Bunticha P. - Time Out Thailand
Photograph: Bunticha P. - Time Out Thailand | Queer character in thai movies
Photograph: Bunticha P. - Time Out Thailand

ย้อนมอง 10 ตัวละครเควียร์ในโลกภาพยนตร์ไทย ภาพสะท้อนตัวตนและพื้นที่ของการมีอยู่

สำรวจความรัก ความสับสน ความเจ็บปวด และการเติบโตของตัวละคร LGBTQ+ ที่สะท้อนสังคมไทยในแต่ละยุคสมัย

Yokploy Chandrabha
การโฆษณา

เนื่องในเดือนมิถุนายน เดือนแห่งความภาคภูมิใจของผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือ (Pride Month) เราเลยอยากชวนทุกคนย้อนกลับไปมองเรื่องราวของเหล่าตัวละครเควียร์ในโลกภาพยนตร์ไทยกันอีกครั้ง ผ่านเรื่องราวความรัก ความฝัน ความสับสน และการเติบโต ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ภาพยนตร์ไทยค่อยๆ เปิดพื้นที่ให้ตัวละคร LGBTQ+ มีตัวตนมากขึ้น จากวันที่ตัวละครเควียร์มักถูกวางไว้เป็นตัวละครตลก ตัวประกอบ หรือสีสันของเรื่อง สู่วันที่พวกเขากลายเป็นตัวละครหลักที่มีชีวิต มีความรัก มีความเจ็บปวด และมีเรื่องราวเป็นของตัวเอง 

บทความนี้จึงอยากชวนทุกคนไปสำรวจ 10 ตัวละครเควียร์จากภาพยนตร์ไทย ที่ไม่เพียงสะท้อนความหลากหลายทางเพศ แต่ยังบอกเล่าความหวัง ความเปราะบาง การต่อสู้ และข้อจำกัดที่คน LGBTQ+ ต้องเผชิญในแต่ละยุคสมัย เพราะแม้โลกวันนี้จะเปิดกว้างขึ้นกว่าเดิม แต่เรื่องราวของพวกเขาก็ยังคงย้ำเตือนว่า การที่ได้เป็นตัวเองอย่างเต็มที่นั้นไม่เคยเป็นเรื่องง่าย และในโลกที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย อย่างน้อยก็คงดีถ้าตัวละครเหล่านี้ รวมถึงผู้คนอีกมากมายในชีวิตจริง ได้มีโอกาสเป็นตัวเอง รักคนที่อยากรัก และได้ใช้ชีวิตในแบบที่พวกเขาเลือกได้อย่างไม่ต้องรู้สึกผิดอีกต่อไป

โต้ง จาก ‘รักแห่งสยาม’ (2550)

ถ้าพูดถึงตัวละครเควียร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดตัวหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย ‘โต้ง’ จาก รักแห่งสยาม (2550) คงเป็นตัวละครที่หลายคนน่าจะนึกถึงเป็นลำดับแรกๆ ความเจ็บปวดของโต้งไม่ได้เกิดจากการถูกกลั่นแกล้งหรือถูกกีดกัน แต่เกิดจากความสับสนที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นภายในใจ เมื่อเด็กผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่เคยมีแฟนสาว เริ่มค้นพบว่าความรู้สึกที่มีต่อ ‘มิว’ (เพื่อนสนิทในวัยเด็ก) ลึกซึ้งเกินกว่าคำว่าเพื่อน
สิ่งที่หนังถ่ายทอดออกมาได้อย่างเจ็บปวดคือ การที่โต้งพยายามเดินอยู่ระหว่างความรู้สึกของตัวเองกับความคาดหวังของสังคมรอบตัว ในยุคที่การพูดเรื่องความหลากหลายทางเพศยังไม่เปิดกว้างเหมือนทุกวันนี้ การรักใครสักคนจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบางครั้งสิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจจะไม่ใช่สายตาของคนอื่น แต่คือการยอมรับความรู้สึกลึกๆ ข้างในของตัวเองต่างหาก
หลายคนที่ได้ดูแล้วคงคิดเหมือนกันว่า ฉากจบของหนังนั้นยังคงตราตรึงผู้ชมมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะมันสะท้อนความจริงที่คนจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญ ว่าบางครั้งความรักอาจเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ใช่ทุกความรักที่จะสามารถดำเนินต่อไปได้ในโลกแห่งความเป็นจริง
ในแง่นี้ โต้งจึงไม่ได้เป็นเพียงตัวละครเควียร์หรือเกย์ในหนังไทย แต่เป็นตัวแทนของคนรุ่นหนึ่งที่เติบโตมาพร้อมกับความสับสน ความกลัว และความพยายามค้นหาตัวตนของตัวเอง

คิม จาก ‘Yes or No อยากรัก ก็รักเลย’ (2553)

‘คิม’ จาก Yes or No อยากรัก ก็รักเลย อาจดูเป็นตัวละครที่สดใส มั่นใจ และรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร แต่ความเจ็บปวดของเธออยู่ตรงการต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่ยังมองความรักระหว่างผู้หญิงกับผู้หญิงเป็นเรื่องผิดแปลกอยู่ไม่น้อย
ในยุคที่หนังเข้าฉาย คำว่า ‘ทอม-ดี้’ อาจเป็นสิ่งที่คนไทยคุ้นเคย แต่ความเข้าใจที่มีต่อคนกลุ่มนี้ยังเต็มไปด้วยอคติและภาพจำแบบเหมารวม คิมจึงต้องเผชิญกับทั้งสายตาตัดสิน ความไม่เข้าใจ
สิ่งที่ตัวหนังทำได้ดีคือการทำให้คนดูเห็นว่า เบื้องหลังภาพลักษณ์ของ ‘ทอม’ ก็คือคนธรรมดาคนหนึ่งที่อยากรักและถูกรักเหมือนกับคนอื่น ความสัมพันธ์ระหว่างคิมกับพายจึงไม่ใช่แค่เรื่องโรแมนติก แต่เป็นการค่อยๆ พังทลายกำแพงอคติที่สังคมสร้างเอาไว้
หนังไม่ได้เล่าความเจ็บปวดผ่านการถูกกีดกัน แต่เล่าผ่านความอึดอัดเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน การต้องอธิบายตัวเอง และการพยายามพิสูจน์ว่าความรักของพวกเธอไม่ได้แตกต่างจากคู่รักทั่วไปเลย และนั่นเองที่ทำให้คิมกลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่สำคัญของภาพยนตร์ไทย ที่ช่วยเปิดประตูให้ความรักหลากหลายรูปแบบถูกมองเห็นมากขึ้นในสังคมจนถึงปัจจุบัน

การโฆษณา

เบล จาก ‘Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า’ (2562)

‘เบล’ จาก Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า อาจไม่ใช่ตัวละครที่พูดเรื่องเพศสภาพหรือรสนิยมทางเพศออกมาตรงๆ แต่เธอเป็นตัวแทนของความรู้สึกที่คนเควียร์จำนวนมากคุ้นเคย นั่นคือความรู้สึกว่า ‘เราเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่จริงหรือเปล่า’ ตลอดทั้งเรื่อง
ความสัมพันธ์ระหว่างเบลกับซูเต็มไปด้วยความผูกพัน ความคิดถึง และความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะนิยามว่าเป็นเพื่อนหรือมากกว่านั้น หนังจึงไม่ได้สนใจการติดป้ายให้ตัวละคร แต่เลือกเล่าความรู้สึกคลุมเครือที่เกิดขึ้นจริงในช่วงวัยรุ่นได้อย่างละเอียดอ่อน
สิ่งที่น่าเจ็บปวดของเบลคือ เธอดูเป็นคนที่ไม่ค่อยเข้ากับอะไรสักอย่างนัก ไม่ว่าจะเป็นบ้านเกิด ครอบครัว อนาคต หรือแม้แต่ความรู้สึกของตัวเอง ชื่อเรื่อง Where We Belong จึงเหมือนคำถามที่ค้างเติ้งอยู่ในใจ และอาจเป็นคำถามเดียวกับที่หลายคนเคยถามตัวเองเช่นกันว่า สุดท้ายแล้วเราจะมีพื้นที่ที่สามารถเป็นตัวเองได้จริงๆ ไหม
ในแง่นี้ เบลจึงไม่ได้เป็นแค่ตัวแทนของคนรักเพศเดียวกัน แต่เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่กำลังตามหาที่ทางของตัวเองในโลกใบนี้ และพยายามค้นหาคำตอบว่า ‘ที่ตรงนั้น จะมีจริงสำหรับพวกเขาหรือเปล่า’

เต๋ จาก ‘แปลรักฉันด้วยใจเธอ’ (2563)

‘เต๋’ จาก แปลรักฉันด้วยใจเธอ ตัวละครที่คนดูน่าจะได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับเขา ความเจ็บปวดของเต๋ เป็นความสับสนที่เกิดขึ้นภายในหลุมข้างในใจตัวเอง เขาเติบโตมาในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน มีกลุ่มเพื่อนสนิท มีแฟนอย่างตาล และมีเส้นทางชีวิตที่ดูเหมือนจะเป็นไปตามแบบแผนทุกอย่าง จนกระทั่ง ‘โอ้เอ๋ว’ กลับเข้ามาในชีวิต และทำให้ความรู้สึกบางอย่างของเขาเริ่มจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งที่ซีรีส์เล่าได้ดีมากคือการทำให้เราเห็นว่า บางครั้งสิ่งที่กดทับมนุษย์ไม่ใช่คำพูดร้ายๆ จากคนอื่นเสมอไป แต่อาจเป็นความคาดหวังที่เราซึมซับมาตั้งแต่เด็ก ทั้งเรื่องครอบครัว การสืบทอดตระกูล หรือภาพจำของการเป็นลูกชายที่ดี จนเต๋เองเชื่อว่าเขาไม่ควรรู้สึกแบบนี้กับผู้ชายด้วยกัน
ซีนจูบใต้น้ำระหว่างเต๋กับโอ้เอ๋วจึงกลายเป็นภาพจำของคนดูหลายคน เพราะมันสะท้อนการต้องซ่อนความรู้สึกจากสายตาของโลกภายนอก แต่สิ่งที่งดงามที่สุดของเรื่องอาจอยู่ตรงที่ สุดท้ายแล้วเขาไม่ได้เอาชนะสายตาสังคมด้วยการต่อสู้ครั้งใหญ่ แต่ค่อยๆ เรียนรู้ที่จะซื่อสัตย์กับหัวใจของตัวเอง และยอมรับว่าจริงๆ แล้วความรักไม่จำเป็นต้องเดินตามเส้นทางที่คนอื่นวางเอาไว้เสมอไปก็ได้

การโฆษณา

ศร จาก ‘ดอยบอย’ (2566)

‘ศร’ จาก ดอยบอย ตัวละครเควียร์ที่แบกความเปราะบางหลายชั้นเอาไว้พร้อมกัน เขาไม่ได้เป็นเพียงชายรักชาย แต่ยังเป็นแรงงานข้ามชาติ เป็นผู้ลี้ภัย และเป็นคนชายขอบที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในเมืองที่ไม่เคยเป็นบ้านของตัวเอง การทำงานขายบริการในย่านกลางคืนของเชียงใหม่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการทำงานหาเลี้ยงชีพ แต่เป็นหนทางไม่กี่ทางที่ทำให้เขาสามารถมีตัวตนอยู่ในสังคมเหล่านี้ได้
สิ่งที่น่าเจ็บปวดในดอยบอย คือหนังทำให้เราเห็นว่า ความเป็นเควียร์ของศรถูกกดทับด้วยเงื่อนไขอื่นๆ ในชีวิตอยู่ตลอดเวลา ทั้งเรื่องสัญชาติ สถานะทางกฎหมาย ความยากจน และอำนาจของรัฐที่มองไม่เห็นแต่ส่งผลกับชีวิตเขาในทุกๆ วัน
ฉากหลังของเชียงใหม่ จึงไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยวสวยงามอย่างในภาพจำของใครหลายๆ คน แต่กลายเป็นพื้นที่ที่ทั้งร่างกาย ความรัก และความปรารถนาของตัวละครถูกควบคุมอยู่ตลอดเวลา ศรเลยเป็นตัวแทนของคนเควียร์อีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ต่อสู้แค่เพื่อสิทธิในการรักใครสักคน แต่กำลังต่อสู้เพื่อสิทธิในการมีชีวิตอยู่และได้รับการมองเห็นในฐานะมนุษย์คนหนึ่งด้วย

ชาตี จาก ‘ทะเลของฉัน มีคลื่นเล็กน้อย ถึงปานกลาง’ (2566)

‘ชาตี’ จาก ทะเลของฉัน มีคลื่นเล็กน้อยถึงปานกลาง เป็นตัวละครเควียร์ที่ไม่ได้ต้องต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ต้องต่อสู้กับโลกทั้งใบที่ถูกจัดวางเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ในฐานะหญิงสาวมุสลิมจากจังหวัดสงขลา
ชีวิตของเธอดูเหมือนจะดำเนินไปตามครรลองตามปกติ จนวันที่ครอบครัวเริ่มผลักดันให้แต่งงานกับชายหนุ่มที่เหมาะสมตามหลักศาสนา ขณะเดียวกัน การเข้ามาของ ‘ฝน’ ศิลปินสาวจากต่างถิ่น ก็ทำให้เธอเริ่มตั้งคำถามกับความรู้สึกและเส้นทางชีวิตที่ตัวเองถูกคาดหวังให้เลือก
สิ่งที่ตัวหนังถ่ายทอดได้อย่างงดงามคือ ความเจ็บปวดของชาตีไม่ได้เกิดจากการเป็นหญิงรักหญิงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ความรักของเธอถูกห้อมล้อมด้วยทั้งศาสนา ครอบครัว ชุมชน และกฎเกณฑ์ที่มองไม่เห็นมากมาย
ความสัมพันธ์ระหว่างชาตีกับฝนจึงไม่ใช่แค่เรื่องรักโรแมนติก แต่เป็นการต่อรองกับอำนาจรอบตัวที่พยายามกำหนดว่าเธอควรเป็นใครและควรรักใคร สุดท้าย ทะเลของฉัน มีคลื่นเล็กน้อยถึงปานกลาง จึงกลายเป็นหนังที่พูดถึงความเป็นเควียร์ได้อย่างอ่อนโยน แต่ก็ทิ้งคลื่นความรู้สึกบางอย่างให้กระเพื่อมอยู่ในใจคนดูไปอีกนานหลังจากที่ดูภาพยนตร์จบ

การโฆษณา

ฟลุ๊ค จาก ‘วัยหนุ่ม 2544’ (2567)

‘ฟลุ๊ค’ ผู้ต้องขังจากบ้านคลองเตยที่อาจดูอ่อนโยนกว่าคนอื่นในแดนเดียวกัน เขาเป็นคนที่เชื่อในความรัก ใส่ใจความรู้สึกคนรอบข้าง และไม่ได้พยายามปิดบังตัวตนของตัวเอง แต่ในพื้นที่อย่างเรือนจำ ความอ่อนโยนกลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เขาถูกมองว่าอ่อนแอ ความเป็น LGBTQ+
ของฟลุ๊คจึงไม่ใช่แค่เรื่องรสนิยมทางเพศ แต่เป็นเรื่องของการถูกตัดสินจากบุคลิก ท่าทาง และวิธีแสดงออก ตั้งแต่การทาสีเล็บ ไปจนถึงการพูดคำลงท้ายอย่าง ‘ค่ะ’ ที่หลายคนมองว่าไม่เหมาะกับผู้ชาย
สิ่งที่หนังสะท้อนได้เจ็บปวดคือ ต่อให้ทุกคนในเรือนจำจะถูกพรากอิสรภาพเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ฟลุ๊คและกลุ่มผู้ต้องขัง LGBTQ+ ยังคงต้องเผชิญกับการกดทับ และการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นคนจากทั้งระบบและเพื่อนนักโทษด้วยกันเอง
พวกเขามักถูกผลักให้อยู่ลำดับล่างสุดของโครงสร้างอำนาจในแดนขังอยู่เสมอ ทำให้ฟลุ๊คกลายเป็นตัวแทนของคนเควียร์จำนวนมากที่ไม่ได้เจ็บปวดเพราะการเป็นตัวเอง แต่เจ็บปวดเพราะสังคมยังมองว่าการเป็นตัวเองนั้นไม่ดีพอ

ทองคำ จาก ‘วิมานหนาม’ (2567)

ถ้าจะมีตัวละครไหนที่ทำให้คนดูรู้สึกทั้งโกรธ ทั้งสงสาร และทั้งอึดอัดไปพร้อมกัน ‘ทองคำ’ จาก วิมานหนาม น่าจะเป็นหนึ่งในนั้น
หากใครที่ได้รับชมภาพยนตร์แล้วคงจะเข้าใจความรู้สึกของเขาคนนี้ดี ทองคำคือคนที่ทุ่มทุกอย่างให้กับความรัก ทั้งแรงกาย แรงใจ และแม้แต่เงินเก็บของตัวเองเพื่อช่วยสร้างสวนทุเรียนร่วมกับคนรัก แต่เมื่ออีกฝ่ายจากไป สิ่งที่เคยเชื่อว่าเป็น ‘ชีวิตที่สร้างมาด้วยกัน’ กลับไม่เหลืออะไรเป็นของเขาเลยในทางกฎหมาย เพราะสถานะความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่เคยถูกกฎหมายรับรองตั้งแต่แรก
ความเจ็บปวดของทองคำจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการสูญเสียคนรัก แต่เป็นการถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยระบบที่มองไม่เห็น ตัวหนังทำให้เราเห็นชัดว่า ในวันที่สมรสเท่าเทียมยังไม่เกิดขึ้น กฎหมายมรดก ทะเบียนสมรส หรือเอกสารราชการต่างๆ สามารถกลายเป็นตัวร้ายที่พรากทั้งบ้าน ความฝัน และศักดิ์ศรีของคนคนหนึ่งไปได้ง่ายๆ
วิมานหนาม เลยไม่ได้เป็นแค่หนังรักหรือหนังดราม่าครอบครัว แต่เป็นภาพสะท้อนของยุคสมัยที่ LGBTQ+ หลายคนต้องต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ของตัวเอง ทั้งที่สิ่งที่พวกเขาต้องการอาจมีเพียงสิทธิขั้นพื้นฐานเดียวกับคนอื่นเท่านั้นเอง

การโฆษณา

ตี่ตี๋ จาก ‘ซองแดงแต่งผี’ (2568)

แม้ ‘ซองแดงแต่งผี’ จะเป็นหนังที่อัดแน่นไปด้วยความฮา ความวายป่วง และเคมีสุดเข้าขาของตัวละคร แต่สิ่งที่ทำให้หลายคนเสียน้ำตาแบบไม่ทันตั้งตัว กลับเป็นเรื่องราวของ ‘ตี่ตี๋’ ผีเกย์ลูกชายคนเดียวของครอบครัวคนจีน ที่แบกความคาดหวังของผู้เป็นพ่อเอาไว้เต็มบ่าตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่
ความเจ็บปวดของตี่ตี๋ไม่ใช่แค่การเกิดมาเป็นชายรักชาย แต่คือการเติบโตมาในบ้านที่เขาไม่สามารถเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ ต้องคอยพิสูจน์ตัวเองอยู่ตลอด และเฝ้ารอการยอมรับจากคนที่เขารักมากที่สุดอย่างผู้เป็นพ่อ
สิ่งที่หนังทำได้ดีคือการเล่าประเด็นนี้โดยไม่เทศน์หรือดราม่าจนหนักเกินไป แต่ค่อยๆ ให้คนดูเห็นว่าภายใต้ตัวละครที่ดูสดใส ขี้เล่น และชอบแซวคนอื่นนั้น มีเด็กคนหนึ่งที่แค่อยากได้รับความรักแบบไม่มีเงื่อนไขอยู่เหมือนกัน
หลังดูจบ หลายคนคงอดคิดไม่ได้ว่า หากเลือกได้ เราก็คงอยากให้ตี่ตี๋ได้มีโอกาสใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตั้งแต่ตอนที่ยังมีลมหายใจอยู่ เพราะสุดท้ายแล้ว ความเจ็บปวดที่สุดของตี่ตี๋อาจไม่ใช่การจากโลกนี้ไป แต่คือการจากไปก่อนที่จะได้รับการยอมรับในแบบที่เขาคู่ควรจะได้รับต่างหาก

โฟร์มด จาก ‘Gelboys สถานะกั๊กใจ’ (2568)

‘โฟร์มด’ ตัวละครที่สะท้อนความเป็นวัยรุ่น Gen Z ยุคนี้ได้ชัดเจนที่สุด ตั้งแต่เปิดเรื่องเราก็เห็นได้ว่าตัวซีรีส์ไม่ได้พยายามปกปิด หรือทำให้ความหลากหลายทางเพศของเขาเป็นประเด็นใหญ่โตอะไร เริ่มต้นอีพีแรกเราก็ได้เห็ณว่าโฟร์มดมีแฟนเป็นผู้หญิง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกดีๆ ให้กับวิเชียร และต่อมาก็มีความสัมพันธ์กับไฟฟ้าเพื่อนในแก๊งที่เป็น LGBTQIA+ เหมือนกัน 

ซีรีส์เรื่องนี้จึงไม่ได้พยายามบังคับให้ตัวละครต้องเลือกเป็นแบบใดแบบหนึ่ง แต่ปล่อยให้เขาค่อยๆ เรียนรู้ความรู้สึกของตัวเองไปพร้อมกับคนดู ซึ่งนี่แหละคือความเจ็บปวดเล็กๆ ของการเติบโตในฐานะวัยรุ่นที่บางครั้งเราเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าควรนิยามตัวเองว่าอะไร

นอกจากเรื่องความรัก โฟร์มดยังเป็นภาพแทนของวัยรุ่น Gen Z ได้อย่างชัดเจน ทั้งความมั่นใจ สไตล์การแต่งตัวที่จัดจ้าน การทำเล็บเจล หรือการไม่กลัวที่จะโชว์ด้านเฟมินีนของตัวเองออกมา โฟร์มดเป็นตัวละครที่ทำให้เห็นว่า ความเป็นผู้ชายในยุคนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่กรอบเดิมๆ ว่าห้ามแต่งหน้า ห้ามทำเล็บ ห้ามอ่อนโยน หรือห้ามออกสาว 

ในบางทีความสำคัญที่สุดของโฟร์มดอาจไม่ใช่การเป็นตัวละคร LGBTQIA+ แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่กำลังเติบโตขึ้นมาในโลกที่เปิดพื้นที่ให้พวกเขาเป็นตัวเองได้มากกว่าเดิม แม้ระหว่างทางจะยังมีความสับสนและความไม่แน่ใจอยู่บ้างก็ตาม

เรื่องเด่น
    บทความล่าสุด
      การโฆษณา