สัมภาษณ์ แก้ว-ปวีณ์นุช ยอดปรีชาวิจิตร แชมป์ MasterChef Thailand คนแรกของไทย

บุกเข้าครัวคุยกับผู้ชนะ MasterChef Thailand คนแรก อุ่นเครื่องเตรียมต้อนรับปีที่สองของรายการแข่งทำอาหารสุดฮิต
Kaew Paweenuch Yodpreechawijit, MasterChef Thailand
Sereechai Puttes/Time Out Bangkok
โดย Time Out Bangkok staff |
Advertising

ทำความรู้จักกับ แก้ว-ปวีณ์นุช ยอดปรีชาวิจิตร ผู้ชนะจากรายการ Master Chef คนแรกของประเทศไทย ที่ต้องฝ่าฟันกับอุปสรรค คู่แข่ง และด่านทดสอบต่างๆ ถึงแม้การถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในและนอกรายการไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ท้ายที่สุดแล้วแก้วก็ได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า ผู้หญิงเรียบร้อยที่ดูบอบบางอย่างเธอก็สามารถเป็นผู้ชนะของรายการได้ ด้วยการใช้ความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ในการทำอาหารที่อร่อยไม่เหมือนใคร

 

แก้วเริ่มทำอาหารเมื่อไหร่

ตั้งแต่ 9-10 ขวบเลย อันนี้คือทำจริงๆ ถ้านับแบบหั่นผักให้แม่ก็ตั้งแต่เด็กๆ ประมาณ 5-6 ขวบ แม่ก็จะให้เราหั่นผัก ให้ช่วยชิมรสชาติ เพราะว่าทั้งบ้านนี่ทุกคนลิ้นจระเข้มาก ไม่มีใครชิมอะไรได้รู้รสเลยยกเว้นแก้วกับน้องชาย แก้วจะประสาทรับรู้รสดีมาก และก็ทำให้น้องกิน ทำแบบน่ารักๆ ให้น้อง น้องอยากกินอะไรก็ทำ แต่ถ้าเริ่มทำอาหารจริงจัง ก็ประมาณตอนช่วงอายุ 17 ปีที่ไป[เป็นนักเรียน]แลกเปลี่ยนที่เมืองบอนน์ ประเทศเยอรมนีค่ะ เราไปได้วัฒนธรรมที่เขาทำอาหารกินเองมา เพราะว่าเขาไม่มีเงิน คือมันแพงมากกับการกินที่ร้านอาหาร เราก็เลยมีโอกาสได้ทำอาหารเองบ่อยๆ ได้เรียนรู้จากโฮสท์ พอกลับบ้านมาก็ทำอาหารได้เยอะขึ้นมาก ก็เริ่มทำอาหารที่บ้าน ทำลาซานญ่า ทำสปาเก็ตตี้

 

จุดเด่นหรือจุดแข็งในการทำอาหารของแก้วคืออะไร

แก้วว่าเป็นความสร้างสรรค์ แก้วจะชอบเอาอะไรที่บางทีมันไม่น่าจะเข้ากันมาทำให้มันเข้ากัน ให้มีความหลากหลายในจาน [ในขณะเดียวกันก็] รวมไปถึงการไม่ทิ้งความเป็นไทย อาหาร [ของแก้ว] จะมีกลิ่นอายความเป็นไทยในแทบทุกจาน แม้กระทั่งจานทูน่า 4 Ways ก็มีน้ำจิ้มซีฟู้ดเข้ามา หรืออย่างจาน final dish ในรายการก็คือการนำเอาอาหารไทยดั้งเดิมมาพัฒนา เช่น ข้าวมัน จริงๆ แล้วมันคือ ข้าวมันไก่ แต่เป็นข้าวมันไก่ที่เราใส่เปลือกเลม่อน เปลือกมะนาว เปลือกมะกรูดลงไป แล้วก็ตัวไก่ที่เราใช้แซลมอนแทนเพื่อเพิ่มคุณค่า เวลาเรามีอาหารทะเลและพวกเนื้อสัตว์มารวมกัน รสชาติมันจะดีขึ้น แก้วก็เลยคิดว่าทำเป็นแซลมอนกับน้ำซุปต้มยำไก่และข้าวมันไก่น่าจะดี ส่วนตัวบัวลอยน้ำขิงก็มาจากการกินบัวลอยกับน้ำขิงที่เอาไปตีโฟม ซึ่งอันนั้นจะเย็นแล้วก็มีไอติมอบควันเทียน แต่เราจะแบบไม่ให้มันเย็นเว่อร์จนเกินไป เราก็จะมีน้ำขิงร้อนที่มากินตัดกัน

 

 

จุดเริ่มต้นของการมาสมัคร MasterChef คืออะไรคะ เคยดูเอดิชั่นของเมืองนอกมาก่อนไหม

แก้วติด Masterchef Australia มาก ซึ่งรายการจะเป็นแบบนิ่มๆ ทุกคนรักกัน แก้วจะไปในแนวนี้มากกว่า จริงๆ แล้วแก้วเคยอยากสมัครของออสเตรเลียมากจนคิดว่าทำยังไงถึงจะมี citizen ของที่นั่นได้ (หัวเราะ) พอรายการเข้ามาในไทย มันก็.. เป็นความฝันเราแหละ คิดว่าอยากมีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งที่บ้านก็เป็นห่วง แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร มีเข้ามาถามบ้างว่าไหวเหรอ ทำได้เหรอแบบนี้ ด้วยความที่แก้วมีบุคลิกอย่างนี้ เขาก็แบบไหวเหรอจะไปสู้กับคนอื่น เราก็แบบ...แก้วคิดว่าแก้วทำได้ แก้วจะทำให้ดีที่สุด ก็ไปสมัครแล้วก็ติดเข้าไปรอบลึกๆ เรื่อยๆ

 

สนิทกับใครที่สุดในรายการคะ แล้วคิดว่ามีอะไรในตัวเขาที่ทำให้เรา connect กับเขา

น้องมาร์ค [สุวิจักขณ์ พฤกษ์ทยานนท์] ค่ะ อย่างแรกเลยที่แก้วเข้าไปคุยกับน้องมาร์คก็คือ เขาหน้าเหมือนน้องชายแก้วมาก เหมือนเรามีน้องชายอยู่ในรายการเลยค่ะ แล้วนอกจากที่หน้าเหมือนกันแล้ว เขายังเป็นคนที่มีความสร้างสรรค์คล้ายๆ กับเราเลยคุยกันรู้เรื่อง อีกสิ่งหนึ่งที่แก้วชอบมากคือมาร์คเป็นคนมีน้ำใจ เจอกันครั้งแรกคือมาร์คกำลังช่วยคุณป้าคนหนึ่งที่เข้ามาแข่งอยู่ ชื่อป้าตุ๊ คือเราสองคนช่วยป้าตุ๊ในการจัดสเตชั่น ป้าเขาแทบไม่ได้ออก [อากาศ] เลยค่ะ แต่ป้าเขาทำห่อหมกอร่อยมาก แบบมากจริงๆ แต่ว่าป้าเป็นโรคหัวใจ ตอนเข้าไปหากรรมการ 3 คนก็เลยเหมือนจะไม่ได้ น่าเสียดายมาก แก้วเลยมองว่าน้องเป็นคนมีน้ำใจ คนเราถ้ามีน้ำใจกับคนอื่นก็น่าจะเป็นคนดี ก็เลยแบบอยู่ด้วยกันมาเรื่อยๆ

 

ภารกิจอะไรในรายการที่คิดว่ายากที่สุด

ถ้าเห็นแล้วตกใจที่สุดเลยคือ เครื่องใน ที่เป็นสไบนาง ผ้าขี้ริ้ว อันนั้นคือช็อกสุดเพราะว่าไม่รู้จัก แต่ว่าพอได้มาทำ ก็รู้สึกว่ามันก็ไม่ได้ยาก ก็ดีนะ ดีที่เราได้ลองทำ และก็ได้ลองชิม เหมือนเจอวัตถุดิบที่ไม่รู้จักแล้วชิม มันก็รู้สึกภูมิใจในตัวเองที่ทำได้และได้เรียนรู้

 

 

จานไหนในรายการที่เรารู้สึกภูมิใจและมีความสุขในการทำมากที่สุด

มีความสุขในการทำมากที่สุดคือ “แรงบันดาลใจ ทูน่า 4 ways” เพราะว่าเป็นจานที่จริงๆ แล้วรายการไม่ได้เอาออกมาฉาย เพราะมันคงยาวไป จริงๆ การที่มันชื่อว่าแรงบันดาลใจ เพราะว่ามันเป็นทูน่าในสี่แบบ เพื่อขอบคุณคนสี่คน ตัวใบชาคือสิ่งที่เชฟเอียนเคยทำในรายการเชฟกระทะเหล็ก แล้วแก้วก็เอามาปรับนิดหน่อย ตัวย่างเตาถ่านแก้วนึกถึงมาร์คเลย แล้วก็ตัวน้ำจิ้มซีฟู้ดกับกรานิต้ามันมาจากพี่เป่า [สุธากร สุวรรณโชติ] ตอนรอบที่แล้วที่เขาทำเป็นหอยนางรม แล้วมันเหมือนไม่สำเร็จ แก้วเลยอยากจะทำอันนี้ให้สำเร็จ ส่วนอันสุดท้ายที่เป็นซูชิอันนี้คือเชฟบุญธรรมที่เขามาสอน จานนี้เหมือนเป็นเซฟสองท่านและก็ผู้เข้าแข่งขันอีกสองคนที่แก้วมองว่าเป็นแรงบันดาลใจ จานนี้มีความสุขสุดแล้ว

 

ทำไมผู้เข้าแข่งขัน 2 คนนี้ถึงเป็นแรงบันดาลใจให้เรา

มาร์คเป็นคนที่แก้วปล่อยไว้ไม่ได้ เหมือนต้องคอยดูแล จะอยู่ด้วยกันมาตลอด เป็นน้องชาย เป็นเหมือนลูกชายเลย ประคบประหงม ส่วนพี่เป่าเป็นเหมือนครูอีกคนหนึ่ง เพราะว่าเวลาที่แก้วถามอะไรเขาก็จะบอก เขาคอยช่วย ถึงแม้ว่าบางครั้งมันจะใช้การได้หรือไม่ก็ตามที เขาหวังดี เขาจะคอยช่วย โอเค.. แน่นอนว่าเขามีมุมที่มีอีโก้ แต่เขาพร้อมจะช่วยคนอื่น เช่น ถ้ามีใครที่มีคำถามอยากไปถามเขา เขาก็จะช่วย อย่างหญิงอ๊อด [ธนากร สุวรรณกูฏ] นี่ก็จะชอบถามพี่เป่า มาร์คนี่ก็ถาม แล้วก็ตั้งแต่แก้วเจอพี่เป่าครั้งแรกๆ พี่เป่ายังไม่รู้จักใครในรอบ 38 คนเลยมั้ง เขาก็จะชอบพูดกับมิ้ง [มาริษา วิไลโรจน์วรกุล] ว่าอย่าร้องไห้ ไม่ร้อง ห้ามร้อง ร้องแล้วมันจะดูไม่ดีนะ คนอื่นจะมองไม่ดี แก้วจำได้ แก้วรู้สึกว่าจริงๆ เขาไม่จำเป็นต้องบอกก็ได้ เพราะคนที่บอกมิ้งอย่างนั้นมีแค่ไม่กี่คนเอง แก้วก็บอก แต่น้องกดดันมาก น้องไม่สามารถอยู่ได้จริงๆ

 

Season 2 กำลังจะเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมแข่งขันแล้ว ในฐานะที่เป็นรุ่นพี่อยากฝากอะไรถึงคนที่อยากเข้าร่วมรายการคะ

คุณจะไม่ได้แค่มาแข่งขัน เพราะนอกจากการเตรียมตัวเรื่องอาหารแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่น คือต้องอยู่กับคนให้เป็นและวางตัวให้ถูก รวมไปถึงการตอบคำถามในการสัมภาษณ์ซึ่งค่อนข้างยาก เพราะว่าบทสัมภาษณ์มันสามารถนำมาซึ่งชื่อเสียงค่ะ จะทำให้คนรู้จักคุณมากขึ้นแน่นอน แต่สิ่งที่ควรระวังคือจะทำตัวยังไงให้มันไม่นำมาสู่ชื่อเสีย

 

 

มีวิธีรับมือกับกระแสในรายการยังไงเมื่อมีคนว่าเรา

เราทำอะไรไม่ได้เลย เราไม่สามารถที่จะไปเขียนอธิบาย ต่อให้เราไปเขียนอธิบายคนก็จะหาว่าเราแก้ตัว ทางที่ดีที่สุดคือเงียบ และได้แต่บอกเขาว่าให้เวลามันตัวพิสูจน์ ได้แต่บอกว่าคุณเป็นยังไงคุณรู้อยู่แก่ใจ คนรอบข้างคุณรู้อยู่แก่ใจ พยายามโฟกัสกับคนรอบข้างให้มากๆ บางทีคนด่าเขาก็ด่าเอาสนุก ด่าเอามัน บางทีเขาด่าเราแทนตัวคนอื่น เช่น เขามีเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ชอบ เขาคิดว่าเนี่ย...เฟคแน่เลย ก็มาด่าเรา เพราะบุคลิกเราคล้ายๆ อย่างนี้ก็มี แก้วว่าอินเตอร์เน็ตสมัยนี้เหมือนเป็นที่ระบายอารมณ์ของคนมากกว่า เขาด่าเรา เขาก็สบายใจแล้ว แต่เราจะเอาคำที่เขาด่ามาเก็บ แล้วก็ไม่สบายเหรอคะ แก้วว่ามันไม่สร้างสรรค์ อยู่กับตัวเองดีกว่า อยู่กับคนที่รู้จักเราจริงๆ ไม่ต้องไปแคร์กับใครก็ไม่รู้ที่มาว่าเราโดยที่บางที่เขาไม่ได้ติเพื่อก่อด้วยซ้ำ

 

ผู้ชนะ MasterChef Thailand จะได้รับเงินรางวัล 1 ล้านบาทและโอกาสทำ cook book ของตัวเอง แล้ว cook book ของคุณแก้วเป็นอย่างไร

แก้วอยากให้มันเป็นแนว Thai twist เป็นการนำเอาความเป็นไทยเข้ามาผสมในอาหารโดยที่มันไม่ได้ยัดเยียดจนเกินไป ไม่ใช่ว่าจะต้องทำแบบไทยดั้งเดิม สูตรตำรับอะไร แต่ว่าความเป็นไทยอาจจะ[มาจากการ]ใช้วัตถุดิบไทย ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างทำคัพเค้กอบควันเทียน แล้วหน้าข้างบนเป็นฝอยทอง ทำขนมเบื้องอะไรประมาณนั้น ให้มันเข้าถึงได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถ้าแก้วเข้าใจไม่ผิดหนังสือน่าจะออกประมาณต้นกุมภาพันธ์นี้

 

มีเชฟในดวงใจไหม

มีสามคนที่ต่างกันมากๆ คนแรกคือ Marco Pierre White เป็นมาเฟียแห่งวงการอาหาร เขาได้ดาวมิชลินจากร้านอาหารเยอะมาก และก็เป็นสาย traditional ที่แก้วชอบเขาก็เพราะเขาดูเป็นอาจารย์ที่ดี ดูรักอาหารมาก เป็นคนที่แค่ฟังเขาพูดมันก็ให้แรงบันดาลใจ

คนต่อมาคือ Heston Blumenthal แก้วชอบเขาเพราะว่าเขาเจ๋ง แก้วมองว่าเขาไม่เคยทำอาหารมาก่อนเลย แล้วจู่ๆ ไปกินร้านอาหารที่มีดาวมิชลินแล้วก็ "ฉันจะทำอาหาร" เฉยเลย แล้วก็เปิดร้านอาหาร แก้วแบบ...โห เจ๋งมาก แล้วการทำอาหารของเขาก็แบบ... แนว อย่างตัวไอศกรีมที่เขาทำเหมือนเป็นโทสต์ ดูเป็นอาหารเช้า แต่จริงๆ คือขนมทั้งหมดเลย

ส่วนคนสุดท้ายคือ George Calombaris ซึ่งเป็นกรรมการ Masterchef Australia คนนี้แก้วปลื้มเขาในแง่การจัดจาน เขาจัดจานสวยมากสวยที่สุดในโลก แค่เอาจานผู้เข้าแข่งขันมาแยกใส่จานก็สวย คือมัน Outstanding มากค่ะ แล้วก็เป็นเชฟที่ดูรักอาหาร ดูมีเสน่ห์เมื่อพูดถึงอาหาร

 

ความฝันของแก้วคืออะไร

ฝันสูงสุดของแก้วก็คือการได้ไปเรียนรู้วัตถุดิบในการทำอาหารจากทั่วโลกค่ะ เดินทางไปทั่วโลกเพื่อไปชิม อาจจะในฐานะของนักเขียน พิธีกร หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้เราได้ไปเรียนรู้วัตถุดิบ ได้ไปเจอเชฟในต่างประเทศ และไปเรียนรู้วัฒนธรรมผ่านอาหาร ได้เอาวัตถุดิบเหล่านั้นมาทำอาหาร แล้วจดบันทึกเป็นหนังสือ แก้วอยากจะทำสิ่งนี้ก่อนกลับมาเปิดร้านอาหาร แก้วมองว่าแก้วยังมีประสบการณ์ไม่พอ และอยากรู้จักอาหารให้มากกว่านี้ก่อน

 

Advertising