7 ร้านอาหารในกรุงเทพฯ ที่เสิร์ฟทั้งอาหารรสเยี่ยมและวิวเมืองสุดตระการตา

รวม 7 ร้านอาหารในกรุงเทพฯ ที่ไม่ได้มีดีแค่อาหาร แต่ยังมาพร้อมวิวและบรรยากาศสุดประทับใจ ชวนให้ทุกมื้อพิเศษยิ่งกว่าเดิม

Yokploy Chandrabha
การโฆษณา

การเลือกร้านอาหารสักแห่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับรสชาติเพียงอย่างเดียว เพราะบรรยากาศก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ทำให้มื้อธรรมดากลายเป็นประสบการณ์น่าจดจำ วิวเมือง แม่น้ำ หรือพื้นที่สีเขียวที่มองเห็นจากโต๊ะอาหาร ล้วนช่วยเติมเสน่ห์ให้ทุกคำอร่อยขึ้น และทำให้เราอยากใช้เวลากับมื้อนั้นให้นานกว่าเดิม

บทความนี้อ้างอิงจากลิสต์ของ Koktail Kuisine พาไปสำรวจ 7 ร้านอาหารในกรุงเทพฯ ที่ผสานอาหารคุณภาพเข้ากับโลเคชันและการออกแบบได้อย่างลงตัว ตั้งแต่ห้องอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา รูฟท็อปที่มองเห็นเส้นขอบฟ้าของเมือง ไปจนถึงร้านที่เปิดรับวิวสนามแข่งม้า ทุกแห่งพิสูจน์ว่าเมื่ออาหารดีและบรรยากาศสวยเดินไปด้วยกัน มื้อหนึ่งก็สามารถกลายเป็นความทรงจำดีๆ ได้ไม่ยาก

  • อาหารฝรั่งเศส
  • เจริญกรุง

ห้องอาหารฝรั่งเศสใน Four Seasons Bangkok ที่พาคุณหลีกหนีความวุ่นวายสู่บรรยากาศร่มรื่น พร้อมเมนูคลาสสิกที่ปรุงอย่างประณีต

แม้อาหารฝรั่งเศสจะมีเสน่ห์ในตัวเองอยู่แล้ว แต่ Brasserie Palmier ภายใน Four Seasons Hotel Bangkok ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า บรรยากาศที่ดีสามารถยกระดับมื้ออาหารได้อีกขั้น ห้องอาหารแห่งนี้ออกแบบโดย AvroKO โดยหยิบกลิ่นอายของเมืองเขตร้อนในฝรั่งเศสมาผสมผสานกับงานดีไซน์สไตล์อาร์ตเดโค ลวดลายโคโลเนียล และต้นปาล์มสีเขียวที่แทรกตัวอยู่ทั่วพื้นที่ จนให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ในคลับเฮาส์หรือสวนลับริมแม่น้ำ มากกว่าจะเป็นห้องอาหารในโรงแรม

เมนูของร้านถ่ายทอดอาหารฝรั่งเศสผ่านเทคนิคที่ร่วมสมัยและใส่ใจรายละเอียด เริ่มต้นด้วย lobster bisque และคำเล็กๆ อย่าง tiger prawn amuse-bouche ก่อนเพิ่มความสดชื่นด้วย tomato gazpacho และ hand-cut beef tartare อีกหนึ่งเมนูที่น่าสนใจคือ french onion soup เวอร์ชันใหม่ที่จับคู่ซุปร้อนกับไอศกรีมเย็นอย่างคาดไม่ถึง ส่วนจานหลักแนะนำ bouillabaisse ซุปซีฟู้ดสไตล์ฝรั่งเศสที่อัดแน่นด้วยปลาและปลาหมึกย่าง หรือ iberico pork rack ที่ผ่านการปรุงนานถึง 18 ชั่วโมง เสิร์ฟพร้อมเลนทิลรากูต์และน้ำส้มสายชูราสป์เบอร์รี 

ที่ตั้ง: ชั้น G, Four Seasons Hotel Bangkok, 300/1 ถนนเจริญกรุง แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ โทร: +66 2 032 0888 เปิดทุกวัน เวลา 11.30-14.30 น. และ 18.00-22.30 น.

  • ไวน์บาร์
  • เจริญกรุง
  • แนะนำ

ห้องอาหารบนชั้น 63 ของ State Tower ที่มาพร้อมวิวเส้นขอบฟ้ากรุงเทพฯ ระดับไอคอนิก และดินเนอร์สุดหรูเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา

หากพูดถึงห้องอาหารที่มีวิวโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ชื่อของ Sirocco by lebua ยังคงติดอยู่ในลิสต์เสมอ ด้วยทำเลบนชั้น 63 ของ State Tower Bangkok ที่เปิดรับวิวเมืองและแม่น้ำเจ้าพระยาแบบพาโนรามา พร้อมโดมสีทองอันเป็นเอกลักษณ์ที่หลายคนคุ้นตาจากภาพยนตร์ The Hangover Part II แต่เสน่ห์ของที่นี่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ทิวทัศน์ เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ร้านยังโดดเด่นจากการจับมือกับเชฟรับเชิญระดับโลก เพื่อนำเสนอประสบการณ์ไฟน์ไดนิ่งที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ภายใต้การดูแลของ เชฟ Brian Rodriguez

เมนูทั้ง 5 คอร์สของร้านผสมผสานเทคนิคอาหารยุโรปร่วมสมัยเข้ากับวัตถุดิบคุณภาพ โดยมีทั้ง amuse-bouche และ pre-dessert ที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์ตลอดมื้อ หนึ่งในจานเด่นคือ ปลาตาเดียวจากญี่ปุ่น เสิร์ฟคู่กุ้งอาร์เจนตินา เฟนเนล และซอสแชมเปญซัฟฟรอน ส่วนผู้ที่รับประทานมังสวิรัติก็มีเมนูเฉพาะที่ไม่แพ้กัน ทั้งดอกซูกินี เซเลอรีแอ็ก ถั่วลันเตา และซอสยูซุวินีเกรต ปิดท้ายด้วยเห็ดทรัฟเฟิลสด พร้อมไวน์แพริ่งที่คัดสรรมาอย่างลงตัว และเมื่อเข้าสู่ช่วงดึก ร้านยังเปลี่ยนบรรยากาศสู่เมนูอะลาคาร์ต และของว่างสำหรับการนั่งจิบเครื่องดื่มชมวิวเมืองยามค่ำคืน

ที่ตั้ง: ชั้น 63 State Tower Bangkok, 1055 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ โทร: +66 2 624 9555 เปิดทุกวัน เวลา 17.30-00.30 น.

การโฆษณา
  • อาหารญี่ปุ่น
  • เพลินจิต
  • แนะนำ

ห้องอาหารญี่ปุ่นบนชั้น 24 ของ The Okura Prestige Bangkok ที่ถ่ายทอดศิลปะไคเซกิแบบดั้งเดิม พร้อมวิวเมืองจากมุมสูงอันสง่างาม

สำหรับผู้ที่หลงใหลในอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม Yamazato คือหนึ่งในจุดหมายที่ไม่ควรพลาด ห้องอาหารภายใน The Okura Prestige Bangkok สืบทอดแนวคิด ไคเซกิเรียวริ (Kaiseki Ryori) จากต้นตำรับ Yamazato แห่ง The Hotel Okura Tokyo ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1962 ก่อนจะขยายสู่กรุงเทพฯ ในปี 2012 โดยยังคงรักษามาตรฐานและรายละเอียดของศาสตร์การปรุงอาหารญี่ปุ่นไว้อย่างครบถ้วน ภายใต้การดูแลของ Master Chef Shigeru Hagiwara พร้อมวิวเมืองจากชั้น 24 ที่ช่วยเติมความสงบและละเมียดละไมให้ทุกมื้ออาหาร

ประสบการณ์ไคเซกิของที่นี่ค่อยๆ ไล่เรียงผ่านเมนูตามฤดูกาลที่เสิร์ฟโดยพนักงานในชุดกิโมโน เริ่มจากเต้าหู้ถั่วเหลืองเนื้อเนียนเสิร์ฟพร้อมปูโกมะ ตามด้วยเป็ดรมควันและปลาหมึกตุ๋น ก่อนเข้าสู่ซุปใส และซาชิมิที่รวมทั้งโอโทโร่ หอยเชลล์อาบูริ และปลาอาจิ จานย่างอย่าง ปลาหิมะซอสมิโสะมะเขือเทศตากแห้ง ให้รสชาติกลมกล่อม ก่อนต่อด้วยชูไมปลาหมึกและเทมปุระปูหิมะ ปิดท้ายด้วยซูชิอูนิและโอโทโร่ พร้อมของหวานอย่างพุดดิ้งมะม่วงราดซอสมัตฉะที่ช่วยจบมื้อได้อย่างละมุน

ที่ตั้ง: ชั้น 24 The Okura Prestige Bangkok, Park Ventures Ecoplex, 57 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ โทร: +66 2 687 9000 เปิดทุกวัน เวลา 06.00-10.30 น., 11.30-14.30 น. และ 18.00-22.30 น.

  • หนองแขม

ห้องอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ผสานวิวเมือง กระจกบานสูง และเมนูย่างด้วยเปลวไฟจากวัตถุดิบไทยคุณภาพ

หากกำลังมองหาร้านอาหารที่ได้ทั้งวิวแม่น้ำและมื้อดินเนอร์สุดประณีต OXBO Bangkok ภายใน Millennium Hilton Bangkok คืออีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม ห้องอาหารโดดเด่นด้วยผนังกระจกสูงจากพื้นจรดเพดานที่เปิดรับวิวแม่น้ำเจ้าพระยาแบบเต็มตา ขณะที่การตกแต่งด้วยไม้โทนเข้มและครัวแบบโอเพ่นคิทเช่นที่มีเตาย่างเป็นหัวใจหลัก ช่วยสร้างบรรยากาศอบอุ่นและมีชีวิตชีวาตลอดทั้งมื้อ นำโดย เชฟ Oliver Afonso González ผู้เติบโตมากับวัฒนธรรมการทำอาหารทั้งในเวเนซุเอลาและสเปน ก่อนนำแนวคิด farm-to-fork มาต่อยอดกับวัตถุดิบท้องถิ่นของไทย ผ่านเทคนิคการย่างที่ช่วยดึงรสชาติของแต่ละวัตถุดิบออกมาได้อย่างเต็มที่

เมนูซิกเนเจอร์ของร้านคือ dry-aged wagyu MBS 5 rib-eye เสิร์ฟพร้อมซอส 7 ชนิด และเฟรนช์ฟรายส์สูตรเฉพาะของร้าน ส่วนใครที่ชื่นชอบอาหารทะเล แนะนำ seabass crudo จาก Tapi farm ที่จับคู่กับบัลซามิกคาเวียร์ หรือ ปลาหมึกย่าง เสิร์ฟพร้อมโฟมมันฝรั่งและปาปริการมควัน อีกหนึ่งจานที่โดดเด่นคือ bone marrow & beef ที่ผสานวากิว ไข่แดงของนกกระทา และไขกระดูกย่างเข้าด้วยกัน ก่อนปิดท้ายด้วยของหวาน tres leches ที่เชฟเบิร์นหน้าเค้กด้วยเปลวไฟ เสิร์ฟคู่ซอร์เบต์เสาวรส และไวน์ Valpolicella Ripasso Classico ที่ช่วยเติมเต็มรสชาติของทั้งมื้อได้อย่างลงตัว

ที่ตั้ง: ชั้น 3 Millennium Hilton Bangkok, 123 ถนนเจริญนคร แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน กรุงเทพฯ โทร: +66 2 442 2000 เปิดทุกวัน เวลา 06.30-10.30 น., 12.00-18.00 น. และ 18.00-22.00 น.

การโฆษณา
  • ค็อกเทลบาร์
  • สาทร

รูฟท็อประดับตำนานบนชั้น 61 ของ Banyan Tree Bangkok ที่กำลังเตรียมเปิดบทใหม่ พร้อมวิวกรุงเทพฯ แบบ 360 องศาอันเป็นเอกลักษณ์

ตลอดกว่า 24 ปีที่ผ่านมา Vertigo & Moon Bar บนยอดตึก Banyan Tree Bangkok คือหนึ่งในรูฟท็อปที่เป็นภาพจำของกรุงเทพฯ ด้วยวิวเมืองแบบเปิดโล่งบนชั้น 61 ที่ทำให้ที่นี่กลายเป็นหมุดหมายของทั้งนักท่องเที่ยวและชาวเมืองที่มองหาดินเนอร์หรือค่ำคืนสุดพิเศษ ล่าสุดร้านได้ปิดให้บริการชั่วคราวเพื่อเตรียมปรับโฉมครั้งใหญ่ หลังประกาศอำลาคอนเซ็ปต์เดิมผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ พร้อมส่งสัญญาณว่าจะกลับมาอีกครั้งในรูปแบบใหม่

แม้รายละเอียดของเมนูและแนวคิดใหม่จะยังไม่ถูกเปิดเผย แต่หนึ่งสิ่งที่ยังคงเหมือนเดิมคือวิวเส้นขอบฟ้าของกรุงเทพฯ ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง ด้วยพื้นที่แบบโอเพ่นแอร์ที่เปิดรับท้องฟ้าเต็มตา ทำให้ที่นี่เป็นโลเคชันยอดนิยมสำหรับดินเนอร์ และการนั่งจิบเครื่องดื่มยามพระอาทิตย์ตก ก่อนที่แสงไฟของเมืองจะค่อยๆ เปลี่ยนบรรยากาศของค่ำคืนให้มีเสน่ห์ยิ่งกว่าเดิม

แฟนๆ ของ Vertigo & Moon Bar คงต้องรอติดตามการกลับมาของร้านในบทใหม่ ซึ่งทีมงานได้ทิ้งข้อความไว้ว่า ‘This is not goodbye. We'll see you under a new sky’ เป็นคำสัญญาที่ชวนให้ตั้งตารอการเปิดประตูต้อนรับอีกครั้งในอนาคต

ที่ตั้ง: ชั้น 61 Banyan Tree Bangkok, 21/100 ถนนสาทรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ โทร: +66 2 679 1200 เปิดทุกวัน เวลา 17.00-01.00 น.

  • ราชดำริ

ห้องอาหารวิวสนามกอล์ฟแห่ง The St. Regis Bangkok ที่เสิร์ฟอาหารเมดิเตอร์เรเนียนและอิตาเลียนท่ามกลางบรรยากาศเหนือกาลเวลา

ชื่อของ VIU มาจากการเล่นคำกับคำว่า ‘View’ ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ของห้องอาหารแห่งนี้ได้อย่างตรงตัว เพราะแทนที่จะมองเห็นวิวแม่น้ำหรือเส้นขอบฟ้าของกรุงเทพฯ ร้านกลับเปิดรับทัศนียภาพสีเขียวของ Royal Bangkok Sports Club ทั้งสนามกอล์ฟและสนามแข่งม้าอันเป็นแลนด์มาร์กเก่าแก่ของเมือง ผ่านกระจกบานสูงจากพื้นจรดเพดาน จนให้ความรู้สึกราวกับกำลังรับประทานอาหารอยู่ในคฤหาสน์หรูที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ แม้อยู่ใจกลางย่านราชดำริ

ภายใต้การดูแลของ เชฟ Matteo Fontana ห้องครัวนำเสนออาหารเมดิเตอร์เรเนียนและอิตาเลียนร่วมสมัย ทั้งแบบอะลาคาร์ตและเซตเมนูซิกเนเจอร์ที่โดดเด่นด้วยการจัดจานอย่างประณีต ไฮไลต์คือ Australian wagyu tenderloin เสิร์ฟพร้อมบริยอช ผักโขม ทรัฟเฟิลคาร์ปาชโช ฟัวกราส์ และซอสเนื้อเข้มข้น ส่วนเมนูที่ให้รสชาติสดชื่นและละเมียดไม่แพ้กัน ได้แก่ tomato-olive focaccia bread, vibrant red prawn carpaccio with burrata, asparagus barley risotto และ duck & pumpkin ravioli ก่อนปิดท้ายด้วย deconstructed tiramisu ที่ตีความของหวานอิตาเลียนคลาสสิกใหม่อย่างสร้างสรรค์

ที่ตั้ง: ชั้น 12 The St. Regis Bangkok, 159 ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ โทร: +66 2 207 7777 เปิดทุกวัน เวลา 06.30-11.00 น., 12.00-15.00 น. และ 18.00-23.00 น.

การโฆษณา
  • เจริญกรุง

ห้องอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ได้แรงบันดาลใจจากเรือยอชต์สุดคลาสสิก พร้อมอาหารยุโรปที่เติมกลิ่นอายเอเชียอย่างสร้างสรรค์

หากกำลังมองหาร้านอาหารริมแม่น้ำที่ให้ความรู้สึกเหมือนได้หลุดไปพักผ่อนริมชายฝั่ง Siam Yacht Club ภายใน Royal Orchid Sheraton Hotel & Towers คือหนึ่งในจุดหมายที่ควรปักหมุด ตัวร้านได้รับแรงบันดาลใจจากเรือยอชต์วินเทจและการเดินเรือ ผสานโทนสีน้ำเงินเข้ม ไม้สีอ่อน และของตกแต่งที่ชวนให้นึกถึงการผจญภัยกลางทะเล ขณะที่วิวแม่น้ำเจ้าพระยาด้านหน้าช่วยเติมบรรยากาศผ่อนคลาย เหมาะทั้งสำหรับดินเนอร์และการนั่งจิบเครื่องดื่มยามเย็น

ครัวนำโดย เชฟนุ-ณัฐชยพงศ์ หอมสมบุตรโชติ ที่หลายคนคุ้นหน้าจากรายการโทรทัศน์ โดยนำอาหารยุโรปมาตีความใหม่ผ่านรสชาติและวัตถุดิบจากเอเชีย เกิดเป็นเมนูที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกใหม่ในเวลาเดียวกัน

ไฮไลต์ของร้านคือ linguine green curry cream พาสต้าในซอสครีมแกงเขียวหวาน เสิร์ฟพร้อมแซลมอนกึ่งสุกและไข่ปลาอิคุระ รวมถึง wagyu tartare ที่เพิ่มมิติด้วยโฟมฟัวกราส์และแรงบันดาลใจจากรสชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนของเรียกน้ำย่อยอย่างหอยแมลงภู่สไตล์ดัตช์ในไวน์ขาว เสิร์ฟพร้อมเฟรนช์ฟรายส์และแบล็กการ์ลิกไอโอลี ก็เป็นอีกเมนูที่ไม่ควรพลาด สำหรับจานหลักสามารถเลือกได้ทั้ง Australian wagyu tenderloin, lamb rack หรือ striploin เสิร์ฟคู่ซอสพริกไทยดำแบบคลาสสิก ก่อนปิดท้ายด้วย coconut panna cotta ที่เสิร์ฟพร้อมดรายไอซ์ เพิ่มความน่าตื่นตาให้ของหวานจานสุดท้ายได้อย่างสมบูรณ์

ที่ตั้ง: ชั้น G, Royal Orchid Sheraton Hotel & Towers, 2 ถนนเจริญกรุง ซอย 30 (กัปตันบุช) แขวงสี่พระยา เขตบางรัก กรุงเทพฯ โทร: +66 2 266 0123 เปิดทุกวัน เวลา 17.00-01.00 น.

เรื่องเด่น
    บทความล่าสุด
      การโฆษณา