ข่าว

The Last Picture Shows สารคดีที่ออกเดินทางตามหาโรงภาพยนตร์ที่กำลังเลือนหายจากแผ่นดินอเมริกา

มีทั้งความหม่นเศร้า แต่ก็ยังมีความหวัง

Lalitphat Bumrungkarn
เขียนโดย
Lalitphat Bumrungkarn
Staff writer, Time Out Thailand
Rustin Thompson/Foghorn Features/Time Out
Photograph: Rustin Thompson/Foghorn Features/Time Out | ‘The Last Picture Shows’
การโฆษณา

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกทาง Time Out Worldwide เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 และถูกนำมาเรียบเรียงใหม่เป็นภาษาไทย

โรงภาพยนตร์อเมริกันอาจกำลังกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลัง Spider-Man: Brand New Day และ The Odyssey ช่วยกันสร้างสถิติสุดสัปดาห์ที่ทำรายได้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์บ็อกซ์ออฟฟิศสหรัฐฯ ด้วยรายได้รวมกว่า 400 ล้านดอลลาร์ แต่ในอีกฟากหนึ่งของประเทศ โรงภาพยนตร์ขนาดเล็กจำนวนมากยังคงต่อสู้เพื่อให้ประตูของตัวเองเปิดต่อไป

เรื่องราวอีกด้านนี้ถูกถ่ายทอดผ่าน The Last Picture Shows สารคดีโดยผู้กำกับอินดี้ ‘รัสติน ทอมป์สัน (Rustin Thompson)’ ที่ออกเดินทางกว่า 10,825 ไมล์ เพื่อสำรวจสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘cinema deserts’ หรือพื้นที่ซึ่งแทบไม่มีโรงภาพยนตร์หลงเหลืออยู่

 Rustin Thompson
Photograph: Rustin ThompsonFoghorn FeaturesWest Theatre in Grants, New Mexico

การเดินทางครั้งนี้พาเขาไปยังโรงหนัง 123 แห่ง ตั้งแต่ Pacific Northwest ไปจนถึงเทือกเขาร็อกกีส์ พร้อมพบปะเจ้าของโรง ผู้จัดการ ผู้ชม และแม้แต่แมวประจำโรงหนังที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในสถานที่เหล่านี้

คำว่า ‘cinema desert’ เป็นคำที่ Thompson เพิ่งได้ยินจาก Ross Melnick ศาสตราจารย์ด้านภาพยนตร์จาก University of California และผู้ร่วมก่อตั้ง Cinema Treasures และมันกลายเป็นคำสำคัญที่ช่วยอธิบายปัญหาของโรงหนังชนบทในอเมริกาได้อย่างตรงไปตรงมา

โรงภาพยนตร์บางแห่งตั้งอยู่ห่างกันนับร้อยไมล์ การเดินทางไปดูหนังจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนการขับรถไปมัลติเพล็กซ์แล้วเลือกจากหนังห้าหรือหกเรื่องที่กำลังฉายอยู่ การมีโรงหนังสักแห่งในเมืองจึงหมายถึงการมีทั้งสถานที่ดูหนังและพื้นที่พบปะของคนในชุมชน

แต่โรงหนังเหล่านี้กำลังหายไป

Rustin Thompson
Photograph: Rustin ThompsonFoghorn FeaturesBarnyard Cinema in Winthrop, Washington

ในปี 1929 ซึ่งเป็นช่วงรุ่งเรืองของฮอลลีวูด สหรัฐฯ มีโรงภาพยนตร์มากถึง 22,000 แห่ง ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 3,000 แห่ง เมืองเล็กๆ อย่าง Springer ในรัฐนิวเม็กซิโก และ Brewster ในรัฐวอชิงตัน ต่างเคยมีโรงหนังเป็นของตัวเอง ก่อนที่มันจะปิดตัวลงและไม่กลับมาเปิดอีก
สำหรับชาว Springer การดูหนังหนึ่งเรื่องอาจหมายถึงการต้องขับรถนานถึงสองชั่วโมงเพื่อไปยังโรงภาพยนตร์ที่ใกล้ที่สุด

“ตอนแรก Thompson คิดว่าสารคดีเรื่องนี้จะเป็นเพียงบทไว้อาลัยให้กับพื้นที่ชุมชนของอเมริกา”

ภาพใน The Last Picture Shows เต็มไปด้วยโรงภาพยนตร์เก่าที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของเมือง แต่ปัจจุบันกลายเป็นร้าน Costco, Subway หรือแม้แต่โบสถ์ ชื่อของสารคดียังหยิบยืมมาจาก The Last Picture Show ภาพยนตร์ปี 1971 ของ Peter Bogdanovich ซึ่งกลายเป็นภาพแทนสำคัญของการเสื่อมถอยของวัฒนธรรมการดูหนังในเมืองชนบท

Rustin Thompson
Photograph: Rustin ThompsonFoghorn Features The old Chief Theater in Tonasket, Washington

ปัจจัยทางเศรษฐกิจก็มีส่วนไม่น้อย

ที่ Susanville รัฐแคลิฟอร์เนีย ผู้จัดการของ Sierra Theater เล่าให้ Thompson ฟังว่า จำนวนผู้ชมเริ่มลดลงหลังนายจ้างรายใหญ่สองแห่งในเมืองปิดตัวลง และทั้งสองแห่งนั้นคือเรือนจำ

ขณะเดียวกัน โรงภาพยนตร์ขนาดเล็กยังต้องเผชิญแรงกดดันจากสตูดิโอรายใหญ่ โรงหนังที่มีเพียงจอเดียวอาจต้องทุ่มรอบฉายทั้งหมดให้กับภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์เรื่องใหม่ หากต้องการนำหนังเรื่องนั้นเข้าฉาย ซึ่งทำให้ผู้ชมในท้องถิ่นมีทางเลือกน้อยลง

สำหรับ Thompson เจ้าของโรงจำนวนมากรู้ดีว่าพวกเขากำลังถูกสตูดิโอรายใหญ่ ‘บีบจนแทบหายใจไม่ออก’ ขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบฉายดิจิทัลก็เพิ่มต้นทุนอีกชั้น เพราะโรงหนังเล็กๆ หลายแห่งไม่มีเงินมากพอสำหรับซื้อเครื่องฉายรุ่นใหม่

แต่สิ่งที่ทำให้ The Last Picture Shows ไม่ได้กลายเป็นเพียงหนังว่าด้วยการสูญเสีย คือการที่ Thompson พบว่ายังมีผู้คนจำนวนหนึ่งกำลังพยายามรักษาโรงหนังเหล่านี้เอาไว้

‘ในหนังมีความหม่นเศร้าอยู่มาก แต่ก็มีความหวังด้วย’ Thompson กล่าว

Rustin Thompson
Photograph: Rustin ThompsonFoghorn FeaturesThe old Soap Lake Drive-in, Soap Lake, Washington

เจ้าของโรงหนังหลายคนเติบโตขึ้นมาในเมืองเล็กๆ เหล่านี้ เคยออกไปใช้ชีวิตที่อื่น ก่อนจะกลับมาและเลือกอุทิศตัวเองให้กับการรักษาพื้นที่เหล่านี้ไว้ในฐานะสถานที่สำหรับการรวมตัวของผู้คน หนึ่งในเรื่องราวที่สะท้อนความหวังนั้นอยู่ที่ Winthrop รัฐวอชิงตัน ที่ซึ่ง Thompson พบกับ Barnyard Cinema โรงหนังแบบจอเดียวที่สร้างขึ้นในปี 2015 โดย Genevieve และ Steve Cole คู่สามีภรรยาที่เคยอาศัยอยู่ใน Seattle ก่อนย้ายมายังเมืองแห่งนี้

พวกเขาคิดถึงการมีโรงภาพยนตร์ในเมือง จึงตัดสินใจสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง

ห่างออกไปประมาณ 60 ไมล์ใน Chelan โรงหนัง The Ruby ยังคงเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1914 และกลายเป็นหนึ่งในโรงภาพยนตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของรัฐที่ยังเปิดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

Rustin Thompson
Photograph: Rustin ThompsonFoghorn FeaturesThe Barnyard Cinema in Winthrop, Washington

ที่นี่ Spider-Man: Brand New Day ขายตั๋วในราคาเพียง 10 ดอลลาร์ และบัตรถูกจำหน่ายหมดล่วงหน้าไปอีกสองสัปดาห์

สำหรับ Thompson สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าโรงภาพยนตร์ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับฉายภาพยนตร์ แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนในเมืองเล็กๆ ได้กลับมาอยู่ร่วมกัน ที่ Pioche รัฐเนวาดา เมืองซึ่งมีประชากรเพียงราว 900 คน โรงภาพยนตร์แห่งใหม่อย่าง The Gem Theater กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง แม้จะต้องใช้เวลาอีกราวสองปีกว่าผู้สร้างจะมีเงินเพียงพอสำหรับซื้อเครื่องฉายดิจิทัล แต่ความพยายามนั้นก็สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการโรงหนังยังคงอยู่

Rustin Thompson
Photograph: Rustin ThompsonFoghorn FeaturesThe Ruby Theater, Chelan

และในช่วงเวลาที่สังคมอเมริกันเต็มไปด้วยความแตกแยก Thompson มองว่าโรงภาพยนตร์ยังมีพลังบางอย่างที่สถานที่อื่นหาได้ยาก ไม่ว่าคนดูจะเป็นชาวนาหรือนายกเทศมนตรี ทุกคนจ่ายค่าตั๋วในราคาเดียวกัน นั่งอยู่ในห้องเดียวกัน กินป๊อปคอร์น ดื่มเบียร์ และหัวเราะหรือร้องไห้ไปกับเรื่องราวบนจอเดียวกัน

สำหรับโรงภาพยนตร์ สิ่งที่จะทำให้มันยังมีชีวิตอยู่ต่อไปอาจมีเพียงสามอย่าง เจ้าของโรง ภาพยนตร์ และเหนือสิ่งอื่นใดคือผู้ชม เพราะท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้โรงหนังมีความสำคัญเพียงใด หากไม่มีใครเดินเข้าไปนั่งดูหนัง ไฟของมันก็ย่อมดับลงในที่สุด

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ:

📽 โรงภาพยนตร์ที่สวยที่สุดในโลก

🍿 โปรแกรมหนังน่าดูประจำเดือน

บทความล่าสุด
    การโฆษณา