As an aspiring writer, she's always searching for new stories to explore and share. She's passionate about art, culture, and a great cup of coffee, finding that life's small joys make each day a little brighter. Ultimately, her greatest source of happiness can be found at home with her four furry cats.

Sriwalee Lakmuang

Sriwalee Lakmuang

Staff writer, Time Out Thailand

Articles (3)

รวมคาเฟ่เปิดใหม่รอบกรุงเทพฯ ในปี 2568

รวมคาเฟ่เปิดใหม่รอบกรุงเทพฯ ในปี 2568

Time Out ชวนผมมาแชร์ลิสต์คาเฟ่เปิดใหม่ที่ชอบที่สุด และระหว่างที่กำลังรวบรวมรายชื่ออยู่นั้น ผมก็ย้อนคิดไปถึงจุดเริ่มต้นตั้งแต่แรกเริ่มตลอดแปดปีที่ผ่านมา เพราะสิ่งที่ผมหลงใหลก็คือการสำรวจซีนกาแฟภายในกรุงเทพฯ  โดยทั้งหมดมันเริ่มต้นง่ายๆ เพียงเพราะผมเป็นคนที่รักการดื่มกาแฟเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และช่วงที่ยังทำงานประจำ ผมก็มักจะใช้เวลาสุดสัปดาห์ไปกับการค้นหาคาเฟ่ใหม่ๆ ที่น่าสนใจ และในทุกครั้งที่ได้บังเอิญไปเจอคาเฟ่ที่มีกาแฟอร่อยๆ หรือร้านที่ตกแต่งอย่างสวยงาม มันมักจะจุดประกายแรงบันดาลใจบางอย่างในตัวผมอยู่เสมอ มันทำให้ผมก็ไม่ต้องการที่จะเก็บความรู้สึกเหล่านั้นไว้เพียงคนเดียว การแชร์ช่วงเวลาเหล่านั้นลงบนอินสตาแกรมจึงกลายเป็นเหมือนสมุดบันทึกเล่มเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความสุข หรือเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ มันคือแกลเลอรีส่วนตัวที่ผมตั้งใจสร้างขึ้น และจนถึงวันนี้ผมก็ยังรู้สึกทึ่งที่ผู้คนมากมายคอยติดตามการเดินทางนี้ไปพร้อมกัน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มักจะมีหลายคนเข้ามาถามผมอยู่เสมอว่า ‘คุณหาคาเฟ่พวกนี้เจอได้ยังไง?’ คำตอบก็คือมันไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัว ต้องเล่าย้อนกลับไปสมัยที่ผมเคยอยู่ในกลุ่ม ‘cafe hopper’ เรียกได้ว่ามันคือคอมมูนิตี้ขนาดย่อมที่เรามักจะแชร์พิกัดใหม่ๆ ให้กัน และอาจจะเนื่องด้วยความโชคดีที่ผมมีเพื่อนๆ ที่อยู่ในสายงานดีไซน์ เวลามีโปรเจกต์อะไรใหม่ๆ ที่น่าสนใจเขาก็จะแอบมากระซิบบอกอยู่เสมอ นอกจากนี้ก็มีวิธีอื่นๆ ผสมผสานกันไป ทั้งการไถโซเชียลไปมา ดูแฮชแท็กว่าอะไรกำลังอยู่ในเทรนด์ หรือบางครั้งก็ได้พบโดยบังเอิญระหว่างที่กำลังออกไปสำรวจ การที่ได้ไปเยือนคาเฟ่หลากหลายที่ มันให้อะไรกับผมหลายอย่างมาก และบทเรียนที่สำคัญที่สุดคือ ผมได้รู้ว่าการมีใจรักในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันคือแหล่งพลังงานสำคัญในการข
มัดรวมร้านอาหาร Feels Like Home ชวนแม่ออกไปกินข้าว

มัดรวมร้านอาหาร Feels Like Home ชวนแม่ออกไปกินข้าว

เท่าที่นึกออก ช่วงวันแม่ในวัยเด็กของผู้เขียนมักจะมีวัฒนธรรมกินข้าวนอกบ้านกันเกือบทุกปี (ซึ่งคิดว่าวัฒนธรรมของบ้านอื่นอาจใกล้เคียงกัน) เพราะการได้อยู่ร่วมโต๊ะมื้อเดียวกันจะมีมวลของความแนบแน่นที่ไม่เคยหายไปผุดขึ้นในระหว่างมื้อเสมอ  ซึ่งจริงๆ แล้วร้านอาหารส่วนใหญ่ต่างดีไซน์ร้านออกมาให้มีพื้นที่เพียงพอต่อการรับแขก แต่จะดีแค่ไหน ถ้าร้านอาหารร้านนั้นออกแบบหรือครีเอตเมนูอาหารให้มีความแตกต่างเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นเมนูอาหารไทยร่วมสมัย ไทยโมเดิร์น หรือนำอาหารต้นตำรับฝีมือแม่ ยาย ย่า มาครีเอตให้ดูมีคุณค่าขึ้นโดยใส่ไอเดียของเชฟหรือเจ้าของร้านอาหารเข้าไปด้วย โดยเฉพาะอาหารต้นตำรับรสมือแม่ ซึ่งสำหรับบางคนคือความทรงจำชั้นดี คือความผูกพัน คือความไกลห่างให้กลายเป็นใกล้ชิด หรือทำให้อาหารมื้อนั้นวิเศษขึ้นมาราวกับมีเวทมนตร์ Time Out รวม 10 ร้านอาหารแนว ‘Feels Like Home’ จากต้นตำรับฝีมือของคนที่บ้าน โดยบางร้านให้บรรยากาศเหมาะกับครอบครัวหรือเพื่อน บางร้านให้สไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย บางร้านครีเอตเมนูที่ดูแตกต่าง หรือบางร้านเป็นเชฟยอดฝีมือและเป็นสเปเชียลเกสต์ที่ปรากฏในรายการอาหารทางทีวี บางร้านจองยากเย็นแต่คนส่วนใหญ่ก็ยังขอลอง บางร้านก็กลับไปกินซ้ำได้บ่อยๆ แต่ไม่ว่าอย่างไร ร้านอาหารเหล่านี้ให้ความรู้สึก Feels Like Home ลอยกรุ่นขึ้นมาทุกร้าน 
10 ร้านติ่มซำในกรุงเทพฯ ที่ Time Out คัดมาแล้วว่าดี

10 ร้านติ่มซำในกรุงเทพฯ ที่ Time Out คัดมาแล้วว่าดี

ในกรุงเทพฯ วงการติ่มซำมีค่อนข้างหลากหลาย ทั้งแนวต้นตำรับคลาสสิก แนวทดลองเชิงสร้างสรรค์ หรือค่อนไปทางแนวหรูหราระดับภัตตาคาร แต่เคยคิดกันเล่นๆ ไหมว่าบางสิ่งบางอย่างที่เกี่ยวกับติ่มซำ มักทำให้ทุกมื้อเต็มไปด้วยความรู้สึกพิเศษที่ซ่อนอยู่เสมอ บางคนอาจนิยมกินติ่มซำกันช่วงสาย หรืออยากนั่งชิลกินกันช่วงเที่ยง นั่นก็เพราะติ่มซำไม่ใช่แค่ของกิน แต่มันคือพิธีกรรมแห่งการกินไปแล้ว  อยากให้ลองนึกภาพโต๊ะในร้านติ่มซำที่เต็มไปด้วยเข่งไม้ไผ่ อุ่นไอชา กลิ่นหอมละมุน คลอเสียงคุยกันเบาๆ และเสียงตะเกียบที่คอยแย่งชิงติ่มซำคำอร่อยๆ เหล่านี้คือร้านที่ Time Out เห็นว่าควรค่าแก่การลิ้มลอง

News (19)

ความตรงไปตรงมาของ Facefully นิทรรศการเดี่ยวในรอบ 10 ปีของ แป้ง–ภัทรีดา ประสานทอง

ความตรงไปตรงมาของ Facefully นิทรรศการเดี่ยวในรอบ 10 ปีของ แป้ง–ภัทรีดา ประสานทอง

ครั้งแรกที่เราเห็นนิทรรศการนี้โชว์หราตามหน้าสื่อโซเชียล กลับทำให้เรายิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว จนมารู้ทีหลังว่านี่คือนิทรรศการของแป้ง–ภัทรีดา ประสานทอง นักวาดภาพประกอบสุดน่ารักและผู้ก่อตั้งแป้งนวลสตูดิโอ (Pangnualstudio) ร่วมกับนวลตอง ประสานทอง ผู้เป็นน้องสาว ผลงานของเธอเป็นที่คุ้นตาตามหน้าหนังสือ สินค้าน่ารัก ของที่ระลึก โรงแรมหรือร้านอาหาร และอื่นๆ อีกมาก    Photograph: Pumpkin Art Town   เราเคยคุ้นตาด้วยชื่อและผลงานของคุณแป้งมาตั้งแต่สมัยเรียนมหา’ลัย เพราะลายเส้นการ์ตูนที่เรียบง่าย ไม่ต้องใช้ทฤษฎีใดๆ ให้มากความ ซึ่งคาแร็กเตอร์การ์ตูนหัวกลมโตนั้นก็แสนน่ารักงุบงิบเล่นเอาใจอิ่มฟูทุกครั้งที่เห็น     Photograph: KICHgallery   ส่วนนิทรรศการที่ว่าคือ หน้าขายหน้า - Facefully โดยแป้ง-ภัทรีดา คือนิทรรศการที่สื่อถึงพลังของความเรียบง่ายตรงไปตรงมา ซึ่งผลงานใน Facefully สื่อแค่เรื่องของ ‘ใบหน้า’ เพียงอย่างเดียว  Photograph: KICHgallery     ใบหน้าหลากหลายใน Facefully สะท้อนบุคลิกต่างกันไป บางหน้าซุกซน บางหน้านิ่งสงบ บางหน้าเรียบง่ายเข้าถึงได้ และบางหน้าก็แฝงไปด้วยความเพ้อฝันและจินตนาการได้ไม่รู้จบ    Photograph: KICHgallery   แต่นั่นแหละ รูปทรงของแต่ละใบหน้า ถูกถ่ายทอดด้วยการเหลือพื้นที่ให้ตีความได้อย่างอิสระ จนเหลือเพียงแก่นแท้ที่อยากบอกเล่า นั่นคือ ‘ใบหน้า’ ที่หลากหลายในนิทรรศการนั่นเอง    Photograph: KICHgallery   นิทรรศการหน้าขายหน้า - Facefully จัดแสดงตั้งแต่วันนี้จนถึง 27 กันยายน ที่ KICHgallery ซอยร่วมฤดี 2 เปิดให้เข้าชมวันพุธ-วันอาทิตย์ (ปิดวันอังคาร) เวลา 10.00 - 18.00 น. (แกลเลอรีไม่มีที่จอดรถ แนะนำให้เดินทางด้วย BTS เพลินจิต ลงทางออกที่ 2) 
ส่องอีเวนต์ฮีลใจตามธีม ‘มาใต้...บายใจให้ถึงหวัน’ ใน Pakk Taii Design Week 2025

ส่องอีเวนต์ฮีลใจตามธีม ‘มาใต้...บายใจให้ถึงหวัน’ ใน Pakk Taii Design Week 2025

ใครๆ ก็อยากมีชีวิตที่ดี โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่แสวงหาสิ่งนี้  ซึ่งเป็นไปได้ว่า ในปีที่ผ่านๆ มา กลุ่มคนรุ่นใหม่มักไม่ได้มองความมั่นคงด้วยตัวเลขหรือรายได้เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะจากผลสำรวจของ WGSN ชี้ว่า 84% ของคนอายุ 16-24 ปีทั่วโลกกำลังมองหาสถานที่ฮีลใจ จนทำให้ตัวชี้วัดเรื่องความสุข และ Gross Well-being (GWB) เริ่มเข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น   จากผลการสำรวจข้างต้น เทศกาลปักษ์ใต้ดีไซน์วีค 2568 (Pakk Taii Design Week 2025) จึงมีคอนเซปต์ตอบรับผลสำรวจด้วยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั่วภาคใต้สู่การเป็นโมเดลต้นแบบด้วยแนวคิด De-Stress Economy หรือเศรษฐกิจแห่งความสบายใจ และเป็นแนวคิดที่ถูกนำมาใช้กับงานปักษ์ใต้ดีไซน์วีค 2568 เป็นปีแรก ด้วยธีม South Paradise: มาใต้ บายใจให้ถึงหวัน  โดยทางเทศกาลได้วางแนวคิด De-Stress Economy ที่ครอบคลุมการใช้ชีวิต การลงทุน และการท่องเที่ยวรวม 4 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มสงบ (Moment of Calm) ได้แก่ นครศรีธรรมราช พังงา นราธิวาส ส่วนกลุ่มที่สองคือ กลุ่มผ่อนคลาย (The Art of Relaxing) มีตั้งแต่ยะลา ตรัง พัทลุง ภูเก็ต กลุ่มที่สามคือ กลุ่มปลดปล่อย (Place of Eneraize) มีกระบี่ สงขลา และสุราษฎร์ธานี และกลุ่มที่ 4 คือกลุ่มไร้กังวล (Stage of Worry-Free) คือชุมพร ระนอง สตูล และปัตตานี  ด้วยธีมของปีนี้ที่ว่า ‘มาใต้…บายใจให้ถึงหวัน’ เราเลยรวบรวมอีเวนต์เท่าที่พอจะนึกออกด้วยกิจกรรมที่คิดว่าคงช่วย ‘ฮีลใจ’ ให้การล่องใต้ครั้งนี้เต็มไปด้วยความบายใจไปด้วยกัน    Photograph: Pakk Taii Design Week   1. เจริญอ่านเภสัช by soulfriendandspiritualgarden  เจริญอ่านเภสัช คือการออกแบบประสบการณ์ร้านหนังสือบำบัดใจ (ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากร้านขายยา) ที่จะคอยให้คำแนะนำหนังสืออ่านเพื่อบำบ
การเปิดตัวครั้งแรกของ Shokunin Shoyu โชยุจากช่างฝีมือตัวจริงทั่วญี่ปุ่น ที่งาน Nippon Haku 2025

การเปิดตัวครั้งแรกของ Shokunin Shoyu โชยุจากช่างฝีมือตัวจริงทั่วญี่ปุ่น ที่งาน Nippon Haku 2025

ขึ้นชื่อว่าโชยุ – ซอสปรุงรสเพิ่มความอร่อยให้มื้ออาหารที่ไม่ว่าใครๆ น่าจะมีไว้ติดบ้าน    แต่มีโชยุที่ดูแตกต่างออกไปอย่างยี่ห้อ Shokunin Shoyu คือโชยุนำเข้าจากญี่ปุ่นโดยช่างฝีมือตัวจริงทั่วญี่ปุ่นที่สืบทอดกันมาถึง 28 รุ่น และพิถีพิถันในกรรมวิธีการหมักมาเป็นร้อยๆ ปี ซึ่งโชคุนินโชยุมีทั้งหมด 6 ชนิด รวมโชยุชนิดพิเศษอีกกว่า 3 ชนิด แต่ละชนิดจะมีโชยุอีกกว่า 100 แบบเพื่อเหมาะกับการกินในมื้ออาหาร กระทั่งบางแบบยังนำไปจิ้มกับของหวานอย่างขนมปังปิ้งหรือไอศกรีมก็ยังได้    Photograph: Shokunin Shoyu Thailand   โชคุนินโชยุ มาจากความตั้งใจของ ทาคาฮาชิ มันทาโระ ชายหนุ่มผู้หลงใหลในโชยุที่ก่อตั้ง บริษัท Dento Design Kobo โดยก่อนหน้าเขาทั้งเยี่ยมชมโรงงานและชิมโชยุด้วยตัวเองกว่า 400 โรงงาน จนนำมาสู่รูปแบบการบรรจุขวดและช่วยประชาสัมพันธ์โชยุแก่ผู้ผลิตรายเล็กในท้องถิ่นนั้นๆ ด้วย     Photograph: Shokunin Shoyu Thailand   แรกเริ่มเขามีไอเดียอยากให้โชยุเป็นซอสปรุงรสที่กินได้กับอาหารทุกประเภท (ถ้าเป็นไปได้) ซึ่งความจริงแล้ว โชยุญี่ปุ่นมีด้วยกัน 5 ชนิด แต่คนส่วนใหญ่มักใช้โชยุเพียงชนิดเดียว ทำให้ผู้ผลิตลดฮวบฮาบ จาก 6,000 ราย เหลือ 1,200 ราย ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา   Photograph: Shokunin Shoyu Thailand เขาเลยจับคู่โชยุกับมื้ออาหารให้กลายเป็นเรื่องปกติซะเลย เพื่อแนะนำรสชาติของโชยุไปในตัว แล้วพัฒนาแบรนด์ ‘โชยุรสโปรด’ ของ Dento Design Kobo ที่เพิ่มความน่ารักด้วยการวาดภาพประกอบอาหารมื้อโปรดของชาวญี่ปุ่นบนขวดโชยุไปด้วย ซึ่งช่วยให้ลูกค้าเลือกโชยุที่ตรงกับมื้ออาหารนั้นได้    Photograph: Shokunin Shoyu Thailand   ปรากฏว่าโชคุนินโชยุขายออกได้ถึง 17,000 ขวด ภายใน 10 เดือน ส่งผลให้ยอดขายโดยรวมของร้านค้าที่จำหน่าย
Neighbourmart POP! ร้านช็อปของเก๋า เปิดสาขาใหม่ใจกลางสยาม

Neighbourmart POP! ร้านช็อปของเก๋า เปิดสาขาใหม่ใจกลางสยาม

Neighbourmart POP! ออกตัวขอเป็นเพื่อนบ้านชาวสยาม ชวนกิจการทั้งเก๋าและเก๋มาเล่นสนุก สร้างความร่วมมือใหม่ๆ ร่วมกัน โดยจะออกมาในรูปแบบของสินค้าน่าอุดหนุน เวิร์กช็อปและทัวร์น่าเข้าร่วม ไปจนถึงแคมเปญสนุกๆ ให้รอติดตาม   Photograph: Neighbourmart   จากสาขาแรกที่ TCDC กรุงเทพฯ ย่านบางรัก วันนี้ได้ต่อยอดมาสู่สาขาใหม่ที่ Absolute Siam Store ในพื้นที่พิเศษที่ยังคงรักษา Young Soul ของกรุงเทพฯ ไว้ได้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ที่ออกแบบให้สาขานี้บอกเล่าเรื่องราวสดใหม่ที่เต็มไปด้วยพลังและแพสชันของคนหนุ่มคนสาวในยุคก่อนให้เข้ากับ Love Bangkok, Support Local Business ที่เนเบอร์มาร์ทสื่อสารตลอดมา โดยโฟกัสกับแนวคิด Love Siam, Support Young Soul    Photograph: Neighbourmart   จุดเริ่มต้นของ Absolute Siam Store x CEA present Neighbourmart POP! หนึ่งในความร่วมมือผ่านโครงการไทยสร้างสรรค์ ระหว่างสยามพิวรรธน์ และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ที่ออกแรงซัพพอร์ตและเปิดพื้นที่ Absolute Siam Store x CEA present Neighbourmart POP! ชวนคนเมืองและนักท่องเที่ยวช้อปปิ้งพร้อมเรื่องเล่า และเพิ่มการซัพพอร์ตกิจการเล็กๆ และธุรกิจรุ่นเก๋า made in Bangkok ในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายตั้งอยู่ใจกลางเมืองให้ทุกคนได้กลับไปทักทาย Young Soul ในตัวเองอีกครั้ง   Photograph: Neighbourmart สินค้า OG และสินค้าสร้างสรรค์ในกรุงเทพฯ กว่า 30 แบรนด์ นักช้อปของเก๋จะได้พบกับพริกไทยตรามือที่หนึ่ง ถ่านไฟฉายตราม้าขาว หมากฝรั่ง Lucky ยาหม่องถ้วยทอง ฯลฯ และยังออกแบบเรื่องเล่าที่พาทุกคนย้อนกลับไปยังจุดสตาร์ทของกิจการที่ไม่มีวันสิ้นสุด และผู้บุกเบิกที่เต็มไปด้วย ‘Young Soul’ มาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้ยังยกขบวนสิน
Mali Bucha: Dance Offering รำแก้บนร่วมสมัยที่เดินสายทัวร์เอเชียมาตั้งแต่ปี 2023

Mali Bucha: Dance Offering รำแก้บนร่วมสมัยที่เดินสายทัวร์เอเชียมาตั้งแต่ปี 2023

ในช่วงหลัง ศิลปะร่วมสมัยเริ่มเข้ามาตั้งหลักเป็นจุดยืนเพื่อให้เห็นถึงบทบาทอีกด้านหนึ่งของแขนงงานศิลปะดั้งเดิมมากขึ้น ทำให้ผู้ชมตื่นตาและรู้สึกถึงการเปิดโลกกว้างมากไปกว่าเดิม  อย่างเช่นการแสดง มาลีบูชา (Mali Bucha: Dance Offering) คือการแสดง ‘รำแก้บน’ ผสานเทคโนโลยีความจริงเสริม (AR) เทคโนโลยีเสมือนจริง (VR) และการรำไทย (หรือการเต้น) เข้าด้วยกัน ทั้งหมดนี้เรียกว่าเป็นการแสดงสดแบบไฮบริด เพื่อนำเสนอรูปแบบใหม่ของการรำแก้บนดั้งเดิมอย่างที่เคยเห็น    Photograph: Eric Hong   เพราะถ้าพูดกันตรงๆ การรำแก้บนคือการรำนาฏศิลป์ไทย ซึ่งเป็นศิลปะพื้นบ้านที่เรียกได้ว่าเป็นการเต้นของสามัญชน (People’s Dance) ที่หลอมรวมจิตใจ ความหวัง ความปรารถนาอยู่บนความเชื่อของคนในยุคก่อน  การแสดงมาลีบูชาครั้งล่าสุด ที่นำแสดงโดย กรกาญจน์ รุ่งสว่าง เป็นศิลปินที่สังกัดภายใต้คณะนักเต้นร่วมสมัยอิสระคือ Pichet Klunchun Dance Company องค์กรที่ก่อตั้งโดยศิลปินศิลปาธรเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนในสังคม การถ่ายทอดงานศิลปะร่วมสมัยที่มีอัตลักษณ์ หรือการสร้าง ‘สิ่งใหม่’ ทางศิลปวัฒนธรรมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น    Photograph: Eric Hong   อะไรคือ Mali Bucha: Dance Offering  Mali Bucha มาจากภาษาสันสกฤตที่ใช้ในภาษาไทย แปลว่าหญิงผู้แสดงความเคารพบูชาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (ตามความเชื่อส่วนตัว) ส่วน Dance Offering หรือภาษาไทยเรียกว่า รำแก้บน คือการร่ายรำเพื่อแสดงความกตัญญูหรือเพื่อแก้บนตามคำสัญญา เมื่อนำสองความหมายมารวมกัน จึงสื่อถึงผู้หญิงที่บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผ่านการร่ายรำ  แต่ความแตกต่างคือ Mali Bucha เป็นโปรเจกต์ศิลปะที่นำรากเหง้าของประเพณีไทยมาเล่าเรื่องในแบบที่ใครๆ เข้าถึงได้ งานนี้ชวนมองว่าความเชื่อและจิตวิญญาณของคนเราจะเปลี่
เม่นวรรณกรรมเปิดตัวโปรเจกต์ เธอทำลาย, เธอกล่าว สำรวจมิติความสัมพันธ์ผู้หญิงผ่านผู้หญิง

เม่นวรรณกรรมเปิดตัวโปรเจกต์ เธอทำลาย, เธอกล่าว สำรวจมิติความสัมพันธ์ผู้หญิงผ่านผู้หญิง

จริงอยู่ที่งานวรรณกรรมดูเป็นอะไรที่เข้าถึงยาก และด้วยยุคสมัยนี้การไม่มีพื้นที่สำหรับนักเขียนหน้าใหม่ ไม่มีบรรณาธิการ ไม่มีสำนักพิมพ์ ยิ่งดูเป็นเรื่องยากเข้าไปอีก  แม้แต่งานรวมเรื่องสั้น คนที่อยู่ในวงการวรรณกรรมพูดเป็นเสียงเดียวว่าเป็นเรื่องท้าทาย แต่นิวัต พุทธประสาท เจ้าของสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรมเชื่อว่านักเขียนหน้าใหม่เกิดขึ้นได้ ถ้ามีเรื่องราวดีๆ ที่ไม่เคยเล่าที่ไหน ซึ่งประจวบกับ วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา มีแพสชั่นด้วยเรื่องราวของนักเขียนหญิงใน ‘ยุคสมัยนี้’ และเป็นเรื่องราวสดใหม่ จึงเกิดเป็นโปรเจกต์ ทำลาย, เธอกล่าว และโปรเจกต์ล่าสุดอย่าง เธอทำลาย, เธอกล่าว ขึ้น  โปรเจกต์เล่มแรกคือ ทำลาย, เธอกล่าว คือผลงานรวมเรื่องสั้น 11 เรื่องสั้น 10 นักเขียนหญิงรุ่นใหม่ที่เล่าเรื่องราวสังคมในยุคปัจจุบัน ผ่านการเล่าเรื่องของยุคสมัยที่กำลังมาถึง (ซึ่งมีเรื่องสั้น 1 เรื่องที่ไม่ปรากฏนามนักเขียน) โดยมีวิวัฒน์เป็นบรรณาธิการคัดสรรและดูแลเนื้อหา   Photograph: Porcupinebook   มาปีนี้ เม่นวรรณกรรมมีโปรเจกต์เล่มที่สองต่อจาก ทำลาย, เธอกล่าว ก็คือ เธอทำลาย, เธอกล่าว โดยนักเขียนหญิง 8 คนที่ขลุกในวงการวรรณกรรมและภาพยนตร์อย่าง จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท, ตินกานต์, พิราอร กรวีร์, Mind da hed, อุรุดา โควินท์, อินทิรา เจริญปุระ, ใหม่ ศุภรุจกิจ และพวงสร้อย อักษรสว่าง  ซึ่งยังมีวิวัฒน์เป็นผู้ริเริ่มโปรเจกต์และบรรณาธิการเช่นเคย เขาบอกถึงเนื้อหาเล่มนี้ว่าเป็นการสำรวจการทำลายล้างเพื่อสร้างสิ่งใหม่ ซึ่งมีน้ำเสียง (ของผู้หญิง) ที่ทั้งอ่อนโยนแต่เข้มแข็ง เกรี้ยวกราดแต่ปลอบประโลม แปลกประหลาดแต่สวยงาม ผ่านมุมมองอันลึกซึ้งของผู้หญิงถึงผู้หญิงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน    Photograph: Porcupinebook   สำรวจมิติความสัมพันธ
Yonlapa วงดนตรีอินดี้ป๊อปที่น่าจับตาที่สุดในปีนี้ กับเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกถึงกลิ่นอายในกรุงเทพฯ

Yonlapa วงดนตรีอินดี้ป๊อปที่น่าจับตาที่สุดในปีนี้ กับเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกถึงกลิ่นอายในกรุงเทพฯ

ไม่รู้ทำไม เวลาฟังเพลงวง Yonlapa ทีไร เหมือนโดนสะกดให้หลงอยู่ในวงกตกรุงเทพฯ สักแห่งทุกที   แม้จะเป็นวงดนตรีจากเชียงใหม่ แต่พวกเขาเป็นที่คุ้นเคยในกลุ่มวงดนตรีอินดี้ในกรุงเทพฯ เช่นล่าสุดที่พวกเขาได้รับการสนับสนุนจากโครงการ Music Exchange 2025 จาก CEA และ THACCA ไปแสดงดนตรีในเทศกาลฟูจิร็อก (Fuji Rock Festival) ที่ญี่ปุ่น อาจพูดได้ว่าเป็นเทศกาลที่น่าจับตาที่สุดสำหรับ Yonlapa ตั้งแต่ก่อตั้งวงก็ว่าได้  Photograph: Yonlapa   Yonlapa หรือยลภา คือวงดนตรีอินดี้ป๊อปจากเชียงใหม่ที่รวมตัวกันเมื่อปี 2019 พวกเขาเคยสังกัดค่ายเพลง Minimal Records (หนึ่งในวงที่สังกัดค่ายนี้เช่น Solitude is Bliss) ปัจจุบันเป็นศิลปินอิสระ ที่มีสมาชิกคือ น้อยหน่า (ร้องนำ-กีตาร์) อานุภาพ (กีตาร์-คีย์บอร์ด) นาวิน (เบส) และชลันธร (กลอง) ซึ่งแนวดนตรีจะเป็นดรีมป๊อปและซูเกซ (แนวดนตรีลูกหม้อของอัลเทอร์เนทีฟร็อก) ด้วยท่วงท่าดนตรีที่ฟังเพลิน แต่ก็มีจังหวะหนักหน่วงแบบทีเล่นทีจริง    Photograph: Yonlapa   แต่ความเฉพาะตัวของวงคือไม่มีเนื้อเพลงภาษาไทยแม้แต่เพลงเดียว เหตุผลคืออะไรรู้ไหม คนแต่งเพลงหลักของวงอย่างน้อยหน่าบอกว่า เวลาที่เธอเล่นกีตาร์หรือแต่งเพลง เมโลดี้ไม่เคยเข้ากับภาษาไทยเลย (เพราะด้วยการใส่วรรณยุกต์) แต่หากเมโลดี้เป็นภาษาอังกฤษจะเข้ากับคอร์ดและลื่นไหลมากกว่า    Photograph: Yonlapa   ส่วนการแต่งเพลงก็ได้แรงบันดาลใจเวลาออกไปเดินเล่น ไปพบเจอผู้คน หรือมาจากวงอัลเทอร์เนทีฟร็อกในใจอย่าง Flyleaf, Paramore และ No More Belts วงอินดี้ไทยยุค 2000 โดยรวมมีอารมณ์ของความรัก ความสัมพันธ์ ชีวิต และเรื่องราวที่เป็นตัวเอง และด้วยจังหวะดนตรีและน้ำเสียงของน้อยหน่าที่มีเอกลักษณ์ เมื่อฟังแล้วทำให้รู้สึกถึงรอบตัวที่หมุนช้าลง หรือ
ออกไปเต้นกันเถอะ! ครั้งเดียวในรอบปีกับงานเต้นสวิงแดนซ์สุดคลาสสิกที่หัวลำโพง

ออกไปเต้นกันเถอะ! ครั้งเดียวในรอบปีกับงานเต้นสวิงแดนซ์สุดคลาสสิกที่หัวลำโพง

Swing dance isn't just about steps — it's about feeling ประโยคนี้น่าจะบอกได้ครอบคลุมถึงคนที่ชอบและหลงใหลการเต้นสวิงแดนซ์ได้ดี นั่นก็เพราะการเต้นสวิงแดนซ์ได้รับความนิยมจากคนทุกเจนเนอเรชั่น    Photograph: Jelly Roll Jazz Club   ซึ่งเชื่อเถอะว่าเหล่าสวิงแดนซ์คงเนื้อเต้นแน่ๆ ครั้งนี้โรงเรียนสอนเต้นที่สร้างคอมมูนิตี้นักเต้นโดยเฉพาะอย่าง Jelly Roll Jazz Club จับมือกับ ททท. และ กทม. จัดงานเต้นสวิงแดนซ์ Amazing Thailand: Swing Dance Hualamphong ครั้งเดียวในรอบปี ด้วยการรวมตัวของนักเต้นมืออาชีพกว่า 20 ประเทศทั่วโลก และเพิ่มบรรยากาศให้วงเต้นสนุกขึ้นไปอีกกับวงดนตรีแจ๊ซระดับแถวหน้า พร้อมเปิดฟลอร์ให้เต้นกันแบบสุดสวิงริงโก้ท่ามกลางพื้นที่สุดคลาสสิกอย่างสถานีรถไฟหัวลำโพง    Photograph: Jelly Roll Jazz Club   ภายในงานเหล่านักเต้นจะได้พบกับทีมนักเต้นท็อปฟอร์มระดับโลกจากสวีเดนที่หลายคนอาจคุ้นเคย รวมถึงนักเต้นระดับนานาชาติมาสร้างความสนุกให้ครั้งนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศของ Step into Swing ส่วนวงแจ๊ซมีทั้งยุโรป ญี่ปุ่น ไทย ไม่ว่าจะเป็นวง Carolina Reapers Swing จากฝรั่งเศส Clap Stomp Swingin’ จากญี่ปุ่น ส่วนวงไทยสุดเก๋า เช่น Yusu Jazz Band เป็นต้น    Photograph: Jelly Roll Jazz Club   หรือใครที่กังวลว่าถ้าเต้นไปแล้วกลัวตัวเองจะเก้ๆ กังๆ หรือเพิ่งมางานนี้ครั้งแรก อยากให้ลองเข้าคลาสสอนเต้นชื่อว่า Free Dance Class ซึ่งเหมาะสำหรับปูพื้นฐานการเต้นสวิงดูก่อน ที่จะสอนโดยครูเต้นมืออาชีพจาก Jelly Roll Jazz Club ที่เผลอๆ อาจได้เพื่อนใหม่ไม่รู้ตัว    Photograph: Jelly Roll Jazz Club   แล้วมาเปลี่ยนฟลอร์สวิงแดนซ์ให้กลายเป็นจุดเช็กอินคลาสสิกที่น่าจดจำ เจอกันวันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคมนี้ เวลา 17.00 - 19.00 น
ท่าแร่ การล่าผีต่างขั้วศาสนาและความเชื่อ แต่ดันแพ้ทางผีในชีวิตจริงเสียอย่างนั้น

ท่าแร่ การล่าผีต่างขั้วศาสนาและความเชื่อ แต่ดันแพ้ทางผีในชีวิตจริงเสียอย่างนั้น

บนโลกโซเชียล ท่าแร่ ได้รับกระแสตอบรับด้านบวกเกินคาด อย่างที่รู้ ท่าแร่ คือหมู่บ้านที่มีคนนับถือคาทอลิกเยอะสุดในอีสาน วัฒนธรรมหลากหลายเชื้อชาติก็รวมอยู่มาก ทั้งญวน เวียดนาม หรือไทญ้อ เต็มไปด้วยความเชื่อของท้องถิ่น สถานที่ส่วนใหญ่ก็ยังคงรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส เช่น โบสถ์เก่าคำเกิ้ม ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญของการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ Photograph: Sahamongkolfilm International ภาพยนตร์เรื่อง ท่าแร่ จึงเป็นการผสานระหว่างความเป็น Folk Horror (ความกลัวเรื่องผีสางในท้องถิ่น) ของชุมชนท่าแร่ในสกลนครที่เล่าผ่านหมอเหยา และวิธีการปราบผีแบบ Exorcist ในหนังฝรั่งที่เล่าผ่านบาทหลวงให้อยู่ในบริบทของหนังไทยตามแบบฉบับของผู้กำกับหนังสยองแห่งชาติอย่าง คุ้ย-ทวีวัฒน์ ความจริงแล้ว ใครต่างก็รู้จักคุ้ยจากวงการหนัง ละคร ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังกว่า 20 ปี แต่ที่ชัดมากคือภาพจำของผีสาวชุดดำเรื่อง ธี่หยด (2566) และธี่หยด 2 (2567) ซึ่งกลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์ระดับนานาชาติ อีกอย่าง เขาบอกว่า วัฒนธรรมของหมู่บ้านท่าแร่มีความหลากหลายจนเป็นเรื่องที่ยากและท้าทายเอามากๆ แต่เขาตอบอย่างมั่นใจว่า แหงล่ะ ก็มันคือเรื่องที่จะต้องทำ! Photograph: Sahamongkolfilm International โดยไม่ต้องเดา แกนหลักของหนังเรื่องนี้จึงเป็น ‘บาทหลวง’ และ ‘หมอเหยา’ ด้วยคัลเจอร์และตำนานของไทยในมุมมองใหม่ซึ่งยังไม่เคยถูกเล่าในหนังผีไทยที่ไหน ในอีกแง่ ท่าแร่ในการกำกับของคุ้ยกลับเห็นอะไรที่ขึงขังกว่าลายเซ็นความหลอนที่คุ้นเคยกว่าในธี่หยดเสียอีก แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้ท่าแร่ติดตาได้เกินกว่าทั้งหมด คือเหล่านักแสดงที่สวมบทบาทและใส่ทีท่ากันสุดกู่ โดยเฉพาะเจมส์-จิรายุ (แสดงหนังผีเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก) และแพรวา-ณิชาภัทร (ที่บอกว่ายากเพราะกลัวผีสุดช
กรุงเทพฯ คว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับ Gen Z ในปี 2568

กรุงเทพฯ คว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับ Gen Z ในปี 2568

Time Out จัดอันดับเมืองที่ดีที่สุดของชาว Gen Z เป็นครั้งแรก โดยอ้างอิงข้อมูลจากผลสำรวจ Best Cities ประจำปี และให้คนอายุต่ำกว่า 30 ปีจากทั่วโลกเป็นผู้โหวต ผลปรากฏว่า กรุงเทพฯ คว้าอันดับ 1 ไปครอง ทั้งด้านการใช้ชีวิตที่น่าพึงพอใจ ค่าครองชีพที่เข้าถึงได้ง่าย และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของผู้คนในชุมชน นี่คือครั้งแรกของ Time Out กับการจัดอันดับเมืองที่ดีที่สุดที่จะต้องเป็นที่จดจำว่าเมืองที่ดีต้องเป็นแบบไหน (เมืองนั้นคือกรุงเทพฯ ยังไงล่ะ) โดยให้กลุ่มคนอายุต่ำกว่า 30 ปีร่วมกันโหวตจัดอันดับเมืองที่ดีที่สุดสำหรับกลุ่ม Gen Z ซึ่งใช้ชุดข้อมูลเดียวกับแบบทดสอบการสำรวจเมืองประจำปีที่ครอบคลุมที่สุด ด้วยการคัดเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ค้นพบความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในเมืองที่พวกเขาอาศัย ซึ่งไม่เพียงแค่การใช้ชีวิตเท่านั้น แต่ยังสนใจเรื่องเศรษฐกิจและสังคมด้วย และเมืองที่คู่ควรกับการครองอันดับหนึ่งในปี 2568 จะเป็นที่ไหนไปได้ นอกจากกรุงเทพฯ เมืองที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ความวุ่นวาย แต่ก็น่าหลงใหลไม่เบา   ชัยชนะครั้งนี้จึงส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับเมือง ในขณะที่คนรุ่นก่อนอาจให้ความสำคัญกับความมั่นคงในอาชีพการงานหรือชีวิตที่เงียบสงบแถบชานเมือง แต่ Gen Z ไม่ใช่แบบนั้น เขาคือกลุ่มคนที่เติบโตในยุคดิจิทัลบนความผันผวนทางเศรษฐกิจ และการเลือกที่จะทำงานอิสระเป็นอันดับหนึ่ง แต่บางครั้งกลับโหยหาบางสิ่งที่ต่างไปจากเดิม อย่างการแสวงหาประสบการณ์อันเปี่ยมไปด้วยพลัง การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนในชุมชนนั้นๆ มีเวิร์กไลฟ์บาลานซ์ในชีวิตการทำงาน และสำคัญที่สุดคือ การมีอิสรภาพทางการเงินเพื่อเพลิดเพลินกับสิ่งที่แสวงหามาทั้งหมด อาจบอกได้ว่านี่คือที่สิ่งที่กรุงเทพฯ แสดงออกมาได้ชัดเจนที่สุด เพราะเ
ไม่อร่อยให้ต่อย (จริง) แบรนด์ไอศกรีมที่ฉีกกรอบคัลเจอร์ไทยได้สนุกและอร่อยจริง

ไม่อร่อยให้ต่อย (จริง) แบรนด์ไอศกรีมที่ฉีกกรอบคัลเจอร์ไทยได้สนุกและอร่อยจริง

คราวแรกที่เห็นแบรนด์ไม่อร่อยให้ต่อย (จริง) แบบผิวเผิน อาจจะเห็นแค่ร้านขายไอศกรีมสีโทนร้อนที่ขายไอศกรีมรสชาติคุ้นเคยอย่างที่เคยกิน และคงจะไม่แปลกใหม่อะไรถ้าการนำเสนอหรือการตั้งคอนเซปต์แบรนด์จะไม่สะดุดตาใครๆ เข้า เช่นหมวกกันน็อกและเสื้อยืดลงยันต์แถมคุมโทนด้วยสีส้มทั้งหมด  จนมาทราบว่า ไม่อร่อยให้ต่อย (จริง) คือโรงงานผลิตไอศกรีมเล็กๆ ตั้งอยู่ในชุมชนย่านพระรามสอง ที่มีความเชื่อมั่นและมีเป้าหมายไว้ก่อนว่า ไอศกรีมต้องมีรสชาติอร่อยจริง เพราะถ้าไม่อร่อยอาจจะโดนต่อยเอาได้ (อย่างหลังเติมเอง)  Photograph: maiaroihaitoi พวกเขาได้คอนเซปต์มาจากกระแสในโซเชียลมีเดียตามร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มพากันเล่นมุกแปะป้ายกันให้ควั่กว่า ไม่อร่อยให้ต่อยปาก หรือ ไม่อร่อยให้เตะ ฯลฯ แบรนด์ไอศกรีมเล็กๆ อย่างไม่อร่อยให้ต่อย (จริง) เลยเห็นว่ามีเสน่ห์และมีความขันตรงตามแบบฉบับคัลเจอร์ไทย เลยปิ๊งไอเดียว่า ในเมื่อมีไอศกรีมที่เขามั่นใจว่าอร่อยมากๆ อยู่ -จะดีแค่ไหนกัน- ถ้าเอามุกล้อเลียนพวกนั้นมาตั้งเป็นชื่อแบรนด์ไอศกรีมซะเลย!  Photograph: maiaroihaitoi ความสนุกของแบรนด์เลยอยู่ตรงนี้… เมื่อได้คอนเซปต์จากกระแสทางโซเชียลมีเดียจนออกมาเป็นชื่อแบรนดิ้งตายตัวว่า ไม่อร่อยให้ต่อย (จริง) ที่เห็นชัด แรกเริ่มพวกเขาปั้นแบรนด์เล็กๆ นี้ด้วยการขายไอศกรีมบนรถเข็น (เหมือนคุณลุงคุณน้าเข็นไอศกรีมคันเล็กๆ ขายตามชุมชนอย่างที่เคยเห็น) โดยเข็นไปขายตามที่ต่างๆ ซึ่งที่แรกคือชุมชนแถวโรงงานย่านพระรามสองพร้อมๆ กับการโปรโมตแบรนด์ลงโซเชียลมีเดียไปด้วย Photograph: maiaroihaitoi หลังจากนั้นใครจะคิดว่าผลตอบรับจากที่เขาเคยโปรโมตแบรนดิ้งอย่างเช่นลงคลิปหรืออะไรต่างๆ กลับเป็นไวรัลจนได้รับโอกาสไปออกงานอีเวนต์ตามออฟฟิศหรือไม่ก็ห้างสรรพสินค้ามาเรื่
ความเชื่อมนุษย์ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนในนิทรรศการ Across The Universe

ความเชื่อมนุษย์ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนในนิทรรศการ Across The Universe

‘เราอาจไม่แน่ใจในความกระจ่างชัดของจักรวาล จึงเป็นเหตุผลให้เรายังคงดำรงอยู่’ เป็นบทสรุปของข้อความที่สื่อถึงในนิทรรศการล่าสุดอย่าง Across the Universe ของ โจ-อาจิณโจนาธาน อาจิณกิจ ได้ชัดเจนที่สุด  Photograph: Xspace Gallery   Across the Universe คือนิทรรศการเดี่ยวของ โจ-อาจิณโจนาธาน อาจิณกิจ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากภาพวาดจิตรกรรมจากฝาผนังในวัดวาอารามหรือฝาผนังในถ้ำของมนุษย์ยุคโบราณที่ผ่านกาลเวลาและความเชื่อ จนนำมาสู่ผลงานภาพวาดเชิงนามธรรมร่วมสมัย ซึ่งเป็นการตีความผ่านภาพวาดโดยผสานทั้งแนวคิดในยุคก่อนและยุคปัจจุบัน  Photograph: Xspace Gallery   แม้ว่าโจเป็นศิลปินที่ทำงานด้านศิลปะหลากหลายแขนง เช่น วาดภาพ ถ่ายภาพ หรืองานศิลปะแนวจัดวาง ฯลฯ แต่ช่วงหลังเขามุ่งความสนใจไปยังการวาดภาพเชิงนามธรรม (Abstract) โดยเป็นการสำรวจแนวคิดเกี่ยวกับประเด็นที่หลากหลายและมุมมองด้านสุนทรียศาสตร์ ซึ่งนิทรรศการนี้ก็มาจากแนวความเชื่อว่าภาพวาดจิตรกรรมไม่ได้ถูกจำกัดแค่ชิ้นงานหรือวัตถุที่มีไว้สำหรับชมเพียงเท่านั้น แต่มาจากความเชื่อ ประสบการณ์ โดยเฉพาะการดำรงอยู่ของมนุษย์กับภาพวาดในถ้ำหรือจิตรกรรมตามฝาผนังวัด รวมถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์กับโลกใบนี้ก็ด้วย  Photograph: Xspace Gallery โดยเขาหยิบผลงานชุด Untitled (The Master) ที่สร้างสรรค์ขึ้นในปี 2024 ครั้งนั้นเป็นการศึกษาจิตรกรรมฝาผนังเพื่อระลึกถึงจิตรกรไทย จนดัดแปลงมาสู่นิทรรศการ Across the Universe ไว้ด้วย แต่คราวนี้เขาสร้างงานชุดนี้ขึ้นมาเล่าเพื่อลงลึกถึงจุดกำเนิดของคำว่า ‘จิตรกรรม’ ซึ่งจิตรกรรมคือสิ่งที่ผนวกรวมกับผู้คน ความเชื่อ การดำรงชีวิต รวมถึงจักรวาลใบนี้จนเป็นหนึ่งเดียวกัน Photograph: Xspace Gallery   นิทรรศการ Across the Univesre ของโจในครั้งนี้จ