ภาษาไทยคือภาษาที่สามารถเป็นได้ทั้งเสียงดนตรี ความทรงจำ และความรู้สึกในคราวเดียวกัน
ไหลเอื่อยได้เหมือนสายน้ำ (หรือจะเรียกว่าภาษาไทยดิ้นได้ก็ถูกเช่นกัน) ละมุนได้ดั่งกลีบดอกไม้แรกแย้ม และเฉียบคมได้ราวคมมีดที่กรีดผ่านหัวใจของผู้อ่านเพียงด้วยหนึ่งประโยคสั้นๆ ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา ถ้อยคำเหล่านี้ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านบทกวี นิทาน คำสอน และวรรณกรรมที่ยังคงหายใจอยู่ในทุกยุคสมัย
ความงดงามของภาษาไทยไม่ได้หยุดอยู่เพียงในยุคใดยุคหนึ่ง หากแต่ยังผลิดอกออกผลอยู่ในงานเขียนของนักประพันธ์รุ่นแล้วรุ่นเล่า
เพราะวรรณกรรมที่ดีไม่ได้เพียงเล่าเรื่อง แต่ยังทำหน้าที่เก็บรักษาความงามของภาษาเอาไว้ตามยุคสมัยนั้นๆ บางเล่มทำให้เราตกหลุมรักคำธรรมดา บางเล่มทำให้เราเห็นภาพชีวิตผ่านประโยคเพียงไม่กี่บรรทัด และบางเล่มก็ทำให้เราเงียบงันอยู่กับหน้ากระดาษ เพราะความงดงามนั้นยากเกินจะอธิบายเป็นคำพูด
เนื่องในวันสุนทรภู่ เราจึงชวนคุณเปิดหน้าหนังสือเหล่านี้อีกครั้ง วรรณกรรมที่เปล่งประกายด้วยภาษาอันละเมียดละไม งดงาม และทรงพลัง ราวกับจะย้ำเตือนว่า ภาษาไทยไม่ใช่เพียงเครื่องมือสำหรับการสื่อสาร หากคือศิลปะที่ยังคงเต้นอยู่ในทุกหน้ากระดาษที่เราเปิดผ่านหน้าหนังสือ และนักเขียนไทยหลากยุคหลายสมัยต่างทำหน้าที่ ‘ครูกวี’ ในแบบของตัวเอง เปลื้องเปลือยความรู้สึกและโอบอุ้มหัวใจคนอ่านผ่านท่วงทำนองตัวอักษรที่สละสลวย
และนี่คือ 6 วรรณกรรมไทยที่โดดเด่นเรื่องการใช้ภาษางดงามจนอยากให้คุณได้ลองเปิดอ่านสักครั้ง
ข้างหลังภาพ เขียนโดย ศรีบูรพา
คลาสสิกเหนือกาลเวลา กับโศกนาฏกรรมรักที่งดงามดั่งภาพวาด
หากจะพูดถึงนวนิยายไทยที่ใช้ภาษาละเมียดละไมและโรแมนติกที่สุด ย่อมมีชื่อของ ข้างหลังภาพ อยู่ในใจเสมอ เรื่องราวความรักต่างวัยและต่างสถานะระหว่าง ‘นพพร’ และ ‘หม่อมราชวงศ์กีรติ’ ท่ามกลางฉากหลังของประเทศญี่ปุ่น ถูกถ่ายทอดด้วยภาษาเขียนที่ประณีต เรียบร้อย แต่กลับซ่อนอารมณ์ความรู้สึกอันปวดร้าวและลึกซึ้งได้อย่างทรงพลัง ทุกถ้อยคำตอบโต้และไดอะล็อกในเล่มมีความละมุนละไมดั่งบทกวีร้อยแก้ว
“ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน แต่ฉันก็อิ่มใจว่า ฉันมีคนที่ฉันรัก”
พุทธศักราชอัสดงกับความทรงจำของแมวดำ เขียนโดย วีรพร นิติประภา
ภาษาร่ายรำประดับอัญมณี ที่เปลื้องบาดแผลของประวัติศาสตร์
ผลงานนวนิยายรางวัลซีไรต์ปี 2561 จาก ‘วีรพร นิติประภา’ นักเขียนหญิงผู้มีลายเซ็นเรื่องภาษาสุดอลังการ (และแน่นอนว่าเธอคือนักเขียนคนโปรดของผู้เขียน) เล่มนี้เล่าเรื่องราวความล่มสลายของครอบครัวชาวจีนอพยพที่ถูกถักทอเข้ากับประวัติศาสตร์ไทย ผ่านสายตาของแมวดำตัวหนึ่งผ่านความคลุมเครือ วุ่นวิ่น และค่อยๆ เปลื้องปมไปทีละหน้า พร้อมบทเพลงอาหารรสนิยมวิไลคละเคล้าตลอดทั้งเรื่อง ความโดดเด่นอยู่ที่การใช้ภาษาที่ลื่นไหล การพรรณนาฉาก แสง สี และกลิ่นอายที่เต็มไปด้วยจินตนาการ เป็นภาษาที่ชวนให้คนอ่านรู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยอยู่ในความฝันอันแสนเศร้าและงดงาม
“แล้วมันก็ไม่ใช่น้ำฝนพร่างบนกระจกหน้าต่างหรอกที่ดาวเห็น
มัวซัวเลื่อนไหลบดบังยายในชุดแต่งงานเวลานึกย้อน แต่เป็นหยาด
น้ำตาที่รื้นนองในตาเขาเองต่างหาก”
ทะเลสาบน้ำตา เขียนโดย วีรพร นิติประภา
ท่วงทำนองตัวอักษรที่เหงา ด่ำดิ่ง แต่อบอุ่นอย่างประหลาด
อีกเช่นเคย กับผลงานของนักเขียนซีไรต์สองสมัย ที่โดดเด่นด้วยโทนเสียงเฉพาะตัว สำรวจความอ้างว้าง ความสูญเสีย และเรื่องที่ออกเดินทางด้วยเด็กสองคน แม้ไร้เดียงสา ทว่าเล่มนี้อาจทำให้คุณปาดน้ำตาระหว่างเรื่องก็เป็นได้ ทิ้งพื้นที่ให้ผู้อ่านได้จินตนาการต่อในโลกกึ่งจริงกึ่งฝัน เหมาะสำหรับอ่านในคืนที่ฝนตก เพื่อปล่อยให้อารมณ์ไหลเอื่อยไปกับความงดงามของถ้อยคำ และเรื่องราวที่อาจเหงาจับใจ แต่ก็อบอุ่นได้ในเวลาเดียวกัน
“การตื่นให้ความรู้สึกเหมือนวูบร่วง ควงคว้าง ร้างหล่น แต่ไม่ใช่จากข้างบนลงข้างล่าง หากจากก้นบึ้งสีดำของความหลับ ทะลึ่งขึ้นในโลกสีน้ำเงินอึมครึม”
จากโคนต้นไม้ริมคลองถึงป่าคอนกรีต เขียนโดย รงค์ วงศ์สวรรค์
ภาษาไทยทรงพลัง ดุดัน ทว่าวิจิตรบรรจงราวกับงานสลัก
นี่คือผลงานที่สะท้อนเสี้ยวหนึ่งในชีวิตของผู้เป็นตำนานอย่าง ‘รงค์ วงศ์สวรรค์’ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปีพ.ศ. 2538 ผู้ที่ให้ภาษาราวกับพ่อครัวที่รู้ว่าควรปรุงอย่างไรถึงจากถูกปากคนไทย และเขาก็ทำได้แบบนั้นเช่นกัน จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือลีลาการใช้ภาษาที่รุ่มรวย สะท้อนภาพการปรับตัวและวิพากษ์วิจารณ์วิถีชีวิตคนเมืองที่เปลี่ยนผ่านจากความเป็นธรรมชาติ สู่ความศิวิไลซ์ในสังคมป่าคอนกรีตได้อย่างลึกซึ้ง
“ข้าพเจ้าเป็นคนหว่าเหว่ ที่ซ่อนความจริงใจไว้ในหน้ากากของความรื่นเริง”
จวบจนสิ้นแสงแดงดาว เขียนโดย กิตติศักดิ์ คงคา
วรรณศิลป์ละมุนละไม ท่ามกลางอ้อมกอดของความหวังและชีวิต
นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ยุคการเมืองเปลี่ยนผ่านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้จะเป็นเรื่องราวตึงเครียดที่มีฉากหลังเป็นสงคราม แต่ก็ไม่ได้ลดทอนความน่าอ่านลงไปแต่อย่างใด เพราะเรื่องราวทั้งเล่มนั้นร้อยเรียงด้วยความหวัง และรู้สึกได้ผ่านหน้ากระดาษที่เปิดไป ชวนให้นึกถึงความหวังของมนุษย์ ที่จะนำพาคำถามที่ว่าชีวิตสร้างจากความหวังหรือความหวังสร้างจากชีวิต? ไปสู่คำตอบ ภาษาในเล่มมีความละเมียดละไมในการพรรณนาความรู้สึกข้างในใจตัวละคร เป็นหนึ่งในงานเขียนที่พิสูจน์ให้เห็นว่า พลังของการเลือกใช้คำภาษาไทยที่ประณีต สามารถสร้างบรรยากาศและสะกดอารมณ์ด่ำดิ่งของผู้อ่านได้อย่างวิเศษ
“บางตื่นบางฝัน ผู้ยังความทรงจำลุกขึ้นร้องไห้ แม้จะอยากลืมเลือนแค่ไหน แต่บางสิ่งที่ประทับไว้ไม่อาจลบล้างได้โดยง่าย”
อสรพิษและเรื่องอื่นๆ เขียนโดย แดนอรัญ แสงทอง
วรรณกรรมสะท้อนสังคมที่โดนฉกด้วยเนื้อหาและภาษาที่แทงเข้าไปในจิตใจ
ปิดท้ายด้วยผลงานของศิลปินแห่งชาติและนักเขียนผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ศิลปศาสตร์และอักษรศาสตร์จากฝรั่งเศสอย่าง ‘แดนอรัญ แสงทอง’ หนังสือเล่มนี้รวบรวมเรื่องสั้นและความเรียงที่ฉายภาพการเปลี่ยนผ่านของสังคม ได้รับรางวัลซีไรต์ พ.ศ. 2557 ความโดดเด่นระดับปรมาจารย์คือ ‘ภาษา’ ที่มีพลังมหาศาล มีความรุ่มรวยทางคำศัพท์ ผู้เขียนใช้ภาษาที่ละเอียดประณีตราวกับกำลังวาดภาพด้วยตัวอักษร ทุกฉากเต็มไปด้วยกลิ่นดิน กลิ่นโคลน เสียงลม และความเงียบที่ซ่อนความหมายเอาไว้มากกว่าคำพูด ความโดดเด่นของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่วิธีการเล่าเรื่องซึ่งทำให้ผู้อ่านรู้สึกราวกับกำลังล่องเรือผ่านโลกอีกใบ โลกที่ธรรมชาติ มนุษย์ และความเชื่อดั้งเดิมยังคงเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก สมกับฉายา ‘ขบถวรรณกรรม’
“ความโกรธเกรี้ยวของเจ้างูโหมกระพือ มันยืดตัวสูงขึ้นอีก หัวของมันแอ่นเอนมาทางเบื้องหลังเหมือนคันธนูที่ถูกน้าวจนสุดล้า ปากของมันอ้าออก เผยให้เห็นเขี้ยวอันโค้งงอและวาววับ”

