theniti
Photograph: theniti | Time Out Bangkok
Photograph: theniti

พูดคุยกับ ‘ป๋อมแป๋ม-นิติ’ ในวัย 45 ปี กับศิลปะของการแก่แบบไม่หมดไฟ

จากวันที่เคยทำงานหนักและใช้ชีวิตสุดเหวี่ยง วันนี้ป๋อมแป๋มเลือกใช้เวลาไปกับสุขภาพ กีฬา การทำขนม และผู้คนที่ทำให้ชีวิตสงบขึ้น

Yokploy Chandrabha
การโฆษณา

หากพูดถึงคนบันเทิงมากความสามารถของไทย ชื่อของ ‘ป๋อมแป๋ม-นิติ ชัยชิตาทร’ คงเป็นหนึ่งในชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาผ่านมาแล้วแทบทุกบทบาท ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็น พิธีกร นักแสดง โปรดิวเซอร์ ครีเอทีฟ และนักเขียน โดยเฉพาะภาพจำจากรายการ ‘เทยเที่ยวไทย’ ที่อยู่กับผู้ชมมายาวนาน

แต่ในวัย 45 ปี วันนี้ของเขาดูแตกต่างออกไป จากคนที่เคยใช้ชีวิตหนักทั้งงานและปาร์ตี้ เขาค่อยๆ หันกลับมาใส่ใจตัวเองมากขึ้น ทั้งการเลิกดื่ม ออกกำลังกาย เล่นเทนนิส ทำขนม และใช้เวลากับสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้ใจสงบ ทั้งหมดนี้อาจเป็นภาพของป๋อมแป๋มในช่วงวัยที่เข้าใจชีวิตมากที่สุด วันที่เขาไม่ได้พยายามใช้ชีวิตให้เยอะเหมือนเดิมอีกแล้ว แต่เลือกใช้เวลาไปกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ แทน

วันที่ชีวิตเริ่มเบาขึ้น

‘การนอนให้พอ มันช่วยให้สุขภาพดีขึ้นจริง’

ป๋อมแป๋ม นิติ เล่าว่าจุดเริ่มต้นของการเลิกดื่มไม่ได้เกิดจากการอยากเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ แต่อยากลดน้ำหนักเฉยๆ แต่เมื่อหยุดไปสักพัก เขากลับรู้สึกว่าร่างกายเบาขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้น และไม่อยากดื่มเหมือนเดิมอีกแล้ว

แม้จะเป็นหุ้นส่วนบาร์หลายแห่งในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น OFTR Bar หรือ Mutual Bar แต่ทุกวันนี้เวลาไปสังสรรค์ เขามักสั่งโซดามะนาวแทน พร้อมเล่าว่ามนุษย์ยังต้องการการพบปะและวงสนทนา เพียงแค่ไม่จำเป็นต้องมีแอลกอฮอล์อยู่ในมือเสมอไป

ถ้าจะเข้มแข็ง มันต้องเข้มแข็งด้วยตัวเอง ไม่ใช่วิ่งหนี

เขาพูดติดตลกต่อว่า ‘เพื่อนฉันขี้เมาทุกคน ถ้าหนีหมดเพื่อนเลิกคบพอดี’  หลังหันมาเล่นกีฬา กินดี และจัดระเบียบชีวิตใหม่ สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดคือ ‘คุณภาพของเวลา’ ในแต่ละวัน เช้าของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยการวิ่ง ตีเทนนิส ทำขนม อ่านข่าว หรือเล่นกับแก๊งกระต่าย

แค่ได้เวลาอันมีคุณภาพกลับมาวันละสองสามชั่วโมง สำหรับพี่ก็เยอะมากแล้ว

เพราะ ‘ขนมปัง’ สอนให้ใจเย็น

เมื่อเริ่มหันมาดูแลสุขภาพ ป๋อมแป๋มก็เริ่มใส่ใจกับสิ่งที่กินมากขึ้น จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พาเขาเข้าไปเรียนทำอาหารและขนมที่ Le Cordon Bleu จากที่ตั้งใจเรียนแค่คลาสเบสิก กลับเรียนต่อยาวตั้งแต่อาหารคาวไปจนถึงของหวาน ทั้งที่เจ้าตัวยอมรับว่าเป็นคนใจร้อน และไม่คิดว่าจะชอบงานสายละเอียดแบบนี้ แต่สุดท้ายกลับหลงรักจังหวะของการทำขนม เพราะมันเป็นสิ่งที่รีบไม่ได้

ขนมปังมันบังคับให้เราใจเย็น จะรีบก็ไม่มีอะไรสุกเร็วขึ้น ทุกอย่างมีเวลาของมัน

จากคนทำงานกองถ่ายที่คุ้นชินกับความเร่งรีบ การอยู่ในครัวจึงกลายเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้เขาค่อยๆ สงบลง และเรียนรู้การปล่อยวางมากขึ้น ความชอบนี้ยังต่อยอดไปถึง CURF Cafe คาเฟ่เล็กๆ ที่หัวหิน ซึ่งเกิดขึ้นจากกลุ่มเพื่อนเรียนทำขนมด้วยกัน

curf.curf.curf
Photograph: curf.curf.curf

ทุกเช้าที่เริ่มต้นด้วยกีฬา

นอกจากการหันมาดูแลสุขภาพด้วยการกินและการพักผ่อน อีกสิ่งที่เห็นได้ชัดในชีวิตของป๋อมแป๋มช่วงนี้ คือการออกกำลังกายที่กลายเป็นกิจวัตรประจำวัน โดยเฉพาะกีฬา ‘เทนนิส’ ที่เจ้าตัวยอมรับว่าอินมากเป็นพิเศษ

ก่อนจะพูดถึงสนามเทนนิส เขาเล่าถึงพื้นที่โปรดในกรุงเทพฯ ที่สะท้อนวิธีใช้ชีวิตใหม่ของตัวเองได้ชัด ตั้งแต่ ‘theCOMMONS Thonglor’ ที่ชอบไปนั่งทำงานเพราะบรรยากาศพอดีๆ ซูเปอร์มาร์เก็ต และ ‘ตลาดคลองเตย’ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตหลังเริ่มทำอาหารกินเอง ไปจนถึง ‘สวนลุมพินี’ พื้นที่ที่ทำให้รู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ได้ไป

theniti
Photograph: theniti

ส่วนเรื่องเทนนิส ป๋อมแป๋มเล่าถึงทั้งสนามประจำอย่าง The Racquet Club สนามซ้อมจริงจังอย่าง Troops Tennis Academy และสนามเก่าแก่คลาสสิกอย่าง ‘สนามเทนนิสสมานมิตร’ ด้วยน้ำเสียงสนุกเหมือนกำลังพูดถึงสถานที่โปรดในชีวิต

ปีที่เลือกอยู่กับคนสำคัญ

เมื่อพูดถึงสเตตัสรีแคปชีวิตที่เขาเคยเขียนไว้ว่า ‘ปี 2025 เป็นปีที่รายล้อมไปด้วยคนที่รักและรักเรา’ ป๋อมแป๋มเล่าว่า จริงๆ แล้วไม่ได้ตั้งใจลดงาน เพียงแต่วันนี้ชีวิตไม่ได้วุ่นวายหรือแน่นจนหายใจไม่ออกเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

มันมีเท่านี้ก็ใช้เท่านี้ ไม่เดือดร้อน ก็แฮปปี้แล้ว

เมื่อหลายรายการและบางโปรเจกต์จบลง คนบางกลุ่มที่เคยวนเวียนอยู่เพราะหน้าที่การงานก็ค่อยๆ หายไปตามธรรมชาติ แต่สิ่งที่เหลืออยู่กลับชัดเจนขึ้นกว่าเดิม นั่นคือคนที่สนิทและไว้ใจกันจริงๆ

หนึ่งในช่วงเวลาที่สะท้อนเรื่องนี้ได้ดีที่สุด คือทอล์กโชว์ ‘เกิด แก่ เจ็บ ยาย’ งานสแตนด์อัพคอมเมดี้ครั้งแรกในชีวิต ที่เขาต้องยืนอยู่บนเวทีเพียงลำพัง ไม่มีเพื่อนรับส่งมุก และไม่มีการตัดต่อแบบรายการโทรทัศน์

theniti
Photograph: theniti
พี่ยิ่งแก่ยิ่ง stage fright

แม้จะทำงานหน้ากล้องมานาน แต่เขายอมรับว่ายังกลัวเวทีอยู่เสมอ เพียงแต่ครั้งนี้เลือกที่จะไม่ปล่อยให้ความกลัวหยุดตัวเองอีกต่อไป และบางที ในวัย 45 ปี ความสำเร็จอาจไม่ใช่การทำงานให้มากที่สุด แต่คือการได้ใช้เวลากับคนที่รัก ได้ทำงานที่ไว้ใจกัน และยังกล้าลองสิ่งใหม่ๆ แม้จะยังกลัวอยู่ก็ตาม

เทยเที่ยวไทย & friends
Photograph: เทยเที่ยวไทย & friends

การกลับมาของ ‘เทยแฟร์ พวกแกเป็นไงมั่ง’

ป๋อมแป๋มยอมรับตรงๆ ว่า ตอนเริ่มต้นทำคอนเสิร์ต ‘เทยแฟร์ พวกแกเป็นไงมั่ง’ ครั้งล่าสุด เขาเองก็แอบไม่มั่นใจเหมือนกันว่าคนดูจะมาหรือเปล่า เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นค่อนข้างปุบปับ แถมฮอลล์ครั้งนี้ยังใหญ่กว่าที่เคยจัดกันมา

ครั้งนี้เขาลงมาดูงานตั้งแต่ต้นในฐานะ Creative Director ดูทั้งคอนเซปต์ เนื้อหา และสคริปต์ เรียกว่าเป็นการเคาะสนิมตัวเองอีกครั้งหลังห่างจากงานลักษณะนี้ไปพักใหญ่ แต่สิ่งที่ทำให้เขาประทับใจที่สุด กลับเป็นพลังของคนรอบตัว

แม้เวลาซ้อมจะน้อยกว่าครั้งก่อนๆ แต่โชว์กลับออกมาดีกว่าที่คิดไว้ อาจเพราะทุกคนบนเวทีต่างคิดถึงความสนุกแบบเดิมๆ พอๆ กัน และเมื่อถึงเวลาจริง พลังเหล่านั้นก็ส่งต่อไปถึงคนดูในฮอลล์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

toeytiewthai_fc
Photograph: toeytiewthai_fc

‘เทยเที่ยวไทย’ ในวันที่ทุกคนโตขึ้น

แม้จะมีแฟนรายการเรียกร้องให้ ‘เทยเที่ยวไทย’ กลับมาอยู่เสมอ แต่ป๋อมแป๋มตอบเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่า ถ้าเป็นรายการท่องเที่ยวในรูปแบบเดิม คงไม่กลับไปทำแล้ว

เขาเล่าว่า เมื่ออายุ งาน และภาระชีวิตเพิ่มขึ้น การเดินทางก็ไม่ง่ายเหมือนเดิมอีกต่อไป ทุกวันนี้ต้องคิดแล้วว่าไปเช้าเย็นกลับได้ไหม หรือบินไปแล้วกลับเลยไหวหรือเปล่า แม้จะหัวเราะกับคำว่า ‘แก่ขึ้น’ ของตัวเอง แต่ก็ยอมรับตรงๆ ว่าหลายอย่างเริ่มเหนื่อยใจเหนื่อยกายมากกว่าเมื่อก่อน ถึงอย่างนั้น ป๋อมแป๋มก็ไม่ได้ปิดโอกาสการกลับมาทำงานร่วมกับแก๊งเดิม เพราะสิ่งที่ยังเหมือนเดิมเสมอ คือเคมีระหว่างทั้งสี่คน

มันเข้าขากันโดยธรรมชาติ ไม่ต้อง build ใหม่ ไม่ต้องจูนกันใหม่

บางทีสิ่งที่คนดูคิดถึง อาจไม่ใช่แค่รายการท่องเที่ยว แต่คือเอเนจี้ของกลุ่มเพื่อนที่อยู่ด้วยกันแล้วสนุกโดยไม่ต้องปรุงแต่งอะไร และดูเหมือนเขาเองก็ยังรู้สึกแบบนั้นไม่ต่างกัน

กระต่ายและสิ่งฮีลใจ

ในวันที่เหนื่อยล้าจากงานหรือโลกข้างนอก ปลายทางที่ป๋อมแป๋มอยากกลับไปหาเสมอ คือแก๊งกระต่ายที่บ้าน เขาเล่าว่าปีก่อนเพิ่งสูญเสียกระต่ายไปถึงสองตัว จากเดิมที่เคยมีทั้งหมดห้าตัว และแม้จะคิดว่าตัวเองคงเสียใจแค่นิดหน่อย แต่พอถึงเวลาจริงกลับกระทบใจมากกว่าที่คิด

‘พอมันหายไปจริงๆ ก็เสียใจเยอะนะ’

ทุกวันนี้เขายังมีกระต่ายอยู่สี่ตัว และเรียกมันว่าเป็น ‘งานบำบัด’ อย่างหนึ่งของชีวิต เพราะกระต่ายไม่ใช่สัตว์ที่แสดงความรักตรงไปตรงมา ยิ่งต้องใช้เวลาและความอดทนในการสร้างความไว้ใจ

theniti
Photograph: theniti

‘พอมันยอมมาเลีย มานอนข้างๆ เราจะรู้สึกเหมือนประสบความสำเร็จขั้นสุด’ 

สำหรับป๋อมแป๋ม การได้กลับบ้านมาอยู่เงียบๆ ในครัวหรือใช้เวลากับกระต่าย อาจเป็นความสุขเรียบง่ายที่ช่วยเยียวยาใจได้มากกว่าความวุ่นวายจากโลกข้างนอกเสียอีก

พื้นที่ส่วนตัวที่สบายใจ

ไม่ต่างจากวิธีที่เขาใช้โซเชียลมีเดียในทุกวันนี้ เรียบง่าย แต่ค่อยๆ ส่งต่อความรู้สึกดีๆ ให้คนอ่าน หลายคนคุ้นเคยกับสเตตัสเล่าเรื่องไรเดอร์ เรื่องในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือโมเมนต์เพ้อเจ้อในชีวิตประจำวันของเขา ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าไม่เคยบังคับตัวเองให้โพสต์อะไร เพียงแค่ถ้ามีเรื่องไหน กระทบใจแล้วอยากเล่าก็จะหยิบมาเล่าตามธรรมชาติ

'ช่วงหลังๆ อยากให้พื้นที่อินสตาแกรมมันเข้ามาแล้วสบายใจ'

เขาบอกว่าไม่ได้อยากใช้พื้นที่ออนไลน์ไปกับการด่าหรือระบายความโกรธ เพราะเคยเห็นมาแล้วว่าความรู้สึกด้านลบสามารถลุกลามต่อไปได้ง่ายแค่ไหน เลยเลือกเล่าเรื่องน่าหงุดหงิดต่างๆ ด้วยอารมณ์ขันแทน

คนแก่ที่ยังไม่ยอมแพ้

ในวัย 45 ปี ป๋อมแป๋มไม่ได้พยายามฝืนตัวเองให้ดูเด็ก แต่เลือกยอมรับความแก่ด้วยความเข้าใจ พร้อมดูแลทั้งร่างกายและจิตใจไปพร้อมกัน ทั้งการเรียนต่อ เล่นกีฬา ฝึกสมอง และจัดระเบียบชีวิตให้ไม่จมอยู่กับความวุ่นวายตั้งแต่เช้า

สำหรับเขา ความแก่ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เพราะริ้วรอยคือประสบการณ์ชีวิต สิ่งที่อยากต่อสู้จริงๆ คือการไม่ปล่อยให้ตัวเองหมดไฟ หมดความอยากรู้อยากเห็น หรือกลายเป็นคนแก่ที่ขุ่นมัวกับโลก

ทุกเช้า เขาจึงเลือกเริ่มวันด้วยการออกกำลังกาย อ่านข่าว และใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ก่อนค่อยเปิดรับโลกภายนอก ราวกับเป็นวิธีเล็กๆ ที่ช่วยยืนยันว่า แม้อายุจะเพิ่มขึ้น แต่ชีวิตก็ยังสนุก และยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเสมอ

เรื่องเด่น
    บทความล่าสุด
      การโฆษณา