[category]
[title]
‘ทนายปีศาจ’ เบื้องหลังความสำเร็จ บวกกับเม็ดเงินลงทุนกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐของ Netflix ในการผลักดันคอนเทนต์ไทยสู่สากล

ความสำเร็จอีกระดับที่วัดค่าได้มากกว่าแค่ตัวเลขอันดับบนชาร์ต แต่เป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีว่าคอนเทนต์ไทยสามารถดึงความสนใจจากผู้ชมภายนอกประเทศได้อย่างแท้จริง ‘The Evil Lawyer’ (ทนายปีศาจ) ซีรีส์ทริลเลอร์กฎหมายสัญชาติไทย ที่กำลังมาแรงที่สุด ณ ตอนนี้
ข้อมูลจาก FlixPatrol แพลตฟอร์มเก็บสถิติสตรีมมิ่งระบุว่า ซีรีส์เรื่องนี้ทะยานขึ้นไปติดอันดับ Top 10 ของ Netflix ใน 34 ประเทศทั่วโลก และครองอันดับ 1 ในประเทศไทยอย่างเหนียวแน่น ยิ่งไปกว่านั้น ยักษ์ใหญ่ฝั่งสื่ออังกฤษอย่าง The Guardian ยังให้คะแนนรีวิวถึง 3 ดาว พร้อมนิยามตัวซีรีส์ไว้ว่าเป็นงานที่
‘น่าติดตาม หักมุม และเต็มไปด้วยพลังการแสดงที่ขับเคี่ยวอารมณ์อย่างล้นเหลือ’
นี่อาจดูเหมือนบทวิจารณ์ทั่วไป แต่มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยสำหรับอุตสาหกรรมบันเทิงบ้านเรา เพราะไม่บ่อยนักที่ซีรีส์ไทยจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากหนังสือพิมพ์ระดับแถวหน้าของอังกฤษ และเมื่อมันเกิดขึ้น นั่นแปลว่าแรงกระเพื่อมบางอย่างในอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ตัวเลขสถิติเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดผู้ชมทั่วโลกถึงยอมกดรีโมตเข้ามาดูซีรีส์เรื่องนี้
The Evil Lawyer (ทนายปีศาจ) เล่าเรื่องราวของ เมฆ (นำแสดงโดย ณัฏฐ์ กิจจริต) ทนายความหนุ่มผู้มีอุดมการณ์อันแรงกล้าที่ถูกปรักปรำในคดีฆาตกรรมลูกชายผู้บัญชาการตำรวจ เมื่อระบบยุติธรรมที่เขาเคยเชื่อมั่นพังทลายลง ทางรอดเดียวของเขาจึงตกอยู่ในมือของ จิตตรี (นำแสดงโดย รฐา โพธิ์งาม) ทนายความฝั่งจำเลยผู้มีพรสวรรค์ในการมองหาช่องโหว่ทางกฎหมายที่ทนายคนอื่นไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้อง จนได้รับฉายาว่า ‘ทนายปีศาจ’ เธอตกลงรับทำคดีให้เขา แต่มีเงื่อนไขเดียวเท่านั้นคือ เมฆต้องมาทำงานภายใต้โอวาทของเธอ
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่ใช่เกมการต่อสู้ในศาลคดีเดียวที่ถูกลากยาวไปจนจบ 8 ตอน ซึ่งเป็นกับดักที่ซีรีส์แนวกฎหมายส่วนใหญ่ชอบตกลงไป แต่ Netflix ได้วางหมากให้ซีรีส์เรื่องนี้เป็นดราม่ากฎหมายสเกลใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยสร้างมา โครงสร้างของเรื่องจึงร้อยเรียงคดีความที่เกี่ยวพันกันหลายคดี ซึ่งแต่ละคดีจะค่อยๆ กะเทาะเปลือกและเปลือยความฟอนเฟะของระบบยุติธรรมไทย ตั้งแต่การแทรกแซงทางการเมือง ไปจนถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ไม่ค่อยมีใครกล้าหยิบยกมาฉาย
ผู้กำกับ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ ที่เพิ่งฝากผลงานฮิตบน Netflix ไปเมื่อปีก่อนหน้านี้อย่าง Mad Unicorn (สงครามส่งด่วน) ใช้เวลาร่วมกับทีมเขียนบทนานหลายปีในการพัฒนาโปรเจกต์นี้ พวกเขาเข้าไปนั่งฟังการพิจารณาคดีในชั้นศาลจริงๆ พร้อมทั้งดึงตัวททนายความ, ผู้พิพากษา, อัยการ และเจ้าหน้าที่จากองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) มาร่วมตรวจสอบความถูกต้องของบทอย่างละเอียดก่อนจะเริ่มถ่ายทำจริง ซึ่งความพิถีพิถันนั้นฉายชัดออกมาในผลงานอย่างเห็นได้ชัด กระทั่งตัวอย่างซีรีส์ก็มียอดเข้าชมทะลุ 90,000 ครั้งบนยูทูบ ของ Netflix ภายในเวลาเพียง 4 วัน
กระแสตอบรับในหมู่นักวิจารณ์ค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นเอกฉันท์ ในช่วงเวลาที่เขียนบทความนี้ ซีรีส์สามารถคว้าคะแนนเต็ม 100% จากฝั่งนักวิจารณ์บนเว็บไซต์ Rotten Tomatoes มาครองได้สำเร็จ ซึ่งนับเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้ยากมากสำหรับซีรีส์โทรทัศน์ทั่วไป ยิ่งเป็นซีรีส์แนวกฎหมายจากประเทศไทยที่เพิ่งเปิดตัว ยิ่งเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง
ตัวผู้กำกับเองเคยกล่าวถึงเป้าหมายของเขาในโปรเจกต์นี้อย่างตรงไปตรงมา เมื่อถูกตั้งคำถามว่า ความเฉพาะเจาะจงของบริบทในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมทางกฎหมายของไทย ปัญหาคอร์รัปชัน หรือความตึงเครียดระหว่างชนชั้น จะกลายเป็นกำแพงที่ทำให้ผู้ชมต่างประเทศเข้าถึงยากหรือไม่?
เขายกตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง ‘Parasite’ เป็นโมเดลอ้างอิง โดยชี้ให้เห็นว่าครั้งหนึ่ง ซีรีส์และภาพยนตร์เกาหลีก็เคยเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับผู้ชมทั่วโลกไม่ต่างจากคอนเทนต์ไทยในปัจจุบัน แต่ความคุ้นเคยเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นทีละน้อย ผ่านการเล่าเรื่องที่แข็งแรงและซื่อสัตย์ต่อรากเหง้าของตัวเอง และเขาเชื่อมั่นว่าสิ่งเดียวกันนี้กำลังจะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมบันเทิงไทย
นอกจากมิติทางศิลปะแล้ว หากมองลงไปที่เบื้องหลังในแง่ธุรกิจที่ไม่ได้โรแมนติกเท่า ความจริงที่ต้องยอมรับคือ ทนายปีศาจไม่ได้เติบโตขึ้นมาจากความว่างเปล่า ซีรีส์เรื่องนี้ถูกพัฒนาผ่านโครงการ Content Lab ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ซึ่งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงโปรเจกต์ท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูงเข้ากับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลกตั้งแต่ยังอยู่ในขั้นตอนนำเสนอ มีรายงานว่า Netflix ได้ลงทุนในคอนเทนต์ไทยไปราว 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงระหว่างปี 2021 ถึง 2024 ซึ่งสามารถสร้างยอดการรับชมจากทั่วโลกได้ถึง 750 ล้านชั่วโมง และ ทนายปีศาจนี้เอง คือหนึ่งในดอกผลที่ชัดเจนที่สุดจากการผลักดันในครั้งนี้
แต่ไหนแต่ไรมา ซีรีส์แนวกฎหมายและการขึ้นศาล เป็นแนวที่ขายยากมากในตลาดประเทศไทย เนื่องจากที่เรารู้กันดีว่าผู้ชมในประเทศมักจะชื่นชอบแนวโรแมนติก คอมเมดี้ หรือหนีงแนวสยองขวัญมากกว่า แต่ขณะเดียวกัน ซีรีส์ประเภทนี้ยังต้องการความแม่นยำในแง่ของกระบวนการทางกฎหมายอย่างสูง ซึ่งต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่แพงเพื่อให้ได้ความสมจริง และพร้อมจะพังลงได้ง่ายมากหากก้าวพลาด
ไก่-ณฐพล ได้นิยามโปรเจกต์นี้ว่าเป็นการทดลองครั้งสำคัญ มันคือบททดสอบว่าผู้ชมชาวไทยจะยอมร่วมเดินทางไปกับเรื่องราวที่ปฏิเสธการตัดสินความดีงามแบบขาวดำง่ายๆ ได้ไกลแค่ไหน และสัญญาณแรกเริ่มในตอนนี้กำลังบ่งชี้ว่า การทดลองครั้งนี้ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า และมันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในบ้านเราเท่านั้น
Discover Time Out original video