ก่อนที่ The Odyssey จะเข้าฉาย เสียงวิพากษ์วิจารณ์ส่วนใหญ่กลับไม่ได้พุ่งไปที่ตัวหนัง หากแต่เป็นการตั้งคำถามถึงการคัดเลือกนักแสดงและการตีความมหากาพย์ของโฮเมอร์ตั้งแต่ยังไม่มีใครได้ชมจริง หลายประเด็นถูกโยงไปถึงวัฒนธรรมร่วมสมัยและข้อถกเถียงเรื่อง ‘woke’ จนบางครั้งก็ไกลเกินกว่าตัวบทต้นฉบับ
แต่เมื่อภาพยนตร์ของคริสโตเฟอร์ โนแลน เข้าฉาย บทสนทนาก็ค่อยๆ เปลี่ยนทิศทาง จากการตัดสินล่วงหน้าไปสู่คำถามที่น่าสนใจกว่า เช่น หนังถ่ายทอดโลกของกรีกโบราณได้สมจริงแค่ไหน? ชุดเกราะ นักรบ เมือง ทะเล หรือแม้แต่ไซคลอปส์ในเรื่อง มีพื้นฐานจากประวัติศาสตร์มากน้อยเพียงใด
ประเด็นเหล่านี้ทำให้ผู้เขียนสนใจบทความ How authentic is Christopher Nolan's The Odyssey? ของ Phil de Semlyen จาก Time Out Worldwide ซึ่งไม่ได้พยายามตัดสินว่าหนังถูกหรือผิด แต่เลือกชวนผู้อ่านมองลึกลงไป ผ่านบทสนทนากับ ดร. เดซี่ ดันน์ (Dr. Daisy Dunn) นักวิชาการด้านอารยธรรมกรีกโบราณและนักเขียนเจ้าของรางวัล ผู้ช่วยแยกให้เห็นว่า อะไรคือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ อะไรคือจินตนาการของโฮเมอร์ และอะไรคือการตีความใหม่ของโนแลน
ผู้เขียนเห็นว่ามุมมองนี้น่าสนใจกว่าการถกเถียงแบบแบ่งขั้ว เพราะแทนที่จะหาคำตอบว่า The Odyssey ตรงกับต้นฉบับแค่ไหน บทความกลับชวนตั้งคำถามว่า มหากาพย์ที่มีอายุกว่าสองพันปีควรถูกอ่านในฐานะบันทึกทางประวัติศาสตร์ ตำนาน หรือวรรณกรรมที่เปิดพื้นที่ให้แต่ละยุคสมัยตีความใหม่อยู่เสมอ
คำเตือน: บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของ The Odyssey
ทราวิส สก็อตต์ ในบทนักขับลำนำ สมจริงแค่ไหน?
หนึ่งในฉากเปิดของ The Odyssey ที่หลายคนพูดถึง คือการปรากฏตัวของ ทราวิส สก็อตต์ (Travis Scott) ในบทนักขับลำนำ ผู้ยืนขับร้องเรื่องราวของสงครามกรุงทรอยต่อหน้าบรรดาผู้มาสู่ขอเพเนโลพีในราชสำนักแห่งอิธากา และแม้การแคสต์แร็ปเปอร์ระดับโลกมารับบทนี้จะดูร่วมสมัย แต่กลับใกล้เคียงกับต้นฉบับมากกว่าที่หลายคนคิด
ดร.เดซี่ ดันน์ อธิบายว่า ในมหากาพย์ของโฮเมอร์มีการกล่าวถึงนักขับลำนำประจำราชสำนัก อยู่จริง บุคคลเหล่านี้มีหน้าที่ร้องเพลงและเล่าเรื่องเพื่อสร้างความบันเทิงให้ผู้คน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นผู้รักษาและส่งต่อประวัติศาสตร์ผ่านบทเพลง
ยิ่งไปกว่านั้น ฉากนี้ยังสะท้อนรากเหง้าของ The Odyssey ได้อย่างน่าสนใจ เพราะก่อนจะกลายเป็นวรรณกรรมคลาสสิกที่เราอ่านกันในวันนี้ มหากาพย์เรื่องนี้เคยดำรงอยู่ในฐานะ เรื่องเล่าปากต่อปาก ที่ถูกขับร้องต่อเนื่องมาหลายศตวรรษ ก่อนจะถูกจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในภายหลัง
มองในแง่นี้ การให้ศิลปินร่วมสมัยมารับบท ‘ผู้เล่าเรื่อง’ จึงไม่ใช่แค่ลูกเล่นของโนแลน แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงบทบาทของนักเล่าเรื่องในอดีตเข้ากับศิลปินที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านดนตรีในยุคปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ
แล้วตัวละครไหนแตกต่างจากต้นฉบับของโฮเมอร์มากที่สุด?
แม้ดร.เดซี่ ดันน์จะมองว่า ตัวละครส่วนใหญ่ใน The Odyssey ของโนแลนยังคงรักษาแก่นของโฮเมอร์ไว้ได้ค่อนข้างดี แต่ก็มีอยู่หนึ่งคนที่เธอรู้สึกว่า เป็นการตีความใหม่ที่ชัดที่สุด นั่นคือ เมเนลอส ที่รับบทโดย จอน เบิร์นธัล
ดันน์ย้ำว่า เธอชื่นชอบฝีมือการแสดงของเบิร์นธัล แต่คาแรกเตอร์ที่ปรากฏบนจอกลับต่างจากเมเนลอสในต้นฉบับพอสมควร
‘เขาเล่นให้เมเนลอสเป็นผู้ชายสายบู๊ แข็งกร้าว และดูเป็นทหารเต็มตัว แต่ในมหากาพย์ของโฮเมอร์ เมเนลอสเป็นคนสง่างาม สุขุม และมีความเป็นทางการมากกว่า เขาเป็นผู้นำที่มีอำนาจจากบุคลิกและสถานะ ไม่ใช่จากความดุดันหรือความแมนแบบนักรบ’
ชาวกรีกโบราณเข้าใจภาวะ PTSD หรือไม่?
หนึ่งในมุมที่ The Odyssey ฉบับโนแลนขยายความชัดเจนกว่าต้นฉบับ คือการทำให้ โอดิสซูส กลายเป็นชายผู้แบกรับบาดแผลทางใจจากสงครามกรุงทรอย ภาพของวีรบุรุษที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ความรู้สึกผิด และความทรงจำที่ตามหลอกหลอน อาจฟังดูเป็นการตีความแบบร่วมสมัย แต่ ดร.เดซี่ ดันน์ชี้ว่า แนวคิดนี้ไม่ได้ห่างไกลจากโลกของกรีกโบราณเลย
เธออธิบายว่า นักวิชาการจำนวนมากพูดถึงการตีความว่าโอดิสซูสมีอาการ คล้าย ภาวะ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) มานานหลายทศวรรษแล้ว แม้คนในยุคนั้นจะยังไม่มีคำเรียกทางการแพทย์แบบที่เราใช้ในปัจจุบัน แต่พวกเขาเข้าใจดีว่าสงครามสามารถทิ้งบาดแผลทางจิตใจไว้กับผู้รอดชีวิตได้
ดันน์ยกตัวอย่าง อาแจ็กซ์ (Ajax) วีรบุรุษผู้ร่วมรบกับโอดิสซูส ซึ่งในตำนานตัดสินใจจบชีวิตตัวเองหลังสงคราม นักวิชาการร่วมสมัยหลายคนมองว่า เรื่องราวของเขาสะท้อนผลกระทบจากบาดแผลทางจิตใจที่เกิดจากการสู้รบได้อย่างชัดเจน
แล้วอะไรคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดจากต้นฉบับของโฮเมอร์?
หากต้องเลือกความแตกต่างที่เห็นได้ชัดที่สุดระหว่าง The Odyssey ของคริสโตเฟอร์ โนแลน กับมหากาพย์ต้นฉบับ ดร.เดซี่ ดันน์ ชี้ไปที่การตัดบทของ ชาวฟีโอเชียน (Phaeacians) ออกไปเกือบทั้งหมด
ในบทประพันธ์ของโฮเมอร์ หลังจากหลบหนีจากเกาะของคาลิปโซ โอดิสซูสถูกคลื่นซัดขึ้นฝั่ง เกาะเชเรีย (Scheria) ซึ่งนักประวัติศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจาก เกาะคอร์ฟู (Corfu) ประเทศกรีซ ที่นั่นเขาได้รับการต้อนรับจากราชสำนักของชาวฟีโอเชียน ก่อนจะเล่าการผจญภัยทั้งหมดของตนให้ทุกคนฟัง และสุดท้ายได้รับเรือพากลับบ้านที่อิธากา
แต่ในฉบับของโนแลน เรื่องราวเหล่านั้นถูกย้ายมาให้โอดิสซูสเล่ากับ คาลิปโซ แทน ส่งผลให้โครงสร้างการเล่าเรื่องกระชับขึ้น และพาผู้ชมเดินหน้าไปกับการเดินทางของตัวละครได้อย่างต่อเนื่อง
คริสโตเฟอร์ โนแลน เปลี่ยนฉากเผชิญหน้ากับโพลีเฟมัสไปอย่างไร?
ฉากปะทะกับ โพลีเฟมัส (Polyphemus) ไซคลอปส์ตาเดียว ถือเป็นหนึ่งในตอนที่โด่งดังที่สุดของ The Odyssey เพราะไม่ได้แสดงให้เห็นแค่ความกล้าหาญของโอดิสซูส แต่ยังเผยให้เห็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดของเขานั่นคือไหวพริบ
ในมหากาพย์ของโฮเมอร์ หลังจากโอดิสซูสทำให้โพลีเฟมัสตาบอด ไซคลอปส์ก็ร้องเรียกพวกพ้องให้มาช่วย แต่ก่อนหน้านั้นโอดิสซูสได้หลอกบอกชื่อของตัวเองว่า ‘No One’ (ไม่มีใคร)
ดร.เดซี่ ดันน์ อธิบายว่า เมื่อไซคลอปส์ตัวอื่นวิ่งมาถึงและถามว่า ‘ใครทำร้ายเจ้า?’ โพลีเฟมัสก็ตอบว่า ‘ไม่มีใครทำร้ายข้า’ ผลคือทุกคนเข้าใจว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงพากันเดินกลับไป ทิ้งให้โอดิสซูสหนีรอดได้ด้วยเล่ห์เหลี่ยม ไม่ใช่กำลัง แต่ในฉบับของโนแลน มุกคำสองความหมายของ ‘No One’ ถูกตัดออกไป และเหตุการณ์ถูกเล่าในรูปแบบที่ตรงไปตรงมามากกว่า
สำหรับดันน์ นี่คือหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่น่าเสียดายที่สุด เพราะลูกเล่นเล็กๆ นี้ไม่ได้เป็นแค่ฉากชวนยิ้ม หากยังเป็นช่วงเวลาที่นิยามตัวตนของโอดิสซูสได้ดีที่สุด ในสายตาของโฮเมอร์ เขาไม่ใช่วีรบุรุษที่เอาชนะทุกอย่างด้วยพละกำลัง แต่คือชายผู้รอดชีวิตได้ด้วย สติปัญญา ความเจ้าเล่ห์ และการคิดเร็วกว่าคู่ต่อสู้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้เขาแตกต่างจากวีรบุรุษกรีกคนอื่นๆ
แม่มดเซอร์ซี กับโอดิซูส กับความสัมพันธ์เชิงชู้สาว
หนึ่งในการตีความที่แตกต่างจากต้นฉบับอย่างชัดเจน คือความสัมพันธ์ระหว่าง โอดิสซูส กับ แม่มดเซอร์ซี (Circe) ที่รับบทโดย ซาแมนธา มอร์ตัน ซึ่งภาพยนตร์เลือกลดมิติความสัมพันธ์เชิงชู้สาวลง และเน้นการเชื่อมโยงกันในเชิงจิตวิทยาและการเดินทางของตัวละครแทน
ดร.เดซี่ ดันน์ อธิบายว่า ในมหากาพย์ของโฮเมอร์ ทั้งคู่มีความสัมพันธ์กันอย่างชัดเจน และใช้ชีวิตร่วมกันนานถึงหนึ่งปี แม้เหตุการณ์สำคัญจะยังคงอยู่ครบ ทั้งการที่เซอร์ซีเสกให้ลูกเรือของโอดิสซูสกลายเป็นหมู และแนะนำให้เขาเดินทางลงสู่ยมโลกเพื่อขอคำทำนายจาก ไทเรเซียส (Tiresias) อย่างไรก็ตาม ดันน์กลับมองว่าการตีความของโนแลนมีข้อดี เพราะทำให้เซอร์ซีกลายเป็นตัวละครที่มีมิติและความซับซ้อนมากกว่าที่ปรากฏในต้นฉบับของโฮเมอร์
ทำไมชีสของไซคลอปส์ถึงสำคัญนัก?
ฟังเผินๆ การขโมยชีสอาจเป็นเพียงรายละเอียดเล็กๆ แต่สำหรับชาวกรีกโบราณ มันมีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น
ดร.ดันน์อธิบายว่า โฮเมอร์ตั้งใจกล่าวถึงชีสอยู่หลายครั้ง เพื่อแสดงให้เห็นว่าโพลีเฟมัส รักฝูงแกะของตัวเองมาก และทุ่มเทเวลาไปกับการผลิตชีสจำนวนมหาศาล ดังนั้น เมื่อโอดิสซูสหยิบชีสของไซคลอปส์มากิน เขาไม่ได้แค่ขโมยอาหาร แต่กำลังละเมิดธรรมเนียมศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวกรีกเรียกว่า ซีเนีย (Xenia) หรือกฎแห่งการต้อนรับแขก
ธรรมเนียมนี้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของเทพซูส และกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าบ้านกับผู้มาเยือนอย่างเคร่งครัด การบุกรุกบ้านของผู้อื่นและหยิบอาหารมากินโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงไม่ใช่แค่การเสียมารยาท แต่ถือเป็นการล่วงละเมิดต่อทั้งเจ้าของบ้านและเทพเจ้าผู้พิทักษ์กฎข้อนี้ด้วย
Sea Peoples มีตัวตนจริงหรือไม่?
หนึ่งในสิ่งที่คริสโตเฟอร์ โนแลน เพิ่มเข้ามาใน The Odyssey คือการปรากฏตัวของ Sea Peoples หรือกลุ่มนักรบทางทะเล แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยถูกกล่าวถึงโดยตรง ในมหากาพย์ของโฮเมอร์ก็ตาม
ดร.เดซี่ ดันน์ อธิบายว่า นั่นไม่ได้แปลว่า Sea Peoples ไม่มีอยู่จริง แต่เป็นเพราะ The Odyssey ควรถูกมองในฐานะวรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ มากกว่าเอกสารร่วมสมัย หากโฮเมอร์เรียบเรียงบทกวีในช่วงศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล เหตุการณ์ในเรื่องกลับย้อนกลับไปไกลถึงราว 1200–1100 ปีก่อนคริสตกาล หรือเปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับการที่คนยุคปัจจุบันเขียนนิยายที่มีฉากหลังอยู่ในสมัยเชกสเปียร์
ในมุมของนักประวัติศาสตร์ Sea Peoples คือชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มนักรบหรือโจรสลัดทางทะเล ซึ่งเชื่อกันว่ามีบทบาทสำคัญต่อการล่มสลายของอารยธรรมยุคสำริดในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ผ่านการบุกปล้นเมืองและทำลายพระราชวังหลายแห่ง ดันน์จึงมองว่า โฮเมอร์ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง Sea Peoples โดยตรง เพราะสำหรับผู้ฟังในยุคนั้น พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของฉากหลังทางประวัติศาสตร์ที่ทุกคนรับรู้ร่วมกันอยู่แล้ว
ชุดเกราะของอกาเมมนอนสมจริงแค่ไหน?
หากมีองค์ประกอบไหนที่ดร.เดซี่ ดันน์มองว่า The Odyssey ของคริสโตเฟอร์ โนแลนใช้ เสรีภาพทางศิลปะมากที่สุด ก็คงเป็นชุดเกราะของ อกาเมมนอน ที่รับบทโดย เบนนี แซฟดี ชุดเกราะบรอนซ์สีดำที่ดูดุดันและทรงพลังบนจออาจสร้างภาพจำได้ดี แต่ในแง่ประวัติศาสตร์ ดันน์มองว่ามันห่างจากคำบรรยายของโฮเมอร์พอสมควร
‘เขาดูเหมือนแบตแมนเลยใช่ไหม?’ เธอพูดติดตลก ก่อนจะอธิบายต่อว่า ‘มันเป็นการตัดสินใจที่ตั้งใจทำอย่างชัดเจน และน่าจะเป็นองค์ประกอบที่แตกต่างจากต้นฉบับของโฮเมอร์มากที่สุด’
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกอย่างในเครื่องแต่งกายจะถูกแต่งเติมขึ้นใหม่ทั้งหมด เพราะรายละเอียดอย่างหมวกนักรบที่ประดับขนม้า (boar's tusk/plumed helmet ตามที่โฮเมอร์บรรยาย) กลับสอดคล้องกับหลักฐานทางวรรณกรรม
ดันน์อธิบายว่า หมวกลักษณะนี้ปรากฏอยู่ในบทประพันธ์ของโฮเมอร์จริง จึงถือเป็นหนึ่งในรายละเอียดที่ภาพยนตร์ถ่ายทอดได้อย่างแม่นยำ แม้ชุดเกราะโดยรวมจะถูกตีความใหม่ให้ดูเข้ม ดุดัน และมีความเป็นภาพยนตร์ร่วมสมัยมากขึ้นก็ตาม
พระราชวังของเพเนโลพีสมจริงตามยุคสมัยหรือไม่?
ในบรรดารายละเอียดทางประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดร.เดซี่ ดันน์ มองว่า พระราชวังของเพเนโลพี คือหนึ่งในสิ่งที่ The Odyssey ถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าประทับใจที่สุด
คำตอบของเธอสั้นและชัดเจนว่า ‘ใช่’
ดันน์อธิบายว่า ภาพยนตร์ถ่ายทอดบรรยากาศของพระราชวังกรีกยุคสำริดได้อย่างน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะรายละเอียดเล็กๆ ที่สะท้อนการค้นคว้าทางโบราณคดีอย่างจริงจัง
‘ฉากต่างๆ ดูสมจริงมากเมื่อเทียบกับพระราชวังของกรีกโบราณ ฉันประทับใจห้องโถงสำหรับจัดงานเลี้ยง โต๊ะยาว ที่นั่ง รวมถึงกี่ทอผ้าของเพเนโลพี รายละเอียดเหล่านี้ล้วนสอดคล้องกับหลักฐานทางโบราณคดี’
สำหรับดันน์ นี่คือหนึ่งในตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า แม้โนแลนจะเลือกตีความหลายฉากใหม่เพื่อให้เหมาะกับการเล่าเรื่องในรูปแบบภาพยนตร์ แต่เมื่อพูดถึงสถาปัตยกรรมและการออกแบบพื้นที่ เขากลับยึดโยงกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างละเอียด จนทำให้พระราชวังในเรื่องดูมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือในฐานะโลกของ The Odyssey จริงๆ
เทเลมาคัสจะเรียกโอดิซูสว่า ‘พ่อ (Dad)’ จริงหรือ?
หากอ้างอิงจากมหากาพย์ของโฮเมอร์ คำตอบของ ดร.เดซี่ ดันน์ คือ ‘ไม่น่าเป็นไปได้’ เธอมองว่าการให้เทเลมาคัส เรียก โอดิซูส ว่า ‘Dad’ เป็นการปรับบทสนทนาให้ร่วมสมัยและเข้าถึงผู้ชมมากกว่าจะยึดตามต้นฉบับ เพราะภาษาของโฮเมอร์มีความเป็นทางการและสง่างามกว่านั้นมาก
‘มันฟังดูเป็นกันเองเกินไป ในขณะที่ภาษาของโฮเมอร์มีความเป็นทางการสูง ฉันสะดุดกับตรงนี้เหมือนกัน’
ดันน์ยังตั้งข้อสังเกตว่า โนแลนน่าจะได้รับอิทธิพลจาก The Odyssey ฉบับแปลของ เอมิลี่ วิลสัน (Emily Wilson) ที่ตีพิมพ์ในปี 2017 ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังสืออ้างอิงหลักของเขา โดยเฉพาะการตีความตัวละครหญิงอย่าง เซอร์ซี, เพเนโลพี, อธีนา และคาลิปโซ ให้มีมิติและบทบาทโดดเด่นกว่าฉบับแปลแบบดั้งเดิม
อย่างไรก็ตาม ดันน์มองว่าฉบับของวิลสันก็เป็นการตีความในแบบของตัวเองเช่นกัน
‘งานแปลของเธอใช้ภาษาที่ตรงไปตรงมา แม้ว่าฉันจะไม่ได้เห็นด้วยทุกจุด นักวิชาการหลายคนยังมองว่าฉบับของ โรเบิร์ต เฟเกิลส์ (1996) มีความงดงามและรักษาความเป็นกวีนิพนธ์ของโฮเมอร์ได้ดีที่สุด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าฉบับของวิลสันคือหมุดหมายสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่เข้าถึง The Odyssey มากขึ้น’
แล้วสงครามกรุงทรอยใน The Odyssey สมจริงแค่ไหน?
คำตอบจาก ดร.เดซี่ ดันน์ คือ ‘อาจไม่มากนัก’ เพราะแม้ภาพยนตร์จะอ้างอิงมหากาพย์ของโฮเมอร์ แต่หลายองค์ประกอบก็อยู่ในพื้นที่ของตำนานมากกว่าประวัติศาสตร์
ดันน์ยกตัวอย่างว่า ทั้งเฮเลนแห่งทรอย และม้าไม้เมืองทรอย ต่างเป็นเรื่องเล่าที่ผู้คนในกรีกโบราณเองก็ไม่ได้เชื่อว่าเป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด
‘เฮเลนเป็นตัวละครที่แต่งขึ้น และแม้แต่คนในยุคกรีกโบราณก็รู้ว่าม้าไม้เมืองทรอยเป็นเรื่องสมมติ นักเขียนบางคนในสมัยนั้นถึงกับเสนอว่ามันน่าจะเป็นเครื่องมือสำหรับการล้อมเมืองมากกว่า’
อย่างไรก็ตาม เมืองทรอยไม่ได้เป็นเพียงตำนาน เพราะซากโบราณสถานของเมืองยังคงตั้งอยู่ที่ ฮิสซาร์ลิก ทางตะวันตกของตุรกี และกำแพงเมืองรวมถึงหลักฐานทางโบราณคดีหลายชิ้นก็สอดคล้องกับคำบรรยายของโฮเมอร์
สำหรับคำถามที่ว่าสงครามกรุงทรอยเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ดันน์บอกว่า นักวิชาการยังไม่มีข้อสรุป แต่เธอเชื่อว่าความจริงน่าจะอยู่กึ่งกลางระหว่างประวัติศาสตร์กับตำนาน
‘ฉันคิดว่าน่าจะมีสงครามหลายครั้งเกิดขึ้นในภูมิภาคนั้น เพราะมีหลักฐานทั้งร่องรอยการเผาทำลายและหัวลูกศรที่ถูกค้นพบในพื้นที่เมืองทรอย แต่ก็คงไม่ใช่สงครามที่ยืดเยื้อถึงสิบปีอย่างที่โฮเมอร์บรรยาย’
ท้ายที่สุด บทสัมภาษณ์ของ Phil de Semlyen กับ ดร.เดซี่ ดันน์ ไม่ได้พยายามตัดสินว่า The Odyssey ของคริสโตเฟอร์ โนแลนถูกหรือผิดตามประวัติศาสตร์ แต่ชวนให้เราสนุกกับการตั้งคำถามว่า อะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือเรื่องเล่า และเมื่อมหากาพย์อายุกว่าสามพันปีถูกนำมาตีความใหม่อีกครั้ง เส้นแบ่งระหว่างตำนาน ประวัติศาสตร์ และภาพยนตร์ ก็อาจไม่จำเป็นต้องชัดเจนเสมอไป นั่นเองคือสิ่งที่ทำให้ The Odyssey น่าพูดถึงมากกว่าการเป็นเพียงหนังฟอร์มยักษ์แห่งปี

