‘ดนตรีนมเย็น เนื้อเพลงอเมริกาโน่’
ประโยคนี้อาจเป็นคำอธิบาย ‘Whal & Dolph’ ที่ชัดที่สุดในความทรงจำของใครหลายคน
ตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา วงอินดี้ป็อปดูโอ้อย่าง Whal & Dolph ค่อยๆ แหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทรของวงการเพลงไทย ภายใต้ท่วงทำนองนุ่มๆ และดนตรีสีพาสเทลแบบที่หลายคนคุ้นเคย บทเพลงของพวกเขามักซ่อนเรื่องราวความสัมพันธ์ที่ทั้งขมปร่าและเปราะบางเอาไว้เสมอ เหมือนเพลงรักที่ฟังง่าย แต่กลับแทงใจดำแบบไม่รู้ตัว แต่ขณะเดียวกันเมื่อทั้งคู่ทำเพลงรัก ก็สามารถเล่ามันออกมาได้จริงใจจนยากที่จะไม่รู้สึกอะไรตาม
จากวันที่เริ่มต้นในฐานะวงเล็กๆ เติบโตมาพร้อมซีนอินดี้ วันนี้ ‘น้ำวน-วนนท์ กุลวรรธไพสิฐ’ และ ‘ปอ-กฤษสรัญ จ้องสุวรรณ’ กำลังจะพา Whal & Dolph เดินเข้าสู่ปีที่ 10 พร้อมคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่ 3 และเป็นคอนเสิร์ตอะคูสติกเต็มรูปแบบครั้งแรกของวง บทสนทนาครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคอนเสิร์ตใหม่ แต่อาจเป็นเหมือนการชวนย้อนมองการเดินทางเกือบหนึ่งทศวรรษของทั้งคู่ ผ่านบทเพลง ความสัมพันธ์ และการเติบโตของคนสองคนที่ยังคงรักการทำดนตรีเหมือนวันแรกที่เริ่มต้น
คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่ 3 ทำไมถึงเลือกเล่าเรื่องผ่านซาวด์อะคูสติก?
ปอ: เพราะว่าเราทำแบบไม่อะคูสติกมาแล้วสองครั้ง มันเริ่มมาจากเราไปเล่นคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่แล้ว ซึ่งมันมีเซตอะคูสติกอยู่ช่วงกลางของคอนเสิร์ต เราเลยรู้สึกว่า เห้ย.. มันงดงามจังเลย ถ้าเอาส่วนนั้นมาขยายให้เป็นโชว์เต็มๆ ทั้งโชว์มันจะเป็นยังไงนะ ก็เลยเป็นที่มาของคอนเสิร์ตนี้ครับ
น้ำวน: พูดถ้าพูดจริงๆ เลยคือค่ายอยากดูครับ (หัวเราะ) เขาดู session นั้นแล้วประทับใจมาก ก็เลยอยากเห็น เราสองคนก็สนใจด้วยและคิดว่าคนดูน่าจะอยากดูไปพร้อมกัน
ปีนี้ Whal & Dolph กำลังจะครบรอบ 10 ปี พอมองย้อนกลับไป ทั้งสองคนรู้สึกอย่างไรกับเส้นทางที่ผ่านมา?
น้ำวน: จริงๆ ก็รู้สึกแป๊บเดียวเลยครับ ยังรู้สึกกันว่าเหมือนเพิ่งทำกันอยู่เลย ทุกวันนี้ก็รู้สึกยังสนุกอยู่
แล้วก็ถ้าจะรู้สึกจริงๆ ว่าวงเราผ่านมา 10 ปี ก็ขอพูดถึงแฟนเพลงแล้วกันครับ มันจะมีช่วงแรกนะที่เราทำวงแล้วก็มีคนมาตามที่หน้าเวที จนถึงทุกวันนี้ผ่านมาจะสิบปีแล้วยังมีคนหน้าเดิมตั้งแต่วันแรกมาเลย
ปอ: เขาก็เริ่มมีอายุมากขึ้น เราก็เริ่มมีอายุมากขึ้น
น้ำวน: อันนั้นคือข้อเท็จจริงนะ (หัวเราะ)
ปอ: หลายๆ คนที่เราเจอตั้งแต่เขาเป็นนักเรียน ทุกวันนี้ก็ทำงานแล้ว บางคนมาทำงานกับเราก็มี
แฟนคลับเราบางคนตอนนี้ก็เป็นศิลปินด้วยนะ ต้องใช้คำว่าเติบโตไปด้วยกัน ภูมิใจไปด้วยกันครับ
‘Whal & Dolph Shine Rain Acoustic Concert’ ทำไมต้องชายเลน?
ปอ: ตอนแรกเรายังคิดไม่ออกว่าจะเอาชื่อคอนเสิร์ตไหนดี แต่มีวันหนึ่งเราไปเล่นที่เชียงใหม่ นั่งกินข้าวกันอยู่แล้วอยู่ดีๆ พี่ท็อปมือเบสก็พูดขึ้นมาว่า ‘เห้ย.. ชื่อชายเลน ป่าชายเลน’
เราเลยคิดว่า คำว่า ‘ชายเลน’ มันดูมีเสน่ห์ดี เราเอามาทำอะไรได้บ้างนะ เราก็เลยคิดว่าถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ‘ไชน์’ (Shine) ก็คือ ‘แสง’ ‘เรน’ (Rain) ก็คือ ‘ฝน’
เราเลยคิดว่ามันก็เหมือนเพลงของเราที่มีทั้งเพลงที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนแดดส่องลงมา แล้วก็มีบางเพลงที่ฟังแล้วก็รู้สึกเหมือนฝนกำลังตกอยู่ เลยคิดว่าเป็นคอนเซปต์ที่ดีครับ
น้ำวน: มันก็ดูเหมาะสมกับวงด้วย อย่างคอนเสิร์ตครั้งแรกเราใช้ชื่อว่า ‘Whal & Dolph Fish Market’ ก็จะเกี่ยวกับตลาดปลา อันที่สอง ‘Whal & Dolph Ocean Park Concert’ ก็ยังอยู่ในมหาสมุทรอีก แล้วพอมาเป็นชายเลนมันดูไทยๆ ดี แต่ก็ยังอยู่ติดทะเลนะ แล้วเหมาะกับพวกเราด้วย เราก็เลยเอามาปรับแก้ให้มันไม่ได้รู้สึกถึงโคลนขนาดนั้น เลยเป็นที่มาของชื่อนี้
เมื่อลดทอนทุกอย่างให้เหลือเพียงเสียงร้องกับเครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้น ซาวด์ของ Whal & Dolph เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง
ปอ: พอถอดเครื่องดนตรีหลายๆ ชิ้นไป หรือบางทีอาจจะไม่ได้ถอดทั้งหมด อาจจะเปลี่ยนจากกีตาร์ไฟฟ้ามาเป็นกีตาร์ที่มันดูอะคูสติกมากขึ้น ผมว่ามันให้ความจริงใจที่เพิ่มขึ้นนะ อย่างเพลง ‘รอให้เธอบอก’ พอมันมาเป็นกีตาร์โปร่งผมว่ามันให้ความรู้สึกที่ออแกนิคขึ้น เหมือนปกติพอฟังไลน์นี้มันอาจจะเหมือนนั่งอยู่ในเมืองใหญ่ แต่พอมันมาเป็นกีตาร์โปร่งมันกลายเป็นเหมือนเรานั่งอยู่ในป่า
น้ำวน: พอเป็นอะคูสติกมันจะมีแค่เนื้อร้องแล้วก็ดนตรีที่มันคลอกันไป โดยที่มันจะไม่ได้เป็นสีสันที่ฉูดฉาดมาก คุณก็จะได้ฟังเนื้อเพลงด้วยอารมณ์แบบนั้นจริงๆ มันจะไม่มีอะไรมาดึงความสนใจมากไปกว่าการมีดนตรีแล้วก็มีเนื้อร้อง
ปอ: วิธีการร้องและวิธีการเล่นมันก็ไม่เหมือนกันด้วย สมมติปกติเลเวลในการร้องออกไปในโชว์เต็มๆ อาจจะต้องใช้พลังในการร้อง 80%
แต่อะคูสติกอาจจะใช้พลัง 80-90% แต่มันจะมีช่วงที่เบาก็เบาเลย ดังก็ดังเลย แต่โชว์ปกติช่วงที่เบามันก็ไม่ได้เบามาก เพราะฉะนั้นมันจะเห็นถึงอารมณ์ที่ชัดเจนขึ้น บางเพลงผมอาจจะต้องหลบเสียงหรือร้องให้เบาลง เพราะถ้าร้องดังแล้วดนตรีมันเบา มันก็จะไม่พอดี อะคูสติกจะได้เห็นความแตกต่างตรงนั้นซึ่งมันจะไม่เหมือนกับโชว์ปกติ
ซิงเกิ้ลใหม่ ‘สักวันหนึ่ง’ เพลงที่มีกลิ่นอายโซลและกรูฟแตกต่างจากเพลงก่อนๆ
ปอ: สักวันหนึ่ง เป็นเพลงที่เราอยากลองทำดนตรีแบบที่เราฟังอยู่ตอนนี้ ช่วงนี้ต้องบอกว่าเราก็ชอบฟังเพลงโซลมาก อาจจะด้วยวัยที่มันมากขึ้นนิดหน่อยจากเดิม (หัวเราะ) ก็เริ่มหาอะไรที่รู้สึกว่าเราชอบ อยากมีเพลงแบบนี้บ้างในแบบของเรา ก็เลยออกมาเป็นแบบสักวันหนึ่ง พอทำออกมาแล้วก็รู้สึกว่า เออ.. เจ๋งดีเหมือนกันนะ ไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน
น้ำวน: เหมือนเราพยายามจะทำเพลงแบบนี้หลายเพลง แต่ก่อนหน้านี้ทำกันเองแล้วเราก็ยังไม่เข้าใจมัน เลยทำออกมาไม่ได้โซลขนาดนั้น แต่เพลงนี้เรามีพี่มดที่เป็น co-producer มาช่วย แล้วเขาก็เก่งด้านนี้ เลยช่วยกันทำออกมาได้อย่างน่าพอใจ
‘สักวันหนึ่ง’ เป็นเพลงรักหรือเพลงเศร้า?
ปอ: ผมว่ามันเป็นทั้งสองมุมเลยนะ ในมุมผมความเศร้าของเพลงนี้มันคือการที่คนๆ นึงไม่ถูกมองเห็น อาจจะรู้จัก อาจจะได้เจอกัน แต่ความสุขของเพลงนี้มันก็คือการที่เราได้แอบรู้สึกดี และหวังดีต่อใครสักคนนึง มันเป็นความรู้สึกที่ดีแต่ก็ยังแอบเศร้าอยู่ เพราะเราก็อยากให้เค้ามองเห็นเราเหมือนกัน
‘มันเหมือนเพลงเพลงนึงที่คุณชอบฟัง แต่คุณก็ไม่รู้หรอกว่าเพลงนั้นมันอยู่ตรงนี้มาตลอด’
น้ำวน: ผมว่ามันมีความหวังแล้วกัน มันอยู่สองขาระหว่างระหว่างเศร้ากับไม่เศร้า ฟังแล้วก็รู้สึกว่าเรามีความหวังที่ดีๆ ให้กันแต่สุดท้ายแล้วก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไง
อัลบัมใหม่ที่กำลังทำอยู่ แตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง?
ปอ: ปกติอย่างอัลบั้มแรก ‘RAYON’ เราทำทีเดียวเพราะมีของที่เก็บไว้หลายปีตั้งแต่เด็กๆ ส่วนอีพีที่ 2 ก็คือ ‘EP. PAR-K’ เป็นช่วงรอยต่อระหว่างอัลบั้มหนึ่ง เราอยากทำอัลบั้มสองแต่รู้สึกว่าเราต้องปล่อยสี่ตัวนี้ออกมาก่อน
จากนั้นชุดเต็มชุดที่ 2 คือ ‘WILLISHMARA (วิลิศมาหรา)’ มันเป็นช่วงโควิด เราก็ทำตามใจของเรานี่แหละ ส่วนอัลบั้มใหม่เราไม่ได้ปล่อยมาหลายปีแล้วถ้าพูดตรงๆ
อัลบั้มนี้มันเป็นอะไรที่เชื่อมโยงกับพวกผมตอนนี้ ซึ่งจริงๆ ทุกอันมันก็เชื่อมโยงกับพวกเราในตอนนั้น
น้ำวน: พอหลังจากวิลิศมาหรามันจะเริ่มทำงานยากขึ้นเพราะเราก็เริ่มทำเพลงมาเยอะขึ้น การทำอัลบั้มจริงๆ แล้วผมตั้งใจอยากทำทีเดียวให้เป็นเรื่องเดียวกัน แต่มันก็ทำอย่างนั้นไม่ได้ซะทีเดียว ช่วงรอยต่อระหว่างวิลิศมาหราและอัลบั้มใหม่ที่จะถึง มันจะมีซิงเกิ้ลที่จะถูกปล่อยออกมาประมาณ 4-6 เพลง ผมถือว่าเป็นการทดลองของพวกเรา ซึ่งมันก็จะไม่ได้ไปรวมอยู่ในอัลบั้มใหม่
ปอ: ถ้าใครตามเรามาตั้งแต่เด็กจนโตจะรู้ว่าการเติบโตของพวกเรามันอยู่ในบทเพลงทุกเพลงของเราอยู่แล้ว ซึ่งผมเชื่อว่ามันจะมีเพลงอีกหลายเพลงที่เป็นเพลงโปรดของผมที่อยู่ในอัลบั้มนี้แล้วยังไม่ได้ปล่อยออกมา ก็อยากให้รอฟังกันครับ
น้ำวน: แล้วก็หวังว่าทุกคนจะได้เพลงโปรดเพลงใหม่เพิ่มขึ้นนะ
วันธรรมดาของสองปลา กับสถานที่โปรดในกรุงเทพฯ ช่วงนี้
น้ำวน: ถ้าโปรดเบอร์หนึ่งเลยคือบ้านครับ ผมชอบอยู่บ้านมากไม่ชอบออกไปเจอคน แต่ว่าถ้าที่โปรดอีกที่หน่ึงที่ไปบ่อยก็คือแม็คโครครับ ชอบไปซื้อของมาทำอาหาร
ปอ: ถ้าเอาตอนนี้อันดับหนึ่งก็คือที่ปีนผา เพราะรู้สึกว่าหลังๆ ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเท่าไหร่ เมื่อก่อนชอบไปเตะบอลกับเพื่อนหรือไปตีแบด แต่หลังๆ เริ่มรวมตัวยากเลยคิดว่าไปคนเดียวก็ได้ รู้สึกว่ายิมปีนผาเป็นที่ฮีลใจของผมตอนนี้
เวลาไป ไปคนเดียว?
ปอ: ไปคนเดียวครับ แต่ก็บางครั้งก็จะมีน้องๆ ติดสอยห้อยตามไป แต่จริงๆ แล้วคนที่ชวนผมไปก็คือ ‘อูปิม ลานดอกไม้’ เขาก็ไปปีนกับผมบ่อยๆ
น้ำวน: เดี๋ยวจบคอนเสิร์ตนี้ผมจะไปลองปีนเขาดู เผื่อผมจะเป็นที่โปรดที่ใหม่บ้าง
ในฐานะศิลปิน ทั้งสองรู้สึกอย่างไรกับการเติบโตของซีนไลฟ์เฮาส์ในกรุงเทพฯ ช่วงที่ผ่านมา
ปอ: ผมมองว่าจริงๆ แล้วไลฟ์เฮาส์มันเป็นที่ที่ดีมากเลยนะ อย่างตอนเราเด็กๆ ช่วงเรียนมหาลัยมันมีไลฟ์เฮ้าส์ในกรุงเทพฯ แต่ไม่ได้เหมือนตอนนี้ซะขนาดนั้น เราก็เคยเป็นหนึ่งในวงดนตรีเล็กๆ ที่เคยไปเล่นไลฟ์เฮ้าส์พวกนั้น ไปเล่นกันเอง ดูกันเอง ขายบัตรกันเอง แต่ทุกวันนี้กรุงเทพฯ มันไม่เหมือนเดิม เพราะตอนนี้มีลูกค้าที่เป็นแฟนคลับแต่ละไลฟ์เฮ้าส์แล้วมันสวยงาม
เรียกว่าพอแต่ละที่ลงโพสต์ปุ๊บบางทีเขาก็ไม่รู้หรอกว่าวงอะไรจะมาบ้าง แต่คนก็เข้าไปสนับสนุน เปิดใจมากขึ้น ผมรู้สึกว่าความเจ๋งคือมันมีผู้ลงทุน มีโชว์ทุกอาทิตย์ แต่ละอาทิตย์บางที่ในหนึ่งวันมี 5-6 วง ซึ่งเป็นวงใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลย แล้วก็มีวงเล็กๆ มาพ่วงด้วยเพื่อที่จะทำให้คนมารู้จักกับศิลปินใหม่ๆ มากขึ้น
น้ำวน: มันเจ๋งนะ อยู่ดีๆ มันก็ค่อยๆ มา มันไม่ใช่แค่เรื่องของแฟนคลับวงแล้ว มันมีกลุ่มแฟนคลับของเขา แล้วไม่ว่าเขาจะเอาวงอะไรมาคนก็จะรอแล้วก็ตื่นเต้น เหมือนไปแล้วเขาก็ได้ความประทับใจกลับบ้าน มันเป็นอุตสาหกรรมที่จะช่วยกันไป วงดนตรีก็จะมีที่ไปเล่นมากขึ้น แล้วพอไลฟ์เฮ้าส์เขาจัดแล้วมันประสบความสําเร็จเขาก็อยากจัดบ่อยๆ เพราะการจัดบ่อยมันก็จะรีเทิร์นกลับมาหาวง วงก็จะถูกจ้างซ้ำไปเรื่อยๆ ผมว่ามันดีนะ
ถ้าให้เลือก 3 ไลฟ์เฮาส์ในกรุงเทพฯ ที่ประทับใจ
ปอ: ที่หนึ่งผมให้ Melt Livehouse ผมว่าเมลท์เป็นไลฟ์เฮ้าส์ที่มาแรงมาก แล้วก็มีงานเกือบทุกวัน เรียกว่าเป็นตัวตึงเลย แล้วพวกเราก็เคยไปมาแล้วทั้งสองที่ (สาขาพระราม 4 และ Cloud 11) ดีทั้งสองที่เลย
น้ำวน: จริงๆ Blueprint Livehouse ผมก็ชอบนะ สถานที่มันเท่ แปลนมันจะเป็นแนวยาวแล้วก็ไม่ได้ใหญ่โตมาก รู้สึกว่าเล่นแล้วก็ได้ใกล้ชิดกับแฟนๆ เหมือนกัน
ปอ: จริงๆ ขอ 4 ที่ได้ไหม (หัวเราะ) เมื่อก่อนมี ‘Decommune’ เดอคอมมูน ก็เป็นที่เท่ๆ แล้วล่าสุดน่าจะเป็น Volume Livehouse ซึ่งก็เป็นไลฟ์เฮ้าส์ที่มาแรงมากๆ ตอนนี้ ส่วนตัวผมเองบางทีก็ไปดูคอนเสิร์ต รู้สึกว่าสถานที่มันดูเป็นไลฟ์เฮ้าส์จริงๆ มีการจัดการที่ดี ซึ่งตอนนี้ก็อยากให้พวกผู้ใหญ่ในวงการหรือคนที่มีทุนทรัพย์ลงทุนกับสิ่งนี้
3 เพลง 3 โลเคชันกรุงเทพฯ ในแบบฉบับ Whal & Dolph
ปอ: นี่ผมมีที่นึง ‘บังเอิญ’ กับ ‘Rabbit’s Tale’ ครับ ชื่อภาษาอังกฤษของเพลงบังเอิญชื่อว่า (Rabbit’s Tale) มันเป็นชื่อของสถานที่หนึ่ง ลองไปดูนะครับว่ามันคือที่ไหน ตามชื่อเพลงเลย
ทำไมถึงเป็นที่นี่?
ปอ: เหตุผลคือเพราะว่ามันมีบางอย่างของผมเกิดขึ้นที่นั่นครับมันก็เลยเป็น ‘Rabbit’s Tale’ บอกแค่นี้พอ (ยิ้มกรุ้มกริ่ม)
น้ำวน: ผมเอาเพลง ‘สิ่งที่สวยงาม’ เป็น ‘สวนเบญฯ’ แล้วกัน เคยไปวิ่งที่สวนเบญแล้วก็ฟังเพลงนี้ไปด้วย รู้สึกว่ามันเหมาะกับที่นี่มากเลย รู้สึกว่าบรรยากาศของเพลงกับบรรยากาศของที่นั่นมันเหมาะกัน มีความธรรมชาติ มีแสง
ปอ: เพลงสุดท้าย ‘สักวันหนึ่ง’ สำหรับผมมันจะเป็น ‘ตึกช้าง’ เพราะตอนแต่งเพลงนี้ผมขับรถอยู่แล้วก็ผ่านตึกช้างพอดี มันจะเห็นแสงไฟของเมือง
เพลงนี้มันมีความโซลแบบซิตี้ มีความเป็นเมืองตอนกลางคืน ผมคิดว่าถ้าคนเปิดเพลงนี้ฟังในกรุงเทพตอนกลางคืนเสียงแซ็กโซโฟนมันเหมาะมากเลย
ถ้าต้องเลือกหนึ่งเพลงที่สะท้อนความเป็น Whal & Dolph ในวันนี้ได้ชัดเจนที่สุด
ปอ: ถ้าวันนี้ผมให้เพลง ‘ดีใจรึเปล่า’ แล้วกัน รู้สึกว่ามันมีความเป็น New Era ของ Whal & Dolph ในตอนนี้ มันมีทั้งความชิลแล้วก็มีความหนักแน่นอยู่ในเพลง
เพลงพวกเรามันคือเพลงที่คุณจะคาดเดาไม่ได้ว่ามันเป็นเพลงรักหรือเพลงเศร้า แต่เพลงนี้มันตอบทุกอย่างเลย มีทุกๆ อย่างที่สวยงามของพวกเราอยู่ มีเมโลดี้ที่ผมชอบ มีไลน์กีตาร์ของพี่น้ำวนที่มันไพเราะ มีโซโล่ที่ดี มีทุกอย่างมันดูลงตัว
น้ำวน: ผมให้ ‘สิ่งที่สวยงาม’ แล้วกัน คือดีใจรึเปล่ามันเป็นอีกฝั่งหนึ่งนะ
แต่สิ่งที่สวยงามผมมองว่าเป็นอีกฝั่งของวงตอนนี้ที่ยังมีความเป็นเราเดิมๆ อยู่ แล้วก็มีซาวด์ที่มันใหม่ขึ้นแต่ว่าไม่โซลจ๋า
วันนี้ Whal & Dolph ในวัยเกือบ 10 ปี อยากบอกอะไรกับตัวเองในวันแรกที่เริ่มทำวง
ปอ: สำหรับผม ถ้าจะให้บอกตัวเองในวันแรกที่ทำใช่มั้ย.. โห.. ไปบอกอะไรมันดี (ใช้เวลาคิดสักพัก) จริงๆ ผมอยากไปบอกเด็กคนนั้นว่า มันจะมีวันที่ยากอยู่นะ แต่อย่ายอมแพ้ เพราะว่ามันก็จะมีวันที่ดีอยู่เหมือนกัน จริงๆ ผมค่อนข้างแฮปปี้กับสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมด รู้สึกว่ามันมีทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ยาก มันสวยงามทั้งหมดเลย ก็เลยบอกว่า เออ.. มันจะมีวันที่ดีและวันที่แย่แต่จะผ่านไปได้
น้ำวน: ผมก็อยากจะบอกว่าให้เล่นดนตรีต่อไปครับ อย่างผมเรียนดนตรีมา หลายคนที่เป็นเพื่อนก็จะมีความฝันที่อยากเป็นศิลปินหรือได้ทำงานดนตรีต่อ แต่เปอร์เซนต์มันน้อยมากๆ ไม่ค่อยเห็นทางเท่าไหร่เลย แล้วมันก็ไม่มีใครมาสนับสนุนให้มาทำงานตรงนี้ต่อได้นะ
ก็อยากบอกตัวเองว่าเล่นดนตรีต่อไปนะ เดี๋ยวมันจะมีสิ่งที่ดีๆ รออยู่ข้างหน้า
อีก 10 ปีต่อจากนี้ อยากให้ผู้คนยังรู้สึกแบบไหนเวลาที่ได้ฟังเพลงของ Whal & Dolph
ปอ: อันนี้เป็นคำถามที่ดีนะ เวลาผมเขียนเพลงทุกๆ เพลง ผมอยากให้เพลงมันอยู่เป็นเพื่อนของคนฟังนะ อย่างเช่นวันที่คุณมีความสุขมากเลย หรือบางทีคุณไม่รู้จะบอกใคร แต่ผมอยากให้รู้ว่าเพลงบางเพลงมันเข้าใจคุณ ในวันที่คุณรู้สึกยาก รู้สึกว่าชีวิตมันเหนื่อยจังเลย ผมก็อยากให้คุณได้ฟังเพลงบางเพลงของเราแล้วรู้สึกว่ายังมีเพลงนี้ที่เข้าใจนะ มันจะผ่านเรื่องแย่ๆ ไป ก็อยากให้เพลงเราอยู่เป็นเพื่อนพวกคุณอีก 10 ปีผ่านไป
น้ำวน: ก็อยากบอกว่าเวลาที่เล่นเพลงของพวกเรากันเอง ผมจะมีความสนุก อยากให้ทุกคนหาความสนุกของเพลงเราให้เจอแม้มันจะเป็นเพลงช้าหรือเพลงเศร้า แต่มันจะมีความสนุกอยู่ในนั้น ลองฟังดู ถ้าหาเจอคุณจะฟังเพลงของพวกเราเพราะขึ้นครับ

