1. Royal Ocha
    Royal OchaRoyal Ocha
  2. Royal Ocha
    Royal OchaRoyal Ocha
  3. Royal Ocha
    Royal Ochaเชฟวิชิต มุกุระ
  4. Royal Ocha
    Aekkachai Suttiyangyuen / Time Out BangkokRoyal Ocha
  5. Royal Ocha
    Aekkachai Suttiyangyuen / Time Out BangkokRoyal Ocha
  6. Royal Ocha
    Aekkachai Suttiyangyuen / Time Out BangkokRoyal Ocha
  7. Royal Ocha
    Aekkachai Suttiyangyuen / Time Out BangkokRoyal Ocha
  8. Royal Ocha
    Aekkachai Suttiyangyuen / Time Out BangkokRoyal Ocha
  • Restaurants | อาหารไทย
  • เพลินจิต

Royal Osha

Aekkachai Suttiyangyuen
การโฆษณา

Time Out พูดว่า

ถ้ากางลิสต์ร้านอาหารไทยที่เหมาะรับแขกบ้านแขกเมืองได้แบบไม่อาย ยังไง Royal Osha (รอยัล โอชา) ก็ต้องติดอยู่ในลิสต์แถวบนๆ แน่นอน เพราะมาครบเครื่องความเป็นไทย ที่ยังไม่ต้องไปถึงรสชาติอาหารก็เจอแล้ว ตั้งแต่ชฎาขนาดยักษ์กลางร้าน บันไดวนสีทอง โซนที่นั่งชั้นลอยที่ได้แรงบันดาลใจมาจากบาตรพระ ภาพวาดจิตกรรมฝาหนัง และสีทองที่ปรากฏอยู่ทั่วทุกจุดเท่าที่จะกวาดสายตามองได้ 

แต่ครั้งนี้เราได้มานั่งกินมื้อกลางวันบริเวณส่วนเรือนกระจก ซึ่งจะเป็นพื้นที่ให้บริการอาหารแบบ Chef’s Table ที่ทั้งสองเชฟอย่าง เชฟวิชิต มุกุระ และเชฟเกวลิน พิทยานุกุล ช่วยกันจับความเป็นไทยแท้แบบดั้งเดิม มาเจอกับความเป็นไฟน์ไดนิ่งด้วยวัตถุดิบตัวท็อป จนเกิดเป็นอาหารไทยหน้าตาเรียบโก้ ไม่ได้หวือหวา แต่ครบรสเปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ผ่าน 8 คอร์สเมนูประจำฤดูหนาว (เหมันต์ฤดู)

เชฟพิชิตเล่าว่าเขาอยากถ่ายทอดประสบการณ์ของการเป็นเชฟ และการเดินทางพร้อมกับอาหารไทยกว่า 40 ปีของเขา ผ่าน Chef’s Table ในครั้งนี้ ส่วนตัวเราคิดว่าอาจจะเป็นเพราะด้วยเหตุผลนี้ ทำให้อาหารทุกจานของคอร์สนี้ เป็นอาหารไทยที่มีจริตการปรุงและวิธีการกินแบบอาหารฝรั่งแบบพอดิบพอดี ไม่ขาดไม่เกิน หรือดูพยายามเกินขีดประสบการณ์ของเชฟ 

บางส่วนที่เราได้ชิมมาในครั้งนี้ เริ่มตั้งแต่ออเดิร์ฟด้วยทองม้วนต้มยำกุ้งคาเวียร์ แผ่นแป้งบางกรอบทรงกรวยสอดไส้มูสต้มยำ หอมกลิ่นสมุนไพรชิ้นเล็กๆ เสียดายแต่ว่าความเข้มข้นของมูสต้มยำอาจจะกลบเท็กซ์เจอร์และรสของคาเวียร์ไปเสียหน่อย จานต่อมาเป็นแตงโมหอยสังข์กับน้ำยำเกล็ดน้ำแข็งบีทรูท สองเท็กซ์เจอร์ความกรอบที่แตกต่างกันของเนื้อของหอยสังข์และแตงโม ชูรสด้วยกรานิต้าสีชมพูเข็มที่หน้าตาดูเหมือนรสจะไม่จัด แต่ครบทั้งเผ็ด เปรี้ยว เค็ม จนถ้าปาดเยอะไปอาจน้ำตาไหลเหงื่อตกได้ทันที  

จานก่อนหน้ารสอาจจัดจนสะดุ้งลิ้น แต่จานต้มจืดซุปใสสีเหลืองทองรสเบาๆ สามารถช่วยประโลมลิ้นได้ดีทีเดียว พ่วงมาด้วยแท็กซ์เจอร์ในจานซุปให้พอเคี้ยวเล่นทั้งความกรอบจากบัวหิมะและหนังไก่กรอบ ความละมุนจากลูกกรอกตับห่าน โดยเฉพาะอย่างหลังที่ช่วยเพิ่มความครีมมี่ในซุปใสแบบพอดีตัว

พอเข้าสู่เมนคอร์ส เชฟเลือกจานที่ตะโกนความเป็นอาหารฝรั่งอย่าง Surf & Turf มาเติมความไทยด้วย ล็อบสเตอร์ผัดฉ่าและแกะย่างจิ้มแจ่ว เสิร์ฟพร้อมกับข้าวหอมมะลิแดงและงาขี้ม่อน ถ้าใครที่เคยกินอาหารของเชฟพิชิตมาบ้างแล้ว ทั้งจากร้านศาลาริมน้ำ และร้านข้าวที่ทำให้เขาคว้า 1 ดาวมิชลิน อาจจะพอรู้ว่าเชฟพิชิตถนัดการทำอาหารไทยแบบรสมือคุณแม่ ที่เริ่มส่วนประกอบทุกอย่างด้วยมือทั้งการตำน้ำพริกหรือแม้แต่ปลูกพืชผักสวนครัวเอง พอมาเป็นจานนี้เลยยิ่งตอกย้ำการกินอาหารไทยจริตฝรั่ง ที่ยังคงรสไทยอยู่เต็มร้อยแบบที่เล่าไปก่อนหน้า สมกับประสบการณ์ทำงานกับลิ้นนักชิมชาวไทยและต่างชาติมานานหลายปีของเชฟ

ความเป็นอินเตอร์ยังต่อเนื่องมาที่ขนมหวานกับส้มฉุนผลไม้กับมะกรูดเชื่อมในรูปแบบของเจลลี่ ปิดท้ายด้วยขนมหวานแบบไทยๆ ทั้งถั่วแปบ ขนมครกข้าวเหนียวมะม่วง และขนมสอดไส้ ตามมาตรฐานทั่วไปทำให้โดนจานก่อนๆ หน้ากลบรัศมีพอควร 

เมนู Chef’s Table ใหม่ประจำเหมันต์ฤดู แห่งร้าน Royal Osha มีให้เลือกแบบ 5 คอร์ส ราคา 5,000++ บาท, 8 คอร์ส ราคา 8,000++ บาท และ 12 คอร์ส ราคา 12,000++ บาท บริการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 – 31 มกราคม 2566 (บางรอบอาจมีการแสดงโขนมาให้ชมด้วย) เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 11.00 - 15.00 น. สำหรับมื้อเที่ยงและ 18.00 -  23.00 น. สำหรับมื้อเย็น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-256-6555 หรือ อีเมล reservations@royalosha.com



รายละเอียด

ที่อยู่
99
Royal Resident Park
แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน
กรุงเทพฯ
เปิดบริการ
ทุกวัน 11:00-14.30 และ 18:00-23:00
การโฆษณา
เรื่องน่าสนใจอื่นๆ ที่คุณน่าจะชอบ