Time Out Thailand
Photograph: Time Out Thailand | Author-Inspired Bars in Bangkok for Book Lovers
Photograph: Time Out Thailand

เอาใจคนรักหนังสือ รวมพิกัด 8 บาร์ค็อกเทลธีมนักเขียนในกรุงเทพฯ ที่มีเรื่องเล่าเป็นของตัวเอง

8 บาร์ กับ 8 หน้าหนังสือ ที่เหล่าหนอนหนังสือต้องหลงรัก

Lalitphat Bumrungkarn
การโฆษณา

มีบางช่วงเวลาที่เครื่องดื่มกลายเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกจินตนาการ นักเขียนที่นั่งหลังขดหลังแข็งอยู่หน้าคีย์บอร์ดเป็นเวลานานหลายชั่วโมงเพื่อถ่ายทอดแง่มุมต่างๆ ของมนุษย์ มักจะพบว่าความร่วมมือทางความคิดและความชัดเจนจะพรั่งพรูออกมาในแก้วที่สอง ช่วยกลั่นกรองความคิดของพวกเขาให้กลายเป็นร้อยแก้วที่งดงามและลึกซึ้ง

นักเขียนชื่อดังหลายคนต่างก็มีเรื่องราวที่ผูกพันกับเครื่องดื่มไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง บางคนถึงกับเคยเป็นบาร์เทนเดอร์ก่อนที่จะก้าวขึ้นมามีชื่อเสียงในวงการวรรณกรรม เส้นแบ่งระหว่างเคาน์เตอร์บาร์กับโต๊ะเขียนหนังสือจึงดูบางเฉียบกว่าที่คิด

บทความนี้อ้างอิงจากลิสต์ของ Koktail Kuisine รวบรวมบาร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเหล่านักเขียนและโลกของพวกเขา บางร้านแสดงออกอย่างชัดเจน ขณะที่บางร้านอาจจะซ่อนกิมมิกไว้อย่างแนบเนียน คุณจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเหล่านั้นผ่านการตกแต่ง บรรยากาศ หรือแม้กระทั่งวิธีการสร้างสรรค์เครื่องดื่ม หากคุณเป็นคนที่ชอบทั้งหนังสือและเครื่องดื่มดีๆ บาร์เหล่านี้คือพิกัดที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

  • หลังสวน

บาร์ค็อกเทลวรรณกรรมแนวลึกลับที่ได้แรงบันดาลใจจาก Dickens เต็มไปด้วยเรื่องราวการผจญภัยอันแสนวุ่นวายของชาว Pickwicks และเครื่องดื่มที่ตั้งชื่อตามตัวละคร

The Pickwicks Chronicles อาจเรียกได้ว่าเป็นบาร์ที่มีธีมวรรณกรรมชัดเจนที่สุดในกรุงเทพฯ โดยชื่อร้านอ้างอิงมาจากนวนิยายเรื่อง The Pickwick Papers (หรือชื่อเต็มคือ The Posthumous Papers of the Pickwick Club) ซึ่งเป็นผลงานเปิดตัวที่ทำให้ ชาร์ลส์ ดิคเกนส์ (Charles Dickens) เริ่มมีชื่อเสียงในวงกว้าง เรื่องราวที่ตีพิมพ์เป็นตอนๆ นี้แสดงให้เห็นถึงสไตล์ตลกขบขันในยุคแรกๆ ของเขา โดยติดตามการผจญภัยที่ผิดพลาดและวุ่นวายของ แซมมวล พิกวิก (Samuel Pickwick) และผองเพื่อนในการเดินทางออกนอกลอนดอนเพื่อบันทึกวิถีชีวิตของผู้คนทั่วอังกฤษ

บาร์แห่งนี้คงธีมวรรณกรรมไว้ในทุกองค์ประกอบ รวมถึงเมนูเครื่องดื่ม ค็อกเทลหลายแก้วตั้งชื่อตามตัวละครหลัก เช่น Augustus Snodgrass Teddy Bear, Tracy Trupman, Mr Wardle’s Tiki Drink, Samuel Pickwick’s Martini และ Nathaniel Winkle Vol II หากคุณเป็นแฟนวรรณกรรมอังกฤษ โดยเฉพาะผลงานของชาร์ลส์ ดิคเกนส์ บาร์นี้คือร้านที่คุณไม่ควรปล่อยให้หลุดมือ

ที่ 76/10 ลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เปิดทุกวันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 17.00 น. - 02.00 น. 

โทร +66 98 286 9555

  • นานา

บาร์-บิสโทรที่หยั่งรากในจิตวิญญาณยุคปารีสของเฮมิงเวย์ ที่ซึ่งค็อกเทลดำเนินตาม ‘ทฤษฎีภูเขาน้ำแข็ง’ พูดให้น้อย แต่แสดงนัยยะถึงทุกสิ่ง

เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ (Ernest Hemingway) หนึ่งในกระบอกเสียงทางวรรณกรรมที่สำคัญที่สุดในยุคของเขา มักถูกเชื่อมโยงกับกลุ่มคนรุ่นที่สูญหาย ซึ่งเป็นคำที่เกอร์ทรูด สไตน์ บัญญัติขึ้นจากความรู้สึกสิ้นหวังอย่างลึกซึ้งหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขามีสไตล์การเขียนร้อยแก้วที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความหมายซ่อนเร้น แม้แต่ประโยคที่ธรรมดาที่สุดก็ยังมีน้ำหนักของสิ่งที่ไม่ไม่ได้พูดออกมา หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ ‘ทฤษฎีภูเขาน้ำแข็ง’ ของเฮมิงเวย์

เฮมิงเวย์เขียนผลงานชิ้นสำคัญอย่าง ‘The Sun Also Rises’ ในช่วงที่ทำงานเป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศในปารีส โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ถูกแต่งขึ้นตอนที่เขาอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์แถบฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซน นวนิยายเรื่องนี้ติดตามกลุ่มคนต่างชาติที่ใช้ชีวิตล่องลอยไปในโลกที่พวกเขาไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งอีกต่อไป เป็นกลุ่มคนที่สูญหาย และถูกหล่อหลอมด้วยความทะเยอทะยานที่พังทลาย เจค บาร์นส์ ผู้เล่าเรื่อง มักถูกมองว่าเป็นตัวแทนของเฮมิงเวย์ ขณะที่ความตึงเครียดกับ โรเบิร์ต โคห์น และความปรารถนาในตัว เลดี้ เบรตต์ แม้จะเป็นเรื่องแต่ง แต่ก็ถอดแบบมาจากบุคคลในชีวิตจริงของเขา

Hemingway Bangkok ซึ่งตั้งชื่อตามตัวผู้เขียน น่าจะเป็นสถานที่ในกรุงเทพฯ ที่อุทิศให้กับมรดกของเขาอย่างจริงจังที่สุด ร้านนี้ผสมผสานความเป็นบาร์และบิสโทรเข้าด้วยกัน ปัจจุบันตั้งอยู่ใจกลางสุขุมวิท ซอย 11 (โดยโลเคชันดั้งเดิมในซอย 14 เคยเป็นบ้านไม้สักอายุนับศตวรรษจากช่วงทศวรรษ 1920 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับปีที่เฮมิงเวย์ใช้ชีวิตในปารีส) แม้จะย้ายสถานที่แล้ว แต่พื้นที่แห่งนี้ยังคงรักษาเสน่ห์ความเก่าแก่เอาไว้ โซนรับประทานอาหารแบบเปิดโล่ง (Al fresco) ให้ความรู้สึกเหมือนคาเฟ่ในปารีส เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการดื่มด่ำไปกับเรื่องราวของเฮมิงเวย์

ที่นี่มีทั้งไวน์ แชมเปญ เบียร์ และจินให้เลือกมากมาย ตอบโจทย์ทุกรสนิยม แต่ ‘ค็อกเทล’ คือสิ่งที่เป็นตัวตนของบาร์-บิสโทรแห่งนี้อย่างแท้จริง เมนูซิกเนเจอร์ เช่น Basil Bellini, Passion Fruit Aperol Spritz, Tik Tok Thai และ Mexican Moondanceแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของเมนู อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการยกย่องตัวนักเขียน เครื่องดื่มที่ดึงดูดความสนใจที่สุดย่อมหนีไม่พ้นเครื่องดื่มที่ผูกพันกับเฮมิงเวย์อย่างแยกไม่ออก นั่นคือ คลาสสิกไดคิรี 

ที่ สุขุมวิท ซอย 11 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00 น. - 02.00 น.

โทร: +66 2 653 3900

การโฆษณา
  • ค็อกเทลบาร์
  • หลังสวน

บาร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง Gatsby คลอเคล้าด้วยบรรยากาศสไตล์คาบาเร่ต์ นำเสนอค็อกเทลที่สวยงามราวกับงานศิลปะจนแทบไม่กล้าดื่ม พร้อมชื่อแก้วแนวตลกร้าย

Crimson Room เป็นบาร์สไตล์อาร์ตเดโคที่หรูหราและชวนฝัน ร้านนี้จำลองบรรยากาศที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุค Gatsby และชวนให้ระลึกถึงยุคห้ามขายเหล้าในสหรัฐอเมริกา ยุคที่สุราเป็นทั้งสิ่งบาปและสิ่งหรูหรา และความฟุ่มเฟือยซ่อนตัวอยู่ภายใต้คราบของสิ่งผิดกฎหมาย นวนิยายเรื่อง The Great Gatsby ของ ฟรานซิส สกอตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) สะท้อนภาพความพังทลายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังอเมริกันดรีม และบาร์แห่งนี้ให้ความรู้สึกราวกับเป็นสถานที่ที่แกตสบีและ นิก คาร์ราเวย์ เพื่อนของเขา จะมานั่งทอดอารมณ์เพื่อรอคอยให้ เดซี่ เดินควงแขน ทอม บูแคนัน เข้ามาในร้าน

ค็อกเทลของที่นี่ได้รับการสร้างสรรค์อย่างประณีตงดงามจนแทบจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่กล้าแตะต้อง บางแก้วตั้งชื่อแฝงมุกตลกร้ายที่อาจทำให้คุณเผลอขำออกมา เช่น The Market Crash ซึ่งน่าจะเป็นการหยอกล้อถึงเหตุการณ์ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทล่มสลายในช่วงปลายทศวรรษ 1920 ลองแวะมาที่นี่หากคุณพบว่าตัวเองกำลังโหยหาใครสักคนที่อยู่ไกลเกินเอื้อมตลอดเวล เหมือนกับ ‘เดซี่’ ในเวอร์ชันของคุณเอง

ที่ โครงการ Velaa Sindhorn Village เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เปิดบริการทุกวัน เวลา 18.00 น. - 02.00 น.

โทร: +66 62 259 2525

  • ค็อกเทลบาร์
  • พร้อมพงษ์
  • 5 จาก 5 ดาว
  • แนะนำ

บาร์ใต้แสงเทียนเคล้าเสียงเพลงแจ๊ส ถ่ายทอดความอ้างว้างของเมืองอันอึกทึกผ่านความสันโดษที่แบ่งปันร่วมกัน

แฟนๆ ของ ฮารุกิ มูราคามิ (Haruki Murakami) ส่วนใหญ่น่าจะรู้กันดีว่า นักเขียนชาวญี่ปุ่นชื่อดังคนนี้เคยเปิดบาร์แจ๊สชื่อ Peter Cat ในย่านโคคุบุนจิ ทางตะวันตกของโตเกียว ก่อนที่ชื่อเสียงด้านวรรณกรรมของเขาจะโด่งดังไปทั่วโลก ดนตรีแจ๊สและค็อกเทลเปรียบเสมือนชีพจรที่เต้นอย่างสม่ำเสมอในนิยายของเขา โดยมีบาร์เป็นฉากหลังที่เงียบสงบในเรื่องสั้นหลายๆ เรื่อง ผลงานของเขามักจะสะท้อนถึงความว่างเปล่าของชีวิตร่วมสมัย ความเหงาอันแปลกประหลาดของการมีตัวตนอยู่ในเมืองที่ผู้คนพลุกพล่าน

Alonetogether นำเสนอความย้อนแย้งตามชื่อร้าน นั่นคือ ‘ความโดดเดี่ยวท่ามกลางผู้คน’ พื้นที่สำหรับนั่งร่วมกับคนแปลกหน้า ถือเครื่องดื่มในมือ และปล่อยใจให้จมดิ่งลงไปในฉากกึ่งฝันสไตล์มูราคามิพร้อมเสียงเพลงแจ๊สคลอเคล้า ท่ามกลางแสงเทียนสลัว ที่นี่ให้บริการเครื่องดื่มแก้วโปรดสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก เช่น Frozen Screwdriver, China Blue ที่ผสมผสานวาซาบิ และ Martinis สาวกมูราคามิจะรู้สึกอบอุ่นใจเหมือนอยู่บ้านอย่างแน่นอน

ที่ 29 สุขุมวิท 31 (ซอยสวัสดี) เขตวัฒนา กรุงเทพฯ เปิดบริการทุกวัน เวลา 19.00 น. - 02.00 น.

โทร: +66 82 569 8583

การโฆษณา
  • ค็อกเทลบาร์
  • สีลม

บาร์สายลับย่านศาลาแดง ที่ซึ่งแม้แต่ เจมส์ บอนด์ เองก็คงจะสั่งมาร์ตินี่แบบ ‘เขย่า แต่ไม่คน’

บาร์ที่สร้างขึ้นจากตำนานของสายลับและเสน่ห์ในแบบของ เอียน เฟลมิง (Ian Fleming) ตัวร้านให้กลิ่นอายของบางสิ่งที่หลุดพ้นจากการควบคุม โดยองค์กรสมมติต่างๆ ได้หันหลังกลับและปล่อยให้บาร์แห่งนี้ดำเนินไปในฐานะสถานที่ลี้ภัยอันมีสไตล์ ค็อกเทลอย่าง Osaka, The Janitor และ Excommunicado สะท้อนให้เห็นถึงความหมกมุ่นในชีวิตที่ต้องปกปิดและตัวตนที่เป็นรหัสลับ ทว่า เช่นเดียวกับ เจมส์ บอนด์ คุณอาจพบว่าตัวเองมักจะกลับมาเลือกเครื่องดื่มสุดคลาสสิกตลอดกาลอย่าง มาร์ตินี่ แบบเขย่าแต่ไม่คน เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศการจารกรรม

ที่ 63 ศาลาแดง ซอย 2 เขตบางรัก กรุงเทพฯ เปิดวันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 18.00 น. - 02.00 น.

โทร: +66 82 852 7999

  • รัตนโกสินทร์

คาเฟ่ในตอนกลางวัน บาร์แจ๊สในตอนกลางคืน ที่ค็อกเทลและเสียงเครื่องเป่าล่องลอยไปสู่ความเชื่อทางจิตวิญญาณ ความมึนเมาอันงดงาม และดนตรีแจ๊ส

แจ็ค เคอรูแอก (Jack Kerouac) เป็นที่รู้จักจากสไตล์งานเขียนแบบ ‘Spontaneous prose’ เขารังสรรค์งานด้วยความเร่งรีบของความคิดที่เคลื่อนไหวอย่างไม่หยุดนิ่ง โดยหลอมรวมจังหวะของดนตรีแจ๊สเข้ากับกระแสสำนึกที่ปล่อยไหลอย่างอิสระของกลุ่ม ‘Beat Generation’ ชีวิตของเขาก็โลดโผนไม่แพ้กัน เต็มไปด้วยการติดสุราและการร่อนเร่จากบาร์หนึ่งไปอีกบาร์หนึ่ง เช่นเดียวกับการเดินทางที่เขาเล่าไว้ใน On the Road นวนิยายที่มักได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในตัวเต็งของมหากาพย์วรรณกรรมอเมริกัน อย่างไรก็ตาม งานเขียนของเขายังคงพบความสุขในความแปลกประหลาดและธรรมชาติที่คาดเดาไม่ได้ของมนุษย์ หนึ่งในประโยคเปิดเรื่องกล่าวไว้ว่า

‘คนประเภทเดียวสำหรับฉันคือพวกคนบ้า คนที่บ้าคลั่งในการใช้ชีวิต บ้าคลั่งในการพูดคุย บ้าคลั่งที่จะได้รับการช่วยเหลือ ปรารถนาในทุกสิ่งทุกอย่างในเวลาเดียวกัน คนที่ไม่เคยหาวหรือพูดจาธรรมดาๆ ซ้ำซาก แต่แผดเผา แผดเผา แผดเผา ราวกับดอกไม้ไฟโรมันสีเหลืองอันยอดเยี่ยมที่ระเบิดออกมาราวกับแมงมุมท่ามกลางหมู่ดาว’

สิ่งที่แฝงอยู่ในงานของเขาคือความเชื่อทางจิตวิญญาณที่สืบเนื่องมาอย่างยาวนาน โดยเครูแอกพยายามที่จะหลอมรวมปัญญาของซีกโลกตะวันตกเข้ากับซีกโลกตะวันออกในผลงานอย่าง Visions of Gerard และ The Dharma Bums กระแสน้ำนิ่งทางจิตวิญญาณนี้เองที่อาจเป็นตัวกำหนดงานเขียนของเขาได้ดีที่สุด ช่วงเวลาแห่งความตื่นรู้ที่ทะลุผ่านม่านหมอกแห่งความลุ่มหลง ในจินตนาการทางวรรณกรรมร่วมสมัย เครูแอกได้รับคุณลักษณะที่ดูคล้ายกับนักบุญ ผลงานของเขามอบการเปิดเผยทางปัญญา ไม่ใช่แค่ความมึนเมา

ที่ Buddha & Pals ดนตรีแจ๊สและจิตวิญญาณโคจรมาพบกันในรูปแบบที่รู้สึกได้โดยสัญชาตญาณ พร้อมด้วยนักร้องสาวที่ถ่ายทอดอารมณ์ลงไปในทุก ๆ ตัวโน้ต ลำพังแค่ชื่อร้านก็บ่งบอกถึงรสนิยมสไตล์กลุ่ม Beat แล้ว ในตอนกลางวัน ที่นี่คือคาเฟ่อันเงียบสงบที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางอาคารเก่าแก่ นำพาความถวิลหาอดีตของกรุงเทพฯ กลับมา ในตอนกลางคืน ร้านจะเปลี่ยนผ่านไปสู่แจ๊สคลับที่มีชีวิตชีวา เสียงเครื่องเป่าและเครื่องสายจะเติมเต็มพื้นที่ สร้างท่วงทำนองที่โอบล้อมผู้มาเยือน

ค็อกเทลคลาสสิกอย่างเนโกรี และมาตินี่ แน่นอนว่ามีพร้อมให้บริการ นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ที่ตั้งชื่อตามเพลงแจ๊สมาตรฐานที่เป็นที่รู้จักกันดี เช่น Summertime และ Un Poco Loco โดยรวมแล้ว ที่นี่คือการผสมผสานของดนตรีแจ๊ส จิตวิญญาณ และบางสิ่งที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณของกลุ่ม Beat อย่างชัดเจน

ที่ 712 ถนนกรุงเกษม แขวงป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ เปิดวันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 10.00 น. - เที่ยงคืน

โทร: +66 61 585 9283

การโฆษณา
  • ค็อกเทลบาร์
  • นานา
  • แนะนำ

ค็อกเทลบาร์สไตล์ทศวรรษ 1940 ที่สะท้อนถึงปีที่เฮมิงเวย์ใช้ชีวิตในคิวบาและนวนิยาย ‘The Old Man and the Sea’ นำเสนอไดคิริและโมฮิโตในหลากหลายรูปแบบ

หลังจากช่วงเวลาในปารีส ผลงานของเฮมิงเวย์ได้ขยายขอบเขตจากกลุ่มคนคนรุ่นที่สูญหาย ไปสู่มุมมองประวัติศาสตร์โลกที่กว้างขึ้น สร้างสรรค์สุ้มเสียงที่บอกเล่าถึงประสบการณ์ร่วมของมนุษย์ในระดับสากล ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1930 จนถึงปี 1960 เขาและครอบครัวอาศัยอยู่ที่ Finca Vigía บ้านในย่าน San Francisco de Paula ของกรุงฮาวานา ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่อนุรักษ์มรดกของเขาไว้

ในช่วงเวลานี้ เฮมิงเวย์ได้เขียนเรื่อง For Whom the Bell Tolls ซึ่งติดตามเรื่องราวของอาสาสมัครชาวอเมริกันที่ได้รับมอบหมายให้ระเบิดสะพานในช่วงสงครามกลางเมืองสเปน และที่อาจจะโด่งดังยิ่งกว่านั้นคือเรื่อง The Old Man and the Sea เรื่องราวคลาสสิกของการต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ถ่ายทอดกลิ่นอายแบบงานของเมลวิลล์ผ่านร้อยแก้วที่เรียบง่าย ผลงานชิ้นหลังนี้ยังสะท้อนถึงความหลงใหลของเฮมิงเวย์ที่มีต่อละตินอเมริกาและแคริบเบียน โดยเน้นไปที่การต่อสู้ของชาวประมงคิวบากับปลามาร์ลินยักษ์

Havana Social มอบบรรยากาศที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการก้าวเข้าสู่โลกของเฮมิงเวย์ในยุคหลัง ตัวร้านได้รับการออกแบบให้เป็นค็อกเทลบาร์สไตล์ทศวรรษ 1940 ชวนให้ระลึกถึงช่วงเวลาที่ฮาวานาอยู่ในจุดที่วัฒนธรรมตื่นตัวและมีไดนามิกที่สุด นอกเหนือจากโปรแกรมดีเจประจำสัปดาห์แล้ว ที่นี่ยังมีการจัดกิจกรรมสนุก ๆ เช่น การประกวดแต่งตัวเลียนแบบ Bad Bunny ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเน้นย้ำถึงการเฉลิมฉลองวัฒนธรรมละตินอเมริกา

เมนูค็อกเทลแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ยุคก่อนปฏิวัติและหลังปฏิวัติ ส่วนแรกประกอบด้วย Cuba Libre, Jamaican Rhapsody และ Plata o Plamo ขณะที่ส่วนหลังมีเครื่องดื่มอย่าง Fidel’s Nightcap และ Dias de Verano ส่วนค็อกเทลทีคิจะเสิร์ฟมาในแก้วมัคทีคิที่สวยงาม สำหรับโมฮิโต และไดคิวรี มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ โดยแก้วที่ใช้ชื่อว่า Hemingway ถือเป็นแก้วที่โดดเด่นที่สุด ประกอบด้วยไวท์รัม Flor de Caña, Luxardo Maraschino, คอร์เดียลส้มโอ และซิตรัส

ที่ สุขุมวิท ซอย 11 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ เปิดบริการทุกวัน เวลา 18.00 น. - 02.00 น.

โทร: +66 2 821 6111

  • ค็อกเทลบาร์
  • ทองหล่อ
  • 5 จาก 5 ดาว
  • แนะนำ

บาร์ค็อกเทลย่านทองหล่อที่เน้นการนำเสนอด้วยโชว์ฝีมืออันโดดเด่น เปิดตัวเมนูใหม่ในธีมเมืองต่างๆ เปรียบเสมือนโพรงกระต่ายที่รวบรวมรสชาติค็อกเทลจากทั่วโลก

นักอ่านที่กระตือรือร้นส่วนใหญ่ทราบดีว่าผลงานของ ลูอิส แครอล (Lewis Carroll) ไม่ได้มีไว้สำหรับเด็กเท่านั้น จินตนาการและบทกวีที่ชาญฉลาดของเขาทำให้เราได้รู้จักกับตัวละครที่ไม่มีวันลืมเลือน เช่น กระต่ายขาว, แมวเชเชียร์, ช่างทำหมวกผู้บ้าคลั่ง และแจบบอร์ว็อกกี วลีที่ว่า ‘Down the rabbit hole’ ถูกนำมาใช้บ่อยมากในปัจจุบันจนผู้คนแทบจะไม่ได้เชื่อมโยงมันเข้ากับ ‘อลิซในแดนมหัศจรรย์’ อีกแล้ว และอิทธิพลของเขาก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นักเขียนแนวแฟนตาซี นักดนตรีที่ใช้คำแปลก ๆ และการเล่นคำในการแต่งเพลงอย่าง ‘จอห์น เลนนอน’ ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากเขาเช่นกัน

Rabbit Hole จะดึงดูดคุณเข้าไปในพื้นที่ไฟสลัวสีมืด สาดด้วยโทนสีแดงที่โฉบเฉี่ยว เมนูค็อกเทลใหม่ล่าสุดของร้านจะพาคุณเดินทางข้ามเมืองต่างๆ ตั้งแต่ลิสบอนไปจนถึงปารีส จากนั้นต่อไปยังโตเกียวและเดลี ทั้งหมดถูกผูกเข้าด้วยกันด้วยลูกเล่นลายตารางอักษรไขว้ เปรียบเสมือนเครือข่ายของโพรงกระต่าย มันคือการดิ่งลงสู่ตรรกะในแดนมหัศจรรย์ ที่ซึ่งนาฬิกาละลายตารางเวลาของตัวเอง และสถานที่ต่างๆ พากันสลับชื่อเมื่อคุณเผลอ

การโชว์ฝีมือทำค็อกเทลคือจุดโฟกัสหลักของ Rabbit Hole โดยบาร์เทนเดอร์จะเนรมิตการแสดงที่เหมาะสมเพื่อทำให้ค่ำคืนของคุณน่าจดจำ เครื่องดื่มธีมเมืองต่างๆ คือดาราเด่นของเมนู แต่ค็อกเทลคลาสสิกอย่าง Penicillinและ Moscow Mule ก็ยังมีพร้อมหากคุณชอบเครื่องดื่มแก้วโปรดแบบเดิมๆ นอกจากนี้ ร้านยังร่วมฉลองครบรอบ 10 ปีด้วยการนำเครื่องดื่มในตำนานกลับมาอีกครั้ง เช่น Mad Hatter, Clueless และ Smoke Peach Old Fashioned เพื่อตอกย้ำจุดยืนในวงการบาร์ค็อกเทลของกรุงเทพฯ

ที่ 125 ทองหล่อ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ เปิดบริการทุกวัน เวลา 19.00 น. - 02.00 น.

โทร: +66 98 532 3500

เรื่องเด่น
    บทความล่าสุด
      การโฆษณา