ฉันรู้ตัวว่าฉันต้องชอบ (และอาจจะกำลังต้องการ) มายังเทศกาลนี้ตั้งแต่อยู่หน้าประตูทางเข้า โดยเฉพาะหลังจากที่ผ่านงานอีเวนต์ที่ต้องใช้พลังงานแบบน็อนสตอบในช่วงที่ผ่านมา Abonzo Yama Mitsu ตั้งอยู่บนเนินเขาที่ลาดเอียงพอดีๆ นอกตัวเมืองเชียงราย พร้อมวิวหุบเขาและแม่น้ำกกแบบ 360 องศา เวทีกลางแจ้งหันหลังให้กับทิวเขาที่สลับซับซ้อนสุดลูกหูลูกตา โดยมีแสงพระอาทิตย์ตกดินเป็นเฟรมภาพที่สมบูรณ์แบบอยู่ไกลๆ ที่นี่เป็นสถานที่ที่สะกดสายตาด้วยธรรมชาติเสียจนทำให้คุณต้องรู้สึกผ่อนคลายทันทีที่มาถึง
ฉันได้รับการต้อนรับด้วยรอยยิ้มกว้างที่คุ้นเคยจาก ตั๋ง-จิรปาณ ขาวคำ นักไวโอลินจากกรุงเทพฯ ที่ฉันเคยร่วมงานและได้ดูเขาแสดงมาหลายปี ฉันเป็นแฟนคลับตัวยงของเขาเลยล่ะ ปรากฏว่าเขาเป็นหัวหน้าวงไวโอลินในวง Marshmallow Symphony Orchestra ฉันไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าจะเจอคนรู้จักที่นี่ การได้เจอเขาตั้งแต่วินาทีแรกเลยทำให้ใจฟูขึ้นมาทันที
‘ผมได้รับคำเชิญจาก ‘โน้ต’ เพื่อนของผมที่เป็นคอนดักเตอร์ เขาพานักดนตรีจากกรุงเทพฯ เชียงใหม่ เชียงราย และพะเยา มารวมตัวกันเพื่อวงออร์เคสตรานี้ครับ’ ตั๋งบอกกับฉัน ‘เราเล่นครั้งแรกในงานแต่งงานของผู้จัดงาน แล้วเขาชอบสไตล์มาก เลยขอให้จัดวงขนาด 30-40 คนมาเล่นในงาน Restival นี้ ผมรู้สึกว่าได้รับการดูแลดีมากและประทับใจกับประสบการณ์ทั้งหมดจริงๆ’
Marshmallow Restival นิยามตัวเองว่าเป็นเทศกาลแห่งการพักผ่อน ที่นี่ไม่มีโชว์ตอนเที่ยงคืน ไม่มีตารางเวลาที่ทุกคนต้องเร่งรีบ มีเพียงเวิร์กช็อป โปรแกรมดนตรีที่คัดสรรมาอย่างดี และวิวดอยที่ทอดยาวให้ทุกคนได้ปล่อยใจไปกับมัน ผู้คนส่วนใหญ่เป็นครอบครัวคนไทยรุ่นใหม่ที่มีเด็กๆ วิ่งไล่จับกันระหว่างแถวเก้าอี้แคมป์ปิ้ง ฉันไม่รู้จักวงดนตรีที่มาเล่นเลยสักวง แต่ดูเหมือนพวกเขาจะเป็นตัวดึงดูดหลักสำหรับคนอื่นๆ และเป็นไลน์อัปประเภทที่ผู้คนวงปฏิทินรอคอยมาเป็นเดือนๆ และเอาเข้าจริง การก้าวเข้าสู่โลกของดนตรีที่ฉันไม่รู้จักเลยกลับเป็นวิธีพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบที่สุด
‘เราอยากนำเสนอไอเดียใหม่ๆ’ อลงกรณ์ ถาบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Meaning Maker และผู้อำนวยการจัดงาน Marshmallow Restival กล่าว ‘การพักผ่อนไม่จำเป็นต้องหมายถึงความนิ่งสงบหรือการไม่ทำอะไรเลย เราต้องการพื้นที่สำหรับการเชื่อมต่อ ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับกิจกรรมต่างๆ’
วันแรก
วันศุกร์เริ่มต้นอย่างเนิบนาบเหมือนแขกที่มาพักผ่อนที่บ้าน ผู้คนเดินเล่นตามตลาดและซุ้มอาหาร แวะหยิบหนังสือจากมุมเอาท์ดอร์ของร้าน Passport Bookshop และลองดมกลิ่นน้ำหอมในเวิร์กช็อปราวกับกำลังแต่งแต้มตัวตนใหม่สำหรับสุดสัปดาห์นี้ ฉันเข้าร่วมการชิมไวน์กับ Frederic Debono ซอมเมอลิเยร์ชาวฝรั่งเศสที่สามารถบรรยายไวน์ขาวให้ฟังดูเหมือนเรื่องราวความรัก และที่เด็ดกว่านั้นคือเขาพูดไทยคล่องปร๋ออีกด้วย
‘ร้านหนังสือบนภูเขากลายเป็นอะไรที่มากกว่าแค่การซื้อหนังสือครับ’ อลงกรณ์บอกกับฉันภายหลัง ‘ผู้คนนั่งฟังเรื่องราวว่าหนังสือเล่มหนึ่งเปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งไปได้อย่างไร’ เขาดูตื้นตันใจมากจริงๆ
กลางสนามหญ้า มีกลิ่นซิกเนเจอร์สองกลิ่นที่ปรุงขึ้นพิเศษสำหรับงานนี้วางอยู่บนแท่นเงาวับ ดูเหมือนงานศิลปะชิ้นเล็กๆ ทุกๆ พักใหญ่ๆ จะมีคนเดินเข้าไปฉีดพรมเบาๆ แล้วเดินออกมาด้วยกลิ่นที่ชวนให้รู้สึกได้พักผ่อนมากขึ้น ซึ่งฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น
เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง ฝูงชนเริ่มเคลื่อนตัวไปที่หน้าเวทีและลานกว้าง ที่ซึ่งแถวเก้าอี้แคมป์ปิ้งและเสื่อถูกจัดวางไว้ให้อย่างเป๊ะ คุณจะเอาของตัวเองมาก็ได้แต่จริงๆ ไม่จำเป็นเลย การจัดการภายในงานของที่นี่น่าประทับใจมาก เพราะทุกอย่างดูเรียบร้อยโดยไม่มีความวุ่นวายให้เห็น
เมื่อวง Friday ขึ้นไปยังเวที สนามหญ้าก็กลายเป็นเหมือนห้องนั่งเล่นแสนนุ่มนวล แต่ละครอบครัวนั่งลงบนเก้าอี้ เด็กๆ นอนแผ่บนเสื่อ และท้องฟ้าตรงหน้าก็เริ่มเปลี่ยนสีจากส้มเป็นแดงเข้ม มันไม่ใช่บรรยากาศที่อึกทึก แต่ก็ไม่เงียบจนง่วงนอน มันเหมือนการผ่อนลมหายใจออกพร้อมๆ กันหลังจากสัปดาห์ที่ยาวนาน
วันที่สอง
วันเสาร์มีรถและผู้คนหนาตาขึ้น ครึ่งหนึ่งของฝูงชนมาพร้อมเด็กตัวน้อยๆ และห้องเวิร์กช็อปก็เต็มไปด้วยใบหน้าเล็กๆ ที่ดูจริงจัง ที่ Artepolé ฉันเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งกำลังแปะฉลากขวดน้ำหอมอย่างตั้งใจ โดยมีคุณพ่อคอยให้กำลังใจอยู่ข้างๆ เหมือนผู้ช่วยที่แสนภาคภูมิใจในลูกสาว
ฉันลองฝึกเขียนอักษรวิจิตร (Calligraphy) กับ Ki Bangkok แล้วก็ได้คำตอบว่าลายมือของฉันเหมือนไก่ที่กำลังตื่นตระหนก ต่อมา ตุลย์ หิรัญญลาวัลย์ ได้พากลุ่มเล็กๆ เดินถ่ายภาพรอบๆ พื้นที่ สอนวิธีรีดประสิทธิภาพสูงสุดจากการถ่ายภาพด้วยมือถือของเรา
ไม่นานนัก คาร์ต้า เพื่อนของฉันก็มาถึงพร้อมกับคุณแม่ และพวกเขาก็รักงานนี้มาก เขาบอกว่ามันรู้สึกเหมือนการมาพักร้อนในคอนเสิร์ต ซึ่งมันใช่เลย! Marshmallow Orchestra มอบโชว์ช่วงอาทิตย์ตกดิน ด้วยนักดนตรี 40 ชีวิต พร้อมเพลงบรอดเวย์ที่คุ้นหูและดนตรีคลาสสิกฟังสบาย ‘แขกบางคนบอกว่าพวกเขาตื้นตันจนน้ำตาไหล เพียงแค่นั่งฟังวงออร์เคสตราตอนพระอาทิตย์ตกดิน ทั้งที่พวกเขาไม่รู้จักเพลงเหล่านั้นเลยด้วยซ้ำ’ อลงกรณ์แชร์ให้ฟัง เมื่อความมืดเข้าปกคลุม วง P.O.P ก็ขึ้นเวที และฝูงชนก็เริ่มสนุกกันมากขึ้น ร้องเพลงตามและโบกไม้โบกมือในอากาศอย่างมีความสุข
วันที่สาม
พอถึงวันอาทิตย์ ที่นี่รู้สึกเหมือนเป็นหมู่บ้านเล็กๆ เราเริ่มเดินกระทบไหล่กับใบหน้าเดิมๆ ที่คุ้นเคยตามเวิร์กช็อปและแถวต่อคิวรับอาหาร ทุกคนวิวัฒนาการกลายเป็นมือโปรของเทศกาล การจองที่นั่งบนลานหญ้าเริ่มมีการวางแผนกลยุทธ์อย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงบ่ายแก่ๆ ฉันยังหาเวลาปลีกตัวไปนั่งบนบีนแบ็กพร้อมนิยายของ Gabriel García Márquez ที่หยิบมาจากร้านหนังสือ ซึ่งรู้สึกว่าเป็นกิจกรรมที่เข้ากับแบรนด์ของงานนี้ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เมื่อพระอาทิตย์เริ่มตกดิน ไฮไลต์อย่างวง ETC ก็รับไม้ต่อ และบรรยากาศก็พุ่งทะยานขึ้นไปอีกระดับ นักร้องนำเดินลัดเลาะเข้าไปในหมู่ผู้ชม พร้อมไมโครโฟนในมือ ร้องเพลงให้แฟนๆ ฟังในระยะประชิดขณะที่ทุกคนร้องตามได้ทุกคำแบบขึ้นใจ แท่งไฟไม่รู้มาจากไหนโผล่มาเต็มไปหมด และทันใดนั้นทั้งลานก็ลุกขึ้นยืนเต้น ฉันเหลือบไปเห็น ตั๋งอยู่ไกลๆ เขากำลังยิ้มกว้างและเต้นไปกับเพื่อนร่วมวง เป็นการปิดท้ายงานที่ยอดเยี่ยมที่สุด
ระหว่างขับรถลงเขา ฉันแอบขำกับความย้อนแย้งของมัน ในเมืองใหญ่เราหนีเสียงอึกทึกเพื่อไปพักผ่อน แต่ที่นี่ ‘เสียง’ เหล่านั้นกลับทำให้รู้สึกพักผ่อนได้อย่างประหลาด ทั้งแท่งไฟ เสียงวงออร์เคสตรา คุณแม่ที่เต้นกับลูกวัยเตาะแตะ ทั้งหมดถูกบรรจุไว้อย่างปลอดภัยภายใต้ตารางเวลาที่มีเวลาเข้านอนชัดเจน
‘เราไม่อยากให้การรวมตัวครั้งนี้กลายเป็นเรื่องที่เหนื่อยล้าครับ’ อลงกรณ์กล่าว ‘มีคนมาร่วมงานประมาณ 3,000 คนตลอดสามวัน และเราไม่ได้วางแผนที่จะขยายให้ใหญ่ไปกว่านี้มากนัก เป้าหมายของเราคือความใกล้ชิด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้ดื่มด่ำกับทุกประสบการณ์จริงๆ และกลับไปพร้อมความรู้สึกที่ได้รับการพักผ่อน ไม่ใช่ความรีบเร่ง’ ฟังดูเป็นไอเดียที่ยอดเยี่มมาก

