สามเดือนที่หายไปจากโลกของเสียงเพลง ปัน-สรณวรรธ พิชัยรณรงค์สงคราม หรือ PUN ศิลปินที่แจ้งเกิดจาก ‘KRYPTONITE’ และสร้างชื่อจากบทเพลงว่าด้วยความรักและความสัมพันธ์ เลือกหยุดทุกอย่างเพื่อไปใช้ชีวิตในฐานะพระ ก่อนกลับมาอีกครั้งพร้อมบทเพลง มุมมอง และเรื่องราวจากช่วงเวลาที่หายไป
ระหว่างนั้น เขาได้ทิ้ง MUSEUM OF SOMNIA – An Embodied Music Experience Inspired by PUN นิทรรศการที่เปลี่ยนโลกแห่งความฝัน ความทรงจำ และบทเพลง ให้กลายเป็นพื้นที่ที่สัมผัสได้จริง ไว้เป็นของขวัญให้แฟนๆ ก่อนกลับมาขึ้นเวทีอีกครั้งใน PUN: The Space Between Dream and Dawn – Comeback Show เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่ผ่านมา
จากห้วงความฝันสู่รุ่งเช้า วันนี้เราได้ชวน PUN มาพูดคุยถึงการกลับมา ยังโลกที่สร้างทิ้งไว้ระหว่างที่ไม่อยู่ และผลงานใหม่ๆ ของที่เราจะได้เห็นต่อไปในปีนี้
หลังจากลาสิกขาแล้ว การกลับมาใช้ชีวิตในฐานะฆราวาสเป็นอย่างไรบ้าง?
ปัน: ปรับตัวครับ ตอนนี้ก็ประมาณเดือนหนึ่งแล้ว ความเป็นพระค่อยๆ ลดเลือนลง ตอนแรกมีหลุดโยมบ้าง แต่ตอนนี้เริ่มโอเคแล้วครับ
แล้ว DAY ONE หลังจากลาสิกขา จำความรู้สึกตอนนั้นได้ไหม?
ปัน: เหมือนอยู่อีกโลกเลยครับ เหมือนเป็นมนุษย์ถ้ำที่หลุดออกมาในเมืองที่วุ่นวาย มีเทคโนโลยีเต็มไปหมด ทุกอย่างไวไปหมด หลายอย่างไม่เหมือนตอนเป็นพระเลย ก็ต้องค่อยๆ ปรับตัวครับ
การกลับมาของปันไม่ได้มีเพียงเพลงใหม่ แต่ยังมาพร้อมกับ Museum of Somnia – An Embodied Music Experience Inspired by PUN นิทรรศการที่เติบโตขึ้นไปพร้อมกับเส้นทางดนตรีของเขา จากงานเล็กๆ ในวันที่ปล่อยซิงเกิลแรก สู่พื้นที่ที่ใหญ่ขึ้นในวันนี้ และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ปันกำลังจะหายไปจากสายตาของแฟนเพลง
นิทรรศการครั้งนี้แตกต่างจากสองครั้งก่อนอย่างไร?
ปัน: ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้วครับ จากครั้งแรกที่เป็นงานเล็กๆ ตอนปล่อยซิงเกิลแรกกับ Universal Music Thailand ครั้งที่สองตอนอัลบั้ม PUN และครั้งนี้คือ EP. While I’m Away เราก็ค่อยๆ เพิ่มดีเทล ขยายสเกล และใส่สตอรีเข้าไปมากขึ้นในแต่ละ chapter
สำหรับครั้งนี้เป็น chapter แห่งการรอคอย เป็นช่วงที่แฟนๆ กำลังรอคนที่หายไป ซึ่งก็คือผมเอง While I’m Away เลยเป็นเหมือนของขวัญที่ทำให้เขาหายคิดถึง เป็นการบอกว่า ‘เรายังทิ้งสิ่งนี้ไว้ให้คุณนะ’ ถ้าในความฝันคุณอยากเข้ามาเจอเรา ก็มาเจอได้ในโลกที่เราทิ้งไว้ให้ครับ
ปันมีส่วนร่วมในการออกแบบนิทรรศการนี้อย่างไรบ้าง?
ปัน: จริงๆ แล้วแทบจะทุกขั้นตอนเลยครับ เราคุยกันค่อนข้างละเอียด ต้องขอบคุณทีมงาน และทีมออโต้เซฟที่ช่วยถอดภาพในหัวของผมออกมาให้เป็นภาพจริง ตั้งแต่แต่ละฤดูไปจนถึงกิมมิกต่างๆ ที่ใส่เข้าไปครับ
เวลาทำเพลง ปันเริ่มจากภาพ ความทรงจำ หรืออารมณ์ แล้วนำวิธีคิดนั้นมาใช้กับนิทรรศการอย่างไร?
ปัน: จริงๆ ใช้ทั้งภาพและอารมณ์ครับ เอามาประกอบกันเพื่อให้เพลงเข้าถึงอารมณ์มากที่สุด พอเอามาใช้กับนิทรรศการก็คล้ายกัน แต่ครั้งนี้เราไม่ได้มีแค่เสียง มีทั้งภาพ วิชวล แสง สี เสียง พร็อพ และกลิ่น ทุกอย่างถูกใส่เข้ามาเพื่อให้คนดูรู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในโลกที่เราสร้างไว้จริงๆ ครับ
ทำไมถึงเลือกเล่าเรื่องผ่านสามฤดู Summer, Rainy และ Autumn-Winter?
ปัน: ผมรู้สึกว่าฤดูกาลมันแทนความรู้สึกได้ แล้วก็เห็นภาพด้วยครับ เวลาเรารู้สึกอะไร พอมีฤดูกาลมาช่วยเล่า มันทำให้เห็นโทนและมู้ดชัดขึ้น อย่างความเศร้ามันอาจไม่ได้มีความอบอุ่นหรือความสว่างมากนัก ถ้าแทนด้วยฤดู ผมว่ามันเข้าถึงอารมณ์ได้มากกว่าครับ
แล้วในสามฤดู ปันชอบฤดูไหนที่สุด
ปัน: ส่วนตัวผมชอบ Rainy ครับ ผมเป็นคนชอบความเศร้า เสพติดความเศร้านิดนึง
ถ้าให้เลือกหนึ่งช่วงของความรักที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำเพลงมากที่สุด จะเป็นช่วงไหน?
ปัน: ผมว่าความเศร้านะครับ เพราะสุดท้ายบทเพลงมันค่อนข้างเป็นเรื่องส่วนตัวของผมเอง ไม่ว่าจะเป็นเพลงรักหรือเพลงอะไรก็ตาม มันมักมีความทุกข์ใจหรือความเศร้าอยู่ก่อนเสมอ ยิ่งไปบวชมา ผมยิ่งรู้ว่าความรักนี่เป็นทุกข์อย่างยิ่ง แม้มันจะดูสว่างไสวแค่ไหน แต่เพลงส่วนใหญ่ของผมมักเริ่มต้นจากความเศร้า แล้วผมก็แปรมันออกมาเป็นความสวยงามได้ เลยรู้สึกว่าความเศร้าเป็นเหมือนสารตั้งต้นที่ผมใช้บ่อยที่สุดครับ แต่จริงๆ ก็มีทั้งความรัก ความสุข และความรู้สึกอื่นๆ ด้วยเหมือนกัน
หลังจากบวชมา มุมมองเรื่องความรักเปลี่ยนไปอย่างไร และมีอะไรที่นำกลับมาปรับใช้กับการทำเพลงและการใช้ชีวิตบ้าง?
ปัน: ในแง่ของเพลง ผมก็ยังให้มันไหลไปตามอารมณ์ครับ เพราะเวลาทำเพลงเราต้องไหลไปกับความรู้สึกอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมได้กลับมาปรับใช้กับชีวิตจริงๆ คือการลดความยึดติดลง
เมื่อก่อนเวลาทำเพลง เราต้องยึดกับอารมณ์มากๆ ซึ่งมันก็ถูกในแง่ของการสร้างสรรค์ผลงาน แต่สิ่งที่ได้จากการบวชคือการกลับมาใช้ชีวิตให้มันได้ ลดความยึดติดกับความรัก รวมถึงเกือบทุกสิ่งในชีวิต พอลดตรงนี้ลงได้ ผมรู้สึกว่าใช้ชีวิตง่ายขึ้นมากๆ ครับ
Museum of Somnia พูดถึงความฝัน ความทรงจำ และพื้นที่ทางอารมณ์ สำหรับปันแล้ว ‘ความฝัน’ หมายถึงอะไร?
ปัน: ถ้าเป็นก่อนบวชกับตอนนี้ ผมรู้สึกว่ามันต่างกันครับ ก่อนบวชผมอินกับความฝันมาก รู้สึกว่ามันคือเรื่องจริงที่อาจเกิดขึ้นได้ ถ้าฝันเรื่องเศร้าก็จะดาวน์ไปพักใหญ่ หรือถ้าฝันว่าได้สมหวังกับคนที่รัก ก็จะอินไปกับมัน
แต่หลังจากบวช ผมรู้สึกว่าฝันก็คือฝัน มันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่มีการปรุงแต่งขึ้นมา ชีวิตจริงก็คือชีวิตจริง สองอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เราฝันได้ แต่อย่าไปยึดติดว่ามันจะต้องกลายมาเป็นชีวิตเราครับ
แปลว่าการบวชเปลี่ยนมุมมองเรื่องความฝันของปันไปด้วย?
ปัน: ใช่ครับ ก่อนบวชผมอยากทำนิทรรศการให้เป็นฝันที่เหมือนจริงที่สุด อยากให้คนเข้ามาอยู่ในโลกนั้นแล้วอินจนเอาความรู้สึกกลับบ้านไป แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่ากลับมาใช้ชีวิตมากขึ้น ฝันก็คือฝัน ชีวิตก็คือชีวิต เราต้องทำชีวิตให้ไปต่อ ไม่ใช่หยุดอยู่แค่ความฝันครับ
ถ้าต้องเลือกเพลงเดียวเป็นตัวแทนของ Museum of Somnia ปันจะเลือกเพลงอะไร?
ปัน: ผมคงเลือกทั้งสามเพลงใน EP ครับ เพราะมันเป็นสารตั้งต้นของงานทั้งหมด เราทำเพลง While I’m Away ขึ้นมาเพื่อมอบให้แฟนๆ ที่กำลังรอการกลับมาของเรา เหมือนบอกว่า ‘เราหายไปนะ แต่ยังมีสิ่งนี้เป็นของขวัญให้ทุกคน’ จากสามเพลงนี้เองที่ค่อยๆ แตกแขนงออกมาเป็นนิทรรศการ ให้แฟนๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมและนึกถึงช่วงเวลาที่ผมหายไปด้วยกัน
ถ้าต้องเลือกทางในโลกแห่งความฝัน ปันจะเลือก snooze หรือ wake?
ปัน: wake แน่นอนครับ เพราะฝันก็คือฝัน สุดท้ายเราต้องมีชีวิตของเราเอง ต้องตื่นออกจากความฝัน และแยกให้ออกว่าอะไรสำคัญกับเราจริงๆ ฝันมันผ่านไปแล้ว เป็นอดีต เราก็เก็บไว้เป็นบทเรียน แล้วเดินหน้าต่อไปครับ
ถ้าเลือกหนึ่งเพลงจากทุกอัลบั้มที่ตรงกับชีวิตช่วงนี้ที่สุด จะเลือกเพลงอะไร?
ปัน: ‘I Just Wanna Know’ แล้วกันครับ เพราะผมอยากเมคชัวร์อีกครั้งว่าความรักของเรายังมีอยู่ไหม หมายถึงผมกับแฟนคลับนะ เพราะเราหายไปนาน เลยอยากรู้ว่ามันคือรักจริงหรือเปล่า? ยังรอกันอยู่หรือเปล่า
หลังจากลาสิกขาออกมา ช่วงนี้ได้ทำอะไรบ้าง?
ปัน: หลังจากสึกผมยังไม่ค่อยได้ไปไหนครับ ส่วนใหญ่ก็ไปยิมแถวบ้าน กลับมาออกกำลังกายเหมือนเดิม แต่ตอนนี้มีกิจกรรมเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างคือกลับไปวัดที่ผมบวช ไปนั่งสมาธิ แล้วก็ไปเป็นเด็กวัดครับ ผมภูมิใจนะที่ได้เป็นเด็กวัด รู้สึกว่าไปแล้วสบายใจ เป็นอีกที่ที่สงบดี เหมือนได้ย้อนกลับไปตอนที่เป็นพระแล้วเราไม่ต้องมีเรื่องอะไรให้เครียด
เรื่องราวจากช่วงบวช มีอะไรที่อยากเอามาเขียนเป็นเพลงไหม?
ปัน: ได้เยอะครับ ตอนบวชผมชอบถามพระรูปอื่นๆ ว่าทำไมถึงมาบวช ชีวิตก่อนหน้านี้เป็นยังไง มีครอบครัว มีคนรัก มีลูกไหม แล้วทำไมถึงทิ้งสิ่งเหล่านั้นมาอยู่ตรงนี้ ผมได้ฟังเรื่องราวของแต่ละคน แล้วรู้สึกว่าหลายๆ เรื่องมันเป็นอินสไปเรชันที่เอามาเขียนเพลงต่อได้ครับ
หลังจากหายไปสามเดือน พอกลับมาแล้วต้องรื้อฟื้นอะไรใหม่บ้าง ทั้งการร้องเพลงและการเพอร์ฟอร์ม?
ปัน: แน่นอนครับ เพราะไม่ได้ร้องเพลงหรือเพอร์ฟอร์มมานาน ก็จะตื่นเต้นเป็นพิเศษ ต้องรื้อฟื้นหลายอย่าง ทั้งออกกำลังกาย ฝึกร้องเพลง ฝึกเพอร์ฟอร์แมนซ์ รวมถึงปรับเวลานอนและการกิน ซึ่งช่วงนี้เป็นสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับผม เพราะน้ำหนักลดไปหกกิโลตอนบวชครับ
แต่ตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้วครับ อยู่มาได้เดือนนึงก็เริ่มปรับตัวได้ รู้สึกว่าหลายๆ สิ่งจะคอยเข้ามาแทรกแซงความสงบของเราตลอดเวลา แต่เราก็พยายามบาลานซ์ให้ยังทำงานได้ และยังอยู่กับความจริงที่เราต้องเดินไล่ล่าความฝันต่อไป
หลังจบคอนเสิร์ตแล้ว ก้าวต่อไปของปันคืออะไร?
ปัน: ก็มีทำเพลงครับ แล้วก็อยากจะปล่อยอัลบั้มที่สอง ตอนนี้กำลังทำเพลงสต็อกไว้เพิ่มเรื่อยๆ แล้วก็กลับมาทัวร์ แต่ก็จะคิดเรื่องบาลานซ์มากขึ้น รู้ว่าลิมิตของตัวเองควรอยู่ตรงไหนที่จะทำให้เราไม่หักโหมเกินไป แต่ก็ไม่ได้เบาเกินไปครับ
แล้วมองภาพตัวเองในปีหน้าไว้อย่างไร?
ปัน: ผมว่าน่าจะจริงมากขึ้นครับ อยากขยายความจริงในทุกอย่างที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นผลงานหรือสเตตัสของตัวเอง จากเมื่อก่อนที่อาจจะมีการปรุงแต่งอยู่บ้าง ปีหน้าผมอยากให้มันเพียวที่สุด สิ่งที่ผมยึดมาตลอดคือความเรียล ความจริงกับผลงาน และความชัดเจน รู้สึกว่าอยากอัปเกรดตรงนี้ให้มากขึ้นครับ

