[category]
[title]
รถไฟคลาสสิก ค่าตั๋วหลักสิบ กับโจทย์ใหญ่ของการเชื่อมต่อโครงข่ายที่ต้องตอบรับวิถีชีวิตจริง

การเปิดทดลองให้บริการรถไฟชานเมือง ขบวนใหม่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ด้วยรถดีเซลรางรุ่น KIHA 40 และ 48 ที่ได้รับมอบจากบริษัท JR East ประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามอง ไม่ใช่เพียงเพราะการพลิกโฉมรถไฟคลาสสิกดีไซน์สีขาวคาดแดงให้กลับมาโลดแล่นด้วยระบบปรับอากาศ แต่ยังรวมถึงความพยายามในการยกระดับโครงข่ายคมนาคมของไทย
ความตั้งใจของ รฟท. คืออยากให้ขบวนนี้เป็นตัวช่วยเชื่อมรถไฟฟ้าสายสีแดงและสนามบินดอนเมือง ยิงยาวไปถึงอยุธยา แวะรับส่ง 9 สถานีรวด ได้แก่ ดอนเมือง,รังสิต, เชียงราก, ม.ธรรมศาสตร์, เชียงรากน้อย, คลองพุทรา, บางปะอิน, บ้านโพธิ์ และปลายทางอยุธยา โดยใช้เวลาเดินทางแค่ชั่วโมงเดียว แถมค่าตั๋วก็เบากระเป๋าในราคา 30-50 บาท แค่โชว์บัตรประชาชนหรือแอป ThaiD ก็ซื้อตั๋วหน้าสถานีกระโดดขึ้นรถได้เลย รฟท. มุ่งหวังว่านี่จะเป็นทางเลือกช่วยเซฟเงินในยุคน้ำมันแพง และดึงให้คนทำงานรวมถึงนักศึกษา ยอมทิ้งรถยนต์ไว้บ้านแล้วหันมานั่งรถไฟแทน
รูปแบบการทดลองวิ่ง 6 เดือน ตั้งแต่ 20 เมษายน - 31 ตุลาคม 2569 ที่กำหนดให้วิ่งเฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ วันละ 6 เที่ยวไป-กลับ (เที่ยวแรก 06.10 น. เที่ยวสุดท้าย 17.50 น.) สะท้อนให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนว่า รฟท. พุ่งเป้าหมายหลักไปที่กลุ่มผู้โดยสารสัญจรประจำวัน มากกว่าการใช้เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
ช่วง 6 เดือนนี้จึงเป็นบททดสอบ สำคัญของ รฟท. เลยทีเดียว ว่าผลตอบรับจากผู้โดยสาร 1,000 คนต่อวันตามที่คาดหวังไว้จะเป็นอย่างไร และหาก รฟท. สามารถนำข้อเสนอแนะไปพัฒนาสู่แผนยุทธศาสตร์โครงข่ายระยะยาว โครงการนี้ก็จะเป็นมากกว่าการชุบชีวิตรถไฟญี่ปุ่น แต่คือบทพิสูจน์ถึงความตั้งใจในการยกระดับบริการขนส่งมวลชนเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
Discover Time Out original video