หยิบเรื่องเศร้ามาเล่าเป็นเพลงรักร้อยล้านวิวแบบ อะตอม-ชนกันต์ รัตนอุดม

เบื้องหลังเพลงร้อยล้านวิวอย่าง "Please" "อ้าว" หรือ "พอ" ก็มีน้ำตาซ่อนอยู่

อะตอม ชนกันต์
Sereechai Puttes/Time Out Bangkok
โดย Wissuta Ploypetch |
Advertising

หากพูดถึงนักร้องและนักแต่งเพลงรุ่นใหม่ที่มากด้วยความสามารถ อะตอม-ชนกันต์ รัตนอุดม น่าจะเป็นชื่อหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในใจหลายคนอย่างแน่นอน

เพลงของอะตอมนั้นเป็นเรื่องราวความรักไม่สมหวังเสียส่วนใหญ่ นั่นเพราะเขาเลือกที่บันทึกและถ่ายทอดความผิดหวังเหล่านั้นออกมาเป็นบทเพลงในด้วยภาษาเรียบง่ายแต่จริงใจ คล้ายคำปลอบประโลมเพื่อช่วยประคับประคองจิตใจคนเราในวันที่สูญเสียความเชื่อมั่นในความรักและพร้อมที่จะก้าวเดินต่อ เช่นเดียวกับที่เขาเคยผ่านมา ฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจที่ทุกบทเพลงจากปลายปากกาของเขาล้วนแต่กลายเป็นเพลงฮิตที่การันตีด้วยยอดวิวทะลุหลักร้อยล้าน ไม่ว่าจะเป็นเพลง "Please" "อ้าว" หรือเพลงล่าสุดอย่าง "พอ"

แม้ในอัลบั้มจะรวบรวมเอาไว้ซึ่งเรื่องราวรักที่ไม่สมหวัง แต่นั่นก็เป็นเพียงบันทึกจากอดีตเท่านั้น อะตอมในตอนนี้เองนั้นก็โตขึ้นและเขายอมรับว่าตัวเองมองความรักต่างไปจากเดิม เขาเลิกวิ่งตามความรัก หันมาเห็นคุณค่าของความรักรูปแบบอื่นๆ และท้ายที่สุดก็ได้รู้ว่าความรักที่สวยงามอยู่ใกล้เขากว่าที่คิด

 

เริ่มเรียนรู้ที่จะเล่าเรื่องราวผ่านบทเพลงตั้งแต่ตอนไหน และอย่างไร

มันเป็นผลของการสิ่งที่ผมเปิดรับมาตั้งแต่เด็ก ผมชอบภาษาไทยเลยทำให้ชอบอ่านหนังสือ อย่างหนังสือเรียนภาษาไทยที่เป็นเรื่องวรรณคดี เพื่อนคนอื่นอาจจะอ่านผ่านๆ แค่ใช้สอบ แต่ผมอ่านเพราะความชอบ อ่านเอาสนุก ทำให้ได้เรื่องถ้อยคำ สำนวน และทักษะการเขียนกลอน ก็เก็บเล็กผสมน้อยมาตั้งแต่ตอนนั้น

อีกอย่างคือการ [ช่าง] สังเกต แต่ก่อนฟังเพลงบนวิทยุซึ่งเพลงก็จะสุ่มไปเรื่อยๆ เวลาผมฟังก็จะจำว่าเพลงไหนมีถ้อยคำภาษาสละสลวย ทำให้เริ่มเข้าใจขึ้นเรื่อยๆ ว่าเพลงแบบไหนที่น่าจะดี วิธีเรียงคำมันควรจะเป็นยังไง จนเริ่มเล่นกีต้าร์ ขึ้นเพลงของตัวเอง ลองใส่คำลงไป ตั้งแต่อายุ 11 ปีแล้วค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ

 

“Please” ในปี 2555 เป็นเพลงแรกเลยไหมที่เข้าที่เข้าทาง

ไม่ใช่หรอก มีก่อนหน้านั้นอยู่แล้วที่ผมฝึกฝน ก็มีร่างเพลงเยอะมากที่ผมเขียนขึ้นมาแล้วก็ทิ้งไป ลองผิดลองถูก แถมด้วยวัยก่อนหน้านั้นที่ผมยังเด็กมาก สักช่วง ป.5-ป.6 เลยมักจะมีแต่เพลงติงต๊อง แต่ตอนเขียนเพลง “Please” คือสกิลการเขียนเพลงของผมเริ่มเข้าที่แล้ว จับจุดเป็นชิ้นเป็นอันได้ ฟังเองแล้วรู้สึกโอเค

ประสบการณ์ความรักเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการแต่งเพลงไหม

ประสบการณ์ความรัก ไม่ว่าจะรักข้างเดียว หรือรักเลิกรา ผมคิดว่ามันต้องมีบ้างนะ ไม่ใช่ไม่มีเลย อย่างน้อยเป็นเรื่องคนอื่นที่ใกล้ตัว แล้วทำให้สัมผัสความรู้สึกรัก ความรู้สึกเศร้าของเขาก็ได้ ผมคิดว่าแต่งได้ เพียงแค่ไม่กล้าบอกว่าจะออกมาดีหรือไม่ดี บางคนเขาอาจจะเขียนเพลงในเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเองโดยตรงออกมาได้ดีโดยใช้จินตนาการเอาได้ ก็มีให้เราฟังอยู่บ้างแล้วที่ผ่านมา แต่สำหรับผม ผมเลือกที่จะเล่าเรื่องของตัวเองเพราะเป็นเรื่องที่เรารู้ดีที่สุดแล้ว

 

แล้วระหว่างประสบการณ์ความรักที่หอมหวานกับความรักที่เจ็บปวด คิดว่าอันไหนเอามาใช้แต่งเพลงได้ง่ายกว่ากัน

ถ้าดูจากเพลงที่ผมมีตอนนี้ก็คงเป็นความรักแบบผิดหวัง (หัวเราะ) แต่จริงๆ แล้วผมก็มีเพลงเกี่ยวกับความรักที่มีความสุขซึ่งแต่งไว้อยู่เหมือนกัน เพียงแต่ผมกับทีมงานเลือกทำเพลงที่ชอบที่สุดออกมาก่อน ซึ่งมันเป็นแนวนี้ [ผิดหวัง] ทั้งหมดเลยตั้งแต่เพลงแรก คนฟังก็เลยยังไม่มีโอกาสได้ฟัง แถมเพลงเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงกับช่วงชีวิตมหาวิทยาลัย กับเรื่องที่ผมเจอได้ดีจริงๆ เลยเหมาะที่จะรวมให้เป็นเหมือนไดอารี่เล่มหนึ่งสำหรับช่วงวัยรุ่นของผม

ตอนนี้เพลงล่าสุด เพลง “พอ” ก็เป็นบทสรุปความรู้สึกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในชีวิตผม ...ในช่วงอายุราวๆ 19-25 ปี ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เป็นช่วงเวลาประมาณ 5-6 ปีที่ทำให้เกิดเพลงเหล่านี้ขึ้นมา ส่วนตอนนี้ถือเป็นโชคดีของผมที่ไม่มีความเศร้าแบบนั้นแล้ว ได้หลุดมาจากความรู้สึกเข้มข้นตอนนั้นมาแล้ว เป็นบทเรียนบทหนึ่งที่ผ่านมา ที่ทำให้ผมเป็นคนใจเย็นขึ้นเยอะ

 

แปลว่าชีวิตไม่เฮิร์ทมากแล้ว ถ้างั้นต่อไปจะใช้แรงบันดาลใจจากไหนในการแต่งเพลงล่ะ

ก็ยังคงมีเพลงที่เขียนขึ้นในช่วงเวลาหล่านั้นที่ยังไม่ปล่อยออกมาด้วย แล้วก็ยังเขียนเพลงใหม่ๆ อยู่เสมอ แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในชีวิตช่วงนั้นจริงๆ แล้ว แต่เรื่องราวเหล่านั้นก็ยังเอากลับมาใช้ได้ในบางแง่มุม แถมบางทีมันดีกว่าด้วย เมื่อผมได้ถ่ายทอดเรื่องราวจากมุมมองของบุคคลที่สาม หลังจากออกมาจากเหตุการณ์เหล่านั้นแล้ว มันก็ได้มุมมองใหม่ๆ มองอะไรได้ถี่ถ้วนกว่า

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

 

การแต่งเพลงรักทำให้นิยามความรักของอะตอมเปลี่ยนไปบ้างไหม

นิยามความรักสำหรับผมหรอ… (หยุดคิด) เหมือนตอนนี้ยิ่งโตขึ้น มันทำให้ผมรู้สึกว่าความรักที่เราเคยเฝ้าตามหาไปทั่ว จากคนข้างนอก จริงๆ แล้วมันอยู่ใกล้เราแค่นิดเดียว อยู่กับเราตั้งแต่ตอนเราเกิด ผมได้เริ่มหันกลับมาเห็นคุณค่าความรักของพ่อแม่ ของครอบครัว ชัดเจนขึ้นกว่าตอนที่เด็กกว่านี้ เหมือนตอนเด็กเราจะยังมีความต้องการที่จะออกไปผจญโลก ไปหาคนจากข้างนอก คือหาแฟนนั่นแหละ ซึ่งพอโตขึ้นมาเรื่อยๆ ได้อยู่กับพ่อแม่น้อยลงเรื่อยๆ ก็ทำให้รู้ว่าผมคิดถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่ใกล้ๆ พ่อแม่ขนาดไหน ความรักของพ่อแม่เลยเป็นความรักที่ตอนนี้ผมกลับมาโหยหาอีกครั้งหนึ่ง

ส่วนถ้าเป็นความรักแบบหนุ่มสาว ผมมองว่าความสัมพันธ์ที่อยู่กันได้แบบเพื่อนน่าจะดีที่สุด เป็นคนที่เราสามารถแชร์ทุกเรื่องราวด้วยได้ เข้าอกเข้าใจกัน มีอะไรบอกกันได้ตรงๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีปัญหา เหมือนที่เราบอกกับเพื่อนได้ ตอนนี้ผมก็ใจเย็นกับความสัมพันธ์มากขึ้น ใช้สมองมากขึ้น ไม่ใช้ความรู้สึกเพียวๆ มันเลยไม่ใช่ความรู้สึกร้อนแรงวูบวาบเหมือนแต่ก่อนที่รักแรง โกรธแรง หึงหวงต้องการเป็นเจ้าข้าวเจ้าของกัน อินเกินกับเรื่องความสัมพันธ์ ในตอนนี้ผมรู้แล้วว่าควรจะไปด้วยกันแบบเพื่อน ให้พื้นที่ส่วนตัวกันและกัน แล้วก็เคารพอีกฝ่าย

 

5 ปีหลังจากเพลงแจ้งเกิด “Please” คิดว่าตัวเองโตขึ้นยังไงอีกบ้าง

ผมก็ได้เรียนรู้อะไรเยอะมากกก ได้เจอสภาพความเป็นจริง ในการทำงานเพลง เข้าสตูดิโอเป็นยังไง ต้องทำอะไรบ้าง การเตรียมตัวขึ้นแสดงสด เตรียมตัวเจอสื่อ เจอแฟนคลับ จากเมื่อก่อนที่ได้แต่คิดเป็นภาพในหัว ตอนนี้ก็ได้รู้แล้วว่าต้องจัดการอะไรยังไง แล้วก็ช่วยให้หาทางพัฒนาตัวเองได้มากขึ้นด้วย ควรฝึกอะไรเพิ่ม ควรจะไปต่อทางไหนดี

 

ลองเทียบช่วงเวลาที่ผ่านมากับเพลงในอัลบั้มได้หรือเปล่า

ถ้าเอาจากเพลงในอัลบั้มของผม มันจะเป็นเรื่องราวช่วงชีวิตในมหาวิทยาลัยซะหมดแล้ว เพลง “Please” เนี่ยคือตอนปี 1 เลย เพลง “อ้าว” ผมแต่งทีหลัง ปล่อยออกมาทีหลัง แต่เป็นเรื่องราวที่มาก่อน คือช่วงมัธยมปลาย ส่วนช่วงเรียนจบแล้วก็ชัดเจนว่าต้องเป็นเพลง “พอ” ส่วนสำหรับชีวิตตอนนี้เลยคงไม่มี

 

คิดจะแต่งเพลงจากเรื่องราวอื่นนอกจากความรักบ้างไหม

เคยลองเหมือนกัน แต่สุดท้ายเพลงที่เข้าถึงหัวใจคนฟังก็มักเป็นเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์อ่อนไหว หรือความรักเนอะ น้อยเพลงมากที่จะไม่พูดถึงเรื่องความรัก ถามว่าผมแต่งได้ไหมก็แต่งได้ แต่คงชอบไม่เท่าเพลงที่พูดถึงความรัก เพราะว่าชีวิตผมให้ความสำคัญกับความรัก และเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ก็เช่นกัน ไม่งั้นเพลงรักคงขายไม่ดีเท่าไร

 

เกี่ยวกับความนิยมของคนฟังด้วยไหมที่ทำให้เพลงที่เลือกมารวมในอัลบั้มนี้เป็นเรื่องรักไม่สมหวังทั้งหมด

ตอนปล่อยแต่ละเพลงออกมา ผมกับทีมงานไม่ได้มองอะไรอย่างนั้นเลย เรามองกันเพียงแค่ว่าเราชอบเพลงนี้แล้ว เราอยากทำ เราอยากให้คนได้ฟังเพลงไหนก่อน คิดแค่นั้นเลย จนพอมารวมเป็นอัมบั้มถึงเห็นว่าทุกเพลงที่เลือกมามันเป็นเพลงเศร้า ผิดหวัง โดยที่เราก็ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะให้ออกมาเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก

 

งั้นในอนาคตจะมีโอกาสได้ฟังเพลงรักสดใสจากอะตอมไหม

ก็อยากทำครับ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับหลายๆ อย่าง ไม่ใช่ว่ามีเนื้อร้องแล้วจะทำเพลงนั้นได้แน่ๆ และคงไม่ถึงกับเป็นเรื่องราวอินเลิฟมีความสุขจนตัวลอย เหมือนป๊อปปี้เลิฟที่เกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่น ความรู้สึกแบบนั้นผมคิดว่ามันเกิดขึ้นได้แค่ตอนนั้น แค่ช่วงชีวิตนั้นจริงๆ โตแล้วมันก็เกิดได้ยากขึ้น นานๆ จะเจอที

 

เขียนเพลงให้คนอื่นร้องกับร้องเอง รู้สึกชอบแตกต่างกันยังไง

ชอบเขียนเองร้องเองดีที่สุด เขียนให้คนอื่นร้องก็เป็นความท้าทายที่ต้องทำตามโจทย์ อย่างปีที่ผ่านมาผมก็ได้ทำให้คนอื่นจนรู้แล้วว่าชอบได้ร้องสิ่งที่เขียนเองมากกว่า มันสามารถใส่ความเป็นตัวเองไปได้มากกว่า ไม่มีปัญหากับการเลือกถ้อยคำว่าจะขัดกับความเป็นคนอื่นที่มาร้องเพลงที่ผมเขียนไหม

 

สุดท้ายแนะนำหนึ่งเพลงที่ชอบสำหรับวาเลนไทน์นี้ให้หน่อย

ช่วงนี้ผมชอบอยู่เพลงหนึ่งซึ่งเป็นศิลปินเมืองนอก ชื่อเพลง Easy ของ Mac Ayres นักร้อง R&B โปรดิวเซอร์ และ multi-instrumentalist จากนิวยอร์ก ที่เขากำลังจะมีคอนเสิร์ตที่ไทยเดือนหน้านี้ด้วย ผมชอบเพราะว่าสไตล์เขาเท่ดี แล้วเพลงนี้ก็เป็นเพลงรักมีความสุขฟังง่าย ลองไปฟังแล้วส่งให้แฟนหรือใครก็ได้ในวันวาเลนไทน์ เหมาะอยู่เหมือนกัน

 

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

 

Advertising