หากจะมีหนังสักเรื่องที่พาคุณออกเดินทางรอบโลกได้โดยไม่ต้องลุกจากเก้าอี้ในโรงภาพยนตร์ ก็คงเป็น The Odyssey ของคริสโตเฟอร์ โนแลน มหากาพย์ที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมของโฮเมอร์เรื่องนี้พาผู้ชมตระเวนไปยังโลเคชันสุดตระการตาในโมร็อกโก กรีซ อิตาลี ไอซ์แลนด์ และสกอตแลนด์ (รวมถึงสตูดิโอในลอสแอนเจลิสอีกเล็กน้อย) ระหว่างติดตามการเดินทางของโอดิสเซียส (รับบทโดย แมตต์ เดมอน) ที่พยายามหาทางกลับบ้านเกิดบนเกาะอิธากาหลังสงครามกรุงทรอย
ภาพยนตร์ถ่ายทำต่อเนื่องนาน 91 วันในปี 2025 โดยใช้กล้อง IMAX ตลอดทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นฉากกลางทะเล บนยอดเขา ภายในถ้ำ หรือชายหาด ไล่ตั้งแต่ Hjörleifshöfði เขาโดดในไอซ์แลนด์ ไปจนถึงเมืองชายฝั่ง Essaouira ในโมร็อกโก ขณะที่ป่าในแคว้น Moray ของสกอตแลนด์ถูกเนรมิตให้เป็นดินแดนของเหล่าชนเผ่ายักษ์กินมนุษย์อย่าง Laestrygonians ส่วนเกาะอิธากาในเรื่องก็สร้างขึ้นจากโลเคชันนอกชายฝั่งซิซิลี ประเทศอิตาลี
‘พอถ่ายทำเสร็จ ทุกคนเหนื่อยล้ากันสุดๆ ในแบบที่ผมไม่เคยเจอมาก่อนในการทำหนัง’
โนแลนเล่าไว้กับ Empire ‘ตอนกลับบ้าน เบน (Affleck) ถามผมว่ามันเป็นยังไง ผมก็บอกว่า ทุกโลเคชันของหนังเรื่องนี้ ถ้าเอาไปอยู่ในหนังเรื่องอื่น มันคงเป็นโลเคชันที่โหดที่สุดของเรื่องนั้นเลย’
ข่าวดีคือ ถ้าคุณอยากออกเดินทางตามรอย The Odyssey คุณไม่จำเป็นต้องฝ่าคลื่นลมหรือปีนหน้าผาเหมือนทีมงานภาพยนตร์ แค่เก็บกระเป๋าแล้วออกเดินทางก็พอ เพราะเรารวบรวมโลเคชันถ่ายทำสำคัญ พร้อมวิธีเดินทางและที่พักแนะนำไว้ให้แล้วในลิสต์นี้
โลเคชันที่ใช้ถ่ายทำ The Odyssey
อิธากา: เกาะ Favignana แห่งซิซิลี ประเทศอิตาลี
บ้านของโอดิสเซียสและเพเนโลพี (แอนน์ แฮททาเวย์) ซึ่งในเรื่องถูกเหล่าชายผู้มาสู่ขอเข้ายึดครองระหว่างที่เจ้าของบ้านหายตัวไป ถูกถ่ายทำทั้งในสตูดิโอ Sony Pictures Studios ที่ลอสแอนเจลิส และบน เกาะ Favignana ทางตะวันตกของเกาะซิซิลี ประเทศอิตาลี
Favignana ยังเป็นหนึ่งในไม่กี่โลเคชันที่ปรากฏอยู่ในมหากาพย์ต้นฉบับของโฮเมอร์ด้วย โดยในบทกวี โอดิสเซียสและลูกเรือแวะพักที่ ‘เกาะแพะ’ เพื่อเติมเสบียง ก่อนที่ปราสาทบนยอดเขาของเกาะจะถูกนำมาใช้เป็นฉากภายนอกของพระราชวังอิธากาในภาพยนตร์ ตลอดช่วงถ่ายทำ นักแสดงและทีมงานต้องเดิน (หรือบางวันก็นั่งเฮลิคอปเตอร์) ขึ้นไปยัง Castello di Santa Caterina ปราสาทสมัยศตวรรษที่ 15 ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาสูงราว 900 ฟุต ทุกเช้า
‘ตอนแรกที่ไปถึง เราคิดเลยว่านี่เป็นโลเคชันที่ไม่เหมาะกับการถ่ายหนังเอาเสียเลย’ โนแลน เล่าย้อนให้ฟัง แต่พอเดินขึ้นไปถึงปราสาทและเห็นวิวตรงหน้ามันก็ให้ความรู้สึกทันทีว่า นี่แหละคือบ้านของโอดิสเซียส
ข้อแนะนำในการเดินทาง: นั่งเรือเฟอร์รีจากเมือง Trapani บนเกาะซิซิลีมายัง Favignana จากนั้นเลือกพักได้ทั้งบ้านพักบน Airbnb ในตัวเมือง หรือถ้าอยากอัปเกรดประสบการณ์ ลอง I Pretti Resort หรือ Dimora Cala del Pozzo ส่วน Monte Santa Caterina และปราสาทบนยอดเขาอยู่ห่างจากตัวเมืองเพียงไม่กี่กิโลเมตร เดินทางได้สะดวกสำหรับทริปแบบไปเช้าเย็นกลับหรือครึ่งวันเที่ยว
กรุงทรอย: Aït Benhaddou ประเทศโมร็อกโก
หากคุณเป็นคอหนัง นี่คือสถานที่ที่น่าจะคุ้นตาแน่นอน Aït Benhaddou คือหมู่บ้านป้อมปราการอายุกว่า 900 ปี ใกล้เมืองมาร์ราเกช เป็นหนึ่งในโลเคชันถ่ายทำภาพยนตร์ชื่อดังมากมาย ตั้งแต่ Gladiator, Game of Thrones, Lawrence of Arabiaไปจนถึง Prince of Persia: The Sands of Time เรียกได้ว่าหนังมหากาพย์ย้อนยุคแทบทุกเรื่องต่างเคยฝากร่องรอยไว้ที่นี่
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 โนแลนก็เลือกสถานที่แห่งนี้เพื่อสร้างกรุงทรอย ขึ้นใหม่สำหรับ The Odyssey พร้อมระดมนักแสดงประกอบกว่า 2,000 คน เพื่อถ่ายทอดฉากการล่มสลายอันยิ่งใหญ่ของเมืองในตำนาน
ฉากขนาดมหึมาซึ่งออกแบบโดย Ruth De Jong โปรดักชันดีไซเนอร์ของเรื่อง กินพื้นที่ราว 2.5 เอเคอร์ และโดดเด่นด้วย วิหารเทพีอธีนา สูงถึง 48 ฟุต ที่สร้างขึ้นใหม่อย่างอลังการ
‘เราต้องการให้ทุกอย่างมีสเกลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในโลกนั้นจริง ๆ’ โนแลนกล่าว
ข้อแนะนำในการเดินทาง: หากวางแผนไปเที่ยว Aït Benhaddou บ้านพักบน Airbnb มีตัวเลือกมากมาย แต่ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศโมร็อกโกแบบดั้งเดิม แนะนำให้เข้าพักที่ Bagdad Café ริยาดสไตล์โมร็อกโกซึ่งอยู่ห่างจาก kasbah แหล่งมรดกโลกของยูเนสโกเพียง 200 เมตร และยังเป็นที่พักยอดนิยมบน Tripadvisor อีกด้วย
ม้าโทรจัน: เมือง Essaouira ประเทศโมร็อกโก
ไอเดียการถ่ายทำฉากม้าโทรจัน ของคริสโตเฟอร์ โนแลน มีจุดเริ่มต้นย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 ตอนที่เขาเคยมีส่วนร่วมกับโปรเจกต์ภาพยนตร์ Troy อยู่ช่วงสั้นๆ ในเวลานั้น โนแลนจินตนาการถึงฉากที่ชาวกรีกหลอกศัตรูด้วย ‘ของขวัญจากเหล่าเทพ’ ซึ่งถูกฝังครึ่งหนึ่งอยู่ในผืนทราย และในที่สุดเขาก็ได้ทำให้ภาพนั้นเป็นจริงบนชายหาดของ Essaouira เมืองชายฝั่งทางตะวันตกของโมร็อกโกใน The Odyssey
สถานที่แห่งนี้ยังเป็นจุดที่โอดิสเซียสและลูกเรือออกเดินทางกลับบ้านหลังจบสงครามอีกด้วย โดยชื่อ Essaouira ในภาษาอาหรับมีความหมายว่า ‘ภาพเล็ก ๆ’ แต่เมื่อถูกถ่ายทอดผ่านกล้อง IMAX แล้ว ภาพตรงหน้ากลับยิ่งใหญ่เกินชื่ออย่างสิ้นเชิง
ข้อแนะนำในการเดินทาง: เมือง Essaouira ซึ่งได้รับฉายาว่า ‘Windy City’ ของแอฟริกา เป็นเมืองชายทะเลบรรยากาศสบายๆ ที่ผสมผสานความเป็นโบฮีเมียนเข้ากับประวัติศาสตร์การเดินเรือในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่ยาวนานนับพันปี ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องการเล่นวินด์เซิร์ฟ และคุณยังสามารถขี่ม้าริมชายหาดได้จริง (ไม่ใช่ม้าไม้แบบในหนัง) หรือจะเดินเล่นเลือกซื้อของในเมดินา และตลาด souk อันโด่งดังก็เป็นอีกกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด นอกจากนี้ Essaouira ยังมีสนามบินของตัวเอง พร้อมเที่ยวบินตรงจากหลายเมืองในยุโรปอีกด้วย
ถ้ำไซคลอปส์: แคว้นเมสเซเนีย ประเทศกรีซ
โลเคชันที่ใช้ถ่ายทำ ถ้ำของโพลีฟีมัส (Polyphemus) ไซคลอปส์ตาเดียวผู้โด่งดังในตำนานกรีก ไม่ได้มีดีแค่ความสวยงาม แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์และเทพปกรณัม โดยทีมงานเลือกใช้ Nestor’s Cave ซึ่งตั้งอยู่เหนือชายหาดสีทองของ Voidokilia ในแคว้นเมสเซเนีย ประเทศกรีซ
ตามตำนานเล่าว่า เนสเตอร์ (Nestor) กษัตริย์แห่งเมืองไพลอส เคยนำวัวที่ขโมยมาจากเทพสุริยัน เฮลิออส (Helios) มาซ่อนเอาไว้ในถ้ำแห่งนี้ แม้ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจะไม่สามารถเข้าไปภายในถ้ำได้ แต่พื้นที่โดยรอบยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายของตำนานกรีกโบราณ และตอนนี้ก็มีประวัติศาสตร์หน้าใหม่จากฮอลลีวูดเพิ่มเข้ามาอีกบทหนึ่ง
ข้อแนะนำในการเดินทาง: เมือง Pylos ที่อยู่ไม่ไกลนักเหมาะจะใช้เป็นฐานสำหรับเที่ยวแถบคาบสมุทรเพโลพอนนีส (Peloponnese) อันเปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์ เมืองนี้ยังปรากฏทั้งในมหากาพย์ The Odyssey และในภาพยนตร์ เมื่อ Telemachus (รับบทโดย ทอม ฮอลแลนด์) เดินทางมาจากอิธากาเพื่อตามหาข่าวคราวของบิดา ระหว่างทริปคุณจะได้พบกับชายหาดสวย วัฒนธรรมเมืองชายฝั่ง โบราณสถานกรีกโบราณ และแนะนำว่าอย่าลืมชิม lalagia แป้งทอดกรอบโรยน้ำตาลและอบเชย ของกินขึ้นชื่อประจำท้องถิ่นที่เหมาะเป็นของว่างระหว่างเที่ยวที่สุด
ดินแดนของเหล่าเลสทริโกเนียน: ป่า Culbin Forest ประเทศสกอตแลนด์
ก่อนหน้านี้ คริสโตเฟอร์ โนแลนเคยถ่ายทำภาพยนตร์ในสกอตแลนด์เพียงครั้งเดียว สำหรับฉากเปิดของ The Dark Knight Rises แต่สำหรับ The Odyssey ชายฝั่งตะวันออกของประเทศกลับกลายเป็นหนึ่งในโลเคชันสำคัญของเรื่อง ฉากที่โอดิสเซียสเผชิญหน้ากับเลสทริโกเนียน เผ่ายักษ์กินคนในตำนานกรีก ถูกถ่ายทำภายใน Culbin Forest ป่าสนขนาดใหญ่ริมชายฝั่ง Moray Firth ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในภูมิทัศน์ธรรมชาติที่โดดเด่นที่สุดของสกอตแลนด์ โชคดีที่ในชีวิตจริง ชาวบ้านแถบนี้เป็นมิตรกว่ายักษ์ในตำนานมาก
ข้อแนะนำในการเดินทาง: Culbin Forest อยู่ห่างจากเมือง Inverness โดยขับรถประมาณ 1 ชั่วโมง หากวางแผนค้างคืน ลองพักที่ The Crown & Anchor หรือ Kimberley Inn ในหมู่บ้านชาวประมงแสนสงบอย่าง Findhorn นอกจากการเดินเล่นในป่า Culbin แล้ว พื้นที่นี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการเที่ยว Brodie Castle แวะชิมวิสกี้จากโรงกลั่นท้องถิ่น และขับรถเลียบชายฝั่ง Moray ที่เต็มไปด้วยวิวธรรมชาติอันงดงามอีกด้วย
กระท่อมของเซอร์ซี: Findlater Castle ประเทศสกอตแลนด์
ใน The Odyssey เซอร์ซี (Circe) ที่รับบทโดย ซาแมนธา มอร์ตัน คือแม่มดผู้ใช้ชีวิตอย่างสันโดดบนเกาเอียเอีย (Aeaea) พร้อมฝูงหมูคู่ใจของเธอ ส่วนในเวอร์ชันภาพยนตร์ ฉากเหล่านี้ถ่ายทำที่ Findlater Castle ปราสาทโบราณที่อยู่ห่างจากเมือง Inverness ราว 60 ไมล์
ซากปราสาทแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของตระกูล Earls of Findlater and Seafield และตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผาสูงประมาณ 50 ฟุต เหนืออ่าว Moray Firth ทำให้บรรยากาศดูทั้งโดดเดี่ยว ลึกลับ และเหมาะกับการเป็นบ้านของแม่มดในตำนานอย่างยิ่ง
ปัจจุบัน Findlater Castle ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งโบราณคดีที่ได้รับการคุ้มครอง นักท่องเที่ยวจึงไม่ควรปีนขึ้นไปบนซากปราสาทโดยตรง แต่สามารถชมวิวได้จากลานชมวิวที่อยู่ใกล้ๆ หรือเดินไปยัง Sunnyside Beach ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโลเคชันถ่ายทำของภาพยนตร์ และยังเป็นจุดที่มองเห็นปราสาทบนหน้าผาได้สวยที่สุด
ข้อแนะนำในการเดินทาง: เตรียมรองเท้าสำหรับเดินให้พร้อม แล้วออกสำรวจเส้นทาง Moray Coastal Trail ที่ทอดเลียบชายฝั่ง หรือแวะเมืองท่าเล็กๆ อย่าง Cullen ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเมนูชื่อดัง Cullen Skink ซุปปลาแฮดด็อกและมันฝรั่งรสเข้มข้น ที่ทั้งอิ่มท้องและน่าจะมีประโยชน์กว่าสูตรอาหารของเซอร์ซีเสียอีก หากมองหาที่พัก แนะนำ The Seafield Arms, The Royal Oak Hotel ใน Cullen หรือ Cullen Bay Hotel ที่เมือง Buckie นอกจากนี้ บริเวณนี้ยังมีลานกางเต็นท์วิวสวยสำหรับสายแคมป์ปิงอีกด้วย
เฮดีส: Hjörleifshöfði ประเทศไอซ์แลนด์
หลังจากใช้ภูมิประเทศของไอซ์แลนด์เป็นฉากแทนดาวน้ำและดาวน้ำแข็งใน Interstellar คริสโตเฟอร์ โนแลนก็หวนกลับมาถ่ายทำที่นี่อีกครั้งใน The Odyssey โดยการถ่ายทำช่วงไอซ์แลนด์ใช้เวลาทั้งหมด 12 วัน พร้อมทีมงานกว่า 1,000 คน รวมถึงนักแสดงนำอย่าง แมตต์ เดมอน, เซนดายา และ เอลเลียต เพจ ตลอดจนเอ็กซ์ตร้าชาวไอซ์แลนด์กว่า 450 คน
เรือของโอดิสเซียส ซึ่งดัดแปลงจากเรือไวกิ้ง Draken จอดอยู่ที่ท่าเรือเล็กๆ Landeyjahöfn ส่วนฉากการเดินทางสู่เฮดีสถูกถ่ายทำบนหาดทรายสีดำของ Hjörleifshöfði ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 50 ไมล์ทางตะวันตก ภายใต้แสงอาทิตย์ที่แทบไม่ตกดินของเดือนมิถุนายน
‘ผมรู้ตั้งแต่แรกเลยว่าอยากให้ภูมิประเทศของไอซ์แลนด์เป็นภาพแทนของเฮดีส (Hades) การเดินทางที่มุ่งหน้าขึ้นเหนือ ท่ามกลางความหนาวเย็นที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ คือสถานที่ที่ห่างไกลจากบ้านของโอดิสเซียสที่อิธากามากที่สุด’ โนแลนกล่าว
ข้อแนะนำในการเดินทาง: โลเคชันนี้เหมาะสำหรับแฟนพันธุ์แท้ของ The Odyssey มากกว่า เพราะคุณจะต้องเช่ารถขับจาก Reykjavík ไปยัง Landeyjahöfn ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง และมีที่พักให้เลือกไม่มากนัก แต่ก็เหมือนกับทีมงานของโนแลนที่เดินทางมาที่นี่ ไม่ใช่เพื่อความสะดวกสบาย หากเพื่อทิวทัศน์ที่ไม่มีที่ไหนเหมือน
นอกจากจะได้ตามรอยฉากยมโลกใน The Odyssey แล้ว พื้นที่นี้ยังเป็นโลเคชันถ่ายทำของ Flags of Our Fathers และ Star Wars: Rogue One อีกด้วย ส่วน Landeyjahöfn ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมสำหรับการนั่งเรือไปเที่ยว หมู่เกาะ Westman Islands หมู่เกาะภูเขาไฟอันงดงามที่เป็นบ้านของฝูงนกพัฟฟินขนาดใหญ่ที่สุดในโลก หากมองหาที่พัก แนะนำ Hótel Lóa โรงแรมเปิดใหม่ หรือ Seljalandsfoss Horizons สำหรับใครที่อยากอัปเกรดประสบการณ์ด้วยที่พักหรูท่ามกลางธรรมชาติอันน่าทึ่งของไอซ์แลนด์

