Time Out Thailand
Photograph: Time Out Thailand
Photograph: Time Out Thailand

ดาร์กเฟมินิน ดอกไม้ และศิลปะ ‘Miura’ แบรนด์ที่ซ่อนจดหมายไว้ในทุกรอยเย็บ

การเติบโตในญี่ปุ่น ค้นหาตัวเอง และความหลงใหลในศิลปะ หล่อหลอมให้ Miura เป็นภาพแทนของดาร์กเฟมินินที่เติบโตอย่างช้าๆ แต่มั่นคง

Lalitphat Bumrungkarn
การโฆษณา

หากคุณเดินเข้าไปในร้านเสื้อผ้าแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเดินชมงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์ นั่นคือความตั้งใจของ ‘สกาย - กันย์จิรา เอกอัครนราพงศ์’ เจ้าของแบรนด์ Miura (มิอุระ) แบรนด์เสื้อผ้าที่ไม่ได้ขายแค่เครื่องนุ่งห่ม แต่ขายเรื่องราว คุณค่าของเวลา และความมั่นใจ

จากจุดเริ่มต้นด้วยเงินทุนเพียงหลักพัน สู่แบรนด์ที่ชาวต่างชาติหลงรักและกวาดซื้อจนหมดร้าน นี่คือเรื่องราวการเดินทางของหญิงสาวที่เปลี่ยนนามสกุลและตัวตนของเธอให้กลายเป็นงานคราฟต์ที่สวมใส่ได้

Miura
Photograph: Miura

จุดเริ่มต้นจากญี่ปุ่น และทุนก้อนแรก 9,000 บาท

ชีวิตของสกายผูกพันกับประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่อายุ 14 ปี จนเรียนจบ เธอใช้ชีวิตวัยรุ่นที่นั่นอย่างคุ้มค่าด้วยการทดลองทำทุกอย่างเพื่อค้นหาตัวเอง ตั้งแต่เป็นเด็กเสิร์ฟ ทำงานร้านอาหารไทย พนักงานโรงแรม ไปจนถึงไกด์ทัวร์ การต้องพิสูจน์ตัวเองในต่างแดนหล่อหลอมให้เธอเป็นคนทุ่มเทร้อยเปอร์เซนต์กับทุกสิ่งที่ทำ

เมื่อเรียนจบจากญี่ปุ่น สกายได้มาศึกษาต่อด้านการตลาดที่ไทย และประจวบช่วงโควิดพอดี เธอรู้ตัวว่าไม่ชอบงานสายคอร์ปอเรต เธอหลงใหลในศิลปะและแฟชั่น จึงเริ่มต้นแบรนด์จากสิ่งที่ชอบด้วยเงินทุน 9,000 บาท ที่เก็บหอมรอมริบมาจากการสอนภาษาญี่ปุ่นและขายโกโก้

โปรดักต์แรกของเธอไม่ใช่เสื้อผ้า แต่เป็นรองเท้าแตะทรงโมเดิร์นมิด (Modern-mid) เย็บมือทั้งหมด แต่ด้วยความที่สินค้าเป็นกลุ่มนิช (Niche) มากๆ และมีข้อจำกัดเรื่องไซซ์ เธอจึงตัดสินใจปรับเข็มทิศ นำความชอบด้านงานดีไซน์ เท็กซ์เจอร์ และผ้าพิมพ์ลาย มาทุ่มเทให้กับเสื้อผ้าและชุดเดรสแทน

Miura
Photograph: Miura

‘Miura’ นามสกุล ตัวตน และจดหมายถึงตัวเอง

Miura คือนามสกุล มันเป็นช่วงที่เราเติบโตที่นั่น ได้รับประสบการณ์มากมาย และมันคือสิ่งที่จะติดตัวเราไปจนตาย เลยกลายมาเป็นชื่อแบรนด์

 ชื่อแบรนด์ไม่ได้มาจากไหนไกล แต่มาจากตัวตนของเธอเอง สกายอธิบายว่า Miura สะท้อนคาแรกเตอร์ที่มีความเป็น ดาร์กเฟมินิน มีความลึกลับ นิ่ง ดิบ และพึ่งพาตัวเอง อีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่โดดเด่นคือ ‘ดอกไม้’ สำหรับเธอ ดอกไม้แต่ละดอกมีฟอร์มและเสน่ห์ที่ต่างกัน มันมีช่วงเวลาที่เบ่งบาน ห่อเหี่ยว และตายจากไป แต่สุดท้ายมันก็จะเกิดใหม่ได้เสมอ นอกจากนี้ ลายมือที่ปรากฏบนเสื้อผ้ายังมาจากนิสัยชอบเขียนไดอารี่ของเธอ เสื้อผ้าของ Miura จึงเปรียบเสมือน ‘จดหมาย’ ที่เธอเขียนถึงตัวเองในอนาคต และส่งต่อข้อความแห่งความภูมิใจนั้นไปยังผู้สวมใส่คนอื่นๆ ด้วย

Lalitphat
Photograph: Lalitphat

ความท้าทายของการเริ่มทำแบรนด์ตั้งแต่อายุ 21

การเลือกทำแบรนด์งานคราฟต์ที่เจาะตลาด Niche Market ในไทยไม่ใช่เรื่องง่าย สกายเริ่มต้นทำงานตั้งแต่เด็ก ตลอดจนกลับมาไทยในช่วงอายุ 19 ปี หาเงินจากการขายโกโก้ สอนภาษาญี่ปุ่น จนรวบรวมเงินทุนแรกเพื่อสร้างแบรนด์ตอนอายุ 21 ปี ทำให้ต้องเผชิญกับอคติและการถูกเปรียบเทียบในเรื่องของอายุและความคาดหวังที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

เราไม่ได้มองว่าร้านเราเป็นร้านแฟชั่นจัดๆ แต่มันคือพิพิธภัณฑ์ เป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่ให้คุณได้เข้ามาชม สวมใส่ชุด สวมใส่ความเป็นตัวเองเข้าไป 

‘มันสอนให้เราเชื่อมั่นในตัวเองทุกวันว่าให้ทำต่อไป ทำจนกว่าคนของเราจะมองเห็น เราตอบผลลัพธ์ให้ตัวเองฟังว่าเราตั้งใจแค่ไหน และพอใจกับจุดๆ นั้น’ เธอเล่า

Miura
Photograph: Miura

งานศิลปะที่พกพาได้ และความประณีตฉบับ DIY

เสน่ห์ของ Miura คือการเบลนด์งานศิลปะเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานจริง สกายไม่ได้เรียนจบแฟชั่น ทุกอย่างคือการศึกษาด้วยตัวเอง เธอให้ความสำคัญกับ ‘วัสดุ’ เป็นอันดับแรก เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ลูกค้าสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 เธอลงพื้นที่ค้นหาผ้าจากแหล่งต่างๆ อย่างสำเพ็ง หรือร้านประจำอย่างคลองสานและ Bulliontex ด้วยตัวเอง

การผลิตของ Miura ไม่ใช่งานอุตสาหกรรมแมสโปรดักชัน แต่ละคอลเล็กชันผลิตเพียง 25-50 ตัว โดยความร่วมมือจากช่างฝีมือท้องถิ่น คุณลุงคุณป้าที่มีสตูดิโอเล็กๆ ในบ้านตามจังหวัดต่างๆ อย่างกาญจนบุรี

การที่เราทำทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง มันได้มากกว่าผลกำไร แต่มันคือการเติบโตทางสปิริต เราล้มเอง พลาดเอง มันคือความภูมิใจแบบเงียบๆ ที่ทุกชิ้นผ่านมือและความตั้งใจของเรา ทำให้แบรนด์หยั่งรากลึกและมีชีวิต

เสื้อผ้าของแบรนด์มักเป็นแบบฟรีไซซ์ที่ปรับแก้มาหลายครั้งเพื่อให้เข้ากับผู้หญิงหลากหลายรูปร่าง ลูกค้าหลายคนบอกว่าชุดของ Miura ดูเหมือนของวินเทจ ซึ่งสกายมองว่าเป็นคำชมที่ดี เพราะของวินเทจคือของที่มีชิ้นเดียวในโลก และคนใส่จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

Miura
Photograph: Miura

สีแดงก่ำ โทนสีที่สะท้อนคาแรกเตอร์

หากต้องนิยามสีที่เป็นตัวแทนของ Miura สกายเลือก ‘สีแดงก่ำ’ 

พอพูดถึงชื่อ Miura เราจะเห็นภาพผู้หญิงผมสั้น ใส่เดรสสีแดงก่ำ นิ่งๆ มีความมั่นใจในตัวเอง มีความดาร์กเฟมินิน ลึกลับ และผยองในตัวเองนิดๆ

แม้ในร้านจะไม่ได้มีเสื้อผ้าสีแดงเยอะที่สุด แต่สีนี้กลับสะท้อนจิตวิญญาณของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนที่สุด

Miura
Photograph: Miura

การเติบโตอย่างช้าๆ ท่ามกลางยุค Fast Fashion

ในยุคที่ทุกอย่างมาไวไปไว Miura เลือกที่จะเดินในจังหวะของตัวเอง มันไม่ใช่การตีตั๋วเครื่องบินฟาสต์แทร็กเพื่อพุ่งชนเป้าหมายให้เร็วที่สุด แต่มันคือการขับรถเดินทางไกล ค่อยๆ ซึมซับวิวทิวทัศน์สองข้างทาง แวะพูดคุยทำความรู้จักกับช่างฝีมือท้องถิ่นตามต่างจังหวัด และใช้เวลาทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ จนจอดลงสู่จุดหมายปลายทางที่เธอเห็นภาพนั้นอย่างลึกซึ้งในที่สุด สกายไม่ได้ป่าวประกาศว่าแบรนด์ของเธอใช้เวลาทำนานแค่ไหน แต่ปล่อยให้รอยเย็บ การวางผ้า และดีเทลที่ไม่ได้เนี้ยบกริบแบบโรงงาน เป็นตัวเล่าเรื่องว่าสิ่งนี้ ‘ถูกสร้างขึ้น’ ไม่ใช่ ‘ถูกผลิตขึ้น’ 

เราขอให้ Miura โตช้าๆ แบบมั่นคง สร้างฐานให้แข็งแกร่ง ดีกว่าที่จะมาพีคแล้วหายไป คนที่เป็นทาร์เก็ตของเราคือคนที่ให้ค่ากับความรู้สึกมากกว่าความเร็ว เขาไม่ต้องมีเสื้อผ้าเยอะ แต่ชิ้นที่เขามีต้องมีความหมาย ใส่ซ้ำได้ และไม่เบื่อ 

ปัจจุบัน ลูกค้า 80-90% ของ Miura คือชาวต่างชาติ ที่หลงใหลในความใกล้ชิดและ ‘ชีวิต’ ของแบรนด์ไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากจากแบรนด์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในประเทศของพวกเขา ทั้งนี้ Miura ยังสามารถสั่งคัสตอมตามความชอบของลูกค้าสำหรับโอกาสพิเศษอีกด้วย โดยเธอจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับรสนิยมของลูกค้า ภูมิหลัง งานอดิเรก หรือแม้แต่แนวเพลงที่ชอบ แล้วร้อยมันเข้าด้วยกันกับตัวตนแบรนด์ ถักทอจนออกมาเป็นชุดที่มีหนึ่งเดียวในโลก

Miura
Photograph: Miura

แหล่งชุบชูไอเดีย ตลาดน้อย และ GalileOasis

เมื่อคิดงานไม่ออก สกายไม่บังคับตัวเองให้ต้องโปรดักทีฟตลอดเวลา เธอจะหยุดพักและออกไปซึมซับบรรยากาศรอบตัว แหล่งหาไอเดียโปรดของเธอคือ ตลาดน้อย ย่านเก่าแก่ที่ผสมผสานความโลคอลกับความโมเดิร์นได้อย่างลงตัว โดยไม่ถูกกลืนกินไปด้วยกระแสการท่องเที่ยวจนเสียตัวตน และ GalileOasis คอมมูนิตี้สีเขียวใจกลางกรุงที่รวบรวมตั้งแต่โรงแรมยันศิลปะมาไว้ในพื้นที่เดียว รวมถึง Miura เองด้วย พื้นที่ที่เธอใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน ได้นั่งมองผู้คน พูดคุย และแลกเปลี่ยนบทสนทนากับคนแปลกหน้าที่แวะเวียนมา

ในอนาคตอันใกล้นี้ Miura จะขยายสาขาไปในย่านตลาดน้อย โดยตั้งใจให้เป็น Standalone และคอมมูนิตี้สเปซที่มีคาเฟ่ เพื่อให้ลูกค้าได้มาใช้เวลาและดื่มด่ำกับบรรยากาศ มากกว่าแค่การซื้อมาขายไป รวมถึงการขยายไปเป็นส่วนหนึ่งของ Exhibition ในระดับโกลบอลที่ไต้หวันที่สกายมั่นใจแล้วว่า คนที่เธอส่งมอบให้นั้นรู้สึกในจังหวะเดียวกันกับแบรนด์จริงๆ

Lalitphat
Photograph: Lalitphat

เริ่มลงมือทำ อย่ารอให้พร้อม

คำแนะนำของสกายสำหรับดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่อยากทำแบรนด์งานคราฟต์ คือ การลงมือทำทันทีและความสม่ำเสมอ ‘อย่ารอให้พร้อมทั้งหมดค่ะ ถ้าคิดวันนี้ พรุ่งนี้ทำเลย ถ้ามัวแต่รอจังหวะ มันก็จะไม่เกิดการลงมือทำสักที ต้องมีความอดทน ทำมันอย่างสม่ำเสมอในวันที่คนอื่นหยุด สักวันคนจะเห็นความตั้งใจของเราเอง’

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เจ้าของแบรนด์วัยรุ่นคนนี้อยากเห็น ไม่ใช่แค่ยอดขายที่พุ่งทะยาน แต่เป็นจุดมุ่งหมายแสนเรียบง่ายและหนักแน่น ที่อยากให้ผู้หญิงทุกคนที่สวมชุดของ Miura รู้สึกแบบนี้เมื่อมองตัวเองในกระจก

อยากให้เขามั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น ไม่ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับเสื้อผ้า แต่เสื้อผ้าจะปรับเข้าหาบุคลิกของเขาเอง อยากให้เขารู้สึกสวย เห็นคุณค่าในตัวเอง และกล้าที่จะออกไปใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ค่ะ
Miura
Photograph: Miura

และนั่นคือจิตวิญญาณทั้งหมดที่ถูกซ่อนไว้ในเสื้อผ้าของ Miura เธอไม่ได้อยากให้ลูกค้าพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเข้ากับชุด หรือลดทอนตัวตนเพื่อเอาใจใคร แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณสวมชุดของแบรนด์นี้แล้วมองลึกลงไปในกระจก จงสวมใส่มันอย่างสง่างาม สวยงาม และออกไปใช้ชีวิตใน ‘วิถีทางของคุณเอง’

ปัจจุบัน Miura มีร้านอยู่ที่ Galerie des Amis ในโครงการ GalileOasis (ห่างจาก BTS ราชเทวี ประมาณ 700 เมตร) เปิดทุกพุธ-จันทร์ เวลา 9.00-19.00 น. 

สามารถติดตามและสั่งซื้อได้ที่ IG: @miura.th

เรื่องเด่น
    บทความล่าสุด
      การโฆษณา