บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกทาง Time Out New Worldwide ในชื่อ 6 really, really small (and really, really good) museums around the world เมื่อวันที่ 17 มกราคม ปี 2565 และได้รับการดัดแปลงเป็นภาษาไทยแล้ว
บางครั้งการเสพงานศิลปะหรือวัฒนธรรมก็ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาทั้งวันเสมอไป เพราะนอกจากพิพิธภัณฑ์ระดับโลกขนาดใหญ่ที่หลายคนคุ้นชื่อแล้ว ทั่วโลกยังมี ‘พิพิธภัณฑ์ไซซ์จิ๋ว’ ซ่อนตัวอยู่อีกมากมาย ที่แม้พื้นที่จะเล็กกะทัดรัด แต่กลับเต็มไปด้วยไอเดีย เรื่องเล่า และเสน่ห์เฉพาะตัวแบบคาดไม่ถึง
ตั้งแต่นิทรรศการในตู้โทรศัพท์อังกฤษสุดคลาสสิก ไปจนถึงคอลเลกชันของแปลกในช่องลิฟต์เก่าใจกลางนิวยอร์ก สถานที่เหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ขนาดไม่ใช่สิ่งสำคัญของประสบการณ์ทางศิลปะเสมอไป และถ้าคุณกำลังมองหามุมมองใหม่ๆ ของโลกวัฒนธรรม นี่คือ 6 พิพิธภัณฑ์พิพิธภัณฑ์ไซซ์จิ๋วที่ดีที่สุดจากทั่วโลกที่อยากชวนให้ทุกคนลองรู้จัก
📍พิพิธภัณฑ์เปิดใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดทั่วโลกในปี 2022
1. MICRO, ซานฟรานซิสโก
ถ้าพูดถึงพิพิธภัณฑ์จิ๋ว หลายคนคงนึกถึงตึกเล็กๆ ที่โชว์ของชิ้นจิ๋ว และเล่าเรื่องเฉพาะกลุ่มจนเข้าใจยาก แต่สำหรับ MICRO บอกเลยว่าฉีกทุกกฎ เพราะทีมภัณฑารักษ์เขาเรียกตัวเองว่าเป็น ‘กองทัพพิพิธภัณฑ์สูง 6 ฟุต’ ที่กระจายตัวอยู่ตามมุมต่างๆ ทั่วซานฟรานซิสโก ตัวพิพิธภัณฑ์มาในรูปแบบตู้ดีไซน์โมเดิร์นสุดเก๋ แต่ข้างในอัดแน่นไปด้วยวัตถุจัดแสดงและข้อมูลแบบจัดเต็ม โดยหยิบเรื่องรอบตัวมาเล่าได้สนุกสุดๆ ตั้งแต่เรื่องของสัตว์จำพวกหอย วิทยาศาสตร์การเคลื่อนที่แบบไม่มีวันสิ้นสุด ไปจนถึงมิติทางการเมืองเรื่องการดูแลเอาใจใส่ เรียกว่าเปลี่ยนมุมเมืองธรรมดาๆ ให้กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ทั้งคูลและเข้าถึงง่ายแบบสุดๆ
2. Mmuseumm, นิวยอร์ก
Mmuseumm นิยามตัวเองว่าเป็น ‘พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติร่วมสมัย’ ซึ่งนั่นหมายความว่าคุณจะไม่มีวันได้เห็นโครงกระดูกมนุษย์โบราณหรือฟอสซิลไดโนเสาร์คร่ำครึที่นี่แน่นอน! เพราะถ้าคุณลองชะโงกหน้าส่องเข้าไปในช่องลิฟต์เก่าที่ถูกรีโนเวทแห่งนี้ สิ่งที่จะได้เจอแทนคือข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของพวกเรานี่แหละ ตั้งแต่ปุ่มกดสั่งซื้อขนมดอริโทสแบบด่วนพิเศษของ Amazon (Amazon Dash button) ไปจนถึงภาพบันทึกหน้าจอข้อความสุดท้ายที่ผู้คนได้รับจากคนที่พวกเขารัก มันคือการรวบรวมสิ่งของที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันเลยสักนิด แต่ออกมาเป็นคอลเลกชันที่ทั้งแปลก ประหลาด และแอบเรียกน้ำตาซึมได้แบบไม่คาดคิด แถมความเจ๋งคือสามารถแวะมาส่องดูตอนไหนก็ได้ตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย
3. The Warley Museum, สหราชอาณาจักร
วอร์ลีย์ (Warley) อาจเป็นแค่หมู่บ้านเล็กๆ ในเวสต์ยอร์กเชียร์ของอังกฤษ ที่ไม่ได้อยู่ในลิสต์เมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของใครหลายคน แต่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้อาจทำให้คุณยอมขับรถอ้อมมาดูให้เห็นกับตา เพราะมันถูกซ่อนตัวอยู่ภายใน ตู้โทรศัพท์สาธารณะสีแดงสุดคลาสสิก นิทรรศการด้านในจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อยๆ โดยฝีมือของชาวบ้านในชุมชนที่ช่วยกันรวบรวมประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมาเล่าได้อย่างน่าทึ่ง เช่น เรื่องราวความเชื่อมโยงที่แทบเป็นไปไม่ได้ระหว่างหมู่บ้านนี้กับโรงเบียร์ในประเทศจีน แถมบนพื้นตู้โทรศัพท์ยังตกแต่งด้วยโมเสกเก๋ๆ ที่ทำจากเศษเครื่องปั้นดินเผาที่ชาวบ้านขุดเจอในสวนหลังบ้านอีกด้วย และที่เจ๋งที่สุดคือ พิพิธภัณฑ์นี้ตั้งอยู่ข้างผับประจำหมู่บ้านพอดิบพอดี ครบสูตรการออกมาเที่ยวพักผ่อนตามสไตล์บริติชแท้ๆ
4. Ethno Museum, นอร์ทมาซิโดเนีย
จำกัดผู้เข้าชมแค่ทีละหนึ่งคนเท่านั้น สำหรับพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยาที่ไม่ธรรมดาแห่งนี้ เมื่อได้ก้าวเท้าเข้าไปแล้วบรรยากาศด้านในให้ความรู้สึกเหมือนห้องเก็บของของคุณพ่อ ในเวอร์ชันที่รวมของแปลกและน่าทึ่งเอาไว้เยอะมาก เพราะ Ethno Museum อัดแน่นไปด้วยสิ่งของสะสมมากกว่าหนึ่งพันชิ้น โดยส่วนใหญ่เป็นข้าวของเครื่องใช้ของชาวมาซิโดเนียในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 แต่ความพีคคือคุณจะได้เจอกับเศษซากเซรามิกโบราณที่มีอายุเก่าแก่ย้อนไปกว่า 5,000 ปีรวมอยู่ด้วย แต่ขอเตือนไว้ก่อนนะว่าอย่าคาดหวังว่าจะได้อ่านป้ายข้อมูลอะไรมากมาย เพราะของทุกชิ้นที่นี่เขาเน้นโชว์ตัวตน ให้สิ่งของเล่าเรื่องด้วยตัวมันเองล้วนๆ
5. William Burke Museum, เอดินบะระ
ถ้าคุณแวะไปที่เคาน์เตอร์ของร้านทัวร์ธีมแม่มดอย่าง The Cadies & Witchery Tours ก็จะได้พบกับ ‘พิพิธภัณฑ์’ ที่จัดแสดงสิ่งของเพียงชิ้นเดียว แต่เป็นของที่ชวนขนหัวลุกสุดๆ เพราะมันคือนามบัตรใบเล็กๆ ที่ทำมาจากผิวหนังของฆาตกรต่อเนื่องชื่อดังแห่งเมืองเอดินบะระ! ย้อนกลับไปในยุควิกตอเรียน วิลเลียม เบิร์ก คือโจรขโมยศพใจโหดที่หันมาฆ่าคนเพื่อเอาศพไปขายให้กับศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยผู้ไม่กังวลเรื่องที่มาของศพ จนในที่สุดเขาก็ถูกจับและประหารชีวิต ชิ้นส่วนผิวหนังสุดสยองชิ้นนี้จึงเปรียบเสมือนหลักฐานชิ้นสำคัญที่บันทึกช่วงประวัติศาสตร์อันมืดมนที่สุดของเมืองเอาไว้ ใครที่มีโอกาสได้ผ่านไปแถวนั้น และใจแข็งพอเราขอท้าให้ลองแวะไปส่องดูกันสักนิด
6. The Faraday Effect, ลอนดอน
ต้องขอบคุณชายที่ชื่อ ไมเคิล ฟาราเดย์ ผู้ค้นพบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งนำพาให้โลกของเรามีไฟฟ้าใช้มาจนถึงทุกวันนี้ และพิพิธภัณฑ์จิ๋วแห่งนี้ ซึ่งดูๆ ไปแล้วเหมือนเป็นแค่กระท่อมหรือโรงเก็บของหลังเล็ก ตั้งอยู่บริเวณริมท่าเรือลอนดอนอันแสนเรียบง่าย ใกล้กับสถานที่ที่ฟาราเดย์เคยทำงานมานานกว่า 30 ปี เมื่อก้าวเท้าเข้าไปด้านใน คุณจะได้พบกับการจำลองห้องทำงานของนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกคนนี้ โดยบนผนังจะเรียงรายไปด้วยเอกสารทางประวัติศาสตร์ แบบวาดทางเทคนิค และมีอุปกรณ์ตกปลาด้วยนะ! บรรยากาศข้างในให้ความรู้สึกสงบมากๆ ใครที่อยากหลบหนีความวุ่นวายของเมืองหลวง ลองแวะมานั่งทอดอารมณ์และซึมซับไอเดียเปลี่ยนโลกกันที่นี่ได้เลย

