ไม่ใช่ทุกคนที่มาเที่ยวกรุงเทพฯ จะอินกับการเดินชมวัดวาอาราม แต่ถ้าวัดนั้นเต็มไปด้วย ‘แมว’ ล่ะ?
มากเสียจนคุณอาจเผลอลืมมองพระพุทธรูป แล้วหันมาสอดส่องสายตาเล่นเกม ‘มองหาเจ้าเหมียว’ แทน ท่ามกลางสถูปเจดีย์ประดับกระเบื้องเคลือบที่เรียงรายอยู่ทั่ววัด
ที่วัดโพธิ์ หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร นอกจากจะเป็นที่พึ่งทางใจของผู้คนและจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวแล้ว ที่นี่ยังเป็นบ้านอันอบอุ่นของเจ้าตัวน้อยอีกเกือบ 200 ชีวิต
ตำนานแมววัด 200 ชีวิต
เฉาก๊วย และสำลี สองประชากรเหมียวแห่งวัดโพธิ์ | Photograph: Meena Janekrabuanhad - Time Out
จากจุดเริ่มต้นที่มีแมวอยู่เพียงราว 20 ตัว ทั้งแมวจรในละแวกนั้นและแมวที่ถูกนำมาปล่อย พระมหานรินทร์ ได้รับมอบหมายให้ช่วยดูแลพวกมัน เพื่อให้วัดยังคงสะอาดและปลอดภัยสำหรับทั้งคนและสัตว์
ตอนแรกท่านไม่ได้ตั้งใจให้พวกมันตั้งรกรากอยู่ที่นี่ถาวร แถมตัวท่านเองก็ไม่ได้เป็น ‘ทาสแมว’ เลยด้วยซ้ำ
แต่ตัดภาพมาหลายปีให้หลัง พระมหานรินทร์กลับสามารถแนะนำแมวนับร้อยตัวที่ท่านตั้งชื่อให้เองกับมือได้อย่างคล่องแคล่ว แถมยังมีแก๊งเหมียวเดินตามเป็นพรวนอยู่แทบทุกครั้งที่ท่านออกเดิน
“นี่พิซซ่า มอมแมม พี่ใหญ่สุดในกลุ่ม อยู่มา 10 ปีแล้ว น้องมะลิ น้องเล็กสุดและสมาชิกใหม่ล่าสุด ส่วนโบทั๋นต้องกินยาทุกวัน มะเฟืองกับมะไฟเป็นพี่น้องที่เกิดที่นี่ ถั่วเขียวจะเป็นตัวที่ขี้อายที่สุด และเฉาก๊วย ตัวนี้คือหัวหน้าแก๊งแมวป่วนก๊วนหนึ่งในวัด”
ถึงจุดนี้ เราเริ่มสับสนแล้วว่าใครเป็นใครกันแน่ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ พวกมันทุกตัวได้รับการดูแลและความรักอย่างเต็มเปี่ยม จนตัวกลมอวบอ้วนสมบูรณ์ ซึ่งนั่นน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีมาก
แมวบางตัวมีปลอกคอด้วย เราเลยอดถามไม่ได้ว่าท่านแอบมีลูกรักหรือเปล่า?
พระมหานรินทร์ยืนยันว่าท่านรักพวกมันเท่ากันทุกตัว ส่วนตัวที่ไม่มีปลอกคอ... ก็แค่เพราะพวกมันไม่ยอมให้ใส่ต่างหาก
การดูแลเหล่าประชากรเหมียวถาวร
ช่วงเวลาให้อาหารเย็นเริ่มขึ้นตั้งแต่ 19.00 น. ไปจนถึงราว 21.00 น. ราวกับมีนัดหมายกันไว้ทันทีที่พระมหานลินเริ่มออกเดิน เหล่าแมวน้อยจะพากันเยื้องย่างออกมาจากทุกซอกทุกมุม บ้างซ่อนตัวอยู่ตามบันไดเจดีย์ บ้างนอนรับลมอยู่ในมุมมืด และบางตัวก็เหมือนวาร์ปออกมาจากอากาศธาตุ
พวกมันพุ่งตัวเข้าหาท่านราวกับฝูงนกพิราบที่เจอเศษพิซซ่ากลางนิวยอร์ก ต่างกันตรงที่พวกมันไม่ได้มาแย่งอาหาร แต่กำลังแย่งชิงความสนใจและอ้อมกอดจากพระมหานรินทร์ต่างหาก
ท่านเดินทักทายทีละตัว ตรวจดูสภาพขนและร่างกาย เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีแผล ไม่มีเห็บ และไม่มีตัวไหนกำลังมีปัญหาสุขภาพ
แมวทุกตัวที่นี่ผ่านการทำหมันและฉีดวัคซีนเรียบร้อยแล้ว โดยได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิ The Voice Foundation องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ช่วยเหลือสัตว์จรจัด สัตว์บาดเจ็บ และสัตว์ที่ถูกทำร้าย นอกจากนี้ยังมีทีมจิตอาสาเข้ามาช่วยทำความสะอาดและดูแลพวกมันอยู่เป็นระยะ
แน่นอนว่าการดูแลแมวเกือบ 200 ตัวมาพร้อมกับความรับผิดชอบอันมหาศาล ตามจุดต่างๆ ของวัดจึงมีกระบะทรายซ่อนอยู่มากกว่า 60 จุด ซึ่งคุณอาจเดินผ่านไปโดยไม่ทันสังเกต
พระมหานรินทร์ชี้ให้ดูหนึ่งในนั้นอย่างภูมิใจ พร้อมอธิบายว่า
“หลวงพี่ออกแบบเป็นพิเศษให้เป็นลวดลายหิน เพื่อให้กลมกลืนกับสถาปัตยกรรมของวัด ลิ้นชักดึงออกมาทำความสะอาดง่ายและไม่มีกลิ่นรบกวน... แต่ดูเหมือนพวกแมวจะชอบใช้มันเป็นที่นอนกอดกันมากกว่านะ”
Litter spot or nap spot? | Photograph: Meena Janekrabuanhad - Time Out
ที่นี่ไม่มีชามน้ำพลาสติกทั่วไป แต่ใช้โอ่งมังกรและชามดินเผาราชบุรีลวดลายมังกรและดอกไม้แบบโบราณ ทำหน้าที่เป็นชามน้ำสุดคลาสสิกของเหล่าเหมียว
ด้วยจำนวนแมวที่เยอะขนาดนี้ ทางวัดจึงต้องใช้ทั้งทรายแมวและอาหารแมวเป็นจำนวนมาก นักท่องเที่ยวหรือผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมทำบุญด้วยการบริจาคทรายแมว อาหารเม็ด หรืออกไก่ฟรีซดรายสำหรับแมวสูงวัยที่เคี้ยวอาหารแข็งไม่ค่อยไหวได้เช่นกัน
พิกัดส่องแก๊งเหมียวศักดิ์สิทธิ์
จุดที่ดีที่สุดในการส่องแมวคือตามร่มไม้และซอกมุมเล็กๆ ทั่ววัด พอถึงเวลาทุ่มตรงซึ่งเป็นเวลาอาหาร คุณจะได้เห็นกองทัพขนฟูพรูออกมาจากที่ซ่อนอย่างพร้อมเพรียง
แม้จะคาดเดาไม่ได้แน่ชัดว่าน้องจะโผล่มาจากตรงไหน แต่บริเวณทางเข้าด้านข้างที่ค่อนข้างเงียบสงบ แถวเคาน์เตอร์ขายบัตรช่อง 2 คือจุดเริ่มต้นที่ดี และเป็นบริเวณที่เราเจอแมวเยอะที่สุดตามคำแนะนำของพี่ๆ รปภ.
สำหรับใครที่ขับรถมา มีที่จอดรถใกล้ที่สุดบนถนนเชตุพน คิดค่าบริการ 20 บาทต่อชั่วโมง แต่ที่จอดมีจำนวนจำกัดมาก
และหากหาแมวไม่เจอจริงๆ ให้ลองมองหาจุดที่มีนักท่องเที่ยวรุมล้อมเจดีย์อยู่ เชื่อได้เลยว่ามีน้องแมวกำลังรับบทนายแบบหรือนางแบบจำเป็นให้ผู้มาเยือนถ่ายรูปอยู่ตรงนั้นแน่นอน
ถึงแม้มันจะน่าเอ็นดูจนอยากเข้าไปลูบหัว แต่ทางวัดขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวอย่าเพิ่งจับหรือสัมผัสตัวน้องแมว เพราะแมวหลายตัวตกใจง่าย และอย่าลืมแต่งกายสุภาพเรียบร้อย คลุมไหล่และหัวเข่าตามกฎของวัดด้วย
พักกาย พักใจ และข้อคิดกลางลานวัด
แน่นอนว่าแก๊งเหมียวไม่ใช่เหตุผลเดียวในการมาเยือนวัดโพธิ์ เพราะที่นี่เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธไสยาสน์ หรือพระนอน องค์ใหญ่ปิดทองทอดยาวถึง 46 เมตร สูง 15 เมตร ทั้งยังเป็นต้นตำรับการนวดแผนไทยโบราณ และมีจารึกโบราณรอบกำแพงวัดที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก
แม้เราจะตั้งใจมาหาแมวโดยเฉพาะ แต่วัดโพธิ์ก็ยังคงสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับคนที่เคยมาเที่ยวตั้งแต่สมัยทัศนศึกษาได้เสมอ
ยามค่ำคืน พระเจดีย์ทอแสงระยิบระยับ สถาปัตยกรรมสีทองอร่ามโดดเด่นตัดกับท้องฟ้ามืดมิด เราเดินตามพระสงฆ์ที่ถือถังอาหารแมวจากมุมหนึ่งไปยังอีกมุมหนึ่งของวัด โดยมีขบวนแมวเดินตาม ราวกับรับบทเป็นไกด์กิตติมศักดิ์พาเราทัวร์วัดไปในตัว
แมวที่ถูกนำมาปล่อยไว้ไม่ได้เป็นภาระหรือสร้างความรำคาญ แต่กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของเสน่ห์อันน่ารักของวัดในแบบของพวกมันเอง
บางทีพวกมันอาจสะท้อนเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของไทยได้ดีไม่แพ้สถาปัตยกรรมรอบตัว นั่นคือความเอื้ออารีและความอบอุ่นที่พร้อมต้อนรับทุกคน—ไม่ว่าคุณจะมีกี่ขาก็ตาม
ใครจะไปคิดว่าการมาวัดครั้งนี้ เราจะได้กลับไปพร้อมรูปถ่ายแมวน่ารักๆ เต็มเครื่อง และข้อคิดเล็กๆ ที่อุ่นพอจะกอดกลับบ้านไปด้วย
วัดโพธิ์: เลขที่ 2 ถนนสนามไชย แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
ค่าเข้าชม: 300 บาท
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน เวลา 08:00–19:30 น

