รอมแพง: "เราแค่จะเขียนย่อยประวัติศาสตร์ให้มันสนุก ให้คนอ่านมีความสุข"

คุยกับนักเขียนนิยายที่ดังที่สุด ณ เพลานี้

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

ตอนนี้คงไม่มีนักเขียนนวนิยายคนไหนจะดังคับฟ้าไปกว่ารอมแพง นักเขียนหญิงเจ้าของนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่ถูกนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ที่ฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมืองอย่าง บุพเพสันนิวาส

คนที่ได้อ่านบุพเพสันนินาส หรือแม้กระทั่งเป็นแฟนละครดัง คงจะเอาใจช่วยแม่หญิงการะเกดกับการผจญภัยย้อนเวลา ผ่านเรื่องราวต่างๆ มากมายในชีวิต เราอาจจะไม่เคยรู้ว่าเส้นทางชีวิตของรอมแพง หรือชื่อจริง อุ้ย-จันทร์ยวีร์ สมปรีดา ก็ยาวไกลและผ่านอะไรมากมายกว่าจะกลายเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างทุกวันนี้ได้เช่นกัน

จากนักศึกษาคณะโบราณคดี ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร รอมแพงผ่านประสบการณ์การทำงานในกว่า 10 อาชีพที่ไม่เคยสร้างความสุขกับชีวิต จนวันหนึ่งสาวนักอ่านได้พลิกบทบาทมาทำงานเขียนนิยาย กลายเป็นสิ่งที่เธอทำได้ดี ดีแบบสามารถสร้างสรรค์ผลงานเขียนได้มากมายในระยะเวลาการทำงานไม่กี่ปี ไม่ว่าจะเป็น ดาวเกี้ยวเดือน คีตโลกา เรือนพระยอม รวมไปถึงบุพเพสันนิวาส นิยายเล่มเอกที่รอมแพงใช้เวลาศึกษาหาข้อมูลถึง 3 ปีเต็มๆ

 

 

คุณรอมแพงเขียนนิยายหลากหลายแนวมาก ใช้ชื่อคุณรอมแพงมาตั้งแต่เริ่มแรก และกับนิยายทุกแนวเลยหรือเปล่า

ใช่ค่ะ ก่อนนั้นจะมีอีกนามปากกานึง [จอมนาง] ไว้ใช้พวกนิยายแฟนตาซี เพิ่งมาเปลี่ยนใช้รอมแพงทั้งหมดก็น่าจะประมาณ 5 ปีที่แล้วค่ะ 

 

ไม่กลัวคนสับสนหรือ อย่างเช่นถ้าเป็นนักเขียนรุ่นเก่าเขาจะนิยมเลือกใช้นามปากกาหนึ่งกับงานเขียนสไตล์หนึ่ง 

ไม่เลยค่ะ เพราะว่า [แฟนผลงาน] ตามที่ชื่อรอมแพงมากกว่าตัวนิยายค่ะ เหมือนกับว่าถ้าเป็นแฟนคลับรอมแพง เขาจะซื้อทุกเรื่องที่รอมแพงเขียน เพราะเขารู้อยู่แล้วว่ารอมแพงเขียนจะไม่ค่อยซ้ำแนวสักเท่าไหร่ค่ะ จะไม่เขียนพวกอีโรติกค่ะ เพราะว่าเขียนไม่เป็น (หัวเราะ) แต่ว่าถ้าเป็นแนวอื่นก็มีทั้ง สืบสวน สอบสวน ผี หรือว่ารักโรแมนติกหวานซึ้ง แต่ส่วนมากจะเป็นงานคอมเมดี้มากกว่าค่ะ ส่วนนางเอกบุคลิกจะคล้ายๆ เพียงแต่ว่าแนวเรื่องจะเปลี่ยนไปค่ะ

 

แล้วอะไรคือจุดร่วมของนิยายรอมแพง

ก็ต้องเป็นที่นางเอกจะต้องเข้มแข็ง เก่งกาจ ประมาณนี้ค่ะ คือทุกเรื่องนางเอกจะเข้มแข็งหมดเลย จะไม่มีนางเอกคนไหนที่อ่อนแอเลยค่ะ

 

เขียนมาจากมุมมองตัวเองด้วยหรือเปล่า

ใช่ค่ะ ก็มีส่วนบ้าง เพราะว่าเราเป็นคนเขียน เราก็ต้องอินกับเรื่องราว แล้วเราจะไม่ค่อยให้ [คนอ่าน] เจอเรื่องเศร้า จะพยายามเขียนความรันทดให้น้อยที่สุด เพราะว่าโดยพื้นฐานแล้วอยากให้คนอ่านมีความสุข เรื่องที่ผ่านมาเคยลองเขียนแบบตบจูบ ให้มีความน้อยอกน้อยใจ แต่มันไม่รุ่งนะคะ เพราะมันไม่ใช่เรา (หัวเราะ)

 

Romphang

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

 

ถ้าอย่างนั้นการเรียนประวัติศาสตร์ศิลปะมีอิทธิพลให้เราเขียนนิยายอิงประวัติศาสตร์อย่าง บุพเพสันนิวาส ด้วยไหม

เป็นคนชอบประวัติศาสตร์ถึงจะไม่ได้เรียนด้านประวัติศาสตร์โดยตรงค่ะ ชอบอ่านพวกอัตชีวประวัติของบุคคลสำคัญต่างๆ และก็ชอบอ่านพวกพงศาวดาร บางทีมันก็เหมือนนิทาน เหมือนเรื่องเล่าที่มันมีปาฎิหาริย์ เรื่องสนุกก็มี เรื่องที่ระทึกก็มี คือเหมือนกับว่าเราเป็นคนชอบอ่านอยู่แล้ว แล้วพอได้มาอ่านอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวที่มีชื่อบุคคลในประวัติศาสตร์อยู่ในพงศาวดารนั้นด้วยก็ทำให้เราอยากติดตามอยากอ่าน รอมแพงเองอยากที่จะย่อประวัติศาสตร์บางส่วนที่ค่อนข้างเข้าใจยากลงไปในนิยายบ้างเล็กๆ น้อยๆ คือพยายามแตะเป็นผิวๆ ไป ไม่ได้ลงลึกในประวัติศาสตร์ dialogue ต่างๆ คำสนทนาต่างๆ ก็พูดให้มันคลุมเครือเข้าไว้ แล้วก็ประยุกต์เอาหลายๆ กระแสเข้ามาใส่ไป เพราะว่า [ประวัติศาสตร์] จะมีหลายกระแสออกมาให้เรางุนงงสงสัยว่าตกลงมันเป็นอย่างไรกันแน่ เราก็ใช้ช่องว่างตรงนี้สอดแทรกจินตนาการเข้าไป

 

แล้วด้วยความที่ประวัติศาสตร์มีหลายกระแสอย่างที่ว่า คุณรอมแพงมีวิธีตัดสินใจเลือกกระแสอย่างไรให้เข้ากับพล็อตของเรา

พล็อตของเราคือแนวโรแมนติกคอมเมดี้ใช่ไหมค่ะ แล้วตัวเอกที่เข้าไปก็เป็นผู้หญิง ซึ่งในสมัยนั้นผู้หญิงจะรู้การบ้านการเมืองหรือว่าแสดงออกอะไรไม่ได้มากนัก เพราะฉะนั้นเวลาเป็นประวัติศาสตร์ เราจะไม่ได้อยู่เข้าร่วม [เป็นส่วนหนึ่งของ] ประวัติศาสตร์ แต่เกศสุรางค์จะเป็นคนเฝ้ามอง อยากรู้ว่าประวัติศาสตร์เป็นไปอย่างไร

 

ทำไมถึงเลือกหยิบประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระพระนารายณ์ขึ้นมาเล่า

เพราะว่ายุคนี้มีฝรั่งเข้ามาเยอะ เราก็คิดว่าตัวเอกก็จะได้ผจญภัยเยอะ น่าจะมีเรื่องให้เล่า ให้เล่น มีสีสันเยอะค่ะ อีกอย่างนึง เราพยายามคุมไม่ให้เรื่องมันเศร้ามากนัก จะเคล้ากันไประหว่างความเป็นคอมเมดี้ ดราม่า พยายามทำให้มันกลมกลืนมากที่สุด ซึ่งบางทีในนิยาย [เรื่องประวัติศาสตร์] ก็อาจจะไม่ชัดเจนไม่ชัดแจ้งนะคะ ที่มีการพูดกันเป็นกระแสก็ต้องขอบคุณผู้จัดทำละครด้วย อย่างอาจารย์ศัลยา [สุขะนิวัตติ์-ผู้เขียนบทโทรทัศน์] ก็ขยี้ให้ชัดขึ้นไปอีก ขยี้เรื่องราวและบุคลิกนางเอกขึ้นไปอีก ก็ทำให้เรื่องราวสนุกสนานเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่นิยายจะขึ้นอยู่กับจินตนาการของคนอ่านมากกว่า เราอธิบายให้เห็นภาพได้ก็จริง แต่จะไปฟันธงต่างๆ หรือสิ่งที่คนในประวัติศาสตร์ทำ เราทำยาก ในฐานะของนิยาย มันเป็นสื่อที่ไม่กว้างก็จริงแต่มันชัด ถ้าใส่ให้มันชัดไปเลยมันจะเป็นตำราประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้นเราก็ต้อง balance นะคะ

 

"รอมแพงเองอยากที่จะย่อประวัติศาสตร์บางส่วนที่ค่อนข้างเข้าใจยากลงไปในนิยายบ้างเล็กๆ น้อยๆ ... [ประวัติศาสตร์] จะมีหลายกระแสออกมาให้เรางุนงงสงสัยว่าตกลงมันเป็นอย่างไรกันแน่ เราก็ใช้ช่องว่างตรงนี้สอดแทรกจินตนาการเข้าไป"

 

การเลือกสร้างตัวละครจากบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์มีความยากหรือง่ายแตกต่างกันอย่างไรกับการที่เราสร้างตัวละครขึ้นมาใหม่

การที่เราหยิบบุคคลในประวัติศาสตร์ขึ้นมา มันจะว่ายากก็ยาก มันจะว่าง่ายก็ง่าย เพราะว่าเราตีความเอาเองจากการอ่าน จากหลักฐานชั้นต้นต่างๆ และเราก็สร้างคาแรกเตอร์ของตัวละครที่มีอยู่จริงของประวัติศาสตร์ด้วยการตีความขึ้นมาจากหลักฐานเหล่านั้น ซึ่งไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวเองจะตีความถูกต้องหรือเปล่า แต่ก็พยายามตีความให้เป็นกลางที่สุด ให้มีความเป็นมนุษย์มากที่สุด และหาเหตุผลมารองรับในการกระทำให้มากที่สุด ส่วนตัวละครที่สมมุติขึ้นมาเองจะไปในแนวทางสนุกมากกว่า มันเสริมให้เกิดความสนุก การที่เราใช้ตัวเอกที่มาจากยุคปัจจุบันให้กลับไปในอดีตเนี่ย มันก็ช่วยให้เราใส่อะไรลงไปได้เยอะขึ้นด้วยที่เขาเป็นคนยุคปัจจุบัน

 

การค้นคว้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์มากมายเพื่อเขียน บุพเพสันนิวาส ทำให้คุณรอมแพงได้เรียนรู้อะไรบ้าง

ถ้าอ่านตามหลักฐานจริงๆ ประวัติศาสตร์จะค่อนข้างดาร์ก ค่อนข้างน่ากลัว แล้วถ้าผู้หญิง [ยุคปัจจุบัน] ย้อนกลับไปในยุคนั้นจริงๆ ค่อนข้างน่ากลัวนะ เพราะว่าเป็นยุคที่ผู้ชายเป็นใหญ่ กฎหมายต่างๆ ก็เขียนขึ้นโดยผู้ชาย ทำให้ผู้หญิงโดนเอาเปรียบ ถ้านางเอกไม่โผล่มาเป็นการะเกดซึ่งเป็นผู้หญิงชั้นสูงในระดับขุนนาง ชีวิตก็น่าจะดาร์คกว่านี้

        แต่ว่าภาค 2 [ชื่อว่า พรหมลิขิต] นางเอกจะอยู่ในชนชั้นล่างจริงๆ ก็จะลำบากไปอีกแบบนึง แต่มันก็ไม่ดราม่าค่ะ เพราะบุคลิกตัวนางเอกจะรักสวยรักงาม เป็นคนลุย เป็นคนห้าว เขาเรียนทางด้านเกษตรมา เป็นเด็กกำพร้า แต่มีเงินมีทองเพราะได้ทรัพย์สินมรดกจากพ่อแม่ที่ตายไป สู้ชีวิต ไม่ยอมใคร... ตัวเนื้อเรื่องก็จะพลิกเยอะในส่วนนึง แต่ว่าความที่เขาจบทางด้านเกษตร คลุกคลีกับการปลูกผักปลูกหญ้าอยู่แล้ว มันก็เลยช่วยเขาในตรงนั้นได้ แต่ในส่วนอื่น เช่น ความรักสวยรักงาม เพราะว่าเป็นคนที่ทำศัลยกรรมมา มันก็จะสร้างคอมเมดี้ไปอีกแบบนึง เพราะนางไม่สามารถเข้ากับยุคอดีตได้ นางก็ต้องขุดขมิ้นขุดมัน แต่งตัวเอง อะไรแบบนี้นะคะ

 

Romphang

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

 

อยากให้นิยายเรื่องไหนของตัวเองถูกทำเป็นละครอีกบ้าง       

อยากให้ซีรีส์ หิมพานต์ ทำเป็นซีรีส์ทั้งหมดเลยค่ะ มี ปักษานาคา ยมธิดา โภคีธรา ค่ะ มันจะออกแนวจักรๆ วงศ์ๆ หน่อย และมันต้องใช้ CG ด้วย เพราะว่าตัวพระเอกเป็นครุฑ ตัวนางเอกเป็นลูกครึ่งนาคกับครุฑ น่าจะยากที่ใครลงซื้อไปทำ เพราะมันต้องลงทุนเยอะ แต่ก็อยากเห็นมันเป็นละครนะคะ

 

นักเขียนหลายคนมีเป้าหมายในอาชีพนักเขียนแตกต่างกัน แล้วความฝันอาชีพในฝันของคุณรอมแพงคืออะไร อยากเป็นนักเขียนขายดี อยากเป็นนักเขียนรางวัล หรือมีความฝันอื่นๆ ไหม

ไม่ค่อยนึกถึงรางวัลสักเท่าไหร่นะคะ ตอนที่เขียนก็แค่อยากให้คนอ่านงานเราเยอะๆ แล้วก็ไม่ค่อยนึกถึงการตลาดสักเท่าไหร่ด้วยค่ะ เราเขียนตามใจตัวเองมากกว่า (หัวเราะ) เพราะถ้าเรานึกถึงตลาด เราก็จะตามใจตลาด ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากเขียนมันจริงๆ แล้วเราก็จะเขียนไม่ออก ก็จะเป็นประมาณติสท์ๆ หน่อย คือถ้าเขียนไม่ออกก็ไม่เขียนเลย (หัวเราะ)

 

คุณรอมแพงคิดว่าองค์ประกอบสำคัญของนักเขียนที่ดีคืออะไร

ถ้าเป็นการเขียนนิยายนะคะ ก็คือต้องมีความสมเหตุสมผลในตัวเรื่อง ตัวละครต้องมีที่มาที่ไปของการกระทำให้ชัดเจนเพื่อให้ตัวเรื่อง ตัวพล็อตมันเข้มแข็ง พอมันเข้มแข็ง การที่จะชักจูงให้คนอ่านให้คิดหรือจินตนาการตามจะง่ายขึ้น ความสมเหตุสมผลในนิยายจะสำคัญมากค่ะ ถึงแม้จะเป็นแฟนตาซีก็จะมีความสมเหตุสมผลของความเป็นแฟนตาซีค่ะ 

 

"เราแค่อยากจะเขียนจะย่อยประวัติศาสตร์ให้มันสนุก ให้คนอ่านมีความสุขเวลาอ่านแค่นั้น ความตั้งใจเราพื้นมากค่ะ ... เราชอบอยู่ในมุมเงียบๆ ของเรามากกว่า อยากอยู่นิ่งๆ ไม่อยากให้แสงไฟส่องมาที่เรา อยากให้ส่องไปที่ดารามากกว่า"

 

เห็นนักเขียนหลายคนเปิดเว็บของตัวเอง หรือช่องทางขายหนังสือตัวเองทั้งในรูปแบบเล่มและ ebook คุณรอมแพงมีความคิดเห็นอย่างไรในเรื่องนี้บ้าง

ส่วนตัวเราพอใจที่จะให้มีสำนักพิมพ์หรือบรรณาธิการมาช่วยกลั่นกรองอีกทีมากกว่า เพราะว่าเราอยากจะเขียนอย่างเดียว แล้วเอาเวลาที่จะยุ่งกับธุรกิจไปเที่ยวดีกว่า ใช้ชีวิตให้มีความสุขดีกว่า เพราะว่าเป็นคนชอบเที่ยว (หัวเราะ) คือเราใช้แค่จินตนาการของเราเขียนเป็นนิยายแล้ว ให้อีกฝ่ายช่วยรับช่วงต่อ แล้วให้เขารับความเครียดตรงนั้นไปดีกว่า ส่วนเราขอไม่เครียดค่ะ (หัวเราะ)

        ในส่วนของ ebook ตอนแรกคือต่อต้านมาก คือไม่อยากทำเลยแต่ บรรณาธิการก็คะยั้นคะยอให้ลง เดี๋ยวเขาจะดูให้ แล้วไม่ค่อยชอบอ่าน ebook เพราะเหมือนเป็นอะไรในอากาศ มันจับต้องลำบาก ถ้าเป็นหนังสือมันจับต้อง มันได้ฟิน มีกลิ่นของหมึก กลิ่นของหนังสือ เราชอบทางนั้นมากกว่า แต่ว่าเราก็ซื้อ ebook มาอ่านเหมือนกันนะคะ ไม่ใช่ว่าไม่ซื้อ แต่ถ้าเป็นตัวเราเอง เราไม่ค่อยจะขายเท่าไหร่ ทีนี้บรรณาธิการให้เหตุผลว่า 'แฟนคลับทางต่างประเทศของเธอจะหานิยายอ่านได้ยังไง?' ด้วยความที่รักแฟนคลับก็เลยยอมค่ะ (หัวเราะ) เราจะเป็นคนที่สปอยล์แฟนคลับมาก มีความรู้สึกว่าเพราะมีเขาเราถึงจะทำงานได้ เขาสนับสนุนซื้อหนังสือเรา แล้วเขาก็ให้กำลังใจเราเวลาเรานอยด์ เวลาเราท้อแท้ เราก็ค่อนข้างเห็นแฟนคลับเป็นพระเจ้า

ชอบเที่ยวแบบไหน

ชอบเที่ยวคนเดียวค่ะ ทำอะไรก็สะดวก อยากไปดูที่ไหนก็ไปดู แล้วอีกอย่างนึงเราจะไปดูพวกพิพิธภัณฑ์ พวกวัง เราไม่ค่อยไปอะไรที่ทันสมัย ไปแต่แบบเก่าๆ แบบเป็นกรีก-โรมันไปเลยอย่างนี้ค่ะ เราไปดูไปเก็บบรรยากาศเพื่อเอามาเขียนนิยาย ก็ได้เขียนนิยายปัจจุบันไปเรื่องนึง [ตำรารักยอดดวงใจ] แต่ว่ากำลังจะไปเยอรมนี เราวางแผนจะเขียนนิยายย้อนยุค 5 ภพ 5 ชาติ ของเยอรมัน ฝรั่งเศส และอิตาลีค่ะ 

มองภาพตัวเองเป็นแบบไหนในอนาคต อยากให้คนจดจำเราในแบบไหน

อยากให้เห็นว่าเราเป็นเพื่อนมากกว่าค่ะ คือมีอะไรก็ตักเตือนกันได้ มีอะไรก็ดีใจไปด้วยกันได้ ไม่ใช่แบบต้องมายกย่องอะไรเรามาก คือเวลามีใครมายกย่องเรามาก เราไม่ได้ถึงขนาดนั้น เวลาไปเสวนาแล้วจะเจอผู้หลักผู้ใหญ่ชื่นชม ก็จะรู้สึกตะขิดตะขวงใจนะคะ ไม่ใช่ว่าไม่ดีใจ ดีใจแต่รู้สึกเหมือนว่าเขายกย่องเราเกินไปหรือเปล่า เพราะว่าเราไม่ได้ถึงขนาดนั้น 

        บางทีคนอ่านเขาตีความให้เลิศเลอไป เราแค่อยากจะเขียนจะย่อยประวัติศาสตร์ให้มันสนุก ให้คนอ่านมีความสุขเวลาอ่านแค่นั้น ความตั้งใจเราพื้นมากค่ะ แล้วพอมีคนมายกย่องว่าปลุกประวัติศาสตร์อะไรอย่างนู้นอย่างนี้ มันก็เลยไม่ใช่ฟีล เรารู้สึกว่าไม่ต้องมายกย่องอะไรขนาดนั้นก็ได้ เราจะเฟล เราจะโดนหมั่นไส้เอา ไม่อยากเป็นที่เพ็งเล็งขนาดนั้นค่ะ ก็ยังงงอยู่ตอนนี้ที่ว่ากระแสมันดังมาก ดังมาถึงคนเขียนนิยายว่าหนังสือหายากมาก เราค่อนข้างสับสน บางทีก็รู้สึกไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ เราชอบอยู่ในมุมเงียบๆ ของเรามากกว่า อยากอยู่นิ่งๆ ไม่อยากให้แสงไฟส่องมาที่เรา อยากให้ส่องไปที่ดารามากกว่า

 

Romphang

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

Fun facts

ที่มาของชื่อ รอมแพง

นามปากกา รอมแพง ของคุณอุ้ย จากก็มาจากตัวละครในเรื่อง เวียงกุมกาม ของนักเขียนชั้นครูอย่างทมยันตี โดย "รอมแพง" เป็นภาษาล้านนาโบราณ แปลว่า "หญิงผู้เป็นที่รัก" 

นักเขียนในดวงใจ

รอมแพงเป็นแฟนนิยายของนักเขียนชื่อดังหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น ทมยันตี กิ่งฉัตร โสภาค สุวรรณ และ โบตั๋น

โดยเรื่องที่เธอชื่นชอบเป็นพิเศษจะเป็นแนวแฟนตาซี อย่างเช่น เสราดารัล (กิ่งฉัตร) ดั่งดวงหฤทัย (ลักษณาวดี - หนึ่งในนามปากกาของ ทมยันตี) "จะไม่ค่อยชอบเรื่องเศร้าค่ะ อย่าง ในฝัน จะไม่ชอบ จะอ่านครั้งเดียวพอ ไม่อ่านแล้ว เป็นละครก็ไม่ดู หรือ รอยอินทร์ อะไรอย่างนี้ ถ้ารู้ว่าจบเศร้าจะพยายามไม่อ่าน ถ้าอ่านก็อ่านแค่รอบเดียวก็จบ เพราะอ่านแล้วจะอิน" รอมแพงเล่า

Advertising

นิยายเล่มต่อไป

หนังสือเล่มต่อไปที่คุณรอมแพงกำลังเขียนคือ ดาราสะท้านภพ หรือ Four Blood ซึ่งจะเป็นนิยายไซไฟ เกิดขึ้นในโลกอนาคตประมาณ 3,000 ปีจากปัจจุบัน เป็นแนวผจญภัยที่แฝงความเป็นคอมเมดี้ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรอมแพง

ข้อคิดเห็น

0 comments