนุก โดย WHY Architecture สตูดิโอที่ก่อตั้งในปี 2004 โดยสถาปนิกไทยอย่าง กุลภัณฑ์ ยันตรศาสตร์ ซึ่งเคยออกแบบศูนย์วัฒนธรรมให้สถาบันระดับโลกอย่าง MoMA, Harvard, Louvre, Art Institute of Chicago และ Academy Museum of Motion Pictures การออกแบบแกลเลอรีคือเครื่องมือสร้างแบรนด์ให้เมือง และดิบอาจกลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของกรุงเทพฯ เมืองที่ขาดอาคารเชิงสัญลักษณ์เพราะข้อจำกัดเรื่อง ‘สตาร์อาร์คิเทกต์’ ต่างชาติ
‘โกดังนี้มาจากยุค 1980 แต่ถูกแปลงโฉมด้วยสุนทรียะแบบร่วมสมัยที่ยังคงเคารพประวัติศาสตร์อุตสาหกรรม’ มิวาโกะกล่าวเสริม ที่สำคัญคือเมื่ออยู่ข้างในคุณจะไม่รู้สึกอึดอัด ทุกอย่างยังคงสเกลมนุษย์ และมีสัมผัสของมนุษย์อยู่เสมอ
ทันทีที่มาถึง คุณจะรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของพื้นที่ โครงสร้างอาคารยังถูกออกแบบให้เป็นฉากถ่ายเซลฟี่ตั้งแต่ประตูทางเข้า รถจะแล่นลงไปจอดใต้สระน้ำสะท้อนแสง ที่สะท้อนหลังคาฟันเลื่อยและหอทรงกรวยที่เรียกว่า ‘ชาเปล(โบสถ์)’ ภายในจัดแสดงผลงานไข่ยักษ์ที่อัดขึ้นจากเครื่องครัว โดยศิลปินอินเดีย ‘Subodh Gupta‘
คุณจะเดินออกสู่ลานกลางที่รายล้อมด้วยแกลเลอรี ฮอลล์อีเวนต์ และ ‘Watthu-Dib Bistro & Bar’ ซึ่งเชฟอดีตจาก ‘Shades of Retro’ เน้นรสชาติธรรมชาติ ฝั่งตรงข้ามคือประติมากรรมทรงกลมยักษ์ของ ‘Alicja Kwade’ ที่ดูราวกับดาวเคราะห์ ‘เธอมักใช้ความบังเอิญในการกำหนดผลงาน’ ภัณฑารักษ์ ‘อารียนา ชัยวาระนนท์’ อธิบาย การกลิ้งของลูกแก้วเล็กๆ กลายเป็นตัวกำหนดตำแหน่งสุดท้าย ลูกหินเหล่านี้หนักมากจนต้องเสริมโครงสร้างพื้น นำมาจากเหมืองทั่วโลก แต่ละลูกให้สัมผัสต่างกัน เย็นหรืออุ่น หยาบหรือเรียบ ราวกับละลองดาว ‘เราเล่นกับเรื่องสเกลที่เหมือนกัน เลยเป็นคำถามว่า นี่คือโลกเล็กๆ เหล่านี้ คงเป็นเหมือนลูกแก้วของยักษ์ที่ทำให้เราดูตัวเล็กลงไปเอง’
จากระเบียงยกระดับที่ประดับด้วยสถูปรูปทรวงอกที่ทำขึ้นด้วยโลหะของ ‘พินรี สัณฑ์พิทักษ์’ ยังมีผลงานสถาปัตยกรรมอีกชิ้นหนึ่ง ‘Straight Up’ โดย ‘James Turrell’ ซึ่งเป็นห้อง camera obscura ชั้นล่างฉายภาพ ส่วนชั้นบนกรอบท้องฟ้าไว้ให้ชม โดยการชมช่วงพระอาทิตย์ตกต้องซื้อตั๋วเพิ่ม
ความยิ่งใหญ่ยังต่อเนื่องภายใน แสงธรรมชาติไหลท่วมโถงสีขาวขนาดมหึมาทั้งชั้นล่างและชั้นบน กลางชั้นล่างคือบอลลูนฟอยล์รูปเรือเหาะของ ‘Lee Bul’ ที่ต้องสูบลมใหม่ทุกวัน ตัดกับเตียงเหล็กหนักอึ้งของ ‘Jannis Kounellis’ ที่ยึดติดกับผนัง เสริมความยิ่งใหญ่ให้ชีวิตประจำวัน
หนึ่งในคุณูปการสำคัญของดิบคือการแสดงให้เห็นว่าศิลปินไทยยืนเคียงข้างศิลปินระดับโลกได้อย่างสง่างาม ‘สุรสีห์ กุศลวงศ์’ เคยแสดงงานที่ ‘Tate Modern’ แต่แทบไม่เคยจัดแสดงในบ้านเกิด ที่นี่คุณสามารถนั่งในรถเต่าทองโฟล์กสวาเกน ที่ถูกแขวนกลับหัว ท่ามกลางความทรงจำวัยเด็กของเขา งานที่สะเทือนใจยิ่งกว่าคือผลงานของ ‘ธำรงค์ บี - พัฒนภาส’ ซึ่งเสียชีวิตกะทันหันเมื่อคริสต์มาสที่ผ่านมา ช่องเล็กๆ บนโล่โลหะผุพังเผยให้เห็นจักรวาลอินทรีย์ภายใน สะท้อนการใคร่ครวญเรื่องชีววิทยา ความตาย พุทธศาสนา และจักรวาล
ชั้นบนสุดอุทิศให้ ‘มณเฑียร บุญมา’ บิดาแห่งศิลปะร่วมสมัยไทย ผลงานครอบคลุมตั้งแต่เครื่องปั้น สมุนไพร โลหะ ไปจนถึงวิดีโอ บอกเล่าการต่อสู้ของภรรยากับโรคมะเร็งและคำถามต่อการมีอยู่ ถัดไปคือผลงานอันรุนแรงของ ‘Anselm Kiefer’ ที่เผชิญหน้ากับมรดกบอบช้ำของเยอรมนีหลังสงคราม
ชั้นกลางที่มืดกว่า แบ่งพื้นที่ย่อย และใกล้ชิดกว่า สะท้อนธีมความทรงจำ ที่นี่มีผลงานภาพยนตร์ของ ‘อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล’ ห้องโรงแรมร้าง และเตียงเคลื่อนไหว Lover’s Bed ของ ‘Rebecca Horn’ ภาพถ่ายอีโรติกของ ‘Nobuyoshi Arak’i ตัดกับหน้าหนังสือพิมพ์ New York Times ที่พ่นสีโดย ‘Shu Shibuya’ เพื่อสะท้อนผลกระทบส่วนบุคคลและสังคมในแต่ละวัน งานที่สะกดใจที่สุดคือเสาไม้ลานนาประดับลวดลายของ สมบูรณ์ หอมเทียนทอง ที่วางราวกับกระดูกศักดิ์สิทธิ์ขนาดยักษ์
สมกับเป็นชั้นแห่งความทรงจำ ห้องหนึ่งยังเผยให้เห็น ‘Vanishing Bangkok’ ภาพถ่ายของ ‘สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์’ บิดาของเพชร ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และเป็นรากฐานราชวงศ์ศิลปะที่ดำเนินมาถึงรุ่นที่สาม
ตระกูลโอสถานุเคราะห์เป็นเจ้าของ ‘โอสถสภา’ บริษัทเวชภัณฑ์และเครื่องดื่มที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2434 ดิบ (Dib) จึงเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของคลื่นทุนองค์กร ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนภูมิทัศน์ศิลปะไทยอย่างชัดเจน ตั้งแต่คอลเล็กชันของ Jim Thompson และโครงการในเครืออย่าง Jim Thompson Art Center, Jim Thompson Farm, MAIIAM ที่เชียงใหม่ และ MAIELIE ที่ขอนแก่น ไปจนถึงการขยายบทบาทของภาคเอกชนในวงการศิลปะร่วมสมัย
ในช่วงทศวรรษ 2523-2533 ธนาคารหลายแห่งได้ลงทุนในศิลปะแนวนีโอ-ดั้งเดิม ซึ่งปัจจุบันยังพบเห็นได้ชัดใน MOCA (Museum of Contemporary Art) พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ก่อตั้งโดย บุญชัย เบญจรงคกุล เจ้าสัวโทรคมนาคมแห่ง DTAC ต่อมาในปี 2561 ไทยเบฟ ได้เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักของบางกอก อาร์ต เบียนนาเล (BAB) ก่อนที่ตระกูลผู้ก่อตั้งเครือ CP จะเปิดพื้นที่อย่าง Bangkok Kunsthalle และ Khao Yai Art Forest ขณะที่กลุ่มเซ็นทรัลก็เข้ามามีบทบาทด้วยการเปิดแกลเลอรี่ deCentral ใกล้กับดิบในย่านพระโขนง
พิพิธภัณฑ์เอกชนย่อมสะท้อนรสนิยมของนักสะสม มากกว่าการทำหน้าที่สำรวจภาพรวมแบบหอศิลป์แห่งชาติ หรือการเป็นพื้นที่เคลื่อนไหวเชิงสังคมอย่าง BACC คำถามสำคัญคือ เมื่อองค์กรกลายเป็นผู้คุมประตูของโลกศิลปะ พื้นที่เหล่านี้จะเปิดโอกาสให้ศิลปินได้ทดลองและเสี่ยงมากขึ้น หรือจะยิ่งตอกย้ำ ‘แบรนด์ศิลปิน’ ชุดเดิมให้แข็งแรงขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ายินดีก็คือ ทั้งดิบและ MOCA ยังคงเดินหน้าซื้อผลงานใหม่อย่างต่อเนื่อง
‘ศิลปะร่วมสมัยอาจไม่ใช่สำหรับทุกคน แต่สำหรับทุกคนที่พร้อมจะเปิดใจ’ มิวาโกะกล่าว ดิบยังมีโปรแกรมเพื่อชุมชนและครอบครัว รวมถึงพื้นที่ในพร้อมพงษ์ที่ออกแบบโดย ‘Supermachine’
ดิบยังเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์เพียงสามแห่งในโลกที่มีแอป AI ขั้นสูง ‘ARTLAS’ ให้ใช้ฟรี หลายภาษา ปรับเส้นทางชมตามเวลา อายุ ความสนใจ ความรู้ และการเคลื่อนไหวได้
อุปสรรคสำคัญคือราคาบัตร คนไทย 550 บาท ชาวต่างชาติ 700 บาท ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับพิพิธภัณฑ์ในประเทศร่ำรวย หลายคนเรียกร้องบัตรครอบครัวหรือรายปี แต่ถึงอย่างนั้น คุณภาพระดับนี้ก็ยังทำให้ดิบเป็น ‘สถานที่ที่ต้องไปให้ได้’
ประเทศไทยขายวัฒนธรรมดั้งเดิมมานาน แต่ละเลยนักท่องเที่ยวสายศิลปะ วันนี้ กรุงเทพฯ มีจุดหมายปลายทางตลอดปี และคนเมืองไม่ต้องบินไปต่างประเทศเพื่อดูศิลปะร่วมสมัยอีกต่อไป
มาเถอะ ลองดำดิ่งสู่ ‘ดิบ’ ดูสักครั้ง

