Lhorlao Home Kitchen
Tanisorn Vongsoontorn/Time Out Bangkok
Tanisorn Vongsoontorn/Time Out Bangkok

รวมร้านอาหารเปิดใหม่ทั่วกรุงเทพฯ ในเดือนนี้

Time Out กรุงเทพฯ ขอแนะนำร้านอาหารเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ ที่คุณต้องไปลองไปให้!

การโฆษณา

มาอัปเดตร้านอาหารใหม่ๆ กันหน่อยดีกว่า เผื่อว่าวันไหนใครเจอปัญหาตัดสินใจเลือกร้านอาหารไม่ได้สักที จะได้มีตัวเลือกเหล่านี้เป็นตัวช่วยแบบไม่ต้องคิดนาน (เกินไป) อีกทั้งร้านที่เราคัดมาให้วันนี้ ยังตอบโจทย์มนุษย์ชอบความหลากหลายด้วย เพราะมีแทบครบทุกสัญชาติให้ตามไปลองกันเลย!

  • Things to do

ขอยกให้อารีย์เป็นหนึ่งในย่านที่จำนวนร้านเปิดใหม่แปรผันตรงกับจำนวนปี เพราะมีร้านใหม่มาให้เช็กอินแทบทุกซีซั่น ทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ บาร์ ร้านเสื้อผ้า โรงแรม หรือแม้แต่บาร์เบอร์หลากหลายสไตล์ ซึ่งคับคั่งไปด้วยคุณภาพ และร้านต่างๆ ในย่านนี้ก็อาจเป็นร้านโปรดของใครหลายๆ คน รวมถึงตัวผู้เขียนเองด้วย

คำว่า ‘สำรวจย่านอารีย์’ คงไม่ดูเกินจริง เพราะทั้งซอยอารีย์เหนือและอารีย์ใต้ มีร้านมากมายให้เราเพิ่มหมุดหมายใหม่ได้ทุกครั้งที่มาเยือน รอบนี้เราอยากพามาสำรวจร้านและคาเฟ่ฉบับอัปเดตทั้งเก่าและใหม่ ประจำปี 2569 ให้ทุกคนได้อิ่มหนำสำราญกัน

  • คาเฟ่

‘กาแฟอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เราเดินเข้าร้าน แต่คอมมูนิตี้คือเหตุผลที่ทำให้เราอยากกลับมา’

กลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้อง ปีที่แล้วเราเคยพา คุณวา-ธนรรณพ เอี่ยมสุนทร คิวเรเตอร์ด้านคาเฟ่ผู้มีเรดาร์ตรวจจับสเปซเท่ๆ ทั่วกรุงเทพฯ มาเปิดลายแทงจนสายฮอปปิ้งตามเก็บกันแทบไม่ทัน จนมาถึงปีนี้ เราต่อสายตรงหาเขาอีกครั้งเพื่ออัปเดตร้านใหม่ๆ เพราะดูเหมือนว่า ‘แค่กาแฟดี’ จะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของคนเมืองในปีนี้อีกต่อไป

‘ผมรู้สึกเป็นเกียรติและตื่นเต้นทุกครั้งครับ เหมือนได้กลับไปสำรวจเมืองใหม่อีกรอบ แต่ละร้านที่ไปมันให้บทสนทนาและไอเดียใหม่ๆ ที่ช่วยรีเฟรชไฟในการทำงานให้เราได้ดีมาก’ 

คุณวาพูดเกริ่นกับเราก่อนจะเริ่มวิเคราะห์เทรนด์ที่เปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ

จาก ‘เทคนิค’ สู่ ‘ไลฟ์สไตล์’ คุณวามองว่าไวบ์ของปีนี้คือการที่คาเฟ่ขยับจากการโชว์ เทคนิคอย่างโปรไฟล์การคั่วหรือลาเต้อาร์ต ไปสู่การสร้างพื้นที่ใช้ชีวิต ที่เชื่อมต่อกับคนเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ที่ผ่านมาเราได้เห็น cafe for runner, matcha cafe หรือสเปซที่มีพื้นที่เวิร์กช็อปอย่างชัดเจนขึ้น คาเฟ่ยุคนี้ไม่ได้ขายแค่เครื่องดื่ม แต่เขากำลังขาย worldview และสร้างความรู้สึกร่วมให้กับผู้คน

เมื่อเราถามว่าปีนี้ทำไมอาหาร หรือกระทั่งเมนูขนมอบและกิจกรรมต่างๆ ถึงกลายเป็นหัวใจหลัก คุณวาให้คำตอบที่คมคายว่า ‘กาแฟดีคือแกนหลักที่ทำให้คนเดินเข้าร้าน แต่เมนูคราฟต์อย่าง ซาวโดว์โฮมเมด หรือกิจกรรมอย่าง run club และงานดีไซน์ คือเครื่องมือที่ทำให้คน อยากกลับมา สิ่งเหล่านี้ทำให้ร้านมีเรื่องเล่า และเปลี่ยนคาเฟ่ให้กลายเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมย่อยในแต่ละย่าน’

คนยอมจ่ายเพื่อ เวลา และ ตัวตน ในปีที่คนเมืองเริ่มเหนื่อยล้ากับโลกโซเชียลที่ต้องคอยโพสต์รูปสวยๆ คุณวาสังเกตเห็นจุดเปลี่ยนสำคัญว่า ในปีนี้คนจะยอมจ่ายแพงขึ้นไม่ใช่แค่เพื่อรูปถ่าย แต่เพื่อ เวลาที่มีคุณภาพและ พวกเขาจ่ายเพื่อโต๊ะที่นั่งสบาย หรือได้เจอกับคอมมูนิตี้ที่ทำให้เขารู้สึกว่านี่แหละคือที่ของเรา 

และนี่คือ 20 พิกัดคาเฟ่ประจำปี 2026 ที่คุณวาคัดมาให้เน้นๆ เรียงลำดับจากความฮอตและคาแรกเตอร์ที่โดดเด่น เตรียมตัวให้พร้อม แล้วออกไปค้นหา คอมมูนิตี้ที่ใช่ของคุณไปพร้อมกันได้เลย!

การโฆษณา
  • ร้านน้ำผลไม้

ดูเหมือนว่าสมรภูมิความสดชื่นในกรุงเทพฯ ปีนี้จะเดือดทะลุปรอทกว่าปีไหนๆ เพราะเหล่าบาร์น้ำผลไม้ไม่ได้เป็นแค่ซุ้มเครื่องดื่มทางเลือกอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น ‘Lifestyle Destination’ ที่กระจายตัวอยู่ทุกทั่วกรุง ตั้งแต่คอมมูนิตี้มอลล์สุดฮิปไปจนถึงใจกลางย่านธุรกิจ ทั้งการกลับมาของเทรนด์ดูแลตัวเองในปี 2569 นี้ ทำให้แต่ละร้านไม่ได้ประชันกันแค่เรื่องรสชาติ แต่ยังงัดไม้ตายทั้งความคุ้มค่า ดีไซน์แก้วที่ต้องถ่ายรูปอวด และสารอาหารแบบเน้นๆ มาใส่ไว้ในทุกออเดอร์ ครั้งนี้ Time Out จึงขอรวบรวมเหล่าแลนด์มาร์ค 10 บาร์น้ำผลไม้ความสดชื่นที่คัดมาแล้วว่าอร่อยจริง ได้สุขภาพจัง และเป็นตัวช่วยชั้นดีที่จะทำให้คุณผ่านพ้นวิกฤตความร้อนนี้ไปได้อย่างมีสไตล์    

  • ร้านอาหาร

เราว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่จริงจังกับบรันช์ไม่น้อย จากการคัดสรรร้านต่างๆ ทั่วทุกมุมเมือง จะเห็นได้ว่าร้านเหล่านี้เอาจริงเอาจังกับทั้งเมนูที่รังสรรค์ขึ้นอย่างตั้งใจ และบรรยากาศที่มีเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่แปลกใหม่ที่ชวนค้นหา อาคารพาณิชย์เก่าแก่ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ คาเฟ่ที่มีกลิ่นอายนิวยอร์ก จานอาหารที่ชวนให้หวนนึกถึงความทรงจำ หรือแม้แต่เสียงดนตรีบลูส์จากนิวออร์ลีนส์ที่ช่วยเติมเต็มบรรยากาศของมื้อสายให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ไม่ว่าคุณจะอยากให้วันอาทิตย์เป็นเพียงวันสบายๆ ที่เติมเต็มด้วยอาหารดีๆ เป็นวันที่ตั้งใจออกไปตามล่าร้านบรันช์ใหม่ๆ ทั่วกรุง หรือเป็นวันสำหรับครอบครัวที่อยากชวนใครสักคนออกไปใช้เวลาร่วมกัน และแต่งแต้มวันธรรมดาให้กลายเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ

และนี่คือ 10 ร้านบรันช์ทั่วกรุงเทพฯ ที่เราอยากชวนให้ทุกคนไปดื่มด่ำ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไปในร้าน ไปจนถึงคำสุดท้ายในจาน ที่อาจเปลี่ยนวันอาทิตย์ธรรมดาของคุณให้กลายเป็นวันพิเศษโดยไม่รู้ตัว

การโฆษณา
  • อาหารอังกฤษ
  • เจริญนคร

หลายปีหลังจากกระแสความนิยมของรายการทำอาหารที่พุ่งสูงขึ้น เชฟหลายคนได้กลายเป็นขวัญใจของคนรักอาหารทั่วโลก และหนึ่งในนั้นคือ เชฟกอร์ดอน แรมซีย์ ที่ล่าสุดบินมาถึงกรุงเทพฯ เพื่อเปิดร้าน Gordon Ramsay Bread Street Kitchen & Bar ที่ ไอคอนสยาม ชั้น 3 พาเมนูระดับตำนานมาให้แฟนๆ ได้ลิ้มลองมากมาย

ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคือ Beef Wellington เมนูซิกเนเจอร์ที่มีคนทำตามมากที่สุดในโลก ก็มีเสิร์ฟให้ได้สัมผัสกับเวอร์ชันที่แท้จริง

เมนูเรียกน้ำย่อยที่น่าสนใจมี Spicy Tuna Tartare (400 บาท) ที่ใช้ปลาทูน่าสดจากญี่ปุ่น คลุกเคล้ากับอโวคาโด ฟูริคาเกะ และงาคั่ว เสิร์ฟพร้อมเกี๊ยวกรอบ ให้สัมผัสที่ตัดกันอย่างลงตัว ส่วนใครที่เป็นสายชีสต้องลอง Burrata (590 บาท) ชีสก้อนนุ่มครีมเต็มคำ ยิ่งทานคู่กับมะเขือเทศหอมหวานจากอิตาลี น้ำสลัดไวน์แดงเพิ่มมิติของจาน และขนมปังเชียบัตต้ากรอบๆ ที่เสิร์ฟมาคู่กันก็ดีงามจนอยากขอเพิ่ม

หลังจากเรียกน้ำย่อยกันไปแล้ว ก็ถึงคิวของ Fish & Chips (750 บาท) เมนูไอคอนิกของอังกฤษที่ดูเหมือนง่าย แต่ซ่อนรายละเอียดไว้ในทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่การเลือกปลาค็อดคุณภาพเยี่ยมจากฝรั่งเศส การชุบแป้งเบียร์ให้บางกำลังดี ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน เสิร์ฟพร้อมซอสทาร์ทาร์ ถั่วบด และมันฝรั่งแท่งหนากรอบนอกนุ่มใน 

และจานเด่นที่ขาดไม่ได้กับ Beef Wellington (4,500 บาท) ซิกเนเจอร์ตลอดกาลของเชฟกอร์ดอน จานนี้ใช้เนื้อเทนเดอร์ลอยน์สีชมพูชิ้นโตนุ่มฉ่ำอยู่ตรงกลาง ห่อด้วยเห็ดดุกเซลหอมเข้มข้นและห่อด้วยแป้งบาง ก่อนนำไปอบจนได้สีเหลืองทองกรอบกำลังดี พอราดด้วยซอสไวน์แดงยิ่งเสริมรสชาติให้กลมกล่อม ทานคู่กับมันบดเนื้อครีมเพิ่มความละมุน ใครที่ไม่เคยลองเมนูนี้มาก่อน แนะนำรออย่างใจเย็น เพราะต้องใช้เวลาปรุงถึง 45 นาที แต่รับรองว่าคุ้มค่าการรอคอยแน่นอน

จบมื้อกันด้วย Sticky Toffee Pudding (350 บาท) ขนมหวานสไตล์อังกฤษ ที่ใช้เค้กอินทผลัมเนื้อนุ่มฉ่ำ ชุ่มไปด้วยซอสทอฟฟี่หอมหวาน เข้ากับไอศกรีมนมโฮมเมดที่ช่วยตัดรสเข้มข้น หรือถ้าอยากได้อะไรสดชื่น

ในส่วนของบรรยากาศ ภายในร้านตกแต่งด้วยพื้นลายหมากรุกและเบาะสีเหลืองสดตัดกับแสงไฟนวลสไตล์ Industrial Warehouse เหมือนร้านต้นตำรับในลอนดอน แต่เพิ่มความโปร่งสบายด้วยวิวแม่น้ำเจ้าพระยาแบบเต็มตา ผ่านหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติ เหมาะทั้งกับการมานั่งดินเนอร์โรแมนติกมื้อพิเศษ หรือแค่มานั่งทานกลางวันแบบแคชวลก็ได้เช่นกัน หากใครกำลังมองหาสถานที่จัดเลี้ยงส่วนตัว ทางร้านก็มีห้องไพรเวตที่รองรับได้ถึง 14 คน 

  • อาหารอินเดีย
  • วัฒนา
  • 3 จาก 5 ดาว
  • แนะนำ

เมื่อพูดถึงอาหารอินเดีย ภาพจำของใครหลายคนคงหนีไม่พ้นสตรีตฟู้ดที่พ่วงมากับรถเข็น หรือตลาดที่มีผู้คนชุกชุม แถมยังมีช่วงหนึ่งที่กระแสอาหารอินเดียมาแรงจนคนไทยอย่างเราต้องไปหามาลองกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าวหมกไก่ ปานีปูรี ไก่ทันดูรี บัตเตอร์ชิกเก้น แกงผักโขมชีส และแป้งนาน ด้วยเมนูเหล่านี้ค่อนข้างคล้ายคลึงกับอาหารไทย แถมยังทานง่าย ซึ่งคนที่ชอบความจัดจ้านของอาหารไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คงไม่ยากที่จะชอบอาหารอินเดีย ส่วนบางคนอาจยังรู้สึกไม่ถูกปากขนาดนั้น เพราะถึงแม้จะใช้เครื่องเทศเยอะ แต่ก็ไม่ใช่กลิ่นและรสชาติที่คุ้นเคย

ถ้าเปรียบอาหารอินเดียยอดฮิตที่หลายคนเคยทานเป็นอาหารไทย คงเหมือนกับต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ มัสมั่น หรือข้าวผัดกะเพรา เพราะเป็นเมนูที่ชาวต่างชาติมักนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ แต่แน่นอนว่าประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลกอย่างอินเดียก็ต้องมีอาหารการกินที่หลากหลายมากกว่าที่เราคิดอยู่แล้ว เราจึงอยากพามาทานอาหารอินเดียที่ในเวอร์ชันที่อาจไม่เคยเห็นมาก่อน ให้เหมือนกับการพาเพื่อนต่างชาติมาทานแกงรัญจวน ปลาแห้งแตงโม ขนมจีนซาวน้ำ หรือน้ำพริกลงเรือ

Tapori ร้านอาหารอินเดียในซอยสุขุมวิท 47 ตอบโจทย์นี้ได้ดีที่สุด โดยชื่อร้านมีความหมายว่า นักเดินทาง เป็นการเปรียบว่าคนที่ได้มาลิ้มรสจะได้ท่องเที่ยวในอินเดียไปพร้อมกันถึง 28 รัฐ เริ่มที่เมนูแรกอย่าง Tawa-masala Kaleji Ice-cream (490 บาท) ไอศกรีมตับไก่เนื้อเนียนจากรัฐนิวเดลี (New Delhi) และทมิฬนาฑู (Tamil Nadu) ตัวไอศกรีมรสชาติเข้มข้น สัมผัสละมุน ทานคู่กับแผ่นโดซ่าบางกรอบและแครอทดอง เราชอบที่กลิ่นตับไก่ไม่แรงจนเกินไป ทำให้ทานได้แบบเพลินๆ

มาต่อกับจานที่ทางร้านนำเสนอว่าเป็นคอมฟอร์ตฟู้ด เหมาะสำหรับคนที่ยังไม่กล้าลองเมนูแปลกใหม่เกินไป Kheema Ghotala (550 บาท) จากรัฐมหาราษฏระ (Maharashtra) เมนูนี้สามารถเลือกเนื้อสัตว์เป็นเนื้อวัวหรือแกะก็ได้ ทางร้านจะนำเนื้อไปสับจนละเอียด ผัดกับเครื่องเทศ แล้วตอกไข่ดิบลงไป รสชาติจานนี้ค่อนข้างคล้ายแกงกะหรี่และมีความเผ็ดเล็กน้อย ก่อนทานต้องคนทุกอย่างให้เข้ากัน แล้วทานคู่กับขนมปัง ladi pav สัมผัสนุ่มชุ่มเนยที่ทางร้านทำเอง

และจานหลักของเราในวันนี้คือ Beef Ularthiyathu (690 บาท) แกงผัดแห้งที่ใช้เนื้ออบด้วยไฟอ่อน เมนูขึ้นชื่อของรัฐเกรละ (Kerala) ที่โดดเด่นเรื่องมะพร้าวและทะเล จุดเด่นของเมนูนี้จึงเป็นเนื้อวัวสุดนุ่มและมะพร้าวอบที่ผัดมาพร้อมกัน เพราะนอกจากจะได้กลิ่นหอมของเครื่องเทศแล้ว ยังได้กลิ่นหอมจากมะพร้าวและสัมผัสกรุบกรอบ เสิร์ฟพร้อมแป้งพารอตตากรอบนอกนุ่มใน

จากนั้นมาปิดจบมื้อด้วย Benami Kheer (400 บาท) ขนมหวานที่มีหน้าตาแตกต่างจากขนมทั่วไป จานนี้ได้แรงบันดาลใจจากอาหารแถบอินเดียเหนือของรัฐอุตตรประเทศ (Uttar Pradesh) มาพร้อมคำอธิบายเมนูว่า Can you guess the secret ingredient of this legendary dessert? เนื่องจากทางร้านอยากให้เราลองชิมและทายว่าเมนูนี้ทำจากอะไร ในส่วนของรสชาติก็ค่อนข้างทานง่าย ได้กลิ่นเครื่องเทศนิดๆ และมีความหวานตามสไตล์ขนมอินเดีย ซึ่งเราขออธิบายไว้เพียงเท่านี้ ใครที่อยากลองจะได้ไม่โดนสปอยล์ซะก่อน รับรองว่าหลายคนต้องอึ้งตอนเชฟเฉลยแน่นอน

นอกจากอาหารแล้ว ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่เราชอบเกี่ยวกับ Tapori คือการตกแต่งร้านด้วยศิลปะอินเดีย โดยผสมผสานระหว่างศิลปะดั้งเดิมและสมัยใหม่ มีการใช้สีสันจัดจ้านและภาพวาดอินเดียโบราณ ทำให้รู้สึกถึงความสนุกสนานแบบโมเดิร์นและเรียบหรูในคราวเดียวกัน 

หากมาทานมื้อเย็นก็สามารถไปจิบค็อกเทลต่อได้ที่ Bubbs บาร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากร้านตัดผมในอินเดีย แนะนำให้ลองเมนูซิกเนเจอร์อย่าง Amrud (400 บาท) หรือค็อกเทลน้ำฝรั่ง รสชาติทานง่าย ไม่เข้มจนเกินไป ซึ่งด้านในร้านมีขนาดไม่ใหญ่มาก เหมาะสำหรับการมานั่งคุยเล่นกับเพื่อนแบบชิลๆ แถมยังตกแต่งได้สวยไม่แพ้ฝั่งร้านอาหารเลยทีเดียว

การโฆษณา
  • สยาม

ตั้งแต่ร้านอาหารไทยได้รับรางวัลต่างๆ ไม่ว่าจะมิชลินไกด์ Thailand’s Favourite Restaurant หรือ The Worlds 50 Best Restaurants ก็เหมือนเป็นการปลุกกระแสให้คนกรุงเทพฯ หันมาทานอาหารไทยกันมากขึ้น แน่นอนว่าหากจะเลือกทั้งที หลายคนคงมองหาร้านไฟน์ไดนิง หรืออาจเป็นคอร์สเมนูสุดหรูหรา แต่ด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง อาจทำให้ทานได้ไม่บ่อยมากนัก หากไปต่อคิวร้านโลคอลยอดนิยมก็คงไม่เหมาะสำหรับคนไม่ค่อยมีเวลา

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดเป็น ‘โสมะ’ ร้านอาหารไทยสไตล์โมเดิร์นที่มาพร้อมวัฒนธรรมการทานอาหารดั้งเดิมของคนไทยอย่างสำรับกับข้าว จากความตั้งใจของเชฟชาลี การ์เดอร์ และเชฟหนุ่ม วีรวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์ ที่มองเห็นความมีเสน่ห์ของการทานอาหารอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา โดยมีกับข้าวหลายอย่างอยู่บนโต๊ะให้ทานคู่กับข้าวสวยเรียงเม็ด โดยสามารถแชร์กันได้ทั้งครอบครัว

และเราเชื่อว่าสิ่งที่ทุกคนคาดหวังจากร้านอาหารไฟน์ไดนิงคงเป็นการยกระดับเมนูธรรมดาให้มีน่าสนใจยิ่งขึ้น ต่อให้หน้าตาอาหารไม่เหมือนเดิม แต่ต้องคงรสชาติเข้มข้นแบบไทยไว้ ซึ่ง เชฟภาคย์ ยะมู หัวหน้าเชฟร้านโสมะ ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะเขาได้รังสรรค์เมนูไทยดั้งเดิมให้กลายเป็นจานอาหารสุดครีเอต มาพร้อมรสชาติหลากหลายมิติและสัมผัสที่แปลกใหม่ 

เริ่มที่จานแรกกับ มัสมั่นเนื้อน่องลาย (680 บาท) ฟังชื่อแล้วอาจดูธรรมดาไปสักหน่อย แต่ร้านนี้นำเนื้อแองกัสออสเตรเลียมาตุ๋นจนนุ่ม เสิร์ฟคู่กับมันเทศอบและอาจาดน้ำกุหลาบที่รับรองว่าหาไม่ได้จากร้านอื่นแน่นอน ทานแล้วได้รสเข้มข้นกลมกล่อมตามแบบฉบับของมัสมั่น พร้อมกลิ่นหอมและความละมุนจากการรมควันด้วยเนยกี (Ghee)

อีกเมนูหนึ่งที่เราประทับใจไม่แพ้กันคือ พล่าหอยนางรม (250 บาท) ดูเผินๆ แล้วเหมือนหอยนางรมทั่วไปที่ทานคู่กับน้ำพริกเผา แต่ความพิเศษของเมนูนี้คือ เชฟใส่กากหมูมาเพิ่มสัมผัสกรุบกรอบแทนหอมเจียว และถึงแม้จะชื่อเมนูพล่า แต่ก็ไม่ได้เผ็ดจนเกินไป แถมยังได้ความสดของหอยนางรมแบบเต็มคำ ส่วนเมนูอื่นๆ ที่อยากแนะนำให้ลองคือ ยำกุ้งแม่น้ำย่าง (770 บาท) ข้าวผัด XO ปู (700 บาท) และปิดท้ายด้วยของหวานอย่าง โมจิลำไยไอศกรีมกะทิ (180 บาท)

นอกจากอาหารรสชาติอร่อยถูกปากแล้ว ทางร้านยังนำเสนอความโมเดิร์นผ่านการตกแต่งด้วยผลงานศิลปะร่วมสมัย บนกำแพงไม้สีน้ำตาลเข้มที่ช่วยส่งให้ภาพดูโดดเด่น เช่น ภาพน้องมาร์ดี หรือคาแรกเตอร์เด็กสามตา ผลงานซิกเนเจอร์จากศิลปินสตรีตอาร์ตชาวไทยชื่อดังอย่างอเล็กซ์ เฟซ (Alex Face) รวมถึงงานศิลปะของศิลปินอีกหลายท่าน เช่น เจนีฟ ฟิกกิส (Genieve Figgis) ไรอัน แม็กกินเนส (Ryan McGinness) และอลันนาห์ ฟาร์เรล (Alannah Farrell)

ที่นี่ถือว่าตอบโจทย์คนอยากทานอาหารไทยชั้นเลิศโดยไม่ต้องนั่งเกร็งในร้านไฟน์ไดนิง แถมมีให้เลือกทั้งอาหารคำเล็กและจานกลางขนาดค่อนข้างใหญ่ สามารถแชร์กับครอบครัวและกลุ่มเพื่อนได้สบายๆ หรือใครอยากมาทานจานเดี่ยวให้พออิ่มก็ได้เหมือนกัน เพราะแค่มาชมงานศิลปะภายในร้านที่เหมือนเป็นนิทรรศการขนาดย่อมก็ถือว่าคุ้มแล้ว

ที่ Siam Pathumwan House ซอยเกษมสันต์ 1 เปิดทุกวัน เวลา 11.00 - 15.00 น. และ 17.00 - 23.00 น.

  • สุขุมวิท 24

สาวกพาสต้าทั้งหลายคงคุ้นชินกับเบคอนในคาโบนารา หรือแซลมอนย่างในซอสเพสโต้ ราวกับเป็นสูตรสำเร็จของเมนูเส้นยอดนิยมจากอิตาลี แต่จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถเลือกรวมของโปรดให้มาอยู่ในจานเดียวกันได้ (แบบไม่ต้องทำเอง) ลองนึกภาพเนื้อย่างชิ้นใหญ่กับพาสต้าซอสโบลองเนส โปะด้วยไข่ดาวอีกสักใบก็น่าจะเป็น combination ใหม่สไตล์เอเชียที่ไม่เลว

Olivetto ร้านพาสต้าสีเขียวมะกอกบนชั้น 4 ของ The Emporium อยากพาทุกคนออกจากกรอบเดิม แล้วมาครีเอตพาสต้าจานโปรดของตัวเองกับคอนเซ็ปต์ craft your own flavor ที่สั่งได้ตามใจชอบ กับ 3 ขั้นตอนง่ายๆ

เลือกซอส

แน่นอนว่าตัวแปรรสชาติของพาสต้าทุกจานอยู่ที่ซอส ทางร้านจึงมีมาให้เลือกถึง 12 แบบ ไม่ว่าจะเป็นซอสโบลองเนส ครีมทรัฟเฟิล ครีมเลมอน เพสโตมะเขือเทศ มะเขือเทศพริกแห้ง โปโมโดโร พริกไทยดำ เอ็กซ์โอสูตรเฉพาะ และผัดกระเทียมกับน้ำมันมะกอก สำหรับคนที่ชอบรสชาติแบบไทยๆ ก็มีซอสกะเพรา ซอสขี้เมา และซอสไข่เค็มน้ำพริกเผา

เลือกเส้น

สำหรับคาร์บที่เป็นพระเอกของจาน ทางร้านมีให้เลือกถึง 5 ชนิด

  • สปาเกตตี
  • เพนเน่
  • ริกาโตนี
  • ดิวมินูตี
  • สปาเกตตีหมึกดำ

เลือกท็อปปิง

หากคุณคิดว่าตัวเลือกซอสเยอะแล้ว ท็อปปิงคงเป็นด่านสุดท้ายที่ทุกคนใช้เวลานานที่สุด เพราะมีให้เลือกเกือบ 20 อย่าง ทั้งไข่ดาว สเต็กไก่ สเต็กเนื้อออสเตรเลีย ชีส เห็ดย่าง กุ้ง หอยลาย หอยแมลงภู่ หอยเชลล์ ไข่กุ้ง ไส้กรอกอีสาน ไส้กรอกหมูอิตาเลียน เบคอน แซลมอน และรวมซีฟู้ด

แค่เห็นจำนวนท็อปปิง เราว่าหลายคนคงตาลายจนเลือกไม่ถูก หรือกลัวว่าผสมทุกอย่างออกมาแล้วจะไม่ถูกปาก ทางร้านก็มี signature dish ให้สั่งตาม เช่น Beef Pepper and Fried Egg Spaghetti (380 บาท) Lemon Cream Shrimp Ebiko Spaghetti (280 บาท) และ Rigatoni Truffle Cream (270 บาท)

นอกจากนี้ ความสนุกไม่ได้หยุดอยู่ที่การออกแบบเมนูพาสต้าของตัวเองเท่านั้น แต่ยังเน้นการทานอาหารแบบแชร์กันหลายคน พร้อมด้วยเมนูทานเล่นอย่าง Sweet Potato Fries (150 บาท) Sweet Corn Ribs (150 บาท) และ Truffle Fries (150 บาท) สามารถสั่งมาเป็นจานกลางให้ทานได้ทุกคน

ร้าน Olivetto ตั้งอยู่ที่ชั้น 4 The Emporium สามารถเดินทางได้ด้วย BTS ลงสถานีพร้อมพงษ์ ทางออก 4 เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00 - 22.00 น.

การโฆษณา
  • อาหารฝรั่งเศส
  • หลังสวน
  • แนะนำ

Bisou แกสโตรไวน์บาร์สไตล์ฝรั่งเศสเปิดใหม่ล่าสุด ย่านหลังสวน เสิร์ฟจริตปาริเซียงสุดเท่และเซ็กซี่ ตั้งแต่จานอาหารสไตล์ฝรั่งเศสจนถึงเชฟชาวฝรั่งเศสในครัว

น่าจะไม่ใช่เราคนเดียวที่คิดว่าเดียวนี้ขออะไรง่ายๆ สบายๆ ไว้ก่อนดีกว่า เพราะอย่าง 2 หนุ่มฝรั่งเศสที่ผ่านประสบการณ์วงการร้านอาหารระดับไฟน์ไดนิ่งมาโชกโชน ทั้งเชฟอองตวน ดัคเกียง และ ธีโอ ลาแวร์ญ ซอมเมอลิเยร์ ก็น่าจะคิดเหมือนกัน เลยขอเอาความหรูบนพื้นฐานอาหารฝรั่งเศส มาขยายความใหม่ในแบบฉบับของพวกเขา เสริมด้วยแรงบันดาลใจจากรสชาติอื่นๆ ที่พวกเขาอยากชวนมาแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิดในพื้นที่ร้าน 

Bisou อยู่ในบ้านสีขาวสุดซอยแยกเล็กๆ ถัดจากซอยหลังสวน ถึงภายนอกจะดูลึกลับแต่เมื่อเข้ามาจะได้บรรยากาศเหมือนแมนชั่นของหนุ่มปาริเซียง ที่ความสนุกรออยู่ในทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นโซนบาร์ชั้นล่าง นั่งจิบค็อกเทลสุดเซ็กซี่จากบาร์เทนเดอร์ชาวฝรั่งเศส ก่อนย้ายไปมุมโต๊ะกินข้าวและโซฟาพร้อมฉากแบ่งให้ความไพรเวตก็ได้ ถ้าเดินขึ้นบันไดไปชั้น 2 จะได้ความไพรเวตมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ตัดขาดจากความสนุกข้างล่าง ชั้นนี้จะมีห้องไวน์ขนาดใหญ่พอสมควร ให้เราได้เดินเข้าไปเลือกไวน์ตามจริตและงบที่ชอบได้เลย

อาหารโดยรวมของที่นี่จะมาในธีม “K.I.S.S - Keep It Simple, Sexy” เรียบง่ายแต่หน้าตาสวยตามชื่อ ส่วนความเซ็กซี่กินหมดจานแล้วจะรู้เอง เน้นให้แชร์ริ่งกัน แต่พอร์ชั่นไม่ใหญ่มาก ถ้ามากันแค่ 2 คนอาจแชร์กันลงตัว

เริ่มด้วย Truffle French Toast (590 บาท) ขนมปังบริโยชกรอบนอกนุ่มใน ท็อปมาด้วยทรัฟเฟิลแบบจุใจ ส่วนไก่ทอด BFC, Bisou Fried Chicken (330 บาท) ก็ตอบโจทย์ตามเชฟบอกว่าไม่ใช่แค่ฝรั่งเศสจ๋าอย่างเดียว เพราะมีพริกผงชิชิมิสไตล์ญี่ปุ่นกับไข่แซลมอนโรยมาด้วย

วิธีการปรุงแบบฝรั่งเศส รสชาติแบบผสมผสาน อีกอย่างที่เติมมาให้ครบคือวัตถุดิบตามฤดูกาล ช่วงนี้เลยมีเมนู Heirlom Tomatoes (390 บาท) มะเขือเทศแฮร์รูมจากเชียงใหม่เนื้อฉ่ำหวานกรอบ สไลซ์บางๆ ท็อปด้วยมะเขือเทศคอนซูเม่ สไปซี่เชอร์เบท และโอลีฟ พาวเดอร์ แนะนำว่าถ้าไปลองให้กระซิบถามพนักงานได้เลยว่าช่วงนี้มีวัตถุดิบเด็ดๆ อะไรบ้าง

เมนูเนื้อเราชอบ Hanger Steak (490 บาท/100กรัม) สเต๊กหอมกลิ่นกริล เสิร์ฟคู่กับ Bone Marrow ปรุงรสจัดจ้านเข้มข้น ส่วนจาน Wagyu Beef Tongue Sando (420 บาท) แซนด์วิชเนื้อที่อยากให้รีบกินตอนเสิร์ฟอุ่นๆ ทิ้งไว้นานเนื้ออาจจะกระด้างไปนิด

สิ่งที่เราว่าเป็นจุดเด่นของ Bisou คือบรรยากาศของร้าน ยิ่งตกดึกเท่าไรก็ยิ่งเซ็กซี่มากขึ้นเท่านั้นด้วยการแต่งไฟ และโซนที่นั่งที่ถ้ามาเดตอยากได้มุมส่วนตัวก็มี อยากมาปาร์ตี้กับเพื่อนกลุ่มใหญ่ก็ได้ สามารถนั่งยาวๆ ได้ตั้งแต่หัวค่ำจนดึกไปเลย

Bisou ตั้งอยู่ที่ หลังสวน เปิดให้บริการวันพุธ - วันจันทร์ 17.30 - 00.00 น. สำรองที่นั่งหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 096-025-5858 หรือ bisoubangkok.com 

  • คาเฟ่
  • จตุจักร
Cose Club คาเฟ่น้องใหม่เพิ่งเปิดแบบสดๆ ร้อนๆ ที่มาแล้วได้ทั้งจิบกาแฟแกล้มขนมปังโฮมเมด เดินดูอาร์ต นั่งทำเล็บ ครบจบในตึกสีน้ำเงิน ไม่ไกลจากตลาดบอง มาร์เช่

ถ้าเป็นสายอาร์ตอาจจะเคยได้ยินชื่อแกลอรี่ Red Cose ในย่านเอกมัยกันมาบ้าง ล่าสุดทางทีมงานได้ขยับขยายความเป็นคอมมูนิตี้ออกมาอีกฟากของเมืองกับ Cose Club พื้นที่รวบรวมทุกสิ่งอย่าง ที่สามารถแตกและต่อยอดออกมาจากความรักในศิลปะได้ทั่วทั้งพื้นที่ 4 ชั้น

บริเวณชั้น 1 จะเป็นเหมือน common area ของบ้านที่ทุกอย่างจะอยู่รวมกันในพื้นเปิดโล่ง บาร์ไม้ยาวตามแนวร้าน สามารถแปรเปลี่ยนหน้าที่ได้ตลอดทั้งวัน จะเป็นโต๊ะดีเจเวลามาเปิดแผ่น เพราะตรงนี้ยังทำหน้าที่เป็นที่วางเครื่องเล่นแผ่นเสียงจาก Gadhouse (ถูกใจก็ซื้อกลับบ้านได้ด้วย) หรือจะเป็นบาร์ยามกลางคืน ไปจนถึงโต๊ะให้นั่งจิบชา กาแฟ แกล้มกับขนมปังทำเองของร้าน ที่เริ่มต้นจากความชอบทำให้สมาชิกในครอบครัวและเพื่อนๆ กินกัน จนเอามาพัฒนาศึกษาปรับสูตรด้วยตัวเอง เป็นขนมปังซาวร์โดสูตรเฉพาะมีความนุ่มไม่บาดเหงือก และเป็นวีแกนเพราะไม่มีเนย นม น้ำตาล บางสูตรที่ใส่สมุนไพรก็มาจากที่ปลูกเองด้วย

ตัวเลือกเมนูขนมปังของร้านจะมี 3 แบบ คือ Bagel, Focaccia และ Ciabatta สามารถเลือกสั่งทั้งแบบเมนูโทสต์ แซนด์วิช และ ชาชูก้า ที่สามารถเปลี่ยนหน้าได้ตามชอบ เราลองเมนู Shashuka Foccacia (180 บาท) ความนุ่มของขนมปังฟอคคาเชียมาเจอกับความนุ่มของไข่ที่สุกพอดี ในซอสมะเขือเทศรสกลมกล่อม ไม่ฉุนเครื่องเทศเป็นจานที่กินแล้วละมุนทุกคำ ซึ่งเราว่านี้คือจุดเด่นของร้านเลยกับการเสิร์ฟรสชาติกลางๆ ใครกินก็ถูกใจ เพราะอย่าง Butter board Smoked Salmon (270 บาท) ก็ละมุนกินเพลินดี

เครื่องดื่มถ้าเป็นกาแฟสามารถเลือกเมล็ดคั่วอ่อน กลาง เข้มในทุกเมนูได้ (80-120 บาท) อีกเมนูที่ร้านแนะนำคือ Organic herb infused water ส่วนผสมสมุนไพรอบแห้งลาเวนเดอร์ คาโมมายล์ มิ้นต์ และกุหลาบ เลือกสั่งได้ทั้งร้อนและเย็น

ขึ้นมาชั้น 2 ที่ยังเชื่อมต่อกับข้างล่างอยู่เพราะเป็นชั้นลอยจะเป็นโซนที่นั่งเสียส่วนใหญ่ มีมุมเล็กๆ ของร้านทำเล็บสุดน่ารัก Cerene nail bar ถัดขึ้นไปชั้น 3-4 จะเป็นสตูดิโอสำหรับซ้อมเต้นหรือเวิร์กช็อปตามแต่ใครจะมาใช้พื้นที่

ช่วงนี้ร้านเพิ่งเปิดให้บริการ เราว่าในอนาคตน่าจะมีโปรแกรม ปาร์ตี้ หรือเวิร์กช็อปสนุกๆ เกิดขึ้นที่นี่แน่นอน อย่างล่าสุดก็มีการจับมือกับ Madi Wine Bar ไปเปิดป็อปอัปที่ร้าน ทำให้น่าจะพอมองเห็นภาพว่า Cose Club คือฮับที่อยากชวนคนมาทำอะไรหรือจะไม่ทำอะไรเลยก็ได้

Cose Club ตั้งอยู่ที่ถนนเทศบาลสงเคราะห์ ไม่ไกลจากตลาดบอง มาเช่ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 - 23.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ cose.club
เรื่องเด่น
    บทความล่าสุด
      การโฆษณา