หากพูดถึงนักแสดงหญิงที่อยู่ในวงการภาพยนตร์ไทยมาราว 10 ปี ชื่อของ เอิงเอย-ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์ อาจไม่ได้เป็นชื่อที่ทุกคนคุ้นเคยจากหนังตลาด แต่สำหรับคนดูหนังนอกกระแส หนังสั้น หรือผลงานที่เดินทางไปตามเทศกาลภาพยนตร์ เธอน่าจะเป็นหนึ่งในชื่อที่คุ้นตา
เอิงเอยเริ่มต้นเส้นทางนักแสดงจาก ‘Motel Mist โรงแรมต่างดาว’ ของ ปราบดา หยุ่น ก่อนจะมีผลงานตามมาอีกหลายเรื่อง และในปีนี้ ‘Human Resources พนักงานใหม่โปรดรับไว้พิจารณา’ ก็พาเธอออกเดินทางไปยังเทศกาลภาพยนตร์หลายแห่ง ตั้งแต่เวนิส ไต้หวัน ไปจนถึงนิวยอร์ก
การเดินทางครั้งนี้ทำให้เรามีคำถามมากมายที่อยากชวนเอิงเอยพูดคุย ตั้งแต่มุมมองต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ คนทำหนัง ศิลปิน พื้นที่ฉายหนัง ศิลปะ และคนดู ไปจนถึงชีวิตธรรมดาๆ ในวันที่ไม่ได้เข้ากอง
2026 ปีแห่งการเดินทาง
‘ปีนี้สำหรับเอิงก็ถือว่าเป็นปีแห่งการเดินทาง’
เธอพูดขึ้นง่ายๆ ก่อนจะย้อนกลับไปนึกถึงจำนวนครั้งที่ตัวเองต้องเก็บกระเป๋าเดินทางไปสนามบิน ที่ผ่านมา การได้เดินทางไปเทศกาลหนังอาจเกิดขึ้นเพียงปีละหนึ่งหรือสองครั้ง บางครั้งคือการไปฉายรอบพรีเมียร์แล้วกลับ แต่ปีนี้กลับต่างออกไป เพราะเธอไม่ได้เพียงเดินทางไปเทศกาล หากหนังเองก็ออกเดินทางไปเรื่อยๆ ตามเส้นทางของมันและนั่นทำให้เธอได้เห็นบางอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ในอีกด้านหนึ่ง ปีนี้ก็เป็นปีที่งานของเธอเข้ามาเป็นช่วงๆ เช่นกัน มีช่วงที่งานติดกัน และมีช่วงที่ว่างยาว การเป็นนักแสดงไม่ได้หมายความว่าจะมีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอทุกเดือน แม้หนังที่ตัวเองแสดงจะกำลังเดินทางไปไกลแค่ไหนก็ตาม
เทศกาลหนังไม่ได้มีไว้แค่สำหรับคนทำหนัง
เราถามเอิงเอยถึงประสบการณ์ทำงานทั้งในและนอกประเทศในช่วงที่ผ่านมา เพราะเธอมีโอกาสสัมผัสทั้งกองถ่ายและเทศกาลภาพยนตร์ในต่างประเทศ ทำให้เธอไม่ได้มองประสบการณ์ครั้งนี้จากมุมของนักแสดงที่เพิ่งออกไปเห็นโลกเป็นครั้งแรก แต่เป็นคนที่เริ่มสังเกตโครงสร้างของสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวมากขึ้น
เธอเล่าว่า สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้ชัดเจนโดยเฉพาะจากเทศกาลระดับนานาชาติ คือการที่ภาพยนตร์ไม่ได้ถูกแยกออกจากชีวิตประจำวันของผู้คน เธอยกตัวอย่าง Venice International Film Festival (เทศกาลภาพยนตร์เวนิส) ซึ่งแม้จะเป็นหนึ่งในเทศกาลหนังที่เก่าแก่และสำคัญของโลก แต่บรรยากาศของเทศกาลกลับไม่ได้สร้างกำแพงขึ้นมาระหว่าง ‘คนทำหนัง’ กับ ‘คนดูหนัง’ อย่างที่เราอาจจินตนาการ
“เอิงรู้สึกว่ามันไม่ใช่เทศกาลหนังที่แบ่งแยกสำหรับคนดูหนังหรือไม่ดูหนัง”
สำหรับเธอ ความน่าสนใจไม่ได้อยู่เพียงที่จำนวนหนังหรือรายชื่อผู้กำกับ แต่เป็นการที่เทศกาลสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเมืองได้จริง มีทั้งการฉายหนัง การพูดคุย เวิร์กช็อป การสร้างเครือข่ายสำหรับคนในอุตสาหกรรม และพื้นที่ที่เปิดให้คนดูเข้ามามีส่วนร่วม เพราะในมุมของเอิงเอย คนดูก็ไม่ได้เป็นเพียงปลายทางของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบทั้งหมด
เมื่อคนดูเข้าถึงหนังได้ง่ายขึ้น หนังจึงมีพื้นที่ให้ถูกพูดถึง มีคนเข้าชม มีเงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่อุตสาหกรรม และทำให้ระบบสามารถเดินหน้าต่อไปได้ สิ่งที่เธอพบในหลายเทศกาลจึงไม่ใช่คำถามว่า หนังเรื่องนี้ดูยากไหม? แต่เป็นบรรยากาศที่ทำให้ภาพยนตร์และศิลปะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปโดยแทบไม่ต้องตั้งคำถาม
“มันครอบคลุมโดยที่เราไม่ต้องมานั่งพูดว่าหนังมันเป็นหนัง
หรือศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไหม เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไหม”
เอิงเอยเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะพูดถึงสิ่งที่เธอรู้สึกว่ายังแตกต่างจากบ้านเรา
สำหรับเธอ สิ่งที่น่าสนใจของเทศกาลอย่าง Taipei Golden Horse Film Festival รวมถึงบรรยากาศของเทศกาลในเกาหลีอย่าง Busan International Film Festival คือการที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ดูเหมือนจะฝังอยู่ในชีวิตประจำวันของเมืองอยู่แล้ว คนทำหนัง คนดูหนัง โรงภาพยนตร์ และกิจกรรมทางวัฒนธรรมไม่ได้ถูกแบ่งออกเป็นโลกคนละใบ
“คนทำอาร์ตก็คือคนทำอาร์ต คนทำหนังก็คือคนที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมแล้ว มันไม่ได้แยกจากกัน”
เมืองที่มีพื้นที่ให้หนังหายใจ
เมื่อเดินทางมาถึง New York Asian Film Festival (เทศกาลภาพยนตร์เอเชียแห่งนิวยอร์ก) ความรู้สึกของเอิงเอยก็ไม่ได้ต่างไปจากเดิมมากนัก เพียงแต่ครั้งนี้ เธอได้เห็นความสำคัญของ สิ่งที่เรียกว่า ‘พื้นที่ฉายหนัง’ ได้ชัดเจนขึ้น
เทศกาลแห่งนี้มีขนาดเล็กกว่าเทศกาลระดับนานาชาติที่เธอเคยไป แต่สิ่งหนึ่งที่เธอสังเกตได้คือ เมืองอย่างนิวยอร์กมีพื้นที่สำหรับการฉายภาพยนตร์อยู่มากมายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรงหนังขนาดเล็ก พื้นที่ฉายหนังของคนท้องถิ่น หรือสถานที่ทางวัฒนธรรมต่างๆ ภาพยนตร์จึงไม่ได้มีชีวิตอยู่แค่ในช่วงเวลาที่เทศกาลจัดขึ้น แต่มันสามารถไหลเวียนอยู่ในเมืองได้ตลอดทั้งปี
เราถามเอิงเอยต่อว่า มองอุตสาหรรมฝั่งประเทศไทยเป็นอย่างไร เธอเล่าว่า หากวันหนึ่งเรามีพื้นที่ฉายหนังที่หลากหลายและแข็งแรงพอ พื้นที่เหล่านั้นอาจไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับฉายภาพยนตร์ แต่มันอาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมที่ช่วยประคองหนังเล็กๆ ให้มีชีวิตต่อไปได้
และเมื่อถามถึงปฏิกิริยาของผู้ชมต่างชาติที่มีต่อ Human Resources เอิงเอยไม่ได้รู้สึกว่าความเป็นหนังไทยกลายเป็นกำแพงระหว่างเธอกับผู้ชมเสียทีเดียว เธออธิบายว่า ผู้ชมในเทศกาลที่นิวยอร์กมีทั้งชาวเอเชียและชาวต่างชาติ และด้วยความหลากหลายของเมืองนิวยอร์กเอง เธอเองก็ไม่อาจสรุปปฏิกิริยาของผู้ชมทั้งหมดได้ แต่สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้จากช่วง Q&A คือ หลายประเด็นในหนังสามารถเชื่อมโยงกับผู้ชมได้ง่ายกว่าที่คิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง เพศ อำนาจ และความเหลื่อมล้ำ
เมื่ออาชีพเลือกเรา ก่อนที่เราจะเลือกอาชีพ
เมื่อขยับมาคุยกันถึงเรื่องการแสดง เอิงเอยเล่าว่า..
เธอไม่เคยเป็นคนเลือกว่าจะต้องเป็นนักแสดงแบบไหน หลายครั้งอาชีพกลับเป็นฝ่ายเลือกเธอก่อนเสมอ และเมื่อคนในอุตสาหกรรมจดจำเธอจากงานแบบหนึ่ง งานแบบนั้นก็มักจะพาเธอไปสู่งานชิ้นถัดไปโดยอัตโนมัติ
“ถ้าคนเขาจำว่าเราเล่นงานอะไร เขาก็จะให้เราเล่นงานต่อๆ ไปแบบนั้น”
เอิงเอยหัวเราะเบาๆ เมื่อเล่าถึงเส้นทางที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะจริงๆ แล้วเธอไม่ได้เคยวางตำแหน่งให้ตัวเองว่าเป็นนักแสดงหนังนอกกระแส หรือเลือกว่าจะต้องทำงานกับภาพยนตร์ประเภทใดเป็นพิเศษ งานในวงการบันเทิงของเธออย่างแรกที่เธอเล่นก็เป็นหนัง และนั่นทำให้เส้นทางการทำงานค่อยๆ แตกแขนงออกไปตามโอกาสที่เข้ามา
“เราพยายามทำหมดแล้ว ไปแคสต์ทั้งโฆษณา หนังสั้นนักศึกษา เล่นเอ็มวีก็เล่น”
แม้กระทั่งมิวสิกวิดีโอที่หลายคนอาจมองว่าเป็นงานที่สั้นและง่ายกว่าภาพยนตร์
“ใครบอกว่าง่ายกว่า เราก็ว่ายากมั้ง”
เธอกลับมองว่าความสั้นนั้นเองคือความยาก เพราะเมื่อเรื่องราวถูกบีบให้เหลือเพียงไม่กี่นาที นักแสดงก็ต้องสกัดอารมณ์ออกมาให้ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะมิวสิกวิดีโอที่เลือกเล่าเรื่องในรูปแบบหนังสั้น ยิ่งต้องหาวิธีทำให้อารมณ์ของตัวละครเดินทางไปถึงคนดูภายในเวลาที่จำกัด
‘เจ้าแม่หนังอินดี้’ ที่ไม่เคยเลือกตัวเองเป็นแบบนั้น
คำว่า ‘เจ้าแม่หนังอินดี้’ เป็นฉายาที่คนดูมักใช้เรียกเธอจนติดปาก แต่สำหรับเจ้าตัวเอง เอิงเอยกลับหัวเราะแล้วบอกว่า จนถึงตอนนี้ก็ยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคำนี้เริ่มมาจากไหน
“เขาพูดเหมือนราวกับว่าเรากำลังเป็นเสาหลักค้ำจุนไพโอเนียร์ของวงการหนังอินดี้ เอาจริงๆ นี่ไม่ได้เลือกเลยนะ งานต้องเลือกเราก่อนเราถึงจะได้มีโอกาสอยู่ในจุดที่เราต่อรองแล้วก็เลือกมันได้”
ประโยคนี้ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่กลับสะท้อนโครงสร้างของอาชีพนักแสดงได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะในประเทศที่โอกาสไม่ได้มีเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ การได้ทำงานหนึ่งชิ้นอาจเป็นสิ่งที่ต้องคว้าเอาไว้ก่อนจะได้มีสิทธิ์คิดว่าชอบหรือไม่ชอบ
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่เธอไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังสร้างภาพจำของ ‘นักแสดงหนังอินดี้’ แต่เอิงเอยกำลังจะบอกว่า เธอก็เป็นเพียงนักแสดงคนหนึ่งที่ทำงานตามโอกาสที่เข้ามา และบังเอิญว่าโอกาสเหล่านั้นพาเธอเดินทางมาในเส้นทางนี้
เมื่อคนดูไม่ได้ไม่เข้าใจ แต่ชีวิตอาจเหนื่อยเกินกว่าจะทำความเข้าใจ
เอิงเอยเข้าใจว่าหนังที่ซับซ้อนและคลุมเครืออาจต้องใช้เวลาจากคนดูมากกว่า และอาจไม่ใช่สิ่งที่ได้รับความนิยมในตลาดแมส เพราะในชีวิตจริง คนเราก็เหนื่อยมากพออยู่แล้ว
“ทุกวันนี้ ชีวิตเรามันก็เหนื่อยมากพอแล้ว”
หลังจากใช้เวลาทั้งวันกับเรื่องยากๆ การกลับมาดูหนังในเวลาส่วนตัวจึงอาจเป็นช่วงที่เราอยากเลือกอะไรที่เข้าใจง่ายและไม่ต้องใช้พลังงานมากนัก แต่เธอไม่ได้มองว่าคนดู ‘ไม่เข้าใจศิลปะ’ แต่มันคือเรื่องของบริบทและวิถีชีวิต และอยากเห็นความหลากหลายของงานศิลปะกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน รวมถึงมีพื้นที่ในตลาดกระแสหลักมากขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง เอิงเอยเองก็ต้องเผชิญกับความท้าทายของการทำงานในวงการที่อาศัยทั้งคอนเนกชันและการถูกมองเห็น แม้เธอจะไม่ใช่คนที่ชอบเข้าสังคมก็ตาม
“วงการนี้มันชัดเจนว่ามันใช้ความจำหน้า จำชื่อได้ มันไม่เหมือนอาชีพอื่นที่เข้าผ่านเอชอาร์
แต่อันนี้เราเข้าผ่านแคสติ้ง มันก็ทำให้เอิงเหนื่อยเหมือนกัน”
สำหรับเธอ การเป็นนักแสดงจึงไม่ได้มีแค่การพร้อมเมื่ออยู่หน้ากล้อง แต่ยังหมายถึงการทำให้ตัวเองยังคงอยู่ในสายตาของคนในอุตสาหกรรม และเปิดพื้นที่ให้โอกาสเดินเข้ามาหา
นอกกองถ่าย เอิงเอยมีชีวิตอีกหลายอย่างให้หลงใหล
เมื่อไม่มีงาน ไม่มีคิวถ่าย ชีวิตของเอิงเอยยังเต็มไปด้วยสิ่งที่อยากลองและอยากค้นพบ เธอใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการเล่นเกม แต่ก็พยายามพาตัวเองออกไปเจอโลกข้างนอกมากขึ้น ทั้งดูหนัง ดูงานศิลปะของเพื่อน หรือแวะไปนิทรรศการและงานใหม่ๆ ที่สนใจ
นอกจากนั้น เธอยังทำอาหาร ถักโครเชต์ อ่านหนังสือ อ่านมังงะ และมีอีกหนึ่งสิ่งที่อยากลองมาตลอดคือการเล่นดนตรี โดยเฉพาะกลอง แม้จะยังต้องเก็บเงินและหาพื้นที่ให้พร้อมเสียก่อน
ความสนใจด้านดนตรีของเอิงเอยไม่ได้หยุดอยู่แค่การอยากเล่นกลอง เพราะเธอยังทำดีเจในบางโอกาสด้วย รสนิยมการฟังเพลงของเธอก็กว้างกว่าที่ภาพจำ ‘นักแสดงหนังอินดี้’ อาจทำให้คิดไว้ ตั้งแต่ร็อก เมทัล แดนซ์มิวสิก เทคโน เบส จังเกิล ดรัมแอนด์เบส ไปจนถึงป็อป
ช่วงนี้เธอฟัง Sleep Token, Deftones และ Boris เป็นพิเศษ ส่วนเพลงไทยที่ชอบมีทั้ง Bomb at Track, LITTLE JOHN และ The Darkest Romance ขณะที่เพลงไทยที่เธอคุ้นเคยที่สุดกลับเป็นงานจากอีกยุค ตั้งแต่ ป๊อด โมเดิร์นด็อก และศิลปินรุ่นเดียวกัน
ดูเหมือนว่าทั้งงานอดิเรก หนัง ศิลปะ และดนตรี ล้วนเป็นพื้นที่ที่ทำให้เอิงเอยได้กลับมาเป็นตัวเองในแบบที่ไม่จำเป็นต้องมีคำจำกัดความเดียว
หนังนอกกระแสไม่ได้ขาดแค่คนดู แต่ขาด ‘พื้นที่’
เมื่อพูดถึงภาพยนตร์นอกกระแสในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เอิงเอยไม่คิดว่ามันมีคำตอบง่ายๆ ว่าดีขึ้นหรือแย่ลง เพราะสิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือมันถูกมองเห็นมากขึ้น โซเชียลมีเดียเปิดพื้นที่ให้คนทำหนังสามารถเผยแพร่งานของตัวเองได้
โดยไม่จำเป็นต้องผ่านสื่อใหญ่เหมือนในอดีต หนังอินดี้ หนังนักศึกษา หรือผลงานจากคนทำหนังรุ่นใหม่จึงสามารถเดินทางออกไปหาคนดูได้ด้วยตัวเองมากขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง การที่หนังไทยนอกกระแสหลายเรื่องเดินทางไปถึงเทศกาลระดับนานาชาติ ก็ทำให้คนดูเริ่มคุ้นเคยกับความจริงที่ว่า หนังไทยไม่ได้มีเพียงภาพยนตร์กระแสหลักที่เราเห็นอยู่ตามโรงใหญ่แต่ขณะที่การมองเห็นเพิ่มขึ้น พื้นที่กลับไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน
“เราอยู่ในยุคที่เรามี Grab และ Uber แล้ว แต่เราไม่รู้จะไปไหน เพราะมันเหมือนพื้นที่พวกนั้นมันไม่สามารถอยู่รอดได้”
หนังอินดี้ที่เธอเคยทำแทบทุกเรื่องมักมีระยะเวลาฉายในโรงไม่เกินหนึ่งเดือน และหลายเรื่องไม่ได้ถูกฉายทั่วประเทศ นั่นทำให้เธอรู้สึกว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หนังอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ‘พื้นที่’ ที่หนังจะสามารถไปพบกับคนดูได้ด้วย
ในระบบที่ต้องคิดถึงกำไรสูงสุด หนังทุกเรื่องจึงถูกวัดด้วยมาตรวัดเดียวกัน ทั้งที่หนังบางประเภทอาจต้องการการสนับสนุนในรูปแบบอื่นเพื่อให้มันสามารถเดินทางไปหาผู้ชมได้ไกลขึ้น
“เราก็อยากให้หนังอินดี้มียอดขายหรือยอดผู้ชมที่เยอะขึ้น แต่ในขณะเดียวกันมันถูกคิดว่ามันจะทำกำไรสูงสุดยังไงเป็นหลักเหมือนหนังกระแสหลักไม่ได้”
สำหรับเอิงเอย งานศิลปะจึงไม่ควรถูกมองผ่านผลกำไรเพียงอย่างเดียว เพราะคุณค่าของมันอาจอยู่ที่การสร้างบทสนทนา การทดลอง หรือการเปิดพื้นที่ให้เรื่องบางเรื่องที่ไม่เคยถูกเล่าได้มีโอกาสถูกเล่า และทั้งหมดนั้นต้องอาศัยพื้นที่
ถ้าคนทำหนังเป็นส่วนหนึ่งของสังคม แล้วทำไมคนดูหนังถึงไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมด้วย
คำถามเรื่องพื้นที่พาหนังไปสู่ประเด็นที่ใหญ่กว่าเดิม นั่นคือ ทำไมการดูหนังและการเข้าถึงศิลปะจึงยังคงกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ?
สำหรับเอิงเอย เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาของอุตสาหกรรมภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว แต่มันเชื่อมโยงไปถึงระบบขนส่ง การกระจายความเจริญ และโครงสร้างทางสังคมทั้งหมด เพราะต่อให้คนต่างจังหวัดรับรู้ว่ามีหนังเรื่องหนึ่งที่อยากดู แต่ถ้าหนังเรื่องนั้นฉายอยู่แค่ในกรุงเทพฯ พวกเขาจะต้องเดินทางมาอย่างไร ต้องบินมาไหม ต้องนั่งรถทัวร์มาไหม หรือต้องหาที่พักเพื่อดูหนังหนึ่งเรื่องหรือเปล่า
“มันเหมือนจะง่ายขึ้น แต่ก็ยากเท่าเดิม”
เทคโนโลยีทำให้การรับรู้เกิดขึ้นง่ายกว่าเดิม แต่การเดินทางไปถึงสถานที่จริงยังคงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เอิงเอยจึงมองว่าการแก้ปัญหานี้ต้องมองให้ใหญ่กว่าอุตสาหกรรมหนัง เพราะมันเกี่ยวข้องกับการกระจายโอกาสและความเจริญไปยังพื้นที่ต่างๆ รวมถึงระบบขนส่งสาธารณะด้วย
ในโลกที่อินเทอร์เน็ตไทยเร็วและผู้คนสามารถเห็นสิ่งต่างๆ จากทั่วโลกได้ในไม่กี่วินาที คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘เรามองเห็นงานศิลปะมากขึ้นหรือยัง’ แต่คือ ‘เราสามารถเดินทางไปหามันได้หรือยัง’
พื้นที่เล็กๆ ที่ทำให้ศิลปะมีโอกาสหายใจ
เราถามถึงประเด็นไมโครซีนิม่าที่มีอยู่ในไทยตอนนี้ เอิงเอยมองว่า พื้นที่ฉายหนังขนาดเล็กมีความสำคัญตรงความเรียบง่ายของมัน ยิ่งพื้นที่เล็กลง โอกาสที่หนังฟอร์มเล็กซึ่งไม่มีทุนมหาศาลจะได้เข้ามาอยู่ในโปรแกรมก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เธอเปรียบพื้นที่เหล่านี้เหมือนร้านสะดวกซื้อที่ตั้งอยู่ตรงหน้า หากมันอยู่ตรงนั้น คนก็มีโอกาสเดินเข้าไปใช้บริการได้โดยไม่ต้องวางแผนมากมาย ดังนั้นพื้นที่เล็กๆ จึงไม่ใช่เพียงโรงหนังขนาดย่อส่วน แต่เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้คนทำงานตัวเล็กๆ มีโอกาสได้พบกับคนดู
“มันคือความง่ายของการที่สิ่งนี้มันจะได้ถูกฉาย
และคนดูจะได้เข้าถึงโดยที่ไม่ได้ต้องอาศัยทรัพยากรเยอะ”
แต่การจะทำให้พื้นที่เหล่านี้อยู่รอดกลับไม่ง่าย เพราะนอกจากเรื่องธุรกิจแล้ว ยังมีเรื่องกฎหมายและข้อกำหนดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง และดำเนินพื้นที่ฉายหนังหรือโรงละครขนาดเล็ก สำหรับเอิงเอย นี่จึงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ควรถูกพูดถึง เพราะถ้าสังคมต้องการให้งานศิลปะมีความเป็นไปได้อื่นๆ มากขึ้น เราก็ต้องมีสถานที่ให้ความเป็นไปได้เหล่านั้นเกิดขึ้นจริงด้วย
อยากฝากอะไรถึงคนทำงานในวงการนี้
“ทุกคนอย่าไปยอม เราอย่าไปท้อกับชั่วโมงทำงาน”
น้ำเสียงของเธอจริงจังขึ้นเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เพราะเบื้องหลังตัวเลขของชั่วโมงทำงานไม่ได้มีเพียงเรื่องประสิทธิภาพของกองถ่าย แต่มีชีวิตของคนที่ทำงานอยู่ในนั้น
“เราไม่อยากเห็นพี่ๆ น้าๆ ในกองที่เรายิ้มให้กัน แล้วอยู่ดีๆ วันต่อไปแล้วเขาไม่อยู่แล้ว”
สำหรับเอิงเอย สิ่งที่ควรเรียกร้องจึงอาจไม่ใช่เรื่องซับซ้อนนัก แต่มันคือสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนควรมีตั้งแต่ต้น การได้ทำงานในจำนวนชั่วโมงที่ไม่ทำให้ชีวิตต้องแลกด้วยสุขภาพ
“มันคือ work hours ที่ healthy กับชีวิตขึ้น”
และบางที การทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์เดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน อาจไม่ได้เริ่มจากการสร้างหนังที่ใหญ่ขึ้น แต่เริ่มจากการทำให้คนที่อยู่หลังกล้องและหน้ากล้องยังมีแรงกลับมาเจอกันในวันพรุ่งนี้ต่างหาก คือสิ่งสำคัญ

