5 สิ่งที่ควรรู้ ก่อนไปดูมหากาพย์ ‘The Odyssey’ ผลงานการกำกับล่าสุดของ คริสโตเฟอร์ โนแลน

จากมหากาพย์กรีกอายุกว่า 2,000 ปี สู่ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่หลายสำนักยกให้เป็นหนึ่งในผลงานที่ดีที่สุดของ คริสโตเฟอร์ โนแลน

Yokploy Chandrabha
การโฆษณา

หลังจากฉายรอบสื่อไปไม่นาน The Odyssey (2026) ก็กลายเป็นหนังที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของปี หลายสำนักยกให้เป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซของ คริสโตเฟอร์ โนแลน พร้อมกวาดคะแนนเปิดตัวสูงถึง 98% บน Rotten Tomatoes จนหลายคนยกให้เป็นหนังระดับ S-Tier ของผู้กำกับเจ้าของงานสร้างฟอร์มยักษ์มากมาย อาทิ Interstellar, Dunkirk และ Oppenheimer 

ครั้งนี้ โนแลนหยิบหนึ่งในวรรณกรรมที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกอย่าง The Odyssey ของ โฮเมอร์ มาสร้างเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ถ่ายทอดทั้งความอลังการของปกรณัมกรีกและการเดินทางอันยาวนานของวีรบุรุษผู้ต้องต่อสู้กับทั้งเทพเจ้า อสูรกาย และโชคชะตา ถ้าใครกำลังจะตีตั๋วเข้าโรง นี่คือ 5 เรื่องที่ควรรู้ก่อนออกเดินทางสู่มหากาพย์เรื่องนี้

1. ‘The Odyssey’ มหากาพย์กรีกที่ทรงอิทธิพลที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก

หากไม่เคยอ่าน The Odyssey มาก่อนก็ไม่ต้องกังวล เพราะตัวเรื่องเข้าใจได้ไม่ยาก หนังเล่าถึง โอดิสซีอุส (Odysseus) วีรบุรุษผู้ชนะสงครามกรุงทรอย ที่ดันไปทำให้เทพโพไซดอนไม่พอใจ จนเส้นทางกลับบ้านที่ควรใช้เวลาไม่นาน กลับยืดเยื้อไปถึง 10 ปี

ระหว่างทางเขาต้องเจอกับทุกอย่างที่แฟนตำนานกรีกรู้จักกันดี ทั้งไซคลอปส์ ยักษ์ตาเดียว แม่มดเซอร์ซี เสียงลวงของไซเรน อสูรกายในห้วงสมุทร ไปจนถึงนางไม้คาลิปโซ ขณะที่ทางฝั่งบ้านเกิด ภรรยาและลูกชายก็ต้องต่อสู้กับสถานการณ์ที่เลวร้ายไม่แพ้กัน เรียกว่าเป็นทั้งหนังผจญภัย หนังสงคราม และหนังครอบครัวในเรื่องเดียว

2. รวมดาวนักแสดงฮอลลีวูดไว้แทบทั้งวงการ

อีกเหตุผลที่หลายคนตั้งตารอ The Odyssey คือกองทัพนักแสดงฮอลลีวูดระดับแถวหน้าที่มาร่วมงานกับโนแลนอีกครั้ง และอีกหลายคนที่ร่วมงานกันเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นหนึ่งในไลน์อัปนักแสดงที่แข็งแรงที่สุดของปี

แม้จะมีแฟนหนังบางส่วนตั้งคำถามกับการแคสต์ตัวละครบางบอยู่บ้าง แต่ถ้าดูจากผลงานที่ผ่านมา โนแลนมักให้ความสำคัญกับมิติของตัวละครไม่แพ้ความยิ่งใหญ่ของโปรดักชัน และถ้าดูจาก Oppenheimer ที่ใช้เวลาไม่นานแต่ทำให้คนดูอินกับตัวละครได้อยู่หมัด ก็อดลุ้นไม่ได้ว่ามหากาพย์ฉบับนี้จะพาเราไปรู้จักโอดิสซีอุสในมุมที่เป็นมนุษย์มากกว่าในตำนานได้แค่ไหน

การโฆษณา

3. ถ่ายทำทั้งเรื่องด้วยกล้อง IMAX Film 70mm

ถ้าพูดถึงงานสร้าง นี่คือหนังที่โนแลนจัดเต็มแบบไม่มีกั๊ก เพราะ The Odyssey เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่ถ่ายทำทั้งเรื่องด้วยกล้อง IMAX Film 70mm พร้อมออกกองถ่ายทำจริงใน 6 ประเทศทั่วยุโรป ใช้ฟิล์มกว่า 2.1 ล้านฟุต และยังคงลดการใช้ CGI ให้เหลือน้อยที่สุด แต่หันไปพึ่งพา practical effects หุ่น animatronics และเนตรมิตรฉากจริงขนาดมหึมาขึ้นมาแทน

สำหรับคนที่ตั้งใจดูในโรง IMAX บ้านเรา มีเรื่องหนึ่งที่ควรรู้คือ แม้หนังจะถ่ายด้วยฟอร์แมต IMAX 70mm แต่โรง IMAX ในประเทศไทยยังไม่รองรับอัตราส่วนภาพ 1.43:1 แบบเต็มเฟรม ดังนั้นไม่ว่าจะดูที่สาขาไหน ก็จะฉายในอัตราส่วน 1.90:1 เหมือนกันทั้งหมด แต่ถ้าอยากได้ประสบการณ์ภาพและเสียงแบบเต็มที่สุด IMAX ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับหนังเรื่องนี้อยู่ดี

4. หนังทุนสร้างกว่า 250 ล้านดอลลาร์ แต่ได้เรต R

ใครคิดว่าหนังมหากาพย์จะมาแบบดูได้ทั้งครอบครัว อาจต้องเตรียมใจไว้หน่อย เพราะ The Odyssey ได้เรต R ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับหนังระดับบล็อกบัสเตอร์

โนแลนให้เหตุผลว่า ถ้าจะเล่าสงครามในยุคกรีกโบราณให้สมจริง ก็ต้องยอมให้ความรุนแรงของดาบ ธนู และสนามรบถูกถ่ายทอดออกมาตามที่ควรเป็น โดยไม่ลดทอนเพื่อให้ผ่านเรตที่เบากว่า เมื่อรวมกับงานสร้างระดับมหึมา ทั้งม้าโทรจันไซซ์ยักษ์ หุ่นไซคลอปส์ นักแสดงประกอบหลายพันคน และการถ่ายทำจริงทั่วทั้งยุโรป ก็พอจะเดาได้เลยว่าหนังเรื่องนี้น่าจะเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ที่ทะเยอทะยานที่สุดของโนแลน

การโฆษณา

5. ความยาว 2 ชม. 52 นาที สมศักดิ์ศรีมหากาพย์

อีกเรื่องที่แฟนโนแลนคงไม่แปลกใจนักก็คือ มหากาพย์เรื่องนี้ไม่ได้มาแบบสั้นๆ เพราะ The Odyssey มีความยาว 2 ชั่วโมง 52 นาที กลายเป็นผลงานที่ยาวที่สุดอันดับสองของผู้กำกับ รองจาก Oppenheimer เพียงเรื่องเดียว แต่เมื่อมองจากต้นฉบับที่เต็มไปด้วยสงคราม การผจญภัย การเมือง เทพเจ้า และเรื่องราวของครอบครัว ความยาวระดับนี้ก็ดูสมเหตุสมผล และถ้าหนังทำได้อย่างที่เสียงวิจารณ์บอกไว้ เวลาสามชั่วโมงก็คงผ่านไปเร็วกว่าที่คิด

เรื่องเด่น
    บทความล่าสุด
      การโฆษณา