9 ร้านไฟน์ไดนิ่งในกรุงเทพฯ ที่ควรหาโอกาสไปสัมผัสสักครั้ง

เปิดลิสต์ 9 ร้านไฟน์ไดนิ่งในกรุงเทพฯ ที่โดดเด่นด้วยรสชาติ เทคนิค และประสบการณ์ที่ยากจะลืม

Yokploy Chandrabha
การโฆษณา

ไฟน์ไดนิ่งอาจเป็นคำที่หลายคนนึกถึงความหรูหรา แต่สิ่งที่ทำให้มื้ออาหารระดับนี้น่าจดจำ ไม่ใช่แค่การจัดจานสวยหรือวัตถุดิบราคาแพง หากเป็นวิธีที่เชฟถ่ายทอดเรื่องราว ความคิดสร้างสรรค์ และเทคนิคการทำอาหารออกมาผ่านทุกคอร์ส จนบางครั้งคำบรรยายก็ไม่อาจถ่ายทอดประสบการณ์ทั้งหมดได้ และยิ่งไปกว่านั้น ไฟน์ไดนิ่งก็ไม่ได้มีนิยามตายตัว เพราะแต่ละร้านต่างก็มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

บทความนี้อ้างอิงจากลิสต์ของ Koktail Kuisine ขอพาไปรู้จัก 9 ร้านไฟน์ไดนิ่งในกรุงเทพฯ ที่โดดเด่นทั้งด้านรสชาติ บรรยากาศ และแนวคิด ตั้งแต่อาหารจีนกวางตุ้ง ไทย เกาหลี ไปจนถึงฝรั่งเศส เยอรมัน และอเมริกัน แต่ละร้านล้วนมีบุคลิกที่แตกต่าง และพร้อมมอบประสบการณ์ที่อาจทำให้คุณเข้าใจว่า บางมื้ออาหารก็ต้องไปลิ้มลองด้วยตัวเองจริงๆ

  • อาหารฟิวชั่น
  • เยาวราช
  • 5 จาก 5 ดาว
  • แนะนำ

จากตึกเก่าของร้านขายยาจีนประจำตระกูลที่ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ ‘โพทง’ (Potong) คือพื้นที่ที่ เชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ ใช้เล่าเรื่องราวของครอบครัวและรากเหง้าแห่งเยาวราชผ่านอาหาร แม้ชื่อร้านจะแปลว่า ‘ธรรมดา’ แต่แนวคิดเบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยรายละเอียด โดยยึดหลักสำคัญ 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ความเค็ม ความเปรี้ยว ความเผ็ด เนื้อสัมผัส และกลิ่นหอมจากปฏิกิริยา Maillard chemical reaction ที่เกิดจากการปรุงอาหารด้วยความร้อน ทุกคอร์สจึงถูกออกแบบให้เชื่อมโยงรสชาติ ความทรงจำ และประสบการณ์เข้าไว้ด้วยกันอย่างแยบยล

เมนู Revolution พาผู้ทานออกเดินทางผ่านเรื่องราวเหล่านั้นด้วยจานที่ทั้งสร้างสรรค์และเปี่ยมด้วยเทคนิค ไม่ว่าจะเป็นก๋วยจั๊บน้ำซุปพริกไทยกับลิ้นหมูและคาเวียร์ ผัดไทยซอสมะขามที่ม้วนเป็นทรงคล้ายธงโอบกุ้งลายเสือ ซุปไก่ดำ เป็ดย่างหนังกรอบ หรือของหวานมะพร้าวที่ปิดท้ายด้วยครีมมะพร้าวเค็ม 

ที่ตั้ง: 422 ถนนวานิช 1 แขวงสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ โทร: +66 82 979 3950 เปิดทุกวันพฤหัสบดี-วันอังคาร เวลา 16.30-23.00 น.

  • คลองเตย

‘มีอา’ (Mia) คือผลงานของสองเชฟสามีภรรยา ได้แก่ ท็อป-พงศ์ชาญ รัสเซล ผู้ดูแลอาหารคาว และ มิเชล โกห์ ผู้รับผิดชอบของหวาน ซึ่งร่วมกันสร้างร้านไฟน์ไดนิ่งที่โดดเด่นด้วยแนวคิดการผสมผสานความทรงจำจากรสชาติอาหารเอเชียเข้ากับความประณีตของเทคนิคการปรุงแบบยุโรป จากเดิมที่เคยนำเสนออาหารยุโรปแต่งกลิ่นอายเอเชีย วันนี้มีอาได้พลิกบทบาทให้วัตถุดิบและรสชาติแบบเอเชียกลายเป็นพระเอก โดยใช้ศาสตร์การทำอาหารตะวันตกเป็นเครื่องมือขับเน้นรายละเอียดของแต่ละจาน

แม้ร้านจะมีเมนูสำหรับผู้ทานมังสวิรัติและวีแกน แต่หากอยากสัมผัสตัวตนของร้านอย่างเต็มที่ Taste of Mia คือคอร์สที่ไม่ควรพลาด เริ่มตั้งแต่ฮอกไกโดสแกลลอปเสิร์ฟคู่คาเวียร์ N25, ชาวันมูชิไวน์เส้าซิงกับแลงกูสทีน, ปลาเทอร์บอตนึ่งในซอสแกงเขียวหวาน ก่อนเข้าสู่จานหลักอย่างไก่ยัดไส้หรือเนื้อแกะ แล้วปิดท้ายด้วยซอร์เบต์ฝรั่งและของหวานซิกเนเจอร์อย่าง Mia's cereal bowl ที่ทำให้มื้ออาหารจบลงอย่างน่าประทับใจ

ที่ตั้ง: 30 ซอยอรรถกวี 1 ถนนสุขุมวิท 26 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ โทร: +66 98 862 9659 เปิดทุกวันศุกร์-วันอังคาร เวลา 12.00-14.00 น. และ 17.00-21.00 น.

การโฆษณา
  • วัฒนา

หากพูดถึงไฟน์ไดนิ่งเกาหลีในกรุงเทพฯ ‘จุกซุนแช’ (Juksunchae) คือหนึ่งในร้านที่โดดเด่นที่สุด ด้วยแนวคิดของ เชฟเฮนรี่ ลี ที่ให้ความสำคัญกับความเรียบง่ายและความแม่นยำในการปรุงอาหาร ชื่อร้านมาจากคำว่า juksun (หน่อไม้) และ chae (การหั่น) สื่อถึงปรัชญาการทำอาหารที่ลดทอนทุกองค์ประกอบให้เหลือเพียงสิ่งจำเป็น เพื่อให้รสชาติแท้จริงของวัตถุดิบได้เปล่งประกายอย่างเต็มที่

คอร์สเมนูค่อยๆ พาผู้ทานไต่ระดับรสชาติอย่างละเมียดละไม เริ่มจากอาหารเรียกน้ำย่อยเบาๆ อย่างยุกฮเว ไก่ทอดกรอบ และโจ๊กข้าวบาร์เลย์ ก่อนต่อด้วยเมนูที่สะท้อนรสชาติหมักบ่มอันเป็นเอกลักษณ์ของอาหารเกาหลี ไม่ว่าจะเป็นซุปหอยเชลล์เย็นและซอสเต้าเจี้ยวทเวนจัง จากนั้นจึงเข้าสู่จานหลักที่เสิร์ฟพร้อมกันหลากหลายเมนู ทั้งข้าวห่อใบบัว กัลบี เป็ดตุ๋น และปลาอาร์กติกชาร์ ก่อนปิดท้ายด้วยเค้กข้าวน้ำผึ้งเนยและชาร้อนแบบดั้งเดิม เป็นมื้ออาหารที่ทั้งละเอียดอ่อน สงบ และเต็มไปด้วยความตั้งใจในทุกขั้นตอน

ที่ตั้ง: Town Hall, 88/8 ซอยสุขุมวิท 49 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ โทร: +66 98 333 4498 เปิดทุกวันพุธ-วันอาทิตย์ เวลา 18.00-23.00 น.

  • เย็นอากาศ
  • 5 จาก 5 ดาว
  • แนะนำ

‘ซูห์ริง’ (Sühring) ร้านอาหารเยอรมันร่วมสมัยของเชฟฝาแฝด โทมัส และ แมทธิอัส ซูห์ริง สร้างชื่อจากการนำรากเหง้าและความทรงจำในวัยเด็กที่เติบโตบนฟาร์มของคุณยายใกล้กรุงเบอร์ลิน มาถ่ายทอดใหม่ผ่านเทคนิคการทำอาหารชั้นสูง จนกลายเป็นประสบการณ์ที่ทั้งอบอุ่นและประณีตในเวลาเดียวกัน

คอร์ส Erlebnis ซึ่งแปลว่า ‘ประสบการณ์’ พาผู้ทานค่อยๆ สำรวจเรื่องราวเหล่านั้นผ่านอาหารแต่ละจาน เริ่มจากของว่างอย่างชีสดิป obatzda เสิร์ฟคู่เครื่องดื่ม radler ก่อนต่อด้วยเมนูซิกเนเจอร์อย่างปลาแซลมอนมิยาโกะ ล็อบสเตอร์ และตับเป็ดในซอส จากนั้นเลือกจานหลักระหว่างเป็ดหรือเนื้อวากิวคาโกชิมะ A5 ก่อนปิดท้ายด้วยของหวานที่ชวนให้นึกถึงบ้าน ทั้งเค้กแบล็กฟอเรสต์เชอร์รีและช็อกโกแลต และ Oma Christa's egg liqueur สูตรของคุณยายที่เติมความทรงจำให้มื้ออาหารสมบูรณ์แบบ

ที่ตั้ง: 10 ซอยเย็นอากาศ 3 แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ โทร: +66 2 107 2777
เปิดทุกวันพุธ-วันอาทิตย์ เวลา 12.00-13.30 น. และ 17.30-21.30 น.

การโฆษณา
  • อาหารยุโรปร่วมสมัย
  • ราชดำริ
  • ราคา 4 จาก 4
  • 4 จาก 5 ดาว
  • แนะนำ

ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้า ‘อิกนีฟ’ (IGNIV) ภายในโรงแรม The St. Regis Bangkok ก็สะดุดตาด้วยป้ายนีออนคำว่า ‘FAKE’ ที่ตั้งใจเตือนผู้ที่มองให้ซื่อสัตย์กับตัวเองในโลกที่เต็มไปด้วยภาพลักษณ์ ร้านแห่งนี้ต่อยอดแนวคิดจากเชฟระดับโลก Andreas Caminada โดยคำว่า IGNIV ในภาษาโรมันช์มีความหมายว่า ‘รัง’ สะท้อนบรรยากาศการรับประทานอาหารที่อบอุ่นและแบ่งปันร่วมกัน แตกต่างจากภาพจำของไฟน์ไดนิ่งที่เคร่งขรึม ขณะที่เชฟ Arne Riehn รับหน้าที่คัดสรรวัตถุดิบด้วยตัวเอง เพื่อนำมาสร้างสรรค์คอร์สเมนูใหม่ทุกฤดูกาล

สำหรับ Summer Menu ซึ่งเสิร์ฟในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงสิ้นเดือนสิงหาคม ประกอบด้วยอาหารทั้งหมด 19 คอร์ส เน้นไปด้วยความสดชื่นและการผลัดเปลี่ยนของฤดูกาล เริ่มจากจานเบาๆ อย่างหอยเชลล์กับส้มโอ ปลาเทราต์กับบ๊วยไทยหมัก ลาบสไตล์สวิส และแลงกูสทีนซอสพอนสึ ก่อนเข้าสู่จานหลักอย่างปลาเทอร์บอตกับใบมะกรูด ไก่บาร์บีคิวกระเทียมป่า และหน่อไม้ฝรั่ง ปิดท้ายด้วยของหวานหลากหลายคำ ทั้งโยเกิร์ตมะพร้าวฮิบิสคัส ฟิกคาราเมลกาแฟ สตรอว์เบอร์รีกุหลาบ และซูเฟล่ต์ที่ช่วยให้มื้ออาหารจบลงอย่างสมบูรณ์

ที่ตั้ง: The St. Regis Bangkok, 159 ถนนราชดำริ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ โทร: +66 2 207 7822 เปิดทุกวัน เวลา 12.00-15.00 น. และ 18.00-23.00 น.

  • อาหารอเมริกันร่วมสมัย
  • วัฒนา

ชื่อ ‘เคเดนซ์’ (Cadence) ไม่ได้หมายถึงจังหวะในดนตรีเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนแนวคิดการทำอาหารของเชฟ Dan Bark ผู้สั่งสมประสบการณ์จากร้านอาหารระดับรางวัลในชิคาโก ก่อนนำศาสตร์การปรุงอาหารอเมริกันร่วมสมัยมาตีความใหม่ภายใต้ปรัชญา ‘Harmony on the Plate’ หรือการสร้างความสมดุลของรสชาติ เนื้อสัมผัส และอารมณ์ในทุกจาน บรรยากาศภายในร้านก็ถ่ายทอดแนวคิดเดียวกัน ด้วยการตกแต่งที่เรียบหรู อบอุ่น และให้ความรู้สึกผ่อนคลาย แต่ยังเปี่ยมด้วยความประณีตในทุกรายละเอียด

คอร์ส Cadence Dinner Experience ค่อยๆ ไต่ระดับรสชาติอย่างแม่นยำ เริ่มจากโดนัทกับดิป แฮม Pata Negra Iberico บ่มนาน 4 ปี และคาเวียร์ Oscietra เสิร์ฟคู่ปลาซีบรีม ก่อนต่อด้วยฮามาจิดรายเอจ ขนมปังอบสด และหอยแมลงภู่ Port Lincoln จากนั้นเข้าสู่จานหลักที่เข้มข้นขึ้น ทั้งปลากะพงกับฟัวกราส์ เนื้อคาโกชิม่า วากิว A4 และเป็ดเคลือบซอสเสิร์ฟพร้อมคอนซอมเม่ ปิดท้ายด้วยกรานิต้าใบชะพลู เค้ก Manhattan financier และของหวานชิ้นเล็กที่ช่วยปิดฉากมื้ออาหารได้อย่างลงตัว

ที่ตั้ง: 225 ซอยปรีดี พนมยงค์ 25 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ
โทร: +66 83 783 4867
เปิด: วันพุธ-วันอาทิตย์ เวลา 12.00-15.00 น. และ 17.00-23.00 น.

การโฆษณา
  • เยาวราช

ชื่อ ‘ลีอาน่า’ (Liana) มาจากเถาวัลย์ที่ทอดตัวเชื่อมต้นไม้ใหญ่ในผืนป่า เปรียบเสมือนแนวคิดของร้านที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน ผ่านพื้นที่ในย่านตลาดน้อยและศาสตร์การทำอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัย เบื้องหลังครัวคือสองเชฟเจ้าของร้าน บิ๊ก-วรัชญ์ อารีรมย์ และ Soohyun Lee ผู้ผ่านประสบการณ์จากร้านอาหารชั้นนำในลอนดอน โดยแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน เชฟบิ๊กดูแลอาหารคาว ส่วนเชฟซูฮยอนรับผิดชอบของหวาน ทำให้ทุกคอร์สมีความสมดุลและโดดเด่นในแบบของตัวเอง

นอกจากเมนูอะลาคาร์ตและมื้อกลางวันช่วงสุดสัปดาห์แล้ว ร้านยังมีคอร์สเมนูตามฤดูกาลให้เลือกทั้งแบบ 5 และ 8 คอร์ส ซึ่งสะท้อนวัตถุดิบที่ดีที่สุดในแต่ละช่วงเวลา สำหรับ Summer Tasting Menu เริ่มต้นด้วยเมนูอย่างปลาหมึก เป๋าฮื้อ Arctic char เสิร์ฟคู่คาเวียร์ หอยเชลล์กับคาโมมายล์ กุ้งยูซุ และปลาชิมะอาจิกับเก็นไมฉะ ก่อนเข้าสู่จานหลักที่เลือกใช้เนื้อแกะ เนื้อกวาง หรือวากิว จับคู่กับแบล็กทรัฟเฟิล แล้วปิดท้ายด้วยของหวานที่ผสานเลมอนเวอร์บีนา ตาลโตนด แอปริคอต ลาเวนเดอร์ และรัมอย่างละเมียดละไม

ที่ตั้ง: The Corner House, 951 ถนนเจริญกรุง แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ
โทร: +66 64 696 9966 เปิดทุกวันพุธ-วันอาทิตย์ เวลา 17.30-21.00 น.

  • Hotels
  • เจริญกรุง
  • 5 จาก 5 ดาว
  • แนะนำ

บนชั้น 52 ของ lebua at State Tower คือที่ตั้งของ ‘บรีซ บาย เลอบัว’ (Breeze by lebua) ห้องอาหารจีนกวางตุ้งที่โดดเด่นทั้งวิวแบบโอเพ่นแอร์และอาหารที่ให้ความรู้สึกเบาสบายสมชื่อร้าน เชฟ Sam Pang ที่นำประสบการณ์และรากฐานอาหารจีนกวางตุ้งจากมาเลเซียมาตีความใหม่ให้ร่วมสมัย ขณะที่เชฟ He Shui Zhen ผู้เชี่ยวชาญด้านติ่มซำจากกวางโจว รับหน้าที่ดูแลเมนูติ่มซำที่ขึ้นชื่อเรื่องความประณีตในทุกคำ

โดยลูกค้าสามารถเลือกสั่งแบบอะลาคาร์ต หรือสัมผัสตัวตนของร้านผ่าน five-course tasting menu ที่รวมเมนูเด่นอย่างกุ้งแม่น้ำผัดซอสเนยกระเทียมทรัฟเฟิล ไก่กงเป่า อกเป็ดตุ๋น ปลาชิลีซีบาสย่างถ่านซอสน้ำผึ้งจีน หมูคุโรบูตะตุ๋น และวากิวสตริปลอยน์ผัดกระทะร้อน ก่อนปิดท้ายด้วยของหวานช็อกโกแลตสไตล์เสฉวน พร้อมตัวเลือกไวน์จากฝรั่งเศสและออสเตรเลียที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์ไฟน์ไดนิ่งบนความสูงเหนือกรุงเทพฯ ได้อย่างลงตัว

ที่ตั้ง: State Tower, 1055 ถนนสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ โทร: +66 2 624 9555
เปิดทุกวัน เวลา 17.30 - เที่ยงคืน

การโฆษณา
  • อาหารไทย
  • สีลม
  • 5 จาก 5 ดาว
  • แนะนำ

แม้ชื่อ Le Du จะฟังดูเหมือนภาษาฝรั่งเศส แต่แท้จริงแล้วมาจากคำว่า ‘ฤดู’ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแนวคิดร้านที่ก่อตั้งโดย เต๋า-รุ่งโรจน์ อิงคุทานนท์ และเชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร โดยเชฟต้นทำงานร่วมกับเกษตรกรและผู้ผลิตวัตถุดิบท้องถิ่นจากทั่วประเทศไทย เพื่อนำผลผลิตที่ดีที่สุดของแต่ละฤดูกาลมาตีความใหม่ด้วยเทคนิคการปรุงอาหารร่วมสมัย จนเกิดเป็นไฟน์ไดนิ่งที่สะท้อนรสชาติของประเทศไทยในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างชัดเจน

ทางร้านนำเสนอ tasting menu ตั้งแต่ 4-6 คอร์ส ซึ่งปรับเปลี่ยนอยู่เสมอตามผลผลิตที่กำลังอยู่ในช่วงดีที่สุด ทำให้ไม่มีสองมื้อไหนเหมือนกัน แม้เมนูจะหมุนเวียนตามฤดูกาล แต่จานเด่นจากคอร์สที่ผ่านมา ได้แก่ ปูเสิร์ฟกับน้ำกะปิและพริก ปลาไทยประจำฤดูกาลกับเส้นผักและสมุนไพรอีสาน กุ้งแม่น้ำอยุธยาบนรีซอตโต้ข้าวสีดำ และเป็ดดรายเอจจับคู่เอ็นเนื้อและพริกย่าง ทุกจานสะท้อนแนวคิดของเชฟต้นที่ยกระดับวัตถุดิบไทยให้โดดเด่นบนเวทีไฟน์ไดนิ่งระดับโลก โดยยังคงรักษารากเหง้าและตัวตนของอาหารไทยไว้อย่างครบถ้วน

ที่ตั้ง: 399/3 ซอยสีลม 7 แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ โทร: +66 92 919 9969
เปิดทุกวันจันทร์-วันเสาร์ เวลา 18.00-23.00 น.

เรื่องเด่น
    บทความล่าสุด
      การโฆษณา