[category]
[title]
ภาคที่โหดและดิบที่สุดของแฟรนไชส์ Evil Dead ที่ไม่ได้มีแค่ฉากนองเลือด แต่ยังใช้ ‘ครอบครัว’ เป็นพื้นที่เปิดโปงบาดแผลและความรุนแรงที่รอวันปะทุ

Evil Dead Burn คือภาคที่ 6 ของแฟรนไชส์ Evil Dead และเป็นภาคต่อของ Evil Dead Rise (2023) กำกับโดย เซบาสเตียน วานิเช็ก ผู้กำกับชาวฝรั่งเศสที่แจ้งเกิดจาก Infested (2023) พร้อมได้ แซม ไรมี และ ร็อบ เทเพิร์ต กลับมารับหน้าที่อำนวยการสร้างอีกครั้ง แม้โครงสร้างจะยังคงเป็นหนังผีอมตะสูตรเดิม แต่หลายสำนักต่างยกให้ภาคนี้เป็นหนึ่งในภาคที่โหด ดิบ และเล่นกับความอึดอัดของคนดูได้หนักหน่วงที่สุดเท่าที่แฟรนไชส์เคยทำมา
เรื่องราวเริ่มต้นเมื่ออลิซ หญิงสาวที่เพิ่งสูญเสียสามี ต้องเดินทางกลับไปยังบ้านของครอบครัวฝ่ายสามีเพื่อร่วมงานรวมญาติที่ควรจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเยียวยา แต่ทุกอย่างกลับพลิกผัน เมื่ออาถรรพ์ของเหล่า deadites ถูกปลุกขึ้นอีกครั้ง เริ่มเปลี่ยนสมาชิกในครอบครัวให้กลายเป็นปีศาจ และเปลี่ยนมื้ออาหารธรรมดาให้กลายเป็นฝันร้ายนองเลือด
จุดแข็งที่สุดของ Evil Dead Burn ไม่ใช่ฉากเชือดเฉือน แต่คือการใช้ ‘พื้นที่ภายในบ้าน’ ให้กลายเป็นอาวุธ ทุกสิ่งรอบตัวล้วนพร้อมคร่าชีวิตผู้คน ตั้งแต่ส้อมบนโต๊ะอาหาร ที่เปิดไวน์ เทียนหอม เครื่องล้างจาน ไปจนถึงเครื่องตัดหญ้าไฟฟ้า ของใช้ธรรมดาที่หลายคนคุ้นเคย ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นอุปกรณ์สังหารที่ทำให้คนดูต้องหลอนทุกครั้งที่เห็นหลังเดินออกจากโรงหนัง
อย่างไรก็ตาม ฉากที่น่าจดจำที่สุดกลับไม่ใช่ฉากนองเลือด หากเป็นซีเควนซ์ดินเนอร์ช่วงต้นเรื่องที่ทั้งหกตัวละครนั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน บทสนทนาธรรมดาๆ ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสนามอารมณ์ ที่เปิดเผยทั้งบุคลิก ความสัมพันธ์ และความบาดหมางที่แต่ละคนพยายามซุกซ่อนไว้ใต้ภาพลักษณ์ของครอบครัวที่อบอุ่น
เพียงคำถามสั้นๆ ว่าทำไมอลิซถึงไม่สวมแหวนแต่งงานอีกต่อไป ก็เพียงพอให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารค่อยๆ แตกร้าว ก่อนที่บทสนทนาจะเผยให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว ครอบครัวนี้เต็มไปด้วยความรุนแรงที่ถูกกดทับไว้มาโดยตลอด
เซบาสเตียน วานิเช็ก ค่อยๆ สร้างความอึดอัดผ่านภาพโคลสอัป เสียงช้อนส้อมกระทบจาน เสียงหายใจ และความเงียบที่ยืดเยื้อ จนทำให้ฉากนี้น่ากลัวได้โดยแทบไม่ต้องพึ่งฉากนองเลือด เป็นตัวอย่างที่ดีว่าความสยองขวัญไม่จำเป็นต้องเกิดจากสิ่งเหนือธรรมชาติเสมอไป แต่เกิดขึ้นได้จากมนุษย์ที่นั่งอยู่ร่วมโต๊ะเดียวกัน
นอกจากความบันเทิงในฐานะหนังสยองขวัญแล้ว Evil Dead Burn ยังหยิบประเด็น ‘Toxic Masculinity’ หรือความเป็นชายแทร่ และความรุนแรงในครอบครัวมาพูดอย่างตรงไปตรงมา ผ่านตัวละครวิล สามีของอลิซ และคนในตระกูลที่ต่างมีบาดแผลของตัวเอง พ่อผู้ส่งต่อวงจรความรุนแรง แม่ที่ใช้ความเงียบปิดบังความเกลียดชัง ยายที่แบ่งแยกคนในกับคนนอก ลูกสะใภ้ที่จำยอม และน้องชายที่เติบโตมากับความล้มเหลว ทุกคนต่างเป็นผลผลิตของสภาพแวดล้อมที่ผิดปกติ ก่อนที่ปีศาจจะเข้ามา
เมื่อมองในมุมนี้ deadites จึงแทบไม่ใช่ตัวร้ายหลักของเรื่อง แต่เป็นเพียงตัวเร่งให้ความโกรธ ความเกลียด และความรุนแรงที่ซ่อนอยู่ภายในครอบครัวระเบิดออกมาอย่างไม่อาจควบคุม
แม้โดยรวม Evil Dead Burn จะยังเดินตามสูตรของแฟรนไชส์ ทั้งการไล่ล่า ฉากแหวะ และตัวเอกหญิงที่ต้องลุกขึ้นสู้ในช่วงท้าย แต่สำหรับผู้เขียนเองติดตามซีรีส์นี้มา ภาคนี้อาจไม่ใช่ตอนที่สมบูรณ์แบบที่สุด หลายเหตุการณ์ยังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ตัวละครบางคนตัดสินใจโดยขาดเหตุผล และจังหวะของเรื่องยังไม่เฉียบคมเท่ากับ Evil Dead (2013) ซึ่งยังคงเป็นภาคที่ผู้เขียนชื่นชอบมากกว่า
แต่ถ้าสิ่งที่คุณมองหาคือหนังสยองขวัญที่จัดเต็มทั้งความโหด ความบ้าคลั่ง และฉากสังหารสุดสร้างสรรค์ พร้อมสอดแทรกประเด็นครอบครัวที่ชวนอึดอัดไปพร้อมกัน Evil Dead Burn ก็ยังถือเป็นอีกหนึ่งภาคที่คุ้มค่ากับการตีตั๋วเข้าไปสัมผัสบนจอใหญ่
Evil Dead Burn: ผีอมตะ แผดเผา เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์
⭐⭐⭐
นักแสดงและทีมงาน
ผู้กำกับ: เซบาสเตียน วานิเช็ก
คนเขียนบท: เซบาสเตียน วานิเช็ก, ฟลอร็องต์ แบร์นาร์
นักแสดง: ฮันเตอร์ ดูฮาน
โซเฮลา ยาคูบ
Discover Time Out original video