[category]
[title]
หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่ Route 66 คลื่นลูกใหม่ของเหล่าคลับยักษ์ใหญ่กำลังพิสูจน์ว่า ชีวิตไนท์ไลฟ์ของกรุงเทพฯ ยังไปต่อได้และแข็งแกร่งกว่าที่เคย

เมื่อเปลวเพลิงโหมกระหน่ำ Route 66 ในย่าน RCA เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก็ได้สร้างแรงสะเทือนให้กับวงการไนท์ไลฟ์ของกรุงเทพฯ ไม่น้อย เพราะสำหรับใครหลายคน Route 66 ถือเป็นคลับแรกในความทรงจำของใครหลายคน บางคนก็ใช้เป็นจุดจบของค่ำคืน และสำหรับหลายยุคหลายสมัย ที่นี่คือสถานที่ที่กำหนดจังหวะชีวิตยามค่ำคืนของ RCA มาอย่างยาวนาน
ย่าน RCA เองเรียกได้ว่าอยู่คู่แผนที่ไนท์ไลฟ์ของกรุงเทพฯ มาตั้งแต่ยุค 90 จากย่านเอนเตอร์เทนเมนต์ที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะแห่งแรก ๆ ของเมือง พัฒนามาเป็นพื้นที่บ่มเพาะของคลับ ดีเจ และนักท่องเที่ยวหลายเจเนอเรชัน เหตุไฟไหม้ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่กรุงเทพฯ กำลังเตรียมพร้อมต้อนรับคลับใหม่ๆ พอดี นี่จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ที่น่าสนใจสำหรับเมืองที่ไม่เคยหลับใหลแห่งนี้
ย้อนกลับไปในยุคที่ชีวิตกลางคืนของกรุงเทพฯ ยังอธิบายได้ง่ายๆ ถ้าคุณอยากเจอความวุ่นวายสไตล์แบ็กแพ็กเกอร์ก็ต้องไปถนนข้าวสาร หรือถ้าอยากดูแสงสีนีออนระดับเรท R ก็ต้องไปที่พัฒน์พงษ์ คลับในสมัยนั้นมักจะมาไวไปไว เน้นรับนักท่องเที่ยว และไม่ค่อยมีที่ไหนสร้างมาเพื่อให้พังยากหรืออยู่ยงคงกระพัน
แต่กรุงเทพฯ ได้ก้าวข้ามโมเดลนั้นมาไกลมากแล้ว เมื่อชนชั้นกลางในเมืองขยายตัวและรสนิยมการท่องเที่ยวเปลี่ยนไป ชีวิตกลางคืนก็เปลี่ยนตาม ย่านที่สร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงโดยเฉพาะอย่าง RCA มอบสิ่งที่แตกต่างออกไป ทั้งเรื่องของพื้นที่ ขนาด และอิสระในการวางแผนระยะยาว เมื่อเวลาผ่านไป ซีนคลับของเมืองเลยค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเมืองมากขึ้น มากกว่าที่จะเป็นแค่ทางผ่านของเหล่านักเดินทาง
วันนี้ ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างแชร์ฟลอร์เต้นรำเดียวกัน การไปคลับในกรุงเทพฯ จึงไม่ใช่กิจกรรมเสริมที่อยู่ขอบนอกของเมืองอีกต่อไป แต่มันคือหัวใจสำคัญ เป็นกิจกรรมทางสังคม และเปิดต้อนรับผู้คนตลอดทั้งปี
ถ้าจะมีคำหนึ่งคำที่นิยามวงการไนท์ไลฟ์ของกรุงเทพฯ ในตอนนี้ คำนั้นคือ ‘Scale’ หรือ ‘ขนาด’ ที่เป็นตัวแปรสำคัญ
การเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดคือ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2658 กับการเปิดตัวของ FVTURE ที่ถูกยกให้เป็น ‘Hyperclub แห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ ด้วยความจุถึง 6,000 คน ขนาดและความทะเยอทะยานของสถานที่แห่งนี้ได้รีเซ็ตความคาดหวังใหม่ว่าคลับในกรุงเทพฯ สามารถเป็นอะไรได้บ้าง
ด้วยระบบเสียงระดับเฟสติวัล แสงสีแบบอิมเมอร์ซีฟ และงานติดตั้งจอ LED ขนาดมหึมา ทำให้ FVTURE ดูคล้ายฮอลล์คอนเสิร์ตในร่มสำหรับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์มากกว่าคลับแบบดั้งเดิม พื้นที่ที่ใหญ่ขึ้นช่วยให้โปรโมเตอร์สามารถดึงศิลปินระดับโลกที่ต้องการยอดผู้ชมหลักพันมาแสดงได้ ขณะเดียวกันก็ตอบโจทย์มาตรฐานโปรดักชันที่เหล่าดีเจระดับสากลคาดหวัง
ในบริเวณใกล้เคียงกัน Spaceplus Bangkok ก็ได้ช่วยสร้างมาตรฐานนั้นไว้ก่อนแล้ว ด้วยความจุระดับหลายพันคนและชื่อเสียงเรื่องวิชวลและเลเซอร์ที่ทรงพลัง ทำให้ที่นี่มีบทบาทสำคัญในการดัน RCA ให้เป็นจุดเช็กอินสำคัญในวงจรคลับระดับภูมิภาค
ส่วน Route 66 นั้นมีเสน่ห์ที่ต่างออกไป จุดแข็งของที่นี่คือความหลากหลายมากกว่าความอลังการ โดยการกระจายผู้คนไปตามห้องต่างๆ และแนวดนตรีที่แตกต่างกัน
ช่วงปลายปีที่ผ่านมาเรายังได้เห็นการเปิดตัวของ Atlas ซูเปอร์คลับแห่งใหม่ที่ตั้งอยู่ถัดจากย่าน RCA ออกไปเพียงนิดเดียว กระแสตอบรับในช่วงแรกเน้นไปที่การจัดเต็มด้านโปรดักชัน ตั้งแต่ระบบเสียงขนาดใหญ่ไปจนถึงวิชวลที่เน้นการแสดงสด ซึ่งเป็นสัญญาณว่าความต้องการคลับสเกลยักษ์ที่มอบประสบการณ์เสมือนจริงกำลังแพร่กระจายไปยังย่านรอบข้าง
การเปลี่ยนแปลงในลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นนอกวงโคจรของ RCA เช่นกัน อย่าง MUIN ที่เปิดตัวไปเมื่อต้นปี 2567 ในย่านเอกมัย โดยนำเสนอคลับรูปแบบหลายโซนที่สร้างขึ้นรอบระบบแสงสีสไตล์เฟสติวัลและการจัดวางดนตรีที่หลากหลาย และดึงดูดทั้งคนไทยและชาวต่างชาติอย่างล้นหลาม
เมื่อมองภาพรวม FVTURE, Spaceplus Bangkok, Atlas และ MUIN ต่างชี้ให้เห็นว่า กรุงเทพฯ เริ่มมองว่าชีวิตกลางคืนไม่ใช่แค่ส่วนเติมเต็ม แต่เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าแก่การลงทุนอย่างจริงจัง
ในขณะที่กรุงเทพฯ ก้าวเข้าสู่ปีใหม่ วงการคลับในเมืองดูไม่มีความประหม่าเลยสักนิด ตรงกันข้าม มันกลับส่งเสียงดังขึ้น ยิ่งใหญ่มากขึ้น และเชื่อมต่อกับระดับสากลมากขึ้น คุณภาพโปรดักชันสูงขึ้น และศิลปินระดับโลกก็กำลังให้ความสนใจ
หากกรุงเทพฯ สามารถรักษาความสมดุลนี้ได้ เรื่องราวชีวิตกลางคืนของที่นี่จะไม่ถูกจดจำเพียงแค่เหตุไฟไหม้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่จะถูกพูดถึงในฐานะช่วงเวลาที่ซีนใหม่ถือกำเนิดขึ้นจริงๆ สำหรับเมืองที่ปาร์ตี้มาตั้งแต่ยุค 90 และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพัก อนาคตของไนต์ไลฟ์กรุงเทพฯ อาจเริ่มขึ้นแล้วตอนนี้เอง
Discover Time Out original video