กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ไม่เคยหลับ แล้วเราจะอยู่เฉยๆ กันได้ไง ลองมาดูกิจกรรมสนุกๆ ที่เกิดขึ้นทั่วกรุงเทพฯ ที่เราไม่อยากให้ทุกคนพลาด ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ต เทศกาลดนตรี ปาร์ตี้ นิทรรศการศิลปะ เวิร์กช็อป ตลาดนัด งานแฟร์และอื่นๆ อีกมากมาย
การโฆษณา
การโฆษณา
ปีใหม่มาพร้อมกับนิทรรศการศิลปะใหม่ๆ ให้เราได้ตั้งตารอ เตรียมพบกับงานอาร์ตที่มากขึ้น บทสนทนาที่ดีขึ้น และช่วงบ่ายหลายวันที่คุณตั้งใจจะสะสางงานแต่กลับลงเอยด้วยการเดินทอดน่องอยู่ในแกลเลอรีแทนที่จะนั่งตอบอีเมลในอินบ็อกซ์
เมืองนี้เต็มไปด้วยพื้นที่ศิลปะที่สลับไปมาระหว่างแกลเลอรีขนาดเล็กที่ซ่อนตัวตามตรอกซอกซอย ห้องทดลองงานอาร์ตที่ท้าทายความคิด และพิพิธภัณฑ์ที่จัดเต็มแบบไม่ออมมือ แต่ละที่ล้วนให้เหตุผลที่ต่างกันไปในการหยุดพัก ตั้งคำถาม หรือแค่ยืนจ้องมองอะไรบางอย่างนานกว่าที่ตั้งใจไว้
บางนิทรรศการต้องการความจดจ่ออย่างเต็มที่ แต่บางงานกลับหย่อนเมล็ดพันธุ์ทางความคิดที่เพิ่งจะมาตกผลึกตอนที่คุณอยู่บนบีทีเอสระหว่างทางกลับบ้าน สิ่งเหล่านี้ร่วมกันสร้างภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมที่ดูไม่หยุดนิ่งและเปิดกว้าง ไม่เคยพอใจกับการมองสิ่งต่างๆ เพียงมุมเดียว เราได้รวบรวม 7 นิทรรศการที่คุ้มค่าแก่การไปชมในตอนนี้มาให้แล้ว ถ้าตารางงานคุณแน่นแต่ความอยากรู้อยากเห็นมันเรียกร้องดังกว่า นี่คือโชว์ที่คุ้มค่าแก่การสลับตารางเพื่อไปดูให้ได้
การโฆษณา
คุณชอบวัฒนธรรมดิบ สด แถมยังเย้ายวนใจไหม? หากใช่ นี่คือ พิพิธภัณฑ์ระดับโลกเปิดใหม่ในชื่อ ‘ดิบ บางกอก’ (Dib Bangkok) ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในอดีต เบียนนาเล อาจพาเราได้เห็นผลงานของศิลปินต่างชาติระดับแนวหน้ามาแบบชั่วคราว แต่ครั้งนี้ กรุงเทพฯ มีหมุดหมายใหม่ ที่นำเข้าศิลปะร่วมสมัยอย่างแท้จริงเสียที
นักสะสมศิลปะผู้ล่วงลับ ‘เพชร โอสถานุเคราะห์’ ได้สะสมผลงานศิลปะชิ้นสำคัญไว้มากกว่าพันชิ้น จากศิลปินชื่อดังทั่วทุกมุมโลก คอลเล็กชันนี้ถูกนำมาจัดแสดงในซอยเงียบสงบแห่งหนึ่ง ระหว่างความหรูหราของเอกมัย แต่ความดิบเท่ของคลองเตย หลังการจากไปกะทันหันของเพชร ลูกชายของเขา ‘ช้าง - ภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์’ ก็ได้สานต่อโครงการร่วมกับสถาปนิกและผู้อำนวยการที่พ่อเลือกไว้ ผลลัพธ์ที่ออกนั้นน่าประทับใจอย่างยิ่ง
Photograph: Philip Cornwel-Smith
แม้ภาพรวมจะดูเนี้ยบล้ำสมัย แต่คำว่า ‘ดิบ’ (Dib) ก็แปลได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะพันธกิจของพิพิธภัฑณ์แห่งนี้คือการแสวงหา ‘ความดิบแท้’ ซึ่งนิทรรศการเปิดตัวที่ชื่อว่า ‘(In)visible Presence’ เต็มไปด้วยดราม่า พื้นผิว และกระตุ้นปฏิกิริยาดิบจากผู้ชม ผลงานรวม 81 ชิ้น จาก 40 ศิลปิน กระตุ้นประสาทสัมผัสหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่กลิ่นสมุนไพร ประติมากรรมเคลื่อนไหว ซาวด์ศิลป์ พื้นที่ที่เปลี่ยนสีตามอากาศ ไปจนถึงงานอาร์ตที่คุณสามารถนั่งได้
‘(In)visible Presence’ ยังเป็นการอุทิศแด่ เพชร ผู้มีบุคลิกซุกซน และเคยเป็นป๊อปสตาร์มาก่อน รูปเหมือนของเขาในรูปแบบ ‘ประติมากรรม’ ตุ๊กตาพลาสติก ถือกีตาร์ ถูกจัดวางไว้ด้านบนของคาเฟ่ ราวกับคอยมองดูพิพิธภัณฑ์ในสภาพดิบๆ เช่นกัน
Photograph: Philip Cornwel-Smith
ดิบ เริ่มต้นประสบการณ์แบบ ‘เปิดมาปุ๊บ กระแทกปั๊บ’ เพราะทันทีที่ก้าวเข้าไป...
เตรียมตัวให้พร้อม เพราะกรุงเทพฯ กำลังจะกลับมาคึกคักและเต็มไปด้วยไอเดียแสบๆ อีกครั้ง! กลับมาคราวนี้ Bangkok Design Week 2026 ไม่ได้มาเล่นๆ แค่โชว์งานอาร์ตสวยๆ ให้เราไปถ่ายรูปเช็คอินเท่านั้น แต่เขากำลังจะเปลี่ยนทั้งเมืองให้กลายเป็นเวทีแห่งโอกาส และเป็นสนามทดลองเพื่อหาทางรอด ให้กับเมืองที่เรารัก ภายใต้โจทย์สุดท้าทายที่ฟังดูเหมือนรหัสลับอย่าง ‘DESIGN S/O/S’
ก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 อย่างเต็มตัว โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ที่ปีนี้ขออัปเกรดตัวเองจากการเป็นแค่เทศกาลงานออกแบบประจำปี สู่การเป็นแพลตฟอร์มขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับเมืองอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายชัดเจนว่า การออกแบบไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่คือเครื่องมือสำคัญที่ต้องนำมาใช้จริง เพื่อยกระดับมาตรฐานชีวิต สร้างโอกาสทางธุรกิจ และค้นหาคำตอบใหม่ๆ ให้กับเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ วันที่ 29 มกราคม - 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้
Photograph: CEA
ลองมาแกะรหัสธีมงาน ‘DESIGN S/O/S’ กันดูหน่อย ว่าเขากำลังจะส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ หรือกำลังจะยื่นมือมาช่วยเรากันแน่?
S - Secure Domestic การผลักดันมาตรฐานใหม่เพื่อปลุกกระแสตลาดในประเทศให้แข็งแรง
O - Outreach Opportunities การสร้างโอกาสใหม่ๆ เชื่อมโยงความร่วมมือเพื่อพาดีไซน์ไทยไปบุกเวทีโลก และปิดท้ายด้วย
S - Sustainable Future การค้นหาทางรอดเพื่อวันข้างหน้า ให้เมืองพร้อมรับมือกับทุกความท้าทายที่ถาโถมเข้ามา
Photograph: CEA
ปีนี้เราจะได้เห็นกรุงเทพฯ กลายเป็น ‘พื้นที่แห่งโอกาส’ ของจริง เพราะงานนี้รวบรวมเหล่าคนมีความคิดสร้างสรรค์ทั้งรุ่นเก๋าและรุ่นใหม่ เครือข่ายนานาชาติ ภาครัฐ เอกชน ไปจนถึงสถาบันการศึกษา มาปล่อยของกันทั่วกรุง ตั้งแต่ย่านคลาสสิกอย่างเจริญกรุง - ตลาดน้อย, พระนคร,...
การโฆษณา
ถ้าใครคิดว่าปีที่ผ่านมาคือที่สุดแล้ว ขอบอกว่าปี 2569 กำลังจะทำให้คุณต้องคิดใหม่ เพราะนี่คือปีที่กรุงเทพฯ เนื้อหอมแบบสุดๆ จนศิลปินระดับโลกพร้อมใจกันปักหมุดแลนดิ้งกันแบบถี่ๆ ตั้งแต่ไอคอนป็อปที่ทุกคนคิดถึง แรปเปอร์สุดแสบที่กำลังมาแรง วงร็อกระดับตำนานที่กลับมาทวงบัลลังก์ ไปจนถึงเหล่าไอดอลเคป็อปที่พร้อมมาเขย่าหัวใจแฟนชาวไทยอีกครั้ง
บางโชว์คือการกลับมาที่ต้องรอกันเกือบทศวรรษ บางโชว์คือครั้งแรกที่เราจะได้ดูสดๆ ในบ้านเรา และอีกหลายงานที่ขึ้นแท่นเป็น ‘Must-see’ ที่ชีวิตนี้ต้องได้เห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง ความพิเศษของปีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องชื่อชั้นของศิลปิน แต่คือโปรดักชันอลังการระดับเวิลด์ทัวร์ที่ขนมาแบบจัดเต็ม เตรียมเปลี่ยนฮอลล์คอนเสิร์ตให้กลายเป็นพื้นที่เก็บความทรงจำสุดล้ำร่วมกันได้เลย
Time Out คัดเน้นๆ มาให้แล้วกับ 16 คอนเสิร์ตที่น่าจับตามองที่สุดในปี 2569 ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนเพลงร็อก ฮิปฮอป หรือเป็นชาวด้อมเคป็อปตัวจริง ก็ต้องมีอย่างน้อยหนึ่งโชว์ที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
หากต้องพูดกันตามตรง ตอนเห็นข่าวว่า Tomorrowland จะมาจัดที่ประเทศไทย ความรู้สึกแรกไม่ได้เป็นความตื่นเต้นไปซะทั้งหมด
ไม่ใช่ว่ามันไม่ใช่ข่าวดี แต่ตรงกันข้าม การที่หนึ่งในเทศกาลดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเลือกเอเชียเป็นหมุดหมายครั้งแรกมันคือเรื่องใหญ่และเป็นก้าวสำคัญของวงการดนตรีบ้านเรา แต่ความรู้สึกดีใจนั้นก็ตามมาด้วยความหน่วงใจเล็กๆ ทันทีที่เห็นช่วงเวลาจัดงาน
เพราะ Wonderfruit เทศกาลที่เติบโตมาจากดินแดนไทย และกลายเป็นพื้นที่พิเศษของคนรักดนตรี ศิลปะ และความยั่งยืน ก็มักจะจัดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมเช่นเดียวกัน
ใครที่เคยผ่านงานเฟสติวัลมาบ้างจะรู้ดีว่างานระดับนี้ไม่ได้แข่งกันขายบัตร แต่มันคือการแย่งทรัพยากร คนทำงาน ทีมโปรดักชัน ศิลปิน โลจิสติกส์ และความสนใจของผู้ชม ดังนั้นงานยักษ์สองงานในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่กระทบกัน คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จึงลอยขึ้นมา ‘แล้ว Wonderfruit จะเดินหน้าต่ออย่างไร?’
แต่เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ภาพของสองเทศกาลที่ชนกันบนปฏิทิน เพราะในความเป็นจริงแล้ว Tomorrowland กับ Wonderfruit อยู่คนละจักรวาลกัน ทั้งสองอีเวนต์มีหัวใจ วิธีคิด และกลุ่มผู้ชมที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
Photograph: Wonderfruit
Photograph: Wonderfruit
สิ่งหนึ่งที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Wonderfruit คือ หลายคนมองว่ามันเป็นแค่งานดนตรี (ซึ่งไม่ผิด) เพลงมีเยอะมาก แถมเปิดยาวทั้งคืน กระจายอยู่ตามเวทีต่างๆ ตั้งแต่ Solar Creature ไปจนถึงเวทีขวัญใจสายแสบอย่าง Forbidden Fruits แต่ถ้าเรียก Wonderfruit ว่าเป็น ‘เทศกาลดนตรี’ อย่างเดียว นั่นแหละ คือพลาดแก่นสำคัญของงานไปทั้งหมด
สาเหตุเป็นเพราะตลอดเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา งานนี้คือการทดลองของการรวมตัวกันแบบตั้งใจ...
การโฆษณา
เมื่อเปลวเพลิงโหมกระหน่ำ Route 66 ในย่าน RCA เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก็ได้สร้างแรงสะเทือนให้กับวงการไนท์ไลฟ์ของกรุงเทพฯ ไม่น้อย เพราะสำหรับใครหลายคน Route 66 ถือเป็นคลับแรกในความทรงจำของใครหลายคน บางคนก็ใช้เป็นจุดจบของค่ำคืน และสำหรับหลายยุคหลายสมัย ที่นี่คือสถานที่ที่กำหนดจังหวะชีวิตยามค่ำคืนของ RCA มาอย่างยาวนาน
ย่าน RCA เองเรียกได้ว่าอยู่คู่แผนที่ไนท์ไลฟ์ของกรุงเทพฯ มาตั้งแต่ยุค 90 จากย่านเอนเตอร์เทนเมนต์ที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะแห่งแรก ๆ ของเมือง พัฒนามาเป็นพื้นที่บ่มเพาะของคลับ ดีเจ และนักท่องเที่ยวหลายเจเนอเรชัน เหตุไฟไหม้ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่กรุงเทพฯ กำลังเตรียมพร้อมต้อนรับคลับใหม่ๆ พอดี นี่จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ที่น่าสนใจสำหรับเมืองที่ไม่เคยหลับใหลแห่งนี้
จากถนนของเหล่าแบ็กแพ็กเกอร์ สู่ย่านปาร์ตี้ที่จริงจัง
ย้อนกลับไปในยุคที่ชีวิตกลางคืนของกรุงเทพฯ ยังอธิบายได้ง่ายๆ ถ้าคุณอยากเจอความวุ่นวายสไตล์แบ็กแพ็กเกอร์ก็ต้องไปถนนข้าวสาร หรือถ้าอยากดูแสงสีนีออนระดับเรท R ก็ต้องไปที่พัฒน์พงษ์ คลับในสมัยนั้นมักจะมาไวไปไว เน้นรับนักท่องเที่ยว และไม่ค่อยมีที่ไหนสร้างมาเพื่อให้พังยากหรืออยู่ยงคงกระพัน
แต่กรุงเทพฯ ได้ก้าวข้ามโมเดลนั้นมาไกลมากแล้ว เมื่อชนชั้นกลางในเมืองขยายตัวและรสนิยมการท่องเที่ยวเปลี่ยนไป ชีวิตกลางคืนก็เปลี่ยนตาม ย่านที่สร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงโดยเฉพาะอย่าง RCA มอบสิ่งที่แตกต่างออกไป ทั้งเรื่องของพื้นที่ ขนาด และอิสระในการวางแผนระยะยาว เมื่อเวลาผ่านไป ซีนคลับของเมืองเลยค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเมืองมากขึ้น มากกว่าที่จะเป็นแค่ทางผ่านของเหล่านักเดินทาง
วันนี้ ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างแชร์ฟลอร์เต้นรำเดียวกัน การไปคลับในกรุงเทพฯ...
หลังจากเปิดต้อนรับคนรักเสียงเพลงจากทั่วทุกมุมโลกมายาวนานถึง 12 ปี ในที่สุด Studio Lam พื้นที่สำหรับคอดนตรีนอกกระแสสุดที่รักของชาวกรุงเทพฯ ก็ได้ประกาศว่าจะปิดตัวลงอย่างถาวรในช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ ข่าวนี้สร้างความใจหายให้กับชาวอินดี้และคนในวงการเพลงนอกกระแสไม่น้อย แต่ขึ้นชื่อว่าเป็น Studio Lam แล้ว พวกเขาจะไม่ยอมจากไปเงียบๆ แน่นอน
Photograph: Studio Lam
แทนที่จะเป็นการบอกลาธรรมดา Studio Lam เลือกที่จัดงานอำลาที่เรียกได้ว่าเป็น เทศกาลดนตรีส่งท้ายแบบมาราธอนถึง 49 คืนติดต่อกัน เริ่มตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์
โดยในแต่ละคืนจะมีไลน์อัปดีเจและศิลปินสายอันเดอร์กราวด์ แวะเวียนมาขึ้นเวทีไม่ซ้ำหน้าในทุกๆ เย็น พวกเขาเรียกโปรเจกต์นี้ว่า ‘Last Dance’ ซึ่งเป็นคำเชิญชวนสำหรับทุกคนที่เคยรักสถานที่แห่งนี้ ให้กลับมารวมตัว กระโดดโลดเต้น และสนุกไปด้วยกันเป็นครั้งสุดท้าย
View this post on Instagram
A post shared by Studio Lam (@studiolambangkok)
นับตั้งแต่ปี 2557 Studio Lam เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของแวดวงคนรักดนตรีนอกกระแสในกรุงเทพฯ ที่เปิดพื้นที่ให้ตั้งแต่ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์เชิงทดลองไปจนถึงการผสมผสานหมอลำแบบดั้งเดิม เป็นสถานที่ที่มิตรภาพมักก่อตัวขึ้นในปาร์ตี้รอบดึก และการแสดงครั้งแรกของหลายศิลปินได้กลายเป็นความทรงจำตลอดชีวิต สำหรับคนในซีนอันเดอร์กราวด์หลายๆ คน โดยสถานที่แห่งนี้นับเป็นจุดนัดพบสำคัญ และทีมงาน Studio Lam ได้กล่าวไว้ว่า..
“Studio Lam ก่อตั้งขึ้นในปี 2557 ด้วยความตั้งใจง่ายๆ ที่อยากจะสร้างพื้นที่ให้กับดนตรีนอกกระแส แต่ที่นี่กลับเติบโตและกลายเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราเคยจินตนาการไว้มาก จากบาร์เล็กๆ ห้องฟังเพลง...
Discover Time Out original video
การโฆษณา













