Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat Bumrungkarn | Sala Saneha
Photograph: Lalitphat Bumrungkarn

เมื่อ ‘ศาลาเสน่หา’ เปลี่ยนการดูหนังให้กลายเป็นเรื่องของความรัก

ศาลาเสน่หา โรงภาพยนตร์อิสระและไวน์บาร์ที่จะพารสชาติแห่งความโรแมนติกกลับมาสู่การชมภาพยนตร์อีกครั้ง ภายใต้ร่มเงาของตึกเก่าอายุร่วม 70 ปี

Lalitphat Bumrungkarn
การโฆษณา

เราเดินทางมาถึงถนนเดโชในช่วงบ่าย แดดยังคงแรงกล้าอยู่ภายนอกทว่าความกดอากาศที่เริ่มลดต่ำลงเป็นสัญญาณเตือนว่าสายฝนกำลังจะมา

มันเป็นเรื่องแปลกอยู่สักหน่อยที่เรามาถึงก่อนเวลาเปิดร้าน จึงถือโอกาสมุดผ่านประตูด้านหลังแล้วก้าวขึ้นบันไดไปยังบาร์ไวน์ ซึ่งมีโรงภาพยนตร์ขนาดกะทัดรัดซ่อนตัวอย่างลงตัวอยู่ที่ชั้นบน การมาถึงในลักษณะนี้ หากเป็นในภาพยนตร์คงต้องเคล้าด้วยเสียงดนตรีเครื่องสายที่ค่อยๆ ดังขึ้นพร้อมเทคนิคภาพสโลว์ซบตา แต่สำหรับที่นี่ สิ่งที่ต้อนรับเรากลับเป็นไวน์เย็นๆ สักแก้วและกลิ่นอายจางๆ ของไม้ปาร์เกต์สุดคลาสสิก

และนั่น... คือคอนเซปต์ทั้งหมดของสถานที่แห่งนี้

Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha

ในยุคสมัยที่โรงภาพยนตร์อิสระทั่วเมืองกรุงกำลังค่อยๆ ปิดไฟมืดลงและทยอยหายไปอย่างเงียบเชียบ วะนา-ณัฐชนน วะนา, เมี่ยง-ภัคพล ศรีรองเมือง และ ดิตถ์ ธนะเศรษฐวิไล กลับเลือกที่จะเดินสวนกระแส พวกเขานำสิ่งที่ตัวเองรัก ทั้งภาพยนตร์ ไวน์ อาหาร และหนังสือ มารวมกันไว้ในตึกเก่าอายุราว 70 ปี โดยมีกลุ่มเพื่อนพ้องกว่าสิบชีวิตจากแวดวงบันเทิงและศิลปะมาร่วมแรงร่วมใจ

ผลลัพธ์ที่ได้คือ ‘ศาลาเสน่หา’ สถานที่ที่สร้างขึ้นจากความเชื่ออันแสนคลาสสิกที่ว่า การตีตั๋วออกไปดูหนังนอกบ้าน ควรเป็นเรื่องของความโรแมนติกอีกครั้ง

Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha

เราพบกับพวกเขาทั้งสามคนที่ชั้นบนบริเวณโซนร้านหนังสือ นั่งลงบนเก้าอี้ท่ามกลางงานไม้ ในขณะที่แสงบ่ายลอดผ่านทิวไม้ภายนอกลงมาทาบทับบนพื้นห้อง ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณบ่ายสองโมงพอดี

Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha

ตึกเก่าที่มีหลายชีวิตในอดีต

พวกเขามีเงื่อนไขที่ค่อนข้างพิถีพิถันและชัดเจน ตัวร้านจะต้องไม่รบกวนชุมชนดั้งเดิมที่ตั้งรกรากอยู่ก่อนแล้ว และมันต้องเป็นพื้นที่ที่สามารถดึงดูดให้ผู้คนทอดน่องอยู่ได้นานถึงสามสี่ชั่วโมง ไม่ใช่สถานที่ที่คุณแค่แวะมาทำธุระแล้วรีบจากไป แต่เป็น ‘ห้องนั่งเล่นทางวัฒนธรรม’ ที่คุณพร้อมจะทิ้งตัวจมดิ่งลงไปกับมัน

Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Seneha
Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha

โครงสร้างของตึกนี้ตอบรับความทะเยอทะยานดังกล่าวได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยอายุกว่า 70 ปี (และถ้านับอายุของที่ตั้งก็ยาวนานกว่านั้นอีก) ตึกนี้เคยสวมบทบาทมาแล้วมากมาย ตั้งแต่บ้านพักอาศัยของครอบครัวหนึ่งนานกว่าสามทศวรรษ คลินิก ร้านขายยา ร้านขายของเก่า มาจนถึงร้านเครื่องประดับ

ตอนที่เรามาดูตึกนี้ครั้งแรก เราใช้เวลาเดินดูแค่ 15 นาที แล้วก็รู้เลยว่า... ใช่ ที่นี่แหละ

ร่องรอยในอดีตยังคงมีให้เห็นหากคุณสังเกตดีๆ เช่น ลิฟต์ขนเพชรพลอยโบราณ และห้องเซฟนิรภัยซึ่งปัจจุบันถูกเปลี่ยนหน้าที่ไปเก็บขวดไวน์ได้อย่างมีเสน่ห์ ทั้งสามคนตั้งใจแน่วแน่ว่าจะรักษาอดีตเหล่านี้ไว้ให้ได้มากที่สุด ไม้ปาร์เกต์ดั้งเดิม เฉดสีบนกำแพง หรือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์ ถูกเก็บรักษา ซ่อมแซม และปล่อยให้เป็นไปตามกาลเวลา

Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha

ทาง Godmother Studio เป็นผู้ดูแลเรื่องสถาปัตยกรรม และลายเซ็นที่ชาญฉลาดที่สุดของพวกเขาอยู่เหนือศีรษะเราขึ้นไป ทีมสถาปนิกนำรูปทรงของกันสาดเพดานเก่ามาตีความใหม่ ให้กลายเป็นห้องอาหารที่มีความโค้งมนละมุนตา ดูเหมือนเปลือกหอยที่ราบรื่นและมีเส้นสายที่โฉบเฉี่ยว เราตกหลุมรักมันทันทีที่เห็น รูปทรงประติมากรรมอันจัดจ้านที่ซ่อนตัวอยู่ใต้โครงหลังคาของตึกเก่าคร่ำคร่าขนาดนี้ เป็นการจับคู่ที่สร้างความประหลาดใจอย่างเงียบเชียบ และความประหลาดใจนั้นเองคือเสน่ห์ที่แท้จริง

ไวน์ที่จดจำสถานที่

ถัดมาคือเรื่องของไวน์ ซึ่งพวกเขาจริงจังไม่แพ้โปรแกรมฉายหนัง วะนาดูแลบาร์อีกสามแห่งอยู่แล้ว (ซึ่งได้แก่ no bar wine bar, Khaoya Archive และ Salon Kiku) และเขาหลงใหลในศาสตร์นี้มากจนถึงขั้นไปเรียนต่อด้านนี้อย่างเอาจริงเอาจัง โดยมีเขาและดิตถ์ร่วมกันดูแลเรื่องเครื่องดื่มของที่นี่ วะนากล่าวว่า ไวน์เป็นเครื่องดื่มที่เหมาะกับการหวนระลึกถึงความหลัง ส่วนเมี่ยงเสริมว่า เพื่อนของเขาคนนี้ไม่มีวันบอกคุณหรอกว่าเขาชอบไวน์ขวดไหนที่สุด เพราะคำตอบมักจะขึ้นอยู่กับอารมณ์หรือห้วงเวลาที่คุณกำลังเผชิญอยู่ ณ ขณะนั้นมากกว่า

Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha

ดังนั้น บาร์จึงถูกหลอมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ภาพยนตร์ แทนที่จะวางแยกไว้ข้างๆ จุดประสงค์คือการผลักดันให้ภาพยนตร์ก้าวข้ามผ่านแค่ภาพและเสียง ไปสู่รสชาติและกลิ่นสัมผัส คุณสามารถถือแก้วไวน์เข้าไปในโรงภาพยนตร์ได้ ซึ่งภายในจัดวางด้วยที่นั่งแบบนุ่มและโต๊ะตัวเล็ก โดยพื้นที่สามารถปรับเปลี่ยนเลย์เอาต์ได้ตามความเหมาะสมของกิจกรรมในแต่ละสัปดาห์ การจับคู่ ระหว่างหนังและไวน์นั้นผ่านกระบวนการคิดมาอย่างละเอียด ‘มีหนังหลายเรื่องมากครับที่เราดูปุ๊บ แล้วคิดขึ้นมาทันทีว่ามันควรจะดื่มคู่กับไวน์ตัวไหน’ วะนาเล่า ‘บางครั้งมีเมนูอาหารที่เชื่อมโยงกับเนื้อเรื่องในหนังที่คุณสามารถสั่งมาทานได้ด้วย’ ส่วนดิตถ์มองในมุมของตัวแปรที่ต่างออกไป นั่นคือสภาวะอารมณ์ของผู้ชมยามที่มาถึง

ความรู้สึกตอนที่คุณกำลังกรึ่มๆ กับตอนที่สติครบถ้วน สามารถเปลี่ยนวิธีที่คุณมองหนังเรื่องหนึ่งไปเลยนะ

‘มันอาจจะทำให้หนังสนุกขึ้น หรือไม่ก็ดูไม่รู้เรื่องไปเลย มันขึ้นอยู่กับว่าหนังเรื่องนั้นเล่าเรื่องเกี่ยวกับอะไร’

Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha

ด้านอาหารก็ใช้สัญชาตญาณเดียวกัน ในช่วงกลางวัน พื้นที่ชั้นล่างจะเสิร์ฟชาจีนกลิ่นหอมกรุ่น ทว่าเมื่อราตรีมาเยือน มันจะกลายร่างเป็นบาร์ที่มีไวน์กว่า 2,000 ฉลากจากทั่วทุกมุมโลก โอบล้อมด้วยราวผ้าม่านวงกลมขนาดใหญ่ที่ห้อยลงมาจากกึ่งกลางเพดาน งานดีไซน์ที่ช่วยทลายความแข็งของโครงสร้างตึก และเมื่อเคล้ากับเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า มันช่วยขับเน้นแสงไฟให้มีมิติอย่างปฏิเสธไม่ได้ ส่วนเมนูอาหารเน้นความอบอุ่นเรียบง่ายมากกว่าการโชว์เทคนิคซับซ้อน ทานง่าย อยู่ท้อง มีกลิ่นอายความเป็นไทย และปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาลหรือเทศกาลภาพยนตร์ โดยมีการวางแผนเมนูล่วงหน้าถึงสองเดือน

ในเดือนกรกฎาคมนี้ พวกเขามีนัดสำคัญ ภาพยนตร์ระทึกขวัญล้างแค้นของผู้กำกับ ‘เป็นเอก รัตนเรือง’ เรื่อง ครัวสาว (Morte Cucina) เรื่องราวความแค้นอันเยือกเย็นที่ซ่อนอยู่ในอาหารจานโปรด กำลังจะเข้าฉาย และตลอดโปรแกรมนี้ ทางครัวจะรังสรรค์เมนูสุดพิเศษเพื่อเสิร์ฟคู่กัน เพื่อให้อาหารบนโต๊ะและอาหารบนจอบรรเลงทำนองตอบรับซึ่งกันและกัน

Sala Saneha
Photograph: Sala SanehaMorte Cucina

เสียงที่เป็นตัวของตัวเอง

ถึงแม้จะพูดเรื่องมู้ดแอนด์โทนเป็นหลัก แต่เมี่ยง ผู้รับหน้าที่ดูแลตารางฉาย ยืนยันหนักแน่นว่าที่นี่ไม่ใช่เทวสถานสำหรับภาพยนตร์ที่ดูยากจนเกินไป หนังอาร์ตเฮาส์และหนังคลาสสิกน่ะมีแน่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ตารางฉายจะปรับเปลี่ยนตามบรรยากาศ เวลา และอารมณ์ของผู้คนในวันนั้นๆ

เราชอบพื้นที่ที่อุทิศตนให้กับอะไรบางอย่าง และเราอยากให้โรงหนังแห่งนี้มีเสียงที่เป็นตัวของตัวเอง

 

Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha

‘มันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อล่าเงินทุนอย่างเดียว มันไม่ได้เกี่ยวว่าจะเป็นหนังอินดี้หรือไม่ แต่มันคือเรื่องของความหลากหลาย’ ด้วยความที่คลุกคลีอยู่ในวงการนี้มาตั้งแต่สมัยเรียน เมี่ยงรู้ดีว่าเส้นทางของคนทำหนังหน้าใหม่หรือผู้เริ่มต้นนั้นยากลำบากเพียงใด ดังนั้น ส่วนหนึ่งของรอบฉายจะถูกกันไว้ให้กับผู้กำกับรุ่นใหม่และคนทำหนังหน้าใหม่ที่เพิ่งมีผลงานชิ้นแรก รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้กับศิลปินได้ถ่ายทอดผลงานและทัศนศิลป์ โดยหวังว่าจะทำให้หมุดหมายแห่งนี้เป็นมากกว่าแค่ ‘สถานที่’ แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนจะได้มาปะทะสังสรรค์กับชีวิตในหลากหลายรูปแบบพร้อมๆ กัน

เราถามทิ้งท้ายว่า พวกเขาไม่กลัวหรือว่าทุกอย่างอาจจะพังครืนและไม่สามารถประคับประคองไปด้วยกันได้ เมี่ยงตอบโดยไม่ลังเล ‘ศาลาเสน่หารวมสองสิ่งที่เราหลงใหลเข้าไว้ด้วยกันครับ ต่อให้เราถอยออกมามองในฐานะคนนอก เราก็ยังอยากให้ที่นี่อยู่ไปนานๆ เพราะเราคิดว่าพื้นที่แบบนี้มันจำเป็นสำหรับเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ’ ความฝันของพวกเขา ทั้งเรียบง่ายทว่ายิ่งใหญ่ในคราวเดียว ก็คือการได้เห็นผู้คนก้าวเท้าออกจากบ้าน แล้วมานั่งรวมตัวกันในความมืดอีกครั้ง และหวังว่าสิ่งนี้จะจุดประกายให้คนอื่นๆ ในพื้นที่อื่น ลุกขึ้นมาสร้างสรรค์ห้องนั่งเล่นเล็กๆ แบบนี้ในชุมชนของตัวเองบ้าง

Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
Lalitphat Bumrungkarn
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha

ร้านหนังสือที่เรานั่งคุยกันก็ทำหน้าที่ของมันอย่างแข็งขัน มันคือห้องสมุดขนาดย่อมที่รวบรวมหนังสือที่ได้รับบริจาคจากผู้ก่อตั้งและกลุ่มเพื่อนสนิท ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องการเมือง สังคม ไปจนถึงศิลปะ บนชั้นไม้จัดวางสลับกับผลงานศิลปะหมุนเวียนจากศิลปินชื่อดัง โดยมีหนังสือจากสำนักพิมพ์ Vacilando Bookshop และ shortshorts.bkk ร่วมอวดโฉมอยู่บนแผงด้วย

Daniel McFadden / Sony Pictures Classics / Everett
Photograph: Daniel McFadden / Sony Pictures Classics / EverettWhiplash (2014)

หากสถานที่แห่งนี้เป็นภาพยนตร์สักเรื่อง พวกเขาทั้งสามคนเห็นพ้องต้องกันว่ามันคือเรื่อง Whiplash (2014) ไม่ใช่เพราะความโหดร้ายทารุณในเนื้อเรื่องหรอกนะ แต่เป็นเพราะความเข้มข้นของการลงมือสร้างสรรค์มันขึ้นมา และยิ่งไปกว่านั้น มันคือการเฉลิมฉลองให้กับสิ่งที่คุณเชื่อมั่น...เชื่ออย่างเข้าเนื้อและลึกเข้าไปถึงกระดูกดำ

ตอนที่เราเดินออกมา แสงแดดบ่ายได้ลบเลือนไปจากพื้นห้องแล้ว แทนที่ด้วยกลุ่มก้อนของเมฆฝน และใครบางคน จากที่ไหนสักแห่งในตึก... เริ่มต้นเปิดขวดไวน์แล้ว

เรื่องเด่น
    บทความล่าสุด
      การโฆษณา