Whattheduck
Photograph: Whattheduck | Landokmai
Photograph: Whattheduck

Bloom in the Dark: ถอดรหัส 12 บทเพลง ผ่านภาษาดอกไม้ใน ‘Yesterday’s Town’ อัลบั้มใหม่จาก LANDOKMAI

สำรวจอีกเฉดสีของ LANDOKMAI ผ่านอัลบั้มใหม่ พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวความรัก ความผิดหวัง และการเติบโตอย่างตรงไปตรงมา ผ่านบทเพลงและตัวแทนภาษาดอกไม้ทั้ง 12 ชนิด

Yokploy Chandrabha
การโฆษณา

หากใครยังติดภาพว่า LANDOKMAI คือวงอินดี้ที่มีแต่เพลงรักดรีมป็อปฟังสบาย อัลบั้มล่าสุดอย่าง ‘Yesterday’s Town’ อาจทำให้ต้องคิดใหม่ เพราะครั้งนี้ อูปิม-ลานดอกไม้ ศรีป่าซาง และ แอนท์-มนัสนันท์ กิ่งเกษม สองสมาชิกจากค่าย What The Duck กลับมาพร้อมเฉดสีใหม่ๆ พร้อมเผยด้านขบถ และกล้าตั้งคำถามกับความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นธรรม ผ่านบทเพลงที่ซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น

‘Yesterday’s Town’ ชวนเรานั่งไทม์แมชชีนกลับไปยัง ‘เมืองแห่งวันวาน’ พื้นที่ที่เก็บเรื่องราวในความทรงจำไว้ ตั้งแต่บ้านหลังเก่า ความฝันแรก ความผิดหวังครั้งสำคัญ ไปจนถึงผู้คนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นโลกทั้งใบของเรา ทั้ง 12 เพลงจึงเปรียบเสมือนหน้ากระดาษในสมุดไดอารี่ ที่ชวนให้กลับไปทบทวนอดีตและทำความเข้าใจตัวเองในวันที่เติบโตขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ LANDOKMAI ไม่ได้ถ่ายทอดเพียงความคิดถึง แต่ยังพูดถึงความรัก ความเสียใจ และการยอมรับความผิดหวังอย่างตรงไปตรงมา พร้อมเผยพลังของความขบถและ ความเป็นดาร์กเฟมินีนผ่านการไม่ยอมลดทอนความรู้สึกของตัวเองเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ไม่แฟร์อีกต่อไป

ด้านดนตรี อัลบั้มนี้ยังคงกลิ่นอายอินดี้ป็อปชวนฝันอันเป็นเอกลักษณ์ของวง แต่เพิ่มความดิบและเข้มข้นด้วยซาวด์ Post-Rock ที่ช่วยขับเน้นอารมณ์ให้ชัดขึ้น ราวกับกำลังเปิดดูอัลบั้มภาพเก่าที่มีทั้งความอบอุ่นและบาดแผลซ่อนอยู่ในแต่ละหน้าโดยอัลบั้มนี้ประกอบด้วยเพลงภาษาไทย 8 เพลง และภาษาอังกฤษ 4 เพลง ชวนทุกคนไปค้นพบอีกเฉดสีของลานดอกไม้ พร้อมย้อนสำรวจเรื่องราวในวันวานที่อาจทำให้เราเข้าใจตัวเองในวันนี้มากขึ้น 

หากเราลองถอดรหัสทั้ง 12 บทเพลงออกมาเป็นดอกไม้ แต่ละเพลงจะเป็นดอกอะไรบ้าง? ชวนทุกคนไปค้นพบคำตอบพร้อมกันเลย

ถ้อยคำดอกไม้ (lies)

เปิดอัลบั้ม Yesterday’s Town ด้วย ‘ถ้อยคำดอกไม้ (lies)’ เพลงที่เปรียบความรักลวงๆ เสมือนแอปเปิ้ลอาบยาพิษ ซ่อนความเจ็บปวดไว้ภายใต้รูปลักษณ์อันสวยงาม แม้จะมีท่วงทำนองสดใสชวนฝัน แต่เนื้อหากลับพูดถึงความสัมพันธ์ที่อีกฝ่ายพร่ำบอกคำหวานและคำว่ารัก ทั้งที่การกระทำกลับสวนทางกัน จนคนฟังเผลอหลงเชื่อและยอมมองข้ามความจริง

หากเปรียบเพลงนี้เป็นผู้หญิงสักคน คงเป็นผู้หญิงยุคใหม่ที่เริ่มตระหนักถึงความรู้สึกของตัวเอง และไม่ยอมให้ถ้อยคำสวยหรูบดบังความจริงอีกต่อไป แม้จะยังตัดใจไม่ได้ในวันนี้ แต่อย่างน้อยเธอก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า คำพูดที่งดงามไม่ได้หมายความว่าความรักจะดีงามตามไปด้วย

อีกหนึ่งสีสันของเพลงคือพาร์ตทรัมเป็ตจาก ‘รอย เอี่ยมเรไร’ แห่ง ROYSENBERG ที่ช่วยเติมซาวด์ให้ละมุนชวนฝันยิ่งขึ้น พร้อมขับความย้อนแย้งระหว่างท่วงทำนองสดใสกับเนื้อหาที่ขมขื่น 

ภาษาดอกไม้: ‘ยี่โถ’ (Oleander)

ภายนอกเบ่งบานละมุนตาด้วยสีชมพูดูสวยงามชวนหลุ่มหลง แต่กลับซ่อนพิษร้ายแรงไว้ภายใน สะท้อนถึงคำหวานที่ซ่อนพิษบาดลึกไว้ได้อย่างลงตัว

เดิมเดิม (Once)

ถัดมากับ ‘เดิมเดิม (Once)’ เพลงของคนที่ยังเก็บใครบางคนไว้ในความทรงจำ ถ่ายทอดความคิดถึงผ่านซาวด์อินดี้ป็อปที่มีกลิ่นอายวินเทจ ชวนให้นึกถึงบรรยากาศวันฝนพรำที่เรานั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง พร้อมปล่อยให้ความทรงจำเก่าๆ ไหลย้อนกลับมา

ลานดอกไม้เลือกใช้คำว่า ‘เดิมเดิม’ เป็นหัวใจของบทเพลง เพื่อสื่อถึงความปรารถนาที่อยากให้ใครสักคนกลับมาเป็นเหมือนเดิม ทั้งความรู้สึก ความผูกพัน และความอบอุ่นที่เคยมีให้กัน แม้วันนี้ทุกอย่างอาจเปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ตาม ทำให้เพลงนี้เชื่อมโยงกับคนที่ยังคิดถึงรักครั้งเก่า หรือยังไม่พร้อมปล่อยมือจากความทรงจำในวันวานได้อย่างตรงไปตรงมา

ในพาร์ตดนตรี เสียงไวโอลินโดดเด่นราวกับเป็นตัวเอกที่ช่วยขับเน้นอารมณ์โหยหา ผสานกับกลิ่นอายย้อนยุคที่ชัดเจนขึ้น เติมความละมุนปนเหงาให้บทเพลงนี้ราวกับกำลังพาเรากลับไปเยี่ยมเยียนช่วงเวลาที่หัวใจเคยมีความสุข

ภาษาดอกไม้: ‘ฮิกันบานะ’ (Higanbana)

ดอกไม้แห่งการโหยหาและความทรงจำในอดีต ตามความเชื่อภาษาดอกไม้ ฮิกันบานะคือดอกไม้ที่ไม่เคยปรากฏใบและดอกพร้อมกัน สื่อถึงช่วงเวลาที่เราทำได้เพียงเฝ้ามองและปรารถนาให้ความผูกพันในวันวานย้อนกลับคืนมา แม้จะรู้ดีว่าทุกอย่างไม่อาจเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว

การโฆษณา

Fall in love too easily

ขยับจากความคิดถึงวันวานมาสู่ความรู้สึกใจเต้นแรงในวันที่เพิ่งเริ่มตกหลุมรักกันบ้างกับ ‘Fall in love too easily’ เพลงที่ชวนเรากลับไปสัมผัสความรักแบบวัยเยาว์ ช่วงเวลาที่แค่รอยยิ้มของใครสักคนก็ทำให้เผลอเก็บไปคิดทั้งวัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังบอกตัวเองอยู่เลยว่าจะไม่ปล่อยใจให้ใครง่ายๆ อีกแล้ว

เนื้อเพลงเล่าถึงความขัดแย้งระหว่างเหตุผลกับความรู้สึกได้อย่างน่าเอ็นดู เพลงนี้เลยไม่ได้พูดถึงแค่การตกหลุมรักใครง่ายๆ แต่ยังพาเราย้อนกลับไปหาความรู้สึกตอนที่ความรักยังเป็นเรื่องเรียบง่าย ไม่ต้องมีเหตุผลรองรับทุกอย่าง แค่รู้สึกดีกับใครสักคนก็อยากลองเปิดใจดูอีกสักครั้ง

ส่วนซาวด์ดนตรีก็สดใสเสียจนเหมือนกำลังวิ่งเล่นอยู่ในสวนดอกไม้ที่กำลังผลิบาน มีทั้งความเบาสบาย ความอ่อนไหว และความตื่นเต้นแบบคนที่กำลังมีความรักครั้งใหม่ ฟังแล้วชวนให้นึกถึงช่วงวัยเด็กที่เราเคยหวั่นไหวไปกับเรื่องเล็กน้อย

ภาษาดอกไม้: ‘เดซี่สีขาว’ (White Daisy)

ตัวแทนความรักอันบริสุทธิ์ วัยเยาว์ และความสดใส เปรียบเสมือนความรู้สึกใจเต้นแรงเมื่อเผลอเปิดใจตกหลุมรักอีกครั้ง ที่แม้จะดูไร้เดียงสาไปหน่อย แต่ก็เต็มไปด้วยความหวังและความกระชุ่มกระชวยในหัวใจ

ตลก (pathetic)

หลังจากพาเราไปสัมผัสความรักหวานละมุนกันมาพอสมควร ขอเปลี่ยนโหมดมาเผยด้านที่แสบสันและดุดันขึ้น กับ ‘ตลก (pathetic)’ เพลงความยาวเพียง 2.50 นาที ที่ไม่ได้ตลกเหมือนชื่อ แต่เต็มไปด้วยถ้อยคำเสียดสีคนรักเก่าที่ดูจะยังทนไม่ได้ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเดินออกจากความสัมพันธ์ไปใช้ชีวิตได้ดีโดยไม่มีตัวเอง

ความน่าสนใจอยู่ตรงการเล่าเรื่องที่ไม่ได้พยายามซ่อนความประชดประชันเอาไว้เลย ตั้งแต่การตั้งคำถามว่าทำไมอีกฝ่ายถึงยังเกลียดชังกันนักหนา ไปจนถึงการย้อนกลับไปมองความสัมพันธ์ในอดีตที่เคยทำให้ตัวเองทุกข์ใจ เพลงนี้จึงไม่ได้แค่แซะคนที่ยังไม่ยอมมูฟออน แต่ยังชวนให้เห็นความย้อนแย้งของคนที่เคยทำร้ายกัน กลับกลายเป็นฝ่ายไม่พอใจเมื่อเห็นอีกคนหลุดพ้นจากความสัมพันธ์นั้นได้เสียที

สำหรับเราเพลงนี้เผยอีกด้านของลานดอกไม้ที่มีความดาร์กเฟมินีน มากขึ้นกว่าเเพลงก่อนๆ ที่เคยมีมา โดยเฉพาะการหยิบความรู้สึกที่อาจไม่สวยงามนักอย่างความสะใจ ความโกรธ และความคับข้องใจ มาถ่ายทอดอย่างตรงไปตรงมา

ภาษาดอกไม้: ‘หน้าวัว’ (Anthurium)

ดอกไม้ที่มีรูปร่างแปลกตา และโดดเด่น ดอกหน้าวัวสื่อถึงความมั่นใจ และตัวตนดาร์กเฟมินีนที่ไม่พยายามจะอ่อนหวานเพื่อเอาใจใครอีกต่อไป

การโฆษณา

รักอยู่ (linger)

จากความรักที่แสบสันมาต่อกันด้วย ‘รักอยู่ (linger)’ เพลงไฮไลต์ของอัลบั้มที่พาเราดำดิ่งสู่ช่วงเวลาหลังความสัมพันธ์สิ้นสุดลง เมื่อคนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตหายไป แต่ความรู้สึกยังคงหลงเหลืออยู่ เพลงนี้ถ่ายทอดความอ่อนไหวของคนที่ยังรักและคิดถึงอดีต แม้จะต้องยอมรับความเดียวดาย และพยายามประคองตัวเองให้ผ่านคืนวันที่เจ็บปวดไปให้ได้

ความโดดเด่นอยู่ที่ซาวด์ร็อกเข้มข้นผสมกลิ่นอายอัลเทอร์เนทีฟและซูเกส เสียงกีตาร์ดุดันของแอนท์ช่วยขับอารมณ์ให้พลุ่งพล่าน โดยเฉพาะช่วงบริดจ์ท้ายเพลงที่เราชอบเป็นพิเศษ ขณะที่เสียงร้องของอูปิมเผยความเปราะบางออกมาอย่างชัดเจน เกิดเป็นความขัดแย้งระหว่างดนตรีที่โหมกระหน่ำกับความเศร้าที่ค่อยๆ กัดกินอยู่ข้างใน

ภาษาดอกไม้: ‘กุหลาบสีดำ’ (Black Rose)

ลึกลับและเปราะบาง สะท้อนความรักที่แม้จะจบลงแล้วแต่ยังทิ้งร่องรอยไว้ในใจ และเตือนเราว่าต่อให้วันนี้ยังเจ็บปวด อย่างน้อยเราก็ยังต้องพาตัวเองเดินต่อไปให้ไหว

Nothing but stay

เดินทางมาถึงครึ่งทาง ‘Nothing but stay’ เพลงที่สั้นที่สุดในอัลบั้ม และเป็นอีกครั้งที่ ‘แอนท์’ วางกีตาร์แล้วหันมาจับไมค์ หลังเคยฝากเสียงร้องไว้ในเพลง ‘ห้องเล็ก’ เมื่อปี 2024 คราวนี้เธอกลับมาถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ที่ฟังแล้วเจ็บจี๊ดอยู่เหมือนกัน กับการมีใครสักคนอยู่ในชีวิต แต่ก็ไม่เคยรู้สึกได้เต็มที่ว่าเขาเลือกเรา

‘You didn’t leave but you didn’t stay.’ เธอไม่ได้จากไป แต่ก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้จริงๆ ประโยคนี้น่าจะอธิบายความสัมพันธ์แบบกั๊กๆ ได้ดีที่สุด คนหนึ่งยังคอยมอบความรักและหวังว่าสักวันทุกอย่างจะชัดเจนขึ้น ส่วนอีกคนก็แวะเวียนเข้ามาให้รู้สึกดี ก่อนจะถอยห่างออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ที่เจ็บคือเราไม่ได้ถูกทิ้งให้ต้องตัดใจเสียทีเดียว แต่ก็ไม่เคยได้รับความมั่นใจมากพอที่จะไปต่อได้เหมือนกัน

ถึงจะเป็นเพลงสั้นๆ แต่กลับทิ้งความรู้สึกไว้ได้ไม่น้อย เสียงร้องของแอนท์ที่ฟังดูนุ่มนวลเข้ากับเสียงเปียโนและเครื่องสายได้อย่างลงตัว ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกถึงความเหงา สำหรับเรา นี่เป็นอีกเพลงช้ำๆ ในอัลบั้มที่เราชอบมาก

ภาษาดอกไม้: ‘ฟอร์เก็ตมีน็อต’ (Forget me Not)

ดอกไม้ช่อเล็กสีฟ้าอ่อนที่ติดอยู่บนกิ่งก้านอันบอบบาง สื่อถึงความสัมพันธ์กั๊กๆ ที่เรียกร้องความชัดเจน ราวกับเสียงกระซิบที่ขอร้องไม่ให้อีกฝ่ายลืมกัน แม้จะรู้ดีว่าเขาไม่ได้เลือกที่จะอยู่ตรงนี้จริงๆ

การโฆษณา

ใจอยากหนีไปให้ไกล (Nowhere)

ถ้า ‘Nothing but stay’ คือการติดอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเลือกเราไหม ‘ใจอยากหนีไปให้ไกล (Nowhere)’ ก็เหมือนหนังภาคต่อ เมื่อความรักทิ้งบาดแผลไว้มากเสียจนเราไม่อยากจดจำอะไรเกี่ยวกับมันอีก ไม่ใช่เพราะไม่เคยรัก แต่เพราะยิ่งจำก็ยิ่งเจ็บ จนอยากลบทั้งคนคนนั้นและความรู้สึกที่เคยมีให้หายไปจากชีวิตเสียที

สิ่งที่เราชอบคือเพลงนี้ไม่ได้พูดถึงแค่การอยากวิ่งหนีออกจากใครสักคน แต่ยังเป็นความพยายามหนีจากความทรงจำของตัวเองด้วย เพราะบางครั้งยิ่งพยายามลืม กลับยิ่งนึกถึง และนั่นอาจเป็นความเหนื่อยล้าที่สุดของการเลิกรา

ฟังแล้วรู้สึกว่าเพลงนี้เป็นอีกด้านของความรักที่ลานดอกไม้ถ่ายทอดออกมาได้ตรงใจดี จากตอนที่ยังเฝ้ารอให้อีกคนเลือกเรา มาถึงวันที่ไม่อยากให้อีกคนหลงเหลืออยู่ในความทรงจำอีกต่อไป เพราะบางทีการเดินออกจากความสัมพันธ์ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะหลุดพ้นจากมันได้ทันที และสิ่งที่ยากที่สุดอาจไม่ใช่การปล่อยมือจากใคร แต่เป็นการทำใจให้ยอมรับว่าเรื่องราวเหล่านั้นจบลงแล้วจริงๆ

ภาษาดอกไม้: ‘ทิวลิปสีขาว’ (White Tulips)

ความต้องการละทิ้งและเริ่มต้นใหม่นี้ สื่อถึงการยอมรับ การให้อภัย และการขอปลดปล่อยตัวเองออกจากบาดแผล เพื่อทำใจรับความจริงและส่งตัวเองออกไปสู่อิสรภาพครั้งใหม่

ขอให้ฟ้าอวยพร (Dear friend)

ถ้าขอพรให้ใครสักคนได้หนึ่งข้อ คุณจะขออะไรให้เขา? สำหรับ ‘ขอให้ฟ้าอวยพร (Dear friend)’ คำตอบอาจเป็นการขอให้คนที่เรารักมีความสุข แม้วันหนึ่งเราจะไม่ได้เดินอยู่ข้างกันแล้วก็ตาม

เพลงนี้ถ่ายทอดการบอกลาที่ไม่ได้มีเพียงความเศร้า แต่ยังเต็มไปด้วยความรัก และความยินดีต่อการเติบโตของอีกฝ่ายแม้สุดท้ายต่างคนต่างต้องแยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง ความทรงจำที่เคยร่วมสุขร่วมทุกข์กันมาก็ยังมีความหมายเสมอ จึงเหมือนเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายที่เราอยากมอบให้ใครสักคน พร้อมคำอวยพรที่ไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกไปต่อหน้า แต่ยังส่งถึงเขาได้จากที่ไกลๆ

อีกสิ่งที่เราชอบคือซาวด์อะคูสติกฟังสบายที่ลานดอกไม้เลือกใช้ ผสานกับไลน์ไวโอลินที่ช่วยเติมความเหงาให้ละมุนขึ้น ดนตรีไม่ได้หวือหวา แต่มีรายละเอียดที่ทำให้เพลงฟังแล้วอบอุ่น คล้ายการนั่งอยู่ในห้องช่วงบ่ายวันฝนพรำ แล้วเผลอนึกถึงใครบางคนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนสำคัญในชีวิต

ภาษาดอกไม้: ‘ทานตะวัน’ (Sunflower)

ดอกไม้แห่งมิตรภาพ ความอบอุ่น และความหวังดีอันมั่นคง ที่แม้ในวันที่ต้องแยกย้าย ทานตะวันก็ยังคงหันหน้ามองแสงสว่าง และพร้อมจะส่งมอบความอบอุ่นและคำอวยพรไปให้คนที่เคยรักอยู่เสมอ

การโฆษณา

Friend's love

คาดว่าเพลงที่น่าจะรีเลทกับใครหลายๆ คนได้ไม่ยาก โดยเฉพาะคนที่เคยตกหลุมรักเพื่อนสนิท และต้องเลือกระหว่างเก็บเขาไว้ในชีวิตในสถานะเดิม หรือยอมถอยออกมาเพื่อรักษาความรู้สึกของตัวเอง  

Friend's love เพลงสากลลำดับที่ 2 ของอัลบั้ม ที่พูดถึงความรักข้างเดียวในความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากคำว่าเพื่อน บางครั้งการรักใครสักคนมากกว่าเพื่อนก็เป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ แต่สิ่งที่ยากกว่าการเก็บความรู้สึกไว้ คือการต้องทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพื่อรักษาคนคนหนึ่งให้อยู่ในชีวิตต่อไป

ภาษาดอกไม้: ‘พุดซ้อน’ (Gardenia)

ความรักที่ต้องซ่อนเร้น เหมาะสมกับอารมณ์ของการต้องซ่อนความรู้สึกพิเศษไว้หลังคำว่าเพื่อน เพื่อประคองความสัมพันธ์ แต่สุดท้ายก็กลายเป็นความอบอวลที่แสนเจ็บปวด

Monster

ปรับโหมดช้ำๆ มาสู่เพลงจังหวะสนุกๆ อย่าง ‘Monster’ ที่เนื้อหาอาจจะไม่ได้สนุกเหมือนชื่อเพลง แต่เรื่องราวกลับพูดถึงความสัมพันธ์คนที่น่ากลัวกว่าสัตว์ประหลาด ไม่ใช่เพราะเขามีเขี้ยวเล็บหรือทำให้เราหวาดกลัว แต่เพราะเขามีอำนาจเหนือหัวใจมากพอจะทำให้เรารัก มีความสุข เจ็บปวด และยังยอมกลับไปหาเขาซ้ำๆ ทั้งที่รู้ดีว่าความสัมพันธ์นี้กำลังทำร้ายเราอยู่

ภาพบ้านที่เต็มไปด้วยเลือด มีด และภูตผีในเนื้อเพลง ค่อยๆ พาเราไปเห็นความน่ากลัวที่ซ่อนอยู่ใต้ความสัมพันธ์ ก่อนจะชวนให้ตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้ว สัตว์ประหลาดที่เราหวาดกลัวนั้นอยู่ตรงไหน เพราะบางครั้งสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็ไม่ใช่เงามืดที่ซ่อนอยู่ในบ้าน แต่เป็นคนที่เราเปิดประตูให้เข้ามาในหัวใจ จนแม้จะรู้ว่าเขาทำให้เราเจ็บปวดแค่ไหน เราก็ยังหาทางเดินออกมาไม่ได้

ภาษาดอกไม้:  ‘สลัดได’ (Malayan Spurge Tree)


ดอกไม้พิษลึกลับที่มีทรงรูปร่างดึงดูดใจแต่แฝงไว้ด้วยพิษร้ายและหนามคม สื่อถึงความสัมพันธ์ toxic ที่เปรียบเหมือนสัตว์ประหลาด ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งเจ็บ แต่ก็ยังมีอำนาจมัวเมาให้เรายอมวนกลับไปหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

การโฆษณา

ช่างแม่ง (spit it out)

มาถึงเพลงที่ให้ความรู้สึกต่างจากเพลงก่อนๆ ในอัลบั้ม กับ ‘ช่างแม่ง (spit it out)’ ที่ไม่ได้ชวนเราจมอยู่กับความรักที่ผิดหวัง แต่กลับเหมือนเพื่อนคนหนึ่งที่บอกว่า ถ้าเหนื่อยก็ระบายออกมาบ้าง ไม่จำเป็นต้องเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว หรือพยายามเข้มแข็งตลอดเวลาก็ได้

แม้ชื่อเพลงจะฟังดูแรง เหมือนเป็นการตะโกนระบายความอัดอั้น แต่เนื้อหากลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน เพราะมันไม่ได้บอกให้เราแข็งแกร่งเพื่อเอาชนะอะไร แค่อยากให้เรากล้ายอมรับความรู้สึกของตัวเอง จะเสียใจ จะร้องไห้ หรืออยากปล่อยคำว่า ‘ช่างแม่ง’ ออกมาบ้างก็ไม่เป็นไร

ภาษาดอกไม้: ‘แกลดิโอลัส’ (Gladiolus)

ดอกไม้รูปทรงใบดาบที่สื่อถึงความตรงไปตรงมา ความจริงใจ ความเข้มแข็ง ความซื่อสัตย์ต่อตนเอง และการปลดปล่อยอารมณ์ เปรียบเหมือนการกล้าตะโกนระบายความอัดอั้นในใจออกไป

A song on the radio

 เดินทางมาถึงแทร็กสุดท้ายของอัลบั้ม กับ ‘A song on the radio’ เพลงที่ให้ความรู้สึกราวกับกำลังนั่งฟังเรื่องราวจากวิทยุเครื่องเก่า บอกเล่าความรู้สึกของคนที่เผลอรักเพื่อนสนิท และต้องเผชิญกับความสัมพันธ์ที่ไม่อาจเป็นไปอย่างใจหวัง

เพราะบางเพลงไม่ได้มีแค่ท่วงทำนอง แต่ยังเก็บใครบางคนและช่วงเวลาหนึ่งเอาไว้ด้วย เพลงนี้พาเราย้อนกลับไปมองความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป จากเพื่อนที่เคยใกล้ชิด กลายเป็นคนที่เราคิดถึงในฐานะคนรัก แม้จะรู้ดีว่าความรู้สึกนั้นอาจไม่มีวันได้รับการตอบกลับก็ตาม

สำหรับเรา ‘A song on the radio’ คือเพลงของการยอมรับว่า บางครั้งความรักก็เปลี่ยนความสัมพันธ์ที่เราอยากรักษาไว้ให้กลายเป็นสิ่งที่ยากจะอยู่กับมันต่อไป เป็นบทส่งท้ายที่ทิ้งทั้งความเหงา ความเศร้า และความคิดถึงไว้กับคนฟัง ราวกับเพลงเก่าที่จบลงแล้ว แต่ยังอยากฟังซ้ำอีกครั้ง

ภาษาดอกไม้:  ‘สแตติส’ (Statice)

ดอกไม้ที่ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนหรือแห้งเฉาลงอย่างไร ก็ยังคงรักษารูปทรงและสีสันสวยงามเดิมไว้ได้เสมอ สื่อถึง ความรู้สึกและความทรงจำที่ไม่เคยเลื่อนหาย เปรียบเหมือนบทเพลงบนวิทยุที่ยังคงเปิดวนซ้ำๆ อยู่ในใจตลอดไป

อัลบั้ม ‘Yesterday’s Town’ พร้อมให้ทุกคนเข้าไปออกเดินทางและค้นหาดอกไม้แห่งความทรงจำของตัวเองได้แล้วทุกช่องทางสตรีมมิง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป 

 ติดตามความเคลื่อนไหวของศิลปินได้ที่

Facebook: LANDOKMAI

Facebook: Whattheduck

Instagram: @landokmaiband

 

เรื่องเด่น
    บทความล่าสุด
      การโฆษณา