BrandThink Cinema
Photograph: BrandThink Cinema | TAME เลี้ยงไม่เชื่อง
Photograph: BrandThink Cinema

รีวิว TAME เลี้ยงไม่เชื่อง: รอยแผลใต้ห่วงสนตะพาย และบาปบริสุทธิ์ในโซ่ตรวนแห่งความกตัญญู

ภาพสะท้อนบาดแผล Child Grooming เมื่อ ‘การตอบแทนคุณ’ ถูกใช้เป็นเครื่องมือกล่อมเกลาให้เหยื่อเชื่อง

Yokploy Chandrabha
การโฆษณา

**บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์**

ดั่งสำนวนไทยที่ว่า ‘รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี’
แต่ถ้าคนที่เราคิดว่ารักและหวังดี กลับเป็นคนเดียวกับที่คอยผูกมัดชีวิตเราไว้ล่ะ?

นี่คือคำถามที่ชวนอึดอัดและน่าคิด ซึ่ง ‘TAME เลี้ยงไม่เชื่อง’ ค่อยๆ พาคนดูเข้าไปสำรวจ ผ่านเรื่องราวของเด็กสาวคนหนึ่งที่เติบโตมาในครอบครัวซึ่งความรัก ความกตัญญู และการควบคุม แทบจะแยกออกจากกันไม่ขาด

ต้องยอมรับว่า BrandThink Cinema ยังคงเป็นค่ายหนังไทยที่รักษามาตรฐานและกล้าเสิร์ฟรสชาติที่แตกต่างให้กับคนดูเสมอ หลังจากเคยฝากผลงานทรงพลังอย่าง RedLife (2566) ที่ตีแผ่ชีวิตคนชายขอบ อาชีพค้าบริการ ความยากจน และการดิ้นรนหาตัวตน มาคราวนี้ใน ‘TAME เลี้ยงไม่เชื่อง’ ก็เลือกเปิดแผลอีกด้านของสังคม ผ่านเรื่องราวในครอบครัว ความเชื่อ และความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่บางครั้งก็ซ่อนตัวอยู่ภายใต้คำว่ารักและหวังดี

BrandThink Cinema
Photograph: BrandThink CinemaTAME เลี้ยงไม่เชื่อง

นับเป็นผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ ‘มูย่า-ฐามุยา ทัศนานุกุลกิจ’ ผู้กำกับหน้าใหม่ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง หลังจากเคยสร้างชื่อจากหนังสั้นธีสิส ‘สันดานกรุง’ (Bangkok Tradition) ในโปรเจกต์ Voices of the New Gen และเพิ่งปล่อยของไปใน ‘เทอม 4’ ตอน เรือนนางสนม ที่ทำให้หลายคนเริ่มคุ้นชื่อของเธอมากขึ้น การก้าวมากำกับหนังยาวเรื่องนี้ เรียกได้ว่ามูย่าใส่เต็มข้อ ทั้งพาร์ทของการกำกับและการเขียนบทด้วยตัวเองออกมาได้อย่างเฉียบคม มีวิสัยทัศน์ที่กล้าแตะประเด็นดำมืดในสังคมไทยอย่างไม่ประนีประนอม

BrandThink Cinema
Photograph: BrandThink CinemaTAME เลี้ยงไม่เชื่อง

เรื่องราวเกิดขึ้นในหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่งในจังหวัดสุโขทัย เราได้รู้จักกับ ‘ขวัญ’ (พิมมา- พิมพ์มาดา ใจสักเสริญ) เด็กสาววัย 16 ปีที่เติบโตขึ้นมาในบ้านเลี้ยงวัวชน โดยมี ‘ยศ’ (เจษ-เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์) น้าชายผู้คอยควบคุมชีวิต และ ‘ยายอ่าง’ (น้อย โพธิ์งาม) ผู้ยึดมั่นในกฎเกณฑ์เก่าแก่ของครอบครัวเป็นคนกำหนดกรอบชีวิต ขวัญเชื่อมาตลอดว่าตัวเองมีชีวิตรอดมาได้เพราะ ‘แม่สะเมียง’ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านที่เธอผูกพันและยึดถือเป็นที่พึ่งทางใจเพียงแห่งเดียว

กระทั่งวันที่ ‘นารถ’ (แพต-ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช) น้าสาวผู้รักอิสระและชิงหนีออกจากบ้านไปใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ ย้อนกลับมา พร้อมยื่นมือชวนขวัญหลบหนีไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่เมื่อเท้าเริ่มก้าวออกเดินทาง ขวัญกลับตระหนักได้ว่า ต่อให้หนีเตลิดไปไกลสุดขอบฟ้า เงาของคนที่ควบคุมชีวิตเธอก็ยังตามไปฉุดรั้งได้อยู่ดี และทางรอดที่เหลืออยู่อาจไม่ใช่แค่การหนี แต่เป็นการทำให้คนเหล่านั้น ‘เชื่อง’ เสียเอง

BrandThink Cinema
Photograph: BrandThink CinemaTAME เลี้ยงไม่เชื่อง

‘แม่สะเมียง’ ความเชื่อที่ไม่ได้ถูกวางเป็นเครื่องมือสร้างความสยองขวัญ แต่คือที่พึ่งพิงใจเดียวที่เหลืออยู่

คนในหมู่บ้านมีตำนานเล่าขานกันว่า หากวัวชนตัวไหนเลี้ยงไม่เชื่อง พยศ หรือคุมไม่อยู่ ต้องพาไปทำพิธีกรรมตัดไม้ข่มนามกับแม่สะเมียง แต่ผีและความเชื่อในเรื่องนี้ไม่ได้ถูกยัดเยียดมาเพื่อสร้างความน่ากลัวให้คนดูตกใจเล่น หากเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพูดถึงสิ่งที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้ และเป็นภาพแทนของแรงปรารถนาในใจคนที่กำลังดิ้นรนหาทางออก

ขวัญ เติบโตมากับเรื่องเล่าที่ว่าชีวิตเธอรอดมาได้เพราะแม่สะเมียง เธอจึงยึดโยงว่าตนเองมีสายใยบางอย่างผูกพันกับสิ่งลี้ลับนี้ ในแง่จิตวิทยา แม่สะเมียงแทบจะทำหน้าที่แทน ‘แม่แท้ๆ’ ที่ขาดหายไปของขวัญ เป็นที่พึ่งทางใจสุดท้ายที่เธอมี พฤติกรรมประหลาดหรือสิ่งที่ขวัญเลือกทำกับคนในบ้านไม่ใช่เพราะความวิปริต แต่เป็นเพราะเด็กคนหนึ่งที่ไม่มีทางเลือก ไม่มีอำนาจต่อรอง เธอจึงทำได้เพียงเท่าที่สติปัญญาและแรงศรัทธาจะชี้นำ โดยหวังลมๆ แล้งๆ ว่ามันจะช่วยปลดปล่อยเธอได้จริง

BrandThink Cinema
Photograph: BrandThink CinemaTAME เลี้ยงไม่เชื่อง

เมื่อคนถูก ‘จูงจมูก’ และเลี้ยงให้เชื่องไม่ต่างจาก ‘วัว’ ในคอก

อีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญที่หนังใช้ได้อย่างน่าสนใจคือ ‘วัว’ โดยเฉพาะการสนตะพาย หรือการเจาะจมูกเพื่อร้อยเชือกไว้ควบคุมสัตว์ที่มีขนาดใหญ่และพละกำลังมาก ให้ยอมเชื่อฟังและเคลื่อนย้ายไปในทิศทางที่ต้องการ 

แต่ในเรื่องนี้ การจูงจมูกไม่ได้เกิดขึ้นกับวัวเท่านั้น เพราะยังมีมนุษย์ที่กำลังถูกจูงให้คิด เชื่อ และทำตามคำสั่งของคนอื่นด้วย ยศทำหน้าที่เป็นคนสนตะพาย ค่อยๆ ป้อนคำพูดและความคิด ลิดรอนความมั่นใจจนขวัญต้องคล้อยตาม และยอมจำนนตกอยู่ใต้การควบคุมโดยสิ้นเชิง

BrandThink Cinema
Photograph: BrandThink CinemaTAME เลี้ยงไม่เชื่อง

‘Child Grooming’ และความกตัญญูที่กลายเป็นเครื่องมือควบคุม

ประเด็นที่หนังหยิบมาพูดถึงอย่างตรงไปตรงมาและชวนให้รู้สึกอึดอัดมากที่สุด คือ Child Grooming หรือกระบวนการที่ผู้ใหญ่ค่อยๆ สร้างความไว้ใจและความผูกพันกับเด็ก เพื่อทำให้เด็กอยู่ภายใต้อำนาจและการควบคุม ก่อนนำไปสู่การล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในหลายสังคม ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศไทย แม้เราไม่อยากเหมารวมว่าพฤติกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นทั่วไปในสังคมชนบท แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรายังพบเห็นกรณีเด็กสาวที่ต้องแต่งงานหรือมีความสัมพันธ์กับผู้ชายที่อายุมากกว่าตั้งแต่อายุยังน้อยอยู่ไม่น้อย

หนังค่อยๆ เผยให้เห็นพฤติกรรมของยศตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง เขาพยายามตามขวัญไปแทบทุกที่ คอยดูแล เอาใจใส่ และแทรกตัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเธออยู่ตลอด เพราะเป็นคนที่เลี้ยงดูขวัญมาตั้งแต่เด็ก ยศจึงมีโอกาสสร้างความคุ้นเคยและทำให้ตัวเองกลายเป็นคนสำคัญในชีวิตของเธอ จนขวัญแทบไม่รู้ตัวว่าความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนความห่วงใยกำลังค่อยๆ กลายเป็นการควบคุม

BrandThink Cinema
Photograph: BrandThink CinemaTAME เลี้ยงไม่เชื่อง

อย่างฉากที่ขวัญพูดถึงความตั้งใจว่าจะไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ยศกลับตอบโต้ด้วยการตั้งคำถามว่า เธอจะไปทำอะไรได้ อยู่ที่นี่ยังต้องคอยให้เขาช่วยเหลืออยู่ตลอด คำพูดที่ฟังเผินๆ เหมือนความเป็นห่วง แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการบั่นทอนความมั่นใจและทำให้ขวัญรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถใช้ชีวิตได้หากไม่มีเขา ก่อนที่การชักจูงและบงการเหล่านั้นจะนำไปสู่การล่วงละเมิดทางเพศ

สิ่งที่น่ากลัวคือยศไม่ได้แสดงออกเหมือนผู้ชายที่มีพฤติกรรมรุนแรงอย่างที่เราคุ้นเคย เขาไม่ได้ตะโกน ไม่ได้อาละวาด หรือแสดงอารมณ์โมโหร้ายใส่ขวัญอย่างเปิดเผย ตรงกันข้าม ยศกลับเป็นคนพูดน้อย เงียบๆ คอยดูแลและแสดงความเป็นห่วงเป็นใยอยู่เสมอ แต่ความหวังดีที่มาพร้อมกับการควบคุมเช่นนี้ต่างหากที่ทำให้ตัวละครยศน่ากลัวมาก เพราะเขาทำให้การล่วงละเมิดดูเหมือนเป็นสิ่งที่ขวัญควรยอมรับ ทั้งยังเชื่อว่าการที่ตัวเองเลี้ยงดูขวัญมา เธอจึงควรต้องรักและตอบแทนเขา

BrandThink Cinema
Photograph: BrandThink CinemaTAME เลี้ยงไม่เชื่อง

เมื่อมองย้อนกลับไปยังบทสนทนาระหว่างนารถกับยศในฉากที่นารถรู้ความจริงและถามว่า ‘แม่รู้เรื่องนี้ไหม’ ก็ยิ่งทำให้เราตั้งคำถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับขวัญอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ และอาจดำเนินมานานกว่าที่คนในบ้านอยากยอมรับ ขวัญไม่เคยบอกใคร ไม่กล้าปฏิเสธ และอาจไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมีสิทธิ์ปฏิเสธคนที่เลี้ยงดูเธอมา นี่จึงเป็นอีกชั้นหนึ่งของความรุนแรงที่หนังนำเสนอได้อย่างเจ็บปวด เพราะขวัญไม่ได้ถูกกดทับด้วยอำนาจของยศเพียงคนเดียว แต่ยังถูกผูกมัดด้วยความรู้สึกผิด ความกตัญญู และความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก 

ในสังคมไทย เรามักถูกสอนว่าต้องรู้จักตอบแทนบุญคุณ ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่และผู้มีพระคุณ แต่สำหรับขวัญซึ่งเข้ามาอยู่ในครอบครัวนี้ในฐานะเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยง ความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์เดินออกไปจากบ้านหลังนี้ง่ายๆ เธอตัวเล็กมากเมื่อเทียบกับอำนาจของผู้ใหญ่รอบตัว และการต่อต้านหรือหนีออกไปอาจถูกตีความว่าเป็นการอกตัญญูเสียด้วยซ้ำ

BrandThink Cinema
Photograph: BrandThink CinemaTAME เลี้ยงไม่เชื่อง

เมื่อขวัญไม่มีพื้นที่ให้พูด ไม่มีใครให้ร้องขอความช่วยเหลือ และไม่รู้ว่าจะต่อสู้กับคนในครอบครัวอย่างไร สิ่งเดียวที่เธอทำได้จึงเป็นการหันไปพึ่งแม่สะเมียง ความเชื่อที่คนอื่นอาจมองว่าเป็นเรื่องงมงาย กลับกลายเป็นอาวุธชิ้นสุดท้ายที่เด็กคนนี้ใช้ต่อสู้กับคนที่มีอำนาจเหนือชีวิตของเธอ ขวัญพยายามทำให้คนในครอบครัวเชื่อง เหมือนกับวัวที่พวกเขาเลี้ยงและควบคุมอยู่ทุกวัน

ฉากคว้านท้องวัวจึงเป็นหนึ่งในฉากที่สำคัญ เพราะมันสะท้อนจุดที่ขวัญเริ่มดำดิ่งเข้าสู่สภาวะวิกฤต และเริ่มตระหนักว่าตัวเองต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เช่นเดียวกับการเริ่มวางยานอนหลับให้ยศ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าขวัญไม่ได้ต้องการยอมจำนนต่อการควบคุมอีกต่อไปแล้ว

BrandThink Cinema
Photograph: BrandThink CinemaTAME เลี้ยงไม่เชื่อง

ในอีกด้านหนึ่ง ตัวละครยศเองก็มีรายละเอียดที่ทำให้เราเห็นว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงตัวร้ายที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างแบนราบ เขาเป็นลูกชายคนเดียวที่อยู่กับแม่ คอยดูแลแม่ และสืบทอดอาชีพเลี้ยงวัวชนของครอบครัว 

หากใครได้ดูคลิปเปิดห้องนอนของยศจากทาง BrandThink อาจสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ อย่างถ้วยรางวัลจากการแข่งขันในสมัยเรียน ซึ่งชวนให้คิดว่าชีวิตที่เขาเป็นอยู่ในปัจจุบันอาจไม่ใช่ชีวิตที่เคยฝันเอาไว้ตั้งแต่แรก เขาอาจเคยอยากเป็นนักฟุตบอลหรือออกไปทำอย่างอื่น แต่เมื่อนารถพี่สาวเลือกออกจากบ้านไปใช้ชีวิตของตัวเอง ภาระในการดูแลแม่และครอบครัวจึงตกมาอยู่ที่เขาแทน

BrandThink Cinema
Photograph: BrandThink CinemaTAME เลี้ยงไม่เชื่อง

อย่างไรก็ตาม การมีอดีตหรือความผิดหวังในชีวิตไม่ได้ทำให้พฤติกรรมของยศกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ เพราะสิ่งที่เห็นชัดมาตลอดคือความเห็นแก่ตัวของเขา โดยเฉพาะฉากที่วัวชนได้รับบาดเจ็บสาหัสจนสัตวแพทย์บอกว่าการฉีดยาแทบไม่มีประโยชน์และมันคงอยู่ได้อีกไม่นาน แต่ยศกลับดื้อดึงไม่ยอมปล่อยมันไป ทั้งที่รู้ว่าวัวกำลังเจ็บปวดอย่างหนัก

ภาพของวัวที่ใกล้ตายจึงสะท้อนชะตากรรมของขวัญได้อย่างน่าสนใจ ทั้งคู่ต่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ภายใต้การควบคุมของยศ ไม่มีสิทธิ์เลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง และแม้จะเจ็บปวดเพียงใด คนที่มีอำนาจก็ยังไม่ยอมปล่อยให้เป็นอิสระ

พลังการแสดงและงานสร้างที่ช่วยเติมชีวิตให้โลกของ TAME

BrandThink Cinema
Photograph: BrandThink CinemaTAME เลี้ยงไม่เชื่อง

ในส่วนของนักแสดง ต้องขอชื่นชม พิมมา-พิมพ์มาดา ใจสักเสริญ ที่รับบทขวัญได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อต้นปีเราเพิ่งได้เห็นเธอใน Human Resource และปลายปีนี้ก็ต้องมาเจอกับบทบาทที่หนักหน่วงและซับซ้อนขึ้นไปอีกหลายระดับ ขวัญเป็นตัวละครที่มีอารมณ์หลากหลาย ทั้งความกลัว ความสับสน ความผูกพัน ความรู้สึกผิด และความปรารถนาที่จะเป็นอิสระ ซึ่งพิมมาถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านั้นออกมาได้อย่างหมดจด จนบางช่วงเราแทบลืมภาพพิมมา (Pixxie) บนเวทีไปเลย ขอกราบในพลังการแสดงจริงๆ และเชื่อว่าในอนาคตเธอจะเป็นหนึ่งในนักแสดงคนสำคัญของวงการภาพยนตร์ไทยได้แน่นอน

BrandThink Cinema
Photograph: BrandThink CinemaTAME เลี้ยงไม่เชื่อง

ส่วน แพต-ชญานิษฐ์ ชาญสง่า ในบท ‘นารถ’ น้าสาวผู้แหกคอกจากบ้านไปใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ ก็เป็นอีกตัวละครที่มีมิติและสีสันมากที่สุดคนหนึ่งของเรื่อง เธอเป็นคนรักอิสระ กล้าตัดสินใจเลือกชีวิตของตัวเอง แม้จะยังมีความรู้สึกผิดที่ทิ้งแม่และครอบครัวไว้เบื้องหลัง แพตถ่ายทอดความรู้สึกที่ซับซ้อนนี้ออกมาได้ดี และนารถยังเป็นเหมือนภาพแทนของชีวิตอีกแบบที่ทำให้ขวัญเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ว่า หากน้าสาวของเธอทำได้ บางทีตัวเธอเองก็อาจทำได้เหมือนกัน

นอกจากเรื่องราวและการแสดงแล้ว ยังต้องชื่นชมทีมงานเบื้องหลังที่สร้างโลกของหนังเรื่องนี้ขึ้นมาได้อย่างมีรายละเอียด ทั้งงานอาร์ตไดเรกชัน พร็อพ และฉากที่ดูสมจริงจนทำให้เราเชื่อว่าหมู่บ้านแห่งนี้มีชีวิตอยู่จริง รวมถึงการออกแบบแสง สี และเสียงที่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่สร้างบรรยากาศหลอนๆ แต่ยังช่วยพาเราเข้าไปสัมผัสโลกของพิธีกรรม ความเชื่อ และรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่หนังต้องการสื่อสาร

BrandThink Cinema
Photograph: BrandThink CinemaSalin

ดนตรีประกอบที่ผสานรากวัฒนธรรมพื้นถิ่นเข้ากับเสียงร่วมสมัย

อีกส่วนที่โดดเด่นคือดนตรีประกอบภาพยนตร์ ซึ่งหยิบเอาเครื่องดนตรีโบราณและรากฐานทางดนตรีพื้นถิ่นมาตีความใหม่ จนเกิดเป็นเสียงที่มีเอกลักษณ์และช่วยสร้างบรรยากาศของความเชื่อเหนือธรรมชาติได้อย่างน่าสนใจ เบื้องหลังผลงานนี้คือ ‘สลิล ชีวพันธุศรี’ หรือ ‘Salin’ มือกลอง โปรดิวเซอร์ และนักแต่งเพลงชาวไทยที่สร้างชื่อในวงการดนตรีแคนาดา ด้วยการผสมผสานเครื่องดนตรีไทยเข้ากับจังหวะ Afro Soul จนเกิดเป็นแนวดนตรีเฉพาะตัวอย่าง Isan Funk ครั้งนี้เธอนำความสนใจในวัฒนธรรมพื้นถิ่นและเอกลักษณ์ทางดนตรีของตัวเองมาสร้างสรรค์สองบทเพลง ‘แม่สะเมียง’ และ ‘Prayer for Isara’ เพื่อประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะ

ท้ายที่สุดนี่อาจไม่ใช่หนังสยองขวัญที่ต้องการให้เรากลัวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นหนังที่ชวนให้เราหันกลับมามองความสัมพันธ์ในครอบครัว ตั้งคำถามกับคำว่าความรัก ความหวังดี และบุญคุณ ว่าสิ่งเหล่านี้ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างในการควบคุมชีวิตใครอีกคนได้จริงหรือ?

TAME เลี้ยงไม่เชื่อง  เป็นหนังไทยคุณภาพอีกเรื่องที่เราอยากเชียร์ให้ทุกคนไปดูในโรงภาพยนตร์จริงๆ ทั้งประเด็นที่หนักแน่น การแสดงที่ทรงพลัง และองค์ประกอบงานสร้างที่ใส่ใจในรายละเอียด เป็นหนังที่ดูจบแล้วอาจไม่ได้ทิ้งไว้แค่ความหลอน แต่ยังมีคำถามบางอย่างติดอยู่ในใจคนดูไปอีกนาน


TAME เลี้ยงไม่เชื่อง เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

⭐⭐⭐⭐

นักแสดงและทีมงาน

ผู้กำกับ:          ฐามุยา ทัศนานุกุลกิจ

คนเขียนบท:    ฐามุยา ทัศนานุกุลกิจ

นักแสดง:        พิมพ์มาดา ใจสักเสริญ, เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์
                      ชญานิษฐ์ ชาญสง่า, น้อย โพธิ์งาม, คลังพลอย ไวยพัมน์
                      ทิพากร ไชยประสิทธิ์, รัสมี เวระนะ

เรื่องเด่น
    บทความล่าสุด
      การโฆษณา