ผู้พันเบิร์ด กับการหวนคืนจอเงินในรอบหลายปีมารับบทวายร้ายเป็นครั้งแรก

รู้จักมุมอื่นๆ ของชายชาติทหารทหาร นักแสดง และคุณพ่อใจดีที่ชื่อ วันชนะ สวัสดี

Wanchana "Colonel Bird" Sawasdee
Sereechai Putees/Time Out Bangkok
โดย Sopida Rodsom |
Advertising

หากให้นึกถึงนักแสดงในบทบาทฮีโร่สุดยิ่งใหญ่ คงหนีไม่พ้น ผู้พันเบิร์ด-วันชนะ สวัสดี ผู้รับบทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ซึ่งผู้พันเบิร์ดร่วมเล่นถึง 5 จาก 6 ภาคตลอด 8 ปีgเต็มๆ อีกด้านชีวิตนอกจอของผู้พันเบิร์ดคือผู้ช่วยโฆษกกระทรวงกลาโหม และคุณพ่อลูกหนึ่งของน้องวิน แต่ล่าสุดเราอดแปลกใจไม่น้อยเมื่อสุดยอดฮีโร่ของคนไทยตกลงรับบทผู้ร้ายอย่างเสือฝ้าย จอมโจรผู้มีจิตใจเยี่ยงโรบิน ฮู้ด ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในภาพยนตร์ ขุนพันธ์ 2 งานนี้เราได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้พันเบิร์ดถึงบทบาทใหม่ซึ่งดูแตกต่างงจากตัวเขา รวมไปถึงความฝันที่เขามีต่อลูกชายอีกด้วย

 

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้ผู้พันเบิร์ดรับบทเป็นผู้ร้ายซึ่งดูห่างไกลจากตัวจริงมาก ผู้พันเบิร์ดช่วยเล่าถึงตัวละครเสือฝ้ายให้ฟังหน่อยได้ไหม

บทที่ (โขม-ก้องเกียรติ โขมศิริ ผู้กำกับ ขุนพันธ์ 2) หยิบยื่นให้เป็นหัวหน้าโจรที่เป็นชุมชนใหญ่ของภาคกลาง เป็นหัวหน้ากลุ่มคนที่ได้รับการเอารัดเอาเปรียบจากภาครัฐเลยต้องผันตัวไปดูกันเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกินดีอยู่ดี การสาธารณสุข การศึกษา พอเราเห็นว่าภาครัฐดูแลคนไม่ทั่วถึงเราเลยมีวิถีทางของเราเองในการดูแลคนของเรา แต่การดูแลในส่วนนั้นก็จำเป็นต้องไปปล้นต้องมีเงินมาจุนเจือ เพื่อให้ระบบของชุมชนไปได้ เขาก็เลือกปล้นคนเลวที่มีฐานะมาจุนเจือคนจน คล้ายโรบิน ฮู้ด แต่วิถีของเค้าก็ยังเป็นโจรอยู่ดี สุดท้ายก็ต้องถูกพิพากษาด้วยกฎหมาย

 

ขุนพันธ์ 2 เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ผู้พันเบิร์ดไม่ได้ร่วมงานกับ ท่านมุ้ย-หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล การทำงานกับผู้กำกับคนใหม่เป็นอย่างไรบ้าง

กองพระนเรศวรใหญ่มาก แล้วมันใช้คนเยอะ แต่ว่ากองขุนพันธ์จะมีบางฉากที่ใช้คนมากแต่ด้วยความที่สเกลของงานมันต่างกัน รวมถึงสภาวะแวดล้อมของกองที่ต่างกัน เช่น พระนเรศวรมันถ่ายที่เดียวเลยส่วนใหญ่ การกินอยู่หลับนอนก็อยู่ตรงนั้นเลย แต่ของขุนพันธ์ก็ย้ายที่ไปหลายที่ แล้วก็มีความยากแตกต่างกัน พี่โขมก็เป็นผู้กำกับที่ทำงานเร็ว สามารถปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขสถานการณ์ได้ เพราะบางครั้งอุปสรรคของการถ่ายทำมันเกิดขึ้นจากธรรมชาติ จากฝนบ้าง เสียงบ้าง ก็มีการบริหารจัดการที่ดีครับ

 

เล่นบทตัวร้านครั้งแรก ได้เรียนรู้อะไรจากบทบาทนี้บ้าง

ในตำนานสมเด็จพระนเรศวรที่คนคุ้นชินภาพก็คือเป็นพระมหากษัตริย์ รวมถึงเหมือนเป็นฝั่งดี เป็นฮีโร่ แต่สำหรับเสือฝ้าย สิ่งที่เหมือนกันคือยังเป็นฮีโร่อยู่ เขาเป็นฮีโร่ของคนที่นับถือ เรียกว่าพ่อ เรียกว่าครู เรียกว่าพี่ เพียงแต่วิถีของความเป็นโจรเป็นบทที่แตกต่างแล้วก็ท้าทาย วิถีของโจรก็จะใช้กลเม็ดหรือยุทธวิธีในการปล้นเพื่อที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จของพวกพ้อง แต่โจรก็ถือว่ายังเป็นสุภาพบุรุษอยู่ คนเหล่านี้ก็ไม่ฆ่า มันเป็นสัจจะในหมู่เพื่อนฝูง

 

Wanchana “Colonel Bird” Sawasdee

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

 

เรามักเห็นผู้พันเบิร์ดในหนังพีเรียด ความจริงแล้วอยากลองเปลี่ยนแนวบ้างไหม และอยากลองเล่นบทบาทไหนบ้าง

ผมว่าความท้าทายของนักแสดงคือต้องการจะเล่นได้หลากหลายบทบาท ที่บางส่วนก็เป็นตัวเอง บางส่วนก็สวมวิญญาณเป็นคนอื่น ซึ่งถ้ามีโอกาสผมก็อยากเปลี่ยนแปลงคาแรคเตอร์ของการแสดง แต่ตอนนี้ยังนึกบทให้ตัวเองไม่ได้ เพราะว่าบทที่คิดให้กับตัวเองก็จะไม่ค่อยห่างไกลจากตัวเองมากนัก แต่ยืนยันว่ายังอยากที่จะมีบทที่ไม่ใช่ตัวผมเองเหมือนกัน ต้องดูว่าผู้กำกับท่านไหนอยากจะเอาผมไปทำตัวไหนบ้าง เพราะขนาดโจรนี่ก็ยังมีความเป็นตัวเองอยู่เลย

 

ถ้าต้องเล่นบทวายร้ายสุดๆ ผู้พันเบิร์ดจะรับเล่นไหม

รับได้ครับ ผมคิดเสมอว่าถ้าพระเอกจะดูดี ผู้ร้ายต้องร้ายจัดๆ พระเอกถึงจะดูเก่ง ดูไม่ธรรมดา ... บางทีคนสู้กันมาเยอะแยะเลย แต่ไอ้นี่มาที่เดียวตายหมดเลย ผมว่าผู้ร้ายที่เก่งมันจะทำให้หนังน่าสนใจ

 

ผู้พันเบิร์ดต้องเรียนรู้หรือฝึกฝนอะไรก่อนมารับบทเสือฝ้ายบ้างไหม

ไม่ต้องทำอะไรเลยครับ คือในหนังเนี่ย ขี่ม้าก็ได้อยู่แล้ว ใช้อาวุธ ยิงปืน เราก็คุ้นชินกับการใช้ชีวิตแบบนี้อยู่แล้ว ดังนั้นไม่ต้องทำอะไรใหม่ ที่เหลือคือเราก็แค่ไปอ่านเรื่องราวของขุนพันธ์ รวมถึงอ่านเรื่องราวของเสือสุพรรณจากคำบอกเล่าของคนแถวนั้นหรือตำรวจบ้าง เพื่อที่จะได้เรียนรู้ว่าสังคมสมัยนั้นมันเป็นแบบไหนบ้าง แต่มันก็ไม่ได้ไกลเกินกว่าสิ่งที่เราจะศึกษาได้ เพราะว่าปกติผมเองก็ชอบอ่านประวัติศาสตร์ แล้วเรื่องนี้มันก็เกิดขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะฉะนั้นสังคมแวดล้อมก็ไม่ได้ต่างจากสิ่งที่เราเคยรู้ แต่ก็ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมนะ

 

Wanchana “Colonel Bird” Sawasdee

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

 

ในเรื่องเสือฝ้ายมีคาถาอาคมอะไรบ้าง

มีครับ เสือฝ้ายเนี่ยมียันต์ที่สักอยู่ที่หน้าอกเนี่ยเป็นช้างเอราวัณ เป็นหมู่ตัวแทนของความมีพละกำลังของเสือฝ้ายหลังก็เป็นเหมือนธรณีประตูนรก ท้าวเวสสุวรรณ สองส่วนนี้เป็นเรื่องของพละกำลังทั้งคู่เลย รวมถึงเขามีคาถาในการที่จะเอากระสุนออกจากตัวได้ มีคาถาที่แบบหยุด นะจังงัง (หัวเราะ) เสกคาถาให้คนนิ่ง ทำให้สามารถหลุดรอดจากศัตรูมาได้ก็ด้วยคาถาเหล่านี้ ถ้าชอบที่สุดก็น่าจะ นะจังงัง เป็นคาถาที่ทำให้เรารอดได้ง่ายสุดในยามคับขัน

 

ผู้พันเบิร์ดคิดว่าคนสมัยนี้จะมองภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างไรบ้าง

รู้สึกศรัทธาคนในสมัยก่อน ในความเป็นสุภาพบุรุษ แล้วก็คำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ต่อกัน ซึ่งเด็กผู้ชายน่าจะชอบในเรื่องของวิถีชีวิตของลูกผู้ชาย มีสัญญากันก็ต้องทำตามสัญญา แต่ในทางกลับกันก็จะสอนด้วยว่าเมื่อเราไม่ทำตามสัญญา ผิดคำสัญญาที่ให้ไว้กับเพื่อน มันก็จะเจอจุดจบที่ไม่ดี  ในขณะที่ความซื่อสัตย์สุจริตของตำรวจที่มันก็อยู่ในสังคมเรามาตลอดมันสะท้อนอย่างนึงว่าผลประโยชน์มันยังคงอยูในสังคมไทยเราเป็นมานานตั้งแต่นานมาแล้ว

 

การเป็นทหารที่เป็นนักแสดงด้วยมีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบ้าง

ผมยังหาข้อเสียมันไม่ได้เลย อันดับแรกคือเวลาที่ผมไปถ่ายหนัง ผมรู้สึกมันไปอีกโลกนึงที่ไม่ได้อยู่ในโลกของการเป็นทหาร มันมีตัวตนใหม่ที่เรารู้สึกว่าเราสบายใจ เราผ่อนคลาย สภาวะการกดดันของการทำงานทางทหารเนี่ย มันก็มีรุ่นพี่ มีผู้บังคับบัญชา เวลาเราทำงานเราก็จริงจัง เราก็เกิดความรู้สึกกดดัน แต่โลกของการแสดงทำให้ผมรู้สึกมีความสุข เวลาถ่ายหนังมันเหมือนเราได้สวบบทบาทของอีกคนนึงที่ไม่ใช่ทหาร

        ส่วนมุมของการทำงาน ผมจะบอกว่าการแสดงทำให้ผมสามารถสื่อสารวิถีชีวิตของทหารได้ง่ายขึ้นด้วย การแสดงเป็นส่วนเสริมความเป็นทหารได้เป็นอย่างดี หมายถึงว่าเราได้รับความสนใจจากสื่อ ผู้สื่อข่าวก็จะให้ความสนใจ
แล้วเราก็มีโอกาสพูดคุยเรื่องของความเป็นทหารแทรกเข้าไป ยกตัวอย่าง เช่น การปะทะกันของบางสมรภูมิที่เกิดขึ้นแนวชายแดน ชาวบ้านก็ไม่ยอมย้ายจากพื้นที่เพราะว่าเค้าห่วงบ้าน แต่ผมบอกชาวบ้านให้ย้าย เขาเชื่อ ...อ๋อนี่ผู้พันเบิร์ดที่เป็นสมเด็จพระนเรศวร

        สำหรับผม ยังไงอาชีพทหารคือหน้าที่หลัก หลังจบจากโรงเรียนนายร้อย จริงๆ อยู่สายรบมาตลอดเวลา คือลงเหล่าทหารม้า ขึ้นกองกำลังสุรสีห์ชายแดนไทย-พม่า ดูเรื่องยาเสพติด ตัดไม้ ขนคนเข้าเมือง นั่นคือวิถีชีวิตของผมคือจบไปเป็นผู้หมวด จับปืน เดินลาดตระเวน คือทำหน้าที่ปกติเหมือนทหารเลยครับ  จนกระทั่งวันนึงมาแสดงหนังนี่แหละ ตอนนั้นก็ยังอยู่ค่ายสุรสีห์อยู่ครับ ด้วยความที่กองถ่ายมันอยู่ติดที่ทำงาน ผมก็ทำงานอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว  คือมันไม่มีเวลาทำงานเพราะว่าซ้อมหนักมาก ท่านมุ้ยเลยทำหนังสือขอกองทัพ ให้อนุมัติตัวบุคคลออกมาเพื่อให้ไปซ้อมเลยครับ

 

Wanchana “Colonel Bird” Sawasdee

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

 

หลังจากจบโปรเจ็ค ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ตอนนั้นคิดว่าจะแสดงหนังต่อไหม

คิดว่าจะแสดงต่อครับ เพราะเราเห็นประโยชน์ว่ามันได้กับกองทัพเต็มๆ กับทางกองทัพก็คุยกันนะครับ ซึ่งกองทัพก็สนับสนุนว่าต้องแสดงต่อไปเพื่อที่จะให้อยู่ในหน้าสื่อ แต่ก่อนผมก็ต้องรายงานให้กับผู้บังคับบัญชาทราบว่าเล่นเรื่องนี้ๆ ตอนหลังๆ เขาก็เปิดไฟเขียว "เบิร์ดพิจารณาเลย เพียงแต่รักษาภาพลักษณ์ของกองทัพให้ได้" ส่วนใหญ่แล้วบทรับได้หมดนะ จะให้ผมเป็นโจร ทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่านั่นคือการแสดง แต่ถ้าบทที่ต้องระวังคือบทที่เกี่ยวกับทหารหรือตำรวจ เพราะว่าความถูกต้องหรือว่าอุดมการณ์บางอย่างที่เขียนแล้วสร้างภาพลักษณ์ไม่ดี แต่ถ้าบทเสือฝ้ายเป็นโจร ดูภาพรวมของหนังด้วย เพราะอย่างขุนพันธ์เป็นตำรวจดี อันนี้โอเค

 

ช่วงหลังๆ มานี้กองทัพถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้านครั้ง การเป็นทหารในช่วงเวลานี้ยากไหม

ไม่ยากครับ ผมกำลังจะบอกว่าทหารก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงการทำงานเลย หมายถึงวิถีการทำงานหรือภาคปฏิบัติ เขาเรียกว่าฝ่ายยุทธวิธีหรือยุทธการ ไม่เปลี่ยน มันเป็นข้อความจริงที่พิสูจน์ได้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและอนาคต ว่าอย่างไรกองทัพก็จะเป็นแบบนี้แหละ ดังนั้นเวลาก็จะเป็นเครื่องพิสูจน์ในคำวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหมด ยกเว้นบางกรณีที่เป็นภาพลบของกองทัพที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นส่วนน้อยมาก ก็จำเป็นต้องออกมาให้ความกระจ่าง ความชัดเจนแก่สังคม

        กองทัพมีภารกิจหลัก 4 ประการที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้ หนึ่งคือรักษาไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ คือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สองคือรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน สามคือรักษาอธิปไตย สี่คือช่วยเหลือประชาชนและพัฒนาประเทศ สี่อย่างที่ครอบคลุมอันนี้เราก็ทำเหมือนเดิม

 

คุณได้เรียนรู้อะไรจากการเป็นคุณพ่อบ้าง

ปัจจุบันนี้ผมคิดว่าชีวิตหลังจากนี้ไปน่าจะเป็นการส่งทอดให้กับคนรุ่นหลังแหละ แล้วก็สร้างประสบการณ์หลังจากนี้ไปจนสิ้นใจ หาประสบการณ์เพิ่มเพื่อจะสอนคนรุ่นหลัง ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองแล้วล่ะ ดังนั้นผมก็คิดว่าสิ่งที่จะสอนลูกชายคือต้องการให้เขาอยู่ในสังคมในอนาคตได้ พยายามสร้างต้นทุนทางด้านวิธีคิดมากกว่า ให้เขาปรับเปลี่ยนอยู่ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงเร็วได้ ให้เขามีความหนักแน่น มีเหตุผลในการดำเนินชีวิต อันนั้นเป็นสิ่งสำคัญ 

        ทางด้านร่างกายก็จริงจังเต็มที่ ให้มีพัฒนาการทางด้านร่างกายที่สมดุลแข็งแรง เพราะว่าผมวาดฝันไว้ว่าจะให้เขาเป็นแชมป์ Wimbledon ต้องการเห็นเขาลงแข่ง Grand Slam ทั้งสี่ในฐานะตัวแทนประเทศไทย ... สำหรับลูกชายผม สามส่วนคือให้ร่างกายแล้วก็จิตใจ ความชาญฉลาดทางด้านวิชาการไม่เน้นเท่าไหร่หรอก (หัวเราะ)

 

Wanchana “Colonel Bird” Sawasdee

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

 

ทำไมเลือกกีฬาเทนนิสให้กับลูกชาย

เทนนิสเนี่ยเป็นความชอบส่วนตัว (หัวเราะ) เด็กๆ เล่นหลายอย่างมาก วอลเลย์บอล ผมเป็นแชมป์ภาคกลาง ตัวแทนจังหวัดนครปฐม เล่นกรีฑา เขย่งก้าวกระโดดไกล กระโดดสูง เทนนิสก็เล่นตั้งแต่เยาวชน ผมคิดว่าเทนนิสเป็นกีฬาที่ใช้พลังเยอะ เปรียบเทียบการรับผิดชอบพื้นที่คอร์ทเทนนิสกับคนหนึ่งคน กับเล่นกลางแดด พลังที่ใช้ในการเคลื่อนไหว ผมคิดว่าเทนนิสน่าจะเป็นกีฬาที่ใช้พลังมากที่สุดในโลก ผมรู้สึกว่ามันเหมาะกับเป็นกีฬาลูกผู้ชายเว้ย ใช้พลังเยอะ แล้วไม่ปะทะกับคนอย่างรักบี้ ฟุตบอลแบบนี้

        สมัยก่อนที่เราดู Wimbledon นะ กล้องแพนมา "อ่านี่ก็เป็นพ่อของ Roger Federer" (หัวเราะ) หรือพอเวลาเมื่อก่อน John McEnroe พวกหลังๆ มาก็จะเป็น Andre Agassi เวลามันได้แชมป์แล้วปาไม้ขึ้นมาบนอัฒจันทร์ มากอดพ่อ ผมรู้สึกว่าเออ ... วันหนึ่งผมจะไปนั่งที่อัฒจันทร์ตรงนั้นแหละ กล้องแพนมาก็จะเห็นผมทำสัญลักษณ์ เหมือนทำโค้ดกับลูกว่าให้เล่นยังไง เป็นไงใช้ได้ไหม (หัวเราะ)

        แต่ทุกวันนี้ไม่เคยพาเขาไปตีเทนนิสจริงจังเลยนะ ผมรู้สึกว่าเขายังเด็กไปกับการที่จะให้เค้าจับไม้เทนนิสแบบผู้ใหญ่ คือทุกวันนี้ผมสอนลูกผมก็แค่ให้เขาเคลื่อนไหวให้เร็ว เพราะผมคิดว่าามันจะได้เปรียบคู่ต่อสู้ จริงๆ ผมจะมีสูตรลับของผมอย่างนึงคือเขาชอบเป็นซูเปอร์ฮีโร่ ผมก็บอกว่า "วินจะต้องปกป้องมังกรข้างหลังจากปีศาจ" ผมก็จะเอามังกรไปไว้ข้างหลังเขา แล้วผมก็จะเป็นปีศาจเอง ผมก็จะโยนลูกไปทำร้ายมังกรข้างหลัง เขาก็จะวิ่งมาคอยรับลูกไว้ไม่ให้ลูกเทนนิสมันโดนมังกรข้างหลัง

 

ผู้พันเบิร์ดเคยเข้าร่วมรายการเรียลลิตี้ The Return of Superman ที่ให้คุณพ่อรับหน้าที่ดูแลลูกแทนคุณแม่ จบจากรายการนี้แล้วมีมุมมองเปลี่ยนไปบ้างไหม

ผมก็ไม่ได้แตกต่างอะไรมากนะ เพราะว่าตอนที่เลี้ยงลูกมาก็อยู่กับแฟนตลอดครับ แล้วก็ทุกอย่างก็ผลัดกันทำมาตลอด ยกเว้นให้นม (หัวเราะ) ผมไม่คิดว่าเป็นงานของแม่ครับ เวลาที่เราไปทำงาน แม่กับลูกก็อยู่ด้วยกันทั้งวัน เขาคงสนิทกัน ลูกก็จะไม่ค่อยเชื่อแม่เท่าไหร่ แต่ผมกับวินเนี่ย ถ้าเทียบกันแล้วลูกกลัวผมมากกว่า แต่ว่าแม่จะบอกว่าผมใจดี ผมก็ตามใจเหมือนกันนะ ถามว่าตีลูกไหม ... ตี แต่ว่าไม่ได้ตีแรงนะครับ ตีลูกเนี่ยไม่เคยใช้มือตีเลยนะ ใช้อย่างอื่นตี เช่น กระดาษอย่างนี้ คือที่เราไม่ใช้มือตี เพราะเรารู้สึกว่ามือเอาไว้กอดเขา ผมว่าบางทีตีแรงแล้วเขาเจ็บ มันเจ็บที่ใจด้วยแล้วมันลบไม่ได้ ลำพังเจ็บมือไม่เท่าไหร่หรอก แต่บาดแผลในใจมันไม่ควร 

 

เมื่อช่วงต้นปีนี้ ซินดี้ บิชอพ ออกแคมเปญ “Don’t Tell Me How to Dress” เพื่อตอบโต้คนที่บอกว่าผู้หญิงต้องแต่งตัวเรียบร้อยเพื่อแก้ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ ในฐานะที่ผู้พันเบิร์ดเป็นโรลโมเดลของผู้ชายหลายๆ คน มองเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

ผมไม่ว่าเลยว่าเขาจะแต่งตัวโป๊ไม่โป๊นะครับ ผมคิดว่ามันอยู่ที่เหมาะสมกับงานหรือเปล่าแค่นั้นเอง การควบคุมสติของคนอยู่ที่สำนึกมากกว่า ถ้าเขาเป็นคนควบคุมตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว แต่งตัวยังไงก็ไม่ได้หรอก ผมคิดว่าส่วนใหญ่ตั้งใจที่จะทำอยู่แล้ว แต่ก็มีเรื่องของงานวิจัยหรือผลสำรวจที่คดีข่มขืนที่เกิดขึ้นจากคนใกล้ตัวส่วนใหญ่ เช่น พ่อเลี้ยง เพื่อนฝูง ซึ่งผมว่าโอกาสที่เพื่อนจะอยู่ด้วยกัน หรือพ่อลูกที่จะอยู่ด้วยกันเนี่ย ต่อให้ไม่แต่งตัวโป๊ แต่มันจ้องหาโอกาสและเวลาอยู่แล้ว

 

Wanchana “Colonel Bird” Sawasdee

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

 

Wanchana “Colonel Bird” Sawasdee

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

Wanchana “Colonel Bird” Sawasdee

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

ข่าว, ภาพยนต์

ขุนพันธ์ 2

ในยุคที่กฎหมายล้มดังครืน คนชั่วครองเมือง ความยุติธรรมหล่นหาย ภาคกลางถูกครอบครองด้วยอิทธิพลแห่งเสือฝ้ายและเสือใบที่แกร่งด้วยคาถาอาคม ปล้นคนรวยช่วยคนจน ประชาชนนับถือโจรมากกว่าตำรวจ ขณะนั้นขุนพันธ์ มือปราบแห่งกรมตำรวจเริ่มหมดศรัทธาในกฎหมายและถูกบีบจากทางราชการ คงไม่มีที่ไหนที่จะเหมาะไปกว่าการเป็นหนึ่งในโจรเชิ้ตดำของเสือฝ้ายและเสือใบ ขีดสุดแห่งพลังอาคมจะถูกท้าทาย ความดีจะกลับตาลปัตร ขุนพันธ์จะเลือกข้างใคร?

Advertising