Work lessons: การผลักดันผลิตภัณฑ์สปาไทยไปไกลระดับโลกของ ออย-กชกร เตชะพูลผล

แรงบันดาลใจ การทำงาน และเรื่องราวเบื้องหลังแบรนด์ไทยระดับโลกที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

O-Spa
O-Spa
โดย Time Out Bangkok staff writer |
Advertising

หากพูดถึงผลิตภัณฑ์สกินแคร์บำรุงผิวกลิ่นอายสปาไทย หลายคนอาจยังไม่เคยสัมผัสกับคุณภาพสินค้าของเธอ แต่คุณออย-กชกร เตชะพูลผล คือนักธุรกิจสาวรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับความฝันที่จะทำสินค้าไทยระดับคุณภาพ ให้โกอินเตอร์ ตีตลาดโลก และนั่นคือที่มาของ O-Spa แบรนด์ผลิตภัณฑ์สัญชาติไทยที่วางจำหน่ายในหลากหลายประเทศ ในโอกาสที่ออกผลิตภัณฑ์ใหม่หลังเปิดตัวมานาน 8 ปีเต็ม เราจึงได้โอกาสพูดคุยกับคุณออยถึงแรงบันดาลใจ การทำงาน และเรื่องราวเบื้องหลังแบรนด์ไทยระดับโลกที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

 

แรงผลักดันจากธุรกิจไอศกรีม

คุณออยเกิดในครอบครัวที่ทำธุรกิจไอศกรีมแบรนด์ POP และ Ducky ของคุณปู่และคุณพ่อ ซึ่งเป็นโรงงานไอศกรีมสัญชาติไทยแบรนด์แรกที่มีรถเข็นไอศกรีมขาย “ในยุคนั้นไอศกรีมของเรามียอดขายอันดับหนึ่งของไทยแถมยังเคยส่งออกไปขายต่างประเทศ ทำให้แบรนด์ของเราถูกจับตามองจากแบรนด์ต่างชาติที่เข้ามาแข่งขันกันในบ้านเรา และในที่สุดเราก็ยอมรับข้อเสนอซื้อโรงงานจากแบรนด์หนึ่ง ดีลนั้นเรียกว่าเป็นดีลใหญ่ในสมัยนั้นเลย”

ถึงแม้ตอนนั้นคุณออยจะยังเด็ก แต่เรื่องราวความท้าทายทางธุรกิจของคุณพ่อก็สร้างแรงบันดาลใจให้คุณออยมุ่งมั่นที่จะศึกษาด้านธุรกิจและสร้างแบรนด์ไทยที่จะสามารถแข่งกับแบรนด์ต่างชาติ

“เราภูมิใจในความเป็นไทย เรารู้สึกว่าเราอยากไปแข่งในประเทศของเขาบ้าง เราอยากเอาเงินนอกเข้ามาบ้าง เพราะถ้าเราคนไทยยอมให้ต่างชาติเข้ามาอย่างเดียวเราก็จะเสียดุล”  

 

O-Spa

O-Spa

ของไทยไม่แพ้ของนอก

หลังจากคิดและบ่มไอเดียมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 แบรนด์ O-Spa จึงถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2554 ซึ่งผ่านทั้งกระบวนการคิด การพัฒนาสินค้า การทำการตลาด จนได้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สกินแคร์สปาคุณภาพ เพื่อให้แบรนด์ที่ไม่มีใครรู้จักสามารถตีตลาดเมืองนอกได้ โดยซื้อใจคนต่างชาติให้หันมาซื้อแบรนด์ไทยแทนแบรนด์ในประเทศนั้นๆ โดยเน้นที่ 3 จุดประสงค์หลักคือ different (แตกต่าง), better (ดีกว่า) และ be proud (ต้องภูมิใจ) โดยสินค้าทุกตัวมีคุณภาพและสามารถใช้ได้กับคนที่ผิวบอบบางแพ้ง่ายแม้แต่ผิวเด็กและผิวผู้ใหญ่สูงวัยที่ต้องการการบำรุง

“จุดเริ่มแรกเลยเราอยากจะทำสินค้าไทยในหมวดอาบน้ำก่อน ซึ่งในตอนนั้นค่อนข้างหายากที่จะมีสบู่ก้อนที่ออยว่าใช้แล้วมีความสุขในระดับที่การอาบน้ำคือช่วงเวลาที่เราได้ผ่อนคลาย ประมาณว่าให้น้ำไหลผ่านศีรษะจรดปลายเท้าแล้วความทุกข์ปัญหามันไหลออกไปด้วย และประกอบกับออยรู้สึกว่าชาวต่างชาติมองสปาไทยเป็นเรื่องของการบำบัด เป็นเรื่องของอโรมา ที่บ้านออยก็ชอบเข้าสปา เราก็จะรู้ว่าสปาช่วยให้ผ่อนคลายได้จริง ช่วยทั้งเรื่องความงามและความสงบ เพียงแต่ว่าการจะเข้าสปาได้นั้นคนต้องมีเวลา...และต้องมีเงิน เลยมาคิดต่อยอดว่าถ้าเรานำเสนอจุดขายนี้ของสปาไทยออกไปถึงคน ให้เขาได้สัมผัสการบำบัดและความสบายใจโดยที่เขาไม่จำเป็นต้องใช้เงินและเวลามาก เป็นสิ่งที่สามารถใช้ได้จริงในทุกวัน อยู่ในในบ้าน ในห้องน้ำ มันน่าจะเจ๋งมาก”

O-Spa จึงเริ่มต้นด้วยการเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพดีที่มาในราคาที่จับต้องได้ ห่อหุ้มมาในบรรจุภัณฑ์ที่เรียบหรูและแฝงไว้ซึ่งความละเอียดใส่ใจในคุณภาพและการใช้งานจริงของบรรจุภัณฑ์และผู้ใช้ รวมทั้งใส่เรื่องราวของเมืองไทยผ่านภาพวาดสีน้ำที่เล่าเรื่องราวของวัตถุดิบแต่ละตัว เช่น ผลิตภัณฑ์สบู่ Scrub Me กลิ่น Shea Butter และ Coconut เป็นต้นมะพร้าว กับคนเล่นว่าวอยู่ริมทะเล เป็นต้น

 

O-Spa

O-Spa

O-Spa

O-Spa

ก้าวแรกสู่ตลาดโลกของ O-Spa

แต่แทนที่จะเปิดสินค้าอย่างยิ่งใหญ่ที่กรุงเทพฯ ออยเลือกเปิดตัว O-Spa ที่ประเทศสิงคโปร์ช่วง ปี พ.ศ. 2555 เนื่องจากเป็นประเทศที่ใกล้ไทยและเป็นตลาดใหญ่ที่รวมหลากหลายแบรนด์ทั่วโลก และคนสิงคโปร์ก็เป็นชนชาติที่ละเอียดในการใช้เงิน เลือกใช้ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่สมราคา คุณออยจึงเชื่อว่าถ้าผ่านสิงคโปร์ไปได้ ประเทศอื่นก็ไม่น่าจะมีปัญหาเช่นกัน หลังจากนั้นออยขยาย O-Spa ไปยังตลาดต่างๆในเอเชีย เช่น พม่า มาเลเซีย จีน ไต้หวัน เกาหลี ทวีปอื่นๆ เช่น อเมริกาใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และล่าสุดคือประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย

O-Spa

O-Spa

“การส่งออกยาก ยากที่ไม่ใช่แค่ตัวสินค้าที่ดีแต่มันมีเรื่องของมาตรฐานที่เมืองนอกต้องเข้ามาเป็นกรอบในการคิดพัฒนาสินค้าตัวหนึ่งๆ ขึ้นมา ถ้าเราพูดอะไรมา เราต้องรับผิดชอบต่อคำพูดเรา คุณไม่สามารถที่จะพูดลอยๆ ถ้าจะบอกว่ารักษาสิว จะบอกว่าผิวขาว ทุกอย่างมันต้องมีรายงานของจริงที่เค้ายอมรับ ความยากที่สองก็คือ แต่ละประเทศต่อให้ลูกค้าเราชอบ ประเทศเขาก็ต้องปกป้องแบรนด์หรือธุรกิจในประเทศ เพราะฉะนั้นความเยอะจะมากทั้งเงินและเวลาให้ยากเข้าไว้ จะได้ถอยไม่เข้า ไม่ว่าจะเป็นการขอ FDA และค่าใช้จ่ายในการขอ ระดับของ tax ด้วย คือต่อให้ O-Spa ขายไม่ได้แพงเลยให้ลูกค้านะ พอเจอ tax 45% เออ... ราคาพุ่งลูกค้าต้องหยุดทบทวน...แต่เราไม่ท้อนะ พยายามรอคอย บางทีรอมา 5 ปีก็มี 7 ปีก็ยังรอมาแล้ว”

แน่นอนว่าอีกกำลังสำคัญของแบรนด์ก็คือลูกค้าผู้จัดจำหน่ายในแต่ละประเทศ ที่ร่วมด้วยช่วยกันฝ่าฟันจน O-Spa สามารถวางขายในประเทศนั้นๆ ได้สำเร็จ โดยส่วนใหญ่ผู้จัดจำหน่ายก็คือลูกค้าที่ชื่นชอบและเข้าใจในตัวแบรนด์ดี รวมไปถึงเป็นคนคอยให้ข้อมูล และเสนอไอเดียที่ขายได้ในประเทศ เช่น ไลน์สินค้าใหม่ๆ ข้อปรับปรุงของผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

“ออยบอกเลยว่า [ผู้จัดจำหน่าย] กับพี่จะต้องรักกันมาก (หัวเราะ) เหมือนเราแต่งงานกัน เราต้องหา distributor ผู้นำเข้าหรือตัวแทนจำหน่ายที่มีนิสัยใจคอ ความคิดที่ตรงกัน และเข้าใจแบรนด์ เราฝ่ามาด้วยกัน คู่ค้ามีบุญคุณกับออยเพราะเขามีสิทธิเลือกแบรนด์จากประเทศดังๆ แต่มาเอาแบรนด์เล็กๆ อย่างเรา มากกว่าครึ่งมันเป็นเรื่องของความรู้สึกทางใจ ออยกล้าพูดว่าคู่ค้าเราคือคนที่ใช้สินค้าเราจริงมาก่อนแล้วจึงติดต่อเข้ามา เขารัก O-Spa เราเลยรักเขาเช่นกัน ”

O-Spa

O-Spa

การเดินทางกลับสู่ตลาดไทย

ความจริงแล้ว O-Spa เองมีวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเงียบๆ นานแล้ว แต่คุณออยเลือกที่จะปล่อยให้แบรนด์เติบโตตามธรรมชาติโดยไม่ได้เน้นการโฆษณา “เราเน้นการตลาดแบบปากต่อปาก สมัยก่อนคนไทยยึดติดกับแบรนด์ เชื่อในแบรนด์ยุโรป แบรนด์เมืองนอก แต่พอมีอินเตอร์เน็ต คนไทยก็เริ่มเปิดโลกกว้างว่ากระบวนการผลิตจริงๆ คืออะไร เดี๋ยวนี้กูเกิ้ลได้หมด การตลาดแบบเดิมใช้ไม่ได้ผลที่ดีอีกต่อไป คนไทยเริ่มเปิดใจที่จะทดลองสินค้าใหม่ๆ และเรียนรู้ว่าอันไหนคือของดี อันนี้คือโอกาสของ O-Spa เพราะมันคือสิ่งที่เรามั่นใจมาตลอด เป็นจุดแข็งเราที่ทำให้เราเกิดที่สิงคโปร์เมื่อ 8 ปีที่แล้ว”

“มีลูกค้าสั่งสินค้าเราไปแจกในงานมาหมดทุกแบบแล้ว ตั้งแต่งานเด็กแรกเกิด งานปีใหม่ งานหมั้นแต่งงาน หรือกระทั่งงานศพ เราก็ภูมิใจที่ได้อยู่ในทุกช่วงเวลาวันสำคัญของเขาและขอบคุณลูกค้าทุกคนจากใจ และตอนนี้เรามีบริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว โดยบริษัทนี้แต่เดิมจะบริหารเฉพาะสินค้าคุณภาพนำเข้าจากญี่ปุ่น แต่เขามีความรักและเชื่อในคุณภาพของ O-Spa และออยเชื่อว่าเขาจะมาช่วยเปลี่ยน ช่วยสร้าง ช่วยสานฝันในประเทศไทยอีกแรงหนึ่ง”

คุณออยยังเสริมถึงเทรนด์โลกที่หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพมากขึ้น เพราะมลภาวะและความเครียดในชีวิตประจำวันเริ่มมีผลต่อสุขภาพ รวมไปถึงผิวที่เกิดอาการแพ้ได้ง่ายมากขึ้น ดังนั้นของราคาแพงแต่ใช้แล้วไม่ดีจึงไม่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่อีกต่อไป อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือการซื้อผลิตภัณฑ์ตามคำพูดของโฆษณาและจรรยาบรรณในการขายสินค้า

“คนไทย 80% ถ้าไม่ใช่แบรนด์ที่ใหญ่จริงๆ ก็ยังจะซื้อเพราะว่าเชื่อคนขาย คนไทยไว้ใจกันเชื่อใจกันง่ายเป็นพื้นฐาน ฉะนั้นจริยธรรมของคนขายเป็นเรื่องสำคัญ ต้องดูว่าเขาเอาเงิน เอารวยเร็วแล้วหายไป หรือว่าเขาต้องการมอบผลิตภัณฑ์ดีๆ ให้ผู้ใช้จริงๆ ซึ่งออยก็คิดว่าอีกหน่อยเทรนด์ก็จะเริ่มเปลี่ยนเมื่อผู้บริโภคมีอำนาจในการเลือกมากพอที่จะรู้ว่าสินค้าไหนโอเคหรือไม่โอเค และเมื่อทำแบบนี้แล้วไม่สำเร็จ ก็อย่างที่ข่าวออกข่าวไป คนไทยก็จะเริ่มรู้เองและเมื่อมันขายไม่ได้ พอทำแล้วไม่รวยเขาก็จะเลิกไปเอง เขาก็ต้องผลิตของดี เหมือนกับสังคมจะเริ่มบีบเอง”

 

O-Spa

O-Spa

O-Spa

O-Spa

O-Spa

O-Spa

อุปสรรคมีไว้ให้พุ่งชน

ตลอด 8 ปีของแบรนด์ O-Spa คุณออยยกให้ความไม่ยอมแพ้เป็นหัวใจหลักในความสำเร็จของแบรนด์ ด้วยความที่เริ่มต้นแบรนด์ตอนอายุยังน้อย และยังไม่มีครอบครัว จึงมองว่าสินค้าคุณภาพดี และความตั้งใจทำงานแบบทุ่มสุดตัวจะทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จ ซึ่งแน่นอนว่าในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้น เพราะมีผู้เล่นในตลาดเดียวกันมากมายที่ไม่ได้คิดหรือมีจริยธรรมการทำงานที่เหมือนกัน จนทำให้เกิดความท้อแท้ในโลกธุรกิจ

“อย่างเมืองนอกสนามแข่งขันมันบังคับว่าคุณต้องทำตามกติกา ดังนั้นผู้เล่นน้อย มองเห็นกันและกัน และแฟร์ เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับตัวของสินค้าและกลยุทธต่างๆ แต่ว่าตลาดของเมืองไทยเนี่ย ออยรู้สึกเหมือนวิ่งมาราธอนโดยที่มีทั้งขี่จักรยาน สเก็ต (หัวเราะ) แต่ด้วยความที่เราต้องใส่รองเท้ากีฬาตามกฎก็ทำให้เราถึงเส้นชัยช้ากว่าคนอื่นหน่อย เหนื่อยหน่อย แต่มีเวลาให้คิดระหว่างวิ่งเยอะขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี สิ่งนี้เป็นการพิสูจน์ใจเราเองกับสนามนี้ การวัดกันจึงไม่เหมือนต่างชาติแต่เป็นสนามที่ดีที่สุดเพราะกำลังใจเราอยู่ที่สนามนี้ เราต้องไปจนถึงเส้นชัยต่อให้ช้าแต่ต้องถึงและถึงแบบมีศักดิ์ศรีเพราะทุกคนนั่งรอเราดูเราอยู่แต่เค้ามาวิ่งไม่ได้เท่านั้น” ออยกล่าวถึงตลาดไทยที่มองว่าเป็นตลาดที่ยากที่สุดที่เคยทำงานมา

O-Spa

O-Spa

“ออยโชคดีตรงที่มีโอกาสได้รู้จักกับหลายๆ แบรนด์ไทยหรือ Startup ที่เป็นธุรกิจที่ตั้งต้นจากอยากทำอะไรที่ดีต่อสังคม เวลาออยไปฟังเขาพูดในงานบางทีเห็นเค้าเสียงสั่นเราก็น้ำตาคลอ คือเราอินและเราเข้าใจ เราภูมิใจในตัวเขา ออยมองออกเลยว่าคนไหนที่กัดฟันสู้ คนไหนที่ยอมเสียสละ เสียเวลา เสียเงิน เสียสุขภาพเพื่อทำความฝันของตัวเองในการสร้างสิ่งที่ดีให้เกิดขึ้นและอยู่ได้ ฝันเพื่อเห็นคนอื่นมีความสุขแล้วเรามีความสุขมากกว่า คนที่ทำธุรกิจได้ด้วยและทำโดยไม่ได้นึกถึงตัวเองเป็นแก่นหลักออยว่าสำเร็จแน่นอน เพราะว่ามันข้ามผ่านเรื่องของกำลังเงินกำลังคนกลายเป็นเรื่องของใจซึ่งมีแรงขับเยอะกว่า”

“ในวันที่ท้อที่สุดในชีวิตเคยถามพ่อว่า เมื่อไหร่จะสำเร็จ แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นคำถามกลับว่า เราเป็นคนดีพอรียัง.... จบหมดคำถามเลย (หัวเราะ).. ออยว่าถ้าเราเป็นคนที่ดีพอ ความสำเร็จเกิดขึ้นแน่นอน แล้วแต่ว่าเวลามันมาถึงเมื่อไหร่ ขอให้อดทน รอคอยและทำต่อไป”

 

O-Spa

O-Spa

O-Spa

O-Spa

บาลานซ์ชีวิต

แน่นอนว่าในฐานะนักธุรกิจหญิงที่ประสบความสำเร็จ หลายคนจึงเข้ามาปรึกษาการทำงานอยู่เสมอ ซึ่งออยยินดีเล่าให้ฟัง และมักถามไถ่ถึงความรู้สึก เพราะถ้าผู้อยากทำธุรกิจรู้สึกท้อตั้งแต่ฟังแล้ว การลงมือทำธุรกิจยิ่งยากกว่าที่เธอเล่าหลายร้อยเท่า และตอนนี้คุณออยยังต้องหาสมดุลระหว่างการทำงาน และการเลี้ยงลูกสาววัย 3 ขวบไปพร้อมๆ กันอีกด้วย

O-Spa

O-Spa

“ออยพูดเลยว่าผู้หญิงทำธุรกิจยากกว่าผู้ชาย เพราะเรามีเรื่องของลูกที่เราต้องดูแล ความจริงแล้ว O-Spa ก็เหมือนลูก แต่มันไม่ได้กินอะไร ไม่ได้มีวิญญาณขนาดนั้น แต่ลูกเราหละ ถ้าเราโฟกัสแต่ธุรกิจ แต่ลูกเราขาดความรัก ไม่ได้รับการดูแล ไม่ได้รับการอบรม ไม่ได้รับการสนใจเพียงพอในช่วงที่เขาโต แล้วเขาเป็นเด็กที่ไม่ดี เกเรในสังคม เราย้อนเวลากลับไปแก้ลูกเราไม่ได้ …ธุรกิจเราล้มเราลุกขึ้นได้ เราผิดพลาดเราแก้ไขได้ แต่ลูกเราแก้ไขไม่ได้นะ (หัวเราะ) ผู้หญิงทำธุรกิจยากตรงที่ว่าต้องใช้พลังคูณสอง เวลาก็ต้องคูณสอง คุณอาจจะทำงานตอนลูกหลับ สี่ทุ่มจนถึงตีสอง ต้องใช้พลังงานสูงมาก หมายความว่าต้องโฟกัสมีสมาธิทำให้จบ เพราะตื่นมาแล้วทั้งวันอาจจะต้องอยู่ดูแลลูก นอนก็อาจจะได้แค่ 3 ชั่วโมง 4 ชั่วโมง แต่ออยเชื่อว่าผู้หญิงเราทำได้ ทำมาแล้ว (หัวเราะ)”

 

ก้าวต่อไปของ O-Spa

หลังจากหยุดพักทำรีเสิร์ชเกี่ยวกับแบรนด์มาประมาณ 2 ปี ตอนนี้ O-Spa กลับมาอีกครั้งพร้อมการพัฒนาใหม่ ทั้งในแง่ผลิตภัณฑ์และแพ็กเก็จจิ้ง เพื่อให้แบรนด์ย้ำจุดยืนและความแตกต่างให้ชัดเจนในความเป็น O-Spa ตามเป้าหมายที่มีมาตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์

O-Spa

O-Spa

“เราต้องการเป็น global brand ซึ่ง... มันอาจจะฟังแล้วเป็นไปไม่ได้ แต่ออยเชื่อว่าตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ก็คือจะไม่ทิ้งแบรนด์ O-Spa ก็จะพยายามทำต่อไปให้สุด คำว่า global brand นี้อาจจะไม่ได้เกิดที่ช่วงอายุของออย อาจจะเกิดจากหลังจากออยไม่อยู่แล้วก็ได้ ฉะนั้นทุกคนจะเห็น O-Spa ไปอีก 10 ปี 50 ปี แน่นอน เพราะว่าแบรนด์เราแบกหลายๆ อย่างไว้ตลอดการเดินทาง 8 ปีที่ผ่านมา เราแบกความหวัง เราแบกกำลังใจ เราผ่านอะไรหลายๆ อย่างมากับลูกค้าเรา กับคู่ค้าเรา และก็คนที่ใช้สินค้าเรา… ทุกคนที่ทำ O-Spa มีแรงบันดาลใจและอุดมการณ์เป็นแรงผลักดัน สิ่งนี้คือพลังที่ยั่งยืน ออยจะสู้สุดฤทธิ์เพื่อพิสูจน์ว่าแบรนด์ไทยเป็นแบรนด์โลกให้ได้ ออยรู้สึกภูมิใจที่ Red Bull มันเกิดขึ้นได้และกลายเป็นบทเรียนใน textbook ให้คนรุ่นหลังๆ ดังนั้นออยเชื่อว่าไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้”

O-Spa

O-Spa

Advertising