Bunthicha P. - Time Out Thailand
Photograph: Bunthicha P. - Time Out Thailand
Photograph: Bunthicha P. - Time Out Thailand

10 ผลงานภาพวาดและประติมากรรมที่ดีที่สุดของจิตรกรก้องโลก ‘ปิกัสโซ’

พาไปรู้จัก 10 ผลงานชิ้นเอกของ ‘ปาโบล ปิกัสโซ’ พร้อมพิกัดสถานที่จัดแสดงจากทั่วโลก

แปลโดย: Yokploy Chandrabha
การโฆษณา

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกทาง Time Out New York ในชื่อ The 10 best Picasso paintings and sculptures, ranked เมื่อวันพุธที่ 15 พฤษภาคม 2567 และได้รับการดัดแปลงเป็นภาษาไทยแล้ว

‘ปาโบล ปิกัสโซ’ (1881–1973) ศิลปินชาวมาลากา ประเทศสเปน คือหนึ่งในศิลปินที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะโลกอย่างไม่ต้องสงสัย ชื่อของเขาแทบกลายเป็นคำพ้องกับ ‘ศิลปะสมัยใหม่’ ไปโดยปริยาย และภาพลักษณ์ของอัจฉริยะหัวขบถผู้ใช้ชีวิตอย่างสุดเหวี่ยงก็ยิ่งทำให้ตำนานของเขาถูกพูดถึงไม่รู้จบ ทั้งชื่อเสียง ความสัมพันธ์รักอันวุ่นวาย และวิถีชีวิตหรูหรา จนช่วงปลายยุค 1950s เขามีวิลล่าอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสมากถึงห้าหลัง

แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือปิกัสโซได้เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ศิลปะไปตลอดกาล ผ่านนวัตกรรมทางศิลปะที่ปฏิวัติวงการ ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคคอลลาจ หรือคิวบิสม์ (Cubism) อันโด่งดัง ที่ปลดปล่อยศิลปะออกจากกรอบการนำเสนอภาพเหมือนจริงแบบเดิมๆ และกลายเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของศิลปินศตวรรษที่ 20 อีกมากมาย

เขาสร้างผลงานไว้มหาศาลในหลากหลายแขนง จนแทบยากจะสรุปขอบเขตความสำเร็จทั้งหมดของเขาได้ครบถ้วน แต่เราก็ยังอยากลองทำดูผ่านลิสต์นี้ กับ 10 ผลงานภาพวาดและประติมากรรมที่ดีที่สุดของปิกัสโซ ซึ่งเราเรียงลำดับไว้ตั้งแต่อันดับ 1 ถึง 10 และนี่คือผลงานที่นิยามความเป็นปิกัสโซได้ดีที่สุด

RECOMMENDED:

🗿 ประติมากรผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล
🎨 พิพิธภัณฑ์และแกลเลอรีที่ดีที่สุดในโลก
⛰️ สถานที่ที่สวยงามที่สุดในโลก
🗺 จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวสุด underrated จากทั่วโลก

ผลงานภาพวาดและประติมากรรมที่ดีที่สุดของปิกัสโซ

1. Les Demoiselles d’Avignon (1907)

แม้ Guernica จะเป็นผลงานที่ผู้คนจดจำได้มากที่สุดของปิกัสโซ แต่ Les Demoiselles d’Avignon ต่างหากที่ถือเป็นงานที่ฉีกกฎครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะสมัยใหม่ ตลอดเวลากว่าครึ่งศตวรรษก่อนหน้าปิกัสโซ ศิลปินสาย avant-garde พยายามรื้อถอนขนบการวาดภาพแบบตะวันตกที่ยึดโยงกับความสมจริงมาโดยตลอด แต่ภาพฉากภายในซ่องแห่งหนึ่งในบาร์เซโลนาของปิกัสโซ กลับกลายเป็นหมัดสุดท้ายที่ทำลายกรอบเดิมลงอย่างสิ้นเชิง พร้อมเปิดทางไปสู่ศิลปะนามธรรมที่โลกกำลังจะได้เห็นในเวลาต่อมา

ตัวงานนี้เต็มไปด้วยพลังดิบ ความแข็งกระด้าง และความรู้สึกแบบ primitive ซึ่งได้รับอิทธิพลโดยตรงจากศิลปะแอฟริกันและโอเชียเนียที่ปิกัสโซเคยเห็นใน Musée d'Ethnographie du Trocadéro ณ กรุงปารีส จนกลายเป็นจุดกำเนิดสำคัญของแนวคิดคิวบิสม์ในเวลาต่อมา

ปัจจุบัน Les Demoiselles d’Avignon จัดแสดงอยู่ที่ Museum of Modern Art หรือ MoMA ในนครนิวยอร์ก

📍สำรวจพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการที่ดีที่สุดในนิวยอร์กเพิ่มเติม

2. Guernica (1937)

นอกจากจะเป็นผลงานที่โด่งดังที่สุดของปิกัสโซแล้ว Guernica ยังถือเป็นหนึ่งในงานศิลปะต่อต้านสงครามที่ทรงพลังและสะเทือนอารมณ์ที่สุดในโลก ผลงานชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ทิ้งระเบิดเมืองเกอร์นิกาในแคว้นบาสก์ ประเทศสเปน เมื่อปี 1937 ระหว่างสงครามกลางเมืองสเปน ซึ่งคร่าชีวิตพลเรือนจำนวนมากและกลายเป็นสัญลักษณ์ของความโหดร้ายจากสงคราม

ในปีเดียวกันนั้น ขณะที่สงครามยังคงดำเนินอยู่ รัฐบาลฝ่ายซ้ายของสเปนได้มอบหมายให้ปิกัสโซสร้างผลงานชิ้นนี้ในฐานะภาพจิตรกรรมฝาผนังสำหรับงาน World’s Fair 1937 ที่กรุงปารีส ก่อนที่ต่อมาจะถูกนำไปจัดแสดงทั่วยุโรปและสหรัฐอเมริกา

ภายหลัง Guernica ถูกนำไปฝากไว้ที่ Museum of Modern Art หรือ MoMA ในนิวยอร์ก ภายใต้เงื่อนไขสำคัญว่าผลงานจะต้องถูกส่งกลับสเปนก็ต่อเมื่อ พลเอกฟรังซิสโก ฟรังโก ผู้นำเผด็จการที่โค่นล้มรัฐบาลสาธารณรัฐหมดอำนาจลงเท่านั้น และเหตุการณ์นั้นก็เกิดขึ้นจริงในปี 1981 หลังฟรังโกเสียชีวิตในปี 1975 และหลังการจากไปของปิกัสโซในปี 1973

อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของผลงานเกิดขึ้นในปี 1974 เมื่อโทนี ชาฟราซี ศิลปินผู้ซึ่งภายหลังกลายเป็นดีลเลอร์แกลเลอรีชื่อดัง ได้พ่นสเปรย์ลงบนภาพขณะจัดแสดงอยู่ที่ MoMA โชคดีที่สีที่ใช้สามารถล้างออกได้โดยง่าย และพิพิธภัณฑ์ก็สามารถบูรณะผลงานกลับคืนสู่สภาพเดิมได้สำเร็จ

ปัจจุบัน Guernica จัดแสดงอยู่ที่ Museo Nacional Centro de Arte Reina Sofía กรุงมาดริด ประเทศสเปน

📍 สำรวจพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดในมาดริดเพิ่มเติม

การโฆษณา

3. La Vie (1903)

น่าเหลือเชื่อว่า La Vie ซึ่งถือเป็นมาสเตอร์พีซชิ้นแรกของปิกัสโซ ผลงานนี้ถูกวาดขึ้นตอนที่เขามีอายุเพียง 20 ปีเท่านั้น และยังถูกยกให้เป็นหนึ่งในตัวแทนสำคัญที่สุดของ ‘Blue Period’ ช่วงเวลาที่ปิกัสโซใช้โทนสีน้ำเงินและเทาเป็นหลัก พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คนชายขอบ คนยากจน และผู้ถูกสังคมทอดทิ้ง ซึ่งสะท้อนสภาพชีวิตอันขัดสนของตัวเขาเองในเวลานั้น

ผลงานจาก Blue Period ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากแนวคิดแบบ Expressionism ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ที่เชื่อมโยงไปถึงศิลปินอย่าง Edvard Munch และ Gustav Klimt ขณะเดียวกัน ร่องรอยของ El Greco ก็ปรากฏชัดเช่นกัน ทั้งในเรื่องของโทนสีและสัดส่วนร่างกายที่ยืด elongated ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของศิลปินยุคเรอเนสซองซ์ผู้นี้

La Vie ถูกสร้างขึ้นในลักษณะของภาพ allegory หรือภาพเชิงสัญลักษณ์ แต่จนถึงทุกวันนี้ นักประวัติศาสตร์ศิลป์ก็ยังถกเถียงกันอยู่ว่ามันสื่อถึงอะไรกันแน่ อย่างไรก็ตาม มีความเชื่อว่าผลงานชิ้นนี้คือการตอบสนองต่อการเสียชีวิตของ การ์เลส กาซาเกมัส เพื่อนสนิทและสหายทางศิลปะของปิกัสโซ ผู้จบชีวิตตัวเองจากความรักที่ไม่สมหวังต่อศิลปินนางแบบ เกอร์เมน การ์กาโย ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นคนรักของปิกัสโซเอง

ปัจจุบัน La Vie จัดแสดงอยู่ที่ Cleveland Museum of Art

4. Maquette for Guitar (1912)

หาก Les Demoiselles d’Avignon คือผลงานที่เปลี่ยนโลกของจิตรกรรม Maquette for Guitar ก็ทำสิ่งเดียวกันกับวงการประติมากรรมอย่างแท้จริง ก่อนหน้าปิกัสโซ งานประติมากรรมส่วนใหญ่ยังยึดติดอยู่กับกระบวนการสร้างรูปทรงจากวัสดุอย่างดิน ขี้ผึ้ง ไม้ หรือหิน ผ่านการปั้น แกะสลัก หรือหล่อขึ้นรูป แต่ปิกัสโซกลับนิยามความหมายของประติมากรรมใหม่ทั้งหมด เขามองมันใกล้เคียงกับงานสถาปัตยกรรมมากกว่า เป็นการประกอบชิ้นส่วนระนาบและโครงสร้างเปิดเข้าด้วยกัน แทนการสร้างมวลตันแบบเดิม

แนวคิดนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งอิทธิพลต่อศิลปะสมัยใหม่ตลอดศตวรรษที่ 20 และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เพราะมันเปิดพื้นที่ให้ประติมากรรมสามารถเป็นได้มากกว่าวัตถุที่ถูกแกะออกจากก้อนวัสดุ

ปัจจุบัน Maquette for Guitar จัดแสดงอยู่ที่ Museum of Modern Art หรือ MoMA ในนครนิวยอร์ก

📍สำรวจพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการที่ดีที่สุดในนิวยอร์กเพิ่มเติม

การโฆษณา

5. Glass of Absinthe (1914)

Glass of Absinthe โดดเด่นจากการใช้ช้อนจริงๆ ที่หยิบมาจากชีวิตประจำวันโดยแทบไม่มีการดัดแปลงใดๆ ซึ่งถือเป็นพัฒนาการต่อเนื่องจากการทดลองคอลลาจของปิกัสโซในช่วงก่อนหน้า แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของแนวคิด assemblage หรือการสร้างงานศิลปะจากวัตถุสำเร็จรูปที่พบเจอในชีวิตจริง

หลายคนมักเปรียบเทียบผลงานชิ้นนี้กับ Bicycle Wheel ของ Marcel Duchamp ซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้าเพียงหนึ่งปี แม้เจตนาของ Duchamp จะต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เขานำล้อจักรยานมาติดบนเก้าอี้เพื่อทำให้วัตถุใช้งานธรรมดากลายเป็นสิ่งไร้ประโยชน์เชิงประชดประชัน แต่สิ่งที่เขาทำกับช้อนใน Glass of Absinthe ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะมันช่วยลดเส้นแบ่งระหว่างศิลปะและชีวิตจริงลงอย่างชัดเจน

ผลงานชิ้นนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงช่วงเวลาที่ศิลปินเริ่มตั้งคำถามกับรูปแบบดั้งเดิมของประติมากรรม และเปิดทางไปสู่ศิลปะสมัยใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องสร้างทุกอย่างขึ้นใหม่จากศูนย์อีกต่อไป

ปัจจุบัน Glass of Absinthe จัดแสดงอยู่ที่ Philadelphia Museum of Art

📍 ค้นพบสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในฟิลาเดลเฟียเพิ่มเติม

6. Girl Before a Mirror (1932)

ผลงานชิ้นนี้คือการสำรวจความรู้สึกเกี่ยวกับความงาม ความหลงตัวเอง และความหวาดกลัวต่อการร่วงโรยของวัย ผ่านภาพของ มารี-เธเรส วอลแตร์ หญิงสาวผู้กลายเป็นทั้งคนรักและมิวส์คนสำคัญของปิกัสโซในช่วงทศวรรษ 1930 ทั้งคู่พบกันครั้งแรกในปี 1927 ตอนที่เธออายุเพียง 17 ปี ขณะที่ปิกัสโซอายุ 45 และยังมีภรรยาอยู่แล้ว หลังจากนั้นเธอปรากฏตัวในผลงานของเขาอยู่บ่อยครั้งตลอดหลายปีต่อมา แต่ Girl Before a Mirror ถือเป็นผลงานที่ทรงพลังและน่าจดจำที่สุดในบรรดาทั้งหมด

ภาพแสดงหญิงสาวผมสีทองแก้มชมพูในวัยเยาว์ ขณะยืนมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก แต่ภาพสะท้อนกลับกลายเป็นร่างบิดเบี้ยว มืดหม่น และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ราวกับเป็นภาพอนาคตที่เธอกำลังหวาดกลัวจะต้องเผชิญ ด้านหลังของเธอเต็มไปด้วยลวดลาย harlequin ซึ่งเป็นหนึ่งใน motif ที่ปิกัสโซชื่นชอบ และอาจตีความได้ว่าเป็นตัวแทนของตัวศิลปินเอง ผู้ซึ่งแทรกซึมอยู่ในชีวิตของวอลแตร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปัจจุบัน Girl Before a Mirror จัดแสดงอยู่ที่ Museum of Modern Art หรือ MoMA ในนครนิวยอร์ก

📍สำรวจพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการที่ดีที่สุดในนิวยอร์กเพิ่มเติม

การโฆษณา

7. Three Musicians (1921)

เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นทศวรรษ 1920 ช่วงเวลาแห่งการทดลองอันปฏิวัติวงการของปิกัสโซเริ่มผ่านพ้นไปแล้ว ขณะที่คิวบิสม์เองก็เริ่มถูกแทนที่โดยกระแสใหม่อย่าง Surrealism ซึ่งถึงขั้นมีศิลปินบางกลุ่มประกาศว่าปิกัสโซหมดความสำคัญไปแล้วด้วยซ้ำ

ยุโรปในเวลานั้นยังคงอยู่ท่ามกลางบาดแผลจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และในฝรั่งเศส วงการศิลปะและวัฒนธรรมต่างหันกลับไปมองอดีตเพื่อค้นหาความมั่นคงและระเบียบอีกครั้ง ปิกัสโซเองก็ทำเช่นเดียวกันผ่าน Three Musicians ผลงานที่เต็มไปด้วยความรู้สึก nostalgic ต่อชีวิตโบฮีเมียนในวัยหนุ่มของเขา

แม้จะยังคงใช้ภาษาทางภาพแบบคิวบิสม์ แต่ผลงานชิ้นนี้กลับมีโทนที่อ่อนโยน สนุกสนาน และเข้าถึงง่ายกว่างานยุคทดลองอันดุดันก่อนหน้า ตัวละครนักดนตรีทั้งสามถูกประกอบขึ้นจากรูปทรงเรขาคณิตสีสันสดจัด ราวกับงานคอลลาจขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยจังหวะและพลังของเสียงดนตรี และหลายคนยังเชื่อว่าตัวละครในภาพอาจเป็นตัวแทนเชิงสัญลักษณ์ของปิกัสโซและกลุ่มเพื่อนศิลปินใกล้ชิดในยุคปารีสช่วงต้นศตวรรษที่ 20 อีกด้วย

ปัจจุบัน Three Musicians จัดแสดงอยู่ที่ Museum of Modern Art หรือ MoMA ในนครนิวยอร์ก

📍สำรวจพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการที่ดีที่สุดในนิวยอร์กเพิ่มเติม

8. Gertrude Stein (1905-1906)

ภาพเหมือนของเกอร์ทรูด สไตน์ นักเขียนหญิงชาวอเมริกันผู้เป็นตำนานแห่งยุค expatriate ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของปิกัสโซช่วงวัยหนุ่มอย่างแท้จริง ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน สไตน์ ซึ่งมาจากครอบครัวชาวยิวเชื้อสายเยอรมันผู้มั่งคั่งจากเพนซิลเวเนีย เชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่าปิกัสโซคือศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค เธอมองเห็นในตัวเขาถึงพลังของนักปฏิวัติทางศิลปะ ผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกศิลปะไปตลอดกาล

สไตน์กลายเป็นทั้งผู้สนับสนุนและผู้อุปถัมภ์คนสำคัญ เธอซื้อผลงานของปิกัสโซอย่างต่อเนื่อง พร้อมโน้มน้าวให้น้องชายของเธอสะสมงานของเขาเช่นกัน นอกจากนี้ เธอยังช่วยแนะนำเขาให้กับบุคคลสำคัญในวงการศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น Alfred Stieglitz หรือ Ambroise Vollard ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อเส้นทางอาชีพของศิลปินในเวลาต่อมา

ในเชิงศิลปะ ภาพ Gertrude Stein ยังเผยให้เห็นร่องรอยแรกเริ่มของแนวคิดที่กำลังพัฒนาไปสู่คิวบิสม์ ทั้งในเรื่องของรูปทรงใบหน้า การลดทอนรายละเอียด และการบิดเปลี่ยนโครงสร้างของภาพเหมือนแบบดั้งเดิม

ปัจจุบัน Gertrude Stein จัดแสดงอยู่ที่ Metropolitan Museum of Art หรือ The Met ในนครนิวยอร์ก

📍สำรวจพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการที่ดีที่สุดในนิวยอร์กเพิ่มเติม

การโฆษณา

9. Dora Maar in an Armchair (1939)

ในปี 1935 มารี-เธเรส วอลแตร์ ตั้งครรภ์ลูกของปิกัสโซ แม้ในเวลานั้นเขาจะยังไม่ได้หย่าขาดจากภรรยาอย่าง Olga Khokhlova และท้ายที่สุดก็ไม่เคยหย่าอย่างเป็นทางการเลยด้วยซ้ำ ขณะเดียวกัน ปีเดียวกันนั้นเองปิกัสโซก็เริ่มต้นความสัมพันธ์กับ ดอรา มาร์ ช่างภาพสายเซอร์เรียลลิสม์ผู้มักเป็นทั้งคนรักและนางแบบให้เขา

ปิกัสโซดูจะพอใจกับการรักษาความสัมพันธ์ทั้งสองด้านไปพร้อมกัน จนกระทั่งวันหนึ่ง วอลแตร์และมาร์บังเอิญพบกันในสตูดิโอของเขา ขณะที่ศิลปินกำลังทำงานบน Guernica ทั้งคู่เรียกร้องให้เขาเลือกว่าจะอยู่กับใคร แต่ปิกัสโซกลับปฏิเสธและบอกให้ทั้งสอง จัดการกันเองก่อนที่เหตุการณ์จะกลายเป็นการต่อสู้กันจริงๆ ซึ่งภายหลังเขาถึงกับกล่าวว่านั่นคือหนึ่งในความทรงจำที่เขาชื่นชอบที่สุด

ท้ายที่สุด ดอรา มาร์ กลายเป็นคนรักหลักของปิกัสโซในช่วงเวลานั้น แม้เธอจะถูกมองว่าเป็นคนเปราะบางและเต็มไปด้วยความวิตกทางอารมณ์ Picasso ถึงกับเรียกเธอว่า ‘the weeping woman’ จากภาพจำของการร้องไห้อยู่บ่อยครั้ง

ต่างจากภาพของวอลแตร์ที่มักถูกวาดอย่างสว่าง สดใส และอ่อนโยน ดอรา มาร์ กลับปรากฏในผลงานของปิกัสโซด้วยโทนที่มืดหม่น ซับซ้อน และเต็มไปด้วยความบิดเบี้ยวทางอารมณ์ ดังเช่นใน Dora Maar in an Armchair ภาพเหมือนที่ทำให้เธอดูทั้งเปราะบาง หลอนลึก และแทบเสียศูนย์ในเวลาเดียวกัน

ปัจจุบัน Dora Maar in an Armchair จัดแสดงอยู่ที่ Metropolitan Museum of Art หรือ The Met ในนครนิวยอร์ก

📍สำรวจพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการที่ดีที่สุดในนิวยอร์กเพิ่มเติม

10. Untitled (1967)

Untitled หรือที่ผู้คนรู้จักกันในชื่อ ‘Chicago Picasso’ ประติมากรรมกลางแจ้งขนาดมหึมาชิ้นนี้ถือเป็นหนึ่งในงาน public art ที่โด่งดังที่สุดของปิกัสโซ ตั้งตระหง่านอยู่กลาง Daley Plaza ใจกลางชิคาโก ด้วยความสูงกว่า 50 ฟุต และน้ำหนักราว 147 ตัน จนกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองไปโดยปริยาย โดยผลงานชิ้นนี้ได้รับการว่าจ้างจากเมืองชิคาโกในปี 1963 ด้วยงบประมาณกว่า 351,959 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ปิกัสโซกลับปฏิเสธค่าตอบแทนจำนวน 100,000 ดอลลาร์ โดยเลือกมอบผลงานให้เมืองนี้ฟรี

แม้รูปลักษณ์ของประติมากรรมจะดูคล้ายศีรษะนกในสายตาหลายคน แต่แท้จริงแล้วเชื่อกันว่ามันคือภาพใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งชื่อ ซิลแวตต์ ดาวิด หญิงชาวฝรั่งเศสที่อาศัยอยู่ในเมือง Vallauris ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ปิกัสโซมีบ้านพักอยู่ ทั้งคู่พบกันครั้งแรกในปี 1954 ตอนที่เธออายุ 19 ปี และตลอดหลายปีหลังจากนั้นเขาก็วาดภาพเธอไว้จำนวนมาก แตกต่างจากความสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายคนในชีวิตของเขา ความสัมพันธ์ระหว่างปิกัสโซและซิลแวตต์ถูกมองว่าเป็นเพียงมิตรภาพแบบ platonic มากกว่า ซึ่งหลายคนก็เชื่อว่าน่าจะเป็นความตั้งใจของฝ่ายหญิงเอง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากชื่อผลงานหนึ่งที่ปิกัสโซเคยสร้างเกี่ยวกับเธออย่าง The Girl Who Said No

ไม่ว่าจุดเริ่มต้นของประติมากรรมชิ้นนี้จะมาจากอะไร วันนี้ Chicago Picasso ได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเมืองชิคาโกไม่ต่างจากทะเลสาบมิชิแกนไปแล้ว

ปัจจุบัน Untitled จัดแสดงอยู่ที่ National Gallery of Art

เรื่องเด่น
    บทความล่าสุด
      การโฆษณา