8 ผลงานภาพยนตร์ผ่านเลนส์ผู้กำกับหญิงต้อนรับวันสตรีสากล

ต้อนรับวันสตรีสากลด้วย 8 ภาพยนตร์น้ำดีของผู้กำกับหญิงทั้งไทยและเทศ

Yokploy ChandrabhaLalitphat Bumrungkarn
การโฆษณา

ในวาระของวันที่ 8 มีนาคม ‘วันสตรีสากล’ นี้ Time Out ขอเชิญคุณก้าวข้ามผ่านกรอบสายตาแบบเดิมๆ เข้าสู่จักรวาลภาพยนตร์ที่ถูกรังสรรค์ผ่าน เลนส์ของผู้หญิง ผู้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่าพวกเธอสามารถโอบรับ และตีแผ่ทุกรายละเอียดของสังคมได้อย่างซื่อสัตย์ กล้าหาญ และเปี่ยมด้วยชั้นเชิงทางศิลปะที่ไม่มีใครลอกเลียนได้

นี่คือการรวบรวม 8 ผลงานชิ้นสำคัญจากผู้กำกับหญิงทั้งไทยและต่างประเทศ ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในหลากยุคสมัย ตั้งแต่ความบ้าคลั่งระดับเลือดสาดที่ลุกขึ้นมาเป็นขบถต่อมาตรฐานความงามอย่างดุเดือดของ Coralie Fargeat ไปจนถึงการสถาปนามาตรฐานใหม่ให้หนังนีโอนัวร์ ด้วยสัญชาตญาณดิบอันพลุ่งพล่านของ Rose Glass 

ขยับเข้ามาสำรวจความรู้สึกใกล้ตัวในบ้านเรา ก็จะพบกับการใช้ภาษาภาพยนตร์ที่สำรวจรอยร้าวของการเติบโตผ่านความเจ็บปวดที่งดงามของ แคลร์-จิรัศยา วงษ์สุทิน และการใช้ความละเมียดละไมโอบกอดหัวใจอย่างอบอุ่นจากคู่แฝด วรรณแวว และ แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์

นี่คือเรื่องราวของ ‘ผู้หญิง’ ที่เล่าโดย ‘ผู้หญิง’ พื้นที่ทางความรู้สึกที่เราอยากให้คุณลองเปิดใจสัมผัส เพราะภาพที่พวกเธอมองเห็น อาจเป็นความจริงที่ก้องกังวานที่สุดที่คุณไม่เคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน

The Substance กำกับโดย Coralie Fargeat

หากถามว่าใครคือผู้กำกับที่หาญกล้าที่สุดในทศวรรษนี้ ชื่อของ Coralie Fargeat จะต้องพุ่งขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ ผลงานของเธอไม่ใช่แค่ภาพยนตร์ แต่คือการประกาศสงครามกับ ‘มาตรฐานความงาม’ และ ‘การถูกทำให้เป็นวัตถุ’  ที่ผู้หญิงต้องเผชิญมาตลอดประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ 

ความบ้าคลั่งที่เกิดจากความกดดัน The Substance จากผลงานกำกับล่าสุดของเธอ ไม่ได้ถ่ายความสยองเพื่อเอาใจคนดูที่ชอบความรุนแรง แต่เธอสะท้อนความสยองที่แท้จริง ของการถูกสังคมจ้องจับผิดเรื่องรูปร่างหน้าตาจนผู้หญิงต้องทำร้ายตัวเอง 

นี่คือมุมมองที่เข้าใจความเจ็บปวดของการอยาก 'สมบูรณ์แบบ' ในโลกที่ชายเป็นใหญ่ได้อย่างถึงแก่น แสบตั้งแต่ต้นและเหวอจนตาค้าง เพราะนี่คือความสะใจที่ซ่อนนัยยะสำคัญไว้ทุกหยดเลือด

Love Lies Bleeding กำกับโดย Rose Glass

ถ้า Coralie Fargeat คือการสาดเลือดสะท้อนสังคม Rose Glass ก็คือการขุดรากถอนโคนสัญชาตญาณดิบที่ซ่อนอยู่ภายใต้กล้ามเนื้อและความปรารถนา ในผลงานล่าสุดอย่าง Love Lies Bleeding เธอพาเราไปไกลกว่าคำว่า ‘หนังรัก’ แต่เป็นการสร้างมหากาพย์ neo-noir ที่ระอุไปด้วยกลิ่นอายยุค 80s และความบ้าคลั่งของฮอร์โมน การแสดงของ ‘Kristen Stewart’ ในเรื่องนี้คือที่สุด มันคืองานศิลปะที่สำรวจความทะเยอทะยานและสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ได้อย่างบ้าคลั่ง 

Rose Glass ปฏิเสธการเปลี่ยนตัวเอกหญิงให้เป็นเพียง ‘วัตถุทางเพศ’ แม้ในฉากอีโรติกหรือความรุนแรง เธอนำเสนอความปรารถนาของผู้หญิงในแบบที่มีเลือดเนื้อ มีความโกรธ และมีความซับซ้อน เป็นความเท่แบบดิบๆ ที่ไม่ต้องรอให้ใครมาอนุญาต

การโฆษณา

Portrait of a Lady on Fire กำกับโดย Céline Sciamma

เชื่อว่า Céline Sciamma คือหนึ่งในคำตอบที่ทรงพลังที่สุดจากคำถามถึงภาพยนตร์เพื่อสตรีอย่างแท้จริงในผลงานชิ้นเอกอย่าง Portrait of a Lady on Fire Sciamma แสดงให้เห็นว่าการจ้องมองของผู้หญิงไม่ใช่การตีค่าหรือการครอบครอง แต่เป็น 'การทำความเข้าใจ' 

เธอเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างจิตรกร และแบบวาด ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความเท่าเทียมอันสมบูรณ์แบบ ที่ซึ่งทั้งคู่จ้องมองกันและกันด้วยความเคารพในตัวตนอย่างถึงที่สุด จนกระทั่งเส้นแบ่งระหว่าง ‘ผู้กระทำ’ และ ‘ผู้ถูกกระทำ’ เลือนหายไป และจบลงด้วยปรัชญาที่แฝงมาในแคนวาสชิ้นเอกของเรื่อง

Materialists กำกับโดย Celine Song

หาก Past Lives คือการสำรวจความโรแมนติกผ่านโชคชะตา (In-Yun) Materialists คือขั้วตรงข้ามที่ Celine Song ใช้สำรวจความรักผ่าน ‘ความเป็นจริง’ ในโลกทุนนิยม หนังพาเราไปติดตามชีวิตของแม่สื่อสาวมือโปรในนิวยอร์ก ผู้ที่มองว่าความรักไม่ใช่แค่เรื่องของหัวใจ แต่คือการบริหารความเสี่ยงและการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ เธอเล่าเรื่องความรักไม่ใช่แค่เรื่องของพรหมลิขิต แต่เป็นเรื่องของความจริงใจ การตัดสินใจ และจังหวะชีวิตของผู้หญิงที่พยายามบาลานซ์ระหว่างความต้องการส่วนตัวกับความคาดหวังของสังคม และหนังเรื่องนี้ก็เป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิต Celine Song อีกด้วย

จุดสูงสุดที่ทำให้หนังเรื่องนี้ทะยานไปไกลกว่าหนังรอมคอมทั่วไป คือการทิ้งไพ่ใบสุดท้ายให้ผู้ชมได้ตัดสินใจเอง ว่าคุณจะเลือกยอมรับความจริงที่เจ็บปวด หรือจะพยักหน้าให้กับการตัดสินใจที่ขัดใจใครหลายคน เพราะในท้ายที่สุด การได้เลือกข้างที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของคุณมากที่สุด นั่นแหละคือการทำงานที่ทรงพลังที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้

การโฆษณา

แฟลตเกิร์ล กำกับโดย แคลร์-จิรัศยา วงษ์สุทิน

ผลงานของ แคลร์-จิรัศยา วงษ์สุทิน มักขับเคลื่อนด้วยสายตาที่ช่างสังเกตต่อ ‘ความสัมพันธ์’ และ ‘พื้นที่’ และ แฟลตเกิร์ล (Flat Girls) ก็สะท้อนลายเซ็นนั้นออกมาได้อย่างชัดเจน หนังพาเราเข้าไปสำรวจชีวิตของเด็กสาวที่เติบโตในแฟลตตำรวจ พื้นที่เล็กๆ ที่ดูเหมือนจะธรรมดาในสายตาคนนอก แต่เต็มไปด้วยโลกส่วนตัวของวัยรุ่น ความฝัน การเปรียบเทียบตัวเองกับโลกภายนอก และความรู้สึกอยากหลุดพ้นจากกรอบเดิมๆ ผ่านเหตุการณ์เล็กๆ ในชีวิตประจำวัน แคลร์ใช้การจัดวางองค์ประกอบภาพในพื้นที่จำกัดได้อย่างมีพลัง ทำให้ ‘แฟลต’ ไม่ได้เป็นเพียงฉากหลัง แต่กลายเป็นพื้นที่ของความทรงจำ ความอึดอัด และการเติบโตที่เปราะบางซึ่งค่อยๆ กัดกินใจคนดูอย่างเงียบๆ

นคร-สวรรค์ กำกับโดย โรส-พวงสร้อย อักษรสว่าง

นคร-สวรรค์ พาเราเดินทางไปยังปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อร่วมพิธีลอยอังคารของผู้ที่จากไป แต่แทนที่จะเล่าเรื่องความตายแบบตรงไปตรงมา โรส-พวงสร้อย อักษรสว่าง ผู้กำกับที่ถนัดในการใช้วิธีเล่าเรื่องแบบก้ำกึ่งระหว่างสารคดี และเรื่องแต่งที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอ พาเราผู้ชมไปสำรวจความทรงจำของผู้คนที่ยังอยู่ ความสัมพันธ์ในครอบครัว เรื่องเล่าจากอดีต และความรู้สึกที่ยังคงลอยค้างอยู่เหมือนสายน้ำ ผ่านภาพที่เน้นแสงธรรมชาติและจังหวะลองเทคที่ให้ผู้ชมค่อยๆ ซึมซับบรรยากาศของความสูญเสีย ความคิดถึง และความงดงามของความเศร้าอันเงียบงันไปตลอดทั้งเรื่อง

การโฆษณา

Blue Again กำกับโดย ฐา-ฐาปณี หลูสุวรรณ

Blue Again โดย ฐา-ฐาปณี หลูสุวรรณ เป็นอีกหนึ่งในงานที่ใช้ภาษาภาพยนตร์อย่างมีชั้นเชิง ทั้งการคุมโทนสีและการใช้สัญลักษณ์เพื่อสะท้อนภาวะภายในใจของตัวละคร ตัวหนังติดตามชีวิตของ ‘เอ’ หญิงสาวลูกครึ่งที่กลับมาอยู่ในหมู่บ้านคาทอลิกของครอบครัว ซึ่งมีประเพณีการย้อมผ้าครามเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ขณะเดียวกันเธอก็ต้องเผชิญกับความรู้สึกแปลกแยกในบ้านเกิดของตัวเอง ทั้งในฐานะคนรุ่นใหม่และคนที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสองวัฒนธรรม ฐาปณีใช้จังหวะการเล่าเรื่องแบบ slow-burn เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนดูค่อยๆ ดิ่งลึกไปกับความเงียบ ความโดดเดี่ยว และคำถามเรื่องตัวตนที่ไม่มีคำตอบง่ายๆ

เธอกับฉันกับฉัน กำกับโดย วรรณแวว-แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์

ภาพยนตร์จากสองผู้กำกับฝาแฝด วรรณแวว และ แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์ นำประสบการณ์ส่วนตัวมาถ่ายทอดเป็นหนัง coming-of-age ที่ทั้งอบอุ่นและจริงใจใน เธอกับฉันกับฉัน เรื่องราวพาเราย้อนกลับไปปี 1999 ในช่วงรอยต่อสู่ยุค Y2K ผ่านชีวิตของ ‘มี’ และ ‘ยู’ สองแฝดที่เติบโตมาพร้อมกันและแบ่งปันแทบทุกอย่างในชีวิต ตั้งแต่ความลับเล็กๆ ไปจนถึงโลกส่วนตัว จนกระทั่งการมาถึงของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ที่ทำให้สมดุลความสัมพันธ์ของทั้งคู่ริ่มเปลี่ยนไป หนังใช้บรรยากาศยุค 90s เพลงป๊อป และรายละเอียดชีวิตวัยรุ่นในต่างจังหวัด นำมาสร้างภาพความทรงจำของวัยเยาว์ที่ทั้งหวาน ขม และชวนให้เรานึกถึงช่วงเวลาที่ครั้งหนึ่งเราเคยเติบโตผ่านมันมาเหมือนกัน

เรื่องเด่น
    บทความล่าสุด
      การโฆษณา