หญิง-รฐา คุยเรื่องชีวิต ความรัก กระสือ และมนุษย์ต่างดาว

นักแสดงสาวเจ้าบทบาทกลับสู่จอเงินอีกครั้งในบทบาทนางพญากระสือ

หญิง รฐา
Sereechai Puttes/Time Out Bangkok
โดย Surangrat Kanbubpha |
Advertising

จะมีสักกี่คนที่กราฟชีวิตสวิงขึ้นสุดดิ่งสุดราวกับนั่งรถไฟเหาะในสวนสยาม แล้วกลับมาเดินตามความฝันของตัวเองได้แบบไม่เสียศูนย์ หนึ่งในนั้นคือ หญิง-รฐา โพธิ์งาม หรือที่วัยรุ่นยุค 90 คุ้นเคยกันในนาม ‘ญาญ่าญิ๋ง’ ซึ่งกว่า 20 ปีในวงการบันเทิงเธอผ่านมาแล้วหลายบทบาท ตั้งแต่เป็นนักร้องวัยทีนเจ้าของเพลงฮิตที่มาพร้อมท่าเต้นสไตล์ภารตะ และร่วมเป็นหนึ่งในเกิร์ลกรุ๊ปแห่งยุค 2000 ที่สร้างกระแส Hula Girls ให้สาวไทยได้โยกย้ายส่ายสะโพกตามกันทั่วบ้านทั่วเมือง กระทั่งในวันที่โชคชะตาเล่นตลกผลักเธอตกจากความฝัน จนต้องผันตัวมาสู่การเป็นดารา ก่อนจะค่อยๆ ก้าวทีละขั้นกลับขึ้นมาอยู่บนแถวหน้าของวงการ ในฐานะนักแสดงเจ้าบทบาทที่มักจะได้รับบทตัวแม่แรงๆ ร้ายๆ อย่างทุกวันนี้

ในช่วงที่ชีวิตดูเหมือนจะมีเสถียรภาพที่สุดแล้ว หลายบทบาทแวะเวียนมาให้เธอได้โชว์ฝีมือการแสดงที่ดูจะสมจริงไปเสียหมด จนหลายคนเรียกแทนตัวเธอด้วยชื่อของตัวละครที่เธอเล่น และอีกหนึ่งบทเด่นที่ผ่านเข้ามาในช่วงเวลานี้คือ ราตรี นางพญากระสือในหนังไทยกระแสดี SisterS กระสือสยาม ที่แต่แรกเราตั้งใจจะพูดคุยถึงบทบาทแปลกใหม่นี้โดยเฉพาะ แต่เมื่อได้ฟังเรื่องราว มุมมอง และความคิดอันน่าสนใจของเธอ บทสนทนาในครั้งนี้จึงเตลิดออกอ่าวไปยังเรื่องราวของความเชื่อ การทำงาน ความรักและคู่ครอง ไปจนถึงชีวิตอันเรียบง่ายธรรมดาที่เธอถวิลหามาตลอด เชื่อเถอะว่าหลังจากนั่งอ่านบทสนทนานี้จนจบ คุณจะรู้จัก หญิง รฐา มากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว

 

บทบาทล่าสุด ราตรี ในหนังเรื่อง SisterS กระสือสยาม ท้าทายฝีมือการแสดงของหญิงแค่ไหน

ราตรีเป็นพญากระสือที่อยู่มานานเป็นร้อยๆ ปี และมีความคับแค้นกับตระกูลคู่อาฆาตฝั่งตรงข้าม ในเรื่องนี้เราจึงมาเพื่อจะแก้แค้น ซึ่งโดยรวมแล้วการเล่นเป็นกระสือถือว่าเป็นเรื่องยากและใหม่มากสำหรับหญิง แม้ว่าที่ผ่านมาหญิงจะเคยเล่นหนังผีมาสองสามเรื่องแล้ว อย่างเรื่องจิตสัมผัส หรือเรื่อง Ghost Coin (เกมปลุกผี) แต่นั่นเป็นหนังผีที่เป็นผีจริงๆ ไม่ใช่กระสือที่... คือเราดูหนังกระสือมาตั้งแต่เด็กจนทำให้เข้าใจว่า กระสือเป็นความเชื่อ เป็นนิทานพื้นบ้าน เหมือนเรื่องแม่นาคที่คนรู้จักมายุคต่อยุค ซึ่งส่วนหนึ่งเราก็รู้สึกดีใจที่มีโอกาสได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่อยู่คู่กับคนไทยมานาน แต่ในอีกมุมหนึ่งก็คิดว่าจะเล่นยังไงล่ะ เพราะแต่ก่อน ตามความคิดของเรา กระสือคือผีที่ถอดหัวไปโน่นไปนี่ แต่พอโตขึ้น ด้วยสังคม ด้วยวิทยาศาสตร์ ด้วยอะไรหลายๆ อย่างที่เปลี่ยนไป ทำให้เราไม่เชื่อว่ากระสือเป็นผีร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนเดิมแล้ว

 

ไม่ได้ตีความ ‘กระสือ’ เป็นผีแบบที่เคยเข้าใจกัน

ด้วยพื้นฐานหญิงเป็นคนชอบหนังแอ็กชั่น ไซ-ไฟ พวก Star Wars, Avengers ก็เลยเอามาผสมกับความเชื่อแบบไทย ว่าจริงๆ แล้วกระสืออาจจะไม่ใช่ผีก็ได้นะ แต่อาจจะเป็นเอเลี่ยนที่นำเอาไวรัสมาสู่โลกเมื่อหลายร้อยปีก่อน แล้วกลายพันธุ์ อยู่ในเลือดของคนกลุ่มหนึ่ง พอเชื่อเป็นอย่างนั้นหญิงเลยเล่นไปในมุมของความเป็นปีศาจตามความเชื่อของเรามากกว่า ซึ่งก็ตอบโจทย์กับบทของกระสือสยามที่พี่ปรัชเองก็ไม่เชื่อว่าเป็นผี เพราะในความเชื่อเรา ผีคือจิตวิญญาณที่ล่องลอยไปแล้ว ไม่มีร่าง ไม่มีรูป รส กลิ่น เสียง ไม่มีสัมผัส แต่กระสือยังมีร่าง หัวใจยังเต้นอยู่เลยในขณะที่ลอยไปโน่นไปนี่ ดังนั้นมันไม่น่าจะใช่ผี และเอเลี่ยนนี่แหละที่มีความใกล้เคียงมากที่สุด

"จริงๆ แล้วกระสืออาจจะไม่ใช่ผีก็ได้นะ แต่อาจจะเป็นเอเลี่ยนที่นำเอาไวรัสมาสู่โลกเมื่อหลายร้อยปีก่อน แล้วกลายพันธุ์" 

 

หญิง-รฐา โพธิ์งาม

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

 

ความยากของการรับบทกระสือคืออะไร

เรื่องแอ็กชั่นที่ต้องใช้หัวเล่นอย่างเดียว ซึ่งเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับหญิงกับการที่ต้องทำงานกับ CG เกือบ 60% แต่พอเราเชื่อไปแล้วว่าเราคือเอเลี่ยนที่มีไส้ห้อยอยู่ ก็จะจินตนาการว่าเวลาลอยคงไม่ได้ลอยแล้วหยุดกึก ต้องมีแรงโน้มถ่วงของโลก มีโมเมนตั้ม มีลม ที่ทำให้เราเคลื่อนไหวอยู่ตลอด เหมือนนก ที่เวลาจะขึ้นบิน ต้องมีแรงส่งขึ้นไป เวลาอยู่บนฟ้าก็ไม่อยู่กับที่ต้องบินไปเรื่อยๆ หรือสังเกตพวกลูกที่ลอยอยู่บนฟ้าว่าโมเมนตัมของมันเป็นยังไง จะต้องลอยยังไง พอเข้าบทหญิงก็จินตนาการตามแล้วเต้นส่ายหัวไปเรื่อยๆ จนพี่ปรัชบอกเบาๆ หน่อย มันยากที่ต้องเอามารวมเข้ากับคนอื่น (หัวเราะ) คือมันเชื่อไปแล้วไงว่าถ้าเรามีแค่ไส้กับหัว เวลาไปไหนมาไหนก็ต้องแกว่ง ถึงจะอยู่เฉยๆ นิ่งๆ ก็ต้องมีลม ผมเราต้องสยาย

 

ก่อนหน้านี้หญิงเชื่อเรื่องกระสือไหม

หญิงโตมากับพี่เลี้ยงที่เป็นคนอีสานหลายคน เขาเล่าว่า 'ผีปอบ ผีกระสือ มีจริงนะน้องหญิง ตอนเด็กๆ พี่เคยเห็น แสงมันจะวูบวาบๆ ในส้วม' คือเขาบอกว่ามันกินอุจจาระ สิ่งเน่าเหม็น หรือกินไก่ ในหนังก็เลยมีซีนไก่ตายทั้งฝูงหรือวัวควายตาย แล้วคาดเดากันไปว่าเป็นฝีมือของผีปอบ ผีกระสือ ซึ่งเมื่อก่อนเราก็เชื่อแบบนั้น แต่ถ้ากลับมาในมุมมองเรื่องเอเลี่ยนที่ฝังสปีชี่หรือไวรัสไว้ในร่างคน ก็เป็นไปได้ที่เขาต้องหาทางอยู่รอด ในเมื่อไม่สามารถกินเนื้อสดบนโต๊ะอาหารได้ก็ต้องไปหาเนื้อสดจากไก่เหล่านั้น

 

ที่บอกว่ากระสืออาจจะเกิดจากเอเลียน หญิงเชื่อเรื่องนี้แค่ไหน

ส่วนตัวหญิงมีความเชื่อเรื่องเอเลี่ยนสูง เชื่อว่ามนุษย์เราไม่ได้ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาลนี้ ยังมีสิ่งมีชีวิตที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้ากว่าเรามาก ยิ่งพอเกิดวิทยาศาสตร์ขึ้นบนโลก ก็เกิดการเรียนรู้ จากที่ไม่เคยคิดว่าจะมีลิฟต์ให้ใช้แทนบันได วันหนึ่งก็มี จากที่ต้องใช้เวลานานในการเดินทางจากทวีปหนึ่งไปอีกทวีปหนึ่ง ล่าสุดสามารถเดินทางจากปารีสไปอเมริกาได้ในเวลาแค่ 6 นาที โดยบินนอกอวกาศเหมือน spaceship เราเลยรู้สึกว่า เฮ้ย! ในโลกหรือแม้แต่นอกโลกเรา ยังมีอะไรที่มหัศจรรย์อีกมา และอย่างที่หญิงบอก หญิงชอบหนังเอเลี่ยนมาก เราโตมากับความสัมพันธ์ของ E.T.กับ Elliott โตมากับ Star Wars เลยรู้สึกว่า เรื่องเหล่านี้เป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น

"หญิงมีความเชื่อเรื่องเอเลี่ยนสูง เชื่อว่ามนุษย์เราไม่ได้ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาลนี้ ยังมีสิ่งมีชีวิตที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้ากว่าเรามาก"

  

อะไรทำให้เชื่อเรื่องเอเลี่ยนกับมนุษย์ต่างดาว

ถ้าย้อนกลับไปสมัยอียิปต์เลย หญิงไม่เชื่อว่าพีระมิดจะถูกสร้างขึ้นได้ด้วยฝีมือมนุษย์ ทั้งกลไกข้างในที่ลึกลับซับซ้อน ทั้งความใหญ่โตของหินแต่ละก้อน วิทยาการของมนุษย์เมื่อสามสี่พันปีก่อนไม่น่าจะเป็นไปได้ แล้วทุกอย่างเป็นเรขาคณิตหมด ในขณะที่ ณ ตอนนั้นโลกใบนี้ยังไม่ได้รู้จักเรขาคณิตเลย เป็นไปได้เหรอที่คนเราจะคิดค้นสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้เอง ดังนั้นหญิงจึงเชื่อเหลือเกินว่าต้องมีสิ่งมีชีวิตที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากกว่าเรานำความรู้นี้มาให้ แล้วคอยจับตามองดูอยู่ตลอดเวลาว่าพวกเราจะเติบโตไปในทิศทางไหน

แต่ในขณะเดียวกันหญิงก็ยังเชื่อเรื่องพระเจ้านะ เชื่อว่าทุกสิ่งในโลกถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า และมนุษย์เราเคยเป็นลิงมาก่อน แล้วค่อยๆ วิวัฒนการมาเรื่อยๆ จนกระทั่งพอได้เป็นมนุษย์ก็อาจจะมีใครสักคนเข้ามาในโลกใบนี้ แล้วนำเอาคำว่าเทคโนโลยีเข้ามาให้ตั้งแต่อิฐก้อนแรก แล้วหญิงก็เชื่อว่าพวกเรขาคณิต ศาสตร์แห่งตัวเลข มีอยู่จริง ซึ่งไม่ใช่ศาสตร์ของคนด้วย แต่เป็นศาสตร์คำนวณของอะไรบางอย่างที่ทำให้เกิดวิศวะ เกิดเคมี เกิดชีวะ เกิดทุกอย่างขึ้นมา ทำให้เรามีการศึกษา มีความรู้ หญิงเชื่ออย่างนั้น

 

แล้วเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ด้วยหรือเปล่า

ถ้าเป็นเรื่องดวงหญิงเชื่อค่ะ คือเราเชื่อเรื่องการโคจรของจักรวาล ดวงดาวต่างๆ ที่โคจรรอบตัวเอง หมุนอยู่ตลอดเวลา แล้วสามารถคำนวณมาเป็นตัวเลขได้ การดูดวงแบบนี้หญิงเชื่อ แต่ถ้าเป็นไสยศาสตร์ประเภทคนทรงเจ้า ชี้เป็นชี้ตายคน อันนี้ไม่เชื่อ ส่วนเทพฮินดูก็เชื่อและนับถือตามมุมของการเป็นนักแสดง อย่างพระพิฆเนศ พระแม่ลักษมี อย่างนี้เราเชื่อ

 

หญิง-รฐา โพธิ์งาม

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

 

เริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 16 จนวันนี้ผ่านไป 20 ปี ชีวิตการทำงานในแต่ละช่วงอายุของหญิงแตกต่างกันอย่างไร

ย้อนกลับไปตอนอายุ 16-20 ทุกอย่างดูง่ายดายไปหมด มีคนคิดโปรเจ็กต์ให้ คิดชื่อให้ คิดเพลงให้ เรามีหน้าที่แค่หยิบเนื้อเพลงมาทำการบ้านแล้วเข้าห้องอัด อัดเสร็จก็ไปถ่ายมิวสิกวิดีโอ ไปถ่ายปก คือรู้สึกว่าทุกอย่างง่ายและเร็วมาก ยังไม่ทันรู้เลยด้วยซ้ำว่านี่ใช่ตัวเราหรือเปล่า เพราะมีคนคิดให้หมด เอาชื่อญาญ่าญิ๋งนี่แหละ เป็นสไตล์อินเดีย หญิงเต้นได้ หญิงชอบอินเดีย คือคอนเซ็ปต์มาจากเรา แต่สุดท้ายก็ตอบตัวเองไม่ได้ว่า เฮ้ย! มันใช่เราจริงๆ หรือเปล่า 

แต่ก็นับว่าเป็นช่วงเวลาที่สนุกนะ เรามีความสุขที่ได้เจอเพื่อน ได้ทำงานอะไรหลายอย่าง มีคอนเสิร์ตใหญ่ๆ ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า สนามศุภชลาศัย เป็นช่วงชีวิตที่เราได้สัมผัสอะไรแบบนั้น อย่างตอนเป็น 2002 ราตรีมีคนดูเป็นหมื่นเป็นแสน ได้นั่งรถแห่ไปรอบเมือง ได้ทัวร์สถานีวิทยุตามต่างจังหวัด เลยเป็นช่วงเวลาที่เราสนุก แต่ถามว่าชอบหรือรักไหม หญิงว่าคงยังไม่ขนาดนั้น แค่สนุกกับการได้ออกเพลงใหม่ๆ และการมีเพื่อนมากกว่า

 

ช่วงวัย 20 ชีวิตเปลี่ยนไปแค่ไหน

ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาของการค้นหา เพราะอย่างที่รู้กันว่าตอนอายุประมาณ 19-20-21 มีเรื่องราวพลิกผันในชีวิตหญิง และเป็นช่วงเวลาที่เราหมดสัญญาพอดีแล้วไม่ต่อสัญญาด้วย จากที่เคยมีคนคิดให้ ป้อนงานให้ตลอด ต้องออกไปหางานเอง เลยรู้สึกเคว้งคว้าง ต้องต่อสู้กับความรู้สึกและความคิดของตัวเองอยู่พักใหญ่ จนอายุ 22-23-24 ก็เริ่มไปแคสต์งาน แคสต์หมดทุกอย่าง แม้กระทั่งเอ็กซ์ตร้า จนโชคดีได้เล่นละครเวทีของพี่บอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ) เรื่องฟ้าจรดทราย ทำให้พี่หน่อง (อรุโณชา ภาณุพันธุ์) เห็นจึงดึงไปเล่นละคร จากนั้นก็สนุกกับการเป็นนักแสดง แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจการแสดงเท่าไร

"การได้เข้าคลาสกับหม่อมฯ ทำให้หญิงเข้าใจการเป็นนักแสดงมากขึ้น จากความสนุกเลยกลายเป็นเรื่องของการค้นหา การสำรวจตัวละครนั้นๆ แล้วเริ่มชอบ เริ่มรักการแสดง เริ่มกระหายที่จะได้รับบทดีๆ บทที่ท้าทาย บทที่ช่วยพัฒนาเรา และอยากทำงานกับคนเก่ง"

 

กระทั่งมาเจอหม่อมน้อย (หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล) ตอนช่วงอายุประมาณ 26-27 ก่อนจะได้เล่นหนังเรื่องจันดารา การได้เข้าคลาสกับหม่อมฯ ทำให้หญิงเข้าใจการเป็นนักแสดงมากขึ้น จากความสนุกเลยกลายเป็นเรื่องของการค้นหา การสำรวจตัวละครนั้นๆ แล้วเริ่มชอบ เริ่มรักการแสดง เริ่มกระหายที่จะได้รับบทดีๆ บทที่ท้าทาย บทที่ช่วยพัฒนาเรา และอยากทำงานกับคนเก่ง จนตั้งเป้าหมายว่าอยากทำงานกับพี่นก-สินจัย เปล่งพานิช, พี่ตั้ว-ศรัณยู วงษ์กระจ่าง ลามปามไปถึง ไรอัน กอสลิ่ง, แองเจลีนา โจลี่, นาตาลี พอร์ตแมน ที่เป็นไอดอลเรา และแล้ววันหนึ่งก็ได้ร่วมงานกับ ไรอัน กอสลิ่ง จริงๆ ซึ่งเป็นความรู้สึกแบบ once in a life time ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ในชีวิตเรา

 

แล้วพอช่วงอายุหลังเลข 3 เป็นต้นมาล่ะ

หลังเลข 3 ชีวิตเริ่มอยู่ตัว แต่ก็ยังมีความท้าทายบางอย่าง เพราะเราเริ่มเป็นผู้นำครอบครัว เริ่มแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้ เริ่มซื้อบ้าน ดูแลแม่ มันเป็นความภูมิใจที่ในวัย 30 เราเริ่มมีความมั่นคงและเรียกตัวเองได้อย่างเต็มปากว่า ‘หัวหน้าครอบครัว’ เรื่องงานก็มีมาเรื่อยๆ ถึงจะไม่มากมายแต่ก็ไม่ขาด อย่างช่วงที่ไปงานเทศกาลหนังเมืองคานส์กลับมาก็มีงานเยอะจนแทบไม่มีเวลาให้ใคร แล้วก็ค่อยๆ ลดลงจนคงที่ ปีหนึ่งก็มีซิตคอมเรื่องหนึ่ง ละครยาวเรื่องหนึ่ง ทำรายการออนไลน์ เดี๋ยวก็มา กับอ๊อฟ (ปองศักดิ์ รัตนพงษ์) ทำอาหารเสริมของตัวเอง และยังคงพยายามเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ

"หลังเลข 3 ชีวิตเริ่มอยู่ตัว ...เริ่มแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้ เริ่มซื้อบ้าน ดูแลแม่ มันเป็นความภูมิใจที่ในวัย 30 เราเริ่มมีความมั่นคงและเรียกตัวเองได้อย่างเต็มปากว่า ‘หัวหน้าครอบครัว’"

 

วันนี้หากให้เทียบกันระหว่างนักร้องกับนักแสดง สิ่งไหนคือตัวตนที่แท้จริงของหญิง

ถ้าถามเรื่องความชอบ หญิงเป็นคนโลภ เลยชอบหมด คือถ้ามีงานร้องเพลงมาก็ร้อง มีงานละครมาก็เล่น ไม่ได้รู้สึกว่าชอบอันไหนมากกว่า เพียงแต่ว่าถ้ามีใครยื่นไมค์ให้หญิงตรงนี้ หญิงร้องเพลงได้เลย แต่ถ้ามีคนยื่นบทให้หญิงต้องทำการบ้านนิดหนึ่ง คือแตกต่างกันที่อันหนึ่งเป็น born to be ส่วนอีกอันเรา wan to be บทละครคือการที่เราสวมคาแรกเตอร์เป็นคนอื่นเลยต้องทำความเข้าใจก่อน แต่ถ้าเป็นนักร้องก็เปล่งเสียงได้เลยเพราะเป็นสิ่งที่เรารักและมีความสุขกับมัน

 

หญิง-รฐา โพธิ์งาม

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

 

ถ้าสมมติว่าจะสร้างหนังเรื่องหนึ่งจากชีวิตจริงของหญิง คิดว่าจะเป็นหนังแนวไหน

คงไม่ใช่ภาพยนตร์สารคดีที่บรรยายว่าชีวิตฉันเมื่อลืมตาขึ้นมาเป็นแบบนั้นแบบนี้แน่นอน แต่น่าจะมีความคอมเมดี้ ใช้ชีวิตให้มีความสุขมากกว่า คือชีวิตหญิงบางช่วงดราม่ามากๆ อยู่แล้ว แต่หญิงคงเล่าในมุมของการผ่านแต่ละจุดมาได้ด้วยความสนุกมากกว่า เพราะคงไม่มีใครอยากย้อนกลับไปดูจุดที่แย่ที่สุดของตัวเองหรอก แค่มองมันเป็นประสบการณ์  ที่พอมาเล่าในวันนี้จะเป็นเรื่องสนุก เป็นเรื่องที่ผ่านมาได้ด้วยดวงบ้าง หรือความรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหางบ้าง หญิงคิดน่าจะเป็นหนังที่สนุกเรื่องหนึ่ง

 

คิดอย่างไรกับการที่หลายคนยกให้หญิงเป็นไอดอลเรื่องความกตัญญู

ก็รู้สึกดีใจที่หลายคนมองเราเป็นไอดอลในเรื่องนี้ แต่ก็ใช่ว่าหญิงจะเป็นเด็กดีทุกวัน ไม่ใช่คนดีขนาดนั้น ยังมีส่วนที่ไม่ดีอยู่บ้าง คือคนเราทุกคนไม่มีใครดีร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ดังนั้นบางครั้งจุดนี้ก็เป็นเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกอึดอัดเหมือนกัน เหมือนเป็นข้อสอบหรือตัวชี้วัดที่ทำให้เราไม่สามารถจะทำตัวไม่ดีได้ แต่ก็เป็นข้อดีที่ทำให้เรารู้จักใช้ชีวิต ถ้าประชาชนคาดหวังให้เราเป็นอย่างนี้ เราก็แค่ทำตัวให้อยู่ในกรอบ อยู่ในสิ่งที่ดี ถือเป็นการฝึกตัวเราเองไปด้วยว่า ต้องไม่ไปแตะอะไรที่ไม่ดีหรือทำอะไรให้เสียชื่อเสียงนะ

"ใช่ว่าหญิงจะเป็นเด็กดีทุกวัน ไม่ใช่คนดีขนาดนั้น ยังมีส่วนที่ไม่ดีอยู่บ้าง คือคนเราทุกคนไม่มีใครดีร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก"

 

ทุกวันนี้ชีวิตของหญิงประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง

ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ หญิงบอกไม่ได้ว่าจุดสูงสุดในชีวิตคืออะไร และไม่ได้มองถึงขนาดนั้นด้วย แค่ทำทุกวันนี้ให้มีความสุขก็พอแล้ว ถ้าแม่หญิงแฮปปี้ ตัวหญิงแฮปปี้ คนรอบข้างหญิงแฮปปี้ หญิงก็โอเค เพราะเราไม่รู้หรอกว่าหลังจากนี้ชีวิตจะเจออะไรบ้าง ต่อให้แต่งงานแล้วก็เถอะ ต้องมีเกมอะไรเข้ามาทดสอบเราตลอดอยู่แล้ว ชีวิตคนเราไม่ได้หยุดอยู่แค่ตรงนี้หรอก หญิงมองว่าต้องมีเกมด่านใหม่ๆ เข้ามาให้เราฝ่าฟันไปเรื่อยๆ

 

มีแพลนจะแต่งงานเร็วๆ นี้จริงไหม

เป็นเรื่องที่เรา (หญิงกับแฟน) คุยกันอยู่ตลอด จริงๆ ก็พร้อมแล้ว แต่ก็มีหลายๆ อย่างที่ยังไม่พร้อม เมื่อไรที่เขาสวมแหวนให้ เมื่อนั้นก็คงพร้อมจริงๆ (ได้ยินข่าวลือมาว่าน่าจะปลายปีนี้) เราก็ดูกันไว้บ้าง แต่ก็ยังตอบไม่ได้ว่าจะเมื่อไรแน่

 

เคยจินตนาการหรือคิดฝันไว้ไหมว่า หลังแต่งงานครอบครัวของเราจะเป็นแบบไหน

ด้วยความที่เราโตมาจากครอบครัวที่ไม่ได้สมบูรณ์ หญิงเลยไม่ได้มองคำว่า ‘ครอบครัว’ อย่างหอมหวาน แต่ขอแค่เข้าใจกัน ให้เกียรติกัน ให้อภัยซึ่งกันและกัน เท่านั้นพอ เพราะหญิงมองว่าสามสิ่งนี้จะทำให้ชีวิตมีความสุข คือความสุขของหญิงอาจจะไม่ใช่การเดินจูงมือพ่อแม่ลูก แต่เป็นแค่การได้ใช้เวลาด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน ได้มองทะเลมองฟ้าด้วยกัน แค่นั้นก็เป็นความสุขแล้ว

"ด้วยความที่เราโตมาจากครอบครัวที่ไม่ได้สมบูรณ์ หญิงเลยไม่ได้มองคำว่า ‘ครอบครัว’ อย่างหอมหวาน แต่ขอแค่เข้าใจกัน ให้เกียรติกัน ให้อภัยซึ่งกันและกัน เท่านั้นพอ"

 

เรื่องลูกหญิงก็ไม่ได้คิดว่าลูกฉันจะต้องอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะยังเป็นเรื่องไกลตัว คือหญิงเป็นคนที่ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องมีลูก แต่ก็ไม่ได้ว่าแอนตี้ว่าไม่อยากมี ถ้าจะมีก็ขอให้มาโดยที่เขาอยากมาเองตามธรรมชาติ หญิงจะไม่เก็บไข่ ไม่ทำกิฟท์ นั่นไม่ใช่ทางของหญิง ส่วนคนที่จะมาเคียงข้าง แค่ขอให้เป็นคนที่เข้าใจเรา เข้าใจแม่เรา เข้าใจครอบครัว เข้าใจคนรอบข้างเรา และให้เกียรติซึ่งกันและกันแค่นั้น ซึ่งคำว่าให้เกียรติไม่ใช่แค่เรื่องของการไม่นอกใจนะ แต่เป็นการให้เกียรติผู้หญิงคนหนึ่งในชีวิตเขา นั่นคือบทพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชาย (ซึ่งตอนนี้เขาก็ได้พิสูจน์แล้ว) ก็ได้พิสูจน์ แต่ก็ยังต้องพิสูจน์ต่อไป เพราะอนาคตจะเป็นยังไงเราไม่มีทางรู้เลย 

หญิง-รฐา โพธิ์งาม

Sereechai Puttes/Time Out Bangkok

อีก 30 ปีข้างหน้า ในวันที่อายุ 65 หญิง รฐา ณ ตอนนั้นจะเป็นอย่างไร

เท่าแม่ตอนนี้เลย แม่ก็ยังไม่หยุดทำงานเหมือนเดิม ยังเป็น working women อยู่ ส่วนตัวหญิงถ้าวันนั้นมาถึง หญิงอาจจะมีธุรกิจกาแฟ หรือทำไร่กาแฟมั้ง เพราะเป็นคนชอบกินกาแฟ แล้วเคยคิดกับแฟนว่า ในเมื่อเราอยากกินกาแฟดีๆ ทำไมไม่ทำเองเลย อีกอย่างเราไม่ได้คิดว่าชีวิตนี้ต้องอยู่ในเมืองด้วย หญิงเบื่อการอยู่กับคนเยอะๆ ไม่ชอบอยู่ในสังคม  เวลาไปงานก็ถือว่าเป็นงาน แต่ไลฟ์สไตล์เราจริงๆ แล้วไม่ใช่คนที่จะออกไปปาร์ตี้อะไรแบบนั้น เลยคิดว่าอยากจะมีบ้านอยู่เขาใหญ่หรือต่างจังหวัด วันเสาร์อาทิตย์เราก็พาครอบครัวไปใช้ชีวิตเรียบง่ายด้วยกัน

ขอบคุณสถานที่: Escape Bangkok ชั้น 5 EmQuartier

อ่านบทสัมภาษณ์อื่นๆ

Nine Naphat
Sereechai Puttes/Time Out Bangkok
Movies

นาย-ณภัทร เสียงสมบุญ

แม้จะก้าวออกมายืนกลางแสงสปอตไลต์อย่างเต็มตัวได้เพียงแค่ 5 ปี แต่ด้วยรูปร่างหน้าตากับบุคลิกเนี้ยบไร้ที่ติ และความสามารถทางการแสดงที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชื่อของ นาย-ณภัทร เสียงสมบุญ ไม่ได้ไปเป็นเพียงลูกชายหน้าตาดีของนักแสดงรุ่นใหญ่ หมู-พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ แต่กำลังก่อร่างสร้างชื่อด้วยผลงานของตนเอง 

James Teeradon Supapunpinyo Cherprang Areekul Homestay
Sereechai Puttes/Time Out Bangkok
Movies

เจมส์-เฌอปราง กับ Homestay

คุณจะทำอย่างไรเมื่อได้โอกาสครั้งสำคัญในชีวิต? Homestayภาพยนตร์ลำดับที่ 8 ของค่าย GDH559 พาเราไปรู้จักกับ วิญญาณเร่ร่อน ที่ได้รับโอกาสจากผู้คุมให้ไปอยู่ในร่างชั่วคราวหรือ "โฮมสเตย์" ของมิน เด็กมัธยมปลายที่เพิ่งเสียชีวิตไปหมาดๆ และเขามีเวลาเพียง 100 วันเพื่อให้คำตอบว่าใครเป็นต้นเหตุให้มินตาย ไม่อย่างนั้นเขาจะต้องออกจากร่าง และกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนไปตลอดกาล

Advertising

More to explore

Advertising